ข้าวแปลงใหญ่เห็นผล ‘แม่เมาะ’ลดต้นทุนไร่ละพัน-ผลผลิตเพิ่มอีก100กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248751

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงการติดตามงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ที่ได้ดำเนินการโดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้ติดตามงานแปลงใหญ่ด้านข้าวที่ ตำบลสบป้าด อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พบว่า มีสมาชิกทั้งหมด 200 คน พื้นที่ในโครงการ 1,136 ไร่ เป็นพื้นที่ S3 ทั้งหมด พันธุ์ข้าวที่ปลูกได้แก่ สันป่าตอง 1กข 6, ไรซ์เบอร์รี่, มะลิแดง, หอมนิล โดยจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 1 กลุ่ม มีการวิเคราะห์พื้นที่จัดทำข้อมูลรายแปลง ทั้งนี้ในการพัฒนาคุณภาพข้าวในรูปแปลงใหญ่ ได้กำหนดเป้าหมายและการดำเนินการตามแผนโครงการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมได้จัดตั้งกลุ่มกิจกรรมต่างๆ เช่น กลุ่มศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์ข้าวชุมชน ศูนย์จัดการดินและปุ๋ยชุมชน เพื่อให้ความรู้เรื่องการผลิตจนถึงการแปรรูปเพื่อจำหน่าย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ (ข้าว) ของที่นี่มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีมาก คือ 1.สามารถลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิม 15 กก./ไร่ เป็น 10 กก./ไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี จาก 50 กก./ไร่ เป็น 30 กก./ไร่ โดยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และลดการใช้สารเคมี โดยใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง จาก 5,182 บาท/ไร่ เป็น 4,041 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 22) 2.ผลผลิตเพิ่มขึ้น จาก 494 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 543 กิโลกรัม/ไร่ ที่ ความชื้น 15% (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0) 3. มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยให้ความรู้และตรวจรับรองการผลิตข้าวตามมาตรฐาน Pre GAP 121 ราย GAP 4 ราย ตลอดจนส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองและจำหน่าย รวมทั้งแปรรูปข้าวเพื่อหน่ายของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4.ตลาดมั่นคง มีการทำข้อตกลงซื้อ-ขาย ข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด 200 บาท/ตัน กับโรงสีข้าวในพื้นที่จังหวัดลำปาง (โรงสีทรัพย์ไพศาล) สหกรณ์การเกษตรอำเภอสบปราบรับซื้อข้าวเปลือกในราคาข้าวตลาด และจำหน่ายข้าวแปรรูป (ข้าวสี) ในตลาดชุมชน และจุดจำหน่ายสินค้าทั่วไป

สำหรับแนวทางพัฒนาต่อไปนั้น ทางกลุ่ม มีความต้องการเครื่องสีข้าวขนาดกลางเพื่อใช้สำหรับสีข้าวเพื่อจำหน่ายเองเพื่อลดต้นทุนในการแปรรูปเป็นข้าวสาร และยังได้ วัสดุจากการสี ได้แก่ รำข้าว แกลบ ที่สามารถนำไปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

‘นายกฯเครือข่ายชาวนาฯ’จวกจนท.รัฐล่าช้า ไม่เร่งทำความเข้าใจก่อนลงมือปลูกข้าวรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248780

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.16 น.

14 ธ.ค. 59 นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย เปิดเผยว่า มาตรการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังรอบสอง 2.5 ล้านไร่ ไม่ประสบผลสำเร็จโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพด 2 ล้านไร่ และพืชอื่น 5 แสนไร่จากที่เคยปลูกข้าวกว่า 8 ล้านไร่ ซึ่งไม่ได้รับความสนใจจากชาวนาในพื้นที่ภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา เข้าร่วมโครงการตามแผนข้าวครบวงจร เพื่อลดปริมาณข้าวล้นตลาด แม้จะเป็นนโยบายดีแต่การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ ล่าช้า ไม่มีเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล ทำให้ชาวนาไม่มีความรู้ความเข้าใจและมองไม่เห็นภาพว่า ทำแล้วจะมีตลาดมีรายได้ที่กว่าที่ทำอยู่ รวมทั้งระบบราชการล่าช้าไม่ทันกับสถานการณ์การการปลูกข้าวแต่ละรอบการผลิต ทำให้ภาคกลางเขตชลประทานทำนารอบใหม่แล้ว แผนลดทำนาปรังที่ลุ่มเจ้าพระยา แล้วให้ชาวนาทำอาชีพอะไร ตลาดอยู่ที่ไหนไม่มีความชัดเจนเลยนายระวี กล่าวว่าชาวนารายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีที่นาของตนเอง ทำนาเช่า การปรับเปลี่ยนจึงทำได้ยาก ถ้าทำให้แผนลดพื้นที่ทำนาจะให้ได้ผลจริงต้องนำแนวทางทฤษฎีใหม ตามพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 มากำหนดเป็นนโยบายนำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง และเพื่อความมั่นคงยั่งยืนของครอบครัวชาวนารัฐต้องจัดหาที่ดินทำกินให้กับชาวนาที่ไม่มีที่ของตนเอง 3-5 ไร่และกำหนดให้ผู้ได้ที่ดินต้องปฏิติตามแนวทฤษฎีใหม่ มีแหล่งน้ำของตนเอง ปลูกพืชหลากหลาย ปลูกข้าว มีบ้านของตนเอง

“การถึอครองที่ดินโดยไม่จำกัดอยู่กับคนรวย การกำหนดผังเมือง โซนเกษตรบนพื้นที่ที่เหมาะสมต่างๆต้องชัดเจน ซึ่งแผนข้าวครบวงจรดีมาก แต่การนำสู่การปฏืบัติล่าช้าไม่จูงใจชาวนาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งชาวนาจะไปประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำอีกในฤดูหน้า โดยวันที่ 16 ธ.ค.นี้ตัวแทนภาคละ 1 คนจากแกนนำศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ กว่า 2 พันแห่ง จะมาประชุมกับอธิบดีกรมการข้าว เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและราคาข้าวในอนาคตเมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี “นายระวี กล่าว

ส่องเกษตร : กำจัดผักตบชวา-ลดคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248612

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

วันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็น“วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งมีความเป็นมาเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเคยมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 แสดงความห่วงใยพสกนิกรชาวไทยในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและสังคมโลกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2534 จนมีมติครม.กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งในรายการ“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้น มีมติให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดกิจกรรมรณรงค์“จิตอาสาประชาร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา”เป็นกิจกรรมหลักพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันสิ่งแวดล้อมไทยปีนี้

ทั้งนี้ นายกฯประยุทธ์กล่าวในรายการว่า…จะเห็นได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ละเลยเรื่องเล็กๆ รวมทั้งการแก้ปัญหา“ผักตบชวา”ที่ดูแล้วหลายคนคิดว่า ไม่เกี่ยวกับเขา จนกว่าจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขัง ยิ่งกว่านั้นคนส่วนใหญ่มองผักตบชวา “ไร้ค่า ไม่มีราคาค่างวดอะไร” แต่หากรู้จักมอง จะเห็นคุณค่า สามารถนำมาแปรรูป เกิดประโยชน์งอกเงยเป็นผลิตภัณฑ์เช่น กระเป๋าสานด้วยมือ อาหารสัตว์หรือปุ๋ยหมัก แปลงสวะวัชพืชให้เป็นทุน ให้เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงลูกเมียได้บ้าง ปัจจุบันผักตบชวากว่า 6 ล้านตันทั่วประเทศทั้งในแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด กำลังก่อปัญหา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น ความหนาแน่นของจำนวนผักตบชวา ทำให้น้ำเน่าเสียเพราะขาดออกซิเจน ทำให้การไหลระบายน้ำเป็นไปได้ช้า และส่งผลเกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่ง รวมทั้งกีดขวางการขนส่ง-การสัญจรทางน้ำอีกด้วย

โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล จึงกำหนดมาตรการไว้ 2 ขั้นตอนคือ 1.มาตรการในการกำจัด(เก็บใหญ่) กรอบเวลาดำเนินการ 6 เดือน(ตุลาคม 2559–มีนาคม 2560) เป้าหมายคือ กำจัดผักตบชวาทั้ง 6 ล้านตันทั่วประเทศ 2.มาตรการในการป้องกัน(เก็บเล็ก) ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่น อำเภอและจังหวัด ตลอดจนประชาชนทุกคนร่วมกันกำชับ กวดขันเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขปัญหา รวมทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เรือพาย เรือท้องแบน โดยให้ดำเนินการต่อเนื่องทันที ภายหลังการกำจัดในแหล่งน้ำนั้นแล้วเสร็จอย่าให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกเด็ดขาด หาที่เก็บ หาที่กรองและหาวิธีการนำไปใช้ประโยชน์ด้วย

มาตรการที่ออกมานี้ ผมขอยกมือเชียร์เต็มที่ และขอบอกว่า “มาถูกทางแล้ว” แต่ก็ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ดูสิว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่น จะมีการปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่?

เพราะที่จริงเรื่องของ“ผักตบชวา”ในฐานะตัวปัญหาต่อระบบนิเวศและระบบน้ำ ต้องทำการกำจัดบ่อยๆ จัดเก็บอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนประโยชน์ของมันที่จัดเก็บขึ้นมาแล้ว ก็สามารถจะนำไปใช้ได้หลายประการ โดยเฉพาะการไปทำปุ๋ยหมักคุณภาพดีและอาหารสัตว์…ใช่ว่าจะไม่รู้กัน แต่ทำไมเป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมา จึงไม่ทำกันให้จริงจัง ปล่อยปละละเลยให้มีปริมาณมโหฬาร กระทั่งเคยเป็นปัญหาใหญ่โตช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผักตบชวามหาศาลลอยเป็นแพแน่นขนัดระยะทางนับ 10 กิโลเมตรหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนรัฐบาลต้องสั่งกองทัพระดับกำลังทหาร เครื่องมือหนัก เข้าไปกำจัดอยู่หลายวัน

ซึ่งก็เคยมีการตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือดจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณจัดเก็บผักตบชวาของหน่วยงานต่างๆ ข้องใจว่า ตั้งงบฯดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทำไมจัดเก็บไม่หมดไม่สิ้นเสียที แถมปริมาณผักตบชวากลับมีแต่เพิ่มขึ้นมโหฬาร…กระทั่งน่าสงสัยว่า “นี่เป็นช่องทางการทุจริตโกงกินงบประมาณแผ่นดิน”

ผักตบชวาที่ปล่อยปละจนมีปริมาณมหาศาล จึงไม่ใช่แค่ปัญหาต่อระบบนิเวศ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบน้ำ ยังกลายเป็นปัญหาที่สะท้อนถึงความฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

ภายใต้โครงการ “จิตอาสาประชา ร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” ของรัฐบาล คสช.ครั้งนี้ ถ้าทำได้สำเร็จ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขปัญหา“ผักตบชวา”อย่างยั่งยืนเท่านั้น ยังเป็นการช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วย

สาโรช บุญแสง

ลดพื้นที่ปลูกข้าวเหลว ชาวนาไม่สนราคาตก แห่กันทำนารอบสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248661

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลดพื้นที่ปลูกข้าวเหลว

ชาวนาไม่สนราคาตก

แห่กันทำนารอบสอง

เผยติดใจรัฐพยุงราคา

“สุเมธ” เผยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงอาชีพชาวนาไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้านแนะชาวนาทุกคนนำเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่มาวางแผนปรับตัวเป็นทางรอด ด้าน “บิ๊กฉัตร” รับลดทำนารอบสองพื้นที่ 2 ล้านไร่ ไม่ประสบผลสำเร็จ เผยชาวนาติดใจรัฐมีมาตาการพยุงราคาแห่ทำนาเหมือนเดิม

นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ”นโยบายข้าวและชาวนา” พร้อมเปิดการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2559 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงชาวนาไทยเคยตรัสเสมอว่าข้าวกับชาวนาไทย เป็นวิถีชีวิตที่แยกกันไม่ออก ซึ่งปัญหาข้าวเผชิญปัญหาทั้งราคาข้าวตกต่ำ จากเศรษฐกิจโลก ปัญหาน้ำ ภัยแล้งน้ำท่วม มาตลอด ซึ่งเป็นปัจจัยตัวแปรสำคัญต้องเร่งหาทางออกอย่างไร

นายสุเมธ กล่าวว่า ตนอยากให้ชาวนาทุกคน โดยเฉพาะภาครัฐ เน้นแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ ที่มาเน้นวางแผนทำงาน เช่นการทำนา ให้เอาเรื่องทุน เป็นโจทย์ ความพอประมาณ เรื่องน้ำ เรื่องเงิน มีเท่าไหร่ และไม่ประมาท ซึ่งแนวทางของในหลวง ทรงให้ทุกคนช่วยเหลือพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด เช่นเกษตรทฤษฎีใหม่

ตนได้ส่งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ ลงไปสำรวจชาวนา 600 คนในช่วงแล้งจัดซึ่งทั้งหมดอยู่รอดได้เพราะปรับตัวใช้ทฤษฎีใหม่ได้ผลดี ในขณะที่คนอื่นแย่ รวมถึงการลดพื้นที่ทำนาก็มีความจำเป็น แต่ต้องให้ชาวนาไม่รู้สึกว่าลดวิถีชีวิตของเขาหรือทำให้เสียรายได้ ถ้าสลับปลูกพืชอื่น ทำให้เขารู้ว่ารายได้ไม่สูญเสียไป ที่สำคัญองค์กรภาครัฐ ปรับทัศนคติให้ความรู้เกษตรกรมากกว่านี้ รวมถึงเรื่องตลาดแนวทางช่วยเหลือ ไปปลูกพืชอื่น ต้องมีตลาดชัดเจนไว้รองรับ ตนฝากไว้ว่าสุดท้ายเรื่องข้าว จากนี้ไปตลาดข้าวไม่ใช่ขายข้าวเปลือกข้าวสาร เน้นนวตกรรมใหม่ ตลาดสินค้าแปรรูปข้าวให้มากขึ้นด้วย

ด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่าพระราชดำรัสในหลวง ร.9 ปี 2547 ทรงตรัสว่า”ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาทำนาบ้าง ลำบากมิใช่น้อย ต้องอาศัยข้าวพันธุ์ดี ได้ผลผลิตเป็นล่ำเป็นสัน เวลาว่างทำนาปลูกพืชอื่นให้มีรายได้ และไว้เป็นปุ๋ยด้วย ก็มีประโยชน์มาก” ซึ่ง นี่คือศาสตร์พระราชา ที่ตนน้อมนำไปทำให้เกิดผลจริงปี 2560 ตั้งเป้าหมายเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นแห่ง เชื่อว่าต่อไปจะเพิ่มเป็น 7 ล้านรายเพราะเกษตรกรได้รู้ว่าราคาพืชเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหนก็อยู่ได้

“ตอนนี้มียุทธศาตร์ข้าวครบวงจร เพื่อลดปริมาณข้าวล้นตลาดแก้ปัญหาราคาตก ในพื้นที่ปลูกข้าว 54 ล้านไร่กว่า ไม่เหมาะสมปลูกเลย 5.7 แสนไร่ ไปทำอย่างอื่น และลดข้าวรอบสองลง ปรับไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพด 2 ล้านไร่ ปลูกพืชฤดูแล้ง 5 แสนไร่ เหลือ 6 ล้านไร่ จากกว่า 8 ล้านไร่ ส่วนรอบสาม งดปลูกเลย แต่ขณะนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่เข้าโครงการเห็นว่าปีนี้มีน้ำพอทำนา ผมก็ให้เจ้าหน้าที่พยายามสร้างความเข้าใจต่อไปเพราะราคาอาจตกต่ำอีก ที่ผ่านมาไปสำรวจได้เกษตรกรสมัครใจ 2 ล้านกว่าไร่ พอมีมาตรการพยุงราคาข้าว จำนำยุ้งฉาง ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งกลับไปปลูกข้าวเหมือนเดิม ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไม่ปลูกข้าวเข้าร่วมเพียง 4 แสนกว่าราย ที่มีปัญหาปรับลดทำนารอบสอง 2 ล้านไร่ ยังมีปัญหามากชาวนาไม่เข้าร่วมโครงการ “รมว.เกษตรฯกล่าว

ขณะที่นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเกษตรกรขณะนี้แยกเป็น 5 กลุ่ม คือ ยังปลูกข้าวอยู่และมีอายุมาก ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ รวมแปลงใหญ่มีพื้นที่ทำนามากขึ้น ส่วนหนึ่งไปปลูกข้าวมีมูลค่าสูงขึ้น ทำนาน้ำฝน มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอย่างมโหฬาร และสุดท้ายไม่ปรับตัวเพราะไม่มีความรู้ ซึ่งปัญหาอุปสรรคการปฎิรูปภาคเกษตร ยังมีพื้นที่ชลประทาน ออกแบบสำหรับทำนาอย่างเดียว กฎหมายเช่าที่นา ไม่สมดุลให้น้ำหนักเจ้าของที่มากกว่า โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินไม่มี ดอกเบี้ยสูงมากเกษตรกรกู้ซื้อที่ดิน

นายนิพนธ์ กล่าวรวมถึงข้าวในสต็อกจากโครงการจำนำมีจำนวนมากและเป็นข้าวคุณภาพไม่ดี จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งระบายข้าวอย่างเสม่ำเสมอเป็นการขายปกติ ไม่ต้องประกาศกำหนดช่วงเวลาใด เพราะปัญหาใหญ่คือภาระดอกเบี้ย ค่าดูแลรักษาแต่ละเดือนเป็นพันๆล้านบาท ยังเป็นตัวกดราคาข้าวใหม่ทุกฤดู ตนอยากจัดการระบายให้หมดในรัฐบาลนี้ ถ้ามีข้าวเก่าเหลือจะมีนักการเมืองมาหากินได้

ยึดระเบียบคลังเยียวยาด้านพืชไร่ละ1,113-1,690บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248619

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร คลอด 3 มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านพืชแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ ยึดระเบียบคลังเยียวยาด้านพืชไร่ละ 1,113-1,690 บาท พร้อมกำชับสำนักงานเกษตรจังหวัดออกติดตามสถานการณ์ พร้อมสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมนับแสนไร่ ดังนั้นจึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดออกติดตามสถานการณ์ และสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไม้ผล ไม้ยืนต้น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืชไว้ 3 แนวทาง คือ 1.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 2.มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ และ 3.โครงการประกันภัยข้าวนาปี 2556/60

โดยมาตรการแรก การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

มาตรการที่ 2 มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ (อุทกภัย) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนของภาคใต้ และได้ขึ้นทะเบียนประกอบกิจกรรมการเกษตร (ด้านพืช ประมง ปศุสัตว์) ซึ่งหากเกษตรกรรายใดได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ด้าน ให้ได้รับการช่วยเหลือเพียงด้านเดียว โดยมีอัตราการช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 3,000 บาท

มาตรการที่ 3 โครงการประกันภัยข้าวนาปี 2559/60 ซึ่งจะมีบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ จำนวน 16 บริษัท คุณสมบัติของเกษตรกร จะต้องเป็นเกษตรกรทั่วไป และเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.ที่กู้เงินเพาะปลูกข้าว และทำการเพาะปลูกข้าว ปีการผลิต 2559 พื้นที่รับประกันภัยไม่เกิน 30 ล้านไร่ อัตราค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากันทุกพื้นที่การผลิต จำนวน 100 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรจ่ายเอง 40 บาทต่อไร่ และรัฐบาลอุดหนุนให้ 60 บาทต่อไร่ วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูกสำหรับภัยธรรมชาติ 6 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้งฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด อัตรา 555 บาทต่อไร่ ส่วนการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ให้จ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 และจ่ายเพิ่มเติมกรณีที่เสียหายจริง แต่ไม่อยู่ในเขตประสบภัยตามที่ราชการกำหนด โดยวิธีการประเมินรายบุคคล

รักษ์เกษตร : ปลูกดาวเรืองรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248483

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกดาวเรือง เป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่ายๆ ด้วยนะครับ

เจตนา สนองนุกูล

อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ ดอกดาวเรืองเป็นพืชมงคลมีการนำมาประกอบพิธีกรรม เป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยอย่างแยกไม่ออก การปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย จึงเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ดีอีกช่องทางหนึ่งของเกษตรกร มีหลายสายพันธุ์และหลายสี แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ดาวเรืองอเมริกัน ลำต้นสูง 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่น ดอกใหญ่ 3-4 นิ้ว มีหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ปาปาย่าไพน์แอปเปิ้ล ปัมพ์กิน อะพอลโล ไวกิ่ง มูนช็อต ดับเบิล อีเกิล

2.ดาวเรืองฝรั่งเศส เป็นดาวเรืองต้นเล็ก ต้นเป็นพุ่มเตี้ย สูง 6-12 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก ได้แก่ พันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกมีขนาด 1.5-2 นิ้ว และพันธุ์ดอกซ้อน ดอกมีขนาดตั้งแต่ 1.5-3 นิ้ว

3.ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม เป็นดาวเรืองลูกผสมระหว่างดาวเรืองอเมริกันและฝรั่งเศส แข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบซ้อนมาก ต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดให้ดอกเร็ว ดอกดก เมล็ดจะลีบ มีลูกออกมาเป็นหมันทำให้เมล็ดราคาแพง และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ อาทิ พันธุ์นักเก็ต ไฟร์เวิร์ก เรด เซเว่น สตาร์ และโชว์โบ๊ต

วิธีการปลูกดาวเรือง 

1.ไถเตรียมดินการเตรียมดิน ใช้วิธีไถดะและไถกลบ หากมีหญ้าขึ้นก็ไถกลบ ห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดเด็ดขาด ควรเสริมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้ง หรือหมักน้ำชีวภาพ เพื่อเติมจุลินทรีย์ให้ดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ ยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วันยกร่องเตี้ยๆ สูง 1 คืบ ไม่ว่าพื้นที่จะเป็นดินหรือสภาพร่อง

2.ขุดหลุมกว้าง 15 ซม. แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 ซม. ระยะระหว่างต้น 30 ซม. ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชารองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินมากลบปุ๋ยเล็กน้อยไม่ให้รากสัมผัสปุ๋ยโดยตรง

3.เมล็ดพันธุ์ให้นำไปแช่น้ำประมาณ 8-10 ชม. ก่อนนำไปหว่าน ต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น 7 วัน จะเป็นต้นอ่อนต้องคอยระวังจิ้งหรีดที่ชอบมากัดกิน นำต้นกล้าที่มีอายุ 7-10 วัน นับจากวันเพาะเมล็ด โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะหรือดินหุ้มติดรากมาด้วย มาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นต้องรดน้ำเช้า-เย็น 7 วัน ซึ่งต้นกล้าจะตั้งตัวได้ดี แล้วจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ตอนเช้า

4.การปลูก ย้ายลงแปลงปลูกที่เตรียมไว้เมื่อเพาะได้ 25-30 วัน ระยะห่างระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 1 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 3,500 ขุม ขุมละ 1 ต้น

5.ใส่ปุ๋ย ใช้น้ำหมักชีวภาพรดทุก 7 วัน และเติมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทุก 15 วัน ต้นดาวเรืองจะเจริญเติบโตได้เร็วมาก แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

6.ช่วงดาวเรืองอายุ 30 วัน เป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ ประมาณ 4 คู่ และส่วนยอดมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง  หลังจากนั้น 5-7 วันตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะติดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่งและตาข้าง

7.หลังจากปลูก 40-45 วันดอกยอดจะมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3 วัน คงเหลือดอกยอดไว้ดอกเดียว เพื่อให้ดอกมีขนาดใหญ่

8.เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 2 เดือนอายุ 60-65 วันหากดูแลดีจะสูงถึงเอว ดอกที่ออกช่วงแรกๆ จะมีขนาดใหญ่ขายได้ในราคาสูง หากดอกเล็กราคาจะถูกลง ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ประมาณ 10-12 ดอก/ต้น

การขยายพันธุ์ดาวเรืองทำได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ นำเมล็ดมาเพาะในกระบะเพาะ ซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย  ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:1:1:1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุยค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทำร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้าง 1 ซม. แต่ละร่องห่างกัน 5 ซม. หยอดเมล็ดลงร่องห่างกัน 1-2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะ หรือดินละเอียดเพียงบางๆ รดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ฟาง หรือหญ้าแห้ง รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น เมล็ดจะงอกภายใน 3-5 วัน

นาย รัตวิ

กรมวิชาการเกษตรแนะชาวสวน ป้องกันทำลายด้วงแรดมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248479

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว เฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต โดยการป้องกันกำจัดควรใช้วิธีแบบผสมผสาน คือ วิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้รักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวในสวนเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ ขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกจากสวน หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับกองตรวจดูหนอน หากพบให้จับมาทำลายหรือเผากองทิ้งทันที ส่วนลำต้นและตอมะพร้าวหรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย กรณีต้นมะพร้าวที่ถูกตัดแล้วยังสดอยู่ ให้นำมาทำกับดักล่อให้ด้วงมาวางไข่ โดยตัดทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ วางเรียงรวมกันไว้ให้เปลือกมะพร้าวติดกับพื้นดิน จากนั้น ให้เกษตรกรเผาทำลายท่อนกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ สำหรับตอมะพร้าวที่เหลือ ให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วราดให้ทั่วป้องกันการวางไข่ได้

สำหรับการใช้ชีววิธีในการกำจัด ให้ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมใส่ตามกองขยะ-ปุ๋ยคอกหรือกับดักท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกองและรดน้ำให้ความชื้น ส่วนการใช้สารเคมีในต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมากนัก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว กรณีระบาดมาก ให้ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี หรือสารไดอะซินอน 60% อีซี หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตร ทุก 15-20 วัน และควรใช้ 1-2 ครั้งในช่วงระบาด

สวนยาง‘พัทลุง’กระอักน้ำท่วม l 500ครัวเดือดร้อนหนัก-กยท.เข็นมาตรการ3ช่วงช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248481

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จ.พัทลุง เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 900,000 แสนกว่าไร่ และมีครอบครัวชาวสวนยางประมาณกว่า 60,000 ครัวเรือน ซึ่งจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ จ.พัทลุง ถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเบื้องต้นมีสวนยางได้รับความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ใน 11 อำเภอและบางจุดมีน้ำท่วมสูงสุดประมาณ 2 เมตรซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นประมาณ 17,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 105,944 ไร่จนถึงขณะนี้มีเกษตรชาวสวนยางหลายครอบครัวที่ไม่สามารถกรีดยางได้มาเป็นเวลา 15 วัน

ทั้งนี้ กยท. ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวสวนยางใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ควนขนุน อ.เขาชัยสน และ อ.ปากพยูน ประมาณ 500 ครัวเรือนที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น กยท. มีมาตรการในการช่วยเหลือ โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ช่วง สำหรับช่วงระยะเร่งด่วนขณะนี้ได้สั่งการให้ กยท.จังหวัดเข้าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางโดยการแจกถุงยังชีพ จากนั้นในระยะหลังจากที่น้ำลดลงแล้ว กยท.จะเข้าไปในพื้นที่เพื่อประเมินและตรวจสอบความเสียหาย โดยใช้เงินกองทุนของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ส่วนในระยะยาวนั้น กยท. จังหวัดในทุกพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย จะเข้าร่วมวางแผนเพื่อรับมือกับอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม การยางแห่งประเทศไทย ได้มีการประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและชาวบ้านในพื้นที่โดยวางแนวทางแก้ไขและรับมือกับการเกิดอุทกภัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ถุงยังชีพอาจเป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยจากพนักงาน กยท.ที่ร่วมใจกันเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ กยท. ในฐานะเป็นองค์กรที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่กำลังประสบภัยหนาวหรือภาคใต้ที่กำลังประสบอุทกภัย กยท.จะพยายามเร่งดำเนินการทั้งในเชิงนโยบาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่ได้กำหนดไว้และในทางปฏิบัติ กยท.ได้ดำเนินการลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ซึ่งต้องขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทุกท่านมีความเข้มแข็งและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เร่งเคลื่อน‘แปลงใหญ่ประชารัฐ’ ลุยสกลนครนำร่อง‘สินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248484

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ “ประชารัฐ” เป็นแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลมุ่งหวังให้ผู้ร่วมกันขับเคลื่อนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน สานพลังกันเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การอยู่ดีกินดีของประชาชน เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งนโยบายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่มุ่งให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น เป็นการยกระดับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยส่งเสริมการรวมเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและการตลาดได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินงานโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ “สินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว” (cash crop) ซึ่งกำหนดให้ จ.สกลนคร เป็นจังหวัดนำร่อง โครงการสานพลังประชารัฐที่ได้รับมาตรฐาน Thai GAP/Primary ThaiGAP โดยมีพืชที่ได้รับการส่งเสริมในลักษณะแปลงใหญ่ คือ พริก 104 ไร่ แตงโม 324 ไร่ และมะละกอฮอลแลนด์ 390 ไร่ ส่งเสริมให้มีช่องทางการตลาดในการจำหน่ายผลผลิต ผ่าน Modern Trade และดำเนินงานโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร โดยหอการค้าจังหวัดสกลนคร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดสกลนคร กับ บริษัท เค.ซี.เฟรช จำกัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร ตามแนวทางประชารัฐ ที่ผ่านมา หอการค้าจังหวัดสกลนครได้มีบทบาทในการสนับสนุนการสร้างมาตรฐาน และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (ThaiGAP) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร อบรมให้ความรู้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 7 สหกรณ์ รวม 178 ราย ซึ่งมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 7 แห่ง ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรผสมสกลนคร จำกัด 2.สหกรณ์การเกษตรพรรณนานิคม จำกัด 3.สหกรณ์การเกษตรกุสุมาลย์ จำกัด 4.สหกรณ์การเกษตรเขตจัดรูปที่ดินพอกใหญ่ จำกัด 5.สหกรณ์การเกษตรเต่างอย จำกัด 6.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเลิงฮังสามัคคี จำกัด และ 7.สหกรณ์การเกษตรสมุนไพรสกลนคร จำกัด

ขณะที่ในส่วนของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้สมาชิกที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการปลูกแตงโม ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 ราย พื้นที่รวม 100 ไร่ แต่ปรากฏว่ามีสมาชิกที่สามารถผ่านมาตรฐานสินค้าเกษตร เพียง 1 ราย พื้นที่รวม 50 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 150 ตัน สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไป สำนักงานสหกรณ์จังหวัด หอการค้าจังหวัดสกลนคร บริษัท เค.ซี.เฟรช จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จะร่วมกันสำรวจและจัดทำข้อมูลเกษตรกรรายแปลงเพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด ถ่ายทอดความรู้การผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาสินค้าให้ได้การรับรองตามมาตรฐาน โดยจะเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรด เช่น ห้าง TOP ห้าง Makro เพื่อรับซื้อสินค้าเกษตรของสมาชิกในรอบการผลิตฤดูถัดไป

เร่งปั้นนักส่งเสริมเกษตร เปิดหลักสูตรพัฒนาคนรุ่นใหม่รับมือขรก.แห่เกษียณอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248480

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2560-2562 จะมีข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตรเกษียณอายุราชการจำนวนมาก ดังนั้นต้องเร่งสร้างนักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่ทดแทน ให้สามารถปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรให้เกิดผลสำเร็จ

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงร่วมกับ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การสร้างความเข้มแข็งให้กับบุคลากรปฏิบัติการภาคการเกษตร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการให้กับนักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่ เป้าหมายจำนวน 3 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวม 300 คน ที่มีความสนใจจะพัฒนาตนเองด้วยความสมัครใจ และมีอายุไม่เกิน 35 ปี โดยฝึกอบรมแบบผสมผสานระหว่างการบรรยาย (Lecture), การอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop), การฝึกปฏิบัติ (Doing Methods), การใช้บทเรียนสำเร็จรูป (Programmed Instruction)

โดยผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานและร่วมกิจกรรมตลอดหลักสูตร สามารถพัฒนาตนเองให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมี คอร์สการจัดทำแผนงานการเกษตรแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์, การวางแผนการผลิตพืชเฉพาะรายเพื่อนำไปสอนต่อให้กับเกษตรกร, การฝึกปฏิบัติงานกลุ่มภาคสนาม, หลักการทำแผนธุรกิจการเกษตร การวางแผนการตลาด การผลิตในธุรกิจเกษตร ให้นักส่งเสริมการเกษตรมีความรู้ความชำนาญในเรื่องแผนการดำเนินงานของธุรกิจ (Farm Plan) เพื่อรองรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปีการผลิต 2559/60 ซึ่งหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อจะต้องมีแผนการดำเนินงานของธุรกิจ ฉะนั้นหลังจากอบรมเสร็จก็จะได้นำความรู้ไปใช้ในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงหรือทำงานร่วมกับเกษตรกรในการทำแผนการดำเนินงานของธุรกิจ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเขียนแผนการดำเนินงานของธุรกิจประกอบการกู้สินเชื่อนาแปลงใหญ่ในช่วงเดือนมกราคม 2560 ได้ จากนั้นก็จะให้มีการต่อยอด โดยการนำเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมมาเรียนรู้เรื่องพืชแปลงใหญ่ที่ตนเองรับผิดชอบให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรองรับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรต่อไป