ศตส.ให้ประชาชนติด‘ริบบิ้นดำ’แทนใส่ชุดดำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240304

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.15 น.

16 ต.ค. 59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ที่มีนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า เป็นการหาแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ได้ระบุว่าถึงแม้สถานการณ์จะอยู่ในความเศร้าโศกแต่ยังคงต้องดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โดยจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ต้องหามาตรการในการขับเคลื่อนต่อไปให้ได้โดยไม่หยุดชะงัก

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานและผู้ว่าราชการทุกจังหวัดอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางมาเคารพพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่พระบรมหาราชวัง รวมถึงเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดในทุกจังหวัดเพื่อลงนามแสดงความอาลัย ขณะเดียวกัน จะมีการติดตามสถานการณ์ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นความเพียงพอของรถสาธารณะที่คอยรับ – ส่ง อาทิ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถบริการของขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ และสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวมที่ต้องนำรายงานด้านอื่นๆ มาพิจารณาร่วมกัน

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนวาระที่สำคัญในการประชุมวันนี้คือ การหารือเกี่ยวกับการแต่งกายของประชาชน ซึ่งอาจหามาตรการในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถหาชุดสีดำหรือขาวที่มีราคาแพง ซึ่งอาจหาวิธีการในการแสดงความไว้อาลัยโดยการติดริบบิ้นหรือติดเครื่องหมายสัญลักษณ์อื่นๆ แทนการสวมใส่ชุดสีขาว -ดำ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำในเรื่องดังกล่าวว่า ประชาชนแสดงความไว้อาลัยได้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไม่ติดขัด

 

รวม29ส.ค.ส.พระราชทาน บัตรส่งความสุขจาก’พ่อหลวง’แก่ปวงชนชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240303

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.12 น.

16 ต.ค.59 ในทุกๆ วันขึ้นปีใหม่ของทุกปี อีกหนึ่งสิ่งคนไทยเฝ้ารอคอยคือ บัตรส่งความสุข หรือ ส.ค.ส.พระราชทาน ซึ่ง “ในหลวง” ทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง เพื่อพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยจะพระราชทานมาพร้อมแง่คิด ความหมาย คำสอน และอารมณ์ขัน

โดยเริ่มแรกนั้น ส.ค.ส.พระราชทาน เป็นเพียงการเรียงพิมพ์ตัวอักษร หรือเครื่องหมายต่างๆ ไม่มีการตกแต่งลวดลายใด ๆ พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ ซึ่ง ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ ได้พระราชทานให้แก่เฉพาะหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นับแต่นั้นมาพระองค์ก็ได้พระราชทานส.ค.ส.เรื่อยมา เป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยแต่ละปีมีลวดลายที่ยากขึ้นตามลำดับ มีภาพเครื่องดนตรีหลากชนิด ภาพหัวใจ ภาพประกอบในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ฯลฯ กระทั่งในปี พ.ศ.2549 เป็นปีแรกที่ ส.ค.ส. พระราชทานเปลี่ยนเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์สีของพระองค์เอง ทั้งนี้ มีเพียงปี พ.ศ.2548 เท่านั้น ที่ไม่ปรากฏ ส.ค.ส.พระราชทาน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์มหาภัยพิบัติสึนามิ

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2529

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2531

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2532

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2533

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2534

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2535

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2536

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2537

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2538

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2539

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2540

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2541

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2542

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2543

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2544

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2545

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2546

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2547

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2549

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2550

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2551

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2552

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2553

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2554

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2555

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2556

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2557

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2558

 

ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2559

ปชช.ถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240302

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 09.52 น.

16 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาต ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงถวายความอาลัยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วสารทิศทยอยเข้าถวายสักการะด้วยความอาลัยรัก

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้า กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ถึงเวลา 14.00 น.ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.59 เวลา 13.00 น.และพระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคต่างๆ ทั้งบุคคล คณะบุคคล ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 50 วัน

 

น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม เสด็จสู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240240

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพล้วนเป็นที่ประจักษ์… พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจัง มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยศึกษาและฝึกฝนด้วยพระองค์เอง จนทรงเป็นนักถ่ายภาพผู้มีพระปรีชาสามารถ ทรงเชี่ยวชาญทั้ง กล้องธรรมดา และ กล้องถ่ายภาพยนตร์

กล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์ นั้น มีทั้งการใช้ฟิล์มตั้งแต่ขนาด ๑๓๕ จนถึงขนาด ๑๒๐ และขนาดพิเศษ กล้องถ่ายภาพที่ทรงใช้ในระยะแรก เป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว จึงต้องทรงคำนวณค่าทุกอย่างด้วยพระองค์เองจนแม่นยำ และทรงประดิษฐ์แผ่นกรองแสงขึ้นเองที่เรียกว่า Bicolocer Filter ได้ตั้งแต่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ยังทรงเชี่ยวชาญในการ ล้างฟิล์ม อัดขยายภาพขาวดำ และ ภาพสี โดยทรงจัดทำ ห้องมืด (Dark Room) ขึ้นที่ชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. และยังทรงคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในการถ่ายภาพ จนทำให้ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์เป็นผลงานศิลปะที่แปลกใหม่ในยุคนั้น และส่วนหนึ่งได้ลงตีพิมพ์ใน นิตยสารสแตนดาร์ด ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร อีกด้วย

นอกจากนี้ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มิได้แสดงถึงคุณลักษณะแห่งศิลปะเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังอำนวยประโยชน์อเนกอนันต์ต่อการพัฒนาประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ทรงใช้พระอัจฉริยภาพด้านนี้ เก็บบันทึกภาพเป็นองค์ประกอบการทรงงาน ช่วยให้โครงการในพระราชดำริน้อยใหญ่ดำเนินไปได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว นำความผาสุกร่มเย็นสู่ประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า”

จัดพิธีธรรมทั่วปท. บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240277

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จัดพิธีธรรมทั่วปท.

บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ

สำนักพระราชวังประกาศ

เปิดถวายบังคมพระบรมศพ

เริ่ม 28 ตุลาคม  เป็นต้นไป

อนุญาตทุกภาคเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรในการนี้ ทรงถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ 8 รูป จากวัดจักรวรรดิราชาวาสมหาวิหาร และวัดอนงคารามวรวิหารที่สวดพระอภิธรรมพระศพ มาตั้งแต่ค่ำวันที่ 14 ตุลาคม จากนั้นในเวลา 11.00 น. หม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล ทรงเป็นประธานถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดจักรวรรดิวรมหาวิหาร และวัดอนงคารามวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระศพ

ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ นอกจากการสวดพระอภิธรรมพระบรมศพแล้ว ยังมีการประโคมย่ำยามพระบรมศพตามโบราณราชประเพณี โดยกำหนดประโคมย่ำยาม 7 เวลา ได้แก่ 6 นาฬิกา 9 นาฬิกา 12 นาฬิกา 15 นาฬิกา 18 นาฬิกา 21 นาฬิกา และ 24 นาฬิกา ซึ่งจะมีพนักงานอยู่เวรตีระฆังบอกเวลา

ใช้ 2 วงประโคมย่ำยาม

สำหรับวงประโคมย่ำยามในพระราชพิธี จะใช้ 2 วง ได้แก่ วงประโคมของสำนักพระราชวัง ประกอบด้วยวงสังข์แตร และวงปี่กลอง พนักงานประโคมมีจำนวน 34 นาย ประกอบด้วย สังข์ 1 นาย แตรงอน 4 นาย แตรฝรั่ง 6 นาย ปี่ไฉน 3 นาย เปิง 1 นาย และกลองชนะแดงลายทอง 20 นาย วงสังข์แตร ประโคมเพลงสำหรับบท วงปี่กลอง ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม และ วงประโคมของกรมศิลปากร เป็นวงศ์ปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่ บรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์ (เพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน เพลงสาวสอดแหวน เพลงกระบอกทอง เพลงคู่แมลงวันทอง และเพลงแมลงวันทอง)

ผู้ปฎิบัติติดแขนไว้ทุกข์

สำหรับการแต่งกาย ผู้ปฏิบัติสังข์ สวมเสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง หมวกกลีบลำดวนขลิบเหลือง ผู้ปฏิบัติแตรงอน สวมเสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงแขนบาน หมวกปัสตูแดงพู่ขาว ผู้ปฏิบัติแตรฝรั่ง สวมเสื้อปัสตูแดงแขนบาน กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง หมวกปัสตูแดงพู่ขาว ผู้ปฏิบัติปี่ไฉน สวมเสื้อเข้มขาบไหม กางเกงมัสรู่ เข็มขัดแถบทองหัวครุฑ หมวกทรงประพาสยอดจุก ผู้ปฏิบัติเปิง สวมเสื้อเข้มขาบไหม กางเกงมัสรู่ เข็มขัดแถบทองหัวครุฑ หมวกทรงประพาสยอดจุก ผู้ปฏิบัติกลองชนะแดงลายทอง สวมเสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง หมวกกลีบลำดวนขลิบเหลือง ผู้ปฏิบัติวงปี่พาทย์นางหงส์ แต่งชุดขาวปกติ ติดแขนทุกข์

ประชาชนเฝ้าอาลัยหน้ากำแพงวัง

ส่วนบรรยากาศโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เช้า ได้มีประชาชนจำนวนมากแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์มายืนเฝ้าอยู่รอบบริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี และประตูวิมานเทเวศร์ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานและเฝ้ามองเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ที่ประดิษฐานพระบรมโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ด้วยความอาลัย เนื่องจากขณะนั้นมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล หลายคนนั่งลงกราบและนำดอกไม้มาวางริมกำแพงวัง

เปิดให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ

กระทั่ง เวลา 11.00 น.สำนักพระราชวัง ได้มีประกาศแจ้งว่า จะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เวลา 12.00-16.00 น. ส่วนวันถัดไปเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

เตรียมให้ถวายสักการะหน้าพระบรมโกศ

ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 15 วัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สำนักพระราชวังจักได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อนึ่ง สำหรับคณะบุคคลต่างๆ ที่ประสงค์จะนำพวงมาลัยมาถวายสักการะ จะได้มีการจัดให้วางภายหลังเมื่อครบกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทั้งนี้ สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ทราบต่อไป

แนะนำขั้นตอนการถวายความอาลัย

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะดวกรวดเร็วเนื่องจากมีประชาชนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า นอกจากการแต่งกายด้วยชุดสุภาพ งดสวมใส่กางเกง และกระโปรงสั้น แล้วควรสวมรองเท้าหุ้มส้น จะเป็นผ้าใบหรือหนังก็ได้ หากเป็นรองเท้าแตะต้องถอดไว้ด้านล่างก่อนขึ้นไปลงนามถวายความอาลัย โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดแถวเรียงสี่ครั้งละประมาณ 100 คน โดยจะแนะนำขั้นตอนการถวายความอาลัยให้นั่งพับเพียบต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยหันปลายเท้าไปทางขวาแล้วก้มกราบโดยไม่แบมือครั้งเดียวอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นจึงเข้าไปยังห้องลงนามถวายความอาลัย เป็นอันเสร็จขั้นตอน อย่างไรก็ดีควรงดการถ่ายภาพและอยู่ในอาการสำรวม

ประชาชนถวายความอาลัยล้นหลาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนจำนวนมากเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม เข้าแถวเรียงสี่ ความยาวสุดถึงถนนกลางท้องสนามหลวง โดยในวันนี้มีประชาชนเข้าถวายสักการะถวายความอาลัย ตั้งแต่เวลา 12.00-16.25 น. รวมจำนวนทั้งสิ้น 18,459 ราย สำหรับยอดเงินที่ประชาชนถวายเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล จำนวนทั้งสิ้น 73,099 บาท

ชาวหาดใหญ่ร่ำไห้ส่งเสด็จสู่สรรคาลัย

นางปริญชยา ขุนรักษ์ อายุ 52 ปี ชาว ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวด้วยน้ำตาว่า ภายหลังจากทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สวรรคต ก็รู้สึกช็อกมาก จึงเดินทางมาจากหาดใหญ่พร้อมลูกสาวและญาติตั้งใจมาร่วมถวายความอาลัยรัก พระองค์เป็นดั่งศูนย์รวมที่ช่วยยึดเหนี่ยวใจคนทั้งประเทศ เกิดมาก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย บุกป่าฝ่าดงไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อไปเยี่ยมราษฎร์ของพระองค์ สำหรับตนก็ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำรงชีวิต ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

สั่งผู้ว่าฯทั่วปท.จัดพิธีทางศาสนา

วันเดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยระบุว่า ตามที่สำนักพระราชวังได้มีกำหนด พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมประจำทั้งกลางวัน กลางคืน รับพระราชทานฉันเช้าวันละ 8 รูป เพลวันละ 8 รูป และประโคมยามกำหนด 100 วัน นั้น เพื่อให้ประชาชนในต่างจังหวัดได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีข้างต้นพร้อมกับส่วนกลาง จึงให้ทุกจังหวัดจัดพิธีสวดพระอภิธรรมหรือพิธีกรรมทางศาสนาของแต่ละศาสนาตามความเหมาะสม โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำศาสนาเพื่อจัดพิธีดังกล่าว ที่ศาสนสถานในพื้นที่

อำนวยความสะดวกให้ปชช.

หนังสือสั่งการระบุต่อว่า ในกรณีที่มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมากให้จังหวัดพิจารณาประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เช่น จัดน้ำดื่ม รถสุขาเคลื่อนที่ การจราจร บริการตรวจและรักษาสุขภาพของประชาชน และให้ดำเนินการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์เพิ่มเติมยังสถานที่ที่เหมาะสมและสมพระเกียรติ รวมถึงจัดกิจกรรม หรือนิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ อีกทั้งประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่จังหวัดจัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

ย้ำช่วงนี้งดการพนันทุกชนิด

“เพื่อให้เป็นการเหมาะสมและสมควร กระทรวงมหาดไทยยังได้แจ้งให้ทุกจังหวัดงดการอนุมัติ อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนัน ตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เป็นเวลา 30 วันตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันไปแล้ว ให้ขอความร่วมมือกับผู้ได้รับใบอนุญาตข้างต้น งดจัดให้มีการเล่นการพนันดังกล่าวในช่วงเวลานี้ด้วย” หนังสือสั่งการระบุ

เชิญชวนร่วมถวายความอาลัย16ต.ค.

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมประชาสัมพันธุ์ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในเวลา 10.00 น. ในวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม นี้ ณ ศาลากลางจังหวัด และจะบันทึกเทปเพื่อออกเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ NBT

เริ่ม12จว.ก่อนขยายทั่วประเทศ

โดยในเบื้องต้น ได้ประสานงานกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดใน 12 จังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ ดาวเทียม NBT ในส่วนภูมิภาค ให้เริ่มดำเนินการก่อน โดยให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นแกนกลางประสานงานกับผู้ว่าฯ ในแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก สุราษฏร์ธานี สงขลา จันทบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ตรัง และ ยะลา จากนั้นจะดำเนินการไปทั่วประเทศ

ม.รามฯจัดพิธีถวายอาลัย17ต.ค.

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เชิญชวนบุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไป ร่วมถวายสักการะต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดย ได้จัดสถานที่ให้บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ถวายสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายความอาลัย ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 09.00-16.00น. ณ บริเวณ ห้องโถง อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พสกนิกรทำบุญถวายพระราชกุศล

ด้านหลายจังหวัดทั่วประเทศ พสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ที่บริเวณตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจนำข้าวสาร อาหารแห้ง ออกมาร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ขณะที่ส่วนราชการได้เปิดให้ประชาชนเดินทางลงนามแสดงความอาลัยทุกวัน

จ.ยะลา ช่วงเช้า นายดลเดช พัฒนรัฐ ผวจ.ยะลา พร้อมประชาชนกว่า 2,000คน ได้ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายเป็นพระราชกุศล ส่วนที่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง พร้อมหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน แต่งกายไว้ทุกข์ร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเช่นกัน

ผวจ.นราฯนำทำบุญตักบาตร

นายสิทธิชัย ศักดา ผวจ.นราธิวาส พร้อมนางไขแสง ศักดา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส นายสหรัฐ สิริวัฒน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนราธิวาส นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส และพสกนิกรชาวนราธิวาสเป็นจำนวนมาก ร่วมพิธีตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่บริเวณถนนภูผาภักดี อ.เมืองนราธิวาส ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่างพร้อมใจตั้งจิตอธิษฐานน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

เมืองคอนจัดตักบาตร 7 วัน

เช้าวันเดียวกันที่บริเวณถนนราชดำเนิน หน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช พร้อมส่วนราชการ ข้าราชการและประชาชน ร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมี พระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค16-17-18(ธรรมยุติ) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นประธานสงฆ์ นำรับบิณฑบาต

โดยทางจังหวัด กำหนดจัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลเป็นระยะเวลา7 วัน ตั้งแต่ วันที่15 – 21ตุลาคม วลา06.30น.บริเวณถนนราชดำเนิน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เฉพาะวันที่ 17 ตุลาคม เวลา06.30น.ย้ายสถานที่ทำบุญตักบาตรไปที่บริเวณลานหน้ามณฑปพระพุทธบาทจำลอง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี2559เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อม กำหนดสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป เริ่มเวลา15.52 น.พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขอเชิญชวนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

ลุงชาวตรังสะสมภาพร.9นับพันใบ

นายอับดุลละ กะกา อายุ 59 ปีอยู่บ้านเลขที่ 32 ถนนวังตอ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่าได้เก็บสะสม ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันเกือบทุกอิริยาบถกว่า1,000ภาพ มาเป็นระยะเวลากว่า30ปีและยังคงจะเก็บสะสมต่อไป ถึงพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พร้อมทั้ง ยังนำภาพไปติดอยู่ทุกมุมบ้านนับตั้งแต่ประตูเข้าบ้าน ไปจนถึงห้องนอน ด้วยความรัก และความศรัทธาต่อพระองค์ท่าน ตั้งใจจะเก็บสะสมภาพในหลวงไว้ และจะไม่ยอมขายหรือแจกให้กับใคร และเฝ้าติดตามการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์ที่มีการแห่ขบวนเคลื่อนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ท่ามกลางความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

พังงา/ชาวปีนังลงนามถวายอาลัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผวจ.พังงา ให้การต้อนรับ YB DATO’ HAJI MOHD RASHID BIN HASNON รองมุขมนตรี (ลำดับที่ 1)รัฐปีนัง พร้อม คณะ จำนวน 40 คน เดินทางมาศึกษาดูงาน เรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวและการบริหารงานของจังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดพังงา ภายหลังเสร็จสิ้นดูงาน ชาวปีนังจากประเทศมาเลเซียได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ร่วมลงนามถวายอาลัย ห้องโถงศาลากลางจังหวัดพังงา

วัดร่องขุ่นเปิดนทท.ถวายอาลัย

เมื่อเวลา09.00น.ที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย อาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พร้อม นักท่องเที่ยวร่วมกราบถวายความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ บริเวณศาลาธรรมในวัดร่องขุ่น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้าร่วมกราบถวายความอาลัยด้วย โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านทุกคนได้เข้าร่วมการถวายความอาลัยทุกวัน

หลังนักท่องเที่ยวได้กราบถวายความอาลัย อาจารย์เฉลิมชัยได้มอบโปสการ์ดที่มีชื่อ”พระเมตตาต่อไพร่ฟ้าผู้ทุกข์ยาก(กายทิพย์) ปี2553”ให้กับนักท่องเที่ยว 100 คนแรก พร้อมลายเซ็นต์ โดยรูปในโปสการ์ด เป็นรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มองเฝ้าดูพสกนิกร ทุกคนและมีสัญญาลักษณ์ดอกบัวซึ่งหมายถึงคุณธรรมทศพิธราชธรรมของพระองค์

ลำปางทำบุญ/บูชาภาพในหลวง

จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สุสานไตรลักษณ์ประตูม้า ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อเกษม เขมฺโก มีชาวลำปางจำนวนมาก หลั่งไหลไปทำบุญในสุสานไตรลักษณ์เนื่องจากเป็นสถานที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เคยเสด็จฯมานมัสการ หลวงพ่อเกษม เขมฺโก โดยประชาชนมาทำบุญเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ทุกคนต่างได้ภาวนาอธิษฐาน พึ่งบุญบารมีของหลวงพ่อเกษม เขมฺโก ได้แผ่ผลบุญเพื่อน้อมถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ อีกทั้ง ประชาชนที่มาต่างพากันเช่าบูชา ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกราบ หลวงพ่อเกษม เขมฺโก ที่สุสานไตรลักษณ์ เพื่อนำไปเก็บไว้เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นภาพอันงดงาม ประทับใจและเป็นเนื้อนาบุญในชาตินี้.

สบเมยทหารพัฒนาร่วมไว้อาลัย

ช่วงเช้า ที่กองบังคับการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ที่บ้านคอนผึ้ง ต.แม่คะตวน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พันเอก พงศธร บุญฟู ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36นำข้าราชการนายทหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36ร่วมพิธีลงนามถวายความอาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89วินาที น้อมฯถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ สู่สวรรคาลัย พร้อมได้จัดสมุดลงนามไว้ที่กองบังคับการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 บ้านคอนผึ้ง ต.แม่คะตวน อ.สบเมยเพื่อให้ข้าราชการประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการหน่วยงานในพื้นที่ได้ร่วมลงนามถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศอีกด้วย

แม่เฒ่า103ปีปลื้มเคยถวายเนกไท

จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 301 ถนนกีฬากลาง ซอย1 เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นบ้านพักของ คุณยายบัวผัน ราชวงศ์ อายุ103ปี อดีตเป็นข้าราชกาครูโรงเรียนบ้านพลกรัง ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังทราบว่าคุณยายมีภาพมงคลที่ได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะที่ทรงรับเนกไทผ้าไหม สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นผ้าไหมปักธงชัยที่คุณยายบัวผัน พร้อมลูกชาย 2คน ทูลเกล้าถวาย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 หรือประมาณ 59 ปี ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันคุณยายบัวผันมีอายุถึง103ปี สภาพร่างกาย ชราภาพไปตามวัยแต่คุณยายยังสามารถจดจำเรื่องราวความเป็นมหามงคลวันแห่งความประทับใจในวันนั้นได้อย่างดีมิรู้ลืมเลือน

แห่ซื้อกรอบรูป-นสพ.ขายดี

ที่จ.อำนาจเจริญ บรรยากาศทั่วไปชาวอำนาจเจริญ ต่างสวมชุดสีดำไว้ทุกข์ ถวายอาลัยด้วยความโศกเศร้าโดยเฉพาะท้องฟ้า เมฆดำครึ้มไม่มีแสงแดดมา2วันแล้ว กลับมีกระแสลมพัดเย็นสบาย ประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท้องฟ้าเศร้า ท้องฟ้าร้องไห้ ร่วมไว้อาลัย อย่างน่าอัศจรรย์ ขณะที่ ร้านจำหน่ายกรอบรูป มีผู้มาสั่งซื้อ สั่งทำกรอบในหลวงเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปเก็บไว้ เป็นที่ระลึก และสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงร้านจำหน่ายหนังสือพิมพ์ รายวัน ขายดี หมดเกลี้ยงทุกฉบับ เนื่องจากมีรูปในหลวงขึ้นหน้า1ทุกฉบับ เพื่อซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก เคารพสักการะบูชา

พัทยาสกรีนเสื้อฟรีเพื่อถวายพ่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านงานสกรีน พัทยา เปิดบริการรับสกรีนลายเสื้อต่างๆตั้งอยู่เลขที่ 76/2 ซอย 7 เทพประสิทธิ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นางณภัทร แย้มประยูร อายุ 46 ปี เจ้าของร้าน ได้เปิดให้บริการสกรีนเสื้อฟรี “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” เพื่อถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ โดยอยากเห็นคนใส่กัน ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กในกลุ่มเฟสบุ๊ก”พัทยา”เพื่อแจ้งทราบไปยังผู้สนใจ การให้บริการสกรีนเสื้อฟรีในครั้งนี้ ยังถือเป็นการทำความดีถวายพ่อด้วย

กลุ่มมินิไบซ์5จว.ร่วมจุดเทียนส่งเสด็จ

ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนาแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี กลุ่มมินิไบค์จักรยานยนต์สอง 2 จากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสงครามและเพชรบุรีนำโดย นายวรวัฒน์ อยู่เจริญ ประธานกลุ่มสะพานดำมินิไบค์ราชุบรี ร่วมกับชาวเมืองราชบุรีรวมกลุ่มกว่า400 คนร่วมทำความดีนำสิ่งของบริจาคผู้ยากไร้และบริการทางสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่หมู่บ้านและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองราชบุรีและ ที่อ.สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

ทั้งนี้ นายวรวัฒน์ ได้นำจุดเทียนชัยถวายเครื่องราชสักการะ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนนั่งสมาธิตั้งจิตรอธิฐานร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเวลา 29 นาที ด้วยอาการโศกเศร้า ทั้งนี้ กลุ่มมินิไบค์ได้ตั้งปฏิญาณ จะยึดหลักตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมจะร่วมกันทำความดีต่อสังคมตลอดไป

กษัตริย์จิกมีเสด็จฯถึงไทย

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก พร้อมพระราชโอรส เสด็จพระราชดำเนินมาถึงประเทศไทย เพื่อร่วมพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และภรรยา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ ซึ่ง ในวันที่ 16 ตุลาคม เวลาประมาณ 10.00 น. สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ได้ทรงจุดเทียนถวายอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พร้อมจัดการสวดมนต์พิเศษในวัดทั่วประเทศภูฏาน เพื่ออุทิศให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ขณะเดียวกันได้ประกาศให้วันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ โดยมีการลดธงครึ่งเสา รวมทั้งปิดโรงเรียนและหน่วยงานทั่วประเทศภูฏาน

 

ให้ทุกอย่างเป็นปกติ เสมือน‘ในหลวง’ยังสถิตอยู่ วิษณุเผยรับสั่งสมเด็จพระบรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240275

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ให้ทุกอย่างเป็นปกติเสมือน‘ในหลวง’ยังสถิตอยู่ วิษณุเผยรับสั่งสมเด็จพระบรม ขั้นตอนครองราชย์/ราชาภิเษก

ที่ทำเนียบรัฐบาล บ่ายวันที่ 15 ตุลาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขั้นตอนพระราชพิธีราชาภิเษกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลถามสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารว่า การพระบรมศพจะใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุจะต้องใช้เวลาสักระยะในการดำเนินการตามธรรมเนียมราชประเพณีการถวายพระเพลิง และโดยปกติจะไม่ทำกันในหน้าฝน จากการเทียบกับโบราณประเพณีในอดีต ท่านได้มีพระราชบัณฑูรว่า เรื่องหน้าฝนอะไรนั้นก็เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของช่างไปว่ากันเอง แต่น่าจะมีการบำเพ็ญพระราชกุศล กว่าจะถึงเวลาออกพระเมรุก็คงใช้เวลาประมาณ 1 ปีเป็นอย่างน้อย ตรงนี้ถือเป็นพระราโชบายที่รัฐบาลต้องทราบ เพื่อจะได้มาดำเนินการถูก ถ้าเร็วงานสร้างพระเมรุก็ต้องเร็ว

“ทั้งนี้ เมื่อไปเทียบกับคราวพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ปี 2527-2528 หรือเทียบกับงานพระเมรุสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในปี 2538-2539 เทียบกับงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อประมาณปี 2551-2552 และงานสุดท้ายพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าภคีนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ปี 2554 นั้น หลังจากสวรรคตหรือสิ้นพระชมน์แล้ว การพระราชทานเพลิงพระบรมศพหรือพระศพนั้น จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วต่างกัน 5-6 เดือน 8-9 เดือนบ้าง อันนี้จำเป็นต้องขอรับพระราโชบาย ซึ่งได้พระราชทานพระราโชบายแล้วว่า น่าจะเป็นระยะเวลาที่ประชาชนชาวไทยจะต้องอาลัย และไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาบอกกันว่า จะถวายพระเพลิงช้าหรือเร็วอย่างไร เอาเป็นว่าจะอยู่ในระหว่างการบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างนี้ ไปเป็นอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจริงๆก็เท่ากับเวลาที่รัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชนไว้ทุกข์  แล้วอย่างอื่นเป็นเรื่องค่อยมาพูดกัน อย่างเช่น การกำหนดถวายพระเพลิงที่แน่ชัด การบรมราชาภิเษกที่จะเกิดขึ้น และอะไรต่ออะไรที่จะต้องตามมาหลังจากนั้น”

นายวิษณุ กล่าวว่า ย้ำอีกครั้งว่า การเชิญขึ้นครองราชย์กับการบรมราชาภิเษกคนละเรื่องกัน การเชิญขึ้นครองราชย์คือการสืบราชสันตติวงศ์ แต่   บรมราชภิเษกเป็นเรื่องของพระราชพิธี พูดง่ายๆแบบฝรั่งคือการสวมมงกุฎ ในต่างประเทศเองก็ทิ้งเวลาเหมือนกันอย่างเจ้าชายจิกมี แห่งราชอาณาจักรภูฏานขึ้นรับราชสมบัติต่อจากพ่อ 1 ปี แล้วท่านขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทันที แต่ท่านยังไม่สวมมงกุฎ เพราะโหรประเทศท่านคำนวณพระฤกษ์แล้ว ไม่มีศุภวาระดิถีมงคลในปีนั้น ก็ต้องทิ้งไป 1-2 ปี จึงจะไปถึงเวลาพระบรมราชาภิเษก ซึ่งประเทศอื่นๆไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือญี่ปุ่นที่เป็นราชอาณาจักรที่มีสมเด็จพระราชาธิบดีก็ใช้หลักทำนองเดียวกัน เพียงแต่ช้าหรือเร็วต่างกัน สำหรับหลักการสร้างพระเมรุจะต้องเตรียมสถานที่ ต้องมีไม้ เตรียมราชรถ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ถ้าจะให้ตอบต้องตอบว่าประมาณ 1 ปี ตามพระราชโชบาย

เมื่อถามว่า จะมีการโยงกำหนดระหว่างถวายพระเพลิงกับการขึ้นบรมราชภิเษก นายวิษณุ กล่าว่า ไม่โยง ไม่เกี่ยว ขอให้เอากรณีของรัชกาลที่ 9 เป็นตัวอย่าง ท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธยในทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จในวันที่รัชกาลที่ 8 สวรรคต พอสามทุ่มท่านก็เป็นพระมหากษัตริย์ และวันนั้นก็นับเป็นวันที่ 1 ปีที่ 1 ของรัชกาล แต่ต้องเรียกท่านว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้เรียกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แล้วท่านก็กลับไปเรียนต่อ ผ่านไป 4 ปี ท่านศึกษาจบและเสด็จกลับประเทศไทย จึงมีการถวายพระเพลิง จากนั้น ตามด้วยการมีพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 หรือที่เรียกว่า วันฉัตรมงคล และถือเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่บัดนั้น ความเป็นจริงเราบอกว่า ทรงครองราชย์ 70 ปี เราไม่เคยนับจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 แต่เรานับจากวันที่ 1 ปีที่ 1 ซึ่งก็คือ 9 มิถุนายน 2489 เพราะฉะนั้น ในกรณีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ก็จะเกิดตามหลักเดียวกัน

นายวิษณุ กล่าวว่า  ขณะนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นทั้งประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว และรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานองคมนตรีไม่ได้ ซึ่งต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยเหตุนี้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 25 กำหนดไว้ว่าให้คณะองคมนตรี ประชุมปรึกษาเลือกองคมนตรี 1 คน ขึ้นเป็นประธานองคมนตรี เพราะมีภารกิจที่จะต้องทำ เช่น มีเหตุเพทภัยเกิดขึ้น และเมื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พ้นจากหน้าที่ก็จะมาเป็นประธานองคมนตรีเหมือนเดิม โดยที่ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ ทุกอย่างเป็นไปโดยกฎหมายที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีอำนาจลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญในอดีตก็เคยลงนามโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เช่น นายปรีดี พนมยงค์ เจ้าพระยายมราช พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และกฎหมายต่างๆ การแต่งตั้งข้าราชการ ผู้สำเร็จราชการสามารถลงนามได้

“ส่วนที่มีข่าวลือว่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจเสนอชื่อพระมหากษัตริย์ ยืนยันไม่จริง เพราะเป็นเรื่องคณะรัฐมนตรี ที่จะต้องแจ้งไปยังประธานรัฐสภา หรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จากนั้นจะมีการประชุม สนช. เพื่อมีมติรับทราบ จากนั้นประธาน สนช.จะเข้าเฝ้าเพื่ออัญเชิญขึ้นครองราชย์ จากนั้นจะประกาศให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ บัดนั้นประเทศไทยจะมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์ และราชสมบัติจะไม่มีวันขาดตอนลง หมายความว่ารัชสมัยแห่งรัชกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ใช้ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาล รวมทั้งโบราณราชนิติประเพณี เพราะบางเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีคำตอบ เช่น รัชทายาทมาจากไหน เป็นใคร แต่เมื่อตั้งรัชทายาท รัชทายาทจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนขั้นตอนการดำเนินการจะใช้โบราณราชประเพณี

นายวิษณุ กล่าวว่า รัชทายาทไม่สามารถลงนามในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะพระรัชทายาทเป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าอยู่หัว และไม่มีอำนาจใดๆ ยกเว้นในส่วนพระราชพิธีอย่างที่เห็นในพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะทรงบัญชาการในส่วนนี้ และทรงเอาพระทัยใส่อย่างมาก

ทั้งนี้ นายวิษณุ กล่าวช่วงท้ายด้วยน้ำตาคลอเบ้าและร้องไห้ว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รับสั่งกับนายกฯว่า ขอให้ทุกอย่างในช่วงนี้ อย่างน้อยก็ช่วงนี้ให้อยู่เป็นปกติเหมือนกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ยังทรงสถิตย์อยู่ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าแผ่นดินว่างเปล่าและทุกอย่าง อย่าเพิ่งให้เป็นอดีตเร็วนัก เก็บมันไว้ให้เป็นปัจจุบันเพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้เราเป็นลูก เราเป็นหลาน เราเป็นญาติ เราก็คงเคยทำอย่างนี้กับพ่อเรา แม่เรา คู่สมรส คนรักของเราที่ตาย เราอาจจะเห็นว่าบางครั้ง เรากินข้าวเรายังตั้งเก้าอี้ไว้และบอกแม่พ่อ”

‘บวช-แต่ง’จัดได้ คอนเสิร์ตงดเว้น30วัน นายกฯขอความร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240274

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

‘บวช-แต่ง’จัดได้ คอนเสิร์ตงดเว้น30วัน นายกฯขอความร่วมมือ ฟังข่าวสารจากภาครัฐ

ที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ (ศตส.) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เวลา 09.15 น. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมประชุมเพื่อสรุปสถานการณ์และการรายงานความคืบหน้าต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือซึ่งในทุกๆวันจะมีการประชุมเพื่อสรุปและรับทราบสถานการณ์ต่างๆ

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ศูนย์ดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามเพื่อความชัดเจนและถูกต้องในข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบันดังนั้นก็จะมีการสรุปเพื่อชี้แจงความคืบหน้าให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆรับทราบเพื่อจะได้ทำความเข้าใจและชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง  รวมทั้งแนวปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับและส่วนต่างๆ เช่น กำหนดพระราชพิธี การถวายความอาลัยแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมมาโกศ การประดับพระบรมฉายาลักษณ์ การถวายความอาลัยและการไว้ทุกข์ต่างๆ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถ พี่จะถวายความจงรักภักดีและถวายความอาลัยได้ตามจุดต่างๆทั่วทั้งประเทศและต่างประเทศนอกจากนี้ในส่วนของประชาชนและภาคเอกชนเองยังสามารถที่จะประดับพระบรมฉายาลักษณ์ ริ้วธงดำขาว ในสถานที่ที่เหมาะสมได้

อำนายความสะดวกประชาชน

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ในส่วนของการอำนวยความสะดวก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นเป็นเรื่องสำคัญ โดยสั่งการให้อำนวยความสะดวก การบริการสาธารณะฟรีที่จะผ่านสนามหลวง โดยเบื้องต้นระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค.จะมีการเพิ่มรถเมล์ฟรี ประมาณ 30 สาย เพื่อประชาชนจะได้เดินทางมายังสนามหลวงได้สะดวกมากขึ้น  รวมทั้งจุดเชื่อมต่อสำคัญ เช่น หัวลำโพง หมอชิต หรือสถานีรถไฟฟ้า อนุสาวรีย์ชัยฯ จะมีการจัดรถสาธารณะมากขึ้น เรือในคลองผดุงกรุงเกษม จากหัวลำโพงมายังเทเวศร์ก็จะมีการเพิ่มเที่ยวการบริการมากขึ้น รวมทั้งได้ประสานกับกทม.ให้นำรถรางมาให้บริการโดยเพิ่มรอบให้เร็วขึ้นเพื่อที่ประชาชนจะได้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

อย่างเมื่อคืนวันที่ 14 ต.ค. มีการแจ้งเข้ามาหลายจุดว่ามีมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งทางตำรวจได้รับไปดำเนินการกวดขันจับกุม จึงขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่อยากให้มีการทำอะไรที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและลำบาก ในส่วนของราคาสินค้าโดยเฉพาะเสื้อสีดำที่มีการเพิ่มราคาสูงขึ้นนั้น เช้าวันเดียวกันนี้ทางเลขาสภาพัฒน์ชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ได้มีการตรวจสอบราคาเสื้อผ้าชุดสีดำและขาว ซึ่งมีการขายดีมาก กระทรวงพาณิชย์ได้มีการตรวจสอบไม่ให้มีการขายสินค้าเกินราคาหรือสูงเกินที่ควรจะเป็น

รับฟังข้อมูลจากส่วนกลาง

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ภาพข่าวต่างๆในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะล่าสุดที่มีการจับภาพรถมอเตอร์ไซด์นำขบวนพระบรมศพว่าเป็นพล.อ.ประยุทธ์นั้น เข้าใจว่าเป็นความพยายามของประชาชนที่อยากจะแสดงความชื่นชมต่อนายกฯ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะในงานพระราชพิธีดังกล่าว นายกฯมีหน้าที่ที่จะควบคุมอำนวยการงานต่างๆของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย นายกฯมีหน้าที่ในจุดอื่น เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เพียงแต่ไม่อยากจะให้เสียน้ำใจ อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวต่างๆในโซเชียลมีเดียรัฐบาลได้ขอความร่วมมือมาโดยตลอดว่า ถ้าไม่ชัวร์อย่าแชร์ เพราะจะเกิดผลเสียหายอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาผลเสียจะมากกว่าผลดี จุดประสงค์ของคนปล่อยข่าวคือต้องการให้ถามว่าจริงหรือไม่ แต่แค่นี้ก็ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ และทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก จึงขอความกรุณาอีกรอบ ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบเรียบร้อย ถวายความอาลัย ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ รับฟังข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการผ่านทางสถานีโทรทัศน์ และวิทยุของทางราชการ

ห้ามคอนเสิรต30วัน-บวช/แต่งทำได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิงจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้ขัดกับการถวายความอาลัย พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมสถานบันเทิง สามารถเปิดประกอบกิจการได้ ไม่มีการห้าม แต่ขอให้เป็นสถานที่ปิดอยู่ในอาคาร ในสถานที่ของกิจการนั้นๆ ขอความกรุณาเพียงว่าอย่าออกมานอกสถานที่ นายกฯมีบัญชาแล้วว่าเมื่อเป็นธุรกิจก็ขอให้ดำเนินการต่อไป เพียงแต่อย่าออกมาในพื้นที่สาธารณะ อย่าออกมาจัดกิจกรรมนอกร้าน เช่น โรงภาพยนต์ ร้านอาหารยังสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ เพราะถือเป็นธุรกิจชีวิตต้องดำเนินต่อไป ขอเพียงอย่าจัดกิจกรรมเอิกเกริกนอกร้าน

ส่วนการจัดคอนเสิร์ตต่างๆนั้นได้ข้อสรุปว่าในช่วงเวลานี้ต้องขออนุญาตก่อนเบื้องต้นในช่วงเวลา 30 วัน หลังจากนี้ค่อยว่ากันใหม่ ซึ่งเท่าที่พูดคุยกับผู้จัดคอนเสิร์ตต่างก็เห็นด้วย งานแต่ง งานบวชยังสามารถดำเนินการได้ในรูปแบบที่เหมาะสม กาละโอกาส ยกตัวอย่างวันสถาปนาของหน่วยงานต่างก็เปลี่ยนเป็นการทำบุญ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองงานสถาปนาแทนกิจกรรมเอิกเกริก นอกจากนี้ในส่วนของการแข่งขันฟุตบอลไทยในโปรแกรมต่างๆที่มีวงรอบอยู่แล้วนั้นสามารถดำเนินการได้

ประชุมคตส.ทุกอย่างปกติ

ต่อมาเวลา 10.40น. นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)ว่า หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งมีผู้แทนจากทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสังคม ฝ่ายกระบวนการยุติธรรม รวมถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกพระราชพิธีต่างๆ เช่น กทม.เป็นต้น โดยหน้าที่หลักคือติดตามสถานการณ์ความเป็นไปต่างๆในช่วงที่มีพระราชพิธี ในทุกเรื่อง ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งการอำนวยความสะดวกประชาชน การดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศโดยรวมในส่วนกลางและต่างจังหวัด

นายสุวพันธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุป3-4ประเด็น ที่จะชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ เรื่องแรกคือสถานการณ์โดยรวมของประเทศตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.จนถึงปัจจุบันเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่พบสิ่งบอกเหตุที่ผิดปกติและฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเฝ้าระวังเต็มที่อาจมีประเด็นที่เป็นปัญหาในบางพื้นที่บ้าง แต่สามารถแก้ไขได้ ขณะที่กรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่าสามารถใช้พื้นที่สนามหลวงได้ ส่วนที่ทำการเขตทั้ง 50 เขตนั้นจะเปิดเป็นสถานที่ให้ประชาชนถวายความอาลัยได้ ขณะที่การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงว่าสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในความสงบทั้งนี้ศตส.จะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์เป็นสองช่วงเวลาคือศูนย์ 9.00 น. และ 16.00 น.ของทุกวัน

ประสานงานบริการประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรสำหรับประชาชนที่จะเดินทางไปถวายความอาลัย นายสุวพันธ์ กล่าวว่า มีการสั่งการเรื่องการจัดรถ เรือ เพิ่มเติมแล้ว และพื้นที่สนามหลวงจะมีจุด บริการทางการแพทย์ความสะดวกให้กับประชาชน ทั้งนี้ของภาคเอกชนที่ประสงค์จะสนับสนุนเรื่องน้ำดื่มนั้น ได้มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวกลางในการประสานงาน

หนังสือพระราชนิพนธ์ใน‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ พระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240225

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ขึ้นครองสิริราชสมบัติ ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชากรของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายแทบมิได้ว่างเว้น แต่ก็ทรงมีพระวิริยอุตสาหะในงานแปล มีงานพระราชนิพนธ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถด้านภาษาและวรรณกรรมและทรงเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องและสละสลวยยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

รายชื่อบทความที่ทรงแปลและเรียบเรียง

1.ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพและความก้าวหน้า จาก Radio Peace and Progress ในนิตยสาร Intelligence Degest

ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518)

2.การคืบหน้าของมาร์กศิสต์ จาก The Marxist Advance Special Brief

3.รายงานตามนโยบายคอมมิวนิสต์ จาก Following theCommunist Line

4.ฝันร้ายไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง จาก No Need forApocalypse

ในนิตยสาร The Economist ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคมค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

5.รายงานจากลอนดอน จาก London Report

ในนิตยสาร Intelligence Digest : Weekly Reviewฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

6.ประเทศจีนอยู่ยง จง Eternal China ในนิตยสารIntelligence Digest : Weekly Review ฉบับลงวันที่ 13 มิถุนายน
ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

7.ทัศนะน่าอัศจรรย์จากชิลีหลังสมัยอาล์เลนเด จาก Surprising Views from a Post-Allende Chile

ในนิตยาสาร Intelligence Digest : Weekly Reviewฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

8.เขาว่าอย่างนั้น เราก็ว่าอย่างนั้น จาก Sauce for theGander…

ในนิตยาสาร Intelligence Digest : Weekly Reviewฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

9.จีนแดง : ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก จาก Red China : Drug Pushers to the World

ในนิตยาสาร Intelligence Digest : Weekly Reviewฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518)

10. วีรบุรุษตามสมัยนิยม จาก Fashion n Heroesโดย George F.Will

ในนิตยสาร Newsweek ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1979 (พ.ศ.2522)

หนังสือพระราชนิพนธ์

หนังสือพระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม ได้แก่ “พระมหาชนก” “ทองแดง” และ “ทองแดงฉบับการ์ตูน” และพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต” ก็ล้วนเพียบพร้อมด้วยเนื้อหาสาระ แฝงข้อคิดและมีความงดงามของภาษา

เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์, ๒๔๘๙

พระราชนิพนธ์เรื่องแรก “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์”โดยพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายเดือน วงวรรณคดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 เป็นตอนแรก โดยพระบรมราชานุญาตพิเศษเฉพาะหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ในขณะนั้นถือได้ว่าหนังสือวงวรรณคดี จัดว่าเป็นหนังสือที่ดีและมีเนื้อหาสาระที่มีคุณค่าอย่างมากในสมัยนั้น

พระราชนิพนธ์  “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” เป็นบันทึกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชนิพนธ์ขึ้นในช่วงเวลาเสด็จพระราชดำเนินเพื่อกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 ในราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489  พระองค์ได้ทรงบันทึกผ่านพระอักษรเป็นเรื่องราวการเดินทาง แสดงถึงความรู้สึกของพระองค์ ตลอดถึงเหตุการณ์ที่ทรงได้ประสบพบเจอ ดังขออัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เล่มนี้ที่พสกนิกรชาวไทย รู้สึกประทับใจในพระเจ้าอยู่หัวของเรา

อัญเชิญความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์”

“วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489-วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว…พอถึงเวลาก็ลงจากรถพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน
ณ พระที่นั่งชั้นล่าง แล้วก็ไปยังวัดพระแก้ว เพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นท็อฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้ชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียง ใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาส่งไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้ง อย่างไรได้” แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว

นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ (แปล), ๒๕๓๗

“นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” ทรงแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง “A MAN CALLED INTREPID” บทประพันธ์ของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน (William Stevenson) เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมและมียอดจำหน่ายกว่าสองล้านเล่ม พระองค์ทรงใช้ระยะเวลาในการแปลถึง 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2520 และเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2523 โดยหนังสือเล่มนี้มีจำนวนถึง 501 หน้า แสดงให้เห็นว่าทรงมีพระราชอุตสาหะในการแปลเป็นอย่างมาก และในเดือนธันวาคมพ.ศ.2536 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

“นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นายอินทร์ หรือ INTREPID เป็นชื่อรหัสของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับอาสาสมัครของอังกฤษ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหน้าที่ล้วงความลับทางทหารของเยอรมัน เพื่อรายงานต่อ นายเซอร์วินสตันเชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และประธานาธิบดีรูสเวลท์ แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันต่อต้านการขยายอำนาจของนาซีหรือแผนร้ายของฮิตเลอร์ที่หวังแผ่อำนาจเข้ามาครอบครองโลกโดยมี “นายอินทร์” และผู้ร่วมในงานนี้เป็นตัวอย่างของผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม เสรีภาพ และสันติภาพ โดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญใดๆ

ติโต (แปล), ๒๕๓๗

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลเรื่องติโต จากต้นฉบับเรื่อง TITO ของ Phyllis Auty เมื่อปี พ.ศ.2519 เพื่อใช้ในศึกษาและเรียนรู้บุคคลที่น่าสนใจของโลกคนหนึ่ง รวมถึงผู้สนใจในประวัติศาสตร์ได้รู้จัก ติโต อย่างกว้างขวางมากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ.2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

เรื่องราวในพระราชนิพนธ์ ติโต มีใจความโดยสรุปดังนี้

ติโต รู้จักกันในนามของจอมพลติโต เดิมชื่อ โจซิบ โบรซ(Josip Broz) พ.ศ.2435-2523  นายกรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์คนแรก(พ.ศ.2488) และประธานาธิบดีของประเทศยูโกสลาเวีย (พ.ศ.2496-2523) เกิดที่เมืองคุมโรเวค โครเอเชีย

ในปี 2491 ติโตได้แยกประเทศออกจากโซเวียต ทำการพัฒนาประเทศและตั้งตนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อิสระ (ลัทธิติโต) เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ติโต เป็นรัฐบุรุษของประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งประกอบด้วยหลายชนชาติ มีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เมื่อในยามวิกฤติประชาชนกลับมารวมกันเป็นปึกแผ่น สามารถรักษาความสมบูรณ์และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา ในปี พ.ศ.2523 ติโตเสียชีวิตมีอายุ 88 ปีหลังจากนั้นประเทศยูโกสลาเวียก็ค่อยๆ สลายลง จนกระทั่ง มีความแตกแยก จนยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“คำว่าการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติบ้านเมือง ต้องหมายตลอดถึงเสรีภาพของชาวโครแอต สโลวีน เซิร์บ มาร์เซโดเนียน ชิปต้าร์ มุสลิม พร้อมกันหมด ต้องหมายว่าการต่อสู้จะนำมาซึ่งอิสรภาพ เสมอภาค และภารดรภาพ สำหรับทุกชนชาติในยูโกสวาเวียอย่างแท้จริง นี่คือสารัตถ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ” ติโตกล่าวในปี 1942  (ติโต พระราชนิพนธ์แปล หน้า 62 – 63)

ติโต ผู้ที่ฟันฝ่าอุปสรรคในทุกวิถีทางเพื่อสร้างความเป็นไท ให้แก่ประเทศของเขา ข้อสังเกตในการแปลเรื่องนี้ก็คือ ทรงใช้ภาษาที่สามัญชนเข้าใจง่าย รวมทั้งการใช้โวหารเปรียบเทียบที่คมคาย

ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้ผู้นำที่ดีและมีความยุติธรรม

พระมหาชนก, ๒๕๓๙

พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในเล่มเดียวกัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลพระมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดพิมพ์ ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อปี พ.ศ.2539 พระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ มีภาพวาดโดยศิลปินที่มีชื่อเสียหลายท่าน ที่สำคัญที่สุดคือมีภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาทิภาพวันที่เรือล่ม โดยมีแผนที่อากาศแสดงเส้นทางพายุจริงๆ และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ โดยมีนางมณีเมขลาเหาะอยู่เบื้องบน เป็นต้น พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล

เวลานี้พระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาผู้อ่านจำนวนมาก จัดพิมพ์โดยบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน) นอกจากเนื้อหาที่ทรงคุณค่าแล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง 8 คน คือ จินตนา เปี่ยมศิริ, ประหยัด พงษ์ดำ,พิชัย นิรันต์, ปรีชา เถาทอง, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ปัญญา วิจินธนสาร, ธีระวัฒน์  คะนะมะ, เนติกร ชินโย พิมพ์ลายสีสวยสดใส ทำให้หนังสือน่าอ่านและน่าเก็บรักษาไว้

เรื่องราวในพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” มีใจความโดยสรุปดังนี้

พระมหาชนก เป็นกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ “พระอริฎฐชนก”  และ “พระโปลชนก” หลังจากพระมหาชนกสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ขึ้นครองราชสมบัติ และทรงแต่งตั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช ต่อมาได้เกิดเหตุสู้รบกันระหว่างพระอริฏฐชนกและพระโปลชนกอันเนื่องมาจากการ ยุแหย่ของเหล่าอมาตย์ใกล้ชิดพระอริฏฐชนก ได้สิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ พระเทวีซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่จึงได้หลบหนีออกจากกรุงมิถิลา มุ่งหน้าสู่นครจัมปากะและต่อมาได้ประสูติพระโอรสซึ่งมีวรรณะดั่งทอง พระเทวีได้ขนานนามพระโอรสเหมือนพระอัยกาว่า “มหาชนกกุมาร”

พระมหาชนกทรงทราบเรื่องเกี่ยวกับพระบิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จึงตั้งพระทัย เสด็จฯค้าขายยังเมืองสุวรรณภูมิ เพื่อให้ได้ทรัพย์เพื่อทำการทวงสมบัติคืน จึงทรงนำพวกพาณิชประมาณ 700 คน ขึ้นเรือเดินทางออกสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พระโปลชนกทรงประชวร เมื่อเรือแล่นไปได้ 7 วัน ไกลประมาณ 700 โยชน์ ก็เจอคลื่นยักษ์จนเรืออับปางและวันนั้นก็เป็นวันที่พระโปลชนกสวรรคต

พระมหาชนก ทรงว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ 7 วัน เทพธิกาชื่อ“มณีเมขลา” ผู้ดูแลรักษาสัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณความดี ไม่ให้ตายในมหาสมุทรก็ตรวจตราพบ จึงเหาะมาทดลองความเพียรโดยถามพระมหาชนกว่าเมื่อมองไม่เห็นฝั่งแล้วจะพยายาม ว่ายอยู่ทำไมพระมหาชนกตรัสตอบว่า

“เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์ แห่งความเพียร เพราะฉะนั้นถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร และ “เราทำความพยายามแม้ตายก็จักพ้นครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ ญาติ เทวดา และบิดา มารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง”

นางมณีเมขลายังได้กล่าวทดลองความเพียรของพระมหาชนกอีกหลายประการ จนได้ประจักษ์ในความเพียรของพระองค์ จึงได้อุ้มพาเหาะไปในอากาศจนถึงเมืองมิถิลา

ด้วยความเพียรและปัญญา ทำให้พระมหาชนกสามารถตอบปัญหา 4 ข้อ ที่พระโปลชนกทิ้งไว้ก่อนสวรรคตได้ และได้อภิเษกกับ “สีวลีเทวี”พระธิดาองค์เดียวของพระโปลชนก ตลอดจนได้ครองกรุงมิถิลา และต่อมาได้ทรงตั้งสถาบันการศึกษาขึ้น ชื่อว่า “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” (วรนุช อุษณกร. ในหลวงผู้ทรงพระอัจฉริยภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2544, โอเดียนสโตร์, กรุงเทพ)

พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน, ๒๕๔๒

ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2542 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้จัดพิมพ์พระมหาชนกเป็นฉบับการ์ตูนเพื่อสะดวกแก่การศึกษาทำความเข้าใจของเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังมีการจัดพิมพ์เป็นฉบับอักษรเบรลล์ เพื่อเผยแพร่แก่คนตาบอดอีกด้วย

พระมหาชนกฉบับการ์ตูนนี้ผู้เขียนการ์ตูนประกอบ คือ ชัย ราชวัตรซึ่งจะเห็นได้ว่าทรงมีพระราชดำริในการให้ใช้ลายเส้นแบบไทยๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นไทย

เรื่องทองแดง, ๒๕๔๕

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง ทองแดง (The Story of Tongdaeng) เผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน เรื่องทองแดงเป็นหนังสือพระราชนิพนธ์ที่ติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศในปี พ.ศ.2545

เกี่ยวกับ “คุณทองแดง” สุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะมีลักษณะพิเศษทั้งด้านกายภาพและอุปนิสัย แสนรู้ เฉลียวฉลาด เป็นสุนัขตัวโปรดของพระองค์ท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ประทับใจของประชาชนชาวไทยทุกคน คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงสุนัขตัวที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ติดตามถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด

เนื้อหาหลักเป็นเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดง รวมทั้งความจงรักภักดี ความมีมารยาท และการสั่งสอนลูกของคุณทองแดง และในพระราชนิพนธ์ได้ทรงยกย่องคุณทองแดงในเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดงที่มีต่อแม่มะลิ  “ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้วมักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณซึ่งเป็นคนต่ำต้อย” อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า ทองแดงเป็นสุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันนับว่ากว้างขวางมีผู้เขียนเรื่องทองแดงก็หลายเรื่องแต่น่าเสียดายว่าเรื่องที่เล่า มักมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และขาดข้อมูลสำคัญหลายประการโดยเฉพาะเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณของทองแดงที่มีต่อ “แม่มะลิ”ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องว่า “ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัวและดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย”

สำหรับหนังสือพระราชนิพนธ์ “เรื่อง ทองแดง” เล่มนี้ จัดพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็ง หนา 84 หน้า ขนาด 17 คูณ 26 ซม. พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตมันอย่างดี ภาพประกอบสี่สีตลอด

เรื่องทองแดง ฉบับการ์ตูน, ๒๕๔๗

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในปีพ.ศ. 2547 ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูนโดยใช้ชื่อ “ทองแดงฉบับการ์ตูน”

พระราชดำรัสเป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกปี เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ พระองค์ทรงเริ่มแปลพระราชดำรัส เรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532  พระราชดำรัสในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสหประชาชาติ และมีความประสงค์จะได้รับฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณแปลพระราชดำรัสเอง และจากพระราชดำรัสดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีมติให้ประกาศให้วันที่ 4 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวัน “วันสิ่งแวดล้อมไทย”  หลังจากนั้นก็ทรงแปลพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเรื่อยมา

พระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2532 จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการประชาสัมพันธ์สิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน

นอกจากนั้น พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534เรื่องเกี่ยวกับ “รู้รักสามัคคี” จัดพิมพ์เผยแพร่โดย คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ในคณะกรรมการเองลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จากผลงานของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพระปรีชาสามารถของในหลวงของเรา พร้อมด้วยพระวิริยอุตสาหะอันแรงกล้าในการทรงงาน กล่าวได้ว่า ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาอย่างแท้จริง ไม่เพียงเท่านี้ พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกร โดยได้มีการจัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ฉบับการ์ตูนเพื่อเด็กและเยาวชน ฉบับอักษรเบรลล์เพื่อคนตาบอด สำหรับพระราชนิพนธ์พระมหาชนก และทองแดง นอกจากนี้พระองค์ทรงไม่มองข้ามความเป็นไทย อาทิ ภาพประกอบ ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูนแบบไทย และแม้แต่กระดาษที่ใช้ในการจัดพิมพ์ ทรงโปรด ให้ใช้กระดาษที่ผลิตในประเทศ พระองค์เป็นแบบอย่างของประชาชนชาวไทย เน้นความเป็นไทย มีความภูมิใจในความเป็นไทย และใช้ของไทย

หนังสือพระราชนิพนธ์เหล่านี้ได้ที่ห้องสมุดในทุกสถาบันการศึกษา ห้องสมุดประชาชน หรือถ้าต้องการเป็นเจ้าของก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำได้ทั่วประเทศ รายได้จากการจัดจำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์นำไปสมทบมูลนิธิชัยพัฒนาอีกด้วย

ขออัญเชิญพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งแสดงถึงจรรยาบรรณในการเขียนหนังสือในทัศนะของพระองค์ ดังนี้

“นักเขียน นักประพันธ์ งานสำคัญก็คือ แสดงความคิดของตนออกมาเป็นเรื่องชีวิต หรือเรื่องแต่งขึ้นมา เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์ คือความรู้บ้าง บันเทิงบ้าง นักแสดงความคิดสำคัญมาก เพราะว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตของมวลมนุษย์ อาจทำให้เกิดความคล้อยตามไป และตัวท่านเขียนดีก็ยิ่งคล้อยตามกันมาก ฉะนั้น นักประพันธ์ต้องมีความรับผิดชอบสูง เพราะท่านเป็นผู้ปั้นความคิดและความบริสุทธิ์ในความคิดจึงเป็นเรื่องที่ สำคัญ ดังบทความกลั่นกรองไว้ในสมองว่า สิ่งที่จะเขียนออกมาจะไม่แสลง ไม่ทำลายความคิดของประชากร ไม่ทำลายผู้อื่น และตนเอง คือมีเสรีภาพในการเขียนอย่างเต็มที่ในขอบเขตของศีลธรรม”

(พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2515)

อ้างอิง วรนุช อุษณกร ในหลวงผู้ทรงพระอัจฉริยภาพ พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ.2544, โอเดียนสโตร์, กรุงเทพ http://www.bangkokbiznews.com

 

ความทรงจำ!เพจพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ’ โพสต์ภาพสมัยตามเสด็จฯครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240297

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 01.51 น.

16 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “H.R.H Princess Sirivannavari Nariratana” ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ได้โพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี พ.ศ. 2539 ขณะตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งแรก และข้อความระบุว่า “ตอน 9 ขวบ เห็นเด็กที่คล้ายเด็กชายตัวดำ ๆ ในชุดชมพูฟู่ฟ่องมั้ย นั่นแหละเราเอง ครั้งแรกที่ตามเสด็จ แล้วได้นั่งใกล้ ๆ ท่าน (ใกล้มากแบบ งง ๆ) เพราะผู้ใหญ่ให้ไปนั่งข้าง ๆ ท่าน ด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันคือความทรงจำที่งดงาม (น่าจะช่วง 50 ปี ครองราชย์ มั้งคะ)”

 

เพจดังเตือน!! อย่าจุดเทียนใกล้กำแพงวัดพระแก้ว วอนช่วยเก็บขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240294

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 00.54 น.

16 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “Drama-addict” ได้โพสต์ข้อความเตือนประชาชน ที่จะเดินทางไปร่วมพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และมีการจุดเทียนเพื่อถวายความไว้อาลัย ว่า “อันนี้คนที่ไปร่วมจุดเทียนรอบกำแพงวัดพระแก้วฝากเตือนมา รบกวนจุดห่างจากกำแพงกันซักนิดนะครับ จุดใกล้ไปเดี๋ยวจะเป็นรอยไหม้แบบนี้ เดี๋ยวต้องซ่อมแซมกันอีกเยอะเลย แล้วก็ใครเจอขยะตรงไหนช่วยกันเก็บไปทิ้งคนละไม้คนละมือน้า”