นายกฯสั่งแก้ ก.ม.ขยะทำมา 2 ปีสุดอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650972


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข พ.ร.บ.ขยะ เพื่อทำให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบและสอดคล้องกัน เพราะการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเร่งมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังได้ผลไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งทำให้รู้สึกเป็นกังวลมาก ขณะที่กระบวนการกำจัดขยะตกค้างของหลายท้องถิ่นก็เป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง สาเหตุเพราะปัญหาการจัดการขยะขาดความเชื่อมโยงกัน กฎหมายขาดความชัดเจน ทำให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบกันคนละส่วน เกิดปัญหาต่างคนต่างทำ จนขาดเอกภาพในการทำงาน ดังนั้นได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงมหาดไทย เป็นแม่งานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ โดยวางกรอบดำเนินงานระยะเวลา 1 ปี คือ ระหว่างเดือน มิ.ย. 2559 ถึง มิ.ย. 2560 พร้อมกับวางเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศให้ได้ร้อยละ 5 จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตันต่อปี โดยยึดหลักการสำคัญ คือ การใช้หลัก “3R” ประกอบด้วย 1.Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง 2.Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และ 3.Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะการนำหลัก 3R มาใช้เพื่อลดการเกิดขยะโดยไม่จำเป็น เช่น ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้แก้วน้ำแทนแก้วกระดาษที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นต้น.

 

ร้อง “เขาใหญ่” ขโมยไม้-ทุจริตเงินบริจาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648926


เอ็นจีโอเสนอ “ปิดอุทยานฯ” ช่วงฤดูแล้ง อธิบดีสวนกลับแก้ปัญหาได้

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สมาคมเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่ดงพญาเย็น นำโดยนายกฤษติชัย สุขมังสา นายกสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. เพื่อขอให้มีการปิดอุทยานฯเขาใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง มีนายสากล ฐินะกุล ผู้ตรวจราชการ ทส. รับเรื่องไว้ โดยนายกฤษติชัยกล่าวว่า สมาคมขอเสนอให้มีการปิด อุทยานฯ เขาใหญ่ในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน มี.ค-พ.ค.เพื่อให้อุทยานฯเขาใหญ่ได้ฟื้นฟูทั้งด้านผืนป่าและสัตว์ป่า รวมทั้งมีเหตุผล 5 ข้อที่สมควรจะปิด ได้แก่ 1.ปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง มีทั้งการลักลอบตัดไม้และการขโมยไม้ของกลางซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ทำการของอุทยานฯ คาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ต้องรู้เห็นและทำกันเป็นขบวนการอย่างแน่นอน 2.สัตว์ป่าออกหากินนอกอุทยานฯ เนื่องจากภัยแล้งขาดแหล่งอาหาร น้ำ 3.สัตว์ป่าในอุทยานฯ เขาใหญ่ถูกรถชนตาย 4.การบริหารและใช้เงินศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาทิ นำไปซื้อรถพยาบาลราคา 1.5 ล้านบาท แต่ไม่มีใครกล้าเซ็นรับรถคันดังกล่าวและเกือบ 2 ปีแล้วที่ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ ขณะที่วัตถุประสงค์เงินบริจาคศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มีไว้เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ เป็นทุนการศึกษาของบุตรหลานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น และ 5.การแต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานฯเขาใหญ่ ปัจจุบันไม่มีรายชื่อในส่วนของภาคประชาชนเลย

นายกฤษติชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สมาคม ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวพบงาช้างและได้ส่งคืนให้กับอุทยานฯเขาใหญ่ แต่หัวหน้าอุทยานฯเขาใหญ่กลับนำเอาไปถวายให้กับพระชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ปัญหาทั้งหมดนี้จึงอยากเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ตรวจสอบแล้ว บางเรื่องอุทยานฯ เขาใหญ่อาจจะมีปัญหาจริง แต่อยู่ในวิสัยที่แก้ปัญหาได้ เช่น เรื่องไม้พะยูง แต่คงไม่ถึงขั้นต้องปิดอุทยานฯ ตามที่เสนอมา.

