แนะวิธีฟื้นฟูสวนส้มโอทับทิมสยาม กรมวิชาการฯเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำท่วมหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249323

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีฟื้นฟูสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ เน้นแก้ปัญหาจัดการระบบภายในสวนหลังน้ำลด งดเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ชี้ปฏิบัติตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและเหมาะสมส่งผลดีระยะยาว เอื้อประโยชน์สวนฟื้นเร็ว ลดการสูญเสีย เห็นผลไว ง่ายต่อการปฏิบัติจริง

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่เพาะปลูก ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 สุราษฎร์ธานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช ได้ลงพื้นที่และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการจัดการเพื่อฟื้นฟูสภาพสวนให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้การฟื้นฟูสวนส้มโอหลังน้ำลด เกษตรกรควรบำรุงรักษาต้นให้เกิดรากใหม่และแตกใบอ่อนโดยเร็ว ซึ่งต้องมีระบบการจัดการดินที่ถูกต้อง ส่วนขั้นตอนปฏิบัติหลังน้ำลดใหม่ๆ แนะนำให้เกษตรกรงดนำเครื่องจักรกลหนัก บุคคล หรือสัตว์เลี้ยงเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่บริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลเสียต่อระบบรากพืช ทำให้ต้นโทรมและอาจตายได้ หากในพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง ให้ขุดร่องระบายน้ำออกจากบริเวณโคนต้นโดยเร็วและมากที่สุด กรณีเกิดการทับถมดินหรือทรายบริเวณแปลงปลูก ให้ขุดหรือปาดเอาออกจากโคนต้น จากนั้นควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อลดการคายน้ำและเร่งการแตกใบใหม่ให้เร็วขึ้น สำหรับต้นที่กำลังติดผลอยู่ให้ปลิดผลออกบางส่วนให้ต้นคงอยู่ได้ หากเกษตรกรต้องการให้ต้นส้มโอฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ควรพ่นปุ๋ยทางใบหรือใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 20-20-20 หรือสูตร21-21-21 อัตราตามคำแนะนำข้างฉลาก พ่นทุก 10 วัน จนกระทั่งต้นแตกใบอ่อนเป็นใบเพสลาด ภายหลังน้ำลดต้นส้มโออาจเกิดปัญหา รากเน่าและโคนเน่าได้ เมื่อดินแห้งเกษตรกรควรพรวนดินเพิ่มออกซิเจนให้รากพืช ทำให้รากพืชแตกใหม่ได้ดีขึ้น และปรับปรุงสภาพของดินให้มีความสมบูรณ์ อีกทั้งตรวจดูแผลโรครากเน่าโคนเน่าที่โคนต้นว่ามีหรือไม่ หากพบให้ถากเนื้อเยื่อที่เสียออกแล้วทาด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนแรกหลังน้ำลด เกษตรกรห้ามใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราคาร์เบนดาซิม เพราะจะทำให้ใบแก่ร่วงเร็วก่อนอายุ ห้ามใช้สารควบคุมวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า ควรใช้วิธีตัดหรือดายหญ้าแทน และห้ามราดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดหรือรักษาโรครากเน่าโคนเน่า แนะนำให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาทั้งในลักษณะการราดดินหรือการฉีดพ่นทางใบแทน

‘ผู้ว่าการยาง’ยันไม่เทขายล้างสต๊อก ย้ำ!เดินหน้าตามภารกิจรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249378

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.50 น.
19 ธ.ค.59 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงการเปิดประมูลยางในสต๊อกโครงการตามนโยบายรัฐบาล ว่า กยท.ยืนยันเป็นการประมูลยางในรูปแบบจัดประมูลทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงที่สุด โดยไม่มีการดั้มราคาอย่างแน่นอน และจะทยอยระบายขายยาง โดยคำนึงถึงกลไกตลาดเป็นหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางของประเทศ

ทั้งนี้ จะเปิดประมูลขายยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR 20 และยางอื่นๆ ซึ่งเป็นยางที่รับซื้อจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร จำนวนประมาณ 3.1 แสนตัน จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยการเปิดประมูลแต่ละครั้ง จะใช้กระบวนการจัดประมูลทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหาผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงที่สุด จะมีการประกาศราคาขั้นต่ำสุดอย่างชัดเจนด้วยการอ้างอิงราคาสำนักงานตลาดกลางยางพารา ณ วันก่อนที่จะประมูล 1 วัน ในส่วนคุณภาพยาง จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันวิจัยยางกำหนด ซึ่งผู้ประมูลจะต้องซื้อเหมายกโกดังที่เปิดการประมูล หากพบว่า มียางที่เสื่อมคุณภาพปะปน ก็จะลดหลั่นราคาตามหลักเกณฑ์ต่อไป

ฉะนั้น การเปิดประมูลครั้งนี้ มีขั้นตอนกระบวนการอย่างเป็นธรรม ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้ามาลงทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป ที่การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ บางขุนนนท์ กทม.โดยรอบแรกจะเปิดให้ผู้ลงทะเบียนได้ทดสอบระบบ และรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 22 ธ.ค.59 ที่ห้องสถลสถานพิทักษ์ อาคาร 1 การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

“ผมจะคำนึงถึงความเหมาะสมของห้วงเวลา ปริมาณยางในแต่ละครั้ง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อกลไกตลาดน้อยที่สุด แต่จำเป็นต้องดำเนินการในช่วงเวลานี้ เพื่อให้เป็นไปตามภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและสอดรับต่อแนวโน้มราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อไปในปี 60 ซึ่งการตัดสินใจระบายครั้งนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อไม่ให้สต๊อกยางเหล่านี้เป็นตัวถ่วงในการปรับราคายางในอนาคตอีกต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวในที่สุด

ไก่สดได้ฤกษ์กลับเกาหลี เกษตรฯคาดปี’60ปั่นยอดส่งออก4หมื่นตัน3.6พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249236

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้เจรจาผลักดันการส่งออกไก่สดไทยไปเกาหลีใต้ในหลายๆ เวทีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท (MAFRA) และกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยา (MFDS) ของเกาหลีใต้ อนุมัติให้โรงงานไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทย 12 โรงงาน สามารถส่งออกไก่สดไปเกาหลีใต้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน โดยนับเป็นการส่งออกไก่สดครั้งแรกในรอบ 12 ปีหลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 2547

สำหรับแผนการส่งออกไก่สดไทยไปเกาหลีใต้ หลังจากที่ส่งออกลอตนี้ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นส่วนปีกไก่สดแช่แข็ง ของบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 15,240 กิโลกรัม มูลค่า 1,733,550 บาท คาดว่าจะถึงเกาหลีใต้ปลายเดือน ธ.ค.นี้ โดยจากการหารือผู้ส่งออกไก่สดของไทยทั้ง 12 บริษัท ทราบว่าภายในธันวาคม 2559 นี้จะมีผู้ผลิตส่งออก 5 ตู้ น้ำหนัก 106,644 กิโลกรัม มูลค่า 12,002,655 บาท และทยอยส่งสินค้าไก่สดแช่เย็น แช่แข็งจากไทยไปเกาหลีใต้
อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายในปี 2560 คาดว่าจะมีการส่งออกประมาณ 40,000 ตัน มูลค่า 3,600 ล้านบาท

“ต้องถือว่าอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ประมาณการผลิตไก่เนื้อ1,460 ล้านตัว แบ่งสัดส่วนเข้าโรงฆ่าคิดเป็น 82% เพื่อส่งออก อีก 18% เพื่อบริโภคในประเทศขณะที่ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น 51%,สหภาพยุโรป 39% อื่นๆ 10% โดยปริมาณการส่งออก 681,258 ตัน มูลค่าการส่งออกมูลค่า 88,428 ล้านบาท แบ่งเป็น สินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก 461,033 ตัน มูลค่า 68,882 ล้านบาท สินค้าไก่ดิบ 220,225 ตัน มูลค่า 19,546 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อไทยสามารถปลดล็อกการส่งไก่สดไทยไปยังเกาหลีใต้ได้แล้ว คาดการณ์ว่าในปี 2560 ประมาณการผลิตไก่เนื้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,673 ล้านตัว โดยเป้าหมายการส่งออกการเติบโตของตลาดส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเน้นย้ำไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคของสาธารณรัฐเกาหลีมั่นใจว่า จะดำเนินการตามเงื่อนไขการนำเข้าของสาธารณรัฐเกาหลี โดยมุ่งเน้นการผลิตไก่สดแช่เย็น/ แช่แข็ง ที่มีคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อที่ผู้บริโภคในสาธารณรัฐเกาหลีจะได้บริโภคไก่สดที่ได้มาตรฐานสากล

เกษตรบูรณาการ : ปากเปียกปากแฉะ แต่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249238

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
251598สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องบอกว่า ลุ้นกัน ตุ๊มๆต้อมๆ  ของคนหลายคน ในกระทรวงเกษตรฯ มีการเช็คข่าวกันใหญ่และบางส่วนมีการฉลองกันล่วงหน้า ในส่วนตำแหน่งท่านรอง .. อธิบดีที่ว่างอยู่ ซึ่งว่ากันว่า งานนี้มีผู้สมัคร กว่า 20 คน ส่วนใครจะเด็กใคร นั้นปลัดกระทรวงเกษตรฯ อย่าง “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” บอกว่างานนี้ ไมมีเด็กฝากนะขอรับ ส่วนพวกที่ฉลองล่วงหน้า เหมือนว่าได้นั่งเก้าอี้แล้วนั้น ระวังนั่งกินแห้วแทน ส่วนใครจะไปไหน ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ภายใต้การนำพาของปลัดกระทรวงที่ชื่อว่า “ธีรภัทร” เพราะแว่วว่า ท่านถือคติ ยิ่งทุบยิ่งหวาน จึงคัดกันน้านนาน งานการพัฒนาจึงเป็นอย่างที่เห็น

มาอีกเรื่องที่มีคนลุ้นกันยกใหญ่ เรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครหลายคน จับตามอง และติดตามเป็นพิเศษ คือเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ของ ครม.ที่ต้องลุ้นเช่นกันเพราะมีข่าวว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ของท่าน รัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” แพลมมาเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์หลายอธิบดีหลายกรม เขาเช็คข่าวกันใหญ่ สงสัยจะเตรียมพร้อมรับนายใหม่ ซึ่งต้องบอกว่า หมดสิทธิ์ เพราะยังไงเสีย วันนี้ที่สายข่าวประเมินหากเดาใจ ท่านผู้นำ อย่างท่านนายกรัฐมนตรี “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”
ว่ากันว่าน่าจะยังอยู่ครับผม ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร ในงานกระทรวงเกษตรฯหากมีรัฐมนตรีชื่อ “ฉัตรชัย”ยังอยู่ต่อไป ต้องบอกว่า จากนี้ไปต้องลุ้นกันเพราะ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯทำงานไม่เข้าตาและต้องปรับตัวเองให้ชาวบ้านเขาเห็นผลงานให้ได้

คงต้องปรับตัวกันยกใหญ่ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างท่าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ถึงกับบ่น อุบ ในงานร่วมปาฐกถาพิเศษ“นโยบายข้าวและชาวนา” ที่จัดขึ้นแถวม.เกษตรฯ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม  ท่านบอกโดยสรุปว่า เรื่องของการทำงาน ของกระทรวงเกษตรฯ บอกกันหลายครั้งให้มีการปรับตัวในการทำงานของคนกระทรวงเกษตรฯเสียใหม่ ต้องเข้าใจเข้าถึงประชาชน ต้องรู้จักลงพื้นที่หาแนวร่วม ต้องลงไปทำความเข้าใจกับเกษตรกร รับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรจริงๆ เพื่อทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ให้ได้และเรื่องนี้ ท่านย้ำนักย้ำหนาว่า บอกทุกครั้งในที่ประชุมกับข้าราชการเกษตรฯ แต่ก็เหมือนเดิมไม่ทำอะไร ซึ่งเรื่องนี้ ผลงานมันก็ชัดเจนให้เห็นกันชัดๆ เพราะที่ผ่านมา เรื่องของการขอความร่วมมือ เรื่องการลดพื้นที่ปลูกข้าวเรื่องเดียวยังทำไม่ได้ ถึงวันนี้ การลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกข้าวโพด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะมีเกษตรกรร่วมโครงการไม่ถึงร้อยละ 10  ก็น่าจะถึงเวลาที่คนกระทรวงเกษตรฯ ต้องทบทวนบทบาทการทำงานของตนเองที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้น เพราะดูเหมือนว่า ท่านรัฐมนตรีจะบอกชัดเจนปากเปียกปากแฉะ แต่งานยังเหมือนเดิม

สุดท้ายนี้ต้องขอบอกว่าเหนื่อยแทน รัฐมนตรี “ฉัตรชัย” จริงๆ ที่ทำงานไม่ได้ดั่งที่วางไว้ และคงจะได้เห็นการเปลี่ยนทิศทางการทำงานจากนี้ไปเพราะวันนี้ปัญหาการเกษตรฯคงรอไม่ได้ ส่วนใครจะกระเด็นกระดอนไปไหนกันบ้าง คงต้องดู กันหลังเทศกาลปีใหม่ ว่า ท่านฉัตรชัยคนนี้ จะกินเส้นขนมจีนเปล่าๆ หรือท่านจะกินขนมจีนที่มีน้ำยา

