เกษตรบูรณาการ : เกาเหลาไม่เอาถ่าน เลยงานเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248389

251598

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ หลายเดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่าน่าเห็นใจ รมว.เกษตรฯ “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” ไม่น้อย  เพราะงานด้านเกษตรต้องขับเคลื่อนอย่างมีระบบแบบแผน แม้ว่ารัฐมนตรีจะตั้งใจจริง เอาจริงเอาจัง แต่สุดท้ายการขับเคลื่อนดูเหมือนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เหมือนสมองส่งการ แต่แขนขาดันไม่ทำงาน ตามสมองสั่งเลย

วันนี้ จึงได้เห็นงานที่ขับเคลื่อนทั้งหมดดูผ่านตาเหมือนว่ารัฐมนตรีทำงานหนักอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะเท่าที่เห็น สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ดูเหมือนรัฐมนตรีจะเดินหน้าลงพื้นที่ อย่างขยันขันแข็ง เพื่อดูแลเกษตรกรในที่น้ำท่วมในเขตภาคใต้ ร่วมกับพี่น้องข้าราชการบางส่วน และศุกร์ที่ผ่านมายังต้องเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร และจังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองน้ำดำ เพื่อวางระบบการจัดการพื้นที่ ส.ป.ก. ที่แจกให้กับเกษตรกรที่ไร้ที่ทำกินให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ แต่งานนี้จะดีไม่น้อย หากวันนี้ มีหัวหลักข้าราชการ อย่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ สักคนที่จะช่วยขับเคลื่อนไปพร้อมกัน แต่…..

วันนี้เท่าที่ติดตาม แม้ รมว. “ฉัตรชัย” จะยังไม่เอ่ยปาก ให้ใครได้ยินว่าหนักใจกับปัญหา ไม่เอาถ่านของปลัดเกษตรฯ อย่าง “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ”  เพราะความเป็นชาติทหาร ไม่หนักหนาจะไม่พูด ที่ว่ากันมา ไม่ใช่จะพูด เพราะมันปากแต่มันคือความจริง เอาเรื่องแรกที่เห็นชัดเจนคือเรื่องของความไม่เข้าใจงานด้านเกษตรฯ ของท่านปลัด “ธีรภัทร” ทั้งงานบริหารและงานมวลชน ทั้งที่มีการจ้างที่ปรึกษา ด้วยเงินรัฐมาช่วยเสริมเป็นเงินหลายแสนบาทต่อเดือนที่ชัดเจนที่สุดในส่วนเรื่องมวลชน เรื่องความน่าเชื่อถือของปลัดเกษตรฯต่อสังคม โดยเฉพาะประชาชน คนรากหญ้า ยกกันให้เห็นความไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่เห็นชัดเจนคือ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง มีการจัดกิจกรรม “คืนหอยลายสู่ทะเลตราด สนองแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรประมง เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน” บริเวณหาดช่องช้าง  ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งตามกำหนดการ ปลัด “ธีรภัทร” คนนี้เขาต้องไปเป็นประธาน โดยมีนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นคนรายงานความเป็นมาของโครงการ “การเพาะเลี้ยงและการจัดการทรัพยากรหอยลายเพื่อเพิ่มผลผลิตและศักยภาพการส่งออก”

โดยงานเริ่มในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ไม่ใช่ปี 2560 ครับสุดท้ายเบี้ยว งานนี้ทั้งอธิบดีกรมประมง และปลัด “ธีรภัทร” ปล่อยให้ นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตรผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรเป็นประธานเปิดงานทั้งน้ำตา ก่อนที่ปลัดเกษตรฯคนนี้จะโทร.มาบอกคุณพี่ “พรรณพิมล” สั้นๆ ว่า “ลืม”

นั่นไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่อง อีกหลายงานที่พฤติกรรมของท่านปลัด ที่แปลกแบบไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ นั่นคือ การมอบหมายงานให้กับท่านรองๆ ทั้งหลายต้องไปงานแทน ว่ากันว่า มีบางครั้ง มอบหมายงานให้แล้ว บางงานท่านปลัดไปงานเอง ทำให้เกิดปัญหาปวดเศียรเวียนกล้าไม่น้อย จนท่านรองฯ ทั้งผู้ร่วมงานถึงกับมึนฯเอาไงเนี่ยอย่างนี้ ต้องบอกว่า ไม่ใช่เกาเหลาอย่างเดียวแล้วกระมัง มันคือเกาเหลาไม่เอาถ่าน หละขอรับ

ราชดำเนิน

สสอค.ติวเข้มศูนย์ประสานงาน กำกับ-ติดตามแผนปฏิบัติการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248387

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายอุทัย ศรีเทพ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) เปิดเผยว่าสสอค. เป็นองค์กรที่ดำเนินงานกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นสวัสดิการทางสังคมขององค์กรวิชาชีพครู ภายใต้พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 และเพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ประสานงานของสมาคมที่มีอยู่ทั่วประเทศ มีแนวทางปฏิบัติในแนวทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ สสอค.จึงจัดทำโครงการประชุมปฏิบัติการ กำกับ ติดตาม การปฏิบัติงานด้านการเงินและทะเบียนสมาชิกของศูนย์ประสานงาน สสอค. ปี พ.ศ.2559 ให้กับประธานศูนย์ประสานงานสสอค. ทั่วประเทศ 115 แห่ง รองประธานหรือเลขานุการศูนย์ประสานงาน สสอค. กรรมการศูนย์ประสานงาน สสอค.และผู้จัดการศูนย์ประสานงาน สสอค.ทั่วประเทศ โดยแบ่งพื้นที่การดำเนินงานไปตามภูมิภาคต่างๆ 4 ภูมิภาค คือ

1.ศูนย์ประสานงาน สสอค. ภูมิภาค ภาคกลางและภาคตะวันออก จำนวน 28 ศูนย์ประสานงาน ดำเนินการที่จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2559, 2.ศูนย์ประสานงาน สสอค. ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 35 ศูนย์ประสานงาน ดำเนินการที่จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559, 3.ศูนย์ประสานงาน สสอค. ภูมิภาคภาคเหนือ จำนวน 27 ศูนย์ประสานงาน ดำเนินการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 และ 4.ศูนย์ประสานงาน สสอค. ภูมิภาคภาคใต้ จำนวน 17 ศูนย์ประสานดำเนินการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยการสัมมนาวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน นายทะเบียน บัญชี การเงิน ทรัพย์สินและหนี้สินของศูนย์ประสานงาน สสอค. เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ตรวจสอบการดำเนินงาน การปฏิบัติงานแผนแก่ผู้บริหารของศูนย์ประสานงาน สสอค. แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสมาคมและศูนย์ประสานงาน สสอค. ควบคุม กำกับ ติดตามการบริหารความเสี่ยงอันเกิดจากการดำเนินงานของศูนย์ประสานงาน

เตือนเกษตรกรสวนมะม่วงระวัง ‘เพลี้ยจักจั่น’ระบาดทำเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248386

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงให้ระวังการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปีแต่พบมากและทำความเสียหายในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะดอกตูม และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บาน คือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด คือ 1.สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผล 2.อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ผีเสื้อตัวเบียน แมลงวันตาโต แตนเบียนมวนตาโต เชื้อรา บิวเวอร์เรีย 3.ระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น แต่ควรปรับหัวฉีดอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป 4.ระยะมะม่วงใกล้จะออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ให้พ่นด้วยสมุนไพรน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 100 – 150 ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน 85) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร 5.ระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกให้พ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150-200 ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน 85) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร 6.ในสวนมะม่วงที่มีการระบาดรุนแรงควรเปลี่ยนไปพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง หรือสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ 7.การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิต จะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลงได้ และทำให้การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

สกว.เปิดตัวเว็บไซต์‘ฟาร์มรู้สู่สังคม’ ผลักดันผลงานวิจัย12ประเด็นตอบสนองพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248393

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า หน่วยวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (SRI Unit) ได้จัดทำเว็บไซต์ http://www.knowledgefarm.in.th “Knowledge Farm: ความรู้สู่สังคม” เพื่อเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ความรู้จากผลงานวิจัยต่อสาธารณะ ทั้งนี้สืบเนื่องจาก สกว.ได้จัดทำโครงการการจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อนำความรู้ในคลังความรู้ของ สกว. มาจัดการและสื่อสารต่อสาธารณะ ภายหลังจากที่ได้จัดทำกรอบประเด็นการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Research Issues: SRI) 12 เรื่อง เป็นเป้าหมายในการสนับสนุนทุนวิจัยที่ตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ

ผศ.ปกป้อง จันวิทย์ หัวหน้าโครงการจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะ การวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของ สกว. เผยว่า “Knowledge Farm – ฟาร์มรู้สู่สังคม” เป็นเว็บไซต์เผยแพร่ความรู้จากงานวิจัยของ สกว. สู่สังคมวงกว้างในรูปแบบที่สร้างสรรค์ เข้าใจง่าย อ่านสนุก และมีสไตล์ เพื่อผลักดันให้ความรู้ส่งผลสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ภายใต้การบริหารจัดการของโครงการการจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว. การดำเนินงานช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่กรอบประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การสร้างสรรค์การเรียนรู้และปฏิรูปการศึกษา และความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของอาหาร เป็นหลัก

