ไม่เชื่อมือ’ชุติมา”ทำภาคเกษตรดีขึ้น นายกฯเครือข่ายชาวนาแนะลงพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249155

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.56 น.

นายกฯเครือข่ายชาวนาไทย ไม่มั่นใจ “ปลัดชุติมา” มานั่งรมช.เกษตรฯทำภาคเกษตรดีขึ้นได้ เชื่อยังติดแบบพ่อค้า แนะลงพื้นที่บ่อยๆ รับรู้ควาเป็นอยู่เกษตรกรให้มากขึ้นจะแก้ได้ตรงจุด

17 ธ.ค.59 นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย เปิดเผยว่า นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มานั่งตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนไม่มั่นใจว่าจะทำให้งานภาคเกษตรดีขึ้นหรือไม่ แต่คาดหวังว่า การเชื่อมโยงนโยบายผลิตข้าวครบวงจร ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์กับ กระทรวงเกษตรฯน่าจะดีขึ้น

ส่วนนางชุติมา จะมีความเข้าใจเกษตรกรหรือไม่ ก็คงเข้าใจแบบพ่อค้า แต่ถ้าได้ลงพื้นที่บ่อยๆ น่าจะปรับแนวทางการดำเนินการของ 2 กระทรวงดีขึ้นได้บ้าง

นายระวี กล่าวว่า รัฐมนตรีช่วยคงทำตามนโยบายที่กำหนดไว้ในการปฎิรูปภาคเกษตร ตนพยายามเสนอแนวนโยบายการปลูกพืชผสมผสานตามศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎืใหม่ ที่รัฐกำหนดมาตรไว้ขอให้ทำจริง จะเป็นการลดพื้นที่ทำนาโดยอัตโนมัติ ขับเคลื่อนนโยบายทฤษฎีใหม่ นาแปลงใหญ่

“ทฤษฎีใหม่จะลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดปริมาณข้าวล้นตลาด เพิ่มแหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น รายได้ชาวนาดีขึ้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ต้องนำบทเรียนเกือบสองปีที่ผ่านมา หน่วยราชการมีการนำนโยบายไปปฏิบัติที่ผ่านมาแก้ไขยังไม่ถึงเป้าหมายเพราะล่าช้าต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจังต่อไป” นายระวี กล่าว

‘บิ๊กฉัตร’สั่งห้าม ขรก.วิ่งเต้นขึ้นซี9 ‘ธีรภัทร’ยัน6รองอธิบดีโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249151

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 19.33 น.
“บิ๊กฉัตร สั่งห้าม ขรก.วิ่งเต้นขึ้นซี9 ด้านปลัดเกษตรฯเผยแต่งตั้งรองอธิบดี 6 ตำแหน่ง  ยันโปร่งใส เน้นคัดพิเศษทุกขั้นตอนมาช่วยขับเคลื่อนปฎิรูปภาคเกษตรได้เร็วขึ้น ระบุตั้งเป้ามีเกษตรแปลงใหญ่ 7หมื่นแปลง ตามแผนชาติ20 ปียกระดับรายได้เกษตรกร 3 แสนบาทต่อคนต่อปี”

17 ธ.ค.59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้แต่งตั้งข้าราชการขึ้นตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น ซี 9 หรือรองอธิบดี 6 ตำแหน่งใน 6 กรม เสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ

1.นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมการข้าว
2.นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการข้าว ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมการข้าว
3.นายชัยรัตน์ เกื้ออรุณ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมชลประทาน ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
4.นางสาวจิรทรัพย์ ปลอดกระโทก ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขึ้นรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
5.นายบพิตร อมราภิบาล ผู้ตรวจราชการสำนักปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขึ้นรองเลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และ
6.นางสาวศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม ขึ้นรองอธิบดีกรมหม่อนไหม

ซึ่งทั้งหมดอัตราเงินเดือน อยู่ระหว่าง 60,000 – 70,000 กว่าบาท

“รองอธิบดีทั้งหมดได้ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติอย่างละเอียดจนถึงรอบสุดท้ายประชุมคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งรองปลัดเป็นหัวหน้าคัสเตอร์ร่วมพิจารณา ทุกขั้นตอนทำอย่างโปร่งใส คัดคนที่สามารถร่วมทำงานกับอธิบดีแต่ละกรมได้ดีเพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายปฎิรูปภาคเกษตร ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเป็นรูปธรรมโดยเร็วสอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี เช่นตั้งเป้ามีเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ 7 หมื่นแปลง ซึ่งในช่วง 5 ปีนี้จะต้องมี 1.45 หมื่นแปลง และในปีหน้า 2 พันแปลง ยกระดับรายได้เกษตรกร 3 แสนบาทต่อคนต่อปี” นายธีรภัทร กล่าว

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย ได้กล่าวในการประชุมผู้บริหารระดับสูง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59 ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดูแลการคัดเลือกผู้บริหารที่เข้าสมัครเป็นรองอธิบดีของกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯให้โปร่งใส อย่าให้มีการวิ่งเต้นหรือทุจริตเด็ดขาด

“ผมไม่มีเรื่องสกปรก เพราะฉะนั้นอย่าให้มีเรื่องสกปรก เกิดขึ้น อย่าให้เกิดมีข่าวว่ามีการรับเงินรับทองเกิดขึ้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าโผโยกย้ายซี  9 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุด ได้มีการสรุปทุกตำแหน่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทำให้พวกตัวเต็งได้มีการจัดเลี้ยงล่วงหน้าต่างเก้อไปตามๆ กันเพราะอดขึ้นตำแหน่ง

รายงานพิเศษ : สานต่องานพ่อ…พัฒนาแหล่งน้ำสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248885

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หนึ่งในงานพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งคือ งานพัฒนาด้านการชลประทาน จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวกับน้ำที่มีมากกว่า 2,000 โครงการ พระองค์ทรงเปรียบน้ำคือชีวิต ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พุทธศักราช 2529 ความตอนหนึ่งว่า

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

ดังนั้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือที่เรียกกันว่า การชลประทาน จึงเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะจะทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน

เมื่อการชลประทานมีความสำคัญ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้จัดทำระบบชลประทาน เพื่อส่งน้ำไปยังแหล่งเพาะปลูกให้ทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 18 ล้านไร่ ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยในระยะเร่งด่วนนั้น ให้นำน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนที่มีอยู่แต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ กระจายเข้าสู่พื้นที่การเกษตรตามศักยภาพที่สามารถดำเนินการได้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้นำนโยบายดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผนงานเร่งด่วน โดยจะแบ่งแนวทางการดำเนินงานไว้ 3 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 โครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำพร้อมระบบส่งน้ำแล้ว แต่ยังมีศักยภาพที่สามารถขยายระบบส่งน้ำ
เพิ่มเติมได้ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560

กลุ่มที่ 2 โครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ และสามารถทำการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เช่น การก่อสร้างคลองชักน้ำจากแก้มลิงหรืออ่างเก็บน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร เป็นต้น ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2560 เช่นกัน

และกลุ่มที่ 3 โครงการที่อยู่นอกพื้นที่ชลประทาน ซึ่งจะแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำต้นทุนแล้วแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ ที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 และพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนและไม่มีระบบส่งน้ำ ที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ภายในระยะเวลาดำเนินการภายใน 1-3 ปี

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในปัจจุบันมีแหล่งน้ำหลายแห่งที่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ กรมชลประทานก็จะเร่งเข้าไปดำเนินการจัดทำระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ในเวลาที่รวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำจำนวน 481 โครงการ กรมชลประทานก็จะเข้าไปดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำทันที ตามแนวทางที่กำหนดไว้


สมเกียรติ ประจำวงษ์

นอกจากนี้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการก่อสร้าง หากได้รับอนุมัติกรมชลประทานก็จะดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำควบคู่พร้อมกันไปด้วยทันที

ล่าสุดกรมชลประทาน โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโทกพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีความจุในระดับกักเก็บ 338,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้งบประมาณ 89.34 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 นี้ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

“เมื่ออ่างฯห้วยโทกแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในเขตหมู่บ้านห้วยโทก และหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวน 250 ครัวเรือน หรือประมาณ 1,150 คน และสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในฤดูฝนได้ 500 ไร่ และฤดูแล้งได้ 220 ไร่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวให้ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องย้ายที่ทำกินในช่วงฤดูแล้งเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งยังจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้กับหมู่บ้านหัวยโทกในช่วงฤดูน้ำหลาก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาทำให้เกิดอาชีพประมงพื้นบ้าน และยังจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของราษฎรในพื้นที่อีกด้วย” ดร.สมเกียรติกล่าวถึงประโยชน์ที่ได้จากอ่างฯห้วยโทก

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโทกพร้อมระบบส่งน้ำดังกล่าว ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ตามที่นายศรีวรรณ นำมา ผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยโทก หมู่ 11 ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ขอพระราชทานโครงการอ่างฯห้วยโทก เนื่องจากราษฎรในพื้นที่ขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งยังต้องประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนอีกด้วย นอกจากนี้กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานลำพูนก็จะจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำพร้อมทั้งให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ

อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทานกำลังจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวคือ การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งน้ำของโครงการฯ และรองรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา โดยขอบเขตการศึกษาครอบคลุมในทุกๆ ด้านทั้งการประเมินสมรรถนะโครงการในสภาพปัจจุบัน วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์ และประเมินผลโครงการด้านวิศวกรรม การบริหารจัดการเศรษฐกิจ และสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชน การกำหนดรูปแบบระบบการบริหารจัดการน้ำ การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการ เสนอระบบการเกษตรและแผนการปลูกพืชที่เหมาะสม การจัดตั้งและการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำ พร้อมเสนอรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำชลประทานที่เหมาะสม ตลอดจนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ และมวลชนสัมพันธ์ โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2560

ทั้งนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง มีเนื้อที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.เมือง อ.หางดง และ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับประโยชน์รวมพื้นที่ประมาณ 148,000 ไร่ โดยมีระบบชลประทานและอาคารประกอบที่สำคัญๆ อยู่ในความรับผิดชอบได้แก่ ฝายแม่แตง ประตูระบายน้ำปากคลองสายใหญ่ ประตูระบายทราย ทำนบดิน ทางระบายน้ำฉุกเฉิน ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ ระบบส่งน้ำคลองซอย และระบบส่งน้ำในแปลงนา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประสบปัญหา มีน้ำต้นทุนไม่แน่นอน สภาพการใช้น้ำในพื้นที่โครงการเปลี่ยนแปลงไป การบริหารจัดการน้ำทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ประกอบระบบชลประทานและอาคารก่อสร้างมาเป็นเวลานาน มีการสูญเสียน้ำมาก เช่น การรั่วซึม เป็นต้น อัตรากำลังไม่เพียงพอที่จะดูแลและบำรุงรักษาอาคารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบางส่วนของพื้นที่โครงการ ประมาณ 2,760 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ซึ่งเป็นตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในกลุ่มที่ 1 คือโครงการที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานและมีแหล่งน้ำพร้อมระบบส่งน้ำแล้ว แต่ยังมีศักยภาพที่สามารถขยายระบบส่งน้ำเพิ่มเติมได้

เมื่อพื้นที่เกษตรกรรมมีน้ำอุดมสมบูรณ์ เพียงพอกับความต้องการชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรก็จะมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน….แน่นอน

‘หมอดิน’ลุยส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ จับมือ‘เอดีบี’พัฒนากระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248883

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากเป็นการทำเกษตรที่ใช้การผลิตและการตลาดสมัยใหม่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างลงตัว ช่วยเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดปัจจุบันที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์ของไทยมีระบบและได้มาตรฐานยิ่งขึ้น กรมพัฒนาที่ดินจึงลงนามความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ภายใต้โครงการ TA-REG 8163 Implementing the GMS Core Agriculture Support Program, Phase II และมีมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย หรือ มกอท (Thai Organic Agriculture Foundation, TOAF) เป็นองค์กรสนับสนุนด้านเทคนิควิชาการ เพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems, PGS) เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น และสนับสนุนให้ได้รับทักษะการบริหารจัดการ ตลอดจนฝึกอบรมเทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์และการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ และพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตเกษตรอินทรีย์ นำไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ผู้บริโภคยอมรับ

ที่ผ่านมาได้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย ภาคละ 1 แห่ง โดยพิจารณาจากกลุ่มเกษตรกรสนใจ ซึ่งแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกอย่างน้อย 50 ครัวเรือน โดยพื้นที่เป้าหมายที่ได้คัดเลือก ได้แก่ 1.กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย สุรินทร์ สมาชิก 156 ครอบครัว พื้นที่ 1,765 ไร่ 2.กลุ่มอินทรีย์สุขใจ พี จี เอส นครปฐมสมาชิก 131 ครอบครัว พื้นที่ 872 ไร่ 3.กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ พี จี เอส สมาชิก 99 ครอบครัว พื้นที่ 1,000 ไร่ 4.กลุ่มสหกรณ์สมุนไพรแม่มอก พี จี เอส ลำปาง สมาชิก 37 ครอบครัว พื้นที่ 103 ไร่ 5.กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เพชรบูรณ์ จำกัด สมาชิก 33 ครอบครัว พื้นที่ 424 ไร่

โดยกลุ่มเกษตรกรนำร่อง 5 กลุ่มดังกล่าว ทำเกษตรผสมผสานในระบบเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าว พืชผัก เลี้ยงปศุสัตว์ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีเงินไหลเวียนในชุมชนกว่า 100 ล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ย 200,000 บาท/ครอบครัว ซึ่งกลุ่มนำร่องทั้ง 5 กลุ่ม มีต้นทุนการพัฒนากลุ่มที่แตกต่างกัน เช่น ความเข้มข้นของการทำเกษตรอินทรีย์มีทั้งได้รับการรับรองและไม่ได้ขอการรับรอง การสนับสนุนจากหน่วยงาน หรือองค์กรภายนอก สภาพเศรษฐกิจ-สังคมและโอกาสทางการตลาดที่แตกต่างกันจึงทำให้การนำระบบ PGS ไปเป็นเครื่องมือในการพัฒนากลุ่มเกษตรกรมีกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกันเป็นที่น่าสนใจ ให้เป็นต้นแบบการพัฒนากลุ่ม PGS ต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : 16 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248882

281225166

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะบอกว่ายังไม่ปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ให้รัฐมนตรีที่มีอยู่รักษาการไปก่อน แต่กระแสข่าวว่าคนนั้นคนนี้จะมาเป็นรัฐมนตรีก็มีให้เห็นในสื่อ…..ในรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง 2 กระทรวง คือ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เห็นมีรายชื่ออดีตปลัดกระทรวงของทั้ง 2 กระทรวง ติดโผอยู่

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข่าวแว่วมาและแว่วไปว่าจะมีการปรับรัฐมนตรีมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ใช่ปรับรัฐมนตรีว่าการ แต่จะมีการเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง

กระแสข่าวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่มีชื่อติดโผเป็นที่ฮือฮา คือ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โอฬาร พิทักษ์ จนนักข่าวเอาไปถามนายกรัฐมนตรี และคำตอบที่ได้จากนายกรัฐมนตรีคือ ไล่ให้อธิบดีโอฬารไปเลี้ยงหลาน เสียฉิบ….นี่ขนาดเรียน วปอ.รุ่นเดียวกันนะนี่ ยังไม่รู้จักอธิบดีโอฬารดี ไม่รู้ว่าอธิบดีโอฬารไม่มีลูก

ข่าวตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯเงียบหายไประยะหนึ่ง จนเมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวว่าบิ๊กฉัตร-พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ จะเอาอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ บรรพต หงษ์ทอง ที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำให้หลายคนต้องรื้อฟื้นความจำถึงผลงานของอดีตปลัดฯ บรรพต กันให้ควั่ก..

ผลงานที่หลายคนจำได้ไม่ลืม คือ คดีลำไยอบแห้ง โดยอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯบรรพต หงษ์ทอง เคยปรากฏรายชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีทุจริตในการดำเนินโครงการแปรรูปและการตลาดลำไยอบแห้ง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ พ.ศ.2547 โดย ปลัดฯบรรพต และข้าราชการหลายคน ถูกระบุว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือก บริษัทเอกชนที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเข้ามาดำเนินการ

แม้สุดท้าย ปลัดฯบรรพตจะถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ในขณะที่ข้าราชการคนอื่นถูกชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง โดยเฉพาะคนที่ลงนามในขณะที่รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง อย่างไรเสีย อดีตข้าราชการที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดก็คงไม่สง่างาม ในการที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพราะจะมีคำถามตามมามากมายว่า เหมาะสมแล้วหรือ…

ล่าสุดทำให้โล่งใจไปหน่อยว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปลี่ยนชื่อเป็น ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ หมาดๆ เพราะเพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อ 30 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง แมงเม้าท์ แมงโม้ ทั้งหลายรีบประมวลข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าทำไมหวยจึงไปออกที่ปลัดฯ ชุติมา

ปลัดฯชุติมา บุณยประภัศร เป็นปลัดหญิงคนที่ 3 ของกระทรงพาณิชย์ ต่อจากปลัดฯ วัชรี วิมุกตายน และ ปลัดฯ ศรีรัตน์ รัษฐปานะ เรียน วปอ. รุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เคยเป็นอธิบดีมาหลายกรม ทั้ง กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์อยู่หลายปี จนถึงยุค คสช. จึงได้ขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวง สมัยที่บิ๊กฉัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนเกษียณอายุราชการ

ผลงานที่ดีเด่นก่อนเกษียณอายุ คือ ลงนามคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวจีทูจี ของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงไม่ยอมลงนาม ผลงานอื่นๆ ที่เด่นก็มีการดำเนินการให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO และการเจรจาปัญหาการเปิดตลาดข้าว และส่งออกไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป

จะว่าไปผลงานดีเด่นของท่านปลัดฯชุติมา เหมาะกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่น่าจะเหมาะกับกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย น่าจะลองถาม ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และผู้ช่วยรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นคนนอกกระทรวงเกษตรฯ ที่ท่านเลือกมาทำงาน เพื่อหวังจะปรับเปลี่ยนกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นอย่างที่ท่านต้องการ… แต่สุดท้ายบุคคลเหล่านี้ช่วยท่านได้อย่างที่ท่านต้องการหรือไม่…ถ้าช่วยได้จริง ท่านคงไม่ต้องเรียกร้องหารัฐมนตรีช่วยว่าการเพิ่มอีก และถ้าคนที่ท่านขอเพิ่มมาไม่สามารถช่วยท่านได้อีก…..ก็คงช่วยไม่ได้ละงานนี้

ที่ผ่านมาคงพิสูจน์ทฤษฎี put the right man on the right job ได้บ้างล่ะน่า อะไรที่ผิดฝาผิดตัว งานก็มั่วพัลวันให้รัฐมนตรีว่าการ ปวดหัวอย่างที่เห็นนี่แหละ

แว่นขยาย

สหกรณ์เกษตรอุดรฯเดินหน้า เปิดตลาดนัดข้าวเปลือกรอบ3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248748

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมงานตลาดนัดข้าวเปลือก จังหวัดอุดรธานีครั้งที่ 3/2559 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองอุดรธานี จำกัด ว่าจังหวัดอุดรธานีได้กำหนดจัดตลาดนัดข้าวเปลือก จังหวัดอุดรธานีครั้งที่ 3/2560 จำนวน 10 ครั้งโดยครั้งที่ 3 วันที่ 13-15 ธันวาคม 2559 สหกรณ์การเกษตรอำเภอเพ็ญ จำกัดและได้กำหนดราคากลางซื้อขายตลาดนัดข้าวเปลือกในตลาดนัดข้าวเปลือกครั้งที่ 3 ดังนี้ 1.ข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้นไม่เกิน 15% ราคา 10,000 บาท/ตัน (เพิ่มขึ้น/ลดลง กรัมละ 100 บาท/ตัน) /2.ข้าวเปลือก กข.6 ความชื้นไม่เกิน 15% ราคา 11,600 บาท/ตัน และ 3.ข้าวเปลือกเหนียวรวม ความชื้นไม่เกิน 15% ราคา 10,025 บาท/ตัน

ด้านนายสรศักดิ์ เปี่ยมสง่า สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า การจัดตลาดนัดข้าวเปลือกครั้งที่ 3สหกรณ์การเกษตรเมืองอุดรธานี จำกัด นั้นได้เตรียมพร้อมได้สมบูรณ์ ทั้งในส่วนของเครื่องชั่ง ลานตาก และฉางเก็บข้าวเปลือก คาดว่าภายใน 3 วันจะสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 150 ตันต่อวัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้ชื่นชมสหกรณ์การเกษตรอำเภอเมืองอุดรธานี จำกัด ว่าได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี ร่วมมีความพร้อมในด้านเงินทุน บุคลากร ตราชั่งขนาดใหญ่ ลาดตาก และฉางเก็บข้าวเปลือก การจัดตลาดนักข้าวเปลือกครั้งนี้เกษตรกรจะได้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้า และเป็นธรรมสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในเรื่องราคา ความชื้น สิ่งเจือปน และเครื่องชั่ง โดยราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพซึ่งเกษตรกรจะได้พัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพ

กยท.ลุยควบคุมปริมาณผลิตยาง หนุนโค่นสวนยางเก่าปลูกพืชศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248749

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาล โครงการควบคุมปริมาณการผลิต ส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางโค่นยางเก่า ต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางที่ให้ผลผลิตน้อย ปลูกแทนด้วยพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยปรับเปลี่ยนชนิดพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ตั้งเป้าส่งเสริมปลูกแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดี 3 แสนไร่/ปี และพืชชนิดอื่นอีก 1 แสนไร่/ปี

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้ดำเนินการตามภารกิจการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ด้วยการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ กอปรกับทางรัฐบาลได้มีนโยบายโครงการควบคุมปริมาณการผลิต เพื่อลดพื้นที่การปลูกยาง สร้างสมดุลและปริมาณยางพาราภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ กยท.จึงเดินหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางแต่ได้รับผลผลิตน้อย ติดต่อรับสิทธิ์ขอทุนในการปลูกแทนได้ และที่สำคัญ กยท.จะเร่งให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเกษตรกรสามารถเลือกปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะมีพนักงานของ กยท.ให้ข้อมูลแก่เกษตรกรในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขอรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กยท.ทุกสาขาทั่วประเทศ

ด้าน นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิตการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทนของ กยท.เกษตรกรสามารถขอรับทุนได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่เกษตรกรมีอยู่ เช่น ต้นยางพาราที่ปลูกมีความทรุดโทรมเสียหาย หรือให้ผลผลิตน้อย แม้สวนยางจะได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว แต่ยังคงให้ผลผลิตน้อยอยู่ และต้นยางมีอายุเกิน 15 ปี เปิดกรีดแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเกษตรกรที่เป็นผู้รับการปลูกแทนอยู่แล้วต้องการเปลี่ยนมาปลูกไม้ยืนต้นหรือพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนแทนยางพารา ตั้งเป้าส่งเสริมปลูกแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดี 3 แสนไร่/ปีและพืชชนิดอื่นอีก 1 แสนไร่/ปี ซึ่งเกษตรกรสามารถติดต่อขอรับสิทธิ์หรือขอคำปรึกษาได้ที่ กยท.จังหวัดหรือสาขาที่อยู่ในพื้นที่ของเกษตรกรเพื่อขอรับการส่งเสริมปลูกแทนได้ ในอัตราไร่ละไม่เกิน 16,000 บาทต่อไร่