ราชดำเนิน

น้ำท่วมคาบสมุทร‘สทิงพระ’ นาข้าวเสียหายแล้วร้อยละ23

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249235

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ เป็นเหตุให้พื้นที่ปลูกข้าวของ จ.สงขลา ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอำเภอในคาบสมุทรสทิงพระ ได้แก่ สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ และระโนด ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ โดยทั้ง 4 อำเภอดังกล่าว มีพื้นที่เป้าหมายการปลูกข้าวรอบที่ 1 ปี 2559/60 รวม 147,000 ไร่ และขณะนี้เกษตรกรได้ปลูกไปแล้วประมาณ 107,788 ไร่ หรือร้อยละ 73

จากผลการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9)
เบื้องต้น พบว่า ข้าวที่ปลูกไว้แล้วได้รับผลกระทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะข้าวนาปีที่ปลูกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ก่อนฝนตกหนัก กับข้าวนาปีที่ปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคม บางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมขังนานได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง 24,477 ไร่ หรือร้อยละ 23 ของพื้นที่ปลูก ทั้งนี้ข้าวนาปีที่เหลืออยู่ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรอาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง

ด้าน นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการ สศท.9 กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่น้ำท่วมหนักในครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ในคาบสมุทรสทิงพระ เป็นพื้นที่ที่อยู่ริมทะเลสาบสงขลา พื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงมีฝนตกหนักทำให้ปริมาณน้ำฝนไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ประกอบกับเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนท่วมขังเป็นเวลานาน ส่งผลให้นาข้าวเสียหาย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปลูกข้าวอีกครั้งหนึ่งหลังน้ำลด

พบสารตกค้างกระเจี๊ยบเขียวไทย ‘ญี่ปุ่น’ชูใบเหลืองเพิ่มระดับตรวจเข้ม-เกษตรฯถกผู้ส่งออกสกัดแบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249240

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“กระเจี๊ยบเขียว”ไทยเสี่ยงถูกแบน หลังญี่ปุ่นตรวจพบสาร “ไพริดาเบน” ค้างเกินค่ามาตรฐาน พร้อมสั่งปรับระดับการสุ่มตรวจเข้มทันที เผยหากตรวจพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานอีก จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทยเพื่อตรวจสอบสารไพริดาเบนก่อนปล่อยสินค้าออก ด้านกรมวิชาการเตรียมเรียกผู้ส่งออกหารือก่อนลุกลามจนถึงขั้นถูกสั่งแบน ย้ำพบปัญหาเพียงบริษัทเดียว เตรียมส่งแผนชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาให้คู่ค้าพิจารณาแล้ว

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตรวจพบสารไพริดาเบน (Pyridaben) ตกค้างในกระเจี๊ยบเขียวสดส่งออกเกินค่ามาตรฐาน MRL 0.01 ppm จากผู้บริษัทผู้ส่งออกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นปรับระดับการสุ่มตรวจสารดังกล่าวเป็นร้อยละ 30 และหากตรวจพบสารตกตกค้างเกินค่ามาตรฐานอีก จะพิจารณากักกันกระเจี๊ยบเขียวทุกรุ่นที่นำเข้าจากประเทศไทยเพื่อตรวจสอบสารไพริดาเบนก่อนปล่อยสินค้าออก

เบื้องต้น กรมวิชาการเกษตร ได้แจ้งให้บริษัทผู้ส่งออกของไทยที่มีปัญหาดังกล่าวให้ได้รับทราบและเร่งตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขปัญหาโดยเร็วแล้ว ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งให้ญี่ปุ่นพิจารณาแล้ว นอกจากนี้ ยังได้แจ้งไปยังผู้ส่งออกรายอื่นๆให้ทราบถึงปัญหาดังกล่าว และเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออกด้วย