 

งาน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ปลุกสำนึกคนไทยร่วมแก้ปัญหา “สัตว์ป่า” สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648454


“หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์”

คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Environment Programme) หรือ UNEP กำหนดให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์การ “ล่า-ค้า” สัตว์ป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก

โดยในส่วนของประเทศไทย สถานการณ์สัตว์ป่ายังน่าเป็นห่วง แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แต่ขบวนการค้าสัตว์ป่ากลับไม่ได้เกรงกลัว การล่าสัตว์ป่ายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

คดีการลักลอบค้าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉพาะที่จับได้ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557–30 ก.ย.2558 มีถึง 534 คดี

เพราะการลักลอบล่า-ค้าสัตว์ป่า ถือเป็นขบวนการธุรกิจข้ามชาติที่ทำกำไรมหาศาลส่งผลให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แล้วนำออกมาขายให้กับขบวนการค้าสัตว์ป่าทั้งในและต่างประเทศ

ผลกระทบจากการค้าผนวกกับการสูญเสียพื้นที่ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์ป่าทั้งสิ้น 1,932 ชนิด แยกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 335 ชนิด 2.นก 1,012ชนิด 3.สัตว์เลื้อยคลาน 413 ชนิด และ 4.สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 172 ชนิด

โดยสถานภาพของสัตว์ป่าประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 1 ชนิด คือ สมัน ขณะที่ 4 ชนิด อยู่ในสถานภาพสูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ คงเหลือเฉพาะในศูนย์เพาะเลี้ยงเท่านั้น ได้แก่ แรด กูปรี กระซู่ และละมั่ง นอกจากนี้ยังมี 12 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ ค้างคาวคุณกิตติวัวแดงกวางผา พะยูนและมี 35 ชนิดอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่อีก 69 ชนิด มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

สำหรับประเภทนก สูญพันธุ์ไปแล้ว 2 ชนิด คือ นกช้อนหอยใหญ่และนกพงหญ้า สูญพันธุ์จากธรรมชาติ 2 ชนิด คือ นกกระเรียนพันธุ์ไทยและนกช้อนหอยดำ และมีอีก 43 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ นกตะกราม นกแต้วแล้วท้องดำ และเป็ดก่า ขณะที่อีก 66 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และ 71 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

ประเภทสัตว์เลื้อยคลาน สูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว 1 ชนิด คือ ตะโขง และอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 11 ชนิด เช่น จระเข้น้ำจืด เต่าตนุ เต่าลายตีนเป็ด ตะพาบม่านลาย ขณะที่ 5 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และอีก 16 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี 5 ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่าต้องตกอยู่ในสถานภาพดังกล่าว เพราะการบุกรุกทำลายป่าทำให้สัตว์ป่าสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แต่ที่ร้ายไปกว่าก็คือการคุกคามสัตว์ป่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งการฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงสาเหตุของปัญหา

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเข้มข้นและสอดรับกับการรณรงค์ของ UNEP ที่เริ่มรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า” ใน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มอบให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ บังคับใช้กฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทยอย่างจริงจัง

“นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมส่ง เสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด ได้แก่ กระซู่ เลียงผา สมัน นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร กูปรี นกกระเรียน นกแต้วแล้วท้องดำ ควายป่า แมวลายหินอ่อน กวาง ผา เก้งหม้อ สมเสร็จ แรด พะยูน ละมั่ง และสัตว์ป่าคุ้มครอง 1,292 ชนิด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำใดๆที่เอื้อให้เกิดการล่าหรือคุกคามสัตว์ป่าจนอาจทำให้สูญพันธุ์ได้” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

และ ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ กระทรวงทรัพยากรฯ จะจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อเปิดการรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” ที่ห้างสยามพารากอน เพื่อปลุกจิตสำนึกคนไทยให้เห็นถึงคุณค่าของสัตว์ป่ารวมทั้งเกิดความตระหนักต่อสถานการณ์การคุกคามสัตว์ป่า

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” เห็นด้วยที่จะต้องหยุดวงจรอันเลวร้ายที่เกิดขึ้น นั่นคือต้องหยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า ตลอดจนหยุดพฤติกรรมทุกๆอย่างที่จะนำมาซึ่งการคุกคามล่าสัตว์ป่าไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นสาเหตุทำให้สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์ไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบต่อความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะต้องได้รับผลพวงจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ คือ ผู้ล่า ผู้ฆ่า และผู้ซื้อ นั่นเอง

ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นคือเมื่อธรรมชาติขาดสมดุล มนุษย์ทุกคนย่อมหนีไม่พ้นตกเป็นเหยื่อเองบ้าง!

