ชาวนาออกร้านคึกคัก ระดมสินค้าร่วมเทศกาลของขวัญจากข้าว19-30ธค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249486

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการจัดกิจกรรมส่งสุขปีใหม่ด้วยใจเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 นั้น กรมการข้าวจึงได้จัดงาน “เทศกาลของขวัญจากข้าว ตลาดข้าวชาวนา ส่งความสุขปีใหม่ 2560 ด้วยข้าวคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 19-30 ธันวาคม 2559 ณ โรงเรียนข้าวและชาวนา กรมการข้าว

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้จักข้าวไทยหลากหลายชนิดพันธุ์ที่มีโภชนาการโดดเด่น และเลือกบริโภคข้าวเป็นโภชนาบำบัดสอดคล้องกับความต้องการ ด้วยจุดแข็งของข้าวไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้มีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย สามารถคัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้อย่างยืดหยุ่นกับสถานการณ์เพาะปลูกข้าว อีกทั้งสนองความต้องการของตลาดได้อย่างครบวงจร และเป็นการเพิ่มช่องทางจัดหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการช่วยเหลือชาวนา ที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกันผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวได้อย่างหลากหลาย ด้วยคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

สำหรับกิจกรรมภายในงานนั้น ประกอบด้วย การออกร้านค้าสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว อาหาร เครื่องดื่มของเกษตรกร ผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ และร้านศาลาข้าวไทยของกรมการข้าว จำนวน 50 ร้าน มีข้าวพันธุ์เด่น เช่น ข้าวทับทิมชุมแพและข้าวมะลินิลสุรินทร์ ซึ่งกรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ในปีนี้ ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น เวชสำอางนาโนจากสารสกัดข้าว สมุนไพรออร์แกนิค สบู่น้ำมันรำข้าว ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น เมอแรงค์และคุ๊กกี้ไรซ์เบอรี่ ชาข้าว ข้าวหลาม กระยาสารท เป็นต้น

กรมการข้าวยังได้จัดกิจกรรมการสาธิตการสีข้าวสด การแปรรูปเมนูจากข้าวโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00- 12.00 น. อาทิ เมนูซูชิจากข้าว กข 45 ปั้นขลิบแป้งข้าวสังข์หยด งบข้าวหมกเห็ดสามอย่าง สมูธตี้ข้าวกล้องงอก ข้าวเม่าหมี่ ข้าวจี่หลากสี เป็นต้น การหุงข้าวพันธุ์ต่างๆ และแจกผลิตภัณฑ์ อาหารแปรรูปจากข้าวให้ผู้ร่วมงานชิมฟรี บริการรถโมบายยูนิตสำหรับให้ความรู้ ปรึกษาปัญหาโรคและแมลง

นอกจากนี้ ยังมีบริการห่อของขวัญและกระเช้าปีใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการส่งความสุขให้คนที่รัก ด้วยความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ด้วยสินค้าข้าวคุณภาพดีจากใจกรมการข้าว และชาวนาผู้ผลิตข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ

ฟรี!เปิดคอร์สสอนปลูกผัก4รุ่น สอนคนเมืองใช้ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249485

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการ “เศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรกับสังคมเมือง” เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกผักในพื้นที่จำกัดให้กับประชาชนในชุมชนเมือง เป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยกรมฯจะจัดฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกผักและการเลือกชนิดของผักให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ปลูกที่เหมาะกับพื้นที่จำกัด การเลือกใช้ระบบน้ำที่เหมาะกับพื้นที่และพืชผักที่ปลูก เช่น ระบบมินิสปริงเกอร์ ระบบไมโครสเปรย์ ระบบน้ำหยด เป็นต้น พร้อมให้คำแนะนำการดูแลรักษาและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยมีตัวอย่างการปลูกผักสวนครัวในพื้นที่จำกัดให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.การปลูกผักในแปลงขนาดเล็กแบบผสมผสาน ได้แก่ กะเพราะ ตะไคร้ พริก และผักชีฝรั่ง 2.การปลูกผักในแปลงขนาดเล็กแบบชนิดเดียว ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า 3.การปลูกผักแนวตั้งแบบตาข่าย ได้แก่ กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ผักชีฝรั่ง แตงกวา หรือถั่วฝักยาว และ 4.การปลูกผักแนวตั้งแบบกระบะ ได้แก่ กะเพรา ตะไคร้ พริก ผักชี ผักชีฝรั่ง และสะระแหน่

ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครประชาชนที่สนใจเข้ารับการอบรมนำร่องก่อน 4 รุ่น รุ่นละ 50 คน เป็นของขวัญปีใหม่ 2560 ฟรี ดังนี้ รุ่นที่ 1 วันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2560 รุ่นที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2560 รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 และรุ่นที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2560 ผู้สนใจติดต่อหรือยื่นใบสมัครได้ที่ กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร.0-2561-4878 หรือดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.royalagro.doae.go.th

เดินหน้าจัดรูปที่ดินหนองคาย l ประเดิมหมื่นไร่-พร้อมขยายอีก3หมื่นรับเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249489

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางมณี วงศ์ษาพาน หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จ.หนองคาย ได้พิจารณาพื้นที่เหมาะสมเข้าโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยบังพวนครอบคลุม ต.หนองนาง อ.ท่าบ่อ และ ต.พระธาตุบังพวน อ.เมือง ประมาณ 8,000 ไร่ และเขตรับน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหินโงม ต.หินโงม อ.เมือง ประมาณ 6,550 ไร่

สำหรับพื้นที่รับน้ำจากอ่างห้วยบังพวน ได้ทำการจัดรูปที่ดินมาตั้งแต่ปี 2548 มีโครงสร้างพื้นฐานคือ คูส่งน้ำ และทางลำเลียงการเกษตร กลุ่มผู้ใช้น้ำเข้มแข็งเหมาะที่จะเข้าไปพัฒนาการเกษตร จึงได้จัดชี้แจงเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเกษตรเขตเศรษฐกิจ (Zoning) การเกษตรแปลงใหญ่ และนโยบายการตลาดนำการผลิตให้เกษตรกรตระหนักถึงการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด การสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งเพื่อซื้อและขาย บริหารการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ ขณะนี้มีเกษตรกรขอเข้าร่วมโครงการ แล้วจำนวน 220 ราย จากเกษตรกรทั้งหมด 700 ราย

ส่วนเขตรับน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหินโงม มีพื้นที่รับประโยชน์ 6,550 ไร่ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายให้ดำเนินการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม โดยจัดทำคูส่งน้ำ ถนน เข้าไปในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระดับแปลงเกษตรกรรม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 500,000 บาท เพื่อดำเนินการสำรวจภูมิประเทศและแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยเฟสแรกจะเริ่มที่ 1,700 ไร่

นอกจากนี้ในอนาคตของ สำนักงานจัดรูปที่ดินหนองคาย จะดำเนินการจัดรูปที่ดินสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 4 สถานี คือ พื้นที่รับน้ำจากลำน้ำห้วยหลวงจำนวน 11,510 ไร่ ในเขต ต.ชุมช้าง อ.โพนพิสัย พื้นที่ห้วยโมง จำนวน 5 เฟส รวม 10,000 ไร่ ในเขต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย พื้นที่โครงการฝายห้วยทอนตอนล่าง 4,450 ไร่ ในเขต ต.โพธิ์ตาก อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย และจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมโครงการหินโงม 4,850 ไร่ ในเขต ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย รวมเนื้อที่จัดรูปที่ดินในอนาคตทั้งหมด 30,810 ไร่

สศก.หนุนภารกิจสำรองข้าวฉุกเฉิน สร้างความมั่นคงทางอาหารชาติภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249491

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม” มีผลบังคับใช้ สศก.ชี้เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย พุ่งเป้าสนับสนุนภารกิจตาม “ความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉิน” สร้างความมั่นคงทางอาหารในยามวิกฤติ

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อประเด็นความมั่นคงทางอาหารมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาผลกระทบจากความไม่มั่นคงด้านอาหารแก่ประชาชนในยามที่เกิดภาวะวิกฤติ โดยได้ร่วมกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนริเริ่มการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนตั้งแต่ปี 2545 และได้พัฒนาให้เป็นโครงการนำร่อง จนกระทั่งได้ดำเนินการจัดทำเป็น “ความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม” (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve Agreement) ซึ่งรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศร่วมกับประเทศบวกสาม ประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ร่วมลงนามในความตกลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 เพื่อจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR)

การจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERR มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นกลไกในการจัดการระบบสำรองข้าวและระบายข้าวเมื่อเกิดความจำเป็นในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน สำหรับช่วยเหลือประเทศสมาชิกด้านมนุษยธรรม รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม ซึ่งต่อมาที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีเกษตรของประเทศบวกสาม ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของไทยให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ สศก. เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ในประเทศไทย

สศก. ในฐานะหน่วยประสานงานหลักของไทยสำหรับ APTERR จึงได้ดำเนินการเสนอให้มีการตรา “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. 2559” เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย และให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยได้รับเอกสิทธิ์และการอำนวยความสะดวกในการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย โดย พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ทำให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การที่ไทยได้ดำเนินการเพื่อออกกฎหมายสำหรับการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้แก่สำนักเลขานุการ APTERR และเจ้าหน้าที่ จะช่วยสนับสนุนให้สำนักเลขานุการ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายการเกิดความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติฉุกเฉิน ให้ความช่วยเหลือรัฐสมาชิกในด้านมนุษยธรรมโดยไม่เป็นการบิดเบือนตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ นอกจากนี้
ยังเป็นการส่งเสริมบทบาทนำของไทยด้านความมั่นคงด้านอาหาร ในระดับภูมิภาคและระดับโลกอีกด้วย

เตือนระวัง‘หนอนหัวดำ’ระบาด สวนปาล์มน้ำมัน-มะพร้าวเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249487

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน ในช่วงอุณหภูมิลดต่ำลง มีลมกระโชกแรง และก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ให้เฝ้าระวังหนอนหัวดำมะพร้าว โดยในสวนมะพร้าวจะพบตัวหนอนแทะกินผิวใต้ทางใบ หากรุนแรงจะพบหนอนทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ส่วนในสวนปาล์มน้ำมัน จะพบหนอนหัวดำมะพร้าวเลือกทำลายมะพร้าวก่อน แล้วจึงเข้าทำลายต้นปาล์มน้ำมันที่อยู่ข้างเคียง ลักษณะการทำลายเช่นเดียวกันกับมะพร้าว

ทั้งนี้ควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรมและวิธีกล ให้ตัดใบที่มีหนอนไปเผาทำลายทันที ไม่ควรย้ายต้นพันธุ์มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน หรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด ส่วนชีววิธีในการกำจัด ให้ปล่อยแตนเบียนโกนีโอซัสและบราคอน ในอัตราชนิดละ 200 ตัวต่อไร่ ประเมินสถานการณ์ทุก 7 วัน เพื่อกำหนดเขตควบคุมไม่ให้ระบาดวงกว้าง และให้พ่นแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซีส (บีที) ด้วยเครื่องพ่นแรงดันน้ำสูงให้ทั่วทรงพุ่ม อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นช่วงเย็นหลีกเลี่ยงแสงแดด

การใช้สารเคมีในมะพร้าวต้นสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ให้ใช้สว่านเจาะรูที่ลำต้นสูงจากพื้นดิน 1 เมตร เอียงลง
45 องศา ลึก 10 เซนติเมตร เจาะ 2 รู ให้รูอยู่ตรงข้ามกันและต่างระดับกันเล็กน้อย จากนั้นให้ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซีเข้มข้น ไม่ผสมน้ำฉีดเข้าลำต้น อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ 15 มิลลิลิตร และปิดรูด้วยดินน้ำมัน แต่ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาลโดยเด็ดขาด

สำหรับมะพร้าวที่สูงน้อยกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล ให้พ่นด้วยสารเคมีฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสปินโนแซด 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน หากปล่อยแตนเบียน ให้ปล่อยหลังพ่นสารเคมี 2 สัปดาห์

รมช.เกษตรฯถือฤกษ์เข้ากระทรวง06.45น. ยันขอเดินหน้าสานแนวคิด’บิ๊กฉัตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249435

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 10.19 น.
“ ชุติมา “ ถือ ฤกษ์ 6.45  น.  เข้าสักการะสิ่งศักสิทธิ์ และทำงานวันแรกในตำแหน่งรมช. เกษตรฯ ยันพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับเกษตรฯ ขอเป็น คนสานงานตามแนวคิด “ฉัตรชัย”  ขณะที่ “ บิ๊กฉัตร” มอบงาน ให้ดู เรื่องข้าว และมาตรฐานสินค้า เชื่อ ทำงานเข้าขา

20 ธ.ค. 59 เวลา 6.45 น. น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่  ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในกระทรวงเกษตรฯ ก่อนเข้าทำงานในตำแหน่งรมช. เกษตรฯ เป็นวันแรก  โดยมี นาย ธีระภัทร์ ประยูรสิทธิ์  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ พลเอกปฐมพงศ์ ประถมภัฏ และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯให้การต้องรับ

โดยนางสาวชุติมา ได้เริ่มสักการระพระภูมิเจ้าที่ เป็นที่แรก จากนั้นได้สักการะศาลเท้าเวสสุวรรณ ศาลตา-ยาย และพระพิรุณทรงนาคซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง โดยระหว่างที่มีการคล้องพวงมาลัย สักการะพระพิรุณทรงนาคนั้น นางสาวชุติมา ได้ขอให้นายธีระภัทร พร้อมข้าราชการและทีมงานที่มาให้การต้อนรับร่วมกันคล้องพวงมาลัยให้แก่พระพิรุณ ซึ่งนางสาวชุติมา บอกว่า อยากให้ร่วมกันคล้องพวงมาลัยให้พระพิรุณ เพราะถือเป็นการร่วมมือร่วมใจกันบูรณาการการทำงานร่วมกันในเบื้องต้น

ทั้งนี้ นางสาวชุติมา ได้ให้สัมภาษณ์กับสือมวลชนภายหลังจากกาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า เบื้องต้น พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ได้มอบหมายงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตร วันนี้ถือเป็นการทำงานวันแรก โดยส่วนตัวมองว่า  เข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรในระยะนี้ ถือเป็นจังหวะที่ค่อนข้างดี เพราะเป็นช่วงที่รัฐมนตรีว่าการฯได้มีการวางกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว 5 ปี ซึ่งถือว่ากระทรวงเกษตรมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก และในเรื่องของการทำงานหลังจากนี้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ฯเป็นผู้คิด ส่วนตนจะเป็นผู้รับมอบนโยบายและแนวความคิดมาดำเนินการต่อ

ในส่วนของเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการหลังจากเข้ารับตำแหน่งนั้น นางสาวชุติมา กล่าวว่า เป็นในเรื่องปากท้องและการทำงานหากินของเกษตรกรเป็นหลัก โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับข้าราชการทีมีอยู่ของกระทรวงเกษตร และก่อนหน้านี้ ในฐานนะคนนอกกระทรวงที่มองบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซึงจากนี้ไปเชื่อว่าการทำงานจะร่วมกันจะทำให้การแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สำหรับงาน ที่ตนจะอย่างดำเนินการและมองไว้ คือการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น โดยจะเน้นหนักการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพใเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ร่วมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพราะแนวทางการเเก้ปัญหาภาคการเกษตร นอกจากจะต้องผลิตสินค้าให้มีคุณภาพจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับสินค้าทางการเกษตรไทยอีกด้วย

ด้านพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างเดินขึ้นห้องทำงานและพบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรเป็นครั้งแรกว่า เบื้องต้นในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร จะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องข้าวครบวงจร เนื่องจากในช่วงที่เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายและบริหาจัดการข้าว หรือนบข. มาก่อน จึงสามารถเริ่มทำงานได้ทันที่ เพราะรู้ถึงเเผนการทำงานและยุทธศาสตร์ข้าวที่จัดเจน เชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างครบวงจรได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมาศึกษางาน เพราะกรอบการทำงานของรัฐมนตรีหลังจากนี้ เหลือเวลาค่อนข้างน้อยจึงจำเป็นต้องคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ มาร่วมทำงานให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในส่วนของนโยบายกระทรวงเกษตร ที่ให้มี 2560 เป็นปีแห่งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงอยากให้นางสาวชุติมา มาดูแลเรื่องมาตรฐานสินค้า เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศให้ได้ และเชื่อว่า จะสามารถทำงานได้ดีกว่าที่ผ่านมา

 

เตือนไฟไหม้สวนยาง กยท.ย้ำภาคเหนือ-อีสานเฝ้าระวังใกล้ชิดช่วงหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249321

