ครั้งหนึ่งในชีวิต ห้ามพลาด ‘ซุปเปอร์มูน’ ใหญ่สุดในรอบ 68 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 13:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782721

 

(ดวงจันทร์ที่เมืองดัลลัส ในสหรัฐฯ เย็นวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น)

ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง… ปรากฏการณ์ ‘ซุปเปอร์มูน’ ชาวโลกมีโอกาสเห็นดวงจันทร์ใหญ่โตมากที่สุดและสว่างสุกสกาวมากที่สุด ในรอบเกือบ 70 ปี เพียงแต่ควรเลือกสถานที่ชมความสวยงามของดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้ ที่ไร้มลพิษ ควันรถ และแสงไฟ

เมื่อ 14 พ.ย.59 สื่อต่างประเทศรายงาน คืนนี้แล้ว (14 พ.ย.) ที่ชาวโลกจะมีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ซุปเปอร์มูน ใหญ่สุดในรอบ 68 ปี ดวงจันทร์อยู่ในระยะใกล้โลกมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา โดยจะสามารถมองห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 14% และมีแสงสุกสกาวกว่าปกติมากถึง 30%

ดร.มาเร็ก คูคูลา นักดาราศาสตร์ที่หอดูดาวกรีนวิช ในอังกฤษ กล่าวด้วยความตื่นเต้นถึงปรากฏการณ์ซุปเปอร์ฟูลมูนในครั้งนี้ว่า มีความแตกต่างจากการเกิดซุปเปอร์มูนที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้ ดวงจันทร์จะมีแสงสว่างกว่าและมีขนาดใหญ่กว่าปกติ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดูซุปเปอร์มูนในอังกฤษ คือตอนที่ดวงจันทร์อยู่ในแนวขอบฟ้า และ เวลาที่ดีที่สุดคือ 20.09 น. ของวันที่ 14 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลก 350,000 กิโลเมตร


เช้าวันที่ 14 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ดวงจันทร์สวยๆ เหนืออ่าวเมืองลัมเบิร์ต แอฟริกาใต้

ขณะเดียวกัน ผู้รอดูซุปเปอร์มูน ควรเลือกสถานที่ที่หลีกเลี่ยงจากสภาพมลพิษในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นควันรถในเมืองใหญ่ และแสงไฟฟ้าส่องสว่างริมถนน ส่วนท้องฟ้าในอังกฤษ ที่แจ่มกระจ่างไร้เมฆหมอกบดบังมากที่สุด เป็นท้องฟ้าทางใต้ อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วอังกฤษสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ซุปเปอร์มูนในครั้งนี้ เพียงแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ที่ประเทศสกอตแลนด์ อาจมีเมฆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นปรากฏการณ์ซุปเปอร์มูน.


ดวงจันทร์ ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ เมื่อ 13 พ.ย.59

ที่มา : mirror.co.uk

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอชมปรากฏการณ์ ซุปเปอร์มูน ใหญ่สุดในรอบ 70 ปี วันที่ 14 พ.ย. นี้

 

กีวีระทึก! แผ่นดินไหวรอบ 2 6.1 เขย่าซ้ำจุดเดิม อาฟเตอร์ช็อกหลายร้อยหน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 11:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782616

 

ชาวนิวซีแลนด์ระทึกซ้ำ เกิดแผ่นดินไหวครั้งที่ 2 ขนาด 6.1 เขย่าซ้ำบริเวณเดิมใกล้เมืองไครส์ตเชิร์ช ศูนย์กลางอยู่ลึกแค่ 10 กม. หนำซ้ำยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายร้อยครั้ง นอกจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดฝั่ง ด้านทีมกู้ภัยสามารถช่วยชีวิตหญิงชราวัย 100 ปี และลูกสะใภ้อีกคนออกมาจากใต้ซากบ้าน หลังเหตุธรณีพิโรธใหญ่คร่า 2 ราย และสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

เมื่อ 14 พ.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รุนแรงขนาด 7.8 เขย่าเมืองไครสต์เชิร์ช บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ชาวแดนกีวีต้องระทึกซ้ำ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่ 2 รุนแรงขนาด 6.1 เขย่าซ้ำในบริเวณเดียวกัน เมื่อตอนเวลา 13.45 น. ของวันที่ 14 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาประมาณ 07.45 น. ของเช้าวันเดียวกัน ตามเวลาในประเทศไทย โดยสำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุแผ่นดินไหวครั้งที่ 2 มีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไครสต์เชิร์ช และมีความลึกจากผืนดินประมาณ 10 กม.