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

 

ทส.เข้ม 5 เดือนลดถุงพลาสติก 88 ล้านใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/647937


ชงสัปดาห์ห้ามใช้ -รุกขจัดร้อยละ 5 ต่อปี รณรงค์วินัยจัดการแต่ต้นทาง

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้ ทส.ยกระดับโรดแม็ป การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายเนื่องจากปัญหาขยะล้นเมืองมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น ทส.จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ มีกรอบดำเนินงานปี 2559-2560 ตั้งเป้าหมายลดการเกิดขยะมูลฝอยภาพรวมของประเทศให้ได้ร้อยละ 5 จากอัตราการเกิดเฉลี่ย 23 ล้านตันต่อปี เบื้องต้น ทส.จะรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้ถุงพลาสติก ตั้งเป้าหมายให้ได้ 88 ล้านใบ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2559 ขณะนี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และร้านสะดวกซื้อ 16 หน่วยงานลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน ทุกวันพุธของสัปดาห์ ต่อไปจะกำหนดสัปดาห์ห้ามใช้โดยเด็ดขาด จึงขอเรียกร้องให้คนไทยปฏิเสธการรับถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า

รมว.ทส.กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญ คือ เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยากขอความร่วมมือทุกคนมีวินัยในการทิ้งขยะ โดยเฉพาะขยะประเภทถุงพลาสติกและโฟมต่างๆ ให้นำติดตัวออกมาทิ้งข้างนอก อย่าทิ้งไว้ในป่าหรือในทะเล เพราะนอกจากจะทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังอาจทำให้สัตว์เข้าใจว่าเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งบทเรียนเช่นนี้มีเกิดขึ้นให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้ว

ด้าน น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ทส.กล่าวว่า ขณะนี้ ทส.อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยลดการใช้ถุงพลาสติก รวมทั้งเดินหน้ารณรงค์สร้างวินัยให้คนไทยจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเข้มข้นมากขึ้น.

 

คพ.พบน้ำเสียจากปั๊มน้ำมันตกเกณฑ์มาตรฐานเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646662


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ทบทวนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากสถานีบริการมันเชื้อเพลิงที่มีการประกาศใช้เมื่อปี 2546 เพื่อปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับปัจจุบัน พร้อมสำรวจข้อมูลและเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ จ.สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี โดยพบว่า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงมีระบบบำบัดน้ำเสียหลักคือบ่อดักไขมันที่ตั้งอยู่ที่จุดเข้าและออกของสถานี โดยน้ำเสียจะถูกรวบรวมมาบำบัดที่ระบบบำบัดน้ำเสียดังกล่าว เมื่อนำน้ำทิ้งมาวิเคราะห์หาพารามิเตอร์ที่มีการควบคุมในปัจจุบัน ได้แก่ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ซีโอดี ของแข็งแขวนลอยน้ำมันและไขมัน พบว่ามีเพียง 8 สถานี จาก 66 สถานี ที่มีค่าน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คุณภาพน้ำทิ้งของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ผ่านมาตรฐาน เนื่องจากความหลากหลายของกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียไม่สามารถรองรับได้

นายวิจารย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น คพ.จึงจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะกำหนดจัดประชุมรับฟังความเห็นต่อ (ร่าง) มาตรฐานดังกล่าวต่อไป.

 

ไทยลดก๊าซเรือนกระจกสำเร็จตามเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/645837


นางระวิวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าวผลการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2559 ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไทยในฐานะประธานกลุ่ม 77 และจีน ซึ่งไทยได้ประสานให้เกิดข้อเสนอร่วมของกลุ่มให้มีความสมดุลและครอบคลุมประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนาให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การนำเทคโนโลยีสะอาดมาปรับใช้ เนื่องจากประเทศที่กำลังพัฒนามีจุดด้อยคือเรื่องเทคโนโลยี จึงต้องอาศัยประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมถ่ายทอดความรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นต้น นับเป็นก้าวย่างที่ประสบความสำเร็จในการร่วมกันกำหนดแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพของภาคีประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานและขนส่งที่ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563 ซึ่งขณะนี้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งได้ร้อยละ 10 ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

เลขาธิการ สผ. กล่าวอีกว่า สผ.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในเรื่องความร่วมมือเรื่องการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ ระหว่างไทยและออสเตรเลีย โดยสาระสำคัญคือสนับสนุนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยให้เป็นระบบโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับใช้ประกอบการจัดทำรายงานแห่งชาติ และรายงานความก้าวหน้าทุก 2 ปี.