แตกใบอ่อน : แนวทางของพ่อ พอเพียง มั่นคงมั่งคั่ง พลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248750

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“มนุษย์เรานั้นมีร่างกายเพียง กว้างคืบ ยาววา หนาศอกโดยประมาณนั้น สามารถสร้างความสุขได้อย่างแท้จริงทุกวินาทีได้โดยไม่ต้องใช้ “เงิน” เป็นตัวตั้ง แต่เพียงอย่างเดียว”

พื้นฐานของการที่จะมีความสุขนั้นก็คือ จะต้องเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัย 4 ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มอาหาร และยารักษาโรค เพื่อเป็นปัจจัยให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีความสุข แต่ชีวิตของผู้คนชนส่วนใหญ่ ก็มักจะไหลเลี้ยวลด คดโค้ง ดิ้นรน ขวนขวาย ออกนอกลู่นอกทางไปเสียไกล เพื่อไปค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตนเอง ว่าพอจะมีความสามารถที่จะพอทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความทัดเทียมทางสังคมกับคนอื่นได้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว คละเคล้ากันไป แต่ส่วนใหญ่ ก็จะล้มเหลว!!! โดยเฉพาะแนวทาง “ทุนนิยม(Capitalism)” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางทฤษฎีใหม่ “เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)” ของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทฤษฎีนี้สามารถช่วยให้ประชาชนคนไทยทุกคนประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และได้ผลรับด้วยการมี“ความสุขอย่างแท้จริง”

แนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”
ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็สามารถทำได้ โดยแบ่งพื้นที่ประมาณ 1-2 ไร่ และทำการจัดสรรปันส่วนตามแนวทางที่พ่อหลวงให้ไว้ คือ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้พื้นที่ 30% สร้างสระน้ำประจำไร่นาประจำฟาร์ม เพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ไว้เป็นแหล่งโปรตีน ส่วนที่ 2 ใช้ปลูกข้าวเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนอีก 30% เพราะข้าวคืออาหารหลักของคนไทย ส่วนที่ 3 แบ่งพื้นที่อีก 30% ซึ่งอาจจะใช้พื้นที่นี้ในรูปแบบของคันนาขนาดใหญ่แทนพื้นที่สี่เหลี่ยมก็ได้ โดยดัดแปลงคันนาให้กว้างสัก 2-3 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืช ผัก สมุนไพร เพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจะปลูกต้นตะแบก เหียง เต็ง รัง ยางนา เป็นไม้เศรษฐกิจ ไม้ใช้สอย รวมถึงไม้ผลสำหรับบริโภค เพราะที่โคนต้นไม้เหล่านี้สามารถเพาะเห็ดตับเต่า เห็ดเผาะ เห็ดถอบ เห็ดระโงก เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง น้ำมันจากต้นยางนาก็สามารถทำเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรกลเป็นน้ำมันไบโอดีเซลได้ดีมาก หรือใช้ทำขี้ไต้จุดคบเพลิง ทำน้ำมันตะเกียงให้แสงสว่างฯลฯ พื้นที่ส่วนที่ 4 อีก 10% ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย ไว้เป็นแรงงาน เป็นปุ๋ย และใช้เป็นอาหารได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อปฏิบัติได้จนมีความชำนาญและทำจนได้ผลแล้ว ก็จะค่อยๆ ก้าวจากขั้น “ไม่ค่อยจะมีกิน” มาสู่ขั้นของการ “พออยู่พอกิน” และพัฒนาไปสู่ขั้นของการ “พอมีอันจะกิน” ได้ไม่ยาก เมื่อตนเองและครอบครัวเริ่มมีอันจะกิน ก็เริ่มมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันของชีวิตที่ดีขึ้น จิตใจที่แจ่มใสชื่นบาน ทำให้มีสติมีสมาธิ มีเหตุ มีผล และที่สำคัญต้องพยายามอยู่ในความพอดีพอประมาณ ความหมายของคำว่า “พออยู่พอกิน” ของพ่อหลวงมิได้หมายความให้เราอยู่อย่าง “อดอยากปากแห้ง” แต่หมายถึงการไม่ทำอะไรจนเกินตัว เมื่อมีความเข้มแข็งในระดับปัจเจกอย่างดีแล้ว ต่อไปก็สามารถรวมกลุ่มกันสร้างพลัง สร้างอำนาจการต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิต รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ รวมตัวกันสร้างโรงสีชุมชน รวมตัวกันหาแหล่งเงินทุนจากธนาคารมาพัฒนาชุมชน หรือรวมพลังการสร้างอำนาจการตลาดเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตให้แก่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นครัวของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นครัวของ กระบี่ ภูเก็ต พัทยา หรือถ้ามีความเข้มแข็งมากๆ รวมตัวกันเป็นครัวของโลกที่มีศักยภาพผลิตอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษไปยังประเทศที่ต้องการ

วันนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านน้อมนำทำตามแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืน ให้แก่ตนเองและครอบครัว และที่สำคัญทำให้ประเทศชาติได้ประชาชนคนของชาติไทยที่ดีมีคุณภาพเป็น “พลังให้แก่แผ่นดิน” ช่วยพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไปตลอดกาลนาน

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

น้ำท่วมขัง‘เชียรใหญ่’เริ่มเน่าเสีย กรมชลเร่งมือระบาย/สวพ.8เกาะติดชุมชนที่ลุ่มริมทะเลสาบสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248753

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ และพบว่าบางพื้นที่น้ำได้เริ่มเน่าเสีย เนื่องจากหญ้าและพืชที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำอย่างเร่งด่วน โดยมีการดำเนินการในแต่ละพื้นที่แล้ว ดังนี้

จ.นครศรีธรรมราช ในเขต อ.เชียรใหญ่ น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานในบริเวณพื้นที่ ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ ทำให้เกิดการเน่าเสียแล้วหลายจุด สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้ระดมเครื่องสูบน้ำเข้าไปเร่งระบายน้ำเน่าเสียออกจากพื้นที่แล้ว ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆ ได้แก่ ท่อระบายน้ำบางตะพง 4 เครื่อง ท่อระบายน้ำบ้านขอนขวาง 1 เครื่อง ท่อระบายน้ำบ้านเภาเคือง 2 เครื่อง และท่อระบายน้ำบางพระอีก 3 เครื่อง ระบายลงสู่แม่น้ำปากพนัง สามารถระบายน้ำให้ลดลงเฉลี่ยวันละ 10-12 เซนติเมตร หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 วันนี้

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณ ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ เกิดการเน่าเสียเช่นกันทางสำนักงานชลประทานที่ 15 ได้วางแผนที่จะติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 6 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำอย่างเร่งด่วน ทางประตูระบายน้ำคลองฆ้อง แต่ยังไม่สามารถดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำได้ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังยังปริ่มตลิ่ง ต้องรอให้ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง จึงจะสามารถดำเนินการได้

อนึ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง กรมชลประทาน ได้ใช้ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการบริหารจัดการน้ำและระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนเพื่อให้น้ำที่ท่วมขังไหลลงสู่ทะเลเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในเขต จ.ตรัง ปัจจุบันมีหลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งในเขต อ.เมือง และ อ.กันตัง กรมชลประทาน ได้ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังในเขตต.นาท่ามใต้ อ.เมืองตรัง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง ส่วนที่วัดประสิทธิชัย อ.เมือง ที่มีน้ำท่วมขัง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากวัดแล้วเช่นกัน ในเขตพื้นที่ ต.ควนธานี อ.กันตัง ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำตรัง เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตรลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ปัจจุบันระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

จ.สงขลา พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คงมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ราบลุ่มริมทะเลสาบในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และอ.สิงหนครแต่ถนนสายหลักและพื้นที่เศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ กรมชลประทาน ได้ส่งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 9 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำอีก 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 (สวพ.8) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพัทลุง ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกเยี่ยมเกษตรกรผู้ประสบภัยพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา พร้อมติดตามผลงานวิจัยชุมชนต้นแบบพืชชุ่มน้ำ พื้นที่หมู่ที่ 4 และ 5 ต.พนางตุง ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรที่ลุ่มติดลำคลอง และมักประสบเหตุน้ำท่วมทุกปี โดยปีนี้มีน้ำท่วมสูงที่สุดในรอบ 11 ปี โดยโครงการได้ทดลองการปลูกพืชผักสวนครัวบน “โคก” เพื่อแก้ปัญหาพืชอาหารขาดแคลนในช่วงน้ำท่วม พบว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ดีพอสมควร ด้านพืชยืนต้นมีปาล์มน้ำมันที่เหมาะสม พืชรายได้สำคัญในพื้นที่คือพืชผักในฤดูปกติ โดยต้องเตรียมต้นกล้าในช่วงนี้ให้ทันปลูกทันทีหลังน้ำลด ซึ่งจะเริ่มปลูกพร้อมๆกับข้าวหลังน้ำลด นอกจากนั้นพบว่า สาคูจะเป็นพืชป้องกันคลื่นลมที่จะสร้างความเสียหายกับบ้านเรือนได้ดี

สำหรับผลที่กระทบจากน้ำท่วมต่อความเป็นอยู่ เกษตรกรมองว่าเป็นสภาพที่เจอปกติแต่ความรุนแรงขึ้นกับระดับน้ำ จึงมีการสร้างบ้านแบบยกสูง มีเรือไว้สัญจร หน้าน้ำหาปลาหายอดผักบุ้ง น้ำ ยกโคกคอกสัตว์ไว้ที่สูงแต่ต้องสำรองฟางข้าวให้เพียงพอ และจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ให้ทันก่อนน้ำจะมา

