“อภิวรรษ สุขพ่วง” เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0721151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

อันติกา

“อภิวรรษ สุขพ่วง” เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง

พื้นที่ 25 ไร่ ในตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่เคยแห้งแล้ง ขาดน้ำ ดินเสื่อมโทรม บัดนี้เขียวชอุ่มด้วยพืชพรรณนานาชนิด

กับการฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ เกิดจากหนึ่งสมองและสองมือของเด็กหนุ่ม วัยเพียง 28 ปี คุณอภิวรรษ สุขพ่วง ผู้เลือกเส้นทางชีวิตกับอาชีพ “เกษตรกรรม”

เดินออกนอกกรอบ

ทดสอบเส้นทางเกษตร

ก่อนหน้านี้ทิศทางชีวิตของคุณอภิวรรษ เป็นเฉกเช่นคนอื่นๆ เรียนหนังสือ จบปริญญา แล้วก็หางานทำ ใช้ชีวิตอยู่ในระบบลูกจ้าง

แต่ทว่าเขาคิดได้เร็ว โดยมองเพื่อนร่วมโลก แล้วเห็นว่า ทำไมกรอบชีวิตจึงเป็นเช่นเดียวกันหมด ทำงาน หาเงิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บำรุงความสุขทางกาย จนสุดท้ายก็กลายเป็นหนี้สินซึ่งกว่าจะใช้หมดบางคนอาจก้าวสู่วัยเกษียณ

แล้วเราจะเป็นเช่นนี้อีกคนหรือ?

คุณอภิวรรษ ตัดสินใจจบเส้นทางชีวิตมนุษย์เงินเดือนไว้ที่ครึ่งปี เก็บกระเป๋ามุ่งหน้าสู่บ้านเกิด และเมื่อกลับมาเขาไม่ต้องการให้ตำแหน่ง “คนตกงาน” กลายเป็นภาระของพ่อแม่ แต่จะขอแบ่งเบาภาระ

แม้รู้เห็นว่าพื้นดินแห้งแล้ง ทำกินลำบาก แต่คุณอภิวรรษ เลือกเดินหน้าสู่อาชีพเกษตรกรรม ด้วยเพราะคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”

จากการศึกษาแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงมุ่งมั่นเดินตามรอยพ่อ ก่อเกิด “ไร่สุขพ่วง”

“ต้นทุนที่ผมมีอยู่คือพื้นที่ทำกิน แต่ปัญหาคือ แห้งแล้ง ไม่มีระบบชลประทาน ดินเสื่อมโทรม นั่นหมายถึงไม่เหมาะกับการทำเกษตร แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ผมพยายามเดินทางไปศึกษาหาความรู้จากหลายๆ แห่ง กระทั่งได้พบกับแนวคิดของพระองค์ท่าน”

เดินตามรอยพ่อ

เปลี่ยนแล้ง เป็นชอุ่ม

“พื้นที่ที่ไม่มีน้ำ พระองค์ท่านสามารถสร้างให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ด้วยการปรับภูมิ ขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งผมใช้พื้นที่ส่วนนี้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วเติมประโยชน์ลงในบ่อน้ำ ด้วยการปลูกพืชน้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด โดยหวังประโยชน์จากผลพลอยได้มิใช่การฆ่า อย่างมูลของเป็ดเป็นปุ๋ย น้ำที่เลี้ยงปลาดุกก็นำไปหมัก”

ด้วยเพราะเป็นคนรุ่นใหม่จึงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ทว่ากับการลงมือเดินตามรอยพ่อ ทำให้เกิดความศรัทธาในผลที่ได้รับ

“แรกๆ กลัวจะสูญเสียพื้นที่ทำกินไปกับการสร้างบ่อน้ำ แต่เมื่อได้ปฏิบัติ ผมศรัทธา เรียกว่ายอมศิโรราบในคำสอนของพระองค์ท่าน พื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี”

คุณอภิวรรษ เริ่มเดินตามรอยพ่อต่อ โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ สร้างป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว นำดินมาปั้นเป็นคันนาสูง ปลูกพืชผักรอบคันนา นอกจากจะให้ผลผลิตแล้ว ยังช่วยรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งด้านภัยแล้ง และน้ำท่วม

ทั้งนี้กับพืชผลที่ได้นำมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปจำหน่าย จึงทำให้การปลูกไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างเพียงพอ

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอนเรื่องการพัฒนาตนเอง พัฒนาจิตใจ รู้เท่าทันตัวเอง นั่นคือเรื่องของความพอประมาณ เราจะทำอะไรต้องรู้ศักยภาพของตนเอง และต้องรู้ด้วยว่า ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ซึ่งพระองค์ท่านตรัสเสมอว่าจะทำอะไรต้องเป็นขั้นเป็นตอน อยู่บนพื้นฐานของความไม่โลภ ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น”

เดินสู่บันได 9 ขั้น

พอเพียง และก้าวหน้า

บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง คือสิ่งที่คุณอภิวรรษน้อมนำมาใช้เปรียบประดุจเข็มทิศให้ได้เดินตามไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

“บันไดขั้นที่ 1-4 ถือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน คือ ขั้นที่ 1 ทำให้พอกิน ขั้นที่ 2 พอใช้ เป็นเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ ปัจจัยในการทำอาชีพของตนเอง เช่น เป็นเกษตรกรก็ต้องทำปุ๋ยทำฮอร์โมนใช้เอง รวมไปถึงเครื่องอุปโภค สบู่ แชมพู เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ขั้นที่ 3 พออยู่ คือมีพื้นที่เป็นของตนเอง ขั้นที่ 4 พอร่มเย็น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี อย่าง การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ต่อเมื่อทำสำเร็จแล้วก็มาสู่บันไดขั้นที่ 5-9 กับเศรษฐกิจขั้นก้าวหน้า”

สำหรับบันไดขั้นที่ 5 ทำบุญ “ซึ่งธรรมะกับการสร้างบุญเป็นเรื่องสำคัญ ก่อเกิดการพัฒนาตนเอง ช่วยในด้านจิตใจ ซึ่งถ้าไม่มีข้อนี้อาจกลายเป็นคนรวยที่พร้อมจะเลว”

บันไดขั้นที่ 6 การให้ทาน รู้จักแบ่งปัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของอาหาร ทรัพย์ องค์ความรู้

บันไดขั้นที่ 7 เก็บรักษา ทั้งด้านภูมิปัญญา ความรู้ ประสบการณ์

บันไดขั้นที่ 8 การทำตลาด “ด้วยเพราะผมเป็นคนรุ่นใหม่ จึงใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง บวกกับ เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ ใส่เรื่องราวใส่คุณค่าลงในผลิตภัณฑ์ นั่นจึงทำให้เราสามารถทำน้อยได้มาก ตามที่พระองค์ท่านทรงบอกว่าให้ทำแบบคนจน คือไม่ต้องทำมาก แต่ได้มูลค่ามาก ด้วยการแปรรูป หากลุ่มลูกค้าที่เข้าใจ มีการนำเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศมาใช้ เพื่อให้ทันต่อยุคสมัย”

บันไดขั้นที่ 9 สร้างเครือข่าย เผยแพร่องค์ความรู้สู่ผู้อื่น ซึ่งไร่สุขพ่วงได้เปิดเป็น “ศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) โดยนำประสบการณ์ ความสำเร็จทั้งหมด ถ่ายทอดสู่ผู้อื่น โดยปัจจุบันมีผู้เดินทางไปเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ ปีหนึ่งจำนวนมาก

“ถ้ารู้แล้วไม่ถ่ายทอดก็จะกลายเป็นคนโลภและเห็นแก่ตัว ไร่สุขพ่วงเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ดูงาน ซึ่งผู้ที่เดินทางมาก็จะกลายเป็นเครือข่าย มีการเชื่อมโยง แบ่งปัน แลกเปลี่ยน สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เกิดการรวมกลุ่ม เครือข่ายก็จะมีความเข้มแข็ง เกิดอำนาจในการต่อรองได้”

ทำน้อย มูลค่ามาก

ได้ แล้วต้องรู้จัก ให้

คุณอภิวรรษ ยังกล่าวต่อถึงความรู้สึกกับโอกาสการเป็นผู้ให้ “สิ่งที่ผมภาคภูมิใจ คือคนที่เข้ามาเรียนรู้งานกับไร่สุขพ่วง สามารถนำไปสร้างอาชีพของตัวเองได้ แม้บางคนอยู่ในเมือง มีพื้นที่น้อย ก็สามารถสร้างรายได้ด้วยการปลูกผักในตะกร้า

ผมบอกกับผู้เรียนเสมอว่า ที่ไหนมีแสงสว่างส่องถึง ที่นั่นสร้างอาหารได้หมด และประเทศไทยคือความอุดมสมบูรณ์มีแสงส่องสว่างทั้งปี พืชผลที่ปลูกได้น้อย จะให้ได้มูลค่ามาก เราก็สอนให้แปรรูป แม้ทำงานประจำอยู่ก็สามารถสร้างอาชีพเสริมนี้ได้”

กับการเดินตามรอยพ่อมาจนถึงวันนี้ คุณอภิวรรษเชื่อว่าเป็นหนทางแห่งความยั่งยืน เสมือนการได้ย้อนกลับไปสู่วิถีของคนรุ่นก่อนเก่า ที่สามารถสร้างอาชีพ ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้ไม่ขัดสน ความสุขเกิดขึ้นในบ้านในพื้นที่เล็กๆ ของตนเอง

“ผมมาถึงวันนี้ได้เพราะพระองค์ท่านทรงบอกทรงสอน ท่านสอนให้รู้ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่งควรใช้ชีวิตอย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ถ้าไม่มีคำสอนของพระองค์ท่าน ผมคงเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้วครับ นี่คือการสูญเสียผู้ที่มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในชีวิต

จากนี้ผมตั้งใจจะทำงานให้หนักกว่าเดิม รับไม้ต่อจากพระองค์ท่าน สานงานต่อ พร้อมกับส่งต่อให้ผู้อื่น ด้วยเพราะคนที่เกิดในยุคหลังๆ ไม่ได้สัมผัสแบบผมแล้ว เราต้องทำหน้าที่แทนพระองค์ท่าน นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยหันมาสนใจอีกครั้ง

กับช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้ หากมองอีกมุมหนึ่งถือเป็นเวลาสร้างประโยชน์ต่อคนในประเทศ “ตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต มีผู้สนใจเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไร่สุขพ่วงทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ตัวเลขผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเมือง นำพาครอบครัวมาเรียนรู้การอยู่ตามแนวทางของพระองค์ท่าน

ผมถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคีเครือข่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน ให้คนหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดของพระองค์ท่าน ซึ่งเวลาที่ผมถ่ายทอดความรู้ก็จะสอดแทรกสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้เห็นหนทางออก ด้วยเพราะโลกทุกวันนี้เดินมาถึงทางตันแล้ว ทรัพยากรในโลกเริ่มหมดลง พระองค์ท่านทรงสอนให้กลับไปใช้ของเก่า กลับไปสู่วิถีชีวิตแบบคนไทยสมัยก่อน ซึ่งแม้พระองค์ท่านไม่อยู่ แต่ว่า หลักแนวคิดของพระองค์ท่านยังคงเป็นที่พึ่งได้เสมอ”

“ผมจึงตั้งมั่นจะเดินตามรอยพ่อไปตราบจนกว่าจะสิ้นลมหายใจครับ”

ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่ เลขที่ 107 หมู่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ (089) 379-8950 http://www.facebook.com/raisukphang

สงวน มงคลศรีพันเลิศ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้น “แกล้งพืช” มีเงินเก็บปีละเกือบล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0723151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

สงวน มงคลศรีพันเลิศ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้น “แกล้งพืช” มีเงินเก็บปีละเกือบล้าน

ช่วงหลายปีมานี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักไปศึกษาหาความรู้เรื่องการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่บ้านของ “คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ” วัย 56 ปี ซึ่งได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองทะเล และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน

เดินตามคำสอนของพ่อ

ทำไมต้องไปดูงานที่นี่ ก็เพราะเขาผู้นี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความสุขและครอบครัวอบอุ่นได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ที่สำคัญ ผลงานของเขาได้รับรางวัลมากมาย ทั้งระดับจังหวัดและประเทศ อาทิ เป็นเกษตรกรดีเด่น ปี 2548 สาขาปศุสัตว์, รางวัล 76 คนดีแทนคุณแผ่นดินปี 2552, รางวัลการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านประชาชนทั่วไป ปี 2550 และได้รับรางวัลศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรชนะเลิศอันดับ 1 ระดับจังหวัด ปี 2550, ชนะเลิศระดับประเทศ รางวัลมีชัย วีระไวทยะ ปี 2552 นอกจากนี้ ยังได้รับมอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรกรรม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

คุณสงวน เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า เริ่มต้นเมื่อปี 2540 ตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี มีรายได้ถึงเดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 สอนให้คิดเรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน จึงตัดสินใจกลับบ้านที่จังหวัดกระบี่ เริ่มต้นศึกษาและเรียนรู้เองจนตกผลึกทางความคิดว่า เมื่อจะทำเกษตรแบบพอเพียง ต้องสร้างโรงปุ๋ยก่อน โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้ว นำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้วัวที่มีอยู่ 4 ตัว เมื่อวัวถ่ายออกมา นำมูลของมันหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้ม ส่วนขี้วัวที่เหลือยังไปทำเป็นอาหารปลา และปุ๋ยหมักได้ โดยมีการคำนวณว่ามูลวัว 1 ตัว จะมีปริมาณถึง 2 ตัน ต่อเดือน ได้ก๊าซชีวภาพ 15-16 กิโลกรัม

ในพื้นที่เกือบ 8 ไร่ของคุณสงวน นอกจากจะแบ่งที่ดิน 5 ไร่ทำไร่นาสวมผสมแล้ว ยังจัดตั้งเป็นศูนย์ต่างๆ อาทิ เมื่อปี 2549 ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลม ตั้งศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองทะเล, ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจจากทั่วประเทศ รวมทั้งเกษตรกร และนักเรียนนักศึกษา จำนวนหลายแสนคนเข้ามาอบรมดูงาน มาเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ชูโมเดลเกษตรสวนทาง

คุณสงวน เล่าว่า ภายในศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลมนั้น จุดเรียนรู้แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1. ลดรายจ่าย 2. เพิ่มรายได้ 3. การออมหรือบำนาญ และ 4. ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็นจุดเรียนรู้กว่า 20 เรื่องด้วยกัน ซึ่งผู้คนที่มาศึกษาดูงานที่ศูนย์มักชอบถามว่าคิดได้อย่างไร จึงตอบไปว่าที่นี่เป็นเรื่องของการทำเกษตรสวนทาง อย่างเช่น ที่อื่นต้องขุดดินเพื่อปลูกต้นไม้ แต่ที่นี่จะไม่ขุดดิน และทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยวิธีการแกล้งพืช ทำให้ลำบาก ขณะที่พืชเองกลัวตายก็ต้องเอาตัวรอด

สำหรับจุดเรียนรู้ต่างๆ จะมีคำอธิบายและมีผู้รู้บรรยายให้ฟัง อย่างจุดที่ 1 การเลี้ยงวัว, แพะ (สัตว์ 4 กระเพาะ) ครบวงจรโดยไม่กินหญ้า ใช้ทางปาล์มน้ำมันมาบดและหมักเพื่อใช้เป็นอาหารแพะและวัวแทนหญ้า จุดที่ 2 การทำปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ จุดที่ 3 การปลูกผักระบบใต้ดิน (ปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ) จุดที่ 4 การผลิตอาหารสัตว์จากทางปาล์มน้ำมัน จุดที่ 5 การปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ แก้จน

จุดที่ 6 การเลี้ยงปลาแบบบ่อ 3 ด้าน โดยการทำบ่อปลาติดผนังบ้าน หรือโรงเรือนต่างๆ เพียง 3 ด้าน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จุดที่ 7 การทำน้ำส้มควันไม้ครบวงจร ได้จากการสกัดน้ำจากควันไม้ประเภทส้ม จุดที่ 8 การอบสมุนไพร จุดที่ 9 การทำและการเลี้ยงจุลินทรีย์โดยใช้ภูมิปัญญาไทย จุดที่ 10 การเลี้ยงเป็ด, ไก่ (คอล่อน) จุดที่ 11 การทำเตาก๊าซชีวภาพกลายเป็นก๊าซหุงต้มโดยใช้มูลสัตว์ จุดที่ 12 การทำน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้ภูมิปัญญา

จุดที่ 13 ตู้อบสมุนไพร จุดที่ 14 การทำน้ำยาล้างจาน จุดที่ 15 การทำอาหารปลาดุก จุดที่ 16 การทำน้ำมันนวด จุดที่ 17 การทำเห็ดอบโอ่ง จุดที่ 18 การปลูกพืชตีกลับ คือการปลูกกล้วย โดยนำเอาส่วนยอดลงเพื่อเพิ่มจำนวนของหน่อที่จะเกิดขึ้น จุดที่ 19 การเพาะถั่วงอก จุดที่ 20 การทำถังก๊าซขนาดย่อม จุดที่ 21 การทำปลาเค็มอบดิน และ จุดที่ 22 การทำน้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

ในบรรดาจุดเรียนรู้ต่างๆ มีหลายจุดที่น่าสนใจ อย่างเช่น การปลูกพืชไฮโซแบบไม่ต้องใช้ดิน ซึ่งสามารถปลูกไว้ข้างๆ บ้าน หรือตึกสูงๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินแต่อย่างใด โดยนำขุยเปลือกมะพร้าว 3 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ใส่ภาชนะ แทนการปลูกลงในดิน แล้วรองพื้นด้วยถุงพลาสติก จากนั้นก็หยอดเมล็ดพันธุ์พืชลงไป แล้วนำมาผูกกับลวดแขวนไว้ข้างบ้าน

แนะวิธีปลูกกล้วยเติมกลิ่นผลไม้

นอกจากนี้ การปลูกพืชตีกลับก็ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก ซึ่งคุณสงวนได้โชว์ให้เห็นด้วยการนำหน่อชี้ฟ้าเอาส่วนต้นที่มีใบลงดินว่า ถ้าปลูกกล้วยโดยนำหน่อหรือโคนลงดินเหมือนที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปจะได้ต้นกล้วย 1 ต้น เมื่อออกลูกจะได้เครือหนึ่งประมาณ 7-8 หวี แต่ถ้าปลูกเอาปลายลง จะได้ต้นกล้วย 3-4 ต้น ได้กล้วย 3-4 เครือ แต่ละเครือจะได้กล้วยถึง 10 หวี วิธีนี้สามารถใช้ได้กับกล้วยทุกชนิด

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วต้นไม่ตายหรือ คุณสงวน ตอบแบบติดตลกว่า “กล้วยมันมีปัญหาเลยเรียกประชุมกันด่วนว่าทำไมมั่วจังเลย เกิดสึนามิหรือเปล่า ประมาณ 15 วัน มันจะรีบขึ้นมาอย่างน้อย 3-4 ต้น พร้อมกันเลย พอมันขึ้นมาแล้ว มันจะพึ่งตัวเองคือมันจะกินตัวมันเองที่มีจุลินทรีย์ เราไม่ต้องใส่ปุ๋ย”

ทั้งนี้ ต้นกล้วยที่ได้จะมีความสูง ไม่เกิน 1.50 เมตร และจะออกเครือเร็วกว่ากล้วยที่ปลูกด้วยการนำหน่อลงดิน ที่สำคัญ ขนาดของลูกจะใหญ่ขึ้น

คุณสงวนยังมีวิธีการเพิ่มมูลค่าของกล้วยด้วยการแต่งกลิ่นเข้าไป อยากได้กล้วยรสทุเรียน รสสตรอเบอร์รี่ รสวานิลลา หรือรสสละก็สามารถทำได้ตามใจชอบ จากเดิมขายกล้วยได้หวีละไม่กี่สิบบาท แต่พอแต่งกลิ่นและรสชาติพวกนี้แล้วสามารถขายได้ถึงหวีละ 70-80 บาท ซึ่งกล้วยน้ำว้าจะเป็นกล้วยที่เติมกลิ่นได้ดี แต่ต้องทำในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น หากทำในช่วงหน้าฝนกลิ่นที่ได้จะเจือจาง

ส่วนวิธีการทำนั้น คุณสงวน บอกว่า ไม่ยากเลย พอตอนกล้วยออกปลีก็ไปเจาะหรือกรีดลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยมจนถึงไส้ทำให้เกิดแผล จากนั้นนำหัวเชื้อเข้มข้นและกลิ่นต่างๆ ที่ต้องการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ในท้องตลาดจำพวกเดียวกับที่ใช้ทำกลิ่นไอศกรีม ตกขวดละ 10 กว่าบาท นำมาชุบสำลีแล้วยัดเข้าไปในไส้ต้นกล้วย จากนั้นปิดไส้ต้นกล้วยให้เหมือนเดิม สัก 2 เดือนกล้วยก็สุกและจะได้กล้วยตามกลิ่นที่ใส่เข้าไป

คุณสงวน ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีพ่อคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีแนวพระราชดำริการพึ่งตนเองเป็นหลัก ซึ่งต้องมองตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น กลับมาพึ่งตนเองให้ได้ ตั้งความคิดให้ถูก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจพอเพียงที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ต้องมีวิชาการและภูมิปัญญาควบคู่กัน พร้อมแนวทางพึ่งตนเอง ซึ่งจะต้องเตรียม 4 อย่างคือ 1. เตรียมตัวก่อนตาย 2. เตรียมกายก่อนแต่ง 3. เตรียมน้ำก่อนจะแล้ง 4. เตรียมแรงก่อนจะทำงาน แต่ทั้งหมดนี้ต้องควบคุมด้วยความรู้ ที่อยู่บนพื้นฐานความจริงกำกับด้วยคำว่า “พอ”

ปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้บอกอีกว่า ทางศูนย์ยังได้นำกล้วยป่ามาพัฒนาพันธุ์ใหม่ไม่ให้มีเมล็ด เพราะกล้วยป่าเป็นกล้วยที่มีรสชาติดี มีความสามารถในการต้านทานโรคได้ดี กลิ่นหอมหวาน แต่คนไม่นิยมทานเพราะเมล็ดเยอะมาก และยังได้นำทุเรียนหมอนทองมาทาบกับต้นมะม่วงหิมพานต์ ทำให้ได้ทุเรียนที่มีรสชาติดี ไม่เละ สาเหตุที่นำต้นไม้ 2 ชนิดมาอยู่รวมกันนั้นเพราะมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อย

ปัจจุบัน เขามีรายได้เหลือปีละ 800,000 กว่าบาทหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว โดยมาจากรายได้ของผลผลิตบนผืนดิน 8 ไร่ ซึ่งในแต่ละเดือนมีผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านเขากลมจำนวนมาก ทำให้เขาสามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้ด้วย และยังนำผลผลิตมาเลี้ยงผู้เข้าร่วมอบรม

สนใจอยากศึกษาดูงานศูนย์ดังกล่าว ติดต่อคุณสงวนได้ที่ โทรศัพท์ (089) 590-6738

ในหลวงนักวิจัย ถึง ชาวบ้านนักวิจัย สู่อาชีพบนดอยสูง และการเกษตรอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0729151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

วัชรี

ในหลวงนักวิจัย ถึง ชาวบ้านนักวิจัย สู่อาชีพบนดอยสูง และการเกษตรอย่างยั่งยืน

“…การพัฒนาชนบท เป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ…” พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

หลักการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงยึดเป็นหัวใจสำคัญในการทรงงานพัฒนาชนบท ที่สำคัญคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งพระองค์ได้เป็นแบบอย่าง ในหลวงนักวิจัย สู่การถ่ายทอดให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยด้วย

เดินทางไปยังหมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้นำเอาหลักการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านและได้นำเอามาเป็นแบบอย่างในการทำเกษตร ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่เข้าใจหลักการทำงาน โดยได้นำเอาความเป็นนักวิจัยของในหลวงมาเป็นแบบอย่างมาพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง

โดยได้รับแรงสนับสนุนการเรียนรู้เชิงวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการสร้างองค์ความรู้ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การวิจัยเชิงนโยบาย และการวิจัยประยุกต์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น

ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยด้านชุมชนและพื้นที่ กล่าวว่า “การทำงานวิจัยคือการหาความรู้นำไปสู่การพัฒนา ผู้ศึกษาวิจัยจำเป็นต้องทำการเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับงานวิจัยให้รอบด้าน จากนั้นนำมาวิเคราะห์และวางแผนต่อ รวมทั้งการเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ เข้าไป นำไปสู่การพัฒนาแบบ งานวิจัย ซึ่งนับเป็นแนวทางเดียวกับการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“หากจะถอดแบบการทรงงานของพระองค์ที่เสด็จนิวัติประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วภูมิภาค จะเห็นว่าพระองค์จะทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง พูดคุยกับชาวบ้านถึงความเป็นอยู่ การทำมาหากิน หากมองในแง่งานวิจัย ถือว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล สร้างความเข้าใจอย่างแท้จริง หลังจากนั้น เอาข้อมูลที่ได้มาวางแผนว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อไป เมื่อได้แนวทางแล้วพระองค์ก็จะทรงนำกลับลงไปให้ชาวบ้านได้ลองปฏิบัติการ เป็นการเข้าถึง เมื่อสื่อสารถึงราษฎรมีอะไรจะได้ปรับแก้ไข เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การทรงงานของพระองค์มีการใช้กระบวนการงานวิจัยตลอด พระองค์จึงทรงเป็นในหลวงนักวิจัย”

นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาเยือนหมู่บ้านผาหมอนแห่งนี้มากถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งที่เสด็จฯ มา พระองค์จะลงพื้นที่ใกล้ชิดชาวบ้านเสมอ

โดย คุณพะโย่ ตะโล ชาวชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ วัย 75 ปี ซึ่งเป็นผู้ดูแลกาแฟต้นแรกของในหลวง รัชกาลที่ 9 เล่าให้ฟังถึงการเฝ้ารับเสด็จถึง 6 ครั้ง ที่พระองค์เสด็จฯ มาว่า “อดีตหมู่บ้านนี้เข้าถึงยากมาก ทุรกันดาร หนทางลำบาก ชาวบ้านยากจนมาก ชาวเขาโดยมากก็ปลูกฝิ่นเยอะทำกันมาแต่บรรพบุรุษ จนปี 2517 ครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ มาที่นี่ ก็เสด็จฯ กลับมาอีก ไม่ละทิ้งชาวเขายากจนอย่างเราเลย ทั้งยังทรงอยากรู้ว่าชาวบ้านมีวิถีชีวิตกันอย่างไร อยู่กินกันอย่างไร เงินทองหามาได้อย่างไร ซึ่งชาวเขาอาศัยอยู่ดอยสูงขนาดนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ มาหาได้ ชาวเขาที่นี่ภาคภูมิใจมาก พยายามทำตามที่พระองค์บอกและสอน”

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงบอกว่า “ต่อไปจะสร้างโครงการหลวง เพราะที่นี่อากาศหนาว จะเอาพืชมาให้ปลูกส่งไปขายที่โครงการหลวง ทดแทนการปลูกฝิ่น ต่อไปจะทำให้ได้เงิน” โดยพืชที่ทรงพระราชทานมาให้ในยุคแรกๆ คือ กาแฟ ด้วยเหตุผลที่ว่า กาแฟขายได้ทั่วโลก คนนิยมและต้องการ อีกทั้งการปลูกกาแฟไม่ทำลายป่า ปลูกกาแฟได้ ป่าก็ยังอยู่ได้

คุณพะโย่ เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า “กาแฟต้นแรกที่พระราชทานให้ชาวบ้าน ตนเป็นผู้ดูแลอย่างดี อายุร่วม 40 กว่าปีแล้ว ยังออกผลผลิตอยู่”

ต่อจากนั้น ชาวเขาจึงเริ่มหันมาปลูกพืชอื่นๆ ทดแทนการปลูกฝิ่น ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ข้าว พืชผัก สตรอเบอร์รี่ ดอกไม้ต่างๆ ซึ่งเน้นไม้ที่พืชพรรณเมืองหนาว โดยผลผลิตที่ได้ส่งเข้าโครงการหลวง ชาวบ้านสลับการปลูกพืชหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่

หลักการทรงงานของในหลวงนักวิจัย ทำให้ชาวบ้านเอามาเป็นแบบอย่าง จนเกิดชาวบ้านนักวิจัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อเนื่องกันมาหลายรุ่น กระทั่งหมู่บ้านผาหมอน บนดอยอินทนนท์แห่งนี้ สามารถสร้างโครงการต่างๆ ตามแนวพระราชดำริ โดยอาศัยการศึกษาวิจัยเข้าช่วย อาทิ โครงการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงศึกษานิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี คุณสุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. และกลุ่มผู้อาวุโสในชุมชน ช่วยกันดูแลและจัดการ ซึ่งสามารถคัดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวได้ โดยตั้งกลุ่มของชาวบ้านขึ้นมาช่วยกันดูแล และสร้างที่พัก เกิดการจัดสรรพื้นที่ และการช่วยกันบริหารดูแลกันขึ้นภายในกลุ่ม, โครงการธนาคารข้าว สำหรับตอบโจทย์คนในหมู่บ้านที่ข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทั้งๆ ที่หมู่บ้านก็ทำนา โดยวิธีการทำนาแบบขั้นบันได โดยปัจจุบันให้เยาวชนรุ่นใหม่ของชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการและดูแล เป็นต้น

ปัจจุบัน สกว.ฝ่ายพัฒนาท้องถิ่น ได้ใช้วิธีการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตามแนวคิดและหลักการทรงงานดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลา 17 ปี มีชุมชนวิจัยจำนวน 2,000 กว่าชุมชน มีนักวิจัยชาวบ้าน 30,000 กว่าคนทั่วประเทศ ทั้งยังพบว่า ชาวบ้านหรือทีมวิจัยส่วนใหญ่สามารถสะท้อนการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี

เช่นตัวอย่างของชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ลงพื้นที่ ยังผลให้ผู้อาวุโสของชุมชนที่เคยได้รับเสด็จ อย่าง คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินโครงการหลวง นักวิจัย วัย 53 ปี คุณพรชัย วอมือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านผาหมอน คุณสุรสิทธิ์ ไตรกระแสชน นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. วัย 55 ปี คุณสมบูรณ์ พงษ์สถิตบวร นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. วัย 60 ปี และ คุณองอาจ คามคีรีวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มวิจัยเยาวชนบ้านผาหมอน วัย 25 ปี ได้กลายมาเป็นนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. โดยใช้แนวทางการทำงานตามแบบอย่างของพระองค์ท่านมาทำงานพัฒนาชุมชนของตนเอง และถ่ายทอดไปสู่นักวิจัยรุ่นใหม่สืบต่อไปในชุมชน

นักปั่น…ไม่ฟุ้งเฟ้อ หวังใช้ “ภาพถ่าย” ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

พารนี

นักปั่น…ไม่ฟุ้งเฟ้อ หวังใช้ “ภาพถ่าย” ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

แสดงไว้ ณ The First Annual Bangkok Art & Photography Event 2007

ในยามที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ยังมีคนในชาติจำนวนไม่น้อย ออกมาแสดงน้ำจิตน้ำใจต่อกันในหลายรูปแบบ รวมถึงบริการรับถ่ายรูปให้กับผู้คนที่เดินทางมายังท้องสนามหลวงห้วงเวลานี้ แบบไม่คิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว

โดย คุณแจ๊ค-วีระยุทธ ทองโชติ อายุ 37 ปี หนึ่งในเจ้าของจิตอาสาดังว่านี้ เริ่มต้นแนะนำตัว ปัจจุบันทำงานประจำ เกี่ยวกับการเขียนลายเสื้อผ้า พวกลายไทย ลายกราฟิกสำหรับงานสกรีน เป็นพนักงานในโรงงานเล็กๆ เงินเดือนไม่มากนัก แต่อยู่ได้เพราะไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้ออะไร ข้าวของที่ใช้ราคาไม่แพง ไม่มีบัตรเครดิต หากอยากซื้ออะไรจะเก็บเงินสดซื้อ

นอกจากจะเป็นคนประหยัดแล้ว แม้เงินเดือนจะน้อยก็อยู่ได้สบาย เพราะปั่นจักรยานไปทำงาน ส่วนที่มาของการเป็น “นักปั่น” จริงจังนี้ เพราะบ้านอยู่ซอยลึก หากนั่งรถต้องมีหลายต่อ และส่วนตัวชอบจักรยานอยู่เป็นทุน เลยประหยัดค่ารถได้เป็นอย่างดี

และความที่ชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกด้วย ที่ผ่านมาจึงมีโอกาสถ่ายรูปให้เพื่อนนักปั่นเวลาไปออกทริปด้วยกัน เพราะอยากให้สังคมเห็นคนใช้จักรยานเป็นภาพที่ชินตา ให้ยอมรับและเข้าใจว่า คนใช้จักรยาน คือส่วนหนึ่งของสังคม เผื่อคนใช้รถประเภทอื่นจะมีน้ำใจต่อคนปั่นจักรยานมากขึ้น

“ส่วนตัวเจอมาเยอะ รถปาดหน้า เบียด ขับไม่ระวัง หรือไม่มีน้ำใจให้เลย เหล่านี้เป็นที่มาของการถ่ายรูป แล้วทำเพจรักคนปั่น ขึ้นมา” คุณแจ๊ค ว่าอย่างนั้น

และเล่าให้ฟังต่อ ถึงจุดเริ่มของการทำงาน “จิตอาสา” เป็นช่างภาพถ่ายรูปให้กับประชาชนทุกคนที่อยากมีภาพเป็นที่ระลึกในโอกาสมาแสดงความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ บริเวณท้องสนามหลวง แบบไม่คิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว

“ไปสนามหลวงวันแรกเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม เนื่องจากวันก่อนหน้านั้นเลิกงานเย็น เตรียมตัวไม่ทันและมีวันหยุดแค่วันอาทิตย์ โดยตั้งใจไปช่วยเก็บขยะและถ่ายภาพบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์เก็บไว้ แต่วันที่สองไปตอนกลางคืน เห็นหลายคนไม่สะดวกที่จะใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย ด้วยขีดจำกัดของมือถือแต่ละคนไม่เท่ากัน และปกติผมพกกล้องติดตัวอยู่แล้ว เลยขันอาสาช่วยถ่ายให้เขากันครับ” คุณแจ๊ค ย้อนจุดเริ่ม

สำหรับเรื่องของการถ่ายภาพเพื่อคนอื่นนั้น หนุ่มรักการปั่นผู้นี้บอก ได้แรงบันดาลใจมาจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

คุณแจ๊ค บอกต่อว่า งานจิตอาสา “ทิ้งขยะได้…ถ่ายรูปฟรี” ในครั้งนี้ มีเพื่อน “ร่วมก๊วน” นักปั่น มาร่วมด้วยช่วยกันจำนวนหนึ่ง อย่าง คุณแป๋ง-เจ้าของเพจชิวไบค์ คุณพัท-เจ้าของเพจขวัญใจช่างภาพ คุณสิง-เจ้าของเพจปั่นแค่ไหว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคนอื่นๆ มาทำจิตอาสาแบบเดียวกัน แต่เขาอาจไม่รู้จักทั้งหมด แต่ในส่วนของตัวเขานั้น พยายามจะมาให้ได้ทุกวันไม่ช่วงกลางวันก็กลางคืน ที่ผ่านมาถ่ายให้ไปแล้วนับพันภาพ โดยหลังจากเสร็จภารกิจที่ตั้งใจแต่ละวัน เมื่อกลับไปบ้านซึ่งมักเป็นเวลาดึกมากแล้ว จะต้องอัพรูปไว้ในอัลบั้มของเพจรักคนปั่นก่อน แม้บางครั้งต้องใช้เวลาถึงตี 3 ตี 4 ก็ตาม

พอเช้าวันรุ่งขึ้น ใครอยากได้รูปของตัวเอง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีกติกาว่าต้องกดไลก์หรือกดแชร์เพจของเขาแต่อย่างใด

“คงจะทำแบบนี้ต่อไปเท่าที่มีโอกาสและมีกำลังครับ ความสุขจากการเป็นผู้ให้ สุขใจไม่น้อยกว่าการเป็นผู้รับครับ” คุณแจ๊ค บอกจริงจัง