ทั้งนี้ การส่งออกกระเจี๊ยบเขียวไปประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการจัดทำโครงการการจัดการสารเคมีในผัก ผลไม้ เพื่อการส่งออกประเทศญี่ปุ่นตามข้อตกลงระหว่างกรมวิชาการเกษตรและกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น โดยมีข้อกำหนดว่าผลผลิตที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่อยู่ในระบบ GAP ผ่านการคัดบรรจุในโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP และก่อนส่งออกต้องมีการตรวจผลิตผลเพื่อขอใบรับรองสุขอนามัยจากกรมวิชาการเกษตรแนบไปกับสินค้าที่ส่งออกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการจำนวน 12 ราย ในกรณีที่เจอปัญหาญี่ปุ่นจะระงับผู้ส่งออกในโครงการเป็นรายๆไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนในกรณีของไต้หวันตรวจพบสารตกค้างในหน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้าจากประเทศไทยนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อพืชควบคุมเฉพาะที่ส่งออกไปไต้หวัน ผลผลิตที่ส่งออกจึงไม่ต้องมาจากแปลงที่ได้รับการรับรอง GAP รวมทั้งไม่ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยแนบไปกับสินค้า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมาได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้หน่อไม้ฝรั่งที่ส่งออกไปไต้หวันเป็นพืชควบคุมเฉพาะ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ที่ต้องการส่งออกหน่อไม้ฝรั่งไปไต้หวันต้องส่งผลผลิตที่มาจากแปลง GAP และผ่านการคัดบรรจุในโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP พร้อมกับต้องมีการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออกเพื่อขอใบรับรองสุขอนามัย ซึ่งประกาศดังกล่าวนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14มกราคม 2560 โดยปัจจุบันมีแปลงหน่อไม้ฝรั่งที่อยู่ในระบบ GAP รวมจำนวนทั้งสิ้น 987 แปลง

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณีนั้น กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมจัดประชุมผู้ส่งออกพืชทั้ง 2 ชนิดของไทยเพื่อชี้แจงให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และขอให้ผู้ส่งออกเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบผลผลิตก่อนส่งออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก เนื่องจากจะส่งผลผลระทบไปถึงผู้ส่งออกรายอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ปฏิบัติถูกต้อง รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

กษ.ลุยแผนข้าวครบวงจร เน้นพืชทดแทน-ลดทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249265

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กษ.ลุยแผนข้าวครบวงจร

เน้นพืชทดแทน-ลดทำนา

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการปรับลดพื้นที่ปลูกข้าวครั้งที่ 2 ช่วงหน้าแล้ง ตามแผนข้าวครบวงจร ว่า ตนให้นโยบายกรมพัฒนาที่ดินไปดำเนินการ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดแทนข้าว ในพื้นที่ 200,000 ไร่ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใน 19จังหวัด โดยเกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง พืชตระกูลถั่วเพื่อบำรุดินในที่ของตนเอง และส่วนหนึ่งเก็บเมล็ดพันธุ์ขายคืนให้กับกรมพัฒนาที่ดิน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าไถเตรียมดิน ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นเตรียมไถและหว่าน ซึ่งคาดว่าจะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ในเดือนมีนาคม2560 ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะรับซื้อ เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้ปรับปรุงดินก่อนฤดูกาลปลูกข้าว2560 ต่อไป ทั้งนี้คาดว่าเกษตรกรจะลดการทำนา พักดิน บำรุงดิน ด้วยพืชปุ๋ยสดและยังมีรายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ให้รัฐ นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ลงไปด้วย เพื่อจูงใจให้เกษตรกรกล้าตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน เพราะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ในช่วงการปรับเปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความท้าทายทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐและเกษตรกร

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันเริ่มดำเนินการทำแผนบูรณาการน้ำตั้งแต่การทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ปี 2558-2569 ซึ่งตนในฐานะประธานกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คสช.และกรรมการ กนช. ได้มีส่วนผลักดันอย่างมาก โดยในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา สามารถเพิ่มพื้นที่ที่เข้าถึงระบบน้ำได้ 1.72ล้านไร่ ในปี2560 และจะดำเนินการอีก 0.48 ล้านไร่ ทั้งนี้หากสามารถบูรณาการกับงบกลาง 190,000ล้านบาท ที่แต่ละจังหวัดจะเสนอดำเนินการในปีนี้ได้ จะดำเนินการเพิ่มเติมอีก 1ล้านไร่ รวมทั้งระบบชลประทานในพื้นที่ทำเกษตรแปลงใหญ่ 2 พันแปลง และเปิดเกษตรทฤษฎีใหม่ 7หมื่นแปลง นอกจากนั้นยังจะมีการแจกที่ดิน สปก.ที่เรียกคืนมาตามมาตรา44 ให้เกษตกรผู้ยากไร้ใน 5จังหวัด คือ จ.กาญจนบุรี สุราษฐ์ธานี ชุมพร กระบี่และจ.นครราชสีมา

หนุนสมาชิกสหกรณ์เรียนรู้‘บัญชี’ เพิ่มระบบตรวจสอบความโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249237

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หนุนสมาชิกมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินการสหกรณ์ หวังพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การที่สหกรณ์จะดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องพัฒนามวลสมาชิกให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการ อุดมการณ์และวิธีการสหกรณ์ การกำกับดูแลสหกรณ์ การทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ความเจริญก้าวหน้า ความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งมีสมาชิกจำนวนมากกระจายอยู่ตามภูมิภาคทั่วประเทศ