 

ประกวดราคาฟื้นฟูคลิตี้ 582 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641287


(ภาพจาก:เว็บไซต์ กรมควบคุมมลพิษ)

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.จัดประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ราคากลางของงานจ้างในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 582,000,000 บาท ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (E-bidding) โดยได้กำหนดให้มีการเสนอราคาในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ มีขอบเขตการดำเนินงาน เช่น ทำการก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัยและดําเนินการฝังกลบตะกอนและดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว ดูดตะกอนท้องน้ำและตะกอนหน้าฝายดักตะกอนเดิม ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนรอบโรงแต่งแร่เดิม โดยการปิดคลุมด้วยดินหรือวัสดุที่มีค่าตะกั่วไม่เกินมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม และทำการก่อสร้างฝายดักตะกอนในลําห้วยคลิตี้ เป็นต้น โดยมีคณะกรรมการไตรภาคีฯจากหน่วยงานต่างๆจะมีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานโครงการฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน และเพื่อประสานการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในพื้นที่คลิตี้ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ คพ. ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว นอกจากนี้ คพ.ยังได้ดำเนินการจัดทำแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วบริเวณลำห้วยคลิตี้ ระยะที่ 2 ปี พ.ศ.2559-2564 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบ.

 

ผุดศูนย์ฯสางชุมชนรุกล้ำคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635660


พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองพื้นที่ 5 เขตห้วยขวางและวังทองหลาง ที่บริเวณสำนักงานเขตวังทองหลาง และลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนชุมชนริมคลองลาดพร้าวประชาอุทิศ จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำแนวลำคลองและทางระบายน้ำ กำหนดโครงการนำร่องพื้นที่คลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร โดยในปี 2559-2560 มีแผนดำเนิน การพื้นที่คลองลาดพร้าวใน 41 ชุมชน ซึ่งเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ มีแผนรื้อย้ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวประชาอุทิศ 86 หลังคาเรือน และเพื่อให้การขับเคลื่อน งานเห็นผลเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์กับชุมชน จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองพื้นที่ 5 เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ในการบูรณาการจัดการปัญหาและหาแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกัน และจะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการให้ครบ 6 ศูนย์ในพื้นที่ที่มีการจัดระเบียบ.

 

ทช.วิจัยปะการังพันธุ์ใหม่แก้ฟอกขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631612


นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อม ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงข่าวการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล โดยนายศักดากล่าวว่า ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นทั่วทะเลไทย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยว มูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี การแก้ปัญหาโดยการออกมาตรการควบคุมปิดแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลนั้นสามารถช่วยให้ระบบนิเวศปะการังฟื้นตัวจากการฟอกขาวได้ แต่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทช.จึงต้องหามาตรการแก้ปัญหาปะการังฟอกขาวที่อาจเกิดขึ้นอีกใน 5-10 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้ ได้จัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัย Super Coral หรือปะการังสายพันธุ์ทนทานต่ออุณหภูมิของน้ำทะเลรวมถึงการวิจัย Super Algae หรือสาหร่ายสายพันธุ์พิเศษที่สามารถลงเกาะปะการังเพื่อให้รอดจากภาวะฟอกขาวได้ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ปิดในพื้นที่ต่างๆ ต้องมีการศึกษาทางวิชาการเพื่อติดตามสถานภาพปะการังให้เป็นที่ชัดเจนก่อนจะเปิดให้ท่องเที่ยวได้

ดร.ธรณ์กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมีสาเหตุมาจากสิ่งก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่ทะเล เช่น เขื่อนกั้นปากร่องน้ำ รอดักทราย กำแพงริมฝั่ง ดังนั้นในอนาคตจะต้องมีข้อบังคับออกมาใช้ก่อนการตัดสินใจก่อสร้างทุกครั้ง และควรสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อวางแผนและแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะการติดตามผู้กระทำผิดในกรณีคราบน้ำมัน มลพิษทางทะเลหรือการจัดการแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ

ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์กล่าวว่า อยากให้ ทช.ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เร่งประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอย่างน้อย 3 แห่งให้ได้ภายในปี 2559 โดยตั้งเป้าหมายตามมาตรฐานสากลว่าจะต้องมีพื้นที่คุ้มครองอย่างน้อย 35,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 10% ของพื้นที่ทะเลไทยให้ได้.