บีบีซี แจ้งว่า แผ่นดินไหวรุนแรงเขย่าเมืองไครสต์เชิร์ช เมื่อ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากจะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูงนับ 2 เมตร ซัดชายฝั่งแล้ว ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อก หรือแผ่นดินไหวต่อเนื่องตามมาเป็นหลายร้อยครั้ง ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับ และทางการต้องหยุดการจ่ายน้ำประปา ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ได้ออกจากบ้านเรือนมาอยู่บนถนน เพราะเกรงว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงตามมา

ขณะที่ สื่อท้องถิ่นในนิวซีแลนด์ แจ้งว่า ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิตหญิงชราว วัย 100 ปี และลูกสะใภ้ของหญิงชราผู้นี้อีกหนึ่งคน ออกมาจากใต้ซากบ้านที่พังถล่มลงมาในเมืองไคคอรา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไครสต์เชิร์ช หลังธรณีพิโรธใหญ่ แต่เคราะห์ร้าย เมื่อครอบครัวนี้ต้องสูญเสียสามีของผู้หญิงในครอบครัวที่อายุน้อยกว่าไป 1 ราย ขณะที่ มีรายงานมีผู้หญิงอีกคนในเมืองเมาท์ ไลฟอร์ด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไคคอรา ต้องเสียชีวิตอีกราย จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุธรณีพิโรธคราวนี้แล้วอย่างน้อย 2 ราย


ถนนสายไครสต์เชิร์ช -ไคคอรา แยกแตก พังเสียหาย หลังเหตุธรณีพิโรธใหญ่

ด้านนายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ ของนิวซีแลนด์ ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ตรวจดูความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว และเขาคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวเขย่าเมืองไครสต์เชิร์ชคราวนี้ จะอยู่ในระดับต่ำ หลังจากเมืองไครสต์เชิร์จ เคยเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อปี 2554 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 185 ราย และสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่ มีชาวนิวซีแลนด์ที่ต้องตกอกตกใจกับเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ 13 พ.ย. 59 ได้เผยแพร่คลิปบนยูทูบขณะที่บ้านเรือนของพวกเขา และโคมไฟแกว่งไกวจากแรงส่ันสะเทือนของแผ่นดินไหว

ชมคลิป ที่นี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สึนามิมาแล้ว! คลื่นสูง 2 ม.พัดเข้านิวซีแลนด์ หลังธรณีพิโรธ 7.8

 

‘จรัมพร’ แจง ปลดระวางเครื่อง ตามแผนปฏิรูป ยันเดินหน้าแก้ปัญหาพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 21:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779556

 

การบินไทย แจง สหภาพแรงงานฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ตรวจสอบผู้บริหาร ได้มีการพบปะพูดคุยกันมาตลอด ยัน ปลดระวางเครื่องบินแอร์บัส เอ 340 เป็นการปลดระวางเครื่องบินที่บริษัทฯ ไม่ได้ใช้งาน เป็นไปตามแผนปฏิรูป พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้พนักงาน…

วันที่ 10 พ.ย.59 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่สหภาพแรงงานฯ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวาน (9 พ.ย. 59) ที่ผ่านมานั้น ตนได้มีการพบปะพูดคุยกับตัวแทนสหภาพแรงงานฯ มาโดยตลอด ซึ่งได้ทราบดีว่าสหภาพแรงงานฯ มีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ของพนักงาน และสหภาพแรงงานฯ ยังเป็นองค์กรที่คอยดูแลด้านสวัสดิการของพนักงานด้วย จึงเป็นเหตุให้สหภาพแรงงานฯ หาทางเยียวยาให้กับพนักงานที่เดือดร้อนอยู่เสมอมา

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รับทราบปัญหาต่างๆ ของพนักงาน และที่ผ่านมายังได้ดำเนินการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยบริษัทฯ ได้คำนึงถึงความเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปที่บริษัทฯ กำลังดำเนินการอยู่ สำหรับประเด็นที่สหภาพแรงงานฯ ได้กล่าวถึงในหนังสือร้องเรียนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ปัญหาการขาดทุนในปี 2551-52 การร้องเรียนเรื่องค่าน้ำมันรถของผู้บริหารที่คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเมื่อปี 2547