‘ร.9’ทรงห่วงอาชีพชาวนาไทย เกษตรฯมุ่งนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติให้เกิดผลจริงในปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248752

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายข้าวและชาวนา” ในโอกาสเปิดประชุมเวทีข้าวไทยปี 2559 ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงชาวนาไทย เคยตรัสเสมอว่า ข้าวกับชาวนาไทยเป็นวิถีชีวิตที่แยกกันไม่ออก ซึ่งปัญหาข้าวเผชิญปัญหาทั้งราคาข้าวตกต่ำจากเศรษฐกิจโลก ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง มาตลอด ซึ่งเป็นปัจจัยตัวแปรสำคัญต้องเร่งหาทางออก จึงอยากให้ชาวนาทุกคนและภาครัฐเน้นแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ เช่น การทำนา ให้เอาเรื่องทุน เป็นโจทย์ ความพอประมาณ เรื่องน้ำ เรื่องเงิน มีเท่าไหร่และไม่ประมาท ซึ่งแนวทางของในหลวงทรงให้ทุกคนช่วยเหลือพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ ตนได้ส่งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ ลงไปสำรวจชาวนา 600 คนในช่วงแล้งจัด ซึ่งทั้งหมดอยู่รอดได้เพราะปรับตัวใช้ทฤษฎีใหม่ได้ผลดี ในขณะที่คนอื่นแย่ รวมถึงการลดพื้นที่ทำนาก็มีความจำเป็น แต่ต้องให้ชาวนาไม่รู้สึกว่าลดวิถีชีวิตของเขาหรือทำให้เสียรายได้ ถ้าสลับปลูกพืชอื่น ทำให้เขารู้ว่ารายได้ไม่สูญเสียไป ที่สำคัญองค์กรภาครัฐ ปรับทัศนคติให้ความรู้เกษตรกรมากกว่านี้ รวมถึงเรื่องตลาดแนวทางช่วยเหลือ ไปปลูกพืชอื่น ต้องมีตลาดชัดเจนไว้รองรับ ตนฝากไว้ว่าสุดท้ายเรื่องข้าว จากนี้ไปตลาดข้าวไม่ใช่ขายข้าวเปลือกข้าวสาร เน้นนวตกรรมใหม่ ตลาดสินค้าแปรรูปข้าวให้มากขึ้นด้วย

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2547 ตรัสว่า “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาทำนาบ้าง ลำบากมิใช่น้อย ต้องอาศัยข้าวพันธุ์ดี ได้ผลผลิตเป็นล่ำเป็นสัน เวลาว่างทำนาปลูกพืชอื่นให้มีรายได้ และไว้เป็นปุ๋ยด้วย ก็มีประโยชน์มาก” ซึ่งนี่คือศาสตร์พระราชา ที่ตนน้อมนำไปทำให้เกิดผลจริงปี 2560 ตั้งเป้าหมายเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นแห่ง เชื่อว่าต่อไปจะเพิ่มเป็น 7 ล้านราย เพราะเกษตรกรได้รู้ว่าราคาพืชเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหนก็อยู่ได้

“ตอนนี้มียุทธศาตร์ข้าวครบวงจร เพื่อลดปริมาณข้าวล้นตลาดแก้ปัญหาราคาตกในพื้นที่ปลูกข้าว 54 ล้านไร่กว่า ไม่เหมาะสมปลูกเลย 5.7 แสนไร่ ไปทำอย่างอื่น และลดข้าวรอบสองลง ปรับไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพด 2 ล้านไร่ ปลูกพืชฤดูแล้ง 5 แสนไร่ เหลือ 6 ล้านไร่ จากกว่า 8 ล้านไร่ ส่วนรอบสาม งดปลูกเลย แต่ขณะนี้ไม่ประสบผลสำเร็จโดยเฉพาะชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่เข้าโครงการเห็นว่าปีนี้มีน้ำพอทำนา ตนก็ให้เจ้าหน้าที่พยายามสร้างความเข้าใจต่อไปเพราะราคาอาจตกต่ำอีก ที่ผ่านมาไปสำรวจได้เกษตรกรสมัครใจ 2 ล้านกว่าไร่ พอมีมาตรการพยุงราคาข้าว จำนำยุ้งฉาง ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งกลับไปปลูกข้าวเหมือนเดิม ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไม่ปลูกข้าวเข้าร่วมเพียง 4 แสนกว่าราย ที่มีปัญหาปรับลดทำนารอบสอง 2 ล้านไร่ ยังมีปัญหามากชาวนาไม่เข้าร่วมโครงการ” รมว.เกษตรฯกล่าว