 

สางวิกฤติเขาหัวโล้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/628343


ถึงเวลาพิสูจน์ “น้ำยา” รัฐบาล คสช. “ปลูก-ป้อง” ผืนป่าคืนความสมบูรณ์สู่แผ่นดิน

เขาหัวโล้น!

ภาพที่น่าสลดหดหู่ใจ จากป่าลุ่มแม่น้ำป่าสัก ถึงป่าลุ่มน้ำแม่ยม (งาว) ป่าลุ่มน้ำวัง (เถิน) ป่าลุ่มน้ำน่าน ป่าลุ่มน้ำปิง ฯลฯ ได้กลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้นเตียนโล่งนับแสนๆไร่ สุดลูกหูลูกตาจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างมโหฬาร จนทำให้ป่าต้นน้ำกลายเป็นเขาหัวโล้น

เขาหัวโล้น คือ การตอกย้ำ “ความล้มเหลว” ในการแก้ปัญหาการป้องกันการบุกรุกผืนป่าของหน่วยงานป่าไม้ของประเทศ โดยเฉพาะ กรมป่าไม้ กับ กรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ทั้งๆที่ปัญหาเขาหัวโล้นไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น และเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสที่รู้อยู่แก่ใจรัฐบาล เพราะในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2558 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. ได้รายงานว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าต้นน้ำ 12 จังหวัดภาคเหนือและ 1 จังหวัดภาคอีสาน คือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง ลำพูนและเลย แหล่งกำเนิดของแม่น้ำปิง วัง ยม น่านถูกบุกรุกทำลายประมาณ 8.6 ล้านไร่ มีผู้บุกรุกประมาณ 8 แสนคน ส่งผลให้เกิดปัญหาลำน้ำแห้งขอดในช่วงฤดูแล้งจนเกษตรกรในพื้นที่ราบไม่สามารถเพาะปลูกได้ ปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนจนเกิดเป็นอุทกภัยและดินโคลนถล่มและปัญหาการไหลเปื้อนของสารเคมีจากยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงสู่พื้นที่ราบสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 469,000 ล้านบาท

ก่อนที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะทำหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ ในวันที่ 9 ก.ค.2558 ให้ดำเนินการแก้ปัญหาเขาหัวโล้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว เขาหัวโล้นกลับมีมากขึ้นทุกวัน

ขณะที่การแก้ปัญหาของกระทรวงทรัพยากรฯ หน่วยงานหลักที่ต้องรับหน้าเสื่อรับผิดชอบโดยตรง กลับไม่คืบหน้าเท่าที่ควร จริงอยู่แม้ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ จะมีการฟื้นฟูปลูกป่าต้นน้ำหลายครั้งหลายหน แต่หลายคนมองว่าส่วนใหญ่เป็นได้เพียงงานอีเวนต์ เกณฑ์คนมาปลูกถ่ายรูปแล้วก็จบ ขณะที่ภาคเอกชนที่เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะและคืนกำไรสู่สังคม หรือ CSR เวลาบรรยายสรุปมีตัวเลขได้ป่าคืนจำนวนไม่น้อย แต่กลับไม่มีภาพเขาเขียวขจีให้ได้เห็นเป็นรูปธรรมเลย

จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรฯ ระบุพื้นที่เขาหัวโล้นที่ถูกบุกรายจังหวัด ดังนี้ เชียงใหม่ 1,103,499.54 ไร่ มีผู้บุกรุก 195,433 คน น่าน 1,180,859.49 ไร่ ผู้บุกรุก 69,802 คน เชียงราย 765,100.08 ไร่ ผู้บุกรุก 104,043 คน ตาก 706,990.20 ไร่ ผู้บุกรุก 104,052 คน แม่ฮ่องสอน 602,288.43 ไร่ ผู้บุกรุก 14,814 คน พิษณุโลก 176,518.61 ไร่ ผู้บุกรุก 30,000 คน เพชรบูรณ์ 560,125.66 ไร่ ผู้บุกรุก 20,112 คน พะเยา 149,320.38 ไร่ ผู้บุกรุก 14,858 คน แพร่ 126,220 ไร่ ผู้บุกรุก 14,814 คน ลำปาง 89,006.76 ไร่ ผู้บุกรุก 14,746 คน ลำพูน 39,962.73 ไร่ ผู้บุกรุก 24,660 คน อุตรดิตถ์ 118,185.86ไร่ ผู้บุกรุก 25,000 คนและเลย 1,076,089.70 ไร่ ผู้บุกรุก 56,000 คน

ข้อมูลดังกล่าว ถามว่าสวนทางกับตัวเลขพื้นที่การทวงคืนผืนป่าที่กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานฯ นำมาโชว์หรือไม่

ภาพเขาหัวโล้นใน พื้นที่ต่างๆของประเทศ ถูกโพสต์ ถูกแชร์ กระจายว่อนในโลกออนไลน์ เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ จนแทบทุกภาคส่วนทนไม่ไหว

แม้กระทั่งดารานักร้องยังตั้งกลุ่มเพื่อลงพื้นที่ไปปลูกป่า ซึ่งเท่ากับเป็นการปลุกกระแสทำให้คนทั้งประเทศหันมามอง วิกฤติ “เขาหัวโล้น” อย่างตั้งอกตั้งใจ

แต่สิ่งที่หน่วยงานรัฐทำได้ ยังเหมือนเดิม คือ กรมป่าไม้ เตรียมขยับลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อแก้ปัญหาเขาหัวโล้นกลางเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนกรม อุทยานฯ จะเปิดตัวโครงการแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้เช่นกัน พร้อมใช้เงิน 1.6 ล้านบาทจัดอีเวนต์เพื่อประชา-สัมพันธ์ให้ภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วม

ขณะที่ พล.อ.สุรศักดิ์ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ กระทรวงฯ ถือเป็นโอกาสแก้ปัญหาเขาหัวโล้นวิธีการ คือ เริ่มจากการจัดแบ่งโซนพื้นที่ในการบริหารจัดการให้ชัดเจน และจัดทำฝายกักเก็บน้ำ รวมทั้งปลูกป่าทดแทน และป้องกันไม่ให้คนเข้าไปบุกรุกอีก ส่วนประชาชนที่ยากจนเข้าไปอาศัยอยู่นั้น จะมีการจัดสรรที่อยู่ชั่วคราวให้ เพื่อบรรเทาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยบางพื้นที่อาจจะมีการออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเว้นให้ เหมือนมติ ครม.วันที่ 30 มิ.ย.2541 เรื่อง มาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้

ส่วนการใช้มาตรา 44 เพื่อนำคนออกจากป่านั้น จะใช้อย่างสร้าง สรรค์เฉพาะบางกรณีเท่านั้น

“ผมสู้กับนายทุนรุกป่ามาตั้งแต่จบเป็นทหารใหม่ๆที่ภาคใต้มาถึงวันนี้ 40 กว่าปีก็ยังต้องต่อสู้กับนายทุนรุกป่าอยู่เหมือนเดิม การบุกรุกทำลายป่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ใครตัดไม้ทำลายป่าคือการทำลายชาติ ดังนั้น จะมีการจัดทำบัญชีรายชื่อนายทุนผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกป่าเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการ” รมว.ทส.ระบุ

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม คงไม่สามารถคาดเดาได้ว่า การกู้วิกฤติเขาหัวโล้นจะเป็นแค่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนในอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยหรือไม่

แต่ที่รู้แน่ๆ คือ หากไม่สามารถแก้ปัญหาเขาหัวโล้นได้ สิ่งที่ตามมาคือ สมบัติของแผ่นดินทั้ง ป่าสงวนฯ 1,221 ป่า อุทยานฯ 100 กว่าแห่ง วนอุทยานฯ อีก 100 กว่าแห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 50 กว่าแห่ง เป็นต้น คงมีโอกาสเหลือรอดไว้ให้ลูกหลานไทยในอนาคตได้ยาก

สิ่งซึ่งเราอยากขอฝาก คือ การแก้วิกฤติเขาหัวโล้น ควรมีการดูแลพื้นที่ที่ยังมีป่าเหลืออยู่ให้เข้มข้นมากขึ้น มีการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน มีนโยบายที่เอื้อต่อการดูแลรักษาป่าอย่างจริงจัง รวมทั้ง การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

หากสางปมปัญหาเขาหัวโล้นไม่สำเร็จ ภาพภูเขาหัวโล้นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนับล้านๆ ไร่ คงกลายเป็น “ตราบาป” ที่คอยหลอกหลอนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและสังคมไทยอย่างไม่มีวันจบสิ้นแน่นอน.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม