“จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” ของคนจบ ป.6 เคยติดคุก กลับตัว คิดใหม่ 1 ปีขยาย 88 สาขา เป็นเศรษฐีเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

อาหารสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” ของคนจบ ป.6 เคยติดคุก กลับตัว คิดใหม่ 1 ปีขยาย 88 สาขา เป็นเศรษฐีเงินล้าน

ครอบครัวยากจน เติบโตในสลัม ใช้ชีวิตมาแทบจะทุกรูปแบบ ผ่านประสบการณ์ในชีวิตทั้งเรื่องดี และเรื่องร้ายมาไม่น้อย อาจเรียกโชกโชนก็ว่าได้ แต่การให้โอกาสตัวเองได้พิสูจน์ตัวตน และพร้อมจะแก้ไข พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อพลิกให้ชีวิตเปลี่ยน จนได้กลายเป็น “ไอดอลเงินล้าน” ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวตัวอย่างสร้างแรงบันดาลใจให้สำหรับคนฮึดสู้และลุกขึ้นมาท้าทายชีวิตในการปรับทัศนคติและวิธีการทำงาน ทำธุรกิจได้ดีไม่น้อย เพราะผู้ชายคนนี้สามารถทำธุรกิจให้สำเร็จได้จริงมาแล้ว

คุณสิริทัศน์ สมเสงี่ยม หรือ คุณติ๊ก เจ้าของธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ ที่ตอนนี้มีสาขาจิ้มจุ่ม เผยให้ชาวประชาได้เห็นและสัมผัสแล้วกว่า 88 สาขา ในระยะเวลาเพียง 1 ปี จนได้รับสมญานามว่า “ไอดอลเงินล้าน” ทั้งยังได้กลายเป็นนักเขียนและวิทยากรเนื้อหอม ที่มีหน่วยงานต่างๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อขอให้พูดถึงแนวทางอาชีพ แนวคิดชีวิตและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ว่าสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้อย่างไรอีกด้วย

จบ ป.6 โตในสลัม เคยติดคุก

ทำมากว่า 30 อาชีพ แต่ก็เจ๊ง

คุณติ๊ก เล่าความเดิมชีวิตเมื่อก่อนให้ฟังว่า “ผมโตในสลัม เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา ครอบครัวยากจน เคยลักขโมย เคยเป็นแมงดาในผับ ติดคุกตอนอายุ 17 ปี เป็นคุกเยาวชน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นขาดอิสรภาพมาก ที่สุดของชีวิตคือการได้นอนไม้กระดาน หลังจากนั้นจึงคิดใหม่ กลับเนื้อกลับตัว เพราะเข็ด

เมื่อออกมาจากคุก ก็หางานทำ นับเวลาเกือบ 20 กว่าปีมาแล้ว มายึดอาชีพกรรมกร รับจ้างเป็นคนแล่เนื้อหมู รายได้ตอนนั้น 600-700 บาท ซึ่งสำหรับเวลาในตอนนั้นถือว่าเป็นงานที่ได้เงินดีมากๆ เพราะเป็นอาชีพเฉพาะ ไม่ใช่ใครก็จะทำได้ การแล่เนื้อต้องมีฝีมือพอตัว

พอแล่หมู เก็บเงินได้สักพัก ก็อยากหาธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกแล้วมาเปิดร้านขายของ แต่ร้านก็เจ๊ง ก็กลับไปทำอาชีพแล่หมูใหม่ แล้วเก็บเงินไปเปิดร้าน เจ๊ง ก็ต้องกลับมาแล่หมูใหม่ เก็บเงิน แล้วก็เปิดร้าน เจ๊งก็กลับไปใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้เป็น 10 ปี มีอาชีพมาไม่ต่ำกว่า 20-30 อาชีพ จนตอนนั้นได้ฉายาจากคนอื่นๆ ว่า “ติ๊กร้อยร้านค้า” เพราะเปิดร้าน ปิดร้านไปเยอะมาก ยกตัวอย่างร้านได้เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว น้ำปั่น เสื้อผ้า กระเป๋ามือสอง เป็นต้น

เจ๊งจนท้อ จนไม่กล้าสู้ต่อ เพราะเบื่อกับวิถีชีวิตแบบเดิมแล้ว จึงกลับมาคิดใหม่ ต่อจากนี้จะไม่ออกจากงานประจำที่แผงหมู แล้วจะทำธุรกิจเล็กๆ ที่ทำหลังเลิกงานได้ จึงได้มาขายลูกชิ้นทอด หาทำเลหน้าเซเว่นฯ แถวบ้าน ชีวิตหลักๆ ตอนนั้นคือ เริ่มทำงานประจำเวลา 22.00-07.00 น. นอนหลังจาก 7 โมงเช้า ตื่นตอนเที่ยง บ่าย 3 โมงเย็นเปิดร้านลูกชิ้น ทำวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จึงมีทั้งรายได้ประจำและรายได้จากการขายลูกชิ้น”

คุณติ๊กเห็นว่าการขายลูกชิ้นมีรายได้ดี จึงคิดอยากขยายร้านขายลูกชิ้นเพิ่ม โดยวิธีการขายลูกชิ้น คือเปิดรับสมัครงาน เพื่อให้คนมาขายของให้ เป็นการขยายสาขาร้านลูกชิ้น พอร้านที่เปิดไปแล้วมีประสบการณ์สามารถขายเองได้ ก็ขยายไปอีกร้าน ขายลูกชิ้นได้กำไรเป็นแสน แต่ท้ายสุดก็เจ๊งอีก รอบนี้เกิดจากการติดการพนัน

ช่วงฟองสบู่แตก ธุรกิจทุกอย่างก็เจ๊ง จึงกลับมาช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้าน เพราะเห็นว่าอุปกรณ์มีอยู่แล้ว ทำแล้วก็ยังเจ๊งอีก ไปอยู่วงการอาบอบนวด แต่สุดท้ายก็ต้องเลิก เพราะมันไม่มีทางทำให้รวยได้ เคยมีเงินเป็นล้านก็ไม่เหลือ

ร้าน “จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ”

ปรับความคิด ปั้นธุรกิจสำเร็จได้

“ครั้งสุดท้ายที่ทำงานอาบอบนวด คือเมื่อ 5 ปีก่อนจนอิ่มตัว เพราะเดินมาสุดทางแล้ว แล้วก็ไม่รวย มีเงินล้านจากงานอาบอบนวดมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่รวย ไม่มีเงินเหลือ แล้วก็กลับมาขายลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิม ก็เจ๊งไป

และล่าสุด มาขายข้าวมันไก่ สูญเงินไปเป็นแสน มาเปิดร้านนม เพราะที่โคราชเห็นว่าร้านนมคนนิยม ก็เจ๊งอยู่ดี จนกระทั่งสุดท้าย กลับมานั่งคุยกับแฟน บอกกับเขาว่า อยากกลับไปทำร้านจิ้มจุ่ม เพราะเมื่อก่อนเคยเปิด ซึ่งเปิดถึง 2 ครั้ง แต่ 2 ครั้งนั้นก็เจ๊ง พอคุยกันว่าเรามาทำร้านจิ้มจุ่มกันไหม เปลี่ยนตึกร้านนมที่ยังไม่หมดสัญญาเช่า มาทำร้านจิ้มจุ่ม” คุณติ๊ก เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยน

ปัจจุบันนี้เปิดร้านจิ้มจุ่มมาได้ 1 ปี โดยใช้ชื่อว่า “จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” โดยคุณติ๊ก บอกว่า “ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถขยายสาขา ขายแฟรนไชส์ร้านจิ้มจุ่มมาได้ขนาดนี้ เพราะชื่อที่ใช้มันขายได้ ผลิตภัณฑ์ที่ขายก็สามารถขายตัวมันเองได้

ประสบความสำเร็จได้เพราะตัวผลิตภัณฑ์ที่มีความว้าว ความใหญ่ และได้เยอะ มีโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้ร่วมเล่นเกม ร่วมสนุก ตอนนี้ในกรุงเทพฯ มีสาขาที่ซื้อแฟรนไชส์ไปทำร้านอยู่ประมาณ 12-13 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาที่ขายแฟรนไชส์ไป ก็ขายดี ได้ผลตอบรับที่ดี”

ส่วนตัวคุณติ๊ก มองชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาว่า “คนเราจะประสบความสำเร็จได้เพราะตัวเราไม่เคยยอมแพ้ ไม่คิดจะยอมแพ้ต่ออะไร ไม่เชื่อเรื่องดวง สิ่งที่คิดอย่างเดียวคือ ผมจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ ทุกวันนี้ มองตัวเราเองว่าประสบความสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต และตั้งเป้าหมายในใจไว้ว่าอยากมีเงินร้อยล้านให้ได้ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า”

ส่วนธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อในขณะนี้ ประสบความสำเร็จได้เพราะมีเคล็ดลับคือ 1. เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนที่มาซื้อแฟรนไชส์ของเราไปทำ เมื่อคนทำธุรกิจได้เงิน ลูกค้าได้รับความสุข คุ้มค่า 2. คือทำธุรกิจทุกอย่างในชีวิตในระยะเวลา 3-4 ปีมานี้ เพราะผมทำทุกอย่างให้แตกต่างจากคนอื่น 3. ทำทุกอย่างให้ดีกว่าคนอื่น และทำให้ได้ในราคาที่เท่าคนอื่น คิดได้แบบนี้ขายอะไรก็รวย คุณติ๊ก กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊กเพจ จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ สาขาต้นแบบ หรือ โทรศัพท์ (087) 946-1155

ประมวลบรรยากาศตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0780150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

ทำมาหากินกับรถยนต์

นายภู http://www.facebook.com/RooRod

ประมวลบรรยากาศตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลัง

เป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นช่วงเวลาที่บริษัทรถยนต์ต้องประเมินผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมกับวางแผนทำการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง

แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจอาจจะยังไม่สู้ดีนัก แต่ข้อมูลจากบริษัทรถยนต์ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ตัวเลขยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้ว่าจะไม่ได้หวือหวานัก แต่ก็ถือว่าประคับประคองไปได้ และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงรักษาสถานะได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่าอาจมีทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากใกล้จะครบกำหนดเงื่อนไขของผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรกแล้ว แนวโน้มการเปลี่ยนรถหรือการซื้อรถคันใหม่อาจจะเพิ่มมากขึ้น

Big MOTOR SALE 2016 จบสวย ยอดขายสะพัดตามเป้า

ดัชนีชี้วัดหนึ่งที่สามารถใช้อ้างอิงทิศทางและกระแสของตลาดรถยนต์ในช่วงนี้ได้คือ งานแสดงรถยนต์เพื่อขาย Bangkok International Grand Motor Sale 2016 หรือ Big MOTOR SALE 2016 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา

งาน Big MOTOR SALE ในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีตามที่ผู้จัดงานคาดหวังและประกาศเป้าหมายไว้ในตอนแรกคือ คาดว่ารถยนต์จะทำยอดขายได้กว่า 20,000 คัน และรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะในส่วนของ Big Bike คาดว่าจะทำยอดขายได้กว่า 4,000 คัน โดยทั้ง 2 ส่วน รถยนต์และ Big Bike สามารถทำยอดขายได้ตามที่วางไว้ แม้ว่าจำนวนผู้เข้าชมงานตลอด 9 วัน จะลดลงจากเดิมก็ตาม โดยมียอดผู้เข้าชมงานตั้งแต่วันที่ 20-28 สิงหาคมอยู่ที่ 1.24 ล้านคน

ภายในงานมียนตรกรรมจากบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ที่สำคัญคือ งานในครั้งนี้ทั้งรถยนต์และ Big Bike มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงานกว่า 40 รุ่น เป็นไฮไลต์หนึ่งที่ช่วยสร้างสีสันและดึงดูดให้ผู้คนเข้าชมงาน ทางด้านรถยนต์กระแสของรถยนต์อเนกประสงค์ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ All New SIENTA รถยนต์อเนกประสงค์แบบ Compact MPV รุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากเป็นรถที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ในขณะนี้แล้ว โตโยต้ายังตั้งราคาของ All New SIENTA เอาไว้ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไปด้วย เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกอกถูกใจผู้ใช้รถไม่น้อย

เศรษฐกิจอาจจะไม่ดี แต่คนมีรถก็ยังคงต้องจ่าย

แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจอาจดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะดีนัก ซึ่งแน่นอนว่าต้องกระทบถึงธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ด้วย แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งการทำมาหากินเกี่ยวกับรถยนต์ก็อาจไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด อย่างไรเสียแล้วในการใช้รถยนต์ผู้ใช้รถก็ยังคงต้องจ่ายในสิ่งที่จะต้องจ่าย โดยแบ่งการจ่ายออกได้เป็น 2 กรณีคือ…

– ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุงตามระยะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ไส้กรอง หรือค่าซ่อมบำรุงรักษาทั่วไป

– ค่าใช้จ่ายที่พึงพอใจ เป็นเรื่องของการตกแต่งโมดิฟายตลอดจนการติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ มีทั้งการติดตั้งชุดแต่งเพื่อความสวยงาม การเปลี่ยนล้อและยาง ไปจนถึงกับปรับแต่งเพิ่มสมรรถนะ

กลุ่มผู้ใช้รถที่นิยมการปรับแต่งรถยนต์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น หรือการปรับแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์อยู่แล้วหรือกำลังมองหาโอกาสในการทำธุรกิจทางด้านนี้

Big Bike กระแสการปรับแต่งไม่แพ้รถยนต์

ทางด้าน Big Bike ก็เช่นกัน ในขณะที่กระแสการใช้รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่อย่าง Big Bike เติบโตขึ้น กระแสการปรับแต่งก็เติบโตคู่ขนาดไปด้วยเช่นกัน โดยมีกระแสและทิศทางความต้องการไม่แพ้การปรับแต่งรถยนต์เลยทีเดียว

มีทั้งการตกแต่งเพื่อความสวยงาม อุปกรณ์เสริมต่างๆ ทั้งของรถยนต์และของผู้ขับขี่เอง ไปจนถึงการปรับแต่งเพิ่มสมรรถนะ โดยในขณะนี้แม้แต่เรื่องของการปรับจูนหรือติดตั้งกล่องแต่งใน Big Bike ก็ไม่ต่างอะไรจากในรถยนต์เลย ซึ่งรถ Big Bike รุ่นใหม่ๆ ต่างก็เป็นระบบหัวฉีดและมีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน

ดังนั้น แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ถึงกับแย่เสียทีเดียว การทำมาหากินเกี่ยวกับรถยนต์ก็ยังคงมีโอกาสอยู่ ขอเพียงมองให้ออกว่าผู้ใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ต้องการอะไร ที่สำคัญมาตรฐานในการให้บริการและคุณภาพในเรื่องของฝีไม้ลายมือต้องดีจริงๆ อย่างไรเสียก็มีรถให้ทำอย่างแน่นอนทั้งรถใหม่และรถเก่าที่มีวิ่งอยู่เต็มถนน

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 630 : 1 กันยายน 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

24 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/”ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

77 คนรักผัก/ชาใบหม่อน

79 หมอเกษตร ทองกวาว/ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

ไม้ดอกไม้ประดับ

30 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

34 หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

เทคโนโลยีการเกษตร

38 สวพ. 2 แนะเทคนิคใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพผลิตพืช

45 เกษตรกรปริญญาโท เมืองแปดริ้ว เผยเทคนิค ปลูกกล้วยน้ำว้าอย่างไร ให้ได้ผลดี

50 ไปชมสวน อินทผลัม “KDP” (KORAT DATE PALM) ของ ประทิน อภิชาติเสนีย์ ที่ปักธงชัย โคราช

63 ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

เสวนาเกษตรสัญจร

42 ชี้ช่องรวยรายวัน กับ การปลูก กล้วยน้ำว้า-มะละกอ

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

56 ว่านหางจระเข้?วุ้นสีเขียวมหัศจรรย์โลชั่นจากสวรรค์

เทคโนฯ สัมมนา

58 สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 1) “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

รายงานพิเศษ เจาะลึก สภาเกษตรกรแห่งชาติ

68 จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี” เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

72 “จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่ เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สมุนไพร อภัยภูเบศร

76 สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

เยาวชนเกษตร

81 เสนารัฐวิทยาคม ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

เก็บมาเล่า

83 ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

คิดเป็นเทคโนฯ

84 ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

Miracle Thai Agriculture

85 Pork Ribs Braised in Onion

เทคโนโลยีการประมง

86 สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

เกษตรในเมือง

88 ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

สัตว์เลี้ยง สวยงาม

91 เทคนิค ทำ ร็อตไวเลอร์ ให้ขี้เล่น สูตร ฟาร์มธารารัตน์

เทคโนโลยีปศุสัตว์

93 รับจ้างขุนวัว ธุรกิจวินวิน ทั้งคนจ้าง คนเลี้ยง

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

95 วัวบราห์มันในประเทศไทย (1)

กศน. ทั่วไทย

97 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

99 กศน. ทั่วไทย

มติชนอคาเดมี

103 สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 ฟาร์มไส้เดือนเดช ที่อ้อมน้อย สมุทรสาคร เพาะ-จำหน่าย พันธุ์และปุ๋ยไส้เดือน

108 “เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต

110 สรุปราคาสินค้าเกษตร

111 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

วิถีชาวบ้าน

112 วิถีท้องถิ่น/ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

114 เดินห่าง…จากความจน/ณัฏฐนันท์ วรรณศิริ ขอบอกว่า…”ปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่ง คุณเองก็ปลูกได้”

116 ฎีกาชาวบ้าน/อย่าเบี้ยว

118 ของใช้ชาวบ้าน/มีดปอกตาสับปะรด

120 ครัวชาวบ้าน/ปลาส้ม?ปลาเปรี้ยว ภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านไทยๆ

122 เขียว สวย หอม กินได้/ดองหอย ดองปู จากทะเลดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/ปฏิบัติการโปแลนด์ (4)

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/บางหลวง บางกอกใหญ่ บาง (บัง) ยิงเรือ บางยี่เรือ ตำนานวังน้ำวน วัดราชคฤห์วรวิหาร

128 ธรรมะจากวัด/กาลามสูตร

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีเลย นอกจากนั้น การปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด

อย่างกรณีของ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ต่อมาได้ต่อยอดมาเปิดร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก

คุณภัทรา เล่าย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานบนเส้นทางของข้าราชการครูมานานถึง 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ก็ได้รับการแนะนำจากน้องสาวให้ลองปลูกไผ่บงหวาน ก็ได้ศึกษาเรื่องไผ่บงหวานและก็ได้ตัดสินใจไปซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 กล้า เป็นเงิน 25,000 บาท และก็ได้นำมาปลูกและขยายมาเรื่อยๆ

ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ

หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี 2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

พันธุ์ที่ปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง”

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น

สร้างงานในครอบครัว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่”

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

1 ไร่ ปลูกได้ 200 กอ

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

ให้ออกตลอดทั้งปี

ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัม

สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก

“การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

“เนื้อนางศรีนวลยวนใจชาย

เพริศแพรวพรรณรายโสภาลาวัณย์

พี่ยลโฉมฉาย แล้วมิวายรำพัน

นวลเนื้อเย้ยจันทร์ ให้พลันอับแสง

สองปรางโสภางค์แซมชมพู

เมื่อยามชื่นชูพิศดูเรื่อแดง

พี่ตะลึงแลค้างคิดว่านางจำแลง

นวลน้องผิวแตงพี่แคลงอุรา

พรหมองค์ใด หรือใครสรรสร้าง

ให้นางงามเหนือกว่านางฟ้า

ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า

ราตรีที่มีดาริกา ต้องมาแพ้พ่ายอับอายนวลน้อง

พี่เองยังต้องครองระทมข่มใจ…ฯลฯ”

บทเพลงพรรณนาความงามของนวลน้องศรีนวล จินตนาการแล้วน่าจะเป็นนางฟ้าจำแลง จากประโยคที่ว่า “ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า” จึงไม่แน่ใจว่า บนสวรรค์ มีห้องอบซาวน่า หรือรับทำ “สปา” ก่อนลงมาเยือนโลกให้ชาวดินได้ชมโฉมโสภาลาวัณย์ หรือว่านวลน้องเป็นชาวโลกเอง ทำสปาอบซาวน่าจนเนื้อผิวนวลงามดับแสงจันทร์ ไล่แสงดาวให้อับอาย คงจะต้องตามหาห้องเสริมสวยทำสปาอบผิวนวลให้เนียนเหมือนผิวแตง ว่าร้านนั้นอยู่แห่งไหน หรือใช้สมุนไพรอะไร จึงทำให้งามยวนใจ ดังบทเพลงชื่อ “เนื้อนวล” ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร ประพันธ์โดย ป.วรานนท์ และ ขนิษฐา ขนงทิพย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 เป็นเวลา 60 ปีแล้ว

ความสวยงามใดๆ ของกุลสตรี โดยหลักก็มีอยู่ 3 ประการ ดังบทเพลงชื่อ “กุลสตรี” ที่ คุณสวลี ผกาพันธุ์ ขับร้อง ประพันธ์โดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ความตอนหนึ่งว่า

“นารีมีความสวยสามประการ สวนน้ำคำพร่ำกล่าวขาน หวานหวานกับทุกคน สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไป” นี่คือความงามที่มีในตัว ผู้อื่นจะมองเห็นได้เมื่อนวลนางนั้นพึงปฏิบัติ งามด้วย “น้ำคำ น้ำใจ น้ำมือ” แต่ความงามจากกายที่มองเห็นเป็นเบื้องแรก ที่จะสะดุดตาสะดุดใจผู้ที่เห็นจากผิวเนื้อ วงพักตร์ นวลปรางค์ พวงแก้มนั้น คือความงามที่ปรากฏเป็นภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งสามารถปรุงแต่งได้จากมวลวัตถุธาตุ

หากจะยึดคำพังเพยว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่ยากที่จะกระทำ เพราะตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งยุคดิจิตอลปัจจุบัน ที่นับวันจะปรุงแต่งความงามความสวยด้วยเจตนานั้น พัฒนาการเสริมงามจากสมุนไพรใต้ดินมาอยู่ในตลับครีม หลอดลามิเนทบีบ หรือกระป๋องสเปรย์ แม้แต่ “มีดหมอ หรือมือแพทย์” ก็มีคนปรารถนาที่จะยอมให้กรีดเนื้อเพื่อความงาม อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสคุณค่าของสมุนไพรไทย หรือสูตรเภสัชโบราณ ที่เป็นที่ยอมรับสวนกระแส สู้ผลิตภัณฑ์ “ของแพงจากเมืองนอก” บอกให้รู้ว่า สมุนไพรแผนโบราณ หรือสูตรสมุนไพรไทยท้องถิ่น เป็นเภสัชใกล้ตัวเราได้ผลไม่น้อยหน้ากว่าของนอกแน่นอน ก็หันกลับมามองและนำสมุนไพรเหล่านั้นมาใช้ในวงการความงามด้านสปามากขึ้น

ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ล้ำเลิศ หมอพื้นบ้านท่านรู้จักเอาสมุนไพรต่างๆ จากธรรมชาติมาปรุงเป็นยา ทั้งรักษาโรค บำรุงร่างกาย และทำเป็นยาสมุนไพรอบร่างกายได้ด้วย โดยคัดสรรสมุนไพรที่เหมาะสม มีสรรพคุณให้ร่างกายสดชื่น สูดดมเข้าไปได้ประโยชน์ คลายอาการปวดเมื่อย คลายเครียด สบายเนื้อตัว ปลอดโปร่ง โล่งจมูก หายใจคล่อง หายหอบหืด ผิวหนังสะอาด เกลี้ยงเกลา รวมทั้งวิธีการต่างๆ ในการอบสมุนไพร ก็สามารถปรุงใช้เองที่บ้านโดยไม่ยาก

มีพืชพันธุ์มากกว่า 2,000 ชนิด ในเขตเอเชีย ที่สามารถสกัดเป็นน้ำมันหอยระเหยได้ แต่สำหรับเมืองไทยมีไม่น้อยกว่า 400 ชนิด ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพร แม้ว่าธุรกิจสปาจะถือกำเนิดมาจากซีกโลกตะวันตก แต่น่าแปลกที่วัตถุดิบประเภทสมุนไพร กลับอุดมสมบูรณ์ในฝั่งเอเชีย แสดงถึงความหลากหลายทางทรัพยากรที่เสริมสร้างสุขภาพของเราอย่างล้นเหลือ อย่างนี้แล้ว สปาไทยจึงเป็นที่โดดเด่นเรียกหาจากต่างชาติ ที่ถือว่าเป็นเสน่ห์แบบไทยๆ ที่จะสร้างทั้งอาชีพแก่เกษตรกรและเป็นที่รู้จักของโลก

ความเครียดของทุกคนเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะคลายเครียดได้ด้วยการเยียวยารักษาความปวดร้าว ระบมให้อ่อนลงด้วยสูตรเภสัชสมุนไพรโบราณหมอชาวบ้านได้มากมาย หากเครียดด้านจิตใจ สัมผัสสมุนไพรคลายอารมณ์ ที่ปัจจุบันชอบใช้คำว่า “รีแลกซ์” ด้วยขั้นตอนกรรมวิธี “สปา” พาตัวเองไปอยู่ในโลกส่วนตัวกับกลิ่นไอ และสายเสียงกับบรรยากาศธรรมชาติที่อบอวลด้วยสมุนไพรกระตุ้นไออุ่น หรือไอเย็น ก็สุดแต่จะปรารถนา เพราะการนำเอาสมุนไพรที่ดี เหมาะสม มีคุณค่า มีสรรพคุณทางยาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จะเป็นครีมธรรมชาติ น้ำมันสมุนไพร หรือจะรวมเอาหลายสิ่งมาผสมผสานกลายเป็น “ลูกประคบ” ห่อผ้าดิบ มาใช้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เส้นตึง เอ็นหด ก็มีทุกสูตร ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งเข้ารับบริการทำสปา หรือเรียกหาลูกประคบ ก็เป็นการยกเอาความสุขมาห่อหุ้มทั้งเรือนร่างและจิตใจ มิได้หมายความว่าเป็นผู้ป่วยที่มารับการรักษาอาการป่วย แต่เป็นผู้ต้องการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ให้สดชื่นรื่นรมย์ สร้างอาณาเขตแห่ง “โลกส่วนตัว” ได้โดยอิสระ

การอบสมุนไพร เป็นกรรมวิธีดูแลสุขภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งมีมานานแล้วสำหรับเมืองไทย มีทั้งในร้านเสริมสวย ในบ้านตัวเอง แม้กระทั่งในวัดบางแห่งก็มีห้องอบสมุนไพรให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เบาเนื้อเบาตัว ระบายเหงื่อทุกขุมขน ร่างกายพลิกฟื้นคืนกลับ เช่นสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค หรือผู้ที่คลอดบุตร มักจะนิยมอบสมุนไพรในเวลาต่อมาหลังจากออกไฟแล้ว หากมดลูกอ่อนแอก็จะกลับเข้าอู่เร็ว การขับน้ำคาวปลาออกก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น หมอพื้นบ้าน หรือแพทย์แผนโบราณของไทยเรามีการคิดค้นหาทางให้แม่ลูกอ่อน หรือผู้หญิงหลังคลอดบุตรมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ จึงนำสมุนไพรมาเยียวยา ฟื้นฟู ซึ่งสมุนไพรที่นำมาใช้สามารถปรุงเป็นยากิน ยาอบในห้องอบ ตู้อบ รวมทั้งปรุงผสมเป็นลูกประคบ ก็นิยมใช้

ลูกประคบมีมานานกาลแล้ว เพราะการนำสมุนไพรมาปรุงเป็นยา ซึ่งใช้ได้ทั้งรับประทาน ยังสามารถปรุงเป็นยารักษาภายนอกร่างกายได้ด้วย ใช้ได้ทั้งเดี่ยวๆ หรือปรุงผสมผสานหลายๆ อย่าง ทำเป็นยาทา พอก พ่น สูบ ยาอม รมควัน และเป็นยาประคบ ซึ่งเราเรียกว่า ลูกประคบ ก็ถือว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญา ลูกประคบทำได้โดยนำส่วนผสมต่างๆ จากสมุนไพร มาคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน หรือรวมแต่ละชิ้น แต่ละแท่ง มาห่อเป็นรูปทรงด้วยผ้าดิบ ให้มีชายผ้าที่ห่อรวบเอาขึ้นบนแล้วผูกชายผ้ามัดเป็นห่อ แล้วผูกมัดด้วยเชือก หรือเส้นด้ายให้แข็งแรง ขนาดใหญ่ เล็ก แล้วแต่ส่วนผสมตามสูตรสมุนไพร

สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในมัดห่อลูกประคบมีหลากหลายสูตรส่วนผสม ส่วนใหญ่มักจะเท่าๆ กันทุกชนิดสมุนไพร แต่มีวัตถุส่วนผสมอย่างหนึ่งที่จะมีน้อยที่สุดในสูตรคือ การบูร ซึ่งจะใส่ทุกสูตรไม่ถึง 1% เช่น รากดีปลีแห้ง รากดองดึงแห้ง รากเจตมูลเพลิงแห้ง หญ้างวงช้างแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง อย่างละ 1 ขีด แล้วใส่การบูรเกล็ด 2 กรัม สำหรับตัวยาสมุนไพรสูตรต่างๆ อัตราส่วนผสมและชนิดของสมุนไพรก็แตกต่างกันตามแต่ละตำรับยา หรือจุดประสงค์ในการใช้กับอวัยวะร่างกายส่วนใดก็มีสูตรเฉพาะ โดยใช้สมุนไพรที่หาได้ไม่ยาก เช่น ขมิ้นชันแห้ง เหง้ากระชายแห้ง ใบน้ำเต้าแห้ง ใบผักบุ้งแดงแห้ง สมุลแว้งแห้ง ไคร้น้ำแห้ง ผิวมะกรูดตากแห้ง ไพลตากหรืออบแห้ง ใบมะขามแก่ตากแห้ง ดอกคำไทยแห้ง ขมิ้นอ้อยตากแห้ง ใบมะนาวตากแห้ง ใบกะเพราแดงแห้ง ว่านไฟแห้ง เปลือกต้นขี้เหล็กแห้ง ใบส้มโอแห้ง ใบหนุมานประสานกายแห้ง หัวหอมแดงแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง ส่วนใหญ่นำส่วนของสมุนไพรที่กล่าวมาผสมกัน บดละเอียด แต่ละสูตรจะใช้ตัวสมุนไพรไม่เกิน 10 อย่าง มาเป็นลูกประคบ และทุกสูตรจะมีการบูรผสมด้วย

การนำลูกประคบมาประคบร่างกายคนเรานั้น กรรมวิธีปฏิบัติก็คือ ให้นำลูกประคบไปอังความร้อนพออุ่นๆ เช่น ผ่านไอน้ำ หรือแผ่นความร้อน แล้วจึงประคบกับผิวหนังตรงบริเวณอวัยวะที่ต้องการ ความอุ่นจากลูกประคบที่อังความร้อนมาแล้ว จะแผ่กระจายความร้อนเข้าในตัวสมุนไพรที่บดเป็นผงละเอียด แล้วการระเหิดของการบูรก็จะพากลิ่นไออุ่นกระจายออกมา ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อได้รับสรรพคุณทางยาสมุนไพร ซึมซาบ แทรกซึม ผ่านผิวหนังสัมผัสเส้นเลือด เกิดความสบายและผ่อนคลาย

ลูกประคบ คือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษไทย สืบทอดลูกหลานมาถึงปัจจุบัน เป็นเทคนิคการดูแลสุขภาพของบรรพบุรุษ ที่ยังใช้ได้ดี ได้ผล กับชนรุ่นต่อๆ มาจนปัจจุบัน จัดเป็นคุณค่าพลานุภาพของสมุนไพรไทยของเรา ซึ่งปัจจุบัน เราอาจจะพบเชิงการค้า การตลาด ที่โฆษณาลักษณะ “อโรมาเธอราปี้” (Aromatherapy) ที่ใช้พลังกลิ่นหอมจากมหัศจรรย์สมุนไพรธรรมชาติ ผสมผสานกลิ่นหอมจากดอกไม้ โดยวิธี “นาสิกสัมผัส” ขณะที่ลูกประคบแนบเนื้อเรา กลิ่นดอกไม้และสมุนไพรก็ทำหน้าที่เป็นแขกเยือนทั้งร่างกาย และจิตใจเราให้ล่องลอยตามไปด้วย

สำหรับการเสริมสร้างสุขภาพด้วย “ยาอบสมุนไพร” ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง สดชื่น ปลอดโปร่ง บรรเทาความเมื่อยล้า บำบัดความซึมเศร้าได้อีกด้วย การอบสมุนไพรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งสูงวัยและสตรีที่มีบุตรแล้ว แต่ปัจจุบัน เป็นที่นิยมตั้งแต่สตรีวัยรุ่นจนถึงทุกๆ วัย ซึ่งถ้าย้อนถึงการคิดค้นวิธีใช้สมุนไพร ก็มีเริ่มตั้งแต่การนำพืชสมุนไพรมาต้มในน้ำ จากนั้นก็นำน้ำร้อนนั้นผสมกับน้ำธรรมดาให้อุ่นพออาบ ซึ่งน้ำสมุนไพรนี้ก็จะมีส่วนพืชสมุนไพรรินหลั่งสัมผัสผิวกาย ตัวยาก็จะแทรกซึมไปยังเนื้อเยื่อร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “การอาบน้ำสมุนไพร” แล้วก็พัฒนาการต่อมาก็กลายเป็นการ “อบสมุนไพร”

การอบสมุนไพร ทำโดยการนำสมุนไพรหลายๆ ชนิดผสมรวมกัน แล้วต้มให้น้ำเดือด ปล่อยให้ไอระเหยออกมาสัมผัสเรือนร่างในพื้นที่จำกัด ให้ได้ความร้อนหรือไอร้อนจากน้ำต้มสมุนไพรด้วย ถ้าอบเป็นส่วนตัวคนเดียวก็อาจใช้ตู้อบ หรือกระโจมอบ แต่ถ้าหลายๆ คน ก็อาจจะเป็นห้องปิดที่เข้าไปนั่งหรือยืนได้ตามสะดวก ถ้าศึกษาภาชนะต้มตั้งแต่นานมาแล้ว หม้อต้มยานิยมใช้ “หม้อต้มดินเหนียว” หรือรู้จักกันว่า “หม้อดิน” ปัจจุบันนิยมใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้า” เพื่อความสะดวกและสามารถดัดแปลง หรือบังคับทางเดินไอน้ำสมุนไพรให้พ่นไปตามทิศทางที่ต้องการได้ ในการต้มน้ำสมุนไพรให้เดือดพล่านแล้ว ให้ใส่การบูรที่บดละเอียดลงในหม้อต้มที่กำลังเดือด กลิ่นไอการบูรพร้อมตัวยาสมุนไพรก็จะระเหย ให้สูดกลิ่นสัมผัสทั้งนาสิก สูดล้างโพรงจมูกให้โล่ง สบาย บำบัดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนร่างกายก็สัมผัสไออุ่นจากสมุนไพร ส่วนเวลาที่อยู่กับการอบตัว ควรใช้เวลาเพียง 12-15 นาที ไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อครบเวลา ควรออกมาสัมผัสให้ร่างกายแห้งแล้วจึงอาบน้ำให้สดชื่น

สูตรยาอบสมุนไพรก็มีส่วนผสมหลากหลายพืชสมุนไพร อาจจะใช้ทั้งยอด ทั้งใบ หรือส่วนต้น เหง้า ได้แก่ ใบมะขาม หัวหอมแดง ผิวมะกรูด ตะไคร้ ต้นใบส้มป่อย เปลือกมะนาว ใบกะเพรา ไพล กระชายแห้ง เปลือกส้ม ใบต้นเหงือกปลาหมอ ใบละหุ่ง หญ้าคา ใบส้มโอ ต้นข่า ขมิ้นชัน สูตรต่างๆ ก็มีส่วนผสมตามตำรับยาแต่ละสูตร มีหนึ่งอย่างที่ต้องใช้คือ ผงการบูร

จากคำร้องในบทเพลง “เนื้อนาง” ตอนต้น ซึ่งได้ยลโฉมความงามดังเทพีลงมาเยือนหล้า แม้ดาวเดือนบนฟ้ายังอาย ทีนี้เมื่อได้ผ่าน “สปาทำประคบ-อบสมุนไพร” แล้ว ลองพิจารณาอีกครั้งว่า ความสวยนั้น งามจนน่าอิจฉาระดับไหน จากคำร้องในบทเพลง “ปานทิพย์เทพี” ที่คิดว่าผู้ชื่นชมจะเหมาะสมเพียง “เทพ” เท่านั้นหรือ?

เพลง ปานทิพย์เทพี

ทำนอง พยงค์ มุกดา

คำร้อง ป.วรานนท์

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร

งามเอ๋ยแม่งามเพียงหยาดฟ้า

งามเสียจนอุมาแม่อิจฉาความงาม

ทั่วเรือนร่างโสภางค์สมลือนาม

คมเนตรแวววามดั่งจะหยามดารา

งามเอ๋ยแม่งามอรชร

งามแม้ยามบังอร แม่ย่างเยื้องลีลา

คิ้วขนงโก่งงอน คันศรรามา

พริ้มพักตร์จันทรา หลบเมฆาเพราะเอียงอาย

อยากจะปองเป็นเจ้าของเธอคนเดียว

อยากจะโน้มเหนี่ยวดอกฟ้ามั่นหมาย

อยากจะอยู่เคียงคู่เคียงกาย

กลัวเทวาใจร้าย คงสาปพี่วายชวดชม

งามเอ๋ยแม่งามสูงศักดิ์ศรี

ปานทิพย์ดังเทพี ยั่วพี่นี้ตรอมตรม

ได้แต่ปองเป็นเจ้าของในอารมณ์

เพราะเธอเหมาะสม เทพหมายชมปานทิพย์เทพี

นอกจากความงามของกุลสตรี ที่ว่า “งามน้ำคำ งามน้ำใจ งามน้ำมือ” แล้ว ความงามจากเรือนกายที่มองได้จากภายนอก ย่อมเป็นที่ปรารถนาทั้งของเจ้าตัว และผู้พบเห็น แม้ว่าจะต้อง “คนงามเพราะแต่ง” แต่การทำสปาชุบลูกประคบอบสมุนไพร ไม่ถือว่าแต่งให้งามตามใจคิดอย่างเดียว เพราะสมุนไพรไม่ได้เสริมเฉพาะสวย แต่จะรวยด้วยสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในลูกประคบ และกลิ่นไออุ่น กรุ่นด้วยบรรยากาศที่ให้ทั้งสุขภาพกายและจรุงใจคลายเครียด

หากเดินออกจาก “ห้องเสริมสวย” อาจจะถูกนินทาว่า “เสริมเท่าไรก็ไม่สวย” แต่ถ้าคลุมผ้าออกจาก “ห้องอบสมุนไพร” ก็จะได้รับคำชื่นชมว่า “รักสวยด้วยสุขภาพ” นั่นแหละหนุ่มๆ จะอิจฉา “ลูกประคบ” แล้วอยากจะเป็นตู้อบสมุนไพร!

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

หมากผู้หมากเมีย จัดเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่เป็นทรงพุ่ม ซึ่งมีลักษณะสีสันของใบสวยงามหลากหลายสีสัน ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร เป็นข้อถี่ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น แผ่นใบมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ใบรูปหอกเรียวยาว แต่ที่เป็นจุดเด่นคือสีของใบที่มีสีสันสวยงามหลากหลาย เช่น สีม่วง สีน้ำตาล สีเขียวอ่อน สีแดง สีชมพู เป็นต้น

คนไทยสมัยโบราณมีคติความเชื่อที่ว่า หากบ้านใดปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ประจำบ้านจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งหากต้องการให้มีความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและปลูกในวันอังคาร

นอกจากจะปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือนแล้ว ยังนิยมตัดใบของหมากผู้หมากเมียใช้ในการประกอบในงานพิธีต่างๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

คุณณรงค์ สาลีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความรู้เรื่องหมากผู้หมากเมียตัวระดับตัวยงเลยก็ว่าได้ เพราะพื้นที่ในย่านนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดไม้ประดับชนิดนี้ เพราะมีทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ รวมๆ แล้วมากกว่า 200 สายพันธุ์เลยทีเดียว

เด็กทำสวนมะพร้าว

ผู้ชื่นชอบหมากผู้หมากเมีย

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีในพื้นบริเวณในแถบนี้มีอาชีพทำสวน และที่สำคัญทำน้ำตาลมะพร้าวเป็นหลักเพราะมีสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการทำสวนของพ่อแม่ที่สืบทอดต่อกันมา จึงทำให้คุณณรงค์ได้รับวิทยาการความรู้การทำน้ำตาลมะพร้าวด้วยเช่นกัน

“สมัยก่อนนี่ยอมรับเลยว่า ดิน ฟ้า อากาศ ดีมาก ไม่ว่าทำอะไรมันก็สำเร็จ น้ำในพื้นที่ก็ไม่เค็ม ไม่กร่อย เหมือนทุกวันนี้ หรือมีก็เดือนครึ่งเดือน การทำอะไรก็สะดวกไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องเพาะปลูกก็ได้ผลผลิตที่ดี เป็นอาชีพที่ทำกันมานาน ซึ่งผมเองก็เห็นก็ได้ทำสวนส่วนที่บ้าน พอเราไปทำสวน จากที่เราสังเกตมาตั้งแต่เด็กในพื้นที่นอกจากสวนที่ทำแล้ว ชาวบ้านแถวนี้ก็จะมีไม้ประดับ 3 ชนิด เรียกว่าเห็นมาตั้งแต่ผมเกิด ก็จะมีโกสน หมากแดง และก็หมากผู้หมากเมีย” คุณณรงค์ เล่าถึงความเป็นมา

ซึ่งหมากผู้หมากเมียที่อยู่ในบริเวณนี้ เปรียบเสมือนเป็นไม้ประจำถิ่นที่ขึ้นอยู่ภายในสวนมะพร้าว เพราะไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามที่ร่มรำไรชายคา จึงเจริญเติบโตได้ดีทางข้างร่องสวนมะพร้าว เมื่อชาวบ้านเห็นถึงความสวยงามที่เด่นของไม้ชนิดนี้ จึงได้นำมาปลูกใส่กระถางเพื่อตกแต่งบ้านเรือน

“หมากผู้หมากเมียพอมีมากขึ้น มันก็เกิดการผสมกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สีสันสวยงามชวนมองมาก ซึ่งผมเองช่วงนั้นประมาณอายุ 12 ปี ประมาณ พ.ศ. 2500 ก็เริ่มนำมาปลูกเก็บสะสมตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเห็นสวยงามเก็บสะสมพันธุ์มาเรื่อยๆ เจอตามบ้านพี่ป้าน้าอาสวย ก็ขอเขามาตลอด เก็บสะสมมาจนมีเยอะแยะ เราก็เอากิ่งมาปักชำข้างบ้านมันขึ้นง่ายมาก ก็เลยมีกันแยะในพื้นที่นี้” คุณณรงค์ เล่าถึงที่มาของการสะสมหมากผู้หมากเมียของตนเอง

เป็นไม้ที่มีสีสันสวย สะดุดตา

มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คุณณรงค์ เล่าว่า การปลูกหมากผู้หมากเมียต้องยอมรับว่าปัจจุบันยากกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากดินที่ใช้ปลูกไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะสมัยก่อนดินที่อยู่ตามร่องสวนเกิดจากใบไม้ที่ทับทมกัน จึงมีธาตุอาหารที่พืชสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

“ดินที่ใช้สำหรับปลูกสมัยก่อนมันเป็นดินเลนแม่น้ำจริงๆ เป็นดินที่มีประโยชน์มีคุณค่า มีสารอาหารเยอะมาก แต่ตอนนี้มันเสื่อมโทรมไปมาก ซึ่งการปลูกก็มี 2 แบบเพื่อใช้ประโยชน์ คือ หนึ่ง ตัดใบขาย เพื่อเอาไปกำดอกไม้ กับอีกจุดประสงค์ที่สอง คือ ปลูกเป็นไม้ประดับ ซึ่งจากการได้ปลูกเลี้ยงเรียนรู้จนทำให้รู้ว่า หมากผู้หมากเมียสามารถขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่เหง้ายันยอดเลยที่มันขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก” คุณณรงค์ กล่าว

การขยายพันธุ์หมากผู้หมากเมียสามารถทำได้ 2 แบบ คือ

1. การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด หากจะได้ไม้ที่แปลกใหม่สวยต้องใช้เวลานานนับปี ซึ่งในสมัยก่อนจะมีข้อเสียเมื่อเวลาที่ต้นอ่อนงอกจากเมล็ด แมลงศัตรูพืชมักรบกวนทำให้ไม้เกิดความเสียหาย ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้นจึงมีการพัฒนาในการปลูกมากขึ้น ทำให้ต้นอ่อนที่เพาะเมล็ดเกิดความเสียหายน้อยลง

“เราใช้เวลาช่วงเพาะเมล็ดประมาณ 1 ปี จากนั้นเราก็จะเอาต้นที่อายุครบ มาย้ายปลูกลงในกระถาง ดูแลอีกประมาณ 3 ปี มันจึงจะเห็นสีสันที่สมบูรณ์ ออกดอกออกลูก เห็นเด่นชัดว่ามันเด่นแบบไหน จะสวยประมาณใด และสามารถนำส่งเข้าประกวดได้ไหม” คุณณรงค์ กล่าว

2. การขยายพันธุ์ด้วยการตอน การปักชำยอด และการชำข้อ ทำการตัดต้นให้มีข้อปล้องประมาณ 2 ท่อน แล้วนำไปชำ ซึ่งแม้แต่เหง้าก็สามารถนำมาปักชำได้ ซึ่งการปักชำทำให้เกิดการขยายพันธุ์มากขึ้น ใช้เวลาไม่นานเหมือนการเพาะเมล็ด

วัสดุที่ใช้สำหรับปลูกหมากผู้หมากเมียที่ดีที่สุดคือ ดินเลนที่ได้จากใบไม้ผุที่นำขึ้นมาจากร่องสวน สามารถนำมาปลูกกับไม้ที่มีความแข็งแรงได้เลย จากนั้นดูแลรักษาเรื่องโรคและแมลงด้วยการฉีดพ่นยาเป็นการดูแลรักษา

“ช่วงฝนชุกกับช่วงเข้าหนาว มันจะเกิดเชื้อรา เราก็ต้องป้องกันเรื่องน้ำให้ดี เพราะมันจะทำให้ยอดเสีย และที่สำคัญหากว่าวัสดุปลูกแฉะมากเกินไป ก็สามารถเกิดเชื้อราได้ ส่วนช่วงเข้าหนาว ราน้ำค้างและไรแดงต้องระวังให้ดี เพราะว่าช่วงนั้นมันจะมาพร้อมกับการทำลายยอดมะม่วง มันก็จะเข้ามากินใบหมากผู้หมากเมียเราเสียหาย ทำให้ใบเสียเป็นจุดดูไม่งามตา จะมีปัญหาได้เวลาที่เราส่งไม้เข้าประกวด” คุณณรงค์ อธิบาย

ปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย

และเพื่อเป็นไม้ประดับ

คุณณรงค์ บอกว่า หมากผู้หมากเมียที่นำมาปลูกเลี้ยงนอกจากจะทำเพื่อเป็นไม้ประดับสวยงามแล้ว คนในพื้นที่ส่วนมากยังปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้สามารถส่งจำหน่ายได้ตกเดือนละแสนใบต่อเดือน ซึ่งมีใบออกมาเท่าไรก็สามารถส่งจำหน่ายได้หมด

“ใบที่เขานิยมตัดใบ จะเป็นสีเขียวขาว และก็ใบสีชมพู หรือก้านสีชมพู ที่ปากคลองตลาดนี่ต้องการตลอด เขาก็ให้ราคาอยู่ที่ใบร้อยละ 10-12 บาท อันนี้คือราคาที่มารับซื้อที่สวน เขาก็จะรับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง” คุณณรงค์ กล่าว

ส่วนหมากผู้หมากเมียที่ปลูกเลี้ยงเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ คุณณรงค์ บอกว่า ที่อำเภอพระประแดงแห่งนี้มีสายพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ อาจมากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีทั้งที่เป็นพันธุ์เก่าดั้งเดิมและสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นมา

“หมากผู้หมากเมียสำหรับเป็นไม้ประดับ ราคาจะแตกต่างกันมาก อย่างช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาว สีสันจะเริ่มออกเต็มที่ ซึ่งช่วงนี้เราจะเรียกว่าเป็นช่วงหมากผู้ มันจะมีความสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือการออกดอกออกผล ส่วนในช่วงที่จะเป็นฤดูร้อนที่มันจะเจอแสงแดดจัดๆ มันก็จะเริ่มแสดงความเป็นหมากเมียออกมา มีการทำสีใบทึบๆ เพื่อที่ใบจะได้ไม่ไหม้แสงแดด ในช่วงนี้จะไม่มีความสวยงามเลย” คุณณรงค์ กล่าว

การจำหน่ายหมากผู้หมากเมียที่เป็นไม้เล็ก ราคาอยู่ที่กระถางละ 35 บาท ส่วนไม้ที่อยู่ขนาดไซซ์กลางอยู่ที่ราคากระถางละ 60-150 บาท และไม้ขนาดไซซ์ใหญ่อยู่ที่ราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป จนถึงหลักพันบาท และบางต้นที่มีความสวยที่แสดงลักษณะพิเศษออกมาไม่เหมือนกัน ราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากปลูกเลี้ยงทำเป็นอาชีพ คุณณรงค์ ให้คำแนะนำว่า

“สำหรับคนที่สนใจอยากปลูกขยายเป็นไม้ประดับขาย ถ้ามีพื้นที่พอสมควรตั้งแต่ครึ่งไร่ขึ้นไปจนถึง 1 ไร่ ก็สามารถปลูกเลี้ยงขายได้ เพราะหมากผู้หมากเมียในวงการไม้ประดับมันก็ยังดีอยู่ ยังสามารถทำรายได้อยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งพันธุ์เองก็ยังหาซื้อได้ง่าย เป็นไม้ที่ไม่ต้องหาพันธุ์ยากนัก โดยเฉพาะที่บางกะเจ้าเรานี่มีเยอะแยะ และที่สำคัญไม้ชนิดนี้ยิ่งได้อากาศเย็น จะยิ่งมีสีสวย ปลูกง่าย ก็ถือว่าเป็นไม้ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน และที่สำคัญการลงทุนก็ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับไม้ตัวอื่นๆ ในเรื่องของการลงทุน” คุณณรงค์ กล่าวแนะนำ

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณณรงค์ สาลีรัตน์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 344-5977

ขอบพระคุณ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง และคุณธนภัทร ตะพานทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ว่านหางจระเข้?วุ้นสีเขียวมหัศจรรย์โลชั่นจากสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

ว่านหางจระเข้?วุ้นสีเขียวมหัศจรรย์โลชั่นจากสวรรค์

ชื่อสามัญ : หางตะเข้, ว่านไฟไหม้, Star cactus, aloe

เป็นไม้ล้มลุก รูปร่างหน้าตาประหลาด ชื่อน่าฉงนนี้ มีประโยชน์เหลือคณานับ คำว่า Aloe นี้ มาจาก “allal” ภาษากรีกโบราณ หมายถึงว่า มีรสขมและฝาด จากคัมภีร์ไบเบิ้ล (JOHN 19:39) ได้จารึกไว้ว่า น้ำสำหรับชโลมพระศพของพระเยซูนั้นมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ แสดงว่าผู้คนในยุคสมัยนั้นย่อมรู้คุณค่า ประโยชน์มากมายหลายด้านของว่านชนิดนี้เป็นอย่างดี

ว่านหางจระเข้ มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียนและทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา แพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วโลก พบว่ามีมากมายกว่า 300 สายพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นมักเป็นกอเตี้ยๆ ใบรูปร่างคล้ายหางจระเข้ อวบน้ำสีเขียวหรือเทา บางพันธุ์อาจมีลายจุดขาวประปราย บางพันธุ์ก็ไม่มี ขนาดของใบก็ต่างกันไป ขอบใบมีหนามแหลมแข็งสั้นๆ ภายในกาบใบมีลักษณะเป็นวุ้นสีเขียวใส เย็น ดอกออกเป็นช่อตั้งตรงขึ้นมาระหว่างซอกใบก้านช่อดอกยาว ตัวดอกดูคล้ายหลอดยาวสีส้มอมเหลือง พอดอกแก่ก็จะกลายเป็นต้นอ่อน เรียกว่า ตะเกียง สามารถนำไปเพาะเป็นต้นใหม่ได้

สรรพคุณและการใช้ประโยชน์…ว่านหางจระเข้ จัดเป็นพวกสมุนไพรครอบจักรวาลตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ คนไทยเราใช้ประกอบเข้าเป็นยาดำ แก้ไข้ได้สารพัดโรค จนมีคำกล่าวว่า “แทรก เป็นยาดำ” ไงครับ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น สมองไวได้จดสิทธิบัตรการค้นพบสาร Aloctin A ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน บำบัดรอยแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ไว้เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2521

เนื้อเจลสีเขียวใส ภายในมีคุณสมบัตินานัปการ เช่น นำมาขยำชโลมเส้นผม บำรุงหนังศีรษะและรากผม ใช้ทาลดความมันบนใบหน้า ลดรอยขูดขีด จุด สิว ฝ้า กระ ลดอาการปวดแสบปวดร้อนจากการฉายรังสีเอ็กซเรย์ หรือถูกแดดเผา เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นให้เซลล์ผิวหนัง จึงมีการนำวุ้นจากว่านหางจระเข้ไปสกัดทำเป็นเครื่องสำอางราคาแพงๆ หลายยี่ห้อในขณะนี้ หรือยังใช้ทาแผลสด จากรอยถูกของมีคมบาด รักษาน้ำกัดเท้า ทาส่วนที่หยาบแข็งกระด้าง เช่น บริเวณข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า ฯลฯ จะทำให้คลายตัวนุ่มเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ การดื่มน้ำสกัดจากว่านหางจระเข้ ยังมีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากมาย เช่น

– รักษาแผลในกระเพาะอาหาร เคลือบลำไส้

– ช่วยหล่อลื่นข้อต่อกระดูก

– เสริมสร้างการทำงานของระบบเมตาโบลิซึ่ม

– กระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของร่างกาย

– ป้องกันและลดการเสี่ยงของอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก

– ช่วยผลักดันการสร้างคอลลาเจน, อีลาสติน กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

– มีสารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ฯลฯ

วิธีการปลูก…ว่านหางจระเข้ ขยายพันธุ์โดยการใช้ ตะเกียง หรือต้นอ่อนที่เกิดจากปลายช่อดอก หรือแยกหน่อ ที่บริเวณโคนต้นไปปลูก เมื่ออายุได้ถึงระยะขยายพันธุ์ ก็จะมีหน่อเล็กๆ โผล่ขึ้นมารอบๆ ต้นแม่ รอให้มีขนาดโตสักหน่อย มีใบ 5 ใบ หรือ 6 ใบ จึงตัดไปชำลงในถุง กระถาง หรือลงแปลงเลย ให้ขุดหลุมไม่ต้องลึกนัก เพราะว่านชนิดนี้มีระบบรากตื้นๆ เท่านั้น ความลึกของหลุมแค่ 20 เซนติเมตร ก็น่าจะพอ กว้าง 30×30 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอก แกลบดิบ กาบมะพร้าวสับ ใบไม้แห้งลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันดี ปลูกต้นกล้าลงไป กลบดินให้แน่น รดน้ำแต่พอดีๆ อย่าให้แฉะเกิน เพราะปกติเจ้านี่เขาไม่ค่อยชอบน้ำมากอยู่แล้ว เดี๋ยวรากจะเน่าเสียก่อน

ถ้าหากเป็นการปลูกด้วยตะเกียง ก็ทำเหมือนกัน แต่ปลูกด้วยตะเกียงอาจต้องรอนานกว่าปลูกด้วยวิธีแยกหน่อ

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 1) “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 1) “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อนมีความผูกพันใกล้ชิดกับพืชชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “ต้นไผ่” เพราะเป็นต้นไม้ที่มีความมหัศจรรย์จนชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนกับชีวิต ตั้งแต่เป็นอาหารของคนและสัตว์ สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอยในบ้าน หรือนำมาจักสานทำเป็นอาชีพหารายได้ จนกระทั่งนำไปสร้างบ้าน โรงเรือน อาคาร หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันอาจพบเจอเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้คู่กับการกินอาหาร นั่นคือ ตะเกียบ

หลังจากนักวิจัยได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จากไผ่ขึ้น ปรากฏว่ากระแสความนิยมไผ่กลับมาให้สนใจได้อีก อย่างล่าสุดพบว่ามีนวัตกรรมจากไผ่ทางด้านความสวยงาม หรือมีการศึกษาพบว่าไผ่สามารถนำมาทำเป็นเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวล เนื่องจากมีราคาถูก ต้นทุนต่ำ แล้วให้ค่าพลังงานความร้อนสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แล้วยังนำมาแปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงวิทยาการที่ก้าวหน้าจนสามารถทำให้ไผ่เป็นยารักษาโรคได้

ดังนั้น มองภาพรวมจะพบว่าไผ่มีความต้องการใช้สูง แต่ขณะเดียวกันพบว่า ไผ่ที่มีอยู่ทั้งทางธรรมชาติและปลูกเองกลับมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการ ทั้งนี้อาจมีหลายปัจจัย เช่น การแพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมีข้อจำกัด, การถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ สัตว์ป่า, การบุกรุกของมนุษย์ เป็นต้น

กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจึงได้จัดให้มีงานสัมมนาไผ่ในหัวข้อ “สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย ความมหัศจรรย์ของพันธุ์ งานแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชั้นยอดจากไผ่” ขึ้น เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด ย่านประชานิเวศน์ 1

ในงานนี้ได้เชิญผู้รู้และเกี่ยวข้องกับไผ่ตัวจริงมาถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งด้านวิชาการ ด้านการปลูก และการแปรรูป

ตลอดช่วงเวลาของการสัมมนาเกือบทั้งวัน วิทยากรทุกท่านต่างได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้กันชนิดหมดตัว ทำให้ผู้ร่วมสัมมนาในคราวนั้นต่างสนใจว่าพืชอย่างไผ่มีความสำคัญต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก อีกทั้งยังมีคุณค่ามากหากนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ และต่อจากนี้เป็นเนื้อหาการบรรยายงานสัมมนาไผ่ ซึ่งท่านสามารถติดตามอ่านได้อย่างต่อเนื่องจนจบในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้

แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เวทีการสัมมนา ทางกองบรรณาธิการได้รับเกียรติจากบุคคล 2 ท่าน ที่เดินทางมาร่วมเพื่อเป็นประธานการเปิดงานในครั้งนี้

ท่านแรกคือ คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของงานสัมมนาในครั้งนี้ว่า…

สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้มาร่วมงานกับเครือมติชนวันนี้ ขอกราบเรียน ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ความจริงตำแหน่งนี้น่าจะเป็นตำแหน่งถาวรของท่าน โดยก่อนหน้านี้ท่านมีตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ พวกเราคงทราบกันบ้างแล้วแต่ผมอยากจะย้ำอีกทีหนึ่ง ตำแหน่งท่านในทางการเมืองที่ผ่านมาคือ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับอีกตำแหน่งคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉะนั้น บทบาทท่านนอกจากทางด้านการเกษตรแล้ว ท่านยังมีบทบาทด้านการส่งเสริมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญทีเดียว ผมในฐานะตัวแทนของเจ้าภาพเครือมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ ศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นนิตยสารและหนังสือในเครือ นอกจากนี้ ยังทำรายการวิทยุเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและรายการทีวีผ่านทางสถานีบางช่อง เช่น ว้อยซ์ทีวี

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะทำเป็นผู้รับผลิตรายการทีวีแล้ว สิ่งที่กำลังพัฒนาให้มากขึ้นไปกว่านั้นคือ การประชุม การสัมมนา การจัดกิจกรรมวิชาการทางการเกษตร ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางสังคม พร้อมกับเชิญผู้ฟังมาฟังกันบ่อยๆ อยู่ตลอดเวลา ในระดับ 100-500 คน แต่สารประโยชน์ที่พูดกันไม่ได้จำกัดเพียงในห้องประชุมที่จัดเท่านั้น แต่ได้รับการถ่ายทอดออกไปผ่านเครือข่ายการสื่อสารยุคใหม่ (นิวส์ มีเดีย) ผ่านเฟซบุ๊ก ยูทูป ที่เราสามารถดูได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไอแพด ของท่าน

ดังนั้น เราอยู่กันแค่นี้ร้อยกว่าคนเกือบสองร้อยคน แต่ผู้ที่ดูและฟังผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถืออีกเป็นจำนวนนับหมื่นๆ คนทั่วประเทศ นี่คือทิศทางที่เครือมติชนและข่าวสดกำลังใช้เวทีแบบนี้ให้เกิดประโยชน์โดยการรังสรรค์ประเทศชาติบ้านเมือง จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง และรายการประเภทนี้กำลังเจริญเติบโตมากขึ้น เพราะถ้าหากท่านไม่สะดวกเดินทางมาก็สามารถรับชมได้จากสิ่งที่ทีมงานถ่ายทอดออกไปหลายกิจกรรม

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันคนในประเทศยังให้ความสำคัญในด้านการเกษตรอยู่ถึงแม้จะประสบปัญหาบ้างก็ตาม สาขาการเกษตรมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง แปรรูปสินค้าทางการเกษตร รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมมาตลอด

ที่ผ่านมา นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้จัดสัมมนาหัวข้อทางการเกษตรขึ้นทุกปี บางปีก็จัด 2-3 ครั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่านที่เป็นสมาชิก ที่สำคัญได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้มีประสบการณ์โดยตรงมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของเรา

โดยเฉพาะในเรื่องของไผ่ถือว่ามีบทบาทต่อผู้คนในวงการอย่างกว้างขวาง เป็นพืชที่สามารถให้ประโยชน์มากมายทั้งในระดับครัวเรือน หากปลูกมากๆ ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจได้เหมือนกัน ในระดับประเทศต้นไผ่สามารถสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับสิ่งแวดล้อม ยังเคยมีผู้ที่กล่าวกันว่า ไผ่เป็นพืชไพรไม้สร้างชาติ ที่ถือว่าเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้

เพราะความจริงแล้วไผ่เป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อครอบครัวคนไทย มีอะไรบ้าง หน่อไผ่เป็นอาหารชั้นดี มีการนำมาบริโภคตั้งแต่อยู่ในดินจนกระทั่งต้นสูงท่วมหัวยังใช้ประโยชน์ได้อยู่ ท่านที่มาจากอีสาน เหนือ น่าจะทราบดีถึงคุณสมบัตินี้ มีการใช้หน่อไผ่สีสุกมาเผาแล้วบีบเอาน้ำขมๆ มาเป็นยาแก้ไข้ โดยเฉพาะไข้ป่ามาลาเรีย คนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ที่ไกลหมอรู้คุณค่าของไผ่สีสุกเป็นอย่างดี

สำหรับด้านการก่อสร้าง บริษัทเอกชนนำไม้ไผ่มาเข้ากระบวนการรักษาคุณภาพ จากนั้นจึงนำมาสร้างเป็นที่พัก สนนราคาแพงกว่าที่สร้างด้วยปูนซีเมนต์ด้วยซ้ำ สำหรับในส่วนเครื่องนุ่งห่มปรากฏว่าขณะนี้เยื่อไผ่สามารถนำไปทำเสื้อ ทำชุดต่างๆ ได้ ผมมีโอกาสได้ไปดูเสื้อที่ทำจากไผ่ที่เวียดนามและจีน ซึ่งนับได้ว่ามีการพัฒนาไปมากทีเดียว ส่วนในประเทศไทยคงยังก้าวหน้าต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

งานสัมมนาในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลรอบๆ ด้านแก่ผู้สัมมนา นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้สื่อสารโดยตรงกับผู้อ่านผ่านตัวหนังสือพร้อมกับมีกิจกรรมเสริมที่ทำอยู่เป็นประจำทุกปีคือ การจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์” จัดขึ้นทุกปีที่เดอะมอลล์บางกะปิ และปีนี้กำหนดจะจัดอีกครั้ง วันที่ 24-27 พฤศจิกายน ที่ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ เช่นเดิม

จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนไว้ล่วงหน้า เพราะมีพี่น้องเกษตรกรไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีการแจกกล้าต้นไม้มากมาย สำหรับสื่อใหม่เทคโนโลยีชาวบ้านในขณะนี้ นอกจากทำเป็นหนังสือให้อ่านแล้ว ขณะนี้กำลังพัฒนาทำเว็บไซต์ของเทคโนโลยีชาวบ้านผ่านเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม

ในการสัมมนาครั้งนี้ ในฐานะผู้จัดในเครือมติชน คุณขรรค์ชัย บุญปาน ประธานกรรมการบริษัท ฝากขอบคุณทุกท่านที่ให้ความกรุณา ความอนุเคราะห์มาในงานนี้ โดยเฉพาะ ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรัตน์ ที่เสียสละเวลามางานนี้ ขณะนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเรียนเชิญท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรัตน์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในโอกาสนี้

คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรัตน์ ประธานสภาเกษตรกร กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ในเรื่อง “บทบาทของไผ่ กับการสร้างชาติ”

ท่านรองประธานเครือมติชน ท่านสมหมาย ปาริจฉัตต์, ท่านบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ท่านพานิชย์ ยศปัญญา, ท่านวิทยากร, ท่านผู้มีหัวใจรักไผ่ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเครือมติชน สื่อคุณภาพซึ่งผมอ่านมาตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้ก็ยังอ่านอยู่แทบทุกฉบับ ขอบคุณที่เอาใจใส่กับกิจกรรมของเกษตรกรผม

ในนามของสภาเกษตรแห่งชาติต้องขอขอบคุณมาก และเมื่อสักครู่ที่ ท่านสมหมาย ปาริจฉัตต์ ได้กรุณาพาดพิงถึง SME เกษตร คือประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมก่อนที่จะมีสภาพัฒน์ฯ มีแผน พวกเรามีความเป็นอยู่กันอย่างสุขสบาย ความเหลื่อมล้ำไม่มาก เกษตรกร พ่อค้าก็หากินกันไปตามเรื่องตามราว

เมื่อมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ทุกคนคาดหวังว่าจะให้ภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงินการธนาคาร เป็นหัวขบวนรถจักรเพื่อฉุดลากเศรษฐกิจของประเทศให้รุดหน้าไป เคยพบกับนักวิชาการเรื่องนี้สมัยเพิ่งเรียนจบปี 2516 แล้วยืนยันกับผมว่า เชื่อได้เลยว่าประเทศนี้ถ้าคนรวยมากขึ้นแล้ว คนจนก็จะหายจน ก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ ออกแบบเศรษฐกิจก็คือจากข้างบนลงมา

ส่งเสริมให้มี BOI ส่งเสริมการลงทุน มีบรรษัท ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม มีแต้มต่อทุกอย่างเพื่อจะให้พ่อค้านักอุตสาหกรรมได้มีแต้มต่อในการทำงานในประเทศมากขึ้น โดยเงินในการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดมาจากภาคเกษตรทั้งสิ้น เราใช้แนวคิดนี้ในการทำแผนประเทศมาตลอดหลายสิบปี ผลปรากฏว่าคนรวยรวยขึ้นจริง รวยขึ้นมหาศาล พ่อค้าประชาชนยักษ์ใหญ่ บริษัทข้ามชาติ รวยจริงๆ แต่คนจนกลับจนลง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คิดกันว่า คนรวยรวยขึ้น คนจนจะหายจนจึงไม่จริง มีข้อแตกต่างกันอยู่อย่างมากก็คือ ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นการฟื้นจากเศรษฐกิจข้างล่าง ไม่ใช่เป็นการฟื้นจากข้างบน วิธีการฟื้นข้างล่างก็คือต้องให้เกษตรกรได้มีโอกาสเป็นผู้ประกอบการเพื่อจะพัฒนาสินค้าของเขา สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยตัวเอง ไม่ใช่แบบในอดีตจนถึงปัจจุบันคือมีรัฐบาลส่งเสริมปลูกมันสำปะหลัง ให้พ่อค้าตั้งโรงมัน ซื้อหัวมันสดมาแปรรูปเป็นมันเส้น แป้งมันส่งออก เกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบเท่านั้นเอง

มีหลายประเทศสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรแปรรูปเบื้องต้นด้วยเอง (primary processing) หรืออุตสาหกรรมต้นน้ำ เกษตรกรสามารถทำได้ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจไหลกลับไปถึงกระเป๋าของเกษตรกรด้วยการผลิตของตัวเอง แต่ประเทศนี้ไม่เคยส่งเสริมเรื่องนี้

ถ้าท่านได้ไปยุโรป เกษตรกรประเทศยุโรปปลูกองุ่น แล้วไม่ได้ขายองุ่นให้โรงงานเอาไปทำไวน์ แต่เกษตรกรทำกันเองทั้งหมด ทำกันในชุมชน เกษตรกรในยุโรปที่เลี้ยงวัว ไม่ได้ขายนมสด แต่ได้นำมาทำเนย ทำชีส สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งนั้น มีแต่ประเทศนี้แหละที่ส่งเสริมให้เกษตรกรขายแต่วัตถุดิบเท่านั้น

ดังนั้น ด้วยเจตนารมณ์และคิดว่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วย SME เกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของตัวเองให้ได้เท่าที่จะทำได้ แล้วนักอุตสาหกรรมก็นำสินค้าที่แปรรูปเบื้องต้นแล้ว เอาไปพัฒนาต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อไป เกษตรกรเองก็จะได้มีเม็ดเงินมากขึ้น ประเทศนี้ถ้าเป็นประเทศไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้ จะต้องทำให้เกษตรกรในประเทศนี้พึ่งตัวเองได้

มีโอกาสพบและคุยกับท่านรองนายกสมคิด ว่าถ้าเกษตรกร 20 ล้านคน เป็นหนี้สินรุงรังพึ่งตัวเองไม่ได้ อย่าคาดหวังเลยว่าประเทศนี้จะหลุดจากบ่วงกับดักเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง ไม่มีทาง ชาติหน้าก็ทำไม่ได้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังเป็นภาระให้กับการคลังของประเทศ

แต่ถ้าเมื่อไรเกษตรกร 20 กว่าล้านคน หลุดออกจากความยากจน เกษตรกรเหล่านั้นก็จะเป็นกำลังในการผลิตของชาติ จึงเป็นแนวคิดในการทำ SME เกษตร เกษตรกรแขนงไหนที่คิดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าตัวเองให้ไปคิดเลย เกษตรกรแขนงไหนที่คิดว่าจะสร้างความหลากหลายให้สินค้าตัวเองคิดได้เลย เกษตรกรแขนงไหนที่คิดว่าจะสร้างนวัตกรรมให้กับการผลิตของตัวเองคิดเลย

ที่ ธ.ก.ส. จะมีเม็ดเงินให้ในอัตราดอกเบี้ย 4% 7 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทำศูนย์บ่มเพาะ ถ้าเกษตรกรรายใดที่ต้องการทำแต่ขาดความรู้มีใจให้ เอาข้อมูลความรู้มาใส่ อบรมกันเลย ก็จะกระตุ้นให้เกษตรกรประเทศนี้ปรับตัวให้ได้ แล้วเชื่อมั่นได้ว่า ถ้าประเทศนี้ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้เกษตรกรสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยตัวเกษตรกรเอง เศรษฐกิจประเทศนี้ก็จะเปลี่ยน ฐานรากทางสังคมจะเข้มแข็งมากขึ้น การเมืองก็จะนิ่งมากขึ้น คือสิ่งที่เราฝันไว้จริงๆ

กลับมาเรื่องไผ่ ผมบ้าไผ่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร คุณพานิชย์ทราบดี สมัยรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรจะทำเรื่องไผ่ก็ไม่ได้เพราะไม่เคยดูแลเรื่องนโยบายของกระทรวง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็ให้ผมดูแลเรื่องกรมป่าไม้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนโยบายก็ไม่ได้ทำ

เมื่อคราวที่มาอยู่กระทรวงทรัพยากรฯ ตั้งกระทรวงเสร็จใช้เวลาเป็นปี พอตอนจะเริ่มทำงานกลับถูกปลดออก กำลังจะทำนโยบายเรื่องไผ่ ที่อยากจะฝันมากเลยก็คือ อยากเห็นประเทศนี้มีศูนย์วิจัยไผ่แห่งชาติเพราะว่าภาคการเกษตรของประเทศนี้เรามีตัวเลือกอยู่น้อยมาก มีอ้อยบางปีราคาลงมามากจนเป็นภาระต้องเอางบประมาณแผ่นดินไปอุ้ม มันสำปะหลังบางปีราคาตกลงมาเหลือบาทกว่า ปีนี้ก็บาทกว่า

ข้าวโพดบ้านผมที่ลำปางปลูกมากมาย บ้างก็ 6 บาท บ้างก็ขึ้น 10 กว่าบาท มันสำปะหลังและข้าวโพดพบว่าสาเหตุที่ราคาตกต่ำเพราะว่ากระทรวงพาณิชย์นำเข้าข้าวสาลีมากเกินไป จากเคยนำเข้าเพราะมันสำปะหลังและข้าวโพดนำมาเพื่อผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ พ่อค้าที่ทำโรงงานอาหารสัตว์บอกว่ามันแล้ง ขอนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพดและมันสำปะหลังที่ขาดไป เมื่อ 2557 เคยนำเข้าสูงสุด 6 แสนตัน ราคาก็พอไปได้ แต่พอปี 2558 กระทรวงพาณิชย์อนุญาตนำเข้ามา 3 ล้าน 6 แสนตัน ปีเดียวกระโดดขึ้นเป็น 6 เท่าตัว โรงงานอาหารสัตว์เลิกซื้อมันสำปะหลังและข้าวโพดเลยเพราะนำเข้ากิโลกรัมละ 6 บาท ถูกมาก ทำให้ราคาข้าวโพดและมันสำปะหลังในประเทศนี้โงหัวไม่ขึ้น

ผมจึงทำบันทึกไปร้องเรียนนายกแล้วกำลังดูว่าท่านกำลังจะสั่งการลงมายังไง หากกระทรวงพาณิชย์ยังคงดื้อที่จะนำเข้ามามากขนาดนี้อีกในปี 2559 เป็นเรื่องแน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าให้เกษตรกรในประเทศนี้ลุกขึ้นมาประท้วง แต่ผมเชื่อมั่นได้ว่า หากรัฐบาลบริหารประเทศแล้วทำลายเกษตรกรตัวเล็กตัวน้อย ถ้าเกษตรกรเดือดร้อนรัฐบาลจะอยู่ยาก

เรื่องนี้ก็ถือโอกาสแจ้งให้ทราบ เพราะว่าทราบว่าพ่อค้ากำลังจะวางแผนนำเข้าปี 2559 ห้าล้านตัน ประเทศนี้ใครปลูกมันสำปะหลังจังหวัดไหนก็บอกเลยว่าอย่าปลูกนะ ปลูกไปก็เจ๊งหมด เพราะรัฐบาลเอาเงินไปอุ้มเกษตรกรที่บราซิลที่ตะวันออก ยุโรปที่ไหนต่อไหน เพราะไปซื้อข้าวสาลีที่นั่น เพราะว่าเศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นตกต่ำ

รัฐบาลไทยก็จะไปอุ้มแต่ทิ้งเกษตรกรไทยให้จน เป็นที่น่าสังเวชใจมาก เรากำลังสู้กันอยู่เรื่องนี้ กลับมาว่าพืชเศรษฐกิจในประเทศนี้มีข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน แต่ละตัวมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาทั้งนั้นเลย แล้วประเทศนี้ไม่มีตัวเลือกใหม่ๆ แล้วหรือ ไม่มีเลย

ผมพยายามนำไก่ประดู่หางดำไปเลี้ยงที่ลำปาง ใหม่ๆ ไม่มีใครรู้จัก ผมไม่เลี้ยงไก่ขาว ไก่เนื้อ ไก่ไข่หรอก เพราะผมไม่อยากเป็นลูกน้องบรรษัทข้ามชาติ ความจริงแล้วต้องการทำอะไรด้วยตัวผมเอง เกษตรกรในประเทศนี้ต้องเป็นอิสระ ถ้าเกษตรกรเป็นอิสระและมีความหยิ่งผยองในตัวเองแล้ว ประเทศนี้ก็จะก้าวหน้าต่อไป

คนไทยทุกคนควรมีจิตวิญญาณเสรีแบบนี้ ประเทศนี้ก็จะเข้มแข็งได้ เราไม่อยากจะว่าใครว่าพยายามให้เกษตรกรในประเทศนี้เป็นลูกจ้างเสียหมด ถ้าเกษตรกรในประเทศนี้เป็นลูกจ้างเสียหมด ประเทศนี้จบเลย ทุกคนไม่ต้องคิด ไม่มีความคิดที่จะพัฒนาชาติยังไง ทำงานไปวันๆ

ผมคิดว่าประเทศนี้ยังมีตัวเล่นอีกหลายตัวมากที่ขาดการพัฒนา ทั้งยังพบว่าไผ่เป็นพืชตัวหนึ่งที่จะนำมาวิจัยพัฒนาต่อยอดและสร้างเศรษฐกิจได้ทุกระดับ สามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติได้ยิ่งใหญ่มาก ยกตัวอย่างง่ายๆ เล็กนิดเดียว แค่เพียงเรื่องถ่านไผ่ เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งพี่กิตติทำธุรกิจเผาถ่านไผ่ตามสเปคของญี่ปุ่น ส่งไปขายกิโลละ 600 บาทได้ เพราะว่าถ่านที่รับซื้อไม่ได้เอาไปไว้หุงข้าว แต่นำไปทำยา

เพราะผงถ่านมีสรรพคุณทางสมุนไพร ไปดูเถอะถ่านผง ถ่านเป็นเม็ดขาย มียาหลายแขนงมากที่ใช้ถ่านไผ่ ถ่านไผ่นี้เป็นพลังงาน ใครจะคิดว่าถ่านไฟฉายทั้งหมดใช้ถ่านอัด ไปดูเถอะครับถ่านตากบถ่านอะไรไปดูข้างใน เป็นผงถ่านอัดทั้งนั้น

เมื่อคราวที่เดินทางไปภาคใต้มีคนเอายางพารามาแปรรูป อุตสาหกรรมต้นน้ำทำเป็นยางคอมปาวน์ (compound) ยางคอมปาวน์ก็คือ เอายางแผ่นเอายางแท่งมาบดกับผงถ่าน (carbon bag) แต่ผงถ่านดันไปซื้อมาจากญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นก็ซื้อจากบ้านเราไปแล้วนำไปแพ็กกลับมาขายให้บ้านเรา

ทำไมจึงไม่ซื้อจากไทยผมก็ไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ยางรถยนต์ทั้งหมดที่ใช้มีการผสมด้วยผงถ่านทั้งสิ้น อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมหนักก็มีความจำเป็น เฉพาะถ่านเรื่องเดียว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมอื่น เศรษฐกิจในครัวเรือน ไทยเป็นเขตเมืองร้อนซึ่งเป็นเมืองของไผ่ ไผ่ขึ้นเมืองหนาวไม่ได้ อาจจะกึ่งหนาวได้ เขตรอยต่อระหว่างเมืองร้อนกับเมืองหนาวอาจจะได้บ้าง แต่หนาวไม่ได้ เพราะว่าไผ่ไม่โต เรามีพันธุกรรมไผ่ในประเทศนี้จำนวนมาก มีพันธุ์ไผ่ใหม่ๆ เอาไปให้นักวิชาการไผ่ดูยังงงเลย ยังไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ ต้องไปค้นดู เข้าไปในป่าในดง

คุณเพียงใจบอกว่ามีไผ่พันธุ์หนึ่งมีความยาวกว่าวา ถามนักวิชาการไผ่มันพันธุ์อะไร เขาไม่รู้เหมือนกัน ถ้าทุกครัวเรือนมีไผ่สักกอหนึ่ง อาหารหน่อไผ่ไม่ต้องไปซื้อ หน้าแล้งกิโลกรัมละ 50 บาท หน้าฝนเหลือ 10 บาท หน้าแล้งนี้ทำไม่ยากถ้ามีน้ำให้มันก็ออกหน่อทั้งปี ทำหัตถกรรมพื้นบ้าน ซ่อมบ้าน ไปดูที่ลำปางบ้านผมเวลานี้ ชาวบ้านลำปางทำจักสานกันจำนวนมาก เฟอร์นิเจอร์ไผ่มีมากมาย

มีการนำไผ่มาสร้างศาลาเล็กๆ เอามาขายริมถนนกันมาก แต่ว่าชาวบ้านและคนซื้อไปก็บอกผมว่า อยากซื้อมากแต่กลัวเป็นมอด ทุกคนกลัวมอดหมดเลย ผมบอกว่าถ้าอย่างนั้นหาผู้รู้เรื่องมอดเอาไปอบรมกันหน่อย ก็ปรากฏว่ามีพระอยู่ 2-3 รูป ที่โคราช ที่อุ้มผาง ท่านศึกษาเรื่องนี้ เอาความรู้จากนักวิชาการไปทดลองทำดู

ปรากฏว่านำไผ่แช่น้ำทินบอลหรือบอแรกซ์ กับบอริกผสมกัน 1 สัปดาห์ มอดไม่กินเลย แต่ถ้าไผ่เป็นแท่งๆ แช่ 3 วัน ก็พอแล้ว ผมก็ไปทำถังแช่เหล้าให้ชาวบ้านมาอบรมกัน ตั้งใจว่าจะเอามาอบรมสัก 30 คน ปรากฏว่า มา 120 คน อยากจะรู้มาก บอกว่าใครมีเงินออกเงิน 3,500 บาท คนไม่มีเงินฟรี คนที่เป็น แพทย์ พยาบาล วิศวกร มีเงินก็เอามาเก็บจากใต้กับอีสานก็มาช่วยกัน เอาเงินจากคนมีตังค์มาเป็นค่าอาหารให้คนไม่มีตังค์ ชาวบ้านอบรมฟรี ผมก็ต้องเอามา 120 คน เต็มเลย

รุ่นสองบอกจะมาอบรมสร้างบ้านด้วยไผ่ ไผ่มีจุดอ่อนอันเดียว คนไม่รู้เอาไปทำเฟอร์นิเจอร์สร้างบ้านแล้วเอาตะปูตอกพังหมด ไผ่ยิ่งยึดกับตะปูยิ่งหลวม คนโบราณจะใช้สลัก สลักไม้ตอก ยิ่งอยู่นานยิ่งแน่น บ้านทุกหลังต้องเจาะแล้วตอกสลักไม้ตอก ตอกตามข้อ อยู่กันได้ 50 ปี 100 ปี ถ้ามอดไม่กินอยู่ได้ตลอด

สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาโบราณที่เราทิ้งไป เมื่อตกลงแบบนี้ ผมจะให้ชาวบ้านที่ลำปางบ้านผมพัฒนาจากสิ่งที่ควรจะได้สร้างเฟอร์นิเจอร์จากไผ่ที่ไม่เป็นมอด สร้างสุ่มสร้างไม้ไผ่หัตถกรรมจากไผ่ที่ไม่เป็นมอด ผมเชื่อได้ว่าแบบนี้น่าสนใจและชาวบ้านได้ประโยชน์จริงๆ ขึ้นป้ายเลยว่าไผ่ที่นี่ไม่เป็นมอด คนแห่กันซื้อเต็ม รับประกันได้ ทุกคนกลัวเป็นมอดจริงๆ ก็ถ้าไปบ้านผมที่ลำปางตอนนี้บ้านทำด้วยไผ่ซางและไผ่ตงทั้งหลัง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีระเบียง ราคาหลังละไม่ถึงแสน พื้นแน่นมากทุกอย่างดีหมด อยู่ได้ 40-50 ปี เพราะแช่น้ำยากันมอดหมดแล้ว ใช้ไผ่แก่แข็งแรงมาก

ที่สำคัญคือคนที่ไปอยู่ที่แบบนี้จิตใจอ่อนโยนมาก เพราะคนที่อยู่ใกล้ธรรมชาติ อ่อนโยนมาก อยู่กับคอนกรีตจิตใจจะกระด้าง เพราะฉะนั้น วันดีคืนดีก็เอาลูกไปนอนบ้าง ผมอยู่กันทั้งวัน อยู่แล้วจิตใจผมจะอ่อนโยนสังเกตดู เพราะผมอยู่กับธรรมชาติ มนุษย์ยิ่งรวย ยิ่งอยู่สูงยิ่งอยากลงดิน เศรษฐีที่ไหนก็อยากไปซื้อบ้านอยู่ปากช่อง เขาใหญ่ทั้งนั้น เพราะอยู่ใกล้ธรรมชาติ

มีเพื่อนหลายคน ผมก็บอกว่าอยากจะเอาไผ่มาทำเป็นไม้รางลิ้น ทำเป็นไม้ประสาน เพราะไผ่บางตัวมันหนา หนาพอที่จะแปรรูปทำเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างหนักได้ เพราะมีเทคโนโลยีการเข้าไม้รางลิ้น เข้าไม้ประสาน เอากาวอัดสามารถปูเป็นพื้น เป็นคาน เป็นตง ทำเป็นไม้ก่อสร้างได้ ซึ่งผมทราบว่าประเทศจีนไปไกลมาก

เมืองเจี้ยวเจียง เป็นเมืองแห่งไผ่ของจีน พัฒนาหมดเลย เกษตรกรปลูกไผ่แล้วนำแปรรูปพื้นฐานส่งไปให้อุตสาหกรรมหนัก ทำออกมาเป็นพื้น หลายชนิด หลายแบบจะลองไปถอดแบบมาแล้วมาลองทำที่เมืองไทยดู เพราะฉะนั้น จึงบอกว่าไผ่เป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้าน เป็นอาหาร เป็นพืชเพื่อยังชีพ เป็นพืชเพื่ออุตสาหกรรมในครัวเรือน เพื่อที่อยู่อาศัย สุดท้ายคือเป็นยารักษาโรคจริงๆ และท้ายที่สุดก็กลายเป็นอุตสาหกรรมหนักสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล

สิ่งที่เราขาดคือ การเอาใจใส่ของภาครัฐเท่านั้นเอง เรื่องนี้ผมเคยคุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ท่านปัจจุบันกับท่านปลัดเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่เห็นว่าท่านขยับอะไร เราก็คิดว่าเราจะขยับกันเอง พอดีคุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ไปคุยกับผมอยู่ว่าจะจัดเวทีเรื่องไผ่ ผมก็รับเลย ทำเลย หากว่าเรื่องนี้สามารถที่จะเอามาสร้างกระแสผลักดันให้คนไทยสนใจมากขึ้น ผมเชื่อมั่นได้ว่าถ้าคนไทยสนใจมากขึ้น มีการไปลงไปทำกิจกรรมด้านไผ่มากขึ้น ท้ายที่สุดรัฐบาลไม่เอาก็ต้องเอา

แต่ทางการเมืองก็ไม่ได้ทิ้ง ถ้ามีโอกาสก็ผลักดัน คือมีนักวิชาการเรื่องไผ่ในอดีตสมัยที่ผมจบใหม่ๆ วิจัยเรื่องไผ่มาก ในคณะวนศาสตร์ ในกรมป่าไม้ แต่ว่าพอตอนวิจัยทิ้ง วิจัยขว้าง นักวิจัยเหล่านั้นเกษียณไปหมด คนที่ทำต่อก็ไม่มี เพราะวิจัยไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ไม่มีใครสนใจเอาไปทำต่อ แต่ถ้าว่าเราสามารถทำเป็นวิจัย ทำเป็นสถาบันวิชาไผ่แห่งชาติแบบเมืองจีน

ผมเชื่อว่านักวิจัยเหล่านี้ที่เกษียณไปแล้วก็ตาม ที่ยังไม่เกษียณก็ตาม ที่สนใจในมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม จะได้เอาสถาบันแห่งนี้เป็นที่พักพิง เอามาเป็นบ้านสำหรับวิจัยไผ่และพัฒนาไผ่ต่อไปถึงที่สุดได้ เกษตรกรเองเวลาเจอปัญหาก็จะได้รู้ว่าจะต้องไปหาความรู้จากที่ไหน ไม่ใช่เวลานี้เจอปัญหาเรื่องไผ่ ไปถามทางเกษตร กระทรวงเกษตรบอกเป็นงานกระทรวงทรัพยากรฯ ไปถามกระทรวงทรัพยากรฯ ก็บอกเป็นงานของกระทรวงเกษตร

เพราะว่าความจริงไผ่ต้องดูกันทั้งสองกระทรวง ไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบกันแน่ ก็เลยคิดว่าถ้าเราสามารถผลักดันตรงนี้ได้ ก็จะผลักดันต่อไป แต่เวลานี้ก่อนที่จะผลักดัน ผมก็คิดว่าจะตั้งเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ขึ้นมาก่อน เพื่อจะเป็นเจ้าภาพผลักดันเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมเชิงนโยบาย หากว่ามีกิจกรรมอะไรที่เราต้องร่วมกับภาคราชการ ก็จะเอาสมาคมไปร่วมด้วย

เวลานี้นานาชาติจะมีการประชุมไผ่โลกปีละครั้ง (INBAR : International Bamboo Association) แล้วใครจะไปเชื่อว่าโลกนี้มีความร่วมมือระดับชาติเรื่องไผ่ ทุกประเทศจะมีองค์กรไผ่มาร่วมกันเป็นสมาคมไผ่โลก ยกเว้นประเทศไทยไม่มี ก็ไม่เป็นไรอยู่ในประเทศนี้จะดีร้ายยังไงก็เป็นคนไทย ยังคงรักประเทศนี้อยู่หากว่ามีอะไรที่ทำให้มันดีขึ้นก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เผื่อว่าเราก็จะได้ใช้ประโยชน์

ถ้าเราใช้ไม่ทันไม่เป็นไร สร้างทางไว้ให้ลูกหลานจะได้ใช้ต่อได้ ลูกหลานจะได้มีอะไรประกอบอาชีพ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อแม่ จะได้มีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ก็คงจะขอขอบคุณโดยเฉพาะเครือมติชน พี่ช้าง ขรรค์ชัย ที่ไม่ทอดทิ้งเกษตรกร ที่ยังคงเกาะติดกับเกษตรกรอยู่ ขอบคุณผู้ที่สนใจเรื่องไผ่ วิทยากรทุกท่านที่อาสามาบรรยายในวันนี้ เดี๋ยววิทยากรท่านอื่นคงได้มีอะไรมาบรรยายมาให้ท่านฟังได้ ขอขอบพระคุณ…

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการเกษตร

ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ฤดูกาลแห่งลำไยเริ่มขึ้น ผลไม้หลายชนิดออกสู่ตลาด ปริมาณผลผลิตที่ตลาดต้องการก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวสวนต้องมีเทคนิคเฉพาะสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ตลาดต้องการ และควรให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาด

ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ คุณมานพ กาวิลุน เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64/1 หมู่ที่ 6 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า พื้นที่รอบสวนตนเองส่วนใหญ่เขาจะปลูกข้าวกัน แต่ตนเองเห็นว่าการปลูกข้าวมักมีปัญหาทั้งในเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม ราคาข้าวไม่แน่นอน ตนเองจึงเลือกที่ทำสวนลำไย ในพื้นที่ 13 ไร่ โดยยึดหลักว่า “คนอื่นปลูกข้าว ผมทำสวนลำไย”

สวนลำไยมีอยู่ 2 แห่ง อายุ 5-12 ปี ได้ทดลองใช้และให้ความไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ทุกผลิตภัณฑ์ เรียกว่าเชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดแต่งทรงพุ่ม ทางดิน ใช้ ฮิวโม่-เอฟ 65 ละลายน้ำราดทั่วทรงพุ่ม เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ดินชุ่มชื้นตลอดแม้จะอยู่ในช่วงฤดูแล้ง ทางใบ จะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพต้น เมื่อถึงระยะที่ต้นลำไยมีความพร้อม จะใช้สารราดลำไย ลองก้า-เอ็น ทางดิน ประมาณ 3 ขีด ตามขนาดของต้น ใช้ละลายน้ำราดพื้นรอบทรงพุ่ม จากนั้นจะใช้ อิมเพล เปิดตาดอก คุณมานพ กล่าวว่า ช่อดอกแตกออกมาเป็นพุ่ม แขนงตาดอกที่อยู่ก้านใบก็ออกดอกเต็ม ชอบมาก และจะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ ฉีดพ่นทางใบ ห่างกัน 7-10 วัน ต่อครั้ง ทำให้ใบลำไยสีเขียวเข้ม ติดผลดก ผลลำไยเรียงตัวกันอย่างสม่ำเสมอ และช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าขนาด AA เมื่อระยะใกล้จะเก็บเกี่ยวหรือในช่วงที่เมล็ดในดำ จะใช้เคลียร์ ร่วมด้วยเพื่อช่วยขัดสีผิวผลลำไย ให้ผิวของผลลำไยมีสีเหลืองทอง

“เมื่อปีที่แล้วสามารถขายผลผลิตลำไยได้ประมาณ เกือบ 300,000 บาท แต่ในปีนี้คาดว่าจะได้รับเงินมากกว่าปีที่แล้วโดยประมาณ 700,000 บาท แม้ว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดพายุฤดูร้อนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่าพายุงวงช้าง ชาวสวนลำไยที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าแห่ง เสียหายจากลมพายุ ประมาณ 70 แห่ง บางรายทั้งใบและผลหล่นร่วงหมดเหลือแต่ต้น แต่ที่สวนของตนเองเสียหายบางส่วนเท่านั้นในช่วงที่ผลลำไยยังเล็กอยู่ เมื่อผ่านพ้นระยะนั้นแล้ว ที่สวนยังมีผลลำไยติดอยู่จำนวนมาก กิ่งก้านใบ และช่อดอกแข็งแรง เป็นเพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด”

ส่วนที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คุณประสิทธิ์ บุญเรือง หรือ ลุงแก้ว ชาวสวน วัย 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 8 บ้านแม่อ้อใน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรประเภทหัวไวใจสู้ ที่ทำสวนลำไยที่เขตบ้านแม่อ้อใน มีสมาชิก จำนวน 30 กว่าคน แต่ละคนปลูกลำไยมากกว่าคนละ 10 ไร่ เช่น คุณเจริญ แดงหม่อง คุณสงัด ศิริ คุณอุทัย คำแก้ว เป็นต้น โดยมี คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท เป็นผู้ให้คำแนะนำและติดตามผลการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

ลุงแก้ว เล่าว่า พื้นที่ปลูกลำไยที่บ้านแม่อ้อในจะแตกต่างกว่าสวนลำไยที่เป็นพื้นราบทั่วไป ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำชลประทาน มีระบบน้ำที่สมบูรณ์แบบ แต่ที่บริเวณบ้านแม่อ้อในนี้เป็นการปลูกลำไยบนพื้นที่สูงไหล่เขา อาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ได้รับคำแนะนำจาก คุณสงัด ศิริ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยใช้ผลิตภัณฑ์ สามสหาย ประกอบด้วย โปร-ซีบีเอ็น พรีคัส และ แซมวิก้า ฉีดพ่นที่ใบลำไย เมื่อต้นมีความสมบูรณ์พร้อมแล้วจึงราดลองก้า-เอ็น ตามคำแนะนำของนักวิชาการ

ลุงแก้ว เล่าอีกว่า แต่เมื่อได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครบทุกตัวแล้ว ได้รับผลผลิตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ต้นลำไยโตมากขึ้น ตามอายุและขนาดของต้นลำไย ปีนี้ลำไย 14 ไร่ ขายได้ 680,000 บาท

ลุงแก้ว บอกด้วยว่า นอกจาก ลองก้า-เอ็น และ ฮอร์โมนสามสหาย แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ชอบมาก คือ เคลียร์ ทำให้ผิวลำไยสีเหลืองนวลสวยมาก โดยรวมปีนี้อากาศแล้งและร้อนมาก แต่ผลลำไยก็ยังคงอยู่ในเกรด AA มากถึง ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ และเกรด A ประมาณ ร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ส่วน คุณสงัด ศิริ เกษตรกร วัย 58 ปี บ้านเลขที่ 133 บ้านแม่อ้อใน กลุ่มผู้ปลูกลำไยบ้านแม่อ้อใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาเป็นเวลา 3 ปี ต่อเนื่องทุกปี แล้วประสบผลสำเร็จทุกปี ตนจึงแนะนำให้เพื่อนบ้านในพื้นที่บ้านแม่อ้อในและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ตาม ส่วนใหญ่แล้วประสบความสำเร็จทุกรายที่ใช้ตาม และในปีนี้ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาใช้ ชื่อ อิมเพล ทำให้รู้สึกว่าช่อดอกสมบูรณ์กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา และทนต่อสภาพความแห้งแล้งเมื่อต้นปี ดอกไม่หลุดร่วงง่าย

พื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ คุณไพฑูรย์ ชัยวรรณา เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 61 ปี บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 4 บ้านทา ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ปลูกลำไยอย่างใส่ใจ และประณีตการปฏิบัติงานในสวนของตนเอง อายุลำไย ประมาณ 10 ปี พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาเป็นเวลาประมาณ 6 ปีแล้ว ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ใช้ ลองก้า-เอ็น ฉีดพ่นทางใบและราดบริเวณทรงพุ่มสลับกัน สภาพดินดีขึ้นมาก มีรากฝอยแตกออกมาใหม่ปริมาณมาก ทำให้ลำต้นสมบูรณ์

คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท รับผิดชอบการให้คำแนะนำแก่ชาวสวนลำไยในพื้นที่ ได้ให้คำแนะนำว่า ทางบริษัทได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน 8 ขั้นตอนง่ายๆ กับเทคนิคการทำลำไยในฤดู-นอกฤดู สำหรับเกษตรกรชาวสวนลำไย ได้แก่ 1. ระยะฟื้นสภาพต้นหลังเก็บเกี่ยว 2. ระยะสะสมอาหารก่อนราดสาร 1 เดือน 3. ระยะราดสาร 4. ระยะเปิดตาดอก 5. ระยะดึงช่อดอก-ระยะดอกบาน 6. ระยะติดผลอ่อน 7. ระยะมะเขือพวง 8. ระยะเมล็ดในดำ

ถ้าท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 1010/16 ถนนพระราม 4 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทร. (02) 633-8071 หรือ E-mail : krisna.mkt@gmail.com

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

รายงานพิเศษเจาะลึกสภาเกษตรแห่งชาติ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ผลจากสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการประกอบเกษตรกรรมในยุคก่อนที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ พอเกิดปัญหาความแปรปรวนทางธรรมชาติจึงสร้างความเสียหายโดยตรงกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทันที ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกับรายได้ในการทำมาหากิน

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี”

เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ

สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนผสมผสานบนเงื่อนไขของความพอเพียง พึ่งพาตนเอง และลดรายจ่าย เมื่อชาวบ้านได้น้อมนำไปปฏิบัติต่างประสบผลสำเร็จกันถ้วนหน้า อีกทั้งบางรายสามารถผลักดันไปสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์แล้วจับมือกับกลุ่มธุรกิจเปิดตลาดเป็นสินค้าออร์แกนิก

คุณสมัย แก้วภูศรี หรือ ลุงสมัย อายุ 64 ปี เจ้าของสวนสองพิมพ์ เลขที่ 45/1 หมู่ที่ 12 ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่ได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าออร์แกนิกป้อนเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้

เจ้าของสวนสองพิมพ์เผยถึงความสำเร็จเช่นนี้เพราะว่าได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำรงชีวิต โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง ลดรายจ่ายในครัวเรือนที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนในการทำการเกษตร ด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ดังนั้น ในสวนลำไยพื้นที่ 40 ไร่ ได้มีการจัดวางแบบแผนการปลูกพืช ไม้ผล ไม้สวนครัว สมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งนี้ ทุกอย่างในสวนแห่งนี้จะยึดหลักไม่มีการใช้สารเคมี สามารถนำผลผลิตจำหน่าย มีรายได้ทุกเดือน จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ประจำปี 2558 นับเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีอีกคนหนึ่งของจังหวัดลำพูน

ลุงสมัยบอกถึงที่มาของแนวคิดทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานว่า เพราะราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาขายผลผลิตกลับลดลงหรือทรงตัวยาวนาน นอกจากนั้น ยังมองว่าผืนดินรองรับการใช้สารเคมีในปริมาณมากเป็นเวลายาวนานส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ จะเพาะปลูกพืชชนิดใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมดินในป่าจึงมีคุณภาพมากกว่าดินที่ทำนาหรือทำเกษตร ด้วยเหตุผลนี้จึงคิดว่าต้องการจะทำให้ดินกลับมาสู่สภาพเดิมให้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในวงจรทางธรรมชาติด้วย เพื่อทำให้ดิน น้ำ ป่า มีความยั่งยืน

แล้วยังแสดงความเป็นห่วงว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ พอ AEC เข้ามามีต้นทุนการผลิตทางการเกษตรถูกกว่าไทย จึงต้องระวังว่าจะเป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางทำการเกษตรที่ถูกต้องจะต้องทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อมีแรงขับเคลื่อนในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

กว่าสิบปีที่ผ่านมา ลำไยซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่นของภาคเหนือเกิดปัญหามากมาย มีความพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้คลี่คลาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจะต้องพึ่งพาตัวเองมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีการรวมตัวกัน หารือกันเพื่อหาทางออกปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นเกิดกระแสเกษตรอินทรีย์ขึ้น แต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ยังขาดความรู้ จึงเดินทางไปหาความรู้ หาข้อมูลที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) กระทั่งพบว่ามีงานวิจัยที่น่าสนใจ โดยตั้งเป็นโจทย์ไว้ว่า อาชีพเกษตรกรรมมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง, ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะทำได้ไหม แล้วควรทำอย่างไร และตลาดเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ไหน

จากนั้นทางสมาชิกกลุ่มจึงลงมือทำตามแนวทางประเด็นที่ตั้งไว้ โดยมีกระบวนการจัดระบบบัญชี มีการนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ตลอดจนมีการเจาะเลือดกลุ่มที่ทำงานด้วยกันจำนวน 35 คน แล้วพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีสารเคมีตกค้างในเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคความดัน เบาหวาน จำนวนมาก และเหตุผลทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะต้องริเริ่มทำเกษตรอินทรีย์กันได้แล้ว

จึงเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง พบว่าสินค้าออร์แกนิกที่ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานแล้วได้รับการรับรองสามารถส่งขายตลาดต่างประเทศได้มีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่มีการรับรอง ดังจะพบได้ว่าถ้าเป็นพืชผักทั่วไปวางขายกิโลกรัมละ 8 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานจะขายได้ถึงกิโลกรัมละกว่า 30 บาท อีกทั้งยังพบว่าชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ล้วนมีสุขภาพแข็งแรงดีด้วย

เหตุผลทั้งหมดจึงนำมาสู่การสรุปว่า ถ้าสวนของชาวบ้านในอำเภอลี้นำแนวทางเกษตรอินทรีย์มาทำบ้างคงไม่ยาก เพราะในพื้นที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อในการทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขาดองค์ความรู้ กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้น จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงด้วยการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมัก อีกทั้งยังทำสมุนไพรมาเพื่อเป็นสารไล่แมลง

ลุงสมัย ชี้ว่า ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ เพราะจะพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงควรปลูกพืชให้มีความหลากหลายชนิดและปลูกตามฤดูกาล เป็นการจำลองปลูกพืชแบบธรรมชาติให้เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสวนคุณลุงสมัยปลูกพืชผัก สมุนไพร รวมทั้งสิ้นร้อยกว่าชนิด จึงไม่เคยเจอโรคแมลงเลย ดังนั้น ถ้าคิดทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกพืชผสมผสาน

ภายในสวนเกษตรอินทรีย์ของลุงสมัย แบ่งการปลูกพืช/เลี้ยงสัตว์ออกเป็นโซน อย่างกลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง น้อยหน่า ส้มโอ แก้วมังกร เสาวรส กล้วย สับปะรด และมะเฟือง แปลงปลูกพืช ได้ปลูกผักกว่า 40 ชนิด ได้แก่ ผักโขม คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง สลัด ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักเชียงดา มะเขือ แตง ซาโยเต้ ขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง กุยช่าย จิงจูฉ่าย ถั่ว และผักปวยเล้ง ฯลฯ เป็นต้น

แล้วยังปลูกสมุนไพรไว้อีกกว่า 10 ชนิด อาทิ ไพล ขมิ้นชัน ใบเตย คาวตอง ใบบัวบก ขิง ข่า ตะไคร้ ว่านหางจระเข้ ฟ้าทลายโจร และรางจืด เป็นต้น แล้วพื้นที่อีกส่วนได้เลี้ยงไก่อารมณ์ดีไว้จำนวน 80 ตัว เพื่อกินไข่ แล้วนำมูลมาใช้ทำปุ๋ย

“ปลูกลำไยไว้จำนวน 800 กว่าต้น ให้ผลผลิตและมีรายได้ปีละครั้ง ขณะเดียวกัน ใต้ต้นลำไยปลูกผักโขมในระยะเวลา 3-4 อาทิตย์ เก็บขายมีรายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ซาโยเต้กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกขจรกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่สามารถทยอยเก็บขายได้ตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง”

ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ได้ยึดแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน จึงมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช/แมลง และเชื้อรา โดยทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และวัชพืชใช้เอง มีการหว่านปอเทือง ถั่ว แล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทั้งยังปลูกพืชโดยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ หรือสารเคมี ทั้งนี้ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตและรักษาสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันสวนลุงสมัยสามารถผลิตสินค้าออร์แกนิกได้สำเร็จและเป็นที่รับรองตามมาตรฐานด้วยกัน 2 อย่าง คือ ORGANIC THAILAND และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ (มอน.) ทั้งนี้ แต่ละมาตรฐานจะนำไปส่งขายยังสถานที่ต่างกัน เพราะมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน

อีกทั้งยังไปเชื่อมกับทางมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้าที่มี QR CODE ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังแหล่งผลิตได้ พร้อมกับมีการออกแบบจัดทำหีบห่อที่สวยงาม ได้มาตรฐาน จึงทำให้มีหลายหน่วยงานสนใจติดต่อแล้วจัดหาตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคราวเกิดวิกฤติภัยแล้งที่ผ่านมา ลุงสมัยยังแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แนวทางความพยายามลดต้นทุนการผลิตทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ แก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำน้อย จึงทำให้รายจ่ายลดลง ที่เหลือนำไปขายเป็นรายได้ สามารถรักษาระดับรายได้อย่างเพียงพอ ชีวิตมีความสุขแบบพอเพียง โดยเฉลี่ยมีรายได้จากการปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา

ทางด้านการตลาด ลุงสมัย บอกว่า ถ้าขายผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ที่เป็นกลุ่มธุรกิจมีลักษณะขายส่งเป็นกิโลกรัม โดยกลุ่มนี้จะส่งขายต่อในตลาด Modern Trade ในกรุงเทพฯ และบางส่วนส่งตลาดฮ่องกงเฉพาะช่วงผลผลิตออก เช่น มะละกอ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ลำไย เป็นต้น แต่ถ้าขายผู้บริโภคโดยตรงขายแบบบรรจุภัณฑ์ นอกจากนั้น ยังขายทางออนไลน์ด้วย ส่วนตลาดประจำในท้องถิ่นสัปดาห์ละ 3 วัน

ลุงสมัยไม่เพียงทำหน้าที่ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้ จังหวัดลำพูน เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะผู้รับผิดชอบศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเกษตรอินทรีย์, เป็นประธานธนาคารปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพชุมชนในการผลิตเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ กระทั่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูนเพื่อประเมินคัดเลือกรับรางวัลเกษตรต้นแบบพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2558

“1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตคือ อาหาร ดังนั้น ถ้าอาหารชนิดนั้นมีคุณภาพ ปราศจากสารพิษ ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น ทางกลุ่มจึงให้ความสำคัญและมุ่งผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยเข้าสู่ตลาด จึงฝากผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าว่าควรจะสังเกตและเลือกซื้อเฉพาะอาหารที่มีเครื่องหมายรับรองออร์แกนิกจากหน่วยงานที่มีความเชื่อถือเท่านั้น” ลุงสมัย กล่าวฝาก

นับว่าเป็นเกษตรกรคนเก่งของไทยแห่งเมืองลำพูน ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์

สอบถามรายละเอียดพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ตามมาตรฐาน ได้ที่ คุณสมัย แก้วภูศรี โทรศัพท์ (081) 034-6646