ดังนั้นการให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ อุดมการณ์และวิธีการสหกรณ์ รวมทั้งการทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างถูกต้อง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจการเงินขั้นพื้นฐานแก่สมาชิกสหกรณ์ หลักสูตร การกำกับดูแลและการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อการพัฒนาสหกรณ์ ขึ้น เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ อุดมการณ์และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงตระหนักในบทบาท หน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินการ และการทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ เพื่อนำไปพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินการของสหกรณ์ให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาแก่สมาชิกสหกรณ์

“การดำเนินธุรกิจสหกรณ์ จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสหกรณ์ ซึ่งส่งเสริมให้สมาชิกร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการร่วมมือกัน การช่วยเหลือตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้สมาชิกรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของสหกรณ์ โดยร่วมตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดี สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้สมาชิก ซึ่งจะนำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก และพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

‘เบทาโกร’สานต่องานในไร่พ่อ l เผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรยั่งยืนโครงการชั่งหัวมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249239

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโก เปิดเผยว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ” เป็นโครงการซึ่งเปรียบเสมือนไร่ของพ่อ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯประทับที่พระราชวังไกลกังวล มีชาวบ้านนำมันเทศซึ่งเป็นพืชที่ปลูกอยู่ในท้องถิ่นมาถวาย ทรงมีรับสั่งให้ข้าราชบริพารนำหัวมันเทศไปวางไว้บนตาชั่งโบราณในห้องทรงงาน แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ครั้งเสด็จกลับมายังวังไกลกังวล ทอดพระเนตรไปที่ตาชั่ง พบว่าหัวมันเทศนั้นสามารถงอกรากแตกใบออกมาได้แม้ไม่มีดินและน้ำ จึงมีพระราชดำรัสว่า “มันอยู่ที่ไหนก็งอกได้” และทรงมีรับสั่งให้นำหัวมันนั้นไปใส่กระถางปลูกไว้ในวังไกลกังวล จากนั้นให้หาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศโดยได้ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจากราษฎร ณ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งสิ้น 250 ไร่ เพื่อให้เป็นที่ทดลองปลูกมันเทศและเพาะปลูกพืชต่างๆ โดยเน้นพืชท้องถิ่นของจังหวัดเพชรบุรี และพระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า “โครงการชั่งหัวมัน”

โครงการชั่งหัวมันนี้ พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้เป็นโครงการต้นแบบที่มุ่งพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้ประสบความสำเร็จ และสามารถเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ และทุกคนในชุมชนแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

เครือเบทาโกร ผู้ประกอบธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร และมีสำนักงานสาขา ตั้งอยู่ในพื้นใกล้เคียง เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เข้าไปมีส่วนสนับสนุนโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรและปศุสัตว์ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับโครงการ รวมทั้งการจัดสร้างคอกโคนมให้ “คุณตุ่ม” โคนมซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงป้อนนมเมื่อครั้งที่ยังเป็นลูกโค การถวายเครื่องสับหญ้า สนับสนุนผลิตภัณฑ์ปุ๋ย สำหรับใช้ในโครงการ รวมทั้งส่งทีมสัตวแพทย์ให้คำปรึกษาและสนับสนุนงานด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

นายวสิษฐ กล่าวอีกว่า ในวาระสำคัญ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5 ธันวาคม 2557 เครือเบทาโกรได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายอาคารนิทรรศการหลังใหม่ ที่ออกแบบติดตั้งให้สามารถเสนอนิทรรศการพระราชกรณียกิจและกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ ในรูปแบบที่ทันสมัย น่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อผู้มาศึกษาเรียนรู้และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่และผู้มาเยี่ยมชมโครงการ โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน 2557 แล้วเสร็จและเปิดใช้งานตั้งแต่เดือนมกราคม 2558

หลังจากที่เครือเบทาโกรได้ส่งมอบอาคารนิทรรศการแห่งนี้อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2558 แล้ว ทั้งผู้บริหารและพนักงานเครือเบทาโกรยังจัดกิจกรรมช่วยกันดูแลรักษาให้อาคารนิทรรศการแห่งนี้คงสภาพความสวยงามและพร้อมรองรับผู้มาเยี่ยมชมโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสานต่อการเรียนรู้จากไร่ของพ่อ การเกษตรยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ รวมถึงเรื่องราวพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านที่มีต่อชาวไทยทุกคน

ทึ่ง!! ผัวเมียผันตัวจากชาวนา ใช้GPSหาที่ปลูกแตงโม แค่2เดือนฟันกำไร1.2ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249215

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.57 น.

18 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเกษตรกรชาวสวนแตงโมกว่า 10 ราย ในพื้นที่ จ.นครพนม เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตจำนวนมากตามออร์เดอร์พ่อค้า หลังเช่าที่ดินปลูกแตงโมพืชล้มลุก-ผลไม้ระยะสั้น 6 สายพันธุ์ในพื้นที่ปลูก 30 ไร่ บนเนื้อที่ บ.ดงโชค หมู่ 1 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม โดยทยอยเก็บผลผลิตพันธุ์ศรีจันทร์และพันธุ์รันรัน ซึ่งมีเนื้อสีเหลือง ผลโตให้น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 5-9 กิโลกรัม มีรสชาติกรอบหวานฉ่ำ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ขายส่งทำเงินตกวันละกว่า 1 แสนบาท เจ้าของสวนระบุปลูกแค่ 2 เดือน คาดโกยกำไรเข้ากระเป๋ากว่า 1 ล้านบาทเลยทีเดียว หลังเจาะตลาดค้าส่งทางสื่อโซเซียลมีเดีย จนมีพ่อค้าแห่นำรถกระบะมารับซื้อถึงสวน

น.ส.มุกดา วลับ วัย 31 ปี และนายทรนง พันธุ์กลาง อายุ 37 ปี สองสามีภรรยา หนึ่งในเกษตรผู้ปลูกแตงโม กล่าวว่า ตนและสามีเป็นชาว อ.นาหว้า จ.นครพนม เดิมมีอาชีพทำนา ก่อนหน้านี้นายทรนง สามีเคยเป็นลูกน้องของเจ้าของสวนแตงโมแหล่งปลูกใหญ่แห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงใน อ.ศรีสงคราม คลุกคลีทำสวนอยู่กับนายจ้างมาตั้งแต่อายุ 15 ปี มีหน้าที่ควบคุมให้ปุ๋ยแตงโมนาน 22 ปี สามีจึงลาออกและชักชวนตนพร้อมญาติพี่น้องกว่า 10 ราย หันมาปลูกแตงโมเป็นธุรกิจอาชีพหลักเครือข่ายญาติมานานร่วม 10 ปี จนทำให้ผลผลิตแตงโมมีผลใหญ่สุดน้ำหนักมากถึง 9-10 กิโลกรัมต่อลูก พร้อมเสาะหาตลาดแหล่งขายผลผลิตทางโซเซียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค และเครือข่ายกลุ่มไลน์พ่อค้าขายส่ง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเอง

น.ส.มุกดา หรือ “เจ๊มด” กล่าวว่า เริ่มทดลองปลูกแตงโมกับสามีในที่นาตนเองใน ต.หนองดุด อ.นาหว้า ก่อน 2 ไร่ ลองถูกลองผิดจึงขยับขยายมาเช่าพื้นที่ปลูกริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าวัดพระธาตุท่าอุเทน อีกจำนวน 10 ไร่ เหตุที่ต้องย้ายพื้นที่ปลูกจากโซน อ.นาหว้า อ.ศรีสงคราม และ อ.ท่าอุเทน หันเหมาปลูกในพื้นที่ ต.หนองญาติ อ.เมือง รวมพื้นที่ 300 ไร่นั้น เพราะแตงโมจะปลูกในพื้นที่เดิมได้แค่ 2 ปีเท่านั้น ต้องย้ายพื้นที่ปลูกไปแหล่งใหม่ อีกทั้งในพื้นที่เดิมมักจะมีการระบาดของเพลี้ยไฟที่มากับลมมาเกาะยอดใบดูดน้ำเลี้ยง ซึ่งอาจทำให้สวนแตงโมเสียหายหนัก ไม่คุ้มเสี่ยงกับการลงทุนแต่ละครั้ง ที่ต้องใช้ทุนเริ่มแรกในการลงทุนปลูกใหม่ตกไร่ละ 18,000-20,000 บาท