“เว็บไซต์นี้จะเป็นบ้านสำหรับเก็บรวบรวมผลงานความรู้ที่ถูกนำไปปรุงรสให้อร่อยชวนชิม ด้วยวิธีการจัดการความรู้อย่างสร้างสรรค์และมีความหลากหลาย ได้แก่ รายงาน บทสัมภาษณ์ อินโฟกราฟิก คลิปความรู้ สรุปงานสัมมนาและกิจกรรม และเป็นคลังรวบรวมงานวิจัยและหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยความรู้เหล่านี้จะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้ง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทูบ ซึ่งถือเป็นการนำความรู้มาสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ด้วยบุคลิกแบบเป็นกันเอง ลงจากหอคอยงาช้างมายืนข้างๆ ประชาชน พยายามดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจความรู้ แม้จะมีบุคลิกแบบสบายๆ แต่เนื้อหามีคุณภาพสูง ครบถ้วน ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และวางใจได้” ผศ.ปกป้อง กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว. เปิดเผยว่า สำหรับตัวอย่างงานวิจัยที่สำคัญที่ถูกนำมาเผยแพร่ อาทิ เรื่องความมั่นคงอาหารและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความมั่นคงอาหารในมิติสำคัญทั้งในเชิงพื้นที่และชุมชน สร้างการรับรู้และความตระหนักของเกษตรกร ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ เพื่อจัดการความเสี่ยงและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อระบบการผลิตที่เป็นความมั่นคงอาหารของพื้นที่และชุมชน และสนับสนุนงานวิจัยที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรที่กำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยอาหารของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการสร้างสรรค์การเรียนรู้และปฏิรูปการศึกษา การวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบและเสนอแนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาเรียนรู้ ตั้งแต่การอ่านเขียนภาษาไทยที่ต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทเชิงพื้นที่ที่แตกต่าง การสร้างการเรียนรู้โดยปรับความสัมพันธ์ครูนักเรียน พัฒนาผู้เรียนผ่านการสร้างและพัฒนาครูพันธุ์ใหม่ เปิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่เน้นการคิดเชิงระบบและคิดวิเคราะห์มีเหตุมีผล การสร้างระบบการพัฒนาโรงเรียนจากภายในอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการรับรองโรงเรียนคุณภาพ การสร้างความเชื่อมโยงการทำงานกับการศึกษาด้วยธนาคารเครดิต และการส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ด้วยสิ่งแวดล้อมนอกระบบโรงเรียน

สหกรณ์รวมใจถวายพ่อ ร่วมอนุรักษ์ผืนป่า/ปล่อยพันธุ์ปลา-กุ้ง8.9ล้านตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248391

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์นิคมแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด กลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย และขบวนการสหกรณ์ ร่วมกันจัดโครงการ “สหกรณ์ร่วมใจอนุรักษ์พันธุ์ปลาและผืนป่าถวายเป็นพระราชกุศล” ขึ้น ณ บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อขบวนการสหกรณ์ไทย โดยพระองค์ได้จัดทำโครงการเพื่อพัฒนาชนบทหลายโครงการ แต่ละโครงการมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนพึ่งตนเอง และให้สหกรณ์เป็นวิธีการหนึ่งในโครงการ และอยู่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจขั้นปฐมให้เกษตรกรร่วมกันซื้อ ร่วมกันขาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้คุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต มานะพยายาม เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ก๊ก ดอนสำราญ ประธานฯสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในโครงการประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ, การทำพิธีถวายความอาลัย, มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียน 12 แห่ง, การปล่อยพันธุ์ปลา 6 ล้านตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม 2.9 ล้านตัว รวม 8.9 ล้านตัวและการปลูกป่าเพื่อการกุศล พันธุ์ไม้ ได้แก่ ต้นสักต้นคูน พะยูง ประดู่ จำนวน 890 ต้น ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตร ประชาชนทั่วไป และข้าราชการ จำนวน 800 คน ได้เรียนรู้และน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปใช้ในการดำเนินชีวิต และได้ร่วมทำกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านและสืบสานงานสหกรณ์ต่อไป

“ปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 กว่าโครงการ มุ่งเน้นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมอาชีพ สาธารณสุข คมนาคมและการสื่อสาร การศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างพออยู่พอกินจนถึงปัจจุบัน” ประธานฯสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าว

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ปัทมานันท์ รูป : ธนศักดิ์ ธรรมบุตร

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท”

ย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แหลมเกต คือชื่อของร้านอาหารทะเลชื่อดัง ระดับ “ท็อปไฟว์” ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

เปิดให้บริการอยู่นานจนกลายเป็น “ร้านเก่าแก่” แต่แล้วเมื่อ “สังคมเมือง” เข้า “รุกคืบ” บรรยากาศโดยรอบ จนทำให้ศรีราชา อาจไม่เหมาะกับการไปตากอากาศหรือพักผ่อนเหมือนดังแต่ก่อน

เจ้าของร้านรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้น จึงตัดสินใจ ปิดกิจการลง เมื่อราวปี 2550 ที่ผ่านมา

ถัดจากนั้นราว 4-5 ปี ทายาทรุ่นสองของกิจการ ได้สานต่อธุรกิจครอบครัว ปลุกให้ “แหลมเกต” พลิกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง บนทำเลกลางกรุง ย่านสุขุมวิท

แต่ความตั้งใจของเจ้าของร้านเจนวาย กลับไม่เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้

“เส้นทาง” ของ “แหลมเกต” เมื่อครั้งนั้น จึงทั้งขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ…แม้แต่กลีบเดียว

มีทุน มุ่งมั่น

อยากเป็นนายตัวเอง

“เกิดและโตมากับร้านอาหาร แค่พนักงานเสิร์ฟอาหารมา 1 จาน รู้เลยว่าอร่อยหรือไม่อร่อย พอเรียนจบปริญญาตรีจึงตัดสินใจไม่ทำร้านอาหารแล้วเข้ากรุงเทพฯ มาสมัครงานประจำ ทำที่แรกรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง อยู่ได้ไม่ถึงปีจึงลาออก” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ ผู้บริหารกิจการ Laemgate Infinite (แหลมเกต อินฟินิท) ร้านอาหารทะเล บุฟเฟ่ต์ อะลาคาร์ท ปรุงใหม่สดจานต่อจาน เจ้าของเรื่องราวในครั้งนี้ เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ งานประจำสังกัดใหม่ ที่เขาได้ทำ คือเป็นผู้ติดตาม คุณสมประสงค์ บุญยะชัย อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอินทัช ซึ่งประสบการณ์จากการทำหน้าที่นี้นี่เอง ทำให้เขาได้แนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจหลายเรื่อง จนกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในชีวิต

“คุณสมประสงค์ บุญยะชัย เปรียบเป็นครูของผม ท่านมักสอนว่าทำงานอะไร ต้องทำตัวให้เบาที่สุด คือต้องลอยเหนือปัญหาเวลามีปัญหาขึ้นมา อย่าไปจมกับมัน ให้ลอยขึ้นมา แล้วแก้ไขปัญหานั้น อย่าเอาตัวเข้าไปในปัญหา เปรียบกับคนปีนหน้าผา เขาจะพยายามเอาอุปกรณ์ต่างๆ ขว้างทิ้งให้หมด ทำตัวเองให้เบาเพื่อจะเดินขึ้นหน้าผาได้ง่ายที่สุด” คุณโค้ก ว่ามาอย่างนั้น

ก่อนเล่าต่อ ทำงานประจำอยู่หลายปี มีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงเวลาอยากมีธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับช่วงที่ทางบ้านปิดกิจการไป พรรคพวกเพื่อนฝูงหลายคนถามไถ่ ปิดทำไม อยากให้เปิดอีก

เลยเกิด “ไฟ” ขึ้นในใจ อยากทำร้านอาหารของครอบครัวให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

ความมุ่งมั่นเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยการ รีแบรนด์ ออกแบบโลโก้ใหม่ ใส่ความทันสมัยเข้าไปด้วยการใช้ตัวสะกดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Laemgate ก่อนยึดทำเลในคอมมูนิตี้มอลล์ ริมถนนสุขุมวิท เป็นสถานที่ตั้ง

“ตอนนั้นมีเงิน มีความมุ่งมั่น มีความฝัน อยากรวย อยากมีธุรกิจ เหมือนที่เด็กวัยนั้นกำลังอยากมีอิสรภาพ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร อยากเป็นเจ้านายของตัวเอง อยากเป็นผู้ประกอบการ เลยตัดสินใจเปิดร้านแหลมเกตขึ้นมา

เราลงทุนเต็มที่ เลือกทำเลที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แต่ลืมนึกไปว่ามันวิ่งผ่านไปเลย ไม่ใช่ทางลง เพราะอยู่ระหว่างสถานีพร้อมพงษ์กับทองหล่อ ตอนแรกเข้าใจว่าลูกค้าจากทองหล่อน่าจะเทมาหาเราบ้าง แต่ไม่เป็นอย่างคาด” คุณโค้ก เล่าเสียงหม่นลง

คำนวณแต่ราคา

ขาดทุนเดือนละห้าแสน

คุณโค้ก เผยถึงประสบการณ์ที่ผิดพลาดให้ฟังอีกว่า การตั้งร้านใหม่ที่สุขุมวิทในครั้งนั้น ยังไม่มีการวาง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ว่าจะมีจุดยืนอย่างไร แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการ “ตั้งราคาขาย” เพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่าง อาหาร 1 จาน ต้นทุน 50 บาท หากจะขายต้องมีกำไร 1 เท่า คือต้องขายอาหารจานนั้นในราคา 100 บาท และในเมื่อเป็นร้านจับลูกค้า “กลุ่มบน” ต้องตั้งราคาขายสูงกว่าต้นทุน 1 เท่าครึ่ง ฉะนั้น อาหารต้นทุน 50 บาท จึงขายที่ 125 บาท ถึงจะมีกำไรสูงสุด

“พอคิดแบบนี้ เลยเกิดสูตรเข้าไปครอบในธุรกิจ กลายเป็นว่าอาหารทุกจานถูกขายในราคาต้นทุนบวกกับกำไร 1.5 เท่า และคิดว่าธุรกิจจะไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นแบบเหมือนฝันเลือนราง เคว้งคว้างลอยไปเลย คือลูกค้าให้การตอบรับน้อยมาก” คุณโค้ก เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอก นอกจากเรื่องราคา ที่ลูกค้าให้การตอบรับน้อยแล้ว อุปสรรคอีกอย่างที่ทำให้ร้านอาหารของเขาในเวลานั้น ไม่ประสบความสำเร็จ น่าจะเกี่ยวกับ ค่านิยมของคนไทย ที่นิยมทานอาหารต่างชาตินอกบ้านมากกว่าอาหารไทย คนไทยส่วนใหญ่มองว่าร้านอาหารไทย เหมาะกับคนมีอายุ หรือต้องมาเป็นครอบครัวเท่านั้น

เมื่อธุรกิจไม่ก้าวหน้าอย่างที่หวัง เจ้าของกิจการแหลมเกต รุ่นสอง ที่เวลานั้นอยู่ในวัยเพียง 20 ปลายๆ จึงงัดสารพัด “กลยุทธ์” ออกมาใช้เพื่อเรียกลูกค้า ทั้งโปรโมชั่นลด 50 เปอร์เซ็นต์ ซื้อ 1 แถม 1 จ้างบล็อกเกอร์เขียนรีวิว ซื้อสื่อหลายแขนง และแม้จะทำทุกอย่างแล้ว แต่รายรับก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น

“แหลมเกตที่สุขุมวิทเปิดได้ประมาณปีครึ่ง ขาดทุนเดือนละ 500,000 บาท เอาเงินออกจากกระเป๋าเดือนละ 500,000 บาท เป็นเวลาปีครึ่ง คิดเป็นเลขกลมๆ เบ็ดเสร็จ 9 ล้านบาท ไม่ไหวแล้วครับ ตัดสินใจปิดดีกว่า” คุณโค้ก เผยให้ฟัง

แต่ก่อนที่ร้านจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ช่วง “หนึ่งเดือน” สุดท้าย คุณโค้กได้เข้าไปเจรจากับทางเจ้าของสถานที่ หากร้านของเขาสามารถเรียกลูกค้าได้จำนวน 5,000 คน ภายใน 1 เดือน ขอให้ทางห้างลดค่าเช่าเหลือครึ่งหนึ่ง

เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น จึงพยายามระดมมันสมองกับทีมงาน ว่าควรออกแบบโมเดลธุรกิจในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนหมดสัญญาเช่ากันอย่างไรดี เพราะหากทำแบบเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา คงไม่สามารถเรียกแขกหลายพันคนภายใน 1 เดือนได้แน่นอน

สร้างโมเดล

บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท

ช่วงเดือนสุดท้ายของร้านแหลมเกต สาขาสุขุมวิท แม้จะเป็น “วิกฤต” ที่เขม็งเกลียวมากขึ้นทุกขณะ แต่คุณโค้กก็มองเห็น “โอกาส” บางอย่างซ่อนตัวอยู่

“ด้วยความที่อยากโละของออกจากร้าน เลยพยายามมองหาเทรนด์ของผู้บริโภคในเวลานั้นว่ากำลังเป็นไปทางไหน กระทั่งเห็นว่าผู้บริโภคอยากได้ร้านอาหารที่ทานได้ง่ายๆ และ All Include คือรู้ว่าตัวเองต้องจ่ายเงินเท่าไหร่

เลยคิดรูปแบบ บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบเดินตักอาหารให้วุ่นวาย เลยคิดออกมาว่าให้เสิร์ฟถึงโต๊ะแบบไม่อั้น ปรุงสดใหม่ร้อนๆ จานต่อจาน กระทั่งเกิดคำว่า บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท เป็นโมเดลของแหลมเกต ที่แรกและที่เดียวในโลก” คุณโค้ก เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนย้อนถึงปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

“เดือนสุดท้ายก่อนปิดตัว แหลมเกต-สุขุมวิท ดังเป็นพลุแตก ลูกค้ายืนต่อแถวรอกันยาวเหยียด ทั้งห้างมีแต่คนมากินเราร้านเดียว จนเกิดความโกลาหล เพราะยังไม่มีการแบ่งขายเป็นรอบๆ วัตถุดิบไม่พอ พนักงานโหลดเกินไป แต่ไม่มองเป็นปัญหา หากมองว่าคือโอกาสใหม่”

และแล้วร้านแหลมเกต สุขุมวิท ปิดตัวเป็นการถาวรในช่วงสิ้นปี 2557 ถัดจากนั้นไม่ถึง 2 เดือน แหลมเกต ซอยพหลโยธิน 11 จึงเกิดขึ้น

คราวนี้ มีการวาง “แนวคิด” ไว้ในทุกรายละเอียด เริ่มต้นจากการสร้าง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่เป็นแหล่งผลิตความสุข ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ต้องได้ของมีคุณภาพ ในราคาที่พอใจ รสชาติดีเหมือนต้นตำรับ

“ตั้งเป้าหมายไว้ ลูกค้าต้องเข้าใจว่าแหลมเกต ไม่ใช่ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ไม่ใช่ร้านอาหารทะเลอย่างเดียว แต่เราขายคำว่า ความสุข ดังนั้น ทุกอย่างในร้านต้องมีความสุขก่อน เริ่มจากเจ้าของ-ลูกน้อง จากนั้นจะค่อยๆ ส่งต่อไปถึงทุกอย่าง แม้กระทั่งเมนูที่ร้าน ยังตั้งราคาไว้ที่ 555 เป็นเสียงหัวเราะเลย” คุณโค้ก เล่าก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

เปิดอาณาจักรใหม่

ตั้งราคา 666 บาท

นอกจาก “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่วางไว้ชัดเจน ว่าเป็นแหล่งผลิตความสุขแล้ว คุณโค้ก บอก “การบริหารจัดการต้นทุน” นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตัวเขานับว่าโชคดี ที่คุณพ่อ-คุณแม่ ปูทางไว้ให้นานกว่า 30 ปี ทุกวันนี้จึงสามารถซื้อหาวัตถุดิบสดๆ จากทะเลได้จากคู่ค้ารุ่นเก่าแก่ และยังมีฟาร์มหอยนางรม ที่ศรีราชา เป็นของตัวเองด้วย

เจ้าของเรื่องราว บอกต่อ ถึงประเด็นสำคัญอีก 1 เรื่องในการนำพาธุรกิจให้ก้าวสู่ความสำเร็จว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ต้องมี อย่างเรื่องการสร้างบรรยากาศให้เป็นร้านขายอาหารแบบทั่วไปคงไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ดีพอ จึงคิดออกแบบร้านให้มีบรรยากาศเหมือนโรงละคร อยากทานต้องโทรจองก่อน ไม่สามารถวอล์กอินได้ และ “เปิดม่าน” ขายกันเป็นรอบ รอบหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท” คุณโค้ก บอกน้ำเสียงภูมิใจ

และด้วย “ดีมานด์” ของลูกค้าที่มีมากขึ้นตามลำดับ ลูกค้าเข้าคิวรอทุกวัน ล่าสุดเขาจึงขยายกิจการ เปิดเป็นอาณาจักรความสุขแห่งใหม่ บนพื้นที่ 666 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 ของเอสเจ อินฟินิท ทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต ภายใต้ชื่อเรียกขาน “แหลมเกต อินฟินิท”

“แหลมเกต อินฟินิท ตกแต่งในบรรยากาศหรูหราด้วยรูปแบบของโรงละครที่พร้อมเปิดม่านแห่งความสุข เสิร์ฟความอร่อยกว่า 20 เมนู อาทิ ปลากะพงทอดน้ำปลา หอยนางรมสด กรรเชียงปูผัดผงกะหรี่ ฯลฯ ทุก 90 นาที ตั้งแต่ช่วงเวลา 11.30-21.00 น. แบ่งเป็น 4 รอบ รอบละ 250 คน ภายใต้แนวคิดความสุขบนรสชาติอาหารที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ ในราคาเพียง 666 บาท” คุณโค้ก ฝากมาอย่างนั้น

ก่อนส่งท้ายถึงหลักในการบริหารกิจการ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่มองลูกค้าเป็นพระเจ้า แต่มองเป็นแม่ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าแม่ของเราเรื่องเยอะขนาดไหน ลูกค้าก็เรื่องเยอะเท่านั้น ฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างให้ลูกค้าพึงพอใจ เท่ากับทำให้แม่เราพึงพอใจ โมเดลนี้แหละรุ่ง”

……………

สนใจค้นหาคำตอบของความสุข สไตล์ แหลมเกต อินฟินิท ได้แล้ววันนี้ สำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (080) 000-4444, (084) 959-5959 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook/Laemgate หรือ #Laemgateinfinite

ร้านอาหารยุค “เรดโอเชียน”

หมดเวลาบอก เมนูไหนอร่อย

Viral Marketing (ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง) กลยุทธ์การตลาดร่วมสมัย เป็นเทคนิคบอกต่อแบบ “ปากต่อปาก” บนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังถูกนำมาใช้กับแทบทุกสินค้า-บริการ

ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารอย่าง “แหลมเกต”

ที่ผ่านมาร้านอาหารแห่งนี้ จึงมี “เซตแฟชั่น” น่าสนใจ นำเสนอในรูปแบบไวรอล มาร์เก็ตติ้ง เรียกเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

“การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารทุกวันนี้ ถือมีด ถือหอก กันหมดแล้ว เพราะต่างอยู่ในเรดโอเชียน ดังนั้น คงไม่ใช่เวลามาบอกกันแล้วว่าเมนูเด็ดของเรา คืออะไร ร้านนี้มีอะไรอร่อย” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ เผยแนวคิด

และว่า กำลังทำธุรกิจที่เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตความสุข” กำลังสร้างความสุขแบบครบวงจร ความสุขที่มากกว่าอาหาร และเชื่อมั่นในการสื่อสารกันบนโลกออนไลน์ ที่สามารถสื่อได้มากกว่าแค่ภาพลักษณ์ เรายังสื่อสารกันด้านอารมณ์ ความรู้สึกได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมาผมพยายามเถียงทุกคนที่บอกว่าแหลมเกต เป็นร้านแฟชั่น มาตามกระแส โดยบอกกับพวกเขาว่า เราคือร้านอาหารทะเลทั่วไป แต่เป็นโมเดลใหม่ เพราะเคยมั้ยที่ไปร้านอาหารทะเลแล้วต้องลุ้น ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ แถมบางครั้งโดนฟันแหลก แต่ถ้ามาที่แหลมเกต ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น จะพาแขก พาเพื่อน มากี่คน รู้เลยว่าต้องใช้งบเท่าไหร่” ผู้บริหาร “แหลมเกต อินฟินิท” วัย 32 บอกอย่างนั้น

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

Morganic Farm มอร์แกนิกฟาร์ม ฟาร์มปลูกผัก ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ต้องการเป็นมากกว่าผู้ผลิตอาหาร ไม่เพียงแต่ต้องการคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค แต่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งเรื่องราคาและรสชาติด้วย ด้วยการผลิตพืชผักในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ 20 ไร่ ในเขตอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

คุณกรฎา รำพึงวงษ์ หรือ คุณแขก สาวน้อยวัย 25 ปี เรียนจบปริญญาตรี สำนักวิชา บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเพราะอยากยึดอาชีพเกษตรกรรม แบบมืออาชีพ จึงเข้าร่วมโครงการกับทางมหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. สำหรับคนที่สนใจอยากทดลองยึดอาชีพเกษตรกรรม ให้ทดลองทำบนพื้นที่ที่จัดสรรให้ ทดลองเป็นระยะเวลา 6 เดือน บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง

อยากเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

ปลูกแบบอินทรีย์ ขยายงานต่อ

คุณกรฎา เล่าว่า “ได้พื้นที่มา 2 ไร่ครึ่งในตอนแรก ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นโซนออร์แกนิกทั้งหมด เกษตรกรทุกรายปลูกผักแบบออร์แกนิก ขณะที่ทำ 2 ไร่ครึ่ง เป็นแปลงทดลองในระยะเวลา 6 เดือน หากทำแล้วชอบ ทำได้ ก็สามารถทำเกษตรต่อได้บนพื้นที่นี้ พอทำไปได้สักระยะเห็นปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และไม่สามารถขยายงานเกษตรการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ต่อได้ จึงคิดขยับขยายพื้นที่เพิ่ม

จากพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ปัจจุบันหาเช่าพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวในการทำเกษตรอีก 20 ไร่ ในการขยายงานปลูกเพิ่ม ด้วยความต้องการของตลาด เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี จึงมองเห็นโอกาส โดยได้นำเอารูปแบบของธุรกิจมาสนับสนุนการทำเกษตร ใช้วิธีการบริหารจัดการเข้าช่วย”

หัวใจหลักของการทำเกษตรในพื้นที่นี้ คุณกรฎา บอกว่า “ให้ความสำคัญกับดิน ระบบนิเวศและการผสานความรู้ของชุมชนกับวิทยาศาสตร์”

โดยเกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ บอกอีกว่า หนทางการเป็นเกษตรกรมืออาชีพ คือความตั้งใจจริง เมื่อเป็นคนรุ่นใหม่มาทำเกษตรในพื้นที่ จำเป็นต้องหาความรู้จากคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ลุง ป้า น้า อา ต่างๆ เพราะคนเหล่านี้มีความรู้ในพื้นที่ดีกว่า มีประสบการณ์และเข้าใจการทำเกษตรมากกว่า เขาจะมีเทคนิคเฉพาะที่สามารถใช้ได้จริง นอกเหนือจากตำรา ปัญหาอย่างหนึ่งที่เธอมักพบเจอคือ เกษตรกรรุ่นใหม่มักคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนรุ่นเก่า ซึ่งนั่นก็ไม่ถูกทั้งหมด นอกเหนือจากความตั้งใจที่มี ก็ไม่ควรลืมความรู้ที่สามารถหาได้จากคนรุ่นเก่าที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ถ้าเรียนรู้จากพวกเขา รับรองได้ว่าจะปลูกผักเป็นและเก่ง ขายได้แน่นอน

ยอมเสีย ก่อนสำเร็จ

ผสานความรู้ ตั้งบริษัท

ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจเกษตร จึงสามารถปรับตัวและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งมองเห็นช่องทางการตลาดแบบออนไลน์และปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของเกษตรกรยุคนี้ที่หันมาปลูกผักขาย

คุณกรฎา เล่าว่า “หลังจากการขยับขยายพื้นที่ จึงได้คิดวางแผนเป็นระบบและทำเกษตรในรูปแบบธุรกิจเข้มข้น จึงจัดตั้งบริษัทชื่อ มอร์แกนิก วังน้ำเขียวฟาร์มมิ่ง จำกัด ขึ้นมา ด้วยเพราะพืชผักออร์แกนิกในพื้นที่แถวนี้มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี

ยกตัวอย่างเฉพาะแค่ผักสลัดอย่างเดียว ส่งขายสัปดาห์ละกว่า 1 ตัน ผักออร์แกนิกชนิดอื่นๆ อย่างพวกพืชเมืองหนาวและพืชตระกูลแตงต่างๆ ก็มีออร์เดอร์สั่งมาตลอด ปลูกผักขาย จึงทำเป็นอาชีพและอยู่ได้”

แต่ก็ใช่ว่าจะพบกับความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย กว่าจะสามารถขยายพื้นที่และตั้งบริษัทขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้นั้น คุณกรฎา บอกว่า “ไม่ง่ายเลย ด้วยเพราะไม่เคยปลูกผักจริงๆ มาก่อน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และไม่ใช่ทุกพื้นที่จะปลูกผักได้หมด จุดแรกที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกผักแบบออร์แกนิกคือ ต้องเข้าใจธรรมชาติของพืช และต้องยอมเสีย

การยอมเสียในที่นี้คือ การขาดทุน เพราะปลูกผักแบบออร์แกนิกคือไม่ใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงการนำพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์ไล่แมลงมาใช้ไม่ได้ เพราะมันอาจไล่แมลงตัวที่ดีๆ ซึ่งเป็นตัวที่ต้องการให้อยู่ในแปลงผักหายไปด้วย ต้องยอมเสียและยอมรับในจุดนี้ ผลผลิตที่ได้แรกๆ จะไม่มีทางเยอะอย่างที่ตั้งใจอยากให้เป็น ด้วยจะโดนแมลง หรืออาจมีหนอนมาก่อกวนผลผลิตในช่วงนี้อย่างแน่นอน ต้องยอมเสีย รวมทั้งขาดทุนในเรื่องของค่าแรงของตนเองด้วย”

วางแผนผลผลิต ขายได้ทั้งปี

ออร์เดอร์พุ่ง ขายเอง ตลาดรับซื้อ

ปัจจุบัน พื้นที่ 20 ไร่ของมอร์แกนิกฟาร์มมีสัดส่วนการปลูกผลผลิตดังนี้คือ ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ปลูกผักตามออร์เดอร์ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลแตง อย่าง แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย หรือเบบี้แคร์รอต และร้อยละ 30 ปลูกพืชเมืองหนาว ซึ่งวังน้ำเขียวมีอากาศที่ดี เป็นความพิเศษของพื้นที่ที่มีความเหมาะสม จึงสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิด คุณกรฎา บอก

โดยเธอได้เล่าต่อว่า “จะทำการวางแผนในการปลูกผลผลิตในแต่ละสัปดาห์ ว่ามีผักชนิดไหนต้องทำการส่งในสัปดาห์ไหนบ้าง วางแผนงานการปลูกล่วงหน้าเอาไว้คร่าวๆ

ในเรื่องของการเตรียมดิน การดูแลรักษา ในการเพาะปลูกระบบออร์แกนิกนี้ คุณกรฎา บอกว่า เน้นการปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีชีวิต เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหลักในการแปรรูปอินทรียวัตถุในดิน ให้สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้ และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้พฤติกรรมของสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลภายในแปลงผัก จะช่วยให้ผักเติบโตได้ดีขึ้น

ด้านการจัดการศัตรูพืชและการเสริมธาตุอาหารบำรุง ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน มอร์แกนิกฟาร์มใช้การดูแลเสริมรสชาติผักด้วยนมสด และฮอร์โมนผลไม้ ส่วนเรื่องหน้าตาของผัก ต้องทำความเข้าใจ เนื่องเพราะเป็นระบบแบบออร์แกนิก หน้าตาผักก็อาจจะไม่สวยงามมากมาย แต่จะพยายามควบคุมรสชาติผัก ให้ผักไม่ขม แต่ก็ไม่หวานจนเหมือนผลไม้ ต้องเป็นรสชาติของผัก ทานอร่อย”

สำหรับช่องทางการตลาดมี 2 รูปแบบคือ 1. การขายปลีก คือขายเอง ออกบู๊ธ ขายตามตลาดนัดต่างๆ โดยเป็นผู้ดูแลเอง ส่วนรูปแบบที่ 2 คือ ส่งออร์เดอร์ตามสั่งของพ่อค้า คุณกรฎายังบอกถึงรายได้ที่ได้รับต่อสัปดาห์ว่า “อย่างปลูกผักสลัดต่อรอบ สามารถทำเงินได้สัปดาห์ละประมาณ 50,000 บาท แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย ออร์เดอร์รวมต่อสัปดาห์ประมาณ 1,200 กิโลกรัม ทำรายได้ประมาณ 80,000 บาท”

“การทำเกษตรต้องดูสภาพแวดล้อมหลายด้านประกอบ พอถึงช่วงเปลี่ยนฤดูก็ต้องดูสภาพอากาศว่าเหมาะจะปลูกพืชอะไร ที่สำคัญคือเกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอารูปแบบของการจัดการวางแผน การทำธุรกิจ หรือใช้ช่องทางทางออนไลน์มาช่วยในการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้หันมาสนใจอยากทำการเกษตร ก็อยากให้ทำหัวว่างๆ พร้อมเรียนรู้จากเกษตรกรที่มีประสบการณ์ควบคู่ด้วย” คุณกรฎา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจการทำเกษตรแบบออร์แกนิก สามารถเข้าไปติดตามดูได้ที่ Facebook: Morganic Farm วังน้ำเขียว หรือโทรศัพท์ (097) 918-3276

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กาดเมืองพร้าวออนไลน์” ยกสินค้าชุมชน ขายบนโลกออนไลน์

อยู่กรุงเทพฯ นานนับ 10 ปี กระทั่งวันหนึ่งต้องการผันชีวิตกลับคืนสู่ชนบท โดยมีเหตุผลหลัก กลับไปทำความกตัญญูให้ถึงพร้อม นักเขียนมากฝีมือ คุณการะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ จึงได้ที่ทำงานใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ และไม่ใช่งานด้านอักษรอย่างเดียวที่เธอลงมือทำ แต่ทว่ายังเข้าไปช่วยสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน จนกลายเป็นหนทางสร้างอาชีพจากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว กับการเปิดเพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” เพจที่รวบรวมสินค้าหลายสิบรายการ อาทิ พืชผักผลไม้ อาหาร และสิ่งที่คนในชุมชนมองข้ามว่าไม่มีค่า ให้กลับมามีราคาได้อีกครั้ง อย่าง “ขี้เถ้า”

กลับมาดูแลพ่อ

ก่ออาชีพในชุมชน

หลังจากทำงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นถึงระดับบรรณาธิการ และนักเขียนฝีมือดี ที่ปัจจุบันยังคงทำด้วยใจรัก แต่ทว่าในวันที่พ่อเข้าสู่วัยชรา ผู้เป็นลูกจึงกลับมาดูแลท่านอย่างเต็มตัว คุณการะเกต์ จึงตั้งหลักปักฐานที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่อาศัยร่วมกับผู้เป็นที่รัก ซึ่งรวมถึงน้องสาว คุณกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์ ที่แต่เดิมทำงานด้านสื่อสารมวลชนเช่นกัน

เมื่อใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและผู้คน ได้เห็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม อาหารการกิน รวมถึงกิจวัตรประจำวัน จึงรู้สึกถึงเสน่ห์

“นึกไปถึงตอนเด็กๆ แม่เป็นคนชอบทำอาหาร และชอบทำสวนมาก เวลาล้อมวงกินข้าวกัน แม่จะบอกเล่าถึงสรรพคุณของวัตถุดิบที่ใส่ลงไป และด้วยพ่อรู้เรื่องตำรับยา รู้เรื่องสมุนไพร ทำให้เราซึมซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้มา และภาพความทรงจำนั้น นึกถึงครั้งใดก็อบอุ่นมีความสุข”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น แม่ชอบอย่างไร ลูกก็เดินตามรอย การปรุงอาหารกินกันเองในบ้าน จึงเป็นเรื่องสืบทอดมา และจากความชอบปรุง บวก เห็นวิถีของคนในพื้นที่อย่างถ่องแท้ จึงว่า หากสร้างตลาดเมืองพร้าวสู่คนนอกชุมชน ก็น่าจะเป็นหนทางสร้างความยั่งยืนให้คนภายใน

เพจ “กาดเมืองพร้าวออนไลน์” จึงเปิดตัวขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้ โดยมีคุณกาญจน์เป็นผู้ร่วมนำทาง ซึ่งในเบื้องต้น ยังไม่มีผู้ติดตาม ทั้งสองจึงใช้วิธีบอกกล่าวผ่านเพจส่วนตัว จนกระทั่งยอดผู้ติดตามเริ่มเกิดขึ้น แม้วันนี้ตัวเลขจะอยู่ที่หลักพัน แต่คุณการะเกต์ ว่า คือความภูมิใจ เพราะทุกคนที่เข้ามาเป็นแฟนเพจ คือผู้ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ และผู้ยินดีส่งเสริมสนับสนุนกาดเมืองพร้าวออนไลน์

“ช่วงแรกเปิดเพจ เราไม่ค่อยได้อัพเดตเท่าไหร่นัก และจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ซื้อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ว่าจะดูเนื้อหา และใส่ภาพประกอบชัดเจน มีการบอกเล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว สินค้าก็มีเพียงไม่กี่รายการ แต่เมื่อลูกค้าเข้ามาสนใจ กลายเป็นการบอกต่อๆ”

อาหารพื้นถิ่นทำขาย

พืชผัก ผลไม้นานาชนิด

สินค้าเริ่มต้นนำมาจำหน่าย จะเน้นเป็นสินค้าในอำเภอพร้าว แต่เมื่อออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง ลูกค้าต้องการพริกขี้หนูจำนวนมาก หรือมะนาว ในอำเภอพร้าวไม่เพียงพอ คนในชุมชนจึงติดต่อญาติซึ่งอยู่ต่างอำเภอ ต่างหมู่บ้าน หรือจังหวัดใกล้เคียง รับซื้อมาจำหน่าย สร้างรายได้แผ่กว้างออกไป กลายเป็นว่าเรามีเครือข่ายเพิ่ม”

ปัจจุบัน สินค้าจำหน่ายในเพจ 30-40 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปปรุงสุกสด ซึ่งอายุการเก็บสั้น การจัดจำหน่ายจึงอยู่ในชุมชน และในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนั้น จะมีผลิตภัณฑ์ประเภทพืชผักผลไม้ และสินค้าอื่นๆ ที่เห็นว่าสามารถสร้างมูลค่าได้ ก็จะนำมาจำหน่าย อย่าง “ขี้เถ้า”

“คนในชุมชน 90 เปอร์เซ็นต์ ยังหุงหาอาหารด้วยเตาฟืนเตาถ่าน จึงมีขี้เถ้าเตาไฟค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราก็คิดถึงตอนเด็กๆ จะเห็นคนโบราณ นำขี้เถ้ามาใช้ได้สารพัด อย่าง ขัดถูทำความสะอาดภาชนะ นำมาแช่หมึกให้พองตัว ก็นำตรงนี้มาเป็นจุดขาย ซึ่งตอนที่เราบอกกับคนในชุมชนว่าจะนำขี้เถ้ามาจำหน่าย ทุกคนหัวเราะเลย เขาไม่คิดว่าจะขายได้ เราใส่ถุงโพสต์ขาย 20 บาท ปรากฏขายได้ กลายเป็นรายได้ให้ชุมชน”

กับการวางแผนตั้งเป้าสินค้านำไปจัดจำหน่ายในเพจหลักร้อยรายการ แต่ทว่าที่ยังไม่ผลีผลาม เพราะทุกรายการสินค้าต้องผ่านทดลองทดสอบ ดูอายุการเก็บรักษา เลือกและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมก่อน

สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆ คือพืชผักตามฤดูกาล โดยเฉพาะเห็ดถอบ ที่ให้รสชาติหวานกรอบอร่อย กลิ่นหอม ด้วยเพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยภูเขา โดยชาวบ้านจะเดินทางไปเก็บนำมาส่ง จากนั้นทำความสะอาด แล้วต้มก่อนบรรจุส่งให้ลูกค้า ซึ่งคุณการะเกต์ให้เหตุผลของการนำไปต้มเพื่อคงคุณภาพของเห็ดถอบ ไม่ให้แก่เร็วเกินไป (เห็ดถอบเมื่อเก็บมาแล้วอยู่ได้ราว 2 วันจะแก่)

ต้นทุนเวลา ค่าแรง

นำมาตั้ง สร้างราคา

สินค้าที่ขายดีอีกหลายรายการ ได้แก่ แคบหมู ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกข่า และน้ำพริกคั่วทราย ซึ่งสินค้ารายการหลังนี้ คุณการะเกต์ ว่า เป็นอาหารของชาวไทยใหญ่ที่ใครชิมเป็นต้องติดใจ ปรุงสดใหม่ ให้ลูกค้าเลือกทั้งแบบใส่กากหมูเจียวเอง หรือจะเลือกแบบใส่ถั่วเน่าหั่นซอยเป็นเส้นผสมลงไป

กับราคาขายสินค้า หากเป็นประเภทพืชผักผลไม้ เทียบในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าเทียบกับตลาดทั่วไปไม่หนีห่างกันมาก แต่หากเป็นสินค้าประเภทอาหารราคายุติธรรม เมื่อเทียบกับกระบวนการทำตั้งแต่ตั้งต้น

“คนเรามักจะลืมคิดต้นทุนเวลา อย่างชาวบ้านที่นี่ดองผักทานเอง ทำขายกันเองห้าบาทสิบบาท เขาไม่เคยคิดว่ากว่าจะทำเสร็จใช้เวลาเป็นวัน นี่คือค่าแรง ยิ่งต้องลงมือปลูกผักกาดเอง ควรเห็นคุณค่าตั้งแต่หยอดเมล็ดพันธุ์ลงบนพื้นดิน เมื่อทำขายต้องคำนึงถึงจุดนี้ และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าภายนอกเข้าใจ กระทั่งรู้ว่าค่าขนส่งสูงเขาก็ยอมซื้อ”

คุณการะเกต์ ได้เล่าต่อถึงเหตุผลของค่าขนส่ง ว่ามีราคาแพงเพราะพื้นที่ตั้งอำเภอพร้าวห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 100 กิโลเมตร การจัดส่งสินค้าจึงเป็นเรื่องลำบากพอควร แต่ทว่าลูกค้าจำนวนมากเข้าใจ แม้อาจต้องจ่ายค่าขนส่งสูงกว่าราคาสินค้าก็ตาม

“ลูกค้าของกาดเมืองพร้าวจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปจนถึง 40 ปี ส่วนใหญ่คือคนที่รักสุขภาพ และมักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ว่าในภาพรวมก็มีจากทั่วประเทศ เหนือ อีสาน ใต้ กลาง มาหมด ส่งผลให้เกิดยอดขายเดือนละประมาณ 100,000-200,000 บาท กำไรก็ราวๆ 30-50 เปอร์เซ็นต์ สามารถช่วยคนในชุมชนเฉพาะอำเภอพร้าวให้มีรายได้มากบ้างน้อยบ้าง รวมแล้วกว่า 100 ครัวเรือน”

คงไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ของกาดเมืองพร้าวที่ส่งผลถึงยอดขาย แต่ทว่าน่าจะเป็นการตอบกลับข้อความที่รวดเร็ว ฉับไว อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี “เรื่องความรับผิดชอบนี่ยิ่งสำคัญ อย่างเคยส่งสินค้าไปแล้ว เกิดความเสียหาย ก็จะรีบส่งสินค้าใหม่ให้ลูกค้าทันที โดยไม่คิดเงิน ซึ่งด้วยความใส่ใจตรงนี้ ลูกค้าบางท่านโอนเงินมาให้ ส่งกำลังใจมาให้ตลอด ก็ถือว่าดีใจมากแล้วที่มีคนสนใจกาดของเรา”

การนำสินค้าในพื้นที่มาจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าภายนอกผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นช่องทางจำหน่ายที่ดี โอกาสขายได้มีสูง แต่ทว่าต้องมีจุดขาย

“เรายกตลาดบ้านนอกมาไว้ในอินเตอร์เน็ต ส่งตรงจากหมู่บ้านถึงจานคุณ นี่คือสิ่งที่ต้องการบอกกล่าวออกไป ซึ่งเชื่อว่า วันหนึ่งชุมชนของเราจะกลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง กลายเป็นชุมชนที่มีคนเดินเข้ามาหา ตอนนี้จึงได้วางแผนต่อยอดสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเงินนะ แต่คือคุณภาพชีวิต โดยเริ่มจากจัดเตรียมพื้นที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน พร้อมกับต้อนรับคนนอก สร้างห้องพักเล็กๆ ขยายครัวเพิ่ม คนที่รักธรรมชาติ รักวิถีชุมชนและวัฒนธรรม สามารถเข้ามาเรียนรู้การอยู่แบบที่เราเป็นได้” คุณการะเกต์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ คลิก แฟนเพจ กาดเมืองพร้าวออนไลน์ หรือเว็บไซต์ http://www.phraomarket.com

อาหารผง เพื่อคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0748150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เสริมไอเดีย

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

อาหารผง เพื่อคนรุ่นใหม่

ปัจจุบัน อาหารหลายอย่างถูกเปลี่ยนรูปโฉมไปเป็นผงได้อย่างไม่น่าเชื่อ สามารถเปลี่ยนธรรมชาติจากของเหลวให้เป็นผงได้ เปลี่ยนค่านิยมและความคุ้นเคยกันมายาวนานให้เป็นผงได้ เปลี่ยนสิ่งที่ไม่น่าทำเป็นผงให้กลายเป็นผงได้ ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร

ลองอ่านเรื่องราวของผู้ประกอบการเหล่านี้ ที่นิยมทำอาหารให้เป็น “ผง” ขายในตลาดอย่างเปิดเผย

น้ำตาลโตนดผง

พลิกโฉมเป็นน้ำตาลพรีเมี่ยม

ในเขตอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา มีต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย มีการนำส่วนต่างๆ ของตาลโตนด ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โอท็อปต่างๆ เช่น น้ำตาลโตนดแว่น สบู่ตาลโตนด ภายใต้ชื่อยี่ห้อว่า “โหนด นา เล” โดยเฉพาะน้ำตาลโตนดแว่น เป็นน้ำตาลที่ได้จากต้นตาลโตนด ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปน้ำตาลสดหรือน้ำตาลโตนดเข้มข้น นำมาเคี่ยวในกระทะจนน้ำระเหยออกไป เหลือเป็นน้ำตาลข้นเหนียว จากนั้นใช้ใบตาลมาทำเป็นวงกลมเล็กๆ เอาน้ำตาลโตนดหยอดในวงก็จะได้น้ำตาลโตนดก้อนกลมๆ แบนๆ ขนาดกะทัดรัด เรียกขานทั่วไปว่า “น้ำตาลแว่น”

ต่อมา กลุ่มสบู่ตาลโตนด โหนด นา เล จังหวัดสงขลา ต้องการพัฒนาน้ำตาลโตนดให้เป็นน้ำตาลผง หวังให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของตนมีความหลากหลายมากขึ้น จึงเข้ารับบริการปรึกษาจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ทางศูนย์ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นน้ำตาลโตนดผง และออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยปรับโฉมใหม่ จนทำให้น้ำตาลโตนดในท้องถิ่นแดนใต้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมขึ้นมาได้ในพริบตา โดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากถุงพลาสติกมาใส่ขวดแก้วขนาดพอเหมาะ พร้อมทำฉลากสินค้าออกแบบด้วยโทนสีน้ำตาลให้สอดคล้องกับสีของน้ำตาลโตนด ท้าทายด้วยชื่อแบรนด์โหนด นา เล เป็นภาษาอังกฤษเด่นชัด “NODE NA-LE” แค่นี้ก็พรีเมี่ยมเป๊ะทันตา

รูปลักษณ์ใหม่ในขวดหรู ทำให้น้ำตาลโตนดผงรายนี้ กลายเป็นของฝากของขวัญที่มีราคา มีความคลาสสิกในตัว ถือเป็นการขยายฐานการตลาดไปสู่กลุ่มพรีเมี่ยม และขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรักสุขภาพ ที่ต้องการเปลี่ยนแนวการใช้น้ำตาลทรายมาใช้น้ำตาลโตนดแทน โดยอาศัยจุดเด่นของน้ำตาลโตนดที่มีความได้เปรียบเรื่องความหอมและละลายได้รวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นแรงดึงดูดให้ขยายตลาดได้มากขึ้นต่อไป

ลองลิ้มน้ำตาลโตนดพรีเมี่ยมจาก กลุ่มสบู่ตาลโตนด โหนด นา เล เลขที่ 11/4 ม.7 ตำบลท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 90190 โทรศัพท์ (081) 275-7156, (074) 590-546, (083) 186-5473

น้ำผึ้งผง

เพื่อนใหม่คู่หูชา-กาแฟ

คุณบัญชา นทีคีรีกาญจน์ เจ้าของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์เลี้ยงผึ้งและจำหน่ายน้ำผึ้งมานานกว่า 30 ปี ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งเป็นที่รู้จักภายใต้แบรนด์ “GOLDEN BEE” ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผึ้งทุกรูปแบบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล

ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงในธุรกิจของตน เมื่อมาถึงจุดหนึ่งย่อมต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อหาจุดต่างให้กับธุรกิจของตน จากน้ำผึ้งที่เป็นของเหลว คุณบัญชาอยากเปลี่ยนโฉมน้ำผึ้งให้เป็นน้ำผึ้งผง เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ และเปิดโอกาสหรือเปิดช่องทางให้มีการใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งผงได้มากขึ้น เช่น ใช้เสิร์ฟคู่ชา-กาแฟตามร้านอาหาร ภัตตาคาร และโรงแรม เป็นต้น

จุดเด่นของน้ำผึ้งผง มีคุณสมบัติละลายน้ำง่าย มีกลิ่นหอม และรสหวานที่เป็นธรรมชาติ และมีจุดเด่นในเรื่องสรรพคุณของน้ำผึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย

เจ้าของฟาร์มพัฒนกิจ มีความเชื่อว่า การแปรรูปน้ำผึ้งให้เป็นน้ำผึ้งผง นอกจากทำให้ผู้บริโภคนำไปใช้งานได้สะดวกแล้ว ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายกว่าของเหลว ความปรารถนาของฟาร์มพัฒนกิจดังไปไกลถึงหน่วยงานราชการอย่างจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยกันคิดค้น ปรับสูตร และกระบวนการผลิตจนได้น้ำผึ้งผงที่มีมาตรฐานทั้งกลิ่นและรสชาติ ที่สำคัญละลายได้ดีในน้ำชา-กาแฟอีกด้วย

น้ำผึ้งผง เริ่มวางตลาดด้วยบรรจุภัณฑ์กล่อง ขาวตัดกับสีทอง พร้อมข้อความภาษาอังกฤษบอกโต้งๆ ว่า “HONEY POWDER” ในแถบสีม่วงที่โดดเด่น การออกแบบถูกวางตัวให้น้ำผึ้งผง กลายเป็นสินค้าดูดีมีระดับในพริบตา

อยากลองของมีระดับ ติดต่อได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ เลขที่ 187 หมู่ 7 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์ (053) 422-460, (081) 961-6948 http://www.phatthanakit.net

น้ำปลาผง

ตอบโจทย์คนซื้อและคนขาย

ในเขตตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งชุมนุมปลาสร้อยจำนวนมาก ซึ่งหาง่ายและราคาถูก กลุ่มสตรีในเขตตำบลท่าฉนวน จึงรวมตัวกันนำปลาสร้อยมาต้ม ทำเป็นน้ำปลาขายในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง กรรมวิธีการต้มน้ำปลาของสตรีกลุ่มนี้ ใช้สูตรและวิธีหมักแบบโบราณ จึงทำให้ได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมของน้ำปลาแท้ๆ เมื่อน้ำปลาที่ผลิตเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ภายหลังจึงติดตรายี่ห้อน้ำปลาว่า “เด็ดดวง” ต่อมาน้ำปลาของกลุ่มสตรีนี้ได้ยกระดับกลายเป็นของดีประจำตำบล และในที่สุดได้ถีบตัวขึ้นไปเป็นสุดยอดของสินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”

จากจุดอ่อนหรือปัญหาของคนขายน้ำปลา คือเรื่องการขนส่งและอายุการใช้งานที่สั้น เมื่อทิ้งไว้เป็นเวลานาน น้ำปลาจะตกตะกอนของเกลือ ขายไม่ได้ ทำให้ผู้ผลิตน้ำปลา “เด็ดดวง” อยากหาทางออกเพื่อให้น้ำปลาขนส่งได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน เก็บไว้ได้นานขึ้น จึงเกิดความคิดอุตริอยากทำน้ำปลาที่เป็นน้ำให้กลายเป็นน้ำปลาผงให้รู้แล้วรู้รอดไป ในที่สุดความคิดพิเรนก็เป็นจริงได้ เมื่อศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำให้ปรับการผลิตจากน้ำให้เป็นผงได้ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยใช้เทคนิคการระเหยที่เรียกว่า กระบวนการ Dehydration และกระบวนการพ่นฝอย

ในที่สุด ความฝันของกลุ่มสตรีท่าฉนวน จังหวัดสุโขทัย ก็สำเร็จได้โดยสามารถผลิตน้ำปลาให้เป็นน้ำปลาผงได้สมใจนึก บรรจุในกระปุกปิดฉลากอย่างสวยหรู เดินสายขายได้ทั่วราชอาณาจักร ภายใต้แบรนด์ “เด็ดดวง” นอกจากจะยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยแล้ว แม่บ้านกลุ่มนี้ยังได้ยกระดับกลายเป็นแม่บ้านยุคใหม่ที่ทันสมัย สามารถผลิตน้ำปลาผงได้สำเร็จเพื่อตอบโจทย์แม่บ้านยุคใหม่ได้ลงตัวเป๊ะ

สนใจอยากลองน้ำปลารูปแบบใหม่ได้ที่ กลุ่มสตรีต้มน้ำปลา เลขที่ 249/3 ม.12 ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 64170 โทรศัพท์ (081) 973-2666

กะปิผง

สะกิดกุ้งเคยเปิดตลาดใหม่

คุณวิสุทธิ์ สิทธิเดช ผู้ริเริ่มทำกะปิผงรายแรกของเมืองไทย ภายใต้ กะปิผง “แลเลนอง” ในช่วงแรกไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยกับกะปิผง จนภายหลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตลาดจึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม

กะปิผง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกะปิที่ผ่านการอบไล่ความชื้นออก แล้วนำมาบรรจุซองขนาดเท่าซองกาแฟสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกในการพกพา สะดวกในการเก็บรักษาได้นานนับปี โดยไม่มีกลิ่นรบกวน และไม่ต้องเก็บในตู้เย็น ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้กะปิผงทำตลาดได้ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เมื่อกะปิผงขายดีติดตลาดแล้ว ผู้ผลิตรายนี้จึงเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ จึงเล็งเป้าหมายไปที่ตัวเคย ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการทำกะปิ นำตัวเคยมาอบให้กรอบแล้วปรุงรสต่างๆ เป็นอาหารทานเล่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้แบรนด์ “แลเลนอง” แบรนด์เดียวกับกะปิผง ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่คือ กุ้งเคยอบแห้ง บรรจุในถุงสุญญากาศเพื่อรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้กรอบอร่อยได้นาน โดยใช้กราฟิกรูปกุ้งเคย เพื่อสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา

ลองลิ้มตัวเคยที่ใช้ทำกะปิได้จาก วิสาหกิจชุมชนกะปิผงระนอง เลขที่ 5/2 ม.4 ถนนอ่าวเตย ตำบลม่วง กลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง 85000 โทรศัพท์ (081) 788-7096

ข้าวผง

เปลี่ยนข้าวกินเป็นข้าวดื่ม

เนื่องจากเกษตรกรชาวบ้านในชุมชน ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประสบปัญหาข้าวล้นตลาด ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ คุณสุวภัทร สิทธิวงศ์ จึงจัดตั้งศูนย์เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาเรื่องข้าว โดยนำผลิตภัณฑ์ข้าวของเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผงทำเป็นเครื่องดื่มชงดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้ชื่อ “ข้าวอัศจรรย์” ตรานาคแเดง

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ข้าวผงรายนี้คือ ผลิตจากข้าวกล้องงอก 6 สายพันธุ์ชั้นดีของ ตำบลโพนทอง จังหวัดชัยภูมิ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะช่วยชะลอความแก่

ข้าวผงชงพร้อมดื่ม ตรานาคแดง จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพ โดยเฉพาะได้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แนะนำให้ปรับกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานขึ้น และต่อยอดพัฒนาสูตรโดยเพิ่มกลิ่นต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยกลิ่นแรกที่เลือกวางจำหน่ายก่อนคือ กลิ่นกาแฟ มีเป้าหมายเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนการผลิตโดยเพิ่มกลิ่นข้าวผงชงดื่มอีก 6 กลิ่น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทำวิจัย ส่วนบรรจุภัณฑ์เลือกใช้กล่องโลหะอะลูมิเนียม เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นสากลในการขยายตลาดสู่กลุ่ม AEC ในอนาคต

สนใจสินค้าติดต่อ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมการตลาด ตำบลโพนทอง เลขที่ 230/5-7 หมู่ 2 ถนนชัยภูมิ-บัวใหญ่ ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000 โทรศัพท์ (089) 710-9194, (098) 146-1785, (081) 721-5452 http://www.gonkham.com

มะเขือเทศผง

พร้อมชงดื่มเพื่อสุขภาพ

คุณสมพร วรรณเถิน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านวังธารทอง อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะเสริมรายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้แปรรูปพืชผลทางการเกษตรขายเป็นรายได้หลักของกลุ่ม ได้แก่ ข้าว ลำไย เห็ดหลินจือ และมะเขือเทศ ผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ khonmuang (ฅนเมือง) โดยเฉพาะมะเขือเทศนำไปอบแห้งขายแล้วก็ยังมีผลผลิตอีกเป็นจำนวนมากในท้องถิ่นของตน จึงมองหาช่องทางที่จะจัดการกับมะเขือเทศที่มีอยู่ในพื้นที่

จากกระแสความนิยมบริโภคมะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ยังคงเป็นกระแสนิยมที่ไม่เคยตกยุค คุณสมพรจึงโยงมะเขือเทศที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้ากับกระแสรักสุขภาพ ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นมะเขือเทศผง บรรจุในซองที่พกสะดวกและง่ายต่อการชงดื่ม ซึ่งต่อมา กลายเป็นจุดขายสำคัญ แค่ฉีกแล้วชงกับน้ำก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศได้ทุกที่ทุกเวลา

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือ ผลิตจากมะเขือเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ สะดวกต่อการทานและพกพา สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมะเขือเทศสด โดยที่ยังคงรสชาติของน้ำมะเขือเทศ และคงคุณค่าด้านโภชนาการ ซึ่งอุดมด้วยไลโคปีนที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

เดิมผลิตแค่มะเขือเทศอบแห้งบรรจุในถุงพลาสติก หลังจากได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจแปรรูปมะเขือเทศเป็นชนิดผงพร้อมชง ซึ่งช่วยยืดอายุการทานได้นานมากขึ้น บรรจุในถุงอะลูมิเนียมที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้น มีขนาด 10 กรัม ต่อ 1 ซอง และบรรจุในกล่องกระดาษที่มีมาตรฐาน และใช้สื่อสารสินค้ากับผู้บริโภค

หากสนใจ มะเขือเทศผง พร้อมชงดื่ม ติดต่อได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านวังธารทอง เลขที่ 53/183 ม.22 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 50160 โทรศัพท์ (081) 961-1232, (081) 208-8891

หนุ่มหัวใจศิลป์ เปิดร้านเล็กๆ ขายขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

อาหารสร้างอาชีพ

หนุ่มหัวใจศิลป์ เปิดร้านเล็กๆ ขายขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ

แม้จะชื่นชอบกินขนมปังมากแค่ไหน แต่เมื่อได้ลงมือทำ ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งผลให้เขาคนนี้ คุณดนตรี ศิริบรรจงศักดิ์ หรือ คุณมาย หนุ่มวัย 27 ปี กล้าทำทิ้ง แล้วลองใหม่ จนกลายเป็นขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ คุณภาพดี และมีเสน่ห์ในความเป็นโฮมเมด

ลงมือทำขนมปัง

ยาก แต่ไม่ยอมแพ้

คุณมาย เล่าถึงความใฝ่ฝันต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง และความฝันนั้นก็ถูกลงมือทำ ในวันที่เขามีเงินทุนในกระเป๋าก้อนแรกราว 30,000 บาท

“ผมเคยทำงานประจำมาก่อน แต่ว่าทำแค่ไม่กี่เดือน ก็ตัดสินใจว่าอยากทำขนมปังขาย ซึ่งตอนนั้นปรึกษากับแฟน (คุณน้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) ซึ่งเขาเรียนจบด้านศิลปะมาเหมือนกัน และเคยไปศึกษาต่อที่อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเขาก็ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่นจะชอบทานขนมปังกัน จึงมีร้านเปิดมากมาย หาซื้อได้ง่าย แต่ว่าที่บ้านเราไม่มีขนาดนั้น ก็เลยว่าลงมือทำเองน่าจะได้คุณภาพตามต้องการ จึงร่วมกันคิดสูตรและลงมือผลิต”

ความรู้ด้านทำขนมปังไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ขวนขวายศึกษา ซึ่งคุณมายตั้งเป้าทำขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับความสำเร็จ

“ผมก็เพิ่งมารู้ว่าขนมปังทำยากมาก รายละเอียดเยอะ เพราะเป็นขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่งรส ไม่ใช้วัตถุกันเสีย ต้องสังเกต ดูรูปลักษณ์ภายนอก ดมกลิ่น ดูสี และอุณหภูมิสำคัญมาก ร้อน หนาว ฝน มีผลต่อการผลิตทั้งหมด เพราะเราทำอยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรม ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก ปรับสูตรแก้ไขไปเรื่อยๆ เรียกว่าทำทิ้งไปเยอะมาก กว่าจะลงตัวยาวนานถึง 1 ปี

เมื่อสูตรลงตัว จึงตัดสินใจว่าจะทำขาย แต่ว่าตอนแรกคิดหนักเหมือนกัน เพราะทุนน้อย จะไปหาพื้นที่ตั้งร้านที่ไหน ก็ต้องถือเป็นความโชคดี เพราะมีพี่ที่สนิทคนหนึ่งเขาเปิดร้านอาหาร แต่ว่าจะเปิดดำเนินการช่วงบ่าย ฉะนั้น เวลาว่างตอนเช้า ก่อนที่เขาจะเปิดร้านจึงว่าง พี่เขาจึงให้เช่าเปิดหน้าร้านในราคาถูกมาก”

แตกต่างด้วยโทสต์

คนรักสุขภาพชื่นชอบ

เมื่อได้พื้นที่ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ร้าน “Flour Flour” พร้อมเปิดดำเนินการ ต้อนรับลูกค้าทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

สำหรับสูตรขนมปังหลักของ Flour Flour มี 3 แบบ ได้แก่ Black Sticky Rice, Bamboo Charcoal และ Matcha Cranberry จากนั้นค่อยๆ ขยับขยายเมนูเพิ่ม โดยความโดดเด่นที่เรียกลูกค้าได้ดีคือ โทสต์ สำหรับทาขนมปังและทำไส้ ล้วนลงมือปรุงรสชาติเองทุกชนิด โดยโทสต์ที่ได้รับความนิยม Peanut butter กับ Almond butter กับราคาขายกำหนดไว้ เมนูเริ่มต้นประมาณ 50 กว่าบาทขึ้นไป

เครื่องดื่มควรมีบรรจุไว้เสิร์ฟควบคู่กับขนมปัง ซึ่งคุณมาย กล่าวว่า ได้เพื่อนร่วมทางที่มีความสามารถด้านการทำกาแฟดริปเข้าร่วมเปิดให้บริการ ซึ่งนอกจากกาแฟดริปที่ใช้เมล็ดกาแฟจากภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ แล้ว ยังมีชา และน้ำผลไม้ ไว้บริการ

“ถ้าทำขนมปังไปขายตามตลาด หน้าตาขนมปังของเราก็ไม่แตกต่างจากทั่วไป แต่พอได้มาทำร้าน ได้ขายเอง ก็มีโอกาสอธิบายให้ลูกค้าเห็นถึงความแตกต่าง ได้เห็นถึงความตั้งใจและกรรมวิธีทำของเรา และเมื่อลูกค้าชิมก็จะรู้ถึงรสชาติ การบอกต่อก็จะเกิดตามมา อย่างในช่วงไฮซีซั่น (ประมาณเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์) กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาอุดหนุน ทำให้มีรายได้วันละประมาณ 3,000 บาท แต่หลังฤดูท่องเที่ยวผ่านพ้น ลูกค้าในพื้นที่ก็แวะเวียนเข้ามา แม้ยอดขายจะตกมาอยู่ที่วันละประมาณ 1,000-1,500 บาท แต่ว่าเราพึงพอใจกับการเปิดขายในช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนกำไรก็ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์”

เติมความเป็นไทย

ใส่ดอกไม้ แป้งข้าว

นอกจากลูกค้ามาทานที่ร้านแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าต้องการซื้อขนมปังปอนด์ ทั้งที่นำไปทานเอง และนำไปขายอีกต่อหนึ่ง โดยราคาขายกำหนดไว้ปอนด์ละ 95-130 บาท

แม้จะผลิตขนมปัง ซึ่งจะว่าไปแล้วคืออาหารฝรั่ง แต่ทว่า คุณมายต้องการผสานความเป็นไทย โดยวางแผนนำแป้งข้าวของไทย ร่วมผสม แต่งรสชาติด้วยดอกไม้ อย่าง อัญชัน โสน

กับการก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายธุรกิจส่วนตัว คุณมาย มองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ถือว่าถูกทาง และจากจุดเริ่มต้นกับการลงทุน 30,000 บาท ใช้เตาอบที่มีกำลังผลิตเพียงแค่ครั้งละ 2-3 ก้อน จนกระทั่งขยับขยายซื้อเตาที่มีกำลังผลิตได้ 6-7 ก้อน กับเงินลงทุนโดยรวมประมาณ 100,000 บาท แต่การเติบโตเพียงเท่านี้ ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

“ปัจจุบัน จะทำขนมปังและโทสต์มาจากบ้าน เพราะที่ร้านไม่มีครัวร้อน พื้นที่เล็ก เราจึงวาดฝันว่า วันหนึ่งจะหาหน้าร้านที่สามารถให้ลูกค้าเห็นกรรมวิธีผลิตขนมปัง สร้างเสน่ห์และถือเป็นจุดขายให้กับ Flour Flour” คุณมาย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ “Flour Flour” เดินทางไปได้ที่ Minimeal eatery studio นิมมานเหมินทร์ 13 จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (084) 170-7846 หรือ http://www.facebook.com/flourflourbread