และว่า ภาพที่เห็นคนไทยช่วยเหลือกันในยามนี้ ไม่ว่าจะการบริจาค การให้บริการฟรี และทุกๆ น้ำใจ อยากให้คนไทยรักกันแบบนี้ตลอดไป อยากให้ทุกคนดำรงตัวอยู่ภายใต้บรรทัดฐานของสังคม ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม และกฎหมาย เริ่มต้นง่ายๆ โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แผ่นดินพ่อที่เป็นบ้านเราจะได้ปกติสุขร่มเย็น ให้ได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีของพ่อ เป็นข้ารองบาทที่ดีของในหลวง

สนใจชมภาพผลงานของ คุณแจ๊ค-วีระยุทธ ทองโชติ คลิกเข้าไปดูได้ที่ Facebook/รักคนปั่น

“กัลบก” ทั่วไทย รวมตัวไม่นัดหมาย ตัดผมฟรี ทำความดีถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

พารนี

“กัลบก” ทั่วไทย รวมตัวไม่นัดหมาย ตัดผมฟรี ทำความดีถวายพ่อหลวง

ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ร้านบาร์เบอร์มาแรงแห่งยุค สำหรับ SNAPBACK BARBERSHOP (สแนปแบ็ก บาร์เบอร์ช็อป) แห่งตลาดนัดสุดฮิป อย่าง เจเจ กรีน จตุจักร

ไล่เรียงความเป็นมา ทราบว่ากิจการนี้ ใช้เวลาไม่กี่ปี ด้วยทุนตั้งต้นไม่กี่พันบาท และ หัวใจ “สู้” ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ทำให้ร้านบาร์เบอร์สไตล์ “ลมโชย” กลางตลาดนัดกลางคืน ที่มีราคารับตัดเฉพาะลูกค้าผู้ชายหัวละ 60 บาทนี้ สามารถเติบโตกลายเป็นร้านหรูหราถาวร คนกดไลก์เป็นแฟนเพจนับหมื่น แถมยังมีลูกค้าไม่ขาดสาย ชนิดที่วันธรรมดาควรโทรศัพท์จองคิวล่วงหน้า ส่วนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ไม่มีรับจองคิว ต้องวอล์กอิน อย่างเดียวเท่านั้น

ล่าสุด กิจการ “กัลบก” ร่วมสมัยรายนี้ ขออาสาทำความดีถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยการรวมตัวกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายร้าน อาทิ เบอร์เด้น บาร์เบอร์ช็อป จากจังหวัดนนทบุรี ซิสเซอร์ บาร์เบอร์ช็อป จากตลาดนัดรถไฟ รัชดา แบล็กแอมเบอร์ บาร์เบอร์ช็อป จากซอยทองหล่อ ไท ศยาม จากแอร์พอร์ต เทอร์มินัล เดอะไนน์ตี้ คลับ บาร์เบอร์ช็อป จากจังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ พากันไปทำงานจิตอาสา “ตัดผมฟรี” ให้กับประชาชนบริเวณท้องสนามหลวง

คุณมีมี่-ณัฎฐนิช ฐิติรัตนศาสน์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านสแนปแบ็กฯ เผยถึงที่มาของการรวมตัวกันไปทำงานจิตอาสาครั้งนี้ว่า เป็นการรวมตัวมาทำบุญโดยการชักชวนปากต่อปาก ปรากฏ มีทั้งร้านดังในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และนักเรียนฝึกตัดผมมารวมตัวและสลับสับเปลี่ยนกัน โดยไม่มีการนัดหมาย เมื่อติดต่อไปทางเจ้าหน้าที่ก็ยินดีให้พื้นที่เพื่อบริการประชาชน

“พวกเราไปด้วยใจล้วนๆ ค่ะ ตั้งใจทำบุญร่วมกันให้ครบ 100 วัน สลับสับเปลี่ยนกันไป ที่ผ่านมามีประชาชนมาคอยรับบริการจำนวนนับไม่ถ้วนเลย เป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ทั้งชาย-หญิง ส่วนเด็กและวัยรุ่น มีบ้าง กลุ่มนี้ จะขอให้ไถผม เป็นสัญลักษณ์เลข ๙ ให้ แม้จะทำยากและใช้เวลานาน พวกเราก็เต็มใจทำให้ค่ะ” คุณมีมี่ บอก

ก่อนฝากด้วยว่า การทำความดีนั้นทำได้ในทุกๆ วัน และทำได้ทุกสายอาชีพ ตัดผมฟรี ก็ทำได้ในทุกที่ทุกร้าน ไม่จำเป็นต้องมาที่สนามหลวงเท่านั้น ความดีถวายในหลวงของเรา อยู่ที่ใจล้วนๆ และอยากให้ทุกคนต้องลุกขึ้นมา ช่วยให้ประเทศของเราแข็งแรงเหมือนเดิม

เรียนจบปุ๊บ…ชีวิตปลอดภัย ได้เงินใช้รายวัน!! กับหลักสูตร “ช่างไฟฟ้า” ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0756151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เปรี้ยวปาก

อนุภาค ชัยชนะดารา

เรียนจบปุ๊บ…ชีวิตปลอดภัย ได้เงินใช้รายวัน!! กับหลักสูตร “ช่างไฟฟ้า” ที่ มติชน อคาเดมี

ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมสำหรับ อาจารย์ครรชิต ป้อทองคำ ในฐานะวิทยากรหลักของมติชน อคาเดมี กับหลักสูตร “ช่างแอร์บ้าน” ที่ได้ผลตอบรับจากแฟนานุแฟนกลุ่มงานช่างอย่างล้นหลาม ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในฐานะเจ้าของธุรกิจรับเหมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และจัดเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมเครื่องปรับอากาศมือฉมัง ที่จากเดิมเริ่มต้นเป็นช่างเครื่องปรับอากาศมือสมัครเล่น จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้รับเหมา ดูแลเครื่องปรับอากาศของหน่วยงานราชการ และสถาบันเอกชนชั้นนำมากมาย ถือเป็นเครื่องการันตีได้อย่างไม่ยากว่า วิทยากรท่านนี้…คือ ตัวจริง…เสียงจริง อย่างแน่นอน และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้เปิดตัวงานช่างน้องใหม่ล่าสุดอย่าง “ช่างไฟฟ้า” ที่อาจารย์ครรชิต การันตีว่า…เรียนรู้หลักการสักนิด ชีวิตปลอดภัย แถมได้เงินใช้รายวันอีกด้วย

“ช่วงเริ่มทำงานเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ ซึ่งแน่นอนว่า งานประเภทนี้เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอยู่แล้ว และผมเองก็มีพื้นฐานไฟฟ้า ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วด้วย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นการรับงานระบบไฟฟ้าควบคู่กันไปกับงานเครื่องปรับอากาศด้วยเลยครับ ซึ่งความรู้เรื่องระบบไฟฟ้านั้น เราเองได้ประสบการณ์จริงๆ ก็ตอนสมัยวัยรุ่นที่มักจะติดสอยห้อยตามไปทำงานรับเหมาติดตั้งสายไฟฟ้าภายในอาคารและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้ากับพ่อครับ จนมาถึงตอนเรียนรู้ในระดับวิชาชีพเกี่ยวกับเครื่องทำความเย็น และปรับอากาศ ซึ่งก็ต้องเรียนไฟฟ้าควบคู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้วครับ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องระบบไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า, หม้อแปลงไฟฟ้า, มิเตอร์ไฟฟ้า, ระบบไฟฟ้า 1 เฟส-3 เฟส, การต่อวงจรไฟฟ้า, ปลั๊ก, สวิตช์, หลอดไฟ พวกนี้ผมเรียนรู้มาทั้งหมดครับ กอปรกับได้เรียนรู้จากการรับจ้างทำงานช่างกับพ่อไปด้วยพร้อมกัน ก็ทำให้เราเก็บสะสมความรู้ตรงนี้เรื่อยมา จนนำมาประกอบอาชีพในปัจจุบันนี้” อาจารย์ครรชิต กล่าวถึงที่มาที่ไปอย่างน่าสนใจ

คลายปมปัญหาทุกจุด…ด้วยหลักสูตร “ช่างไฟฟ้า”

อาจารย์ครรชิต ยังกล่าวถึงที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้ว่า “คุณเชื่อไหม คนโดยส่วนใหญ่มักจะกลัวเรื่องไฟฟ้า จึงมีคนจำนวนไม่น้อยเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ ผมก็เลยคิดว่าอยากเปิดสอนหลักสูตร ช่างไฟฟ้า ที่ มติชน อคาเดมี เพื่อตอบสนองคนกลุ่มดังกล่าว เผื่อเกิดปัญหาจะได้มีแนวทางปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี ซึ่งเราใช้เวลาในการเรียนบวกกับการได้ปฏิบัติ แค่เพียง 2 วันเท่านั้น ซึ่งหลักสูตรนี้เหมาะกับคนที่ต้องการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ระบบไฟฟ้าพื้นฐาน และสามารถที่จะนำไปต่อยอดหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก และใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำได้ครับ สามารถนำเอาความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยทุกคนได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีวิทยากรช่วยดูแลและให้คำแนะนำในขณะเรียน และสามารถตอบข้อซักถามได้ตลอดเวลาอีกด้วย ทำให้คนที่เรียนจบไปสามารถลงมือทำจริงได้อย่างเข้าใจ แถมได้ความรู้พื้นฐานความเชื่อมั่นในการทำงาน และความปลอดภัย สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำไปต่อยอดอาชีพ “ช่างไฟฟ้า” ได้อีกด้วย จุดนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากและคุ้มค่ากับเงิน และเวลาที่มาเรียนอย่างแน่นอน”

สำหรับในหลักสูตร ช่างไฟฟ้า ที่ มติชน อคาเดมี จะเปิดสอนนั้น ในวันแรกผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า, หม้อแปลงไฟฟ้า, มิเตอร์ไฟฟ้า, ระบบไฟฟ้าระบบ 1 เฟส และ 3 เฟส, การใช้วัสดุอุปกรณ์งานไฟฟ้า และการเลือกใช้งานให้เหมาะสม, การคำนวณการใช้ไฟฟ้า, ขนาดสายไฟและการเลือกใช้, เรียนรู้วงจรไฟฟ้า, การเดินสายไฟ การติดตั้งอุปกรณ์, ปลั๊ก สวิตช์ และหลอดไฟ และฝึกลงมือภาคปฏิบัติในการเชื่อมต่อสายไฟ, การต่อสายไฟเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้า, การเดินสายไฟด้วยการตีกิ๊บ และเทคนิคต่างๆ , ต่อวงจรไฟฟ้า ปลั๊ก สวิตช์ หลอดไฟ พร้อมสอบถามปัญหาข้อสงสัย ภาพรวมของอาชีพ-โอกาสทางการตลาด ในท้ายชั่วโมงเรียน ส่วนในวันที่ 2 ทุกคนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเดินท่อร้อยสายไฟ (ชมวิดีโอ), การสาธิตการดัดท่อร้อยสายไฟชนิดต่างๆ, การสาธิตการติดตั้งท่อร้อยสายไฟและอุปกรณ์ และฝึกปฏิบัติดัดท่อชนิดต่างๆ, การเดินสายไฟฟ้า, ร้อยสายไฟฟ้าเข้าตู้โหลดฯ, ฝึกปฏิบัติการตรวจเช็กปลั๊ก สวิตช์ หลอดไฟ และการทดสอบเบรกเกอร์ชนิดต่างๆ พร้อมเรียนรู้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน และข้อควรระวังในการใช้งาน ในท้ายชั่วโมงเรียนอีกด้วย

อาจารย์ครรชิต ได้กล่าวทิ้งท้าย สำหรับคนที่กำลังอยากจะทำอาชีพ “ช่างไฟฟ้า” ไว้อย่างน่าสนใจว่า

” สิ่งสำคัญและคุณสมบัติที่ต้องมีในอาชีพช่างไฟฟ้าคือ ต้องใจรักในงานด้านช่างพอสมควรครับ เพราะจุดเริ่มต้นอาชีพนี้ไม่ยากเลย ใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำได้ครับ เพราะเรื่องไฟฟ้ามันไม่ซับซ้อนมาก และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าได้เรียนรู้อย่างถูกวิธี ผู้ชายก็ทำได้ ผู้หญิงก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันช่างไฟฟ้าที่เป็นผู้หญิงก็มีเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ เพียงแค่ก่อนคุณจะลงมือทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ต้องเรียนรู้และศึกษามันสักนิด แล้วชีวิตจะปลอดภัย อย่างแน่นอนครับ”

สำหรับท่านที่อยากสมัครเรียนหลักสูตร “ช่างไฟฟ้า” ซึ่งในคอร์สเรียนนี้ผู้อบรมจะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนแบบมืออาชีพ กับ อาจารย์ครรชิต ป้อทองคำ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านอาชีพช่างไฟฟ้ามายาวนานกว่า 20 ปี ที่พร้อมแนะนำการทำธุรกิจให้กับทุกท่านอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และhttps://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0785151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล

“ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้น มีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป”

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา พฤษภาคม 2504

ขออัญเชิญพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2504 นานกว่า 55 ปีตามที่งาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” อัญเชิญมาเป็นมงคลสำหรับงานนี้ ซึ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจัดขึ้นวันที่ 24-27 พฤศจิกายนนี้ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ

งาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ขอเชิญคนไทยร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระราชบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” รับทราบ 9 เรื่องราวข้าวกับพระเจ้าอยู่หัว 9 พันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ สาธิตเมนูพระราชทานจากข้าว และพืชผลในโครงการหลวง แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวมงคลของพ่อ และการจัดแสดงพันธุ์ข้าวหายากจากทั่วประเทศกว่า 199 สายพันธุ์

เมื่อก่อนการปลูกข้าวแม้ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่เพราะประชาชนไทยยังไม่มากนัก จึงดูเหมือนว่าปริมาณข้าวที่ปลูกมาแต่ดั้งเดิมยังพอมีพอกินพอขาย ขณะที่นับวันการปลูกข้าวจะมีปัญหามากขึ้น ทั้งจากพันธุ์ข้าว ทั้งปัญหาดิน ปัญหาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝนหรือน้ำจากแม่น้ำลำคลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างเขื่อนขึ้น เขื่อนที่ทรงเปิดหลังสุดจำนวนมากถึง 4 เขื่อนพร้อมกัน ไม่แต่เพียงช่วยให้มีที่กักเก็บน้ำ ยังช่วยบรรเทาน้ำท่วมขังได้ด้วย

ด้วยเหตุที่บางปีและบางพื้นที่มีปริมาณน้ำท่วมขังมากกว่าที่ควรเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างที่เก็บน้ำตามธรรมชาติที่เรียกว่า “แก้มลิง” เป็นเรื่องที่ผู้แทนถาวรของสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาตินำไปพูดให้ที่ประชุมคณะกรรมการสหประชาชาติฟังเมื่อการประชุมใหญ่ไม่นานมานี้

ทุกปีที่มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีการหว่านพันธุ์ข้าวลงในนาจำลองท้องสนามหลวง หลังจากนั้น ประชาชนต่างกรูเข้าไปในบริเวณหว่านข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้น ทั้งนำไปเป็นพันธุ์ข้าวมงคลสำหรับนาตัวเอง บางคนเก็บได้นำมาจำหน่ายให้ผู้ที่ต้องการ

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านในแต่ละปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาแบ่งส่วนหนึ่ง นำมาผ่านกรรมวิธีทั้งทางศาสนาและพิธีพราหมณ์ แล้วบรรจุใส่ถุงขนาดย่อมถุงละจำนวนหนึ่งไม่มาก หน้าซองสีเหลีองพิมพ์ชื่อพันธุ์ข้าว ด้านหลังบอกสรรพคุณว่าข้าวชนิดนั้นเป็นข้าวที่มีคุณสมบัติอย่างไร

พันธุ์ข้าวที่นำไปเป็นพันธุ์ข้าวในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแบ่งไว้สำหรับแจกจ่ายให้ชาวนานำไปผสมกับพันธุ์ข้าวปลูกเพื่อเป็นมงคล

ข้าวไทยยังมีพันธุ์ทั้งดั้งเดิม และที่ขยายพันธุ์ ปรับเปลี่ยนพันธุ์ และจัดแต่งพันธุ์ใหม่เพื่อให้ได้ผลเมล็ดข้าวเพิ่มขึ้น ให้พันธุ์ข้าวมีคุณภาพดีขึ้น เช่น พันธุ์ข้าว ปทุมธานี กข หรือพันธุ์ข้าวหอมมะลิ พันธุ์ข้าวสังข์หยด แม้แต่พันธุ์ข้าวดั้งเดิม เช่น พันธุ์ข้าวหอมบางคล้า พันธุ์ข้าวเสาไห้ ฯลฯ

ในงานไม่เพียงแต่พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ เท่านั้น ยังมีข้าวสารอาหารแห้ง อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหารอย่างอื่นจำหน่ายด้วย

แวะไปให้ได้นะครับที่ เดอะมอลล์ บางกะปิ วันพฤหัสบดีที่ 24-วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10.00-20.00 น.

ระหว่างนี้ ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน “มติชน อคาเดมี” ยังมีหลักสูตรฝึกอาชีพอีกหลายหลักสูตร เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอาชีพหารายได้เสริม ปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ มีความรู้ในรื่องการทำมาหากินไว้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร

ตั้งแต่กลางเดือนนี้ถึงปลายเดือน พบกับการประกอบอาหารหลายประเภท ทั้งอาหารและขนม

ที่ยังเปิดสอนวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน คือ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ปีกไก่ตุ๋น มะระตุ๋น เต้าหู้กรอบ ผู้สอนคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม ในราคา 2,140 บาท

เครปญี่ปุ่นร้านต้นกล้า (สวนดุสิต) ผู้สอนคือ อาจารย์ปวีณา รุ่งแสง ราคา 2,140 บาท

และกล้วยปิ้งขั้นเทพ ผู้สอนคือ อาจารย์ปัญญา แซ่เฮง ราคา 1,605 บาท

ทั้ง 3 รายการใช้เวลาฝึกเพียงวันเดียว รับรองได้ผลนำไปประกอบอาชีพได้ ยิ่งมีความชำนาญเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ อาหารที่ทำขึ้นยิ่งอร่อยมากขึ้นเท่านั้น

การฝึกอาชีพอีกประเภทหนึ่ง เป็นงานช่าง ผู้ที่เข้ารับการฝึกอาชีพช่างจบแล้วออกไปประกอบอาชีพได้

สนใจสอบถามวันเวลาเปิดฝึกอาชีพได้ที่

โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 โทรศัพท์มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

หรือที่ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

เศรษฐกิจทุกวันนี้ทุกคนรู้ว่าฝืดเคืองมาก แม้ผู้เป็นมนุษย์เงินเดือนยังมีรายได้ประจำสม่ำเสมอ ขณะที่ราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหารการกินประจำวัน บางย่านราคาเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นจานละ 5-10 บาท บางร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบ เพิ่มราคาเป็นจานละ 50 บาท แต่มีปริมาณอิ่ม แถมยังมีไข่พะโล้ให้อีกฟองหนึ่ง

ถามว่าเมื่อเพิ่มปริมาณแล้ว อิ่มไหม ตอบได้ว่า “อิ่ม” กับกระเพาะของคนทั่วไป ส่วนของผู้สูงอายุต้องบอกว่าเกิน ขณะที่ราคา 50 บาท เท่ากับครึ่งร้อยเข้าไปแล้ว

เมื่อก่อนหน้านี้เพียงสองสามเดือน ยังพอจะเจียดสตางค์ที่เก็บออมไว้เดือนหนึ่งหรือสองเดือน พาครอบครัวออกไปกินข้าวนอกบ้านได้สักมื้อหนึ่ง แต่วันนี้เห็นจะต้องปรับเพิ่มเป็น 3 เดือนหรือ 4 เดือน ต่อมื้อ

ยิ่งผู้ที่กินเงินเดือนของภาคเอกชนที่ประกอบอาชีพบางประเภท ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ นัยว่าเริ่มมีการ “เลย์ออฟ” พนักงานบ้างแล้ว ด้วยการจ่ายก่อนเกษียณ เพื่อรักษากิจการเอาไว้ให้ได้

พนักงานหลายคนยินดีที่จะออกจากงานก่อนกำหนด เพื่อรับเงินก้อนหนึ่งไม่มากไม่น้อยเพื่อเอาไปเป็นทุนประกอบธุรกิจส่วนตัว ทั้งที่ทำอยู่แล้ว และที่หาช่องทางใหม่

การออกไปประกอบอาชีพส่วนตัวมีหลายประเภท หากทุกคนต่างยินดีที่จะหางานทำด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเป็นงานที่ตัวเองเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นงานที่ตัวเองเป็นนายจ้างตัวเอง ไม่ต้องมีลูกน้องก็ได้ เช่น งานช่างหลายประเภท เมื่อมาผ่านการเรียนฝึกอาชีพออกไปแล้วไปเป็นลูกมือของเจ้าของกิจการสักพักหนึ่ง เรียนรู้ทั้งการทำงานประเภทนั้น การคิดราคา ระยะเวลา และความต้องการของนายจ้าง ไม่นาน รับรองมีโอกาสออกมาเป็นเจ้าของงานของตัวเองได้

ทุกวันนี้ ถึงอย่างไรหมู่บ้านไม่มีวันลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น อาชีพหนึ่งที่ขาดแคลน คืออาชีพสารพัดช่าง ตั้งแต่ช่างไฟฟ้าอย่างง่าย เปลี่ยนหลอดไฟฟ้า เดินสายไฟฟ้า ช่างประปา เปลี่ยนก๊อกประปา ซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ แม้แต่ซ่อมเครื่องโทรศัพท์มือถืออย่างง่าย หากตั้งตัวเป็นช่างเคลื่อนที่ มีหมายเลขโทรศัพท์ให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเดินแจกในหมู่บ้าน หรือติดไว้ตามเสาไฟฟ้า รับรองว่ามีงานทำแน่

สนนราคาเรียนรู้จากผู้เป็นเจ้าของกิจการประเภทนี้ รับรองว่ามีปริมาณงานพอทั้งวัน

งานอีกประเภทหนึ่งที่ขาดแคลน คืองานผู้ช่วยแม่บ้าน แม้จะเป็นงานทั้งวัน สำหรับผู้ที่สู้งาน แต่รายได้งาม เดือนละอย่างน้อย 8,000-10,000 บาท มีที่พัก อาหารการกิน หลายบ้านมีค่าอาหารเพิ่มให้เป็นพิเศษ บางบ้านไม่ต้องออกไปหาซื้อกินเอง กินอาหารที่เจ้าของบ้านรับประทานไม่หมด รับรองว่าคุ้ม อร่อยด้วย

เรื่องหนึ่งที่คนทำงานต้องไม่ลืม คือการเก็บออม

ถามว่าทำไมต้องเก็บออม ในเมื่อเดือนหนึ่งรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง

ขอบอกว่า ผู้ช่วยแม่บ้านที่เป็นคนเมียนมา มีรายได้เดือนละ 10,000 บาท แทบว่าไม่ต้องใช้จ่าย หรือใช้จ่ายไม่มาก ปีหนึ่งมีเงินเก็บหลายหมื่นบาท ส่งให้ทางบ้านซื้อที่ดิน วันกลับไปบ้านมีทั้งที่ทั้งบ้าน เชื่อไหม

ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ผู้ชอบธรรม เป็นผู้เจริญ

จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจ้งว่า สศก. ลงพื้นที่กำแพงเพชร สำรวจและประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการกิจกรรม โลจิสติกส์และโซ่อุปทานในพื้นที่ อำเภอพรานกระต่าย ภายใต้แปลงใหญ่ประชารัฐ วิเคราะห์โลจิสติกส์สินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือ แนะ สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรด้วยการรวมกลุ่ม ทำแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตร

สฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด แจ้งว่า งานข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 กำหนดจัดขึ้นที่ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ใช้ชื่องาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 จังหวัดร้อยเอ็ด 17th World Hommali Rice Festival 2016 “ข้าวหอมมะลิโลก ข้าวของแผ่นดิน ข้าวถิ่นทุ่งกุลาฯ” จัดระหว่าง วันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2559 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัดให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด และเพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน “เอาความกันดารมาเป็นสินทรัพย์ เอาความอัตคัดมาเป็นพลัง”

คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ร่วมประชุมแนวทางการดำเนินงานโครงการตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ประจำปีงบประมาณ 2560 เผย 2 โครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ โครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตไม้ผล และโครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย มั่นใจ ทุกหน่วยงานพร้อมบูรณาการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มประสิทธิภาพ

บอกรักพ่อ

รศ. จารุยา ขอพลอยกลาง คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมกันทำกิจกรรม “บอกรักพ่อ” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการพร้อมใจกันใช้โทรศัพท์มือถือเปิดไฟฉาย แล้ววาดเป็นรูปหัวใจล้อมรอบเลข ๙ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ผู้ออกแบบแนวคิดและบันทึกภาพ คือ อาจารย์ประเสริฐ นนทกาญจน์ ณ บริเวณหน้าอาคารโดม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย

ยกเสาเอกโรงงานผลิตอาหารสัตว์ภาคใต้แห่งใหม่

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เป็นประธานนำคณะผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมพิธียกเสาเอกโรงงานผลิตอาหารสัตว์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) โรงงานสงขลา 2 ตั้งอยู่ที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในภาคใต้ แห่งที่ 2 ของเครือฯ กำลังการผลิต 48,000 ตัน ต่อเดือน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้อาหารสัตว์คุณภาพของลูกค้าในพื้นที่ โดยเฉพาะการเลี้ยงไก่สำหรับการแปรรูปเพื่อส่งออก ซึ่งได้รับเกียรติจาก น.สพ. วีรชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา นายวีระกิตติ์ รันทกิจธนวัชร์ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติในอำเภอรัตภูมิและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมพิธี เมื่อเร็วๆ นี้

ฝึกอบรมนานาชาติส่งเสริมการผลิต

รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดหลักสูตรการฝึกอบรมนานาชาติเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับ SMEs และวิสาหกิจรายย่อย “Training course on Production Upgrading and Value Creation for SMEs and Micro-Enterprises” ซึ่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดขึ้น โดยการสนับสนุนของ WAITRO (The World Association of Industrial and Technological Research Organizations) และ ISESCO (Islamic Educational, Scientific and Cultural Organization) ในระหว่าง วันที่ 31 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2559 ณ วว. เทคโนธานี

สหกรณ์อีสานซื้อข้าว

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์ในภาคอีสาน ทยอยเปิดจุดรับซื้อข้าวนาปีในฤดูกาลผลิต 2559/60 เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในขณะนี้ และคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ทุกสหกรณ์เตรียมแผนรองรับ เปิดพื้นที่สำหรับเก็บข้าวเปลือกที่รับซื้อจากสมาชิก พร้อมคัดสรรข้าวที่คุณภาพดีแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่าย หวังเพิ่มมูลค่าผลผลิตและบรรเทาปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้เกษตรกร

ดินน้ำป่าคงอยู่

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือ ในโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ร่วมกับ กรมป่าไม้, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ร่วมกันช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตามยุทธ์ศาสตร์ “ดินน้ำป่าคงอยู่” ตั้งเป้าดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทยซีลอน พืชใหม่มีอนาคต ที่ ตะพานหิน พิจิตร (ตอนจบ)

มาดูวิธีการปลูกพริกไทยซีลอน ที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ต่อจากฉบับที่ผ่านมา ของคุณประเสริฐ จันทโรทัย อยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 1 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (087) 841-2310 ถึงเรื่อง การให้น้ำ โดยคุณประเสริฐ เล่าว่า ตนเองประยุกต์ใช้ระบบน้ำแบบเดินสายน้ำ PE ขนาดเล็ก เดินขึ้นไว้บนยอดเสาค้างพริกไทย เมื่อเวลาเปิดน้ำ น้ำก็จะไหลจากด้านบนลงล่าง ทำให้เสาปูนมีความชุ่มชื้น ลดความร้อนของเสาปูน แล้วน้ำก็จะไหลลงสู่โคนเสา (ค่าอุปกรณ์ระบบน้ำ ประมาณ 5,000 บาท ต่อ 200 หลักพริกไทย)

ระยะเวลาการให้น้ำ

หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรให้ 3-4 วัน ต่อครั้ง ตามสภาพดินฟ้าอากาศ ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง แต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้น ควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรค เตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็ว และขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลง จะทำให้ดินแน่นทึบ รากเสียหายได้

พริกไทยจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูก ประมาณ 10-14 เดือน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลผลิตที่อายุ 14 เดือนขึ้นไป สำหรับพริกไทยที่ได้รับการดูแลเรื่องน้ำและปุ๋ยอย่างดี อายุ 10 เดือน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว พริกไทยจะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่จะให้ผลผลิตรุ่นใหญ่ปีละ 2 รุ่น รุ่นแรกเริ่มเก็บประมาณ มกราคม-มีนาคม พริกไทยที่ออกช่อช่วงนี้จะให้ผลผลิตน้อย ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อหลัก (ในช่วงการเก็บเกี่ยว 3-4 เดือน ต่อรุ่น) เพราะช่วงนี้ค่อนข้างแล้ง รุ่นที่ 2 เก็บประมาณมิถุนายน-สิงหาคม โดยพริกไทยที่ออกช่อช่วงนี้ จะให้ผลผลิตสูงกว่าพริกไทยที่ออกช่วงแล้ง คือประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อหลัก (ในช่วงการเก็บเกี่ยว 3-4 เดือน ต่อรุ่น) โดยพริกไทยที่ออกช่อ 1 รุ่น จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานประมาณ 3-4 เดือนต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยของแต่ละพื้นที่ด้วย เพราะปัจจุบันมีปุ๋ยและฮอร์โมนช่วยบังคับ หรือช่วยเปิดตาดอกให้พริกไทยออกดอก มีผลผลิตในช่วงเวลาที่เกษตรกรต้องการได้

พริกไทย เป็นพืชไม้เลื้อยที่มีระบบรากส่วนหนึ่งที่มีความพิเศษกว่าพืชทั่วไป ที่เราเรียกกันว่า “รากอากาศ” โดยเมื่อมีความชื้นในอากาศรากนี้จะแตกออกมาจากข้อที่มีความแก่พอเหมาะของกิ่งพริกไทย ดังนั้น ทำให้การขยายพันธุ์พริกไทยสามารถที่จะทำได้ง่าย แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกด้วย เช่นความชื้นในอากาศ โดยที่อุณหภูมิต้องไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส หากพื้นที่ใดมีอุณหภูมิที่สูงกว่านี้ ควรมีซาแรนพรางแสงให้โรงเรือน หรือระบบพ่นหมอกเพื่อลดอุณหภูมิในบริเวณโรงเรือนนั้นด้วย

การขยายพันธุ์พริกไทย ที่นิยมทำมี 2 แบบ คือ

แบบการตอน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พริกไทยนั้นมีระบบรากอากาศ ดังนั้นทำให้การตอนสามารถทำได้ทันที โดยนำขุยมะพร้าวที่มีความชื้นและถูกบรรจุในถุงพลาสติกขนาดเล็กผ่าออก แล้วหุ้มตรงข้อของกิ่งพริกไทยได้เลย พร้อมทั้งมัดด้วยปอฟาง จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก็จะสามารถตัดกิ่งนั้นออกมาชำลงถุงดำต่อไป

การขยายพันธุ์แบบนี้ก่อนที่ต้นพันธุ์พริกไทยจะปลูกได้นั้น จะต้องมีขั้นตอนอีกหนึ่งขั้นตอน ก็คือ ต้องนำตุ้มตอนนั้นมาชำลงถุงดำอีกครั้ง เพื่อให้ต้นพันธุ์พริกไทยมีการเจริญเติบโตของระบบรากที่มั่นคงแข็งแรงและเมื่อนำลงปลูกในแปลงจริงแล้ว จะไม่ทำให้พริกไทยนั้นตาย ควรนำมาชำอนุบาลในถุงดำแล้วอบต่อในโดมพลาสติกอีกประมาณ 45 วัน และเปิดโดมพลาสติกอีกสัก 15 วัน ก่อนนำไปปลูกหรือจำหน่ายได้

แบบปักชำ แบบนี้สามารถที่จะตัดกิ่งออกมาจากต้น ประมาณ 3 ข้อ แล้วนำมาปักลงในถุงดำที่บรรจุดินได้เลย แล้วทำไปใส่ถุงอบหรืออุโมงค์อบ หรือไว้ในที่ร่มที่มีการควบคุมอุณหภูมิเช่นที่ที่มีระบบพ่นหมอก ใช้ระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จึงจะสามารถนำไปปลูกลงแปลงได้ โดยทั่วไปถ้านำไปไว้ในที่ร่มและคอยรดน้ำนั้น จะมีอัตรารอด ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากต้องการให้มีอัตรารอดของการขยายพันธุ์พริกไทยแบบปักชำสูง ควรมีระบบควบคุมอุณหภูมิ

จากการขยายพันธุ์ทั้ง 2 แบบ ข้างต้นนั้น แบบที่ให้อัตรารอดสูงคือ แบบการตอน แต่ขั้นตอนการทำอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย เพราะต้องนำมาชำลงถุงดำอีกที แต่ก็คุ้มค่ากับอัตราการรอดและความแข็งแรงของต้นพันธุ์ ส่วนแบบปักชำนั้นเหมาะกับการผลิตจำนวนมากหลักหมื่นหลักแสนต้น เพราะขั้นตอนการทำนั้นกระชับรวดเร็ว ทำได้ง่าย ขั้นตอนน้อย ดังนั้น การขยายพันธุ์ทั้ง 2 แบบ สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของเกษตรกรเอง

การเลือกส่วนที่นำมาขยายพันธุ์ของพริกไทยซีลอน มีอยู่ 2 ส่วน คือ กิ่งแขนง และกิ่งไหล

1. กิ่งแขนง หรือชาวสวนพริกไทยเรียก “กิ่งปราง” ซึ่งเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตอยู่แล้วบนต้น เมื่อนำมาปักชำหรือตอนกิ่ง กิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เมื่อนำไปปลูกจะมีพัฒนาการสร้างทรงพุ่มอยู่ทางด้านล่าง เป็นพุ่มจะเตี้ย ออกช่อติดผลเลยทันทีที่ตั้งตัวหรือแตกยอดใหม่หลังการปลูก กิ่งแขนงหรือกิ่งปรางจะให้ผลผลิตเร็ว หากท่านใดมีพื้นที่น้อย ต้องการนำไปใส่กระถางปลูกรับประทานในบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็เลือกต้นพันธุ์จากกิ่งแขนงไปปลูก

2. กิ่งไหล คือส่วนยอดสุดของต้น ที่เรามักพบว่ามักจะเลื้อยห้อยลงมาเมื่ออยู่บนเสาปูน ซึ่งยอดกิ่งไหลนั้นจะมีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสะสมอยู่ในส่วนปลายยอดและที่ยอดอ่อนเป็นจำนวนมาก พัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโตและการพุ่งหาแสงจะมีค่อนข้างมาก ถ้านำมาปลูกเชิงการค้า คือปล่อยเลื้อยขึ้นเสาปูน ควรเลือกซื้อต้นพริกไทยที่ตอนหรือชำมาจากกิ่งไหลมาปลูก เพราะจะโตเร็ว เลื้อยเกาะขึ้นหลักเร็วกว่าต้นพริกไทยที่ได้จากกิ่งแขนง แต่จะให้ผลผลิตช้ากว่าต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนง ผลผลิตจะเริ่มเก็บได้ก็ประมาณ 8-14 เดือน หลังปลูก

ดังนั้น ถ้าปลูกแบบการค้าเลื้อยขึ้นเสาปูน จึงใช้ในส่วนของไหลยอดมาขยายพันธุ์เพราะเลื้อยขึ้นเสาค้างที่มีความสูงได้ดีนั้นเอง

คุณประเสริฐ เล่าว่า สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงต้องหลีกเลี่ยงยาร้อน ยาน้ำมัน เน้นใช้ยาดูดซึมที่ค่อนข้างปลอดภัย ถ้าฉีดช่วงอากาศร้อนหรือบ่อยครั้ง จะทำให้ต้นชะงัก ใบสลด ยาเย็นกับยาร้อน ใช้ยาฆ่าแมลงอะไรได้บ้าง คุณประเสริฐ อธิบาย สำหรับยาเคมีฆ่าแมลงที่ใช้ต้องเป็นยาเย็นเป็นหลัก และวิธีที่สังเกตว่าอะไรเป็นยาเย็นหรือยาตัวไหนเป็นยาร้อน เบื้องต้นวิธีง่ายสุดคือ ให้ดูชื่อสามัญของยาว่า ตัวหลังเปอร์เซ็นต์ยาลงท้ายด้วยอะไร เช่น ถ้าลงท้ายด้วย คำว่า EC ให้คิดไว้ก่อนเลยว่า เป็นยาร้อน เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นยาร้อน อาจมีบางตัวที่สามารถฉีดได้ จึงควรศึกษาและเลือกใช้ยากับบริษัทที่เชื่อถือได้ ตัวอย่างเช่น

ชื่อสามัญ อะบาแม็กติน กำจัดหนอนชอนใบ ป้องกันเพลี้ยไฟ ไรแดง ไรขาว เป็นยาดูดซึม มีฤทธิ์อยู่ได้ 7-15 วัน

ชื่อสามัญ คลอไพรีฟอส กำจัดตระกูลหนอนเจาะดอก เพลี้ยอ่อน แมลงในดิน ตระกูลพืชกินหัวเสี้ยนดิน เป็นยาเย็นประเภทดูดซึม อยู่ได้ 10-15 วัน

ชื่อสามัญ เมโทมิล กำจัดฆ่าหนอนต่างๆ เพลี้ยอ่อน เป็นยาน็อกประเภทดูดซึม มีฤทธิ์อยู่ได้ 6-14 วัน

ชื่อสามัญ ไซเปอร์เมทริน 10% 25% 35% มี 3 เปอร์เซ็นต์ ให้เลือกใช้ เป็นยาน็อก ประเภทถูกตัวตาย หมดฤทธิ์เร็ว ไม่ใช้ยาดูดซึม เป็นยาค่อนข้างร้อน

ถ้าใช้มากเกินไป จะทำให้ดอกร่วงได้ ฆ่าหนอน แมลง (เต่าแตง) มดตายทันทีเมื่อฉีดถูกตัว เป็นต้น

แมลงศัตรูพริกไทย

เท่าที่พบคือ เพลี้ยอ่อน ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ใบและยอดแคระแกร็น บิดงอ ไม่ติดเมล็ด

เพลี้ยแป้ง ตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ใบ และเถาพริกไทย เพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลเป็นน้ำหวาน ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน หรือเด็ดกิ่งและเก็บตัวอ่อนเผาทำลาย นอกจากนี้ ก็มีมดและ

ด้วงงวงเจาะเถาพริกไทย ซึ่งจะทำลายเถาพริกไทย ทำให้เถาแห้งตาย ถ้าระบาดรุนแรงก็ฉีดพ่นด้วย คาร์บาริลหรือเผาทำลายเถาพริกไทยที่พบรอยเจาะของหนอนด้วงงวงระบาด

โรคพริกไทย จะเป็นกลุ่มของเชื้อรา ซึ่งถ้าสวนพริกไทยค่อนข้างร่มทึบ อากาศไม่ถ่ายเท มีน้ำขังแฉะ เกษตรกรต้องควบคุมรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี ให้เหมาะสม หรือถ้าเชื้อราระบาดต้องงดการใส่หรือฉีดพ่นฮอร์โมนแก่ต้นพริกไทย

โรครากเน่า เป็นโรคสำคัญที่ทำความเสียหายมากที่สุด เกิดจากเชื้อรา อาการระยะแรกเถาจะเหี่ยวใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ต่อมาปราง (กิ่งแขนง) เริ่มหลุดเป็นข้อๆ ตั้งแต่โคนต้นถึงยอดขั้วกิ่งเป็นสีเหลืองและดำ ส่วนรากเน่าดำและมีกลิ่นเหม็น ป้องกันโดยอย่าให้น้ำขังในฤดูฝน เผาทำลายต้นที่เป็นโรค และฉีดพ่นด้วยสารฟอสอีทิลอะลูมิเนียม หรือสารฟอสฟอริก แอซิด

การป้องกันกำจัดหรือลดความเสียหายจากโรคในแปลงปลูก จัดการดินในพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำขัง ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี หากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ตัดแต่งกิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่ง เพื่อลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกดีขึ้นและไม่เป็นแหล่งสะสมโรค ไม่ควรเดินผ่านเข้าสวนขณะที่มีการระบาด และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนเข้าสวน

โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา ทำลายส่วนใบของพริกไทย เกิดเป็นจุดวงกลมสีน้ำตาลดำหรือสีดำ ผิวเป็นเงามัน รอบจุดเป็นสีเหลือง ตรงกลางแผลมีลักษณะเป็นวงสีน้ำตาลดำเรียงซ้อนกันเหมือนวงปีของเนื้อไม้ ถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ตายได้ ป้องกันโดยตัดแต่งกิ่งและเก็บไปเผาทำลาย ฉีดพ่นด้วยเบนโนมิล หรือสลับแมนโคเซป หรือสลับคาร์เบนดาซิม

คุณประเสริฐ เล่าว่า ผลผลิตพริกไทยอ่อนตอนนี้ยังมีไม่มากก็จะขายในท้องถิ่นก่อน แต่การตอบรับค่อนข้างดี แม่ค้าแจ้งกลับมาว่ามีเท่าไหร่เอาหมด ตอนนี้เฉลี่ย กิโลกรัมละ 80-100 บาท แต่อนาคตเมื่อมีผลผลิตมากขึ้นก็ได้เตรียมตัวในเรื่องของการรวมกลุ่มกันไว้ระหว่างเพื่อนเกษตรกรด้วยกันที่มีหลายๆพื้นที่ เพื่ออนาคตจะได้รวบรวมผลผลิตขายหรือต่อรองราคากับโรงงานรับซื้อ

และอีกตัวอย่างเพื่อนเกษตรกรอีกท่าน คือ คุณสุชาติ บุญทั่ง อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 2 ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (091) 391-9627 เกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยอีกท่านหนึ่งที่ปลูกพริกไทยมาช่วงเวลาเดียวกับคุณประเสริฐ ซึ่งปลูกในพื้นที่ 1 งาน หรือ 100 หลัก ก็บอกเล่าประสบการณ์ว่า เป็นพืชชนิดใหม่ของตนเอง แต่จากที่ปลูกมา 1 ปีกว่า เหมือนการศึกษานิสัยของพริกไทยไปในตัว พบว่าเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรที่มีอากาศค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี แต่ด้วยการมุงซาแรนพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ให้ มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สร้างสภาพร้อนชื้น แต่ไม่แฉะตามที่พริกไทยชอบ

ปัจจุบัน ต้นพริกไทยที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 2 เริ่มให้ผลผลิต เริ่มคืนทุนมีรายได้จากการขายพันธุ์พริกไทย และผลผลิตเริ่มมีให้เก็บได้บ้างแล้ว และราคาก็สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะผลิตพริกไทยอ่อนสู่ตลาดอย่างเต็มที่ เพราะอายุต้นค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก ซึ่งคุณสุชาติ คาดว่าจะขยายพื้นที่ปลูกพริกไทยเพิ่มในอนาคตอย่างแน่นอน

พฤกษานนทรี ต้นไม้ศักดิ์ศรี แห่งทุ่งบางเขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานนทรี ต้นไม้ศักดิ์ศรี แห่งทุ่งบางเขน

มีส่วนหนึ่งของคำร้อง แต่ละบทเพลงที่ระลึกถึง “ต้นนนทรี”

“นนทรีกางใบแผ่ ดังแม่เหลียวแล ปองแผ่พระคุณอันเลอค่า

ครั้นยามห่างไกลมา หวนนึกถึงคราครั้งศึกษา แล้วพาอาลัย…ฯลฯ”

(เพลง เกษตรที่รัก คำร้อง “ชาตรี-ศยาม” ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

“พร่างพรายนนทรี เสรีที่เราใฝ่ฝัน

ร่วมกันสร้างสรรค์ ฟ้าไทยอำไพเรืองรอง…ฯลฯ”

(เพลง “บทเพลงเสรีแห่งนนทรี) 1 ใน 30 เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดิม)

“เมื่อลมทะเลพัดมา ศรีราชาแดนขจี สายฝนโปรยให้นนทรี พรวารี พระพิรุณอวยชัย หนุ่มสาวเข้ามาศึกษา เรียนรู้วิชา

ตั้งมั่นในความดี มีคุณธรรมดังปณิธานของเรา…ฯลฯ”

(เพลง สายสัมพันธ์เกษตรศาสตร์ เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย)

“เสียงเชียร์เกษตรศาสตร์ กึกก้องกัมปนาทขจรไกล ฮึกเหิมปลุกเร้าพลังใจ สู้ตายเพื่อชาวนนทรี”

(เพลง เกษตรชิงชัย เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย)

“เมื่อเดินผ่านเขตรั้ว สถาบันของเราโอบล้อมด้วยภูเขา ดั่งใจเราประสานกัน ณ ที่แห่งนี้ กล้านนทรี มุ่งสร้างฝัน เกียรติแห่งสถาบัน เป็นมิ่งขวัญของชาวเกษตร

รักสมัครสมาน งามน้ำใจไมตรี เกษตรเขียวขจี แผ่ความดีล้ำค่า ณ ที่แห่งนี้ ต้นนนทรีที่งามตา เกียรติแห่งศรีราชา อยู่คู่ฟ้ามหาวิทยาลัย ฯลฯ”

(เพลง ศาสตร์ของแผ่นดิน เนื้อร้อง ผศ. ไพโรจน์ อุตรพงศ์ และ อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ทำนอง อาจารย์บุญธรรม วงศ์ไชย ขับร้องหมู่)

“รวมไมตรี เป็นนนทรีศรีราชา งามตาแผ่กิ่งใบ ร่มไม้ปกคลุมทั่วทุกแคว้นแดนไกล รวมพลังสร้างไทยให้รุ่งเรือง ดังเทียนส่องเป็นแสงงดงาม ให้ตระการอยู่ในใจคน”

(เพลง ศรีราชารวมใจ เนื้อร้อง/ทำนอง บุญธรรม วงศ์ไชย ขับร้อง เกศฎาภรณ์ อาชวานันทกุล)

“ร่มนนทรี ร่มดวงฤดีของชาวขจี เป็นขวัญชาวเกษตรทั่วชาตรี โลมชีวีให้รื่นเริงใจ

ร่มนนทรี แผ่ความขจีไปทั่วแดนไทย แม้เราจะอยู่ห่างไกล ร่วมดวงฤทัย ยังดลใจให้สราญ…ฯลฯ”

(เพลง ร่มนนทรี คำร้องโดย “ศยาม” ทำนองโดย ธนิต ผลประเสริฐ)

บทเพลงที่เกี่ยวกับ “นนทรี” มีมากกว่าที่ได้กล่าวไว้อีกหลายบทเพลง โดยเฉพาะเพลง “ร่มนนทรี” เป็นหนึ่งในสามสิบกว่าเพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เชื่อว่าทุกคนได้ยิน เคยรับฟังกันเป็นประจำ เมื่อเดินเข้าไปในงาน “เกษตรแฟร์” หรือ งานวันเกษตรแห่งชาติ ที่จัดในช่วงต้นปีของทุกๆ ปี หรือทุกรอบ 4 ปี สำหรับงานวันเกษตรแห่งชาติ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ต้นนนทรี ไม้ยืนต้น ยืนยงศักดิ์ศรี แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทุ่งบางเขน เป็นต้นไม้ที่ได้รับเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะต้นนนทรี จำนวน 9 ต้น บริเวณหน้าอาคารหอประชุมเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ริมสระน้ำประตูด้านหน้าถนนพหลโยธิน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จ ของคณะกรรมการนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทรงปลูกต้นนนทรี เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 อันนำสู่การเสด็จ “เยี่ยมต้นนนทรี” ที่ทรงปลูก และ “ทรงดนตรี” สืบเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2515 จึงเป็นที่มาของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พร้อมใจกันจัดงานวันที่ระลึก ในวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ณ บริเวณรอบสระน้ำหอประชุม (เดิม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้ชื่อว่า “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” และมาถึง ณ เดือนพฤศจิกายนนี้ ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น ริมสระน้ำหน้าหอประชุมเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีอายุถึง 53 ปีบริบูรณ์ แล้วใน พ.ศ. 2559 นี้

“นนทรี” ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน นอกจากนนทรี 9 ต้น ซึ่งล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ทรงปลูกไว้ ที่อายุมากกว่าครึ่งศตวรรษนี้แล้ว มีทั้งบริเวณทั่วไปในรั้วเขียวขจี บนพื้นที่เกือบ 850 ไร่ แม้ว่าปัจจุบันจะถูกตัดโค่นไปบ้างเพื่อต้องการใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียน อาคารสำนักงาน เคยมีการสำรวจไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ทำให้ทราบว่า ในพื้นที่นี้มีทั้งต้นไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล และไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ รวมไว้มากกว่า 7,000 ต้น กว่า 235 ชนิด ซึ่งในจำนวนนั้นมีต้นนนทรีซึ่งเป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดอยู่หน้าตึกชีววิทยา (เดิม) ตรงข้ามอนุสาวรีย์บูรพาจารย์ หรือตึกสถาบันเกษตราธิการปัจจุบัน (พ.ศ. 2559)

มีต้นนนทรีที่เป็นประวัติทรงคุณค่าศักดิ์ศรีแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 2 ต้น คือ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2520 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงปลูกต้นนนทรีทางด้านทิศตะวันตกของอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ (ปัจจุบัน) ขณะที่พระองค์ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งก็มีอายุถึง 39 ปี ณ พ.ศ. 2559 นี้เช่นกัน

สำหรับต้นนนทรีอีกต้น ถ้าหากไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเขตกำแพงแสน ก็จะได้ชื่นชมกับต้นนนทรีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกไว้เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดฝ่ายปฏิบัติการวิจัย และเรือนปลูกพืชทดลอง วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ปัจจุบันนี้ก็มีอายุถึง 36 ปีแล้ว (พ.ศ. 2559)

ถ้าหากว่าอยากจะเห็นต้นนนทรีเป็นแถวเรียงต้นเป็นร้อยๆ ต้น ประดับสองข้างทางอย่างสวยงาม และร่มรื่นตา เขียวขจี และยามหน้าร้อนออกดอกเหลืองสะพรั่ง ก็ขอเชิญขับรถวนดูในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ปลูกโดย อาจารย์สุขุม ลิมังกร อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร ซึ่งปัจจุบัน ขนาดต้นก็โตเท่าต้นนนทรีในวิทยาเขตบางเขนแล้ว

ต้นนนทรี มีทั้งนนทรีป่า ซึ่งเป็นไม้มงคลพระราชทาน และปลูกเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา มีชื่ออื่นๆ เช่น จ๊าขาม ราง อะราง อินทรี ส่วนต้นนนทรีอีกสายพันธุ์คือ นนทรีบ้าน หรือเรียกกันว่า นนทรี เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกัน คือ วงศ์ Leguminosae และ สกุล Peltophorum ส่วนที่ต่างกันคือนนทรีป่า มีช่อดอกเล็กกว่า และช่อดอกห้อยปลายช่อลง ไม่ตั้งขึ้นเหมือนนนทรีบ้าน และนนทรีป่า มีขนาดลำต้นทรงพุ่มใหญ่กว่า สมกับเป็นนนทรีป่า

นนทรีบ้าน มีชื่ออื่นๆ ว่า กระถินป่า กระถินแดง สารเงิน นอกจากจะเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดนนทบุรีแล้ว ยังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยและโรงเรียนอีกหลายโรงเรียน คือเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนหอวัง โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนนนทรีวิทยา โรงเรียนสตรีชัยภูมิ และเป็นต้นไม้ประจำสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดสกลนคร อีกด้วย

นนทรี เป็นเอกลักษณ์ ศักดิ์ศรี บานสะพรั่ง เขียวขจี มิใช่จะมีเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตกำแพงแสนเท่านั้น แต่ยังบานขจีทุกภาคทั่วไทย นอกเหนือจากที่เรียงรายในวิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แล้ว ยังมีนนทรีศรีราชา ท้าคลื่นลมที่จังหวัดชลบุรี และนนทรีอีสาน ท่ามกลางเทือกเขาภูพาน ที่จังหวัดสกลนครด้วย ส่วนวิทยาเขตในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง สนองนโยบายกระจายโอกาสทางการศึกษาของรัฐบาลมาแล้วตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2556 คือ ที่วิทยาเขตกระบี่ วิทยาเขตลพบุรี และวิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาตามศักยภาพ และความต้องการของชุมชนนั้นๆ ป่านนี้จะมีนนทรีเขียวขจีบานสะพรั่งขนาดไหน ก็จะนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านในโอกาสต่อไป

จะเห็นได้ว่า นนทรี ไม้ศักดิ์ศรีแห่งหลายสถาบันการศึกษา กลายเป็นต้นไม้ที่ไม่กลัวทั้งคลื่นลม ชายเขา ชายป่า ทะเล พื้นที่ราบ ลุ่ม ดอน กลางทุ่งนา รวมทั้งเป็นที่นิยมในการนำมาจัดภูมิสถาปัติ และสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น สวยงาม แบบวนานันทอุทยาน (Woodland Campus) เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อการเรียนรู้ มีอ่างเก็บน้ำ และรายรอบด้วยอุทยานต่างๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ช่วยให้เป็นวิทยาเขตที่น่ามอง น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน โดยมีเป้าหมายให้ “ลูกนนทรี” ต้นใหม่เติบโตภายใต้ร่มนนทรีอย่างมีความสุข ดังเช่นคำขวัญ จาก “นนทรี” อีสาน ที่ว่า ขวัญ…เป็นกำลังใจ วินัย…เป็นศักดิ์ศรี สามัคคี…เป็นพลัง พร้อมที่จะต้อนรับและปกป้องชาวนนทรี และยินดีกับแขกผู้มาเยือนทุกคน

ความสำคัญของต้นนนทรี นอกจากปลูกเป็นไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ประโยชน์จากเนื้อไม้ทางด้านสมุนไพร และเปลือกต้นนนทรีนำไปต้มจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีสารแทนนิน รสฝาด ดื่มได้ เป็นยากล่อมเสมหะ กล่อมโลหิต ขับลม แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ ถ้านำไปเคี่ยวเข้มข้นใช้เป็นน้ำมันนวดแก้ตะคริว ปวดกล้ามเนื้อ แก้อักเสบ น้ำต้มเปลือกยังใช้ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าบาติก เนื้อไม้มีสีชมพูอ่อน เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง หรือเป็นคลื่นบ้าง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสกบตกแต่งง่าย ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนได้ดี เช่น ทำพื้น ทำฝา รอด ตง อกไก่ เครื่องเรือน หีบใส่ของ พานท้ายปืน คันไถ อุปกรณ์การเกษตรได้ดี ในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ที่เกาะชวา เปลือกนนทรีมีขายตามร้านสมุนไพร ใช้รักษาโรคท้องร่วง และนำไปต้มให้สีน้ำตาลเหลือง ย้อมผ้าฝ้ายบาติกเป็นที่นิยม

ต้นนนทรีเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นตรงเปลา เปลือกค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ สีเทาปนน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบอ่อนผลิออกพร้อมผลิดอกในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม ดอกออกแบบช่อกลุ่มใหญ่ที่ปลายกิ่ง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีกลีบดอกสีเหลืองเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ แต่ดอกงดงาม มีอายุติดอยู่ปลายกิ่งไม่นานจะร่วงลงโคนต้น เป็นเหมือนพรมปูพื้นสีเหลือง ออกดอกราวๆ เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน หลังดอกร่วงหมดแล้วปลายกิ่งนนทรีจะมีพัฒนาการของดอกเป็นฝักแบนๆ รีๆ สีน้ำตาลอมม่วง เหมือนโล่สีสนิมเหล็กเป็นเงามันติดคาต้น เป็นผลแก่ไม่แตกตัว มีเมล็ดรูปร่างแบน 1-4 เมล็ด เรียงตามยาวฝัก สามารถนำไปเพาะเมล็ดขยายพันธุ์หรือปักชำกิ่งก็ได้ ต้นนนทรีเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ อายุยืน กิ่งก้านใช้ทำเชื้อฟืนได้ดี แต่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยตรงอาจจะไม่ชัดเจนมากนัก เป็นต้นไม้ที่เจริญได้ในทุกสภาพดิน แต่ชอบที่โล่งแจ้ง พบได้ทั้งชายป่าเบญจพรรณ หรือชายหาด เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ดี

มีคนกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือต้นนนทรี นิสิตเกษตรคือดอกนนทรี ช่วงที่ฤดูดอกนนทรีบานสะพรั่ง ทั่วทรงพุ่มต้นดอกเหลืองอมแสด ให้ความรู้สึกสดชื่น สดใส แม้ยามดอกร่วงหล่นตามฤดูกาล ก็เหลืองพรมปูเต็มโคนต้นใต้พุ่มใบ มองดูยิ่งสะอาดตา ให้บรรยากาศสดชื่นไปอีกแบบ เป็นดังสีที่บอกความสงบ ร่มเย็น สำหรับนนทรีทุกดอกที่เบ่งบานทั่วแดนไทย ก็น่าจะเป็นตัวแทนของลูกเกษตรขจีรั้วนนทรีทุกคนที่สร้างชื่อเสียง สร้างความเจริญทุกด้านตามแต่ศักยภาพทุกดอกที่เบ่งบาน ดังร่มนนทรีที่แผ่ขจีทั่วแดนไทย

เพลง รำวงนนทรี

ทำนอง เพลงผู้ใหญ่ลี

เนื้อร้อง วีระพงษ์ วิริยาภรณ์

นนทรีกำลังดอกบาน ไม่ช้านานก็จะมีดอกใหญ่

ลมพัดสะบัดใบโปรย กลีบดอกโรยก็ร่วงหลุดพลัน

ลมโชยดอกโรยร่วงพรู เหลียวดูเหมือนเราจากกัน

นับคืนซึ้งทรวงโศกศัลย์ แต่นับวันสัมพันธ์ห่างไกล (ๆ)

ขอลาแล้วแดนเคยชื่น ทั้งหลับทั้งตื่นอาลัย

เกษตรแดนรักสุดหวง ร้าวทรวงเหมือนดังขาดใจ

ลับลาร้างกายจากไป แต่สัมพันธ์ฝังใจไม่ลืม (ๆ)

นนทรีกำลังแรกผลิ ไม้ใดสิจะเขียวงามตา

อยู่ชั่วนาตาปี สีไม่มีโรยรา

เขียวขจีสดใส ชื่นหัวใจของเกษตรทุกครา (ๆ)

เกษตรเป็นแหล่งรวมชีวี นนทรีก็เปรียบไม้แทนตน

กิ่งแขนงวิชา ศึกษามานะอดทน

ใบคือพวกเรานี้ เขียวขจี เลือดเกษตรทุกคน (ๆ)

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คณะกรรมการสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปลูกต้นนนทรี ต้นไม้ที่ได้รับเลือกเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 9 ต้น บริเวณริมสระน้ำ หน้าอาคารหอประชุมเดิมมหาวิทยาลัย ประตูด้านถนนพหลโยธิน เมื่อ วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 อันนำสู่การเสด็จฯ “เยี่ยมต้นนนทรี” และ “ทรงดนตรี” จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” โดยเสด็จฯ ดังนี้

ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 ทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้น และทรงดนตรี

ครั้งที่ 2 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507

ครั้งที่ 3 วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2508

ครั้งที่ 4 วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510

ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 ทรงเยี่ยมต้นนนทรี

ครั้งที่ 6 วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512 ทรงเยี่ยมต้นนนทรี และทรงดนตรี

ครั้งที่ 7 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514

ครั้งที่ 8 วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

ครั้งที่ 9 วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้