เกษตรกรหญิงวัย 31 ปี กล่าวต่อไปว่า ก่อนย้ายพื้นที่ปลูกแตงโม ตนจะค้นหาข้อมูลพื้นที่ปลูกผ่านทางดาวเทียม GPS เน้นค้นหาพื้นที่ปลูกที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะแตงโมต้องการน้ำมาก และต้องเป็นพื้นที่โนนที่น้ำไม่ท่วมขังในฤดูฝน จนได้พิกัดที่ต้องการ เฉพาะตนเริ่มแรกจึงมาเช่าพื้นที่ปลูก 30 ไร่ ตกไร่ละ 700-1,000 บาทต่อปี ห่างถนนทางหลวงชนบทสายหนองจันทร์-ดงโชค ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ใกล้ห้วยบังกอและห้วยบังฮวก โดยพื้นที่เดิมเป็นป่ายูคาลิปตัส จึงใช้รถไถเปิดหน้าดิน ไถคราด ไถพรวนปั่นดินให้ร่วนซุยรวม 7 รอบ ก่อนยกร่องแปลงให้สูงจากดิน 15 เซนติเมตร แต่ละแปลงยาว 50 เมตร ความยาวกว่า 200 เมตร โดยมีถนนคันกลางเพื่อให้รถไถบรรทุกผลผลิตออกมา

“แตงโมที่ปลูกมี 6 สายพันธุ์ มีพันธุ์ศรีจันทร์ รันรัน โบอิ้ง ซ่อนญ่า กินรี และตอปิโด เน้นปลูกสายพันธุ์ที่มีเนื้อสีเหลือง ตลาดมีความต้องการสูง หลังซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้าน ว.สกล ใน จ.สกลนคร กระป๋องละ 725 บาท 1 กระป๋องปลูกได้ 1 ไร่ หลังเพาะเมล็ดในถาดได้ 2 สัปดาห์ จึงเริ่มลงมือปลูกวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 24,000 ต้น เนื้อที่ 30 ไร่ โดยใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นมากถึง 700 กระสอบ โดยต่อท่อพีวีซีขนาด 3 นิ้ว และท่อพีอีรอบสวน ใช้ผ้ายางพลาสติกสีดำคลุมแปลง เพื่อให้หน้าดินมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา ขณะปล่อยน้ำทางท่อสายยางมีรูทุกจุดรดแปลง ที่มีขนาดความกว้าง 1.2 เมตร” เกษตรกรหญิงนักปลูกมืออาชีพกล่าว

เจ๊มด กล่าวด้วยว่า การปลูกแตงโมหลังปลูกได้ 10 วัน ตนต้องตระเวนตัดยอดทิ้งทุกต้น ซึ่งเป็นงานละเอียดดูแลทุกต้น และหมั่นให้น้ำให้ปุ๋ยตามร่อง หากต้นไหนให้ผลมากก็จะเด็ดทิ้งให้เหลือแค่ต้นละ 2 ลูก และต้องสังเกตช่วงระหว่างเครือที่มีข้อราก หากให้ผลอยู่ถัดจากข้อ 15-16 ก็จะได้แตงโมผลโตน้ำหนักแต่ละลูก 7-9 กิโลกรัมเลยทีเดียว พันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีลูกโตตามต้องการเป็นพันธุ์ศรีจันทร์ และพันธุ์รันรัน บางลูกที่สมบูรณ์มีน้ำหนักมากถึง 12 กิโลกรัม การปลูกแตงโม 30 ไร่เที่ยวนี้ ตนและสามีใช้เงินลงทุนมากถึง 800,000 บาท ล่าสุดเพิ่งทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้วันละ 8-10 ตัน ทำเงินตกวัน 80,000-100,000 บาท คาดว่าจะได้ผลผลิต 140-150 ตัน หลังเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ใช้เวลาแค่ 2 เดือน จะทำเงินให้ 2 ล้าน หักต้นทุนจะเหลือกำไรประมาณ 1.2 ล้านบาท

น.ส.มุกดา ยังระบุด้วยว่า แตงโมที่สวนแห่งนี้ ในกลุ่มเครือญาติที่ปลูกรวมกันในบริเวณใกล้เคียงมากถึง 300 ไร่ จะทยอยออกเป็นรุ่นๆ และมีพ่อค้ารายใหญ่ใน จ.ราชบุรี นำรถกระบะมาบรรทุกแตงโมได้มากถึงคันละ 4 ตัน วันละ 5-6 คัน ต่อวัน 15-20 ตัน หน้าสวนจะขายส่งกิโลกรัมละ 7-8 บาท พ่อค้าจะนำไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 10-15 บาท ซึ่งพื้นที่ปลูกตรงนี้เน้นเกรดเอมีคุณภาพ รสชาติ กรอบหอม หวานฉ่ำ ที่สำคัญเนื้อแน่น และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดยาวถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีหน้าเลยทีเดียว ผู้สนใจเทคโนโลยีและขั้นตอนการปลูก หรือต้องการซื้อผลผลิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 092-674-8382