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ในช่วงเดือนธันวาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศค่อนข้างแห้ง ตอนเช้ามีอากาศค่อนข้างเย็น และช่วงสายจะมีอากาศร้อน แสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา หรือสวนยางพาราได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ปลูกยางแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางควรดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การคลุมโคนต้นยางด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ซังข้าวโพด เป็นต้น จัดวางให้มีระยะห่างจากต้นยางประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง รวมทั้งการป้องกันไฟไหม้สวนยาง ด้วยการกำจัดวัชพืชระหว่างแถวยาง ซึ่งในช่วงหน้าแล้ง อาจมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้สวนยางค่อนข้างสูง จึงควรทำแนวกันไฟ เพื่อเป็นการป้องกันไฟที่ลุกลามมาจากบริเวณข้างเคียงที่อยู่ติดกับสวน สามารถทำได้โดยการไถ หรือขุดถากวัชพืชและเศษซากพืชออกเป็นแนวกว้างไม่ต่ำกว่า 3 เมตร รอบบริเวณสวนยาง ในกรณีสวนยางขนาดใหญ่ควรทำแนวกันไฟ ทุกๆ 100 เมตร ภายในสวนระหว่างแถวยาง และกำจัดวัชพืชในบริเวณแถวยางออกให้หมดข้างละ 1 เมตร เพื่อป้องกันไฟไหม้ที่จะเกิดภายในสวนยางดร.กฤษดากล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีต้นยางที่ถูกไฟไหม้ไม่รุนแรง หรือต้นยางเล็กอายุระหว่าง 1-3 ปี เกษตรกรควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากในต้นยางอ่อนที่ได้รับแดดแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อส่วนที่รับแสงแดดไหม้เสียหาย และเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ แนะนำให้เกษตรกรใช้ปูนขาวผสมน้ำอัตรา 1:2 ทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทาลำต้น เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด ป้องกันต้นยางสูญเสียน้ำ และที่สำคัญ ป้องกันโรคและแมลงที่อาจเข้าทำลายได้ในเวลาต่อมา และในกรณีต้นยางที่ถูกไฟไหม้ไม่รุนแรง หากต้นยางถูกไฟไหม้แล้ว ถ้าเปลือกต้นยางบริเวณที่ถูกไฟไหม้แสดงอาการแตกออกมา ให้ใช้มีดคมๆ ปาดเอาส่วนที่เสียหายออก แล้วทายาป้องกันเชื้อรา และสารเคมีรักษาเนื้อไม้ทาซ้ำอีกครั้ง จะทำให้รอยแผลหายสนิทได้เร็วขึ้น หากต้นยางในสวนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนไม่อาจรักษาหน้ายางได้เกิน 40% ของทั้งสวน ควรทำการปลูกใหม่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยที่ท่านสะดวก

สั่งเกาะติดสถานการณ์ฝนต่อเนื่อง เตรียมพร้อมรับมือถล่มซ้ำภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249318

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบน้ำท่วมในภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันหลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และกรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ อ.เคียนซา อ.บ้านนาเดิม และ อ.บ้านนาสาร ยังคงมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตรริมแม่น้ำตาปีบางแห่ง แต่ระดับน้ำในแม่น้ำตาปียังคงมีแนวโน้มลดลง ส่วน อ.พุนพิน ระดับน้ำยังคงท่วมขังที่ลุ่มต่ำ

จ.นครศรีธรรมราช ระดับน้ำในตัวเมืองและพื้นที่โดยรอบลดลงสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตรบางแห่ง สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีระดับน้ำลดลง คลองระบายน้ำสายต่างๆ ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง การระบายน้ำจะใช้ประตูระบายน้ำตามแนวคันกั้นน้ำแบ่งน้ำเค็ม-น้ำจืดระบายน้ำออกจากพื้นที่ แต่ยังมีพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนที่ไม่สามารถระบายออกได้ ต้องใช้เครื่องสูบน้ำในการระบายน้ำ

จ.สงขลา ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ และ อ.สทิงพระ โดยมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตชุมชนริมทะเลสาบ แนวโน้มระดับน้ำลดลง ถนนสายหลักและพื้นที่เศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ พื้นที่ส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักในระยะนี้ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่า ยังมีแนวโน้มที่ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งกรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทานเฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เผาทิ้งลอตใหญ่‘เนื้อสัตว์’ลอบนำเข้า เกษตรฯสั่งเข้ม4มาตรการสกัด-ป้องกันโรคระบาดเข้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249322

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ ทำลายสินค้าปศุสัตว์ที่ลักลอบนำเข้า มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท พร้อมเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันโรคระบาดที่อาจจะเข้ามาภายในประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ ได้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เข้ามาราชอาณาจักร โดยให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งได้มีการบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และกรมศุลกากร โดยในส่วนของกรมศุลกากรยังได้มีข้อตกลงความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีลักลอบนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งหากกรมศุลกากรมีการจับกุมสินค้าปศุสัตว์ได้ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่และมอบสินค้าของกลางให้แก่กรมปศุสัตว์เพื่อดำเนินการต่อไป

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิด มีผลการจับกุมและดำเนินคดีลักลอบนำเข้าสินค้าอย่างผิดกฎหมาย ตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน จำนวนทั้งสิ้น 131,461 กิโลกรัม มูลค่ามากกว่า 20 ล้านบาท แบ่งออกเป็น เนื้อโคกระบือแช่แข็ง จำนวน 72,614 กิโลกรัม เครื่องในโคกระบือแช่แข็ง จำนวน 4,547 กิโลกรัม และขาไก่และชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง จำนวน 54,300กิโลกรัม ซึ่งเนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้ มีความเสี่ยงที่จะนำโรคระบาดและอาจมีสารตกค้างปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมทั้งอาจมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อปศุสัตว์ภายในประเทศ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้จัดให้มีพิธีทำลายสินค้าปศุสัตว์ของกลางดังกล่าวทั้งหมด ที่ด่านกักกันสัตว์นครสวรรค์ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ซึ่งถือเป็นการทำลายของกลางครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ขณะที่การดำเนินการปราบปรามการลักลอบที่ผ่านมาในช่วง 2 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึงปัจจุบัน ได้จับกุมดำเนินคดีทั้งสิ้น 199 คดี จำนวนของกลาง 2,063,675 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 217 ล้านบาท ซึ่งผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีอาญา มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท และโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งที่ผ่านมาศาลได้มีคำสั่งพิพากษาให้ยึดรถยนต์ของกลางของผู้กระทำผิดด้วย

สำหรับแผนปฏิบัติการในระยะต่อไปนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์มี 4 แผนงานและมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ ได้แก่ 1) การสุ่มตรวจสอบห้องเย็น โดยจัดชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจสอบห้องเย็นที่คาดว่าจะมีการลักลอบนำซากสัตว์เข้ามาเก็บไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต 2) การลาดตระเวนหาข่าวบริเวณแนวชายแดน หรือช่องทางที่คาดว่าจะมีการลักลอบ ตลอดจนตั้งจุดตรวจสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายเนื้อและเครื่องในโค-กระบือแช่แข็งจากต่างประเทศ 3) การขอความร่วมมือไปยังศุลกากร ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการ และ 4) การจัดชุดทำงานเฉพาะกิจร่วมกับกรมประมงและกรมวิชาการเกษตร เพื่อเข้าตรวจสอบสินค้าเกษตร ณ ร้านค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริมและขับเคลื่อนโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพและการปรับโครงสร้างการผลิตโคเนื้อภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าในปี 2564 จะสามารถเพิ่มจำนวนโค-กระบือภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อลดปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์อย่างผิดกฎหมายต่อไป

รักษ์เกษตร : ปลูกผักทนแล้ง รายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249320

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ในช่วงอากาศเริ่มหนาวเย็นแบบนี้ จะสามารถปลูกผักชนิดใดเป็นรายได้เสริมได้บ้างครับ และจะต้องดูแลรักษาอย่างไรครับ

จันธร รัตนาภิรมณ์

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ จากช่วงเวลาเริ่มเข้าสู่อากาศหนาวเย็นในขณะนี้ ปัญหาที่มักจะพบในทุกพื้นที่คือภัยแล้ง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าว ต้องหยุดการทำนาลงกันแบบระยะยาว ส่งผลให้ทุกพื้นที่ขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก จึงไม่สามารถทำการเกษตรใดๆ ได้ นอกจากพืชผักฤดูแล้ง หรือพืชผักที่ทนแล้งใช้น้ำน้อยมากที่สุด เพื่อให้ยังคงมีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ในการยังชีพเลี้ยงครอบครัวไปได้ การปลูกพืชตระกูลแตงตระกูลถั่ว พืชไม้เลื้อย และพืชอายุสั้น สามารถให้ผลผลิตได้ไว ทันต่อการออกจำหน่ายสู่ตลาด โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว ที่สามารถสร้างรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้งได้ดี ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตไวมีรายได้หมุนเวียนชัดเจน และยังสามารถบรรเทาค่าใช้จ่ายในครอบครัว จากการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการปลูกกินเหลือขายได้เป็นอย่างดี

ในสภาพอากาศแบบนี้ ต้องปลูกต้นไม้อื่นช่วย ทำให้อากาศเย็นลง โดยได้ร่มเงาจากต้นไม้อื่น ช่วยบังแดดในบางช่วงเวลา อากาศทุกสภาพ สามารถปลูกไม้ใหญ่ ไม้ป่าได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ช่วงนี้ ควรปลูกผักชี ผักบุ้ง ผักกาดหัว ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา ถ้าหากมีฝน อาจจะปลูกคะน้า มะเขือเปราะ มะเขือยาว กุยช่าย บวบเหลี่ยม ข้าวโพดหวาน หอมแดง ผักชีลาว ผักโขม ผักกาดขาว ผักกาดหอม พริก ส่วนที่ปลูกได้ มีน้ำเพียงพอ ก็เป็นประเภท ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลัก เป็นต้น

ผักที่ควรปลูกในฤดูร้อน ได้แก่ ผักที่ทนร้อนได้ดี และทนความแห้งแล้งพอสมควร ถึงแม้ว่าผักเหล่านี้ จะทนร้อนและความแห้งแล้งได้ แต่ก็ต้องรดน้ำ เช้า-เย็น ต้องพรวนดินแล้ว คลุมด้วยฟางข้าว เพื่อรักษาความชุ่มชื่นไว้ให้พอ เช่น ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดขาวใหญ่ ผักชี บวบ มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม น้ำเต้า แฟง ฟักทอง ถั่วพู คะน้า ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน มะเขือมอญ ถั่วเขียว และมันเทศ

ถั่วเขียว เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย ทนแล้งได้ดี

มันเทศ ต้องยกร่องให้สูง เพื่อให้ดินร่วนซุย

ต้นขจร หรือต้นดอกสลิด สามารถปลูกในช่วงแล้งได้ดี ปลูกง่าย ดูแลง่ายไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน สร้างรายได้ดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปีพืชเหล่านี้ เป็นทางเลือก ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ประสบกับภัยแล้งได้

แมงลัก โหระพา และผักเสี้ยนเป็นพืชผักที่ทนแล้ง และใช้น้ำน้อยแทนหารายได้จุนเจือครอบครัวในช่วงหน้าแล้งจะสามารถเก็บไปส่งขายในตลาดได้ 2-3 วันต่อครั้ง

บวบหอม เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อน การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของบวบหอมจะไม่แตกต่างกับการปลูกในช่วงเดือนอื่นๆ  หากเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ  จะเห็นว่าบวบหอมเจริญเติบโต และให้ผลผลิตดีกว่าพืชผักหลายชนิดที่ปลูกในช่วงนี้ บวบหอมเป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง ไม่ต้องฉีดพ่นสารเคมี ผลผลิตที่ได้มีความปลอดภัยต่อการบริโภค ประโยชน์ของบวบหอมยอดอ่อนและผลอ่อน ใช้ประกอบอาหารได้หลายตำรับ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส  รังบวบ หรือส่วนของผลแก่ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติใช้ขัดถูร่างกายและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภาชนะต่างๆ

ชะอม เป็นผักที่มีคนกินมากในปัจจุบัน ขายง่ายได้ราคา เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ทนต่อทุกสภาพอากาศได้ดี ทนแล้ง ทนฝน ทนหนาว สามารถเก็บยอดได้ทุกวัน เป็นรายได้ประจำวันเป็นอย่างดี ปลูกโดยเพาะเมล็ด และต้นแม่พันธุ์จะมีรากแก้ว เพื่อปลูกแบบถาวรกว่าใช้กิ่งพันธุ์

การดูแลรักษาน้ำหน้าดิน เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผักรอดตายจากการขาดน้ำ อาจใช้ฟาง หรือหญ้าแห้ง มาปกคลุมรักษาความชื้นหน้าดินไว้ ไม่ให้แสงแดดสลายความชื้นให้ระเหยไป โดยเอาฟางไปแช่น้ำก่อนสัก 1 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้ก็คลุมพื้นที่ต้นกล้าไม้ หรือใช้ฟางปูตั้งแต่ก้นหลุม และข้างหลุมด้วย

พืชผักเหล่านี้ เป็นพืชผักที่สนับสนุนการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอพียง  ปลูกและดูแลรักษาง่าย  ผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษ  มีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านโภชนาการ และใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใช้สอย ปลูกผักให้มีขายในหน้าแล้ง ได้ราคาดี  และเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

นาย รัตวิ