กรมอุทยานฯลุยฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715720


(แฟ้มภาพ:AFP)

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงเปิดโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ มีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าว โดยนายเกษมสันต์กล่าวว่า ม้าน้ำเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากตามความเชื่อว่าม้าน้ำมีคุณสมบัติเป็นยา จึงนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของยาในการรักษาโรคต่างๆ และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นำมาเป็นเครื่องประดับ พวงกุญแจและนำมาเลี้ยง ทำให้ม้าน้ำได้หายจากธรรมชาติเกือบหมด จนทำให้เกิดความกังวลใจจากหลายประเทศว่าม้าน้ำอาจสูญพันธุ์ได้ ม้าน้ำจึงถูกนำเข้าสู่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) บัญชี 2 เพื่อควบคุมหรือจำกัดปริมาณการค้าเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อการลดจำนวนประชากรม้าน้ำอย่างรวดเร็ว

นายเกษมสันต์กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากกรมประมงพบว่ามีการส่งออกม้าน้ำตั้งแต่ปี 2556 จำนวน 1.2 ตัน ปี 2557 จำนวน 1 ตัน ปี 2558 จำนวน 0.95 ตัน กรมประมงจึงได้มีประกาศเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2558 งดออกใบอนุญาตส่งออกม้าน้ำเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตส จัดให้การส่งออกม้าน้ำของประเทศไทยอยู่ในระดับห่วงใยเร่งด่วน ดังนั้น กรมอุทยานฯ และกรมประมง จึงดำเนินโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ที่บริเวณหาดหยงลำและเกาะมุก อุทยานฯ หาดเจ้าไหม จ.ตรัง.

 

บำบัดน้ำโสโครก ให้เป็นน้ำดื่มกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698128


ในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการขาดน้ำดื่มตามดินแดนหลายแห่ง ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์อินเดียได้ออกแบบนำน้ำจากท่อโสโครก เอามาปรับปรุงใหม่ให้สะอาดจนใช้ดื่มได้ เป็นปริมาณวันละ 1 หมื่นลิตร ดร.ราชาวิชัย กุมาร ได้คิดสร้าง เครื่องกรองน้ำจากท่อน้ำโสโครกให้เป็นน้ำสะอาด ใช้ดื่มได้ และยังได้ปุ๋ยคุณภาพดี เป็นผลพลอยได้อีกด้วย ไม่ได้ใช้สารเคมีหรือจุลชีพในกระบวนการกลั่นกรองเลย ขณะนี้รัฐบาลโดฮาและโอมาน ได้ว่าจ้างให้สร้างเครื่องกรองน้ำที่สามารถกลั่นน้ำดื่มออกมาได้เป็นปริมาณวันละ 1 แสนลิตร ขณะที่สิงคโปร์ก็ได้ติดต่อเพื่อจะให้สร้างโครงการขนาดใหญ่กว่านั้นด้วย อินเดียซึ่งเป็นชาติที่มีพลเมืองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ต้องการน้ำ บริโภคในปีหนึ่งๆ ปริมาณมากถึง 693 พันล้านลูกบาศก์เมตร และยังส่อท่าว่าจะต้องการมากกว่านั้นถึง 942 พันล้านลูกบาศก์เมตร ในปี พ.ศ.2568 ขณะที่ได้ระบายน้ำโสโครกทิ้งออกไปปีละ 38,400 ล้านลูกบาศก์เมตร.

 

8,400 ทุ่นประชารัฐปกป้องทะเลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684832


พิทักษ์ทะเลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 84 พรรษา

วันแม่แห่งชาติ

วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี

ที่สำคัญ ปีนี้ 2559 เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ท่าน มิเพียงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการช่วยเหลือสังคมเท่านั้น แต่ยังทรงตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน

ทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานด้านการอนุรักษ์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติหลายต่อหลายโครงการ
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จึงได้จัด “โครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเล เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 12 สิงหาคม 2559” ขึ้น เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังและพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลของประเทศไทย

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักและมีพระราชดำรัสว่า ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทยนับวันมีแต่จะลดน้อยลง มีสัตว์หลายชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ โดยเฉพาะเต่าทะเล ดังนั้น หากทรัพยากรธรรมชาติมีความสมบูรณ์ ทรัพยากรสัตว์ป่าก็มีความสมดุลและคงความหลากหลายเช่นกัน” นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเลฯ

โครงการนี้ไม่เพียงเพื่อสนองพระราชดำรัสและเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์แนวปะการังและพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยจะมีการวางแนวทุ่นไข่ปลา จำนวน 8,400 ลูก ทุ่นทรงกลมสีฟ้า พร้อมธงแสดงเขตห้ามเข้าในเขตอนุรักษ์ปะการังใน 13 อุทยานแห่งชาติ คือ หมู่เกาะช้าง จ.ตราด 600 ลูก หมู่เกาะชุมพร จ.ชุมพร 420 ลูก ตะรุเตา จ.สตูล 1,280 ลูก อ่าวพังงา จ.พังงา 840 ลูก สิรินาถ จ.ภูเก็ต 420 ลูก หาดเจ้าไหม จ.ตรัง 600 ลูก แหลมสน จ.ระนอง–พังงา 340 ลูก หมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี 840 ลูก หมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ 1,000 ลูกหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ 800 ลูก หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา 420 ลูก เขา
แหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด 420 ลูก และหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา 420 ลูกการวางแนวทุ่นใน 13 อุทยานฯ กรมอุทยานฯจะร่วมมือกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ดำเนินการเพื่อให้ถูกหลักวิชาการ

“สถานการณ์ปะการังฟอกขาวค่อนข้างรุนแรงใน 13 อุทยานฯ โดยเฉพาะหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าว เกาะง่ามน้อย เกาะกุลา ฟอกขาว 50–80 เปอร์เซ็นต์ ตะรุเตา โซนอาดัง–ราวี บริเวณหินงามทิศใต้ อ่าวเรือใบ อ่าวสอง ฟอกขาว 50–60 เปอร์เซ็นต์ หาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี บริเวณเกาะไก่ ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก เกาะไผ่ทิศเหนือ อ่าวผักหนาม ฟอกขาวตั้งแต่ 60–80 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น โดยกรมอุทยานฯ ได้จัดทำประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวให้ทราบเรื่องกิจกรรมการท่องเที่ยวและนันทนาการในบริเวณแนวปะการัง เช่น การเหยียบย่ำปะการัง การทิ้งสมอเรือเพื่อลดการคุกคามแนวปะการัง รวมทั้งกวดขันไม่ให้เรืออวนลาก อวนรุน เข้ามาทำประมงในเขตอุทยานฯ เด็ดขาดพร้อมกับปิดการท่องเที่ยวในบางจุดด้วย” อธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุเพื่อสะท้อนภาพวิกฤติแนวปะการังกับสถานการณ์ฟอกขาว

สำหรับโครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเล เฉลิมพระเกียรติฯ จะนำร่องที่ อุทยานฯ หมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 24-26 ส.ค.นี้

นอกจากโครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเล เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้ว กรมอุทยานฯ ยังจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติอื่นๆตลอดเดือน ส.ค.นี้ ด้วย อาทิ โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพเสื่อมโทรมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมโดยอาศัยแนวทางประชารัฐตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูล สมดุลและยั่งยืน” โดยจะมีการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม 84 ไร่ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่ธรรมชาติ เช่น ปูทะเล ปูม้า กุ้ง ชนิดปลาต่างๆ จำนวน 8,400,000 ตัว จัดทำเส้นทางจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯระยะทาง 1,500 เมตร พร้อมจุดพักผ่อน เป็นต้น

“ยังมีโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ อีก 3 โครงการ คือ 1.โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง จ.พะเยา ไม่น้อยกว่า 8.6 ล้านไร่ 2.โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่อุทยานฯ ศรีน่าน จ.น่าน ไม่น้อยกว่า 8.6 ล้านไร่ และ 3.โครงการสร้างฝายประชารัฐ โดยสร้างฝายชะลอน้ำแบบผสมผสานในพื้นที่ต้นน้ำที่เสื่อมสภาพใน 25 ลุ่มน้ำหลักที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ เป็นอุทยานฯ ทางบก 106 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 58 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 68 แห่ง รวม 232 พื้นที่ พื้นที่ละ 30-40 ฝาย รวม 8,984 ฝาย” นายธัญญา กล่าว

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ทรัพยากรธรรมชาติควรได้รับการปกป้องดูแลให้คงความอุดมสมบูรณ์ ขณะที่การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฯ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ควรยืนอยู่บนหลักฐานของการอนุรักษ์

โดยเฉพาะในโอกาสอันเป็นมหามงคลที่ปวงชนชาวไทยจะได้ร่วมแรงร่วมใจสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกันทำสิ่งดีงามเพื่อแผ่นดินเกิดถวายแม่ของแผ่นดิน.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

 

ยุทธศาสตร์เพิ่ม “เสือโคร่ง” ทุกมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674254


29 ก.ค. “วันอนุรักษ์เสือโลก” 13 ประเทศผนึกพลังร่วมลงสัตยาบันต้านล่า-ฆ่า

วันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี คือ “วันอนุรักษ์เสือโลก”

สัตว์ที่มีความสง่างามที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัตว์ป่าที่ถูกคุกคามทำลายมากที่สุดเช่นกัน

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศ ที่เป็นถิ่นกำเนิดและเป็นแหล่งพันธุกรรมของเสือโคร่ง ซึ่งได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า เนปาล รัสเซีย เวียดนาม และ ไทย

ปัจจุบันเสือโคร่งในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามเช่นเดียวกับเสือโคร่งในประเทศอื่นๆ สาเหตุมาจากการลดลงของพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย การถูกล่าและจำนวนเหยื่อของเสือโคร่ง ที่ลดลงจากการถูกลักลอบล่าเช่นกัน

นั่นหมายถึงภารกิจการเพิ่มประชากรเสือโคร่งจึงมีความสำคัญ เพราะการอนุรักษ์เสือโคร่ง ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์ป่า แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และป่าไม้ทั้งระบบ ทั้งนี้ภารกิจการเพิ่มประชากรเสือโคร่ง ถือเป็นส่วนสำคัญของ แผนปฏิบัติการอนุรักษ์เสือโคร่งแห่งชาติ (Tiger Action Plan) ที่ประเทศไทยให้คำมั่นสัญญา ไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยการอนุรักษ์เสือโคร่ง (Tiger Summit) ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปี 2553

ซึ่งในที่ประชุมดังกล่าว เห็นพ้องต้องกันที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อหยุดยั้งการลดลงของจำนวนเสือโคร่ง พร้อมกับการฟื้นฟูประชากรและแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง จึงร่วมกันให้สัตยาบันว่าภายในปี 2565 จะเพิ่มประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติให้ได้เป็นสองเท่าจากเดิมที่แต่ละประเทศมีอยู่ โดยจากการสำรวจและติดตามประชากรเสือโคร่งในขณะนั้นพบว่าประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติของประเทศไทย มีประมาณ 200-250 ตัว นั่นคือประเทศไทยจะต้องเพิ่มประชากรเสือโคร่งในป่าธรรมชาติให้ได้ 300-375 ตัว ภายในปี 2565

หันมาดูข้อมูลจากการศึกษาติดตามและการประเมินสถานภาพประชากรเสือโคร่งประเทศไทย ทำให้สามารถจำแนกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เป็นถิ่นอาศัยสำคัญของเสือโคร่งได้ 3 ระดับ พิจารณาจากความหนาแน่นของประชากรเสือโคร่งที่ปรากฏ ได้แก่ ระดับที่ 1 พื้นที่ที่มีประชากรค่อนข้างมาก ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าตะวันตก ระดับที่ 2 พื้นที่ที่มีประชากรปานกลาง ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าเขาใหญ่–ดงพญาเย็น กลุ่มป่าภูเขียว–น้ำหนาว กลุ่มป่าแก่งกระจาน และระดับที่ 3 พื้นที่ที่มีประชากรค่อนข้างน้อย ประกอบไปด้วย กลุ่มป่าอมก๋อย กลุ่มป่าฮาลา–บาลา กลุ่มป่าศรีลานนา โดยพบว่า ประชากรเสือโคร่ง มีความหนาแน่นมากที่สุดตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย โดยแหล่งอาศัยของประชากรเสือโคร่ง
ที่สำคัญอยู่ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของเสือโคร่งทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ปัจจุบันเสือโคร่งในพื้นที่แห่งนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของประชากร

และหากมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและป้องกันพื้นที่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของการลาดตระเวนและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ประชากรเสือโคร่งในทุกพื้นที่มีโอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้อีก โดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประชากรเสือโคร่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้เพิ่มประชากรมากขึ้นและกำลังขยายพื้นที่อาศัยไปอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ข้างเคียง เช่น อุทยานฯแม่วงก์ อุทยานฯ คลองลาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้

“การเพิ่มประชากรเสือโคร่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการดำเนินงานโดยการนำระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาใช้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 20 แห่ง ในพื้นที่ 4 กลุ่มป่าหลัก คือ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าแก่งกระจาน กลุ่มป่าเขาใหญ่–ดงพญาเย็น และกลุ่มป่าภูเขียว โดยฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กว่า 3 พันคน ด้านการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ รวมถึง การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลาด ตระเวนในพื้นที่ ทั้งยังทำการฟื้นฟูประชากรเหยื่อเสือโคร่ง โดยการปล่อยสัตว์กีบ เช่น กวาง เนื้อทราย ในพื้นที่อาศัยของเสือโคร่งกว่า 20 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟื้นฟูถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง 47 แห่ง โดย สร้างแหล่งน้ำ แหล่งโป่ง และการทำแนวกันไฟ และสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย” นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบด้านสัตว์ป่า ระบุ

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เสือโคร่ง โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ให้กรมอุทยานฯ จัดทำแผนปฏิบัติ การระยะสั้นและระยะยาว 20 ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในทุกมิติ

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม เห็นด้วยกับแผนปฏิบัติการอนุรักษ์เสือโคร่งแห่งชาติ ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์แล้วว่า ภายในปี 2565 ประชากรเสือโคร่งจะได้รับการฟื้นฟูและเพิ่มจำนวนในผืนป่าสำคัญของประเทศ ด้วยการจัดการและระบบตรวจวัดประชากรที่มีมาตรฐานสูงและเป็นเรื่องน่ายินดีที่ดูเหมือนยุทธศาสตร์ในการเพิ่มประชากรเสือโคร่งดูจะไม่ใช่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่สิ่งที่เราอดห่วงไม่ได้คือความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและความจริงจังในการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้

อย่าให้เสือโคร่งเป็นแค่เพียงภาพสัตว์โลกอีกชนิดที่เก็บไว้เล่าให้เด็กรุ่นหลังต้องจินตนาการเลย…

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม”

 

แฉอาคารริมคลองแสนแสบก่อมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670372


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง แนวทางปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อคืนน้ำใสให้คลองแสนแสบ ประจำปีงบประมาณ 2559 ว่า คพ.ได้กำหนดแผนปฏิบัติการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2536 ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขาขึ้น โดยให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ มีศักยภาพการระบายสูง และอยู่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขา ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอาคาร ได้แก่ โรงแรม อาคารชุด ห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านอาหาร และที่ดินจัดสรร ครอบคลุมพื้นที่ 21 เขตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 631 แห่ง

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2558-มี.ค. 2559 จำนวน 128 แห่ง ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบ 7 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน ราชเทวี ห้วยขวาง วัฒนา สวนหลวง วังทองหลาง และบางกะปิ พบว่า มีแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 88 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 70.4 ดังนั้น จากนี้ จะมีการส่งเสริมให้ความรู้แก่เจ้าของในพื้นที่ริมคลองแสนแสบเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบ การดูแลและปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐาน.

 

สส.ลุยหนุน “สินค้าสิ่งแวดล้อม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668466


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส.ได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ตัว G หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาร่วมงานออกร้านต่างๆ เพราะว่า เมื่อ สส.เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วก็สนับสนุนการหาช่องทางการตลาดและจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการอื่นๆเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าดีใจว่า ร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ตัว G สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ดังนั้น สส.จะเข้าไปพัฒนายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการที่ได้รับตรารับรองดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม เป็นโล่ตัว G สีทอง ระดับดีมาก เป็นโล่ตัว G สีเงิน และระดับดี เป็นโล่ตัว G สีทองแดง เป็นผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง.

 

นายกฯเตือนคนไทยหยุดบริโภคสัตว์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667772


แนะเลิกความเชื่อผิดๆ สั่ง ทส.หาวิธีให้ “สัตว์ป่า-คน” อยู่ร่วมกันได้

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์คุกคามสัตว์ป่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจการค้า เช่น การฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง ทั้งเพื่อนำไปทำอาหาร ยาอายุวัฒนะ นำไปทำเครื่องประดับ หรือนำไปเลี้ยงประดับบารมี ได้ขยายตัวรุนแรงมากขึ้น จนทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดต้องตกอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังแพร่ลามสร้างปัญหาให้กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจากความรุนแรงของสถานการณ์ ทส.จึงได้รณรงค์ให้มีการ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” เพื่อเตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด

รมว.ทส.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์สัตว์ป่า ว่า โลกนี้ประกอบด้วยคน สัตว์ และพืช ซึ่งทั้ง 3 อย่างต้องอยู่คู่กัน ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราละเลยเรื่องของสิ่งแวดล้อม จนขาดความสมดุลทางธรรมชาติ เกิดเป็นปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ตามมา ซึ่งการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จะเป็นการแก้ที่ปลายทาง คือ การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึก ดังนั้นต้องเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง ด้วยการระเบิดจากข้างใน ต้องร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ และไม่คิดที่จะเบียดเบียนธรรมชาติเกินความจำเป็น ขอให้เลิกความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการรับประทานอวัยวะของสัตว์ป่า เพราะมันคือการฆ่าชีวิตโดยไม่จำเป็น

“นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า วันนี้เบียดเบียนเฉพาะคนก็แย่พอแล้วขออย่าไปเบียดเบียนสัตว์ โดยเราต้องรู้อะไรคือต้นเหตุ กลางทาง ปลายทาง แต่วันนี้เป็นการแก้ปัญหาปลายทางทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทส.และทุกฝ่ายต้องหาวิธีการให้สัตว์ป่าและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ และขอให้คนไทยร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาการค้าสัตว์ป่า พื้นที่ป่าที่ลดน้อยลง ทุกคนต้องช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา โลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนลืมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วันหน้าจะเกิดปัญหามากขึ้น จึงต้องเตรียมการรับความเสี่ยงและเรียนรู้ เพราะทุกเรื่องเกี่ยวพันกันหมด” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว.

 

“แอ๊ด-คาราบาว” รณรงค์ลดขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662332


เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พร้อมรับมอบเพลงรณรงค์ให้ทานถูกวิธี ลดวิถีการขอทาน จากนายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นผู้แต่งคำร้องและขับร้องเพลง โดย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้จะบังคับใช้วันที่ 28 ก.ค.นี้ สาระสำคัญ คือ แยกผู้แสดงความสามารถออกจากผู้ทำการขอทาน โดยให้แจ้งต่อพนักงานท้องถิ่น มุ่งเน้นคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ขอทานไม่ให้กลับมาขอทานอีก กำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากการขอทาน โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำต่อหญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพหรือเจ็บป่วย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พบเห็นคนขอทานหรือคนไร้ที่พึ่งโทร.1300 ได้ 24 ชั่วโมง.

 

“ชลธิศ” ตั้งเพื่อน วน.43 ใกล้เกษียณขึ้นซี 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654839


นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานสรรหาข้าราชการระดับ 9 (รองอธิบดี) เปิดเผยว่า ทส.จะประกาศรับสมัครข้าราชการระดับ 9 ตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งขณะนี้มีว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองอธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รองเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2 คน ภายในอาทิตย์นี้ ส่วนหลักเกณฑ์ในการสรรหาต้องดูทุกองค์ประกอบ เช่น การแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ สมรรถนะหลักทางการบริหารจัดการที่ดี ประวัติการทำงาน ประสบการณ์ เป็นต้น

ขณะที่นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 8 (อำนวยการสูง) 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.นายฐิติ ตระกูลเลิศรัตน์ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) 2.นายสยาม ช้างเนียม กองการอนุญาต 3.นายสมศักดิ์ โคตะมะ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) 4.นายกรต์ มนัสศรีสุขใส สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ 5.นายสมภพ อุ่นใจ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า 6.นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ สำนักแผนงานและสารสนเทศ โดยทั้ง 6 คนจะไปสังกัดสำนักวิจัยฯ และ 7.นายวิชิต เชียร-วิทยาคุณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ไปสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีคำสั่งปรากฏออกไป มีการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการในกรมป่าไม้อย่างหนัก โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายวิชิต เชียรวิทยาคุณ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวนศาสตร์รุ่น 43 กับนายชลธิศ ว่าไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากนายวิชิต จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้.

 

สส.ปลื้มโรงเรียนสิ่งแวดล้อม-นำร่องเพิ่ม 4 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652734


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส. ได้ขับเคลื่อนกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ผ่านโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ อีโคสคูล (Eco-School) โดยนำหลักการจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการบูรณาการประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะและมลพิษ เป็นต้น

ขณะนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานระยะที่ 3 คือ การขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้โรงเรียนอีโคสคูล 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเมืองกระบี่ จ.กระบี่ โรงเรียนบ้านท่าขาม จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กทม. และโรงเรียนบ้านน้ำมิน จ.พะเยา เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป.