ราคายางดิ่ง! ชาวสวนสตูลหันเพาะกุ้งก้ามแดงขาย โกยรายได้นับหมื่นต่อเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2559 10:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650241


ชาวสวนยาง อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ทนสภาพราคายางดิ่งลงไม่ไหว หันศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ก่อนเพาะพันธุ์จำหน่าย ตัวโตตกกิโลละ 1,500 บาท สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ …

วันที่ 29 มิ.ย.59 มีรายงานว่า ชาวบ้าน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือล็อบสเตอร์น้ำจืด เพื่อเป็นอาชีพเสริมขายทางอินเทอร์เน็ต จนรายได้ดีกลายเป็นอาชีพหลัก พร้อมขยายพันธุ์สู่สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่

นายชัน เก้าเอี้ยน อายุ 40 ปี ชาวบ้านเลขที่ 47/2 หมู่ 5 ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ตัดสินใจเลี้ยงกุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืดเมื่อต้นปี 58 หลังทนสภาพราคายางดิ่งลงอย่างต่อเนื่องไม่ไหว มองว่า หากมีอาชีพทำสวนยางอย่างเดียวไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนก่อน จากที่เป็นคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว จึงศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงทางอินเทอร์เน็ต และสั่งซื้อมาเลี้ยงไว้ขายเป็นรายได้เสริม และเมื่อเลี้ยงแล้ว จึงทดลองผลิตพ่อแม่พันธุ์และเพาะพันธุ์เอง ก็ได้ผล เพราะกุ้งก้ามแดงเลี้ยงง่าย มีโรคน้อย โดยเลี้ยงไว้รอบๆ บ้านใส่ในโอ่ง ในกาละมัง ในบ่อซีเมนต์และเลี้ยงในบ่อดิน จนขณะนี้ มีพ่อแม่พันธุ์กว่า 500 ตัว และลูกพันธุ์ อีกกว่า 6,000 ตัว

นายชัน กล่าวว่า กุ้งก้ามแดงเลี้ยงในบ่อดิน จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็จะนำมาใส่ในบ่อซีเมนต์ปิดฝาเพื่อให้มืด กุ้งชนิดนี้ชอบน้ำสะอาดและไม่ชอบสารเคมีทุกชนิด ก่อนจะนำมาพักในบ่อซีเมนต์ 4-5 วัน กุ้งก็จะสีฟ้าสวย ก้ามแดงชัดเจนสามารถส่งขายเป็นพ่อแม่พันธุ์ ขนาด 5 นิ้ว คู่ละ 550 บาท หากเป็นลูกพันธุ์ขนาด 1 นิ้ว อยู่ที่ตัวละ 12-15 บาท และขนาด 1 เซนติเมตร ตัวละ 5-6 บาท โดยตลาดมาจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากเป็นตัวเล็ก ถ้าส่งไกลก็จะแพ็กใส่ถุงเล็กๆ แล้วส่งทางไปรษณีย์ แต่หากใกล้ๆ เช่น หาดใหญ่–สงขลา ก็จะใส่รวมกันถุงใหญ่และใส่ลังโฟมอีกชั้นหนึ่ง

ส่วนวิธีการเลี้ยงนั้น จะให้อาหารกุ้งวันละ 2 ครั้ง กุ้งก้ามแดงกินสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งต้องระวังการกินกันเอง จึงต้องใส่สแลงและท่อพีวีซีลงไปให้มันได้ซ่อนตัวด้วย ขณะที่ การเพาะพันธุ์จะผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ 20 วัน จะดูหากกุ้งไข่ตัวเมียจะงอหางปิดไข่ไว้ใต้ท้อง ต้องแยกออกมาเพื่อให้วางไข่และออกเป็นตัวประมาณ 30 วัน ปีหนึ่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ 4-5 รุ่น หากจำหน่ายขนาดตัวโต จะตกกิโลกรัมละ 1,500 บาท ซึ่งที่เลี้ยงไว้ยังไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงขายเนื้อได้ เนื่องจากเพาะเป็นลูกพันธุ์และแม่พันธุ์ขาย ก็มีออเดอร์สั่งซื้อไม่เพียงพอแล้ว เพราะในแต่ละเดือนสามารถผลิตขายได้เพียงเดือนละ 3-4 พันตัว สำหรับลูกกุ้งเท่านั้น

กุ้งชนิดนี้ นอกจากสีสันสวยงามแล้ว สามารถเลี้ยงเพื่อความสวยงามเพลิดเพลิน และเป็นกุ้งที่เลิศรสยอดนิยมของคนทั่วโลกที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และเป็นกุ้งที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในกลุ่มกุ้งแม่น้ำด้วยกัน กุ้งชนิดนี้เข้ามาในเมืองไทยและทดลองเลี้ยงอยู่ที่โครงการหลวงดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นานแล้ว เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญและนำเข้ามาศึกษาเพาะเลี้ยงจนเกิดองค์ความรู้การเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ในเมืองไทย โดยตลาดยังคงต้องการอีกจำนวนมาก คาดว่า ใน 2-3 ปี กุ้งชนิดนี้ยังคงโตได้อีกอย่างต่อเนื่อง

 

ประกันภัยข้าว…เฝ้าระวังเคลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 29 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649154


เป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 รัฐบาลจะควักจ่ายเงินค่าประกันภัยให้ชาวนา 2,000 กว่าล้าน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ควักจ่ายให้อีก 1,200 ล้านบาท

ถ้าเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ชาวนาไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแม้แต่บาทเดียว… แต่ถ้าเป็นชาวนาทั่วไป อยากจะทำประกัน ต้องจ่ายเบี้ยเอง ไร่ละ 40 บาท ที่เหลือรัฐออกให้ไร่ละ 67.43 บาท

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ระดับแกะกล่อง เพราะมีการทำโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรมาหลายปีแล้ว…แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกันภัยในพื้นที่มากถึง 30 ล้านไร่ จากนาข้าวทั้งประเทศ 62 ล้านไร่

ปีที่แล้วก็ทำ แต่แค่ 1.5 ล้านไร่…พื้นที่น้อย บริษัทประกันภัยคิดเบี้ยประกันแพง ไร่ละ 120-480 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่เสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เสี่ยงน้อยเบี้ยประกันถูก เสี่ยงเสียหายง่ายเบี้ยประกันแพง

ส่วนการจ่ายเบี้ยประกัน ปีที่แล้วชาวนาต้องควักด้วย ไร่ละ 60-100 บาท ตามสภาพความเสี่ยง ส่วนที่เหลือรัฐจ่ายให้หมด แต่ถ้าเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ชาวนาจะจ่ายน้อยลงไร่ละ 10 บาท ธ.ก.ส.ช่วยออก 10 บาท

ปีที่แล้ว ทำประกันแค่ 1.5 ไร่ รัฐควักจ่ายไปหลายร้อยล้าน…ปีนี้ เบี้ยประกันคิดเหมารวมไร่ละ 107.43 บาท รัฐต้องจ่ายเพิ่ม 4–5 เท่าตัว แต่ได้พื้นที่เพิ่มเป็น 20 เท่า เพื่อชาวนาถือว่าคุ้ม

ถ้ามองในแง่ ทำให้ชาวนาได้เห็นเป็นตัวอย่าง ทำประกันแล้วดีอย่างไร เพื่อปีต่อๆไป ชาวนาจะได้คิดทำกันเอง…ถ้าไม่ติดนิสัยแบมือขอ รอรัฐจ่ายให้ท่าเดียว ไปเสียก่อน

แต่กระนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน เพื่อให้โครงการบรรลุผลได้จริง รัฐต้องให้ความสำคัญกับการเคลมประกันด้วย นาข้าวเสียหายประกันจ่ายให้จริงแค่ไหน จะเบี้ยวซึ่งหน้าเหมือนประกันภัยอย่างอื่นไหม ที่สำคัญผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่ประกาศเขตภัยพิบัติ ต้องติวเข้มกันหน่อย

จะประกาศภัยพิบัติได้ขนาดไหน เพราะไม่ประกาศ ชาวบ้านอดได้เงินประกัน เป็นปัญหามานักต่อนักแล้ว…อย่าให้เกิดขึ้นอีกเชียว ไม่อย่างนั้น เป้าหมายลึกของโครงการพังครืนแน่.

สะ-เล-เต

 

“มะยงชิดท่าอิฐ” ปลูกกินขายราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นายเกษตร 29 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649146


ผู้อ่านจำนวนมาก อยากทราบว่า “มะยงชิดท่าอิฐ” เป็นอย่างไร ซึ่งมะยงชิดดังกล่าว นิยมปลูกกันแพร่หลายตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์และ

จัดเป็นมะปรางชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกลายพันธุ์จนมีผลขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อหนา เมล็ดเล็ก รสชาติหวานนำมีรสเปรี้ยวเจือปนเล็กน้อย วัดความหวานได้ประมาณ 17.1 องศาบริกซ์ โดยในสมัยนั้นนิยมเรียกว่า “มะปรางเสวย” มีแหล่งที่ปลูกในท้องที่ ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.นนทบุรี จากนั้นจึงได้กระจายพันธุ์ปลูกไปในแถบพื้นที่ใกล้เคียงเช่น ต.บางขุนนนท์ อ.บางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ได้รับความนิยมจากผู้ปลูกและผู้รับประทานอย่างกว้างขวางเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในชื่อ “มะยงชิดท่าอิฐ” ดังกล่าว

มะยงชิดท่าอิฐ อยู่ในวงศ์ ANACARDIA CEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ใบออกตรงกันข้าม รูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายและโคนใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนาและแข็ง สีเขียวสดและเป็นมัน ใบดกให้ร่มเงาดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีขาวนวล “ผล” รูปไข่ค่อนข้างยาวและรี ผลโตเต็มที่ประมาณไข่เป็ด มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 10-15 ผลต่อ 1 กิโลกรัม ผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในเยอะเนื่องจากเมล็ดเล็ก เนื้อสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานปนเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่มีเสี้ยนและไม่มียางขม รับประทานอร่อยมาก สามารถเก็บผลไว้ได้นานหลายวันโดยผลไม่ช้ำหรือเนื้อเละแต่อย่างใด ติดผลดกเต็มต้นปีละครั้งตามฤดูกาล ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด หลังปลูกมีดอกติดผลโตเท่าปลายนิ้วก้อยใส่ปุ๋ย 13-13-21 พร้อมฉีดพ่นสารสะเดาป้องกันโรคแมลง เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ปฏิบัติเหมือนเดิม จะทำให้ “มะยงชิดท่าอิฐ” ติดผลดกเช่นเดิม

มีกิ่งตอนแท้ขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 11 แผง “คุณหมู” หรือ “สวนวิภูวดี” โทร.08-1861-6644 และที่งานเกษตร จ.ปราจีนบุรี ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.-3 ก.ค.59 ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

ปลานวลจันทร์ทะเล หนึ่งเดียวในพระราชกระแสรับสั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/649497


นวลจันทร์ทะเล…ไม่เพียงจะเป็นปลาประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังเป็นปลาเศรษฐกิจของหลายประเทศ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน…แต่คนไทยแทบไม่รู้จัก ไม่นิยมรับประทาน ทั้งที่รสชาติไม่แพ้ปลากะพงขาว ปลาซาบะ โดย เฉพาะความมันต้องยกนิ้วให้

และที่ไม่ค่อยรู้กัน “นวลจันทร์ทะเล” ถือเป็นปลาชนิดแรกและชนิดเดียว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมประมงเพาะพันธุ์ เพื่อส่งเสริมให้เป็นปลาเศรษฐกิจ มาตั้งแต่ปี 2508 หลังมกุฎราช กุมารประเทศญี่ปุ่นได้ทูลเกล้าฯถวาย ปลานิล เมื่อ 25 มี.ค. 2508

26 เม.ย. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรลูกปลานวลจันทร์ทะเล ที่สถานีประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จับจากทะเลมาเลี้ยงไว้ในบ่อดิน (ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์)

“ทรงมีกระแสรับสั่ง ให้กรมประมงทำการศึกษาขยายพันธุ์ปลานวลจันทร์ จึงได้มีการนำปลาส่วนหนึ่งไปทดลองเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน โครงการพระราชดำริ โครงการแรกที่ได้สร้างเมื่อปี 2506”

นายธเนศ พุ่มทอง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า แต่ด้วยขณะนั้นความก้าวหน้าด้านวิชาการประมงของไทยยังไม่ดีพอ ปลาที่เอาไปปล่อย ไม่รู้หายไปไหนหมด ชาวบ้านก็ไม่ให้ความสนใจ พลอยทำให้การเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ซาตามไปด้วย…กระทั่ง 4 ธ.ค.2544 พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสถึงเรื่องปลานวลจันทร์อีกครั้ง

ศูนย์วิจัยฯรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาใหม่ คราวนี้ไม่เหมือนก่อน เพราะองค์ความรู้มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยมากกว่า…นำปลาที่เลี้ยงไว้มาผสมเทียมเป็นผลสำเร็จ นำลูกพันธุ์ไปเลี้ยงในแหล่งน้ำเพื่อศึกษา จนได้องค์ความรู้มากพอ ปี 2553 เริ่มถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร จัดฝึกอบรมหลักสูตรการเลี้ยงปลานวลจันทร์

“แต่เลี้ยงแล้ว ไม่รู้จะเอาไปขายใคร ไม่มีใครอยากกิน เนื่องจากก้างเยอะ เราต้องส่งคนไปเรียนวิธีแกะก้างปลาและแปรรูปที่ฟิลิปปินส์ เขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เพราะเป็นปลาประจำประเทศ ประชาชนนิยมบริโภคมาก”

ผอ.ธเนศ บอกว่า เมื่อได้ความรู้มาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน ปี 2556 จัดตั้งกลุ่มแปรรูปปลานวลจันทร์ทะเลบ้านคลองวาฬ ตามแนวพระราชดำริ รับปลาจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ มีทั้งปลานวลจันทร์ทะเลถอดก้าง, ปลานวลจันทร์ทะเลแดดเดียว, ปลานวลจันทร์ทะเลรมควันก้างนิ่ม, ปลานวลจันทร์ทะเลหมักสูตรฟิลิปปินส์, ปลานวลจันทร์ทะเลต้มเค็ม, เบอร์เกอร์ปลานวลจันทร์ทะเล นอกจากนั้น เนื้อปลายังสามารถนำมาแปรรูปเป็นน้ำยาขนมจีน ไส้กรอก ลูกชิ้น ปลา กระป๋อง ได้สารพัด

ที่สำคัญเลี้ยงง่าย สามารถเลี้ยงร่วมกับกุ้งได้ เพราะเป็นปลาที่กินพืช ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ ปลาหนัก 1 กก. มีต้นทุน 30 บาท ในขณะที่ปลากะพงขาวอยู่ที่ 50–60 บาท…สนใจสอบถามได้ที่ 0–3266–1398.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

 

“วิจารย์” ปลัดทรัพยากรฯ- “มานัส” อธิบดี ศน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750806


“วิมลลักษณ์” ผอ.สศร.-“ชาย-พีรพน”รองปลัด วธ. nทส.รับซี10 อีก5ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ แทนนายเกษมสันต์ จิณณวาโส อดีตปลัด ทส. ที่ถูกโยกย้ายไปดำรง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ การแต่งตั้งนายวิจารย์ เป็นปลัด ทส. ถือว่าอยู่นอกเหนือความคาดหมาย เนื่องจากแต่เดิมมีการคาดการณ์ว่า พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.จะแต่งตั้งนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัด ทส.ที่มีอาวุโสสูงสุด หรือนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งมีความใกล้ชิด คนใดคนหนึ่งเป็นปลัด ทส. แต่ปรากฏว่าทั้งนายจตุพรและนายชลธิศ ต่างมีปัญหาในการทำงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น นายจตุพร สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ จนถูกโยกย้าย ขณะที่นายชลธิศ ก็มีปัญหาเรื่องการแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้นที่ไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งการพาข้าราชการกรมป่าไม้กว่า 30 คนไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น พล.อ.สุรศักดิ์ จึงแต่งตั้งนายวิจารย์ ที่มีบุคลิกกลางๆ และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายขึ้นมาทำหน้าที่ปลัด ทส. ในที่สุด

วันเดียวกัน ทส.ได้ประกาศเปิดรับการสรรหาข้าราชการระดับ 10 เพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ทส. จำนวน 5 ตำแหน่งที่ว่างลง โดยเปิดรับจากตำแหน่งรองอธิบดีจากทุกกรมและจะปิดการรับสมัครในวันที่ 15 ต.ค.นี้ และจะส่งผลให้ตำแหน่งรองอธิบดีอีก 5 ตำแหน่งว่างลง รวมทั้งตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษของนายวิจารย์ ที่ขึ้นเป็นปลัด ทส.ว่างลงอีก 1 ตำแหน่งด้วย

ส่วนกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ครม.มีมติตั้ง นายชาย นครชัย ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นรองปลัด วธ. นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้ตรวจราชการ วธ. เป็นรองปลัด วธ. น.ส.วิมลลักษณ์ ชูชาติ รองปลัด วธ. เป็น ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและนายมานัส ทารัตน์ใจ ผู้ตรวจราชการ วธ. เป็นอธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) ทั้งนี้ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วธ.กล่าวว่า การปรับโยกผู้บริหารเป็นการขยับตำแหน่งเพื่อให้การทำงานของกระทรวงมีระบบมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการทำงานหลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายการทำงานในรูปแบบเครือข่าย และการบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น จากนี้ ผู้บริหาร วธ.จะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปยุทธศาสตร์วัฒนธรรมในระยะ 20 ปี ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น.

 

ปกป้อง…มรดกชาติ เปิด “5 ยุทธศาสตร์” แผนปฏิรูปอุทยานแห่งชาติ 20 ปี ระหว่าง 2560-2579

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742126


ปฏิรูปอุทยานแห่งชาติ!

ทำไม…ต้องปฏิรูป?

น่าจะเป็นคำถามที่ตามมาทันที และคำตอบก็คือ เพราะอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกรมขนาดใหญ่ ดูแล “ป่าอนุรักษ์” ที่เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถึง 60-70% ของประเทศ

และที่สำคัญ คือเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล เพราะคงต้องยอมรับความจริงว่า แม้กรมอุทยานฯ ที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 15 จะมีจุดแข็ง คือ ระบบงานป้องกันรักษาป่าที่ พอใช้ได้ จำนวนหน่วยพิทักษ์ป่ากระจายอยู่เพื่อดูแลป่ามีพอสมควร มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันดูแลรักษาป่าที่ทำงานในพื้นที่จริงในระดับที่ป้องกันพื้นที่ไม่ให้ถูกบุกรุกได้

แต่ขณะเดียวกันก็คงปฏิเสธไม่ได้ถึง จุดอ่อนที่ดูเหมือนยิ่งนับวันจะขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ การมีชุมชนที่ทับซ้อนอยู่ในป่าอนุรักษ์ ตามข้อมูลของกรม 184,710 ราย จำนวน 2,225,540 ไร่ ซึ่งจริงๆอาจจะมากกว่านี้ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการรักษาป่า เพราะชุมชนเหล่านี้มีแนวโน้มขยายที่ทำกินทุกปี

นี่คือปัญหาใหญ่และท้าทายศักยภาพของกรมอุทยานแห่งชาติฯ

ทั้งนอกจากการดูแลพื้นที่ป่ามิให้ลดลงแล้ว ยังมีอีกหลากหลายหน้าที่ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ การรักษาระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในเรื่องสัตว์ป่า พรรณไม้ และอื่นๆ เช่น ปะการัง หญ้าทะเลด้วย

โดยเฉพาะอุทยานฯ ทางทะเล ปัญหาคือเมื่ออุทยานฯ มีการท่องเที่ยว และสร้างรายได้มหาศาล ล่าสุดเกือบ 2 พันล้านบาท บุคลากรส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัวและปรับภารกิจที่มุ่งเน้นการทำงาน ดูแลและบริการนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้ไม่มีการเดินลาดตระเวนป่าครอบคลุมทั้งพื้นที่อย่างทั่วถึงและยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยคุกคามระบบนิเวศจากการล่าสัตว์ ตัดไม้มีค่า รวมถึงการเก็บหาของป่าที่เกินกำลังการผลิตของระบบนิเวศ ตลอดจนการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศแนวปะการังที่ส่วนใหญ่เกิดจากการท่องเที่ยวทางทะเล

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อาทิ แนวเขตอุทยานฯ ส่วนใหญ่ไม่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพ การ บริหารด้านนันทนาการ ไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เป็นต้น

“กรมอุทยานฯ กำลังจัดทำยุทธศาสตร์แผนปฏิรูปอุทยานแห่ง ชาติ 20 ปี ระหว่าง 2560–2579 ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี เพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ จะมีการปรับเปลี่ยนกลไกให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรประเทศ รวมทั้งแก้ปัญหาทรัพยากรถูกทำลาย เสื่อมโทรมจากการท่องเที่ยว คุณภาพอุทยานฯ ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การบริหารจัดการขาดประสิทธิภาพไม่ทันสมัย ขาดการมีส่วนร่วม” นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าว

ทั้งนี้ ในยุทธศาสตร์ฯ 20 ปี จะมี 5 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1. การคุ้มครอง ดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการลาดตระเวนแผนใหม่และพัฒนาระบบติดตามประเมินผล การแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินในพื้นที่อุทยานฯ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เป็นต้น

2.การดูแลรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวและการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จะมีการจัดทำมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการขยะและน้ำเสียในอุทยานฯ พัฒนาระบบความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นต้น 3.การวิจัยและพัฒนาเพื่อการจัดการอุทยานแห่งชาติ จะมีการพัฒนาระบบข้อมูลสถานภาพทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดตั้งกองทุนตอบแทนระบบนิเวศ การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพยากรที่มีความโดดเด่นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การยกระดับคุณภาพอุทยานฯ เป็นต้น 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ จะมีโครงการต้นแบบการบริหารจัดการอุทยานฯแบบบูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารในการจัดการอุทยานฯ การจัดหาอาวุธปืน การกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯ เป็นต้น และ 5.การส่งเสริมการบริหารจัดการตามแนวทางประชารัฐ จะจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครรักษ์อุทยานฯ จัดตั้งแนวร่วมพิทักษ์อุทยานฯ ส่งเสริมให้เอกชนมีบทบาทในการให้บริการ เป็นต้น

“เบื้องต้นได้มีการจัดลำดับความสำคัญของอุทยานฯเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ โดยกลุ่ม A เป็นอุทยานฯ มีความสำคัญมาก 26 แห่ง อาทิ เขาใหญ่ สิมิลัน อ่าวพังงา ดอยอินทนนท์ เป็นต้น กลุ่ม B มีความสำคัญสูง 53 แห่ง อาทิ เขาแหลม ไทรโยค ดอยสุเทพ ศรีสัชนาลัย แก่งกรุง ภูเรือ เป็นต้น และกลุ่ม C มีความสำคัญระดับปานกลาง 69 แห่ง อาทิ ป่าหินงาม เขาค้อ เขาสิบห้าชั้น นันทบุรี เป็นต้น” อธิบดีกรมอุทยานฯขยายภาพการดำเนินการปฏิรูปอุทยานเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” เห็นด้วยกับการปฏิรูปอุทยานฯ 148 แห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนใหม่ ที่ต้องบริหารงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

และที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ เพื่อหยุดพฤติกรรมต่างๆที่กำลังทำให้อุทยานแห่งชาติไม่ไปเป็นแหล่งทำเงินทำทองให้กับคนบางกลุ่ม

เพื่อรักษาอุทยานแห่งชาติให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยตราบนานเท่านาน.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

 

“เหี้ย”เมืองจิงโจ้บุญดีกว่าที่สวนลุมพินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737106


ในขณะที่ตัว “เหี้ย” หรือที่ชื่อใหม่ว่า “วรนุส” กำลังถูกจับเพื่ออพยพย้ายที่อยู่ ไม่ให้บาดตา แต่ตัวแบบเดียวกันนี้ ที่ออสเตรเลีย กลับได้รับการปกป้องคุ้มกัน ให้รอดจากพิษ ของกบพิษชนิดหนึ่ง

เหี้ยแบบเดียวกันนี้ ต้องพากันล้มตายเพราะไปกินกบพิษ ซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุม นักสัตววิทยาชาวเมืองจิงโจ้ได้เข้าช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้ล้มตาย

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์แจ้งว่า ได้ช่วยเหลือตัวเหี้ยเหล่านี้ ด้วยการฝึกให้มันกินลูกของกบพิษที่มีพิษน้อยกว่าตัวโตแล้ว มันจะได้รู้จักว่ากบพวกนี้มีพิษกินไม่ได้ หัวหน้านักวิจัยวอร์ดเฟียร์กล่าวว่า เขาก็อดแปลกใจไม่ได้เหมือนกัน เมื่อเหี้ยที่ผ่านการฝึกเหล่านี้แล้ว จะเข็ดไม่กินกบพิษอีกต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องซึ่งไม่น่าจะพบเห็นได้ในป่า

กบพิษ มีผู้นำมาเลี้ยงในออสเตรเลีย ตั้งแต่พ.ศ.2473 เพื่อให้ช่วยจับแมลงกินต้นข้าว แต่ปรากฏว่า พวกมันกลับขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนไม่อาจหยุดยั้งได้ เป็นเหตุให้สัตว์พื้นที่บางชนิดถูกทำลายล้าง ในจำนวนนั้นก็ได้แก่ เหี้ยจุดเหลือง ซึ่งพากันล้มตายลงมากถึงร้อยละ 90 นักวิจัยบอกว่า เพียงแต่เมื่อกินกบเหล่านี้เข้าไป ไม่ถึงครึ่งนาทีก็ตาย นักวิทยาศาสตร์แจ้งว่า ที่รู้สึกแปลกใจมากกว่าก็คือ บรรดาฝูงเหี้ยที่ผ่านการ ฝึกไม่ให้กินกบพิษครั้งนี้ ไม่กล้ากินกบเหล่านี้อีกเลย แสดงว่ามันเข็ดเขี้ยว และยังคงจำความรู้นี้กับตัวได้ เป็นเวลานาน.

 

ไซเตสลดระดับความกังวล “งาช้างไทย” ทส.ใช้ ม.44 ตรวจดีเอ็นเอช้างเลี้ยงทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735246


เผางาแอฟริกาอีก 2-3 ตัน

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) หรือ CITES CoP17 ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 24 ก.ย.-5 ต.ค.นี้ ว่า ขณะนี้มีเรื่องที่น่ายินดีที่ไซเตสมีความกังวลเกี่ยวกับการค้างาช้างในประเทศไทยลดน้อยลง เนื่องจากไซเตสรับทราบถึงความคืบหน้าและความจริงจังในการแก้ปัญหาการลักลอบค้างาช้างของไทย นอกจากนี้ ยังมีงาช้างแอฟริกาที่อยู่ระหว่างการ ดำเนินคดีอีกประมาณ 2-3 ตัน ซึ่งหากคดีหมดอายุความแล้ว จะมีการทำลายงาช้างดังกล่าวทันที

นายเกษมสันต์กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการต่อไป ทส. ได้ออกร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองฉบับใหม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบถ้อยคำก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คาดว่าจะบังคับใช้ได้ภายใน 1 ปี ทั้งนี้จะมีบทลงโทษผู้ลักลอบครอบครองงาช้างผิดกฎหมายทั้งจำคุกและโทษปรับซึ่งกำหนดในอัตราค่อนข้างสูง รวมทั้งการเจรจาและขอแก้ไขระเบียบ ว่าด้วยการสัตว์พาหนะของกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการจดทะเบียนลูกช้าง โดยกฎหมายเดิมกำหนดให้จดทะเบียนลูกช้างเกิดใหม่อายุไม่เกิน 8 ปี ถึงจะเอาไปทำตั๋วรูปพรรณ จึงเป็นปัญหาของการนำลูกช้างป่ามาสวมสิทธิได้ โดยจะมีการแก้ไขลดอายุการจดทะเบียนลูกช้าง เป็นต้น

ปลัด ทส.กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ ทส.จะขอให้รัฐบาลออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อให้ปางช้างทั่วประเทศให้ความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ในการตรวจดีเอ็นเอช้างเลี้ยงประมาณ 3,500 ตัวทั่วประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลช้างบ้าน เชื่อว่าหากใช้มาตรา 44 จะช่วยป้องกันในการนำช้างป่ามาสวมเป็นช้างบ้าน ได้และคาดหวังว่าการประชุมไซเตสครั้งต่อไปจะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการแบนของไซเตสได้.

 

สกทช.อัพเกรดที่อยู่ริมคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730169


พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยภายหลังให้เครือข่ายสถาบันการจัดการที่ดินชุมชนแนวใหม่ 5 ภาค (สกทช.) หารือเตรียมการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของเครือข่าย สกทช. ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้จัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง ระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) โดยบูรณาการร่วมกับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กรุงเทพมหานคร กรมธนารักษ์ และเครือข่าย ชุมชน มีเป้าหมายดำเนินการปี 2559-2560 ในพื้นที่คลองลาดพร้าว 41 ชุมชน 6,606 ครัวเรือน ทั้งนี้ สกทช.ได้ขับเคลื่อนงานบ้านมั่นคง-เป็นสุขสามัคคี ในพื้นที่เขตจตุจักร 7 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนพหลโยธิน 46 ชุมชนชายคลองเสนานิคม 2 ชุมชนพหลโยธิน 32 ชุมชนหลัง ม.ราชภัฏจันทรเกษม ชุมชนโรงเจ ชุมชนริมคลองลาดพร้าวภาวนา และชุมชนหลังตลาดสุภาพงษ์ โดยภายในเดือน ต.ค.นี้ จะจัดเช่าที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้าน ส่วนชุมชนอื่นๆ ที่พร้อมจะทยอยรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านตามแผนต่อไป.

 

พม.เตรียมขยายอาชีพคนพิการป้อนงานสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717755


นายสมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ จ.นนทบุรี หรือโรงงานปีคนพิการสากล เป็นหน่วยงาน เดียวของ พม.ที่ดำเนินงานในรูปแบบสถานที่ทำงานของคนพิการ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว โดยบริหารงานในลักษณะธุรกิจเพื่อสังคมด้วยเงินนอกงบประมาณประเภทเงินอุดหนุน หมุนเวียนโรงงานในอารักษ์ ภายในศูนย์มี 2 แผนกคือ แผนกผลิตภัณฑ์จากจักรอุตสาหกรรม ได้แก่ กระเป๋าผ้าแบบต่างๆ เสื้อผ้า มีการรับสั่งทำ และจัดจำหน่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ และแผนกผลิตน้ำดื่มบรรจุในภาชนะที่ปิดมิดชิดภายใต้ตราประชาบดี ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว

นายสมคะเน จริตงาม ผอ.ศูนย์พัฒนาอาชีพคนพิการ จ.นนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้แผนกผลิตภัณฑ์จากจักรอุตสาหกรรมมีคนพิการทำงาน ในศูนย์ 34 คน และมีการส่งชิ้นงานไปให้ทางศูนย์พัฒนาอาชีพในภูมิภาค ที่ จ.ลพบุรี นครศรีธรรมราช และราชบุรี เพื่อให้คนพิการที่ผ่านการ อบรมได้ทำเป็นอาชีพ รวมแล้วมีคนงานพิการในแผนกนี้ทั้งหมด 71 คน ขณะนี้มีการฝึกอบรมให้กับคนพิการที่ศูนย์ จ.อยุธยา โดยปี 2560 ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มผู้พิการในภูมิภาคให้ทำงานกับเราอีก 25 คน ทั้งนี้ ต้องการให้ศูนย์นี้เป็นต้นแบบ นำไปขยายผลในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนพิการได้ทำงานในพื้นที่.