ส่วนประเด็นที่กล่าวว่าบริษัทฯ ลดทอนอายุใช้งานจริงของเครื่องบินจาก 25 ปี ลดเหลือเพียง 14 ปีนั้น กรณีการปลดระวางเครื่องบินแอร์บัส เอ 340 เป็นการปลดระวางเครื่องบินที่บริษัทฯ ไม่ได้ใช้งาน และสายการบินส่วนใหญ่ไม่นำเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมาใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิรูป เนื่องจากเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมีต้นทุนในการบริหารงานสูง และเก้าอี้ที่ติดตั้งเดิมก็ไม่ผ่านการ Certify ที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน จึงไม่สามารถนำมาใช้ทำการบินได้ แต่บริษัทฯ ยังมีเครื่องบินอีกหลายลำที่ยังมีการใช้งานได้ดี เช่น เครื่องบินโบอิ้ง 747 มิได้มีการปลดระวางเป็นจำนวนมากอย่างที่มีการร้องเรียน

ส่วนกรณีกล่าวว่ามีการด้อยค่าแล้วจำหน่ายสินทรัพย์ให้กับคนใกล้ชิด ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากสินทรัพย์ที่ด้อยค่าส่วนใหญ่เป็นเครื่องบิน และกรณีที่กล่าวว่าบริษัทฯ มีนโยบายประหยัดจะต้องมีการลดกำลังคน ขอชี้แจงว่า บริษัทฯ ไม่มีเป้าหมายในการลดกำลังคน มีแต่เป้าหมายในการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการชี้แจงตอบข้อซักถามในการประชุมระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหาร (Staff Meeting) หลายครั้งในปี 2558

ทั้งนี้ ประเด็นข้อร้องเรียนต่างๆ บริษัทฯ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนสหภาพฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา และบริษัทฯ ได้มีการพิจารณาข้อร้องเรียนต่างๆ และดำเนินการแก้ไขปัญหา ได้แก่ กรณีความเดือดร้อนของพนักงานที่เกิดจากภาระหนี้สินของผู้ค้ำประกันสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการบินไทย แม้ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ จะเป็นคนละนิติบุคคล และไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ทางกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อบริษัทฯ รับทราบปัญหาก็ได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าในเรื่องนี้กับประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ และได้ทราบว่าทางสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้พิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพนักงานแล้ว ซึ่งได้ชี้แจงให้พนักงานทุกคนทราบผ่านช่องทางการสื่อสารภายในโดยสาร DD’s Talk ไปแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เร่งดำเนินการเรื่องการจ่ายเงินตอบแทนผลการปฏิบัติงาน (Incentive) การแก้ปัญหาการปรับขึ้นเงินเดือนที่ล่าช้า โดยในปี 2560 ให้มีการกำหนดการบริหารจัดการเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 เพื่อให้การพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีของพนักงานรวดเร็วขึ้นอีกด้วย.

 

พาณิชย์ ยัน เป้าส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ปีนี้โตเท่าเดิมที่ 1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 20:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779521

 

พาณิชย์ ยันเป้าส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งปีนี้ และปีหน้า โตเท่าเดิมที่ 1% และ 3% คาด “ทรัมป์” ชนะเลือกตั้งยังไม่กระทบส่งออกไทยระยะสั้น แต่ย้ำรอแถลงนโยบายต่อสภาก่อน จะประเมินสถานการณ์ได้ชัดขึ้น…

วันที่ 10 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กระทรวงฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ เท่าเดิมที่ขยายตัว 1% ส่วนปี 60 ตั้งเป้าหมายขยายตัวที่ 3% เพราะเชื่อว่าการขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในระยะสั้น จะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งจากการที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้หารือกับผู้ส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ พบว่า ในกลุ่มอาหาร ทั้งกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง ยังส่งออกได้เช่นเดิม หรืออาจจะเพิ่มขึ้น เพราะโรงงานทูน่าในสหรัฐฯ เพิ่งปิดตัวไป 2 แห่ง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เพิ่งประกาศคงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทยเช่นเดิม ซึ่งจะทำให้สินค้ามีศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

“ขณะนี้ คงไม่สามารถประเมินอะไรได้มากไปกว่านี้ เพราะต้องรอดูการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน จึงจะประเมินสถานการณ์ที่ชัดเจนได้ มอบหมายให้ ทูตพาณิชย์ ติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับไทย แต่ผู้ส่งออกไทยได้กระจายความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ อยู่แล้ว ทั้งแอฟริกา เอเชีย อาเซียน อิหร่าน อินเดีย รัสเซีย รวมถึงได้ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วด้วย”

สำหรับข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ขณะนี้ ไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมการเจรจา ถือเป็นโอกาสดีที่จะมีเวลาศึกษาข้อดี ข้อเสียมากขึ้น ส่วนนโยบายการหาเสียงของนายทรัมป์ ที่เน้นการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และอาจมีผลต่อการเลื่อนสถานะของไทย ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ที่ปัจจุบันไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา (พีดับบลิวแอล) หรือไม่นั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อไทย เพราะที่ผ่านมา ไทยปราบปราม และป้องกันการละเมิดอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการที่กรมฯ ได้วิเคราะห์นโยบายการหาเสียงของนายทรัมป์ พบว่า นโยบายบางอย่างจะเป็นประโยชน์กับการส่งออก และการลงทุนของไทย เช่น นโยบายการลดภาษีภาคธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจมีเงินเหลือมากขึ้น และซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นได้ เช่นเดียวกับการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัวได้ 3.5% จะส่งผลให้มีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนนโยบายดึงการลงทุนของสหรัฐฯ ในต่างประเทศกลับเข้าสู่ประเทศนั้น จะส่งผลดีต่อการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ด้วย ขณะที่นโยบายที่อาจกระทบกับไทย เช่น การให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งระบบ เพื่อป้องกันการละเมิด ส่งเสริมให้คนไทยสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญา และใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นแล้ว จึงไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก.

 

จิตติ คาด ราคาทองทรงตัว หลังผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แนะติดตามนโยบาย ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 19:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779531

 

นายกสมาคมค้าทองคำ เผย หลังจากทราบผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แล้ว คาด ราคาทองในประเทศจะทรงตัวต่อเนื่อง แนะติดตามนโยบายทรัมป์-เฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.

วันที่ 10 พ.ย.59 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงสถานการณ์ราคาทองคำภายในประเทศ ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า สถานการณ์ราคาทองภายในประเทศเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) มีความผันผวนขึ้น-ลงตลอดทั้งวัน ถึง 19 ครั้ง (อ่านเพิ่มเติม : ‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น) เนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนเรื่องผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่หลังจากที่ทราบผลอย่างชัดเจนแล้ว ราคาจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากนี้ คาดว่า ราคาจะยังทรงตัวต่อเนื่อง

นายจิตติ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องติดตามการแถลงนโยบายของทรัมป์ในปีหน้าว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน จะมีผลต่อตลาดทองคำหรือไม่ และอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค. หรือไม่ ในขณะนี้ แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

ขนส่ง พร้อมอำนวยความสะดวก รองรับการเดินทาง ปชช. ช่วงลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779502

 

ขนส่ง เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก รองรับการเดินทางประชาชน ช่วงเทศกาลลอยกระทง ย้ำ ให้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างเพียงพอ รวดเร็ว ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง มีความความปลอดภัยสูงสุด คุมเข้มรถสาธารณะ ห้ามเอาเปรียบผู้โดยสาร พนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลลอยกระทงในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ หลายพื้นที่มีการจัดสถานที่ให้ประชาชนได้ลอยกระทงตามประเพณี และประชาชนอีกส่วนหนึ่งใช้โอกาสในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท โดยกำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ประสานผู้ประกอบการขนส่งจัดเตรียมรถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทาง ให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชนทั้งเที่ยวไป-เที่ยวกลับ ตลอดช่วงการเดินทางของประชาชน เพื่อมาถวายสักการะพระบรมศพ และช่วงเทศกาลลอยกระทง พร้อมเข้มงวดตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถและสภาพตัวรถ ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดตรวจบนถนนสายหลักสายรองทั่วประเทศ โดยให้ผู้ตรวจการขนส่งทางบก ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วของรถโดยสารสาธารณะ ในเส้นทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ เช่น ถนนพระรามสอง ถนนสายเอเชีย เป็นต้น เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุทางถนน พร้อมติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งในการตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ใช้ความเร็วหรือมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ขับรถติดต่อกัน 4 ชั่วโมง พัก 30 นาที และขับต่ออีกได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง) พนักงานขับรถจะต้องได้รับการพักผ่อนเพียงพอ กรณีที่ผู้ประกอบการนำรถโดยสารไม่ประจำทางมาให้บริการเสริม ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ และเข้าตรวจในจุดตรวจของกรมการขนส่งทางบก หากพบผู้ขับรถใช้ความเร็วหรือขับรถโดยประมาท ฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายหรือมีการกระทำผิดซ้ำซาก จะดำเนินมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดทุกราย

กรณีพบสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ต้องเปลี่ยนพนักงานขับรถทันที และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุจากสภาพตัวรถหรือการละเลยการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ

หากประชาชนพบเห็นรถโดยสารสาธารณะขับรถประมาทหวาดเสียว ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเอาเปรียบผู้โดยสาร แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ กรมการขนส่งทางบก หรือโทร. สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทสภ. แจ้งปิดจราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร 12-14 พ.ย. แนะเผื่อเวลาเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779551

 

สนามบินสุวรรณภูมิ แจ้งปิดจราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร-ลานจอดรถ ในวันที่ 12-14 พ.ย. นี้ เพื่อเตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์ ทสภ. แนะผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทาง ป้องกันการพลาดเที่ยวบิน…

วันที่ 10 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ว่า ได้มีกำหนดจัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ ทสภ. ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19.00 น. ทำให้มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการอาคารจอดรถโซน 3 และลานจอดรถจักรยานยนต์โซน 4 เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2559 รวมทั้งมีการปิดช่องทางบริเวณถนนเลนนอกหน้าอาคารผู้โดยสาร ชั้น 4 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. โดยประมาณ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการยังสามารถใช้ถนนเลนในหน้าอาคารผู้โดยสารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทสภ. ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมาถึงสนามบินก่อนเที่ยวบินออก เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน โดยสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศควรเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณ 3 ชั่วโมง และเที่ยวบินภายในประเทศให้เผื่อเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจเลือกเดินทางโดยรถไฟฟ้า Airport Rail Link หรือรถขนส่งสาธารณะแทนการเดินทางโดยรถยนต์ จะได้รับความสะดวกมากกว่า ซึ่ง ทสภ. ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารการขนส่ง โทร. 0-2132-9511-12 และ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

โตชิบาชนะการประกวดราคาการจัดซื้อเครื่องผลิตไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 พ.ย. 2559 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779396

 

โตชิบา คอร์ปอเรชั่น แถลงว่า โตชิบา ไฮโดร พาวเวอร์ (หางโจว) หรือ Toshiba Hydro Power (Hangzhou) Co., Ltd. (THPC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโตชิบาในประเทศจีน ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิต จำหน่าย และบำรุงรักษาเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ได้รับมอบความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 44 เมกะวัตต์ จำนวน 3 ยูนิต ให้กับโครงการเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนน้ำอู 4 ในแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การส่งมอบอุปกรณ์ จะเริ่มในเดือนมีนาคม 2561 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายได้ในปี 2563

ประเทศลาวมีแหล่งน้ำจำนวนมาก รวมทั้งแม่น้ำโขง โดยตั้งเป้าเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกไฟฟ้าด้วยพลังน้ำให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จีน ไทย และเวียดนาม โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดในลาวมีกำลังการผลิตมากถึง 3.27 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 11 กิกะวัตต์ ในปี 2563

การจัดซื้อครั้งนี้มาจากบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า รีซอร์ส จำกัด (Power China Resources Ltd.) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทั้งนี้อุปกรณ์ต่างๆ อาทิ กังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบ bulb ขนาด 5 ใบพัด จะได้รับการออกแบบและผลิตโดย THPC

โตชิบาได้ทำการส่งมอบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำครั้งแรกในลาว เมื่อปี 2553 และได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องในโครงการเขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำเงี้ยบ 2 และเขื่อนน้ำอู 5 โดยเป็นกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและเครื่องผลิตไฟฟ้า รวมแล้วจำนวน 9 ยูนิต กำลังการผลิตรวมทั้งหมด 1,000 เมกะวัตต์

มร.ทาคาโอะ โคนิชิ รองประธานบริหารฝ่ายระบบและบริการพลังงานความร้อนและพลังน้ำของ ของโตชิบา กล่าวว่า “นับตั้งแต่ครั้งแรกของการส่งมอบเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 60 กิโลวัตต์ ให้กับโครงการ คีอาเกะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2437 เป็นต้นมา กลุ่มบริษัทโตชิบาได้รับสร้างตำนานในการเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์กว่า 2,000 ยูนิต ให้กับตลาดโลก รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 58 กิกะวัตต์ รวมทั้ง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ไทย และเมียนมา ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง โตชิบายังคงมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทกำลังในการสนับสนุนโครงการในประเทศลาว เพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้มีประสิทธิภาพในเชิงต้นทุน”
หมายเหตุ
*1: ข้อมูลจาก : Japan Electric Power Information Center, Inc.
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ
เขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำอู 4
ที่ตั้ง
แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ผู้ดำเนินการผลิต
บริษัทร่วมทุน ระหว่าง Power China Resources Ltd. กับ Électricité du Laos
ขอบเขตการจัดหาอุปกรณ์
กังหันผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาด 44 เมกะวัตต์ จำนวน 3 ยูนิต
กำหนดเริ่มการติดตั้ง
เริ่มดำเนินงานติดตั้ง – เดือนมีนาคม พ.ศ.2561
กำหนดเริ่มเดินกำลังการผลิต
พ.ศ. 2563

 

อนุสรณ์ หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ ความเสี่ยงส่งออกไทย แนะเพิ่มลงทุนเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779411

 

“อนุสรณ์” เผย “ทรัมป์” คว้าชัยเลือกตั้ง กระทบตลาดการเงินโลกผันผวนไปอีกระยะ ตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกกลับมาฟื้น หลังปรับลงแรงก่อนหน้า ส่วนภาคส่งออกไทย จะมีความเสี่ยง หากสหรัฐฯ มีนโยบายการค้าในทิศทางที่กีดกันมากขึ้น แนะเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุนในกลุ่มอาเซียน…

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบของการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งปรับขึ้นและลง เป็นผลมาจากการที่ตลาดการเงินไม่ได้คาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้ง ขณะที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังการปรับลงแรงก่อนหน้านี้ การประท้วงผลการเลือกตั้งตามเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ จะยุติลงด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากสหรัฐฯ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยและผู้แพ้ Electoral Vote แต่ชนะ Popular Vote อย่างฮิลลารี คลินตัน ได้ประกาศการยอมรับผลการเลือกตั้ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจอย่างสันติ (Peaceful Power Transition)

ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า เราจะได้เห็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน (Supply-Side Economic Policy) มากขึ้น ลดภาษีในอัตราก้าวกระโดด (ลดภาษีนิติบุคคลหรือองค์กรธุรกิจจาก 35% ลงมาเหลือ 15%) ซึ่งจะต้องมีการตัดลดสวัสดิการจำนวนมากยกเว้นเศรษฐกิจเติบโตมากๆ จึงจะทำให้ไม่เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ การปรับลดภาษีชุดใหญ่และอย่างแรง ทั้งภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล พร้อมกับการประกาศลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็น่าจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สูงขึ้น จะมีการผ่อนคลายกฎระเบียบในการทำธุรกิจมากขึ้นในสหรัฐฯ

ขณะที่ กีดกันสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น มีนโยบายโน้มเอียงสนับสนุนชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น การตอบสนองในตลาดปริวรรตเงินตราในระยะสั้น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เงินเปโซเม็กซิโกทรุดลง (ไม่ต่ำกว่า 10-20%) เงินหยวนอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทและเงินสกุลเอเชียส่วนใหญ่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะทองคำ ทางด้านหุ้นและผลประกอบการกลุ่มพลังงานหลัก (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ได้ผลบวกจากนโยบายของทรัมป์

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และบริการสุขภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธและป้องกันประเทศ ที่ปรับตัวลงก่อนหน้านี้ ได้กลับฟื้นขึ้นมาหลังผลเลือกตั้งออกมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง นโยบายและมาตรการกีดกันสินค้าจากจีนโดยการตั้งกำแพงภาษี 45% ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการหาเสียง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะขัดต่อระเบียบองค์กรการค้าโลก และไม่น่าจะผ่านรัฐสภา

“ผมขอเรียกชุดนโยบายสาธารณะของประธานาธิบดีทรัมป์และทีมงาน ว่า Trumpian Policies อันประกอบไปด้วย นโยบายการค้า ทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ กีดกันสินค้านำเข้าบางส่วน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและการจ้างงานภายใน ไม่สนับสนุน TPP สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและระบบการค้าโลก ปริมาณการค้า การลงทุนระหว่างประเทศอย่างไร โดยเฉพาะ FDI เป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป”

ขณะที่ นโยบายการคลัง ลดภาษีชุดใหญ่และตัดลดสวัสดิการบางส่วน นโยบายต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมาย และเข้มงวดกับการอพยพเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ นโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ทรัมป์ไม่เชื่อในเรื่องผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ จึงไม่เป็นผลบวกต่อธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาดหรือกิจการ หรือการผลิตที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน แต่เป็นผลดีกับอุตสาหกรรมถ่านหินและพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนนโยบายต่างประเทศ จะมียกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นกับรัสเซีย เป็นต้น

ส่วนผลกระทบต่อไทย ผลที่มีต่อตลาดการเงินไม่มีนัยสำคัญมาก ตลาดหุ้นอาจผันผวนบ้างในระยะสั้น เงินบาทอาจมีการอ่อนตัวบ้าง เงินทุนระยะสั้นอาจเคลื่อนย้ายออกบ้าง ผลกระทบสำคัญน่าจะเป็นด้านการค้ามากกว่าทั้งทางบวกและทางลบ

ขณะที่ ภาคส่งออกไทย จะมีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย (ถ้าไม่นับอาเซียน 10 ประเทศรวมกัน) ดังนั้น หากสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในทิศทางที่มีการกีดกันมากขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียมากขึ้นอีก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ได้ประกาศตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้วว่า ไม่เอาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) นั้นเป็นผลดีกับไทย การเริ่มต้นใหม่เรื่อง TPP นั้นเป็นเรื่องโชคดีของไทย ส่วนเวียดนามและมาเลเซียได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม TPP ไปก่อนหน้านี้ แม้ยังไม่เต็มรูปแบบ แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนาม แม้ TPP ไม่ได้เป็นนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ แต่เงินทุนที่ไหลเข้าเวียดนาม ก็ไหลเข้าไปแล้ว มีตัวเลข 8 เดือนแรก เงินทุนไหลเข้าไปกว่า 14.4 พันล้านสหรัฐฯ จะเห็นว่าทีพีพีจะไม่เกิด แต่เวียดนามก็ได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้าไปแล้ว

ส่วนประเทศไทยนั้น ควรมียุทธศาสตร์และนโยบายทางการค้าที่ชัดเจนกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้ ไม่มีความคืบหน้ามากนักใน FTA กับอียู FTA กับสหรัฐฯ หาก “สหรัฐฯ” เห็น “ไทย” เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ ก็น่าจะเร่งลงทุนในไทยมากขึ้น

“ตอนนี้ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา และประธานาธิบดีมาจากพรรคเดียวกัน โอกาสในการเกิดสภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock) เช่นปี พ.ศ. 2556 ไม่มีความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเข้มแข็งทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลได้รับการผลักดันได้ง่ายขึ้น หากคณะของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจที่ดีจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและโลก”

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามว่า จะมีใครเป็นทีมเศรษฐกิจและทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจบ้าง และท่าทีของประธานาธิบดีคนใหม่ต่อบทบาท และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก จะถูกจำกัดลง หากประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีนโยบายแปลกๆ และขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ มี “ทีมเศรษฐกิจ” ที่แนะนำให้ดำเนินนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่เช่นนั้น จะเป็นเหมือนที่ พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ได้เขียนไว้ในบทความล่าสุด ว่า “ภายใต้สภาพใดๆ ก็ตาม การเอาคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ คนที่ฟังคำแนะนำจากคนที่คิดผิดๆ ทั้งหลายแหล่มาเป็นผู้นำประเทศที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลกนั้นถือเป็นข่าวร้ายมากๆ”.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779542

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 4.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด มูลค่าการซื้อขาย 77,437.05 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 10 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.83 จุด เปลี่ยนแปลง 0.32% ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 77,437.05 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน).