ระดมไก่สดเพิ่ม5ตู้1แสนกก. ลุย‘โสมขาว’ปั้นยอดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249787

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้เจรจาผลักดันการส่งออกไก่สดไทยไปเกาหลีใต้ในหลายๆเวทีอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท (MAFRA) และกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยา (MFDS) ของเกาหลีใต้ อนุมัติให้โรงงานไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 12 แห่งของไทย สามารถส่งออกไก่สดไปเกาหลีใต้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีการส่งออกสินค้าลอตแรกไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่สดไปเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกเมื่อปี 2547

สำหรับแผนการส่งออกไก่สดไทยไปเกาหลีใต้ จากการหารือผู้ส่งออกไก่สดของไทยทั้ง 12 บริษัท ทราบว่า หลังจากที่ส่งออกลอตแรกซึ่งเป็นสินค้าชิ้นส่วนปีกไก่สดแช่แข็งของ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 15,240 กิโลกรัม มูลค่า 1,733,550 บาทแล้ว ภายในธันวาคม ยังจะมีการส่งออกอีก 5 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนัก 106,644 กิโลกรัม มูลค่า 12,002,655 บาท และทยอยส่งสินค้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยไปเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายในปี 2560 คาดว่าจะมีการส่งออกประมาณ 40,000 ตัน มูลค่า 3,600 ล้านบาท

“ต้องถือว่าอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ประมาณการผลิตไก่เนื้อ 1,460 ล้านตัว แบ่งสัดส่วนเข้าโรงฆ่าคิดเป็น 82% เพื่อส่งออก อีก 18% เพื่อบริโภคในประเทศขณะที่ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น 51%, สหภาพยุโรป 39% อื่นๆ 10% โดยปริมาณการส่งออก 681,258 ตัน มูลค่าการส่งออกมูลค่า 88,428 ล้านบาท แบ่งเป็น สินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก 461,033 ตัน มูลค่า 68,882 ล้านบาท สินค้าไก่ดิบ 220,225 ตัน มูลค่า 19,546 ล้านบาท
ดังนั้นเมื่อไทยสามารถปลดล็อกการส่งไก่สดไทยไปยังเกาหลีใต้ได้แล้ว คาดการณ์ว่าในปี 2560 ประมาณการผลิตไก่เนื้อจะ
เพิ่มขึ้นเป็น 1,673 ล้านตัว โดยเป้าหมายการส่งออกการเติบโตของตลาดส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%”

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯขอเน้นย้ำไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคของสาธารณรัฐเกาหลีมั่นใจว่า จะดำเนินการตามเงื่อนไขการนำเข้าของเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นการผลิตไก่สดแช่เย็นแช่แข็งที่มีคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อที่ผู้บริโภคได้บริโภคไก่สดที่ได้มาตรฐานสากล

งัด2มาตรการสู้‘หนอนหัวดำ’ l สกัดลามจากสวนมะพร้าวถล่มปาล์มน้ำมันเสียหายยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249788

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับแจ้งรายงานพบการระบาดหนอนหัวดำมะพร้าวเข้าทำลายสวนปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะภาคใต้และตะวันออก อาทิ พื้นที่ ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เสียหายประมาณ 180 ไร่ เกษตรกร 18 ราย และมีแนวโน้มอาจแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง ซึ่งสาเหตุการระบาดเกิดจากหนอนหัวดำเข้าทำลายสวนมะพร้าวในบริเวณใกล้จนหมดแล้วจึงลุกลามเข้าไปทำลายต้นปาล์มน้ำมัน

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอแนะนำให้เกษตรกรป้องกันกำจัดโดยประยุกต์จากวิธีการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ดังนี้ 1.ตัดทางใบที่ถูกทำลายแล้วนำไปเผาทันที 2.ใช้เชื้อจุลินทรีย์ (บีที) ที่ได้มาตรฐานฉีดพ่น 3.ใช้แตนเบียนหนอนและแตนเบียนดักแด้ 4.ใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นและฉีดพ่นทางใบ เพื่อทำการควบคุมการระบาดเบื้องต้นจนกว่าจะได้ผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ได้กำหนดมาตรการในการดำเนินการควบคุมหนอนหัวดำ ดังนี้ มาตรการที่ 1 เฝ้าระวังสถานการณ์การระบาด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งที่ปลูกเป็นแปลงเดี่ยวหรือปลูกร่วมกับมะพร้าว หรือมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวใกล้เคียง กำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ให้สำรวจติดตามสถานการณ์และรายงานกรมส่งเสริมการเกษตรทุกสัปดาห์ หากพบการเข้าทำลายต้องให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่เกษตรกรทันที และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ทุกราย สำรวจติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ตนเอง หากพบการเข้าทำลายให้ตัดใบปาล์มน้ำมันเผาทำลายทันที ไม่ควรตัดแล้วทิ้งไว้ในพื้นแปลง เนื่องจากแมลงยังคงมีชีวิตและสามารถเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นได้ ในกรณีที่เกษตรกรต้องการป้องกันการเข้าทำลายไว้ก่อนสามารถใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปล่อยแตนเบียนควบคุมปริมาณ หรือการใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นหรือฉีดพ่นบริเวณทรงพุ่ม โดยขอคำแนะนำและการสนับสนุนแตนเบียนได้จากสำนักงานเกษตรจังหวัดที่ตั้งแปลง

มาตรการที่ 2 จำกัดวงพื้นที่ระบาดในพื้นที่วิกฤติและพื้นที่เสี่ยง โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับกรม
ส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการจำกัดวงการระบาดของหนอนหัวดำในพื้นที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ที่เป็นพื้นที่วิกฤติ (พบการระบาดรุนแรง) และพื้นที่เสี่ยง (พื้นที่บริเวณใกล้เคียง) ไม่ให้หนอนหัวดำระบาดขยายวงออกไป ด้วยการตัดวงจรการเจริญเติบโตของแมลงทุกระยะ โดยจัดทำเป็นพื้นที่ต้นแบบการควบคุมหนอนหัวดำในปาล์มน้ำมัน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันได้ศึกษาและนำไปดำเนินการในพื้นที่ของตน

ชาวนาเมินปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้ส่วนใหญ่ไม่มั่นใจปรับเปลี่ยน-เกษตรฯผุดแปลงสาธิตรับอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249673

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 ปีการผลิต 2559/60 โดยปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการ 25,963 รายพื้นที่ 254,827 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการให้การสนับสนุนตามเงื่อนไขโครงการเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด จึงได้สั่งการให้ทุกจังหวัดที่เกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงกระบวนการตลาด ร่วมกันดูแล และมีเจ้าหน้าที่ติดตามและรายงานให้ทราบผล การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ขณะที่สาเหตุที่เกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวลในเรื่องของการปลูกเนื่องจากไม่คุ้นเคย และสภาพดินบางพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูก จึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกษตรกรไม่เข้าร่วมโครงการอีก 1.75 ล้านไร่ ติดตามการเพาะปลูกเกษตรกรอย่างใกล้ชิดนอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังให้จัดทำแปลงทดสอบ สาธิต เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเรียนรู้ของชาวนาในการที่จะปรับเปลี่ยนในอนาคต เบื้องต้นกำหนดไว้ 6 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, ปราจีนบุรี, อยุธยา, ฉะเชิงเทรา, อ่างทอง และสระบุรี จังหวัดละ 50 ไร่

นายสมชายกล่าวต่อว่า สำหรับงานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 ปีการผลิต 2559/60 ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2559/60 ด้านการผลิต ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่บ้านวังน้ำขาว อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ นั้น จัดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และจะทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ โดยจะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ซึ่งภายในงานจะชมการแข่งขันการไถเตรียมดิน และเยี่ยมชมแปลงสาธิตพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน2,428 ราย พื้นที่ข้าวโพดในโครงการ ทั้งหมด 40,893 ไร่

แตกใบอ่อน : ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249669

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นาทีนี้คงต้องขอแสดงความยินดีและยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการกับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” คนใหม่ “ชุติมา บุณยประภัศร” หลังจากเข้าทำงานวันแรกไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

หากว่ากันตามชื่อชั้น สำหรับคุณชุติมาแล้วก็ต้องถือเป็นคนดีมีฝีมือคนหนึ่ง เพราะเคยผ่านงานตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมาย ตั้งแต่อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, อธิบดีกรมการค้าภายใน ก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา บนเก้าอี้ “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” ซึ่งถือเป็นจุดสูงที่สุดแล้วสำหรับชีวิตข้าราชการ

ขณะที่ผลงานก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทในการเจรจาปัญหาการเปิดตลาดข้าวและการกำหนดโควตาไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป (EU) รวมทั้งการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และ EU

นอกจากนี้ยังมีผลงานชิ้น “โบแดง” ชนิดที่อดีตรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่าง “บุญทรง เตริยาภิรมย์”และ “ภูมิ สาระผล” พร้อมกับข้าราชการพาณิชย์อีก 6 ราย ต้องจำไปจนวันตาย ก็คือ การลงนามในคำสั่งบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากกรณีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ “จีทูจีเก๊” รวมเบ็ดเสร็จกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ผลงานขนาดนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการ”คนใหม่ถอดด้ามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยิ่งดู “คอนเนกชั่น” ซึ่งเป็นถึงเพื่อนร่วมรุ่น “วปอ.” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ยิ่งต้องบอกว่า รัฐมนตรีหญิงคนนี้มีดีอยู่ไม่เบา

อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตากันต่อไปว่ารัฐมนตรีชุติมาจะสามารถงัดศักยภาพของตัวเองมาจัดการกับภาระหน้าที่ในกระทรวงเกษตรฯได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน เพราะแม้คุณชุติมาจะมีฝีไม้ลายมือในการทำงานค่อนข้างมาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นผลงานที่หนักไปทางด้านเศรษฐกิจเสียมากกว่า ขณะที่ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงด้านเศรษฐกิจหรือการตลาดเท่านั้น แต่กลับก็ครอบคลุมมิติปัญหาอย่างกว้างขวางทั้งด้านสังคม ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการเมืองทั้งภายในและภายนอกกระทรวง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกระทรวง “ปราบเซียน” เลยทีเดียว

โดยที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย ก็ต้องประสบมาด้วยตัวเองอยู่แล้วจากบรรดาบุคคลภายนอกที่ถูกดึงมาช่วยงานนับตั้งแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรี 3-4 ราย ไปจนถึงปลัด “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนเป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือไม่เบากันทั้งนั้น แต่พอมาอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ กระทั่งเป็นที่มาของการร้องขอเก้าอี้ “รัฐมนตรีช่วยว่าการ” จากนายกฯ และได้ตัวคุณชุติมามาช่วยงานนั่นแหละ

ที่พูดไม่ได้ต้องการปรามาสหรือ “ตั้งป้อม” กันล่วงหน้ากับการเข้ามาช่วยงานของรัฐมนตรีชุติมา แต่ที่ต้องพูดเพราะไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเท่านั้นเอง

คนดีมีฝีมือยืนอยู่เต็มรอบตัวก็ต้องใช้ให้เป็นครับ

ถ้าใช้ไม่เป็น ต่อให้ขนมาช่วยอีกกี่ร้อยคนก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ

มะลิลา

เตรียมชงครม.อนุมัติ เคลื่อน4ยุทธศาสตร์ พัฒนาเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249670

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการ ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1.การเสริมสร้างและจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม 2.การพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้าน 3.การเสริมสร้างเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์สู่สากล และ 4.การบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ปริมาณและมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ผลักดันให้เกิดการเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยกับมาตรฐานประเทศคู่ค้า และให้เกิดกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อย่างน้อย 760 กลุ่มทั่วประเทศ

นอกจากนี้ที่ประชุมมีข้อเสนอ อาทิ การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์รุ่นใหม่ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เสนอให้มีกองทุนในรูป Green Credit เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่ง สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะได้นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ให้สมบูรณ์ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

รุกพัฒนา‘หม่อนไหม’แปลงใหญ่ ดันงานวิจัยตอบโจทย์แนวทางลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249672

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยาอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการบูรณาการส่งเสริมเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของรัฐใน 2 จังหวัด ได้แก่เขตที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อ.ลานสัก จ.อุทัยธานีและบ้านคึมมะอุ ต.หนองว้า อ.บัวลายจ.นครราชสีมา โดยอาศัยกระบวนการประชารัฐและหลักการระบบเกษตรแปลงใหญ่ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตั้งแต่การส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิต เน้นการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีและเหมาะสมมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน สร้างแปลงหม่อนชุมชนต้นแบบเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้กับเกษตรกร ทั้งการเพิ่มปริมาณผลผลิต พัฒนารังไหม และเส้นไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน ที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตรด้วย รวมถึงการส่งเสริมให้มีการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม ได้สนับสนุนการนำผลศึกษาวิจัยที่ทำสำเร็จแล้วของ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปศึกษาวิจัยในระดับการปฏิบัติจริงของเกษตรกรในพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ วิธีการเพิ่มผลผลิตใบหม่อนโดยพิจารณาพันธุ์หม่อนที่เหมาะสมการเพิ่มผลผลิตด้วยการใช้เชื้อจุลินทรีย์ไมโคไรซ่าทดแทนปุ๋ยเพื่อให้ได้รับธาตุอาหารที่ต้องการ การตัดยอดอ่อนของต้นหม่อนเพื่อคัดใบหม่อนที่มีสารอาหารที่มีความสมบูรณ์และสารอาหารครบถ้วน นำไปเลี้ยงไหมวัยแก่ซึ่งจะทำให้หนอนไหมมีความแข็งแรงสมบูรณ์และมีความต้านทานโรคได้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

“การนำงานวิจัยตอบโจทย์มาศึกษาในพื้นที่แปลงใหญ่นั้น จะใช้วิธีการพิจารณาต้นทุนและผลกำไรของปัจจัยการผลิตต่างๆ มาเป็นตัวตั้ง เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่ามีความคุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้รับมากแค่ไหน จึงนำไปถ่ายทอดให้เกษตรกรได้เห็นจริง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งกรมหม่อนไหมพยายามผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้กำหนดแนวทางไว้ คือ การลดต้นทุนไม่น้อยกว่า 10% และเพิ่มผลผลิตไม่น้อยกว่า 10% เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด” นายวสันต์ กล่าว

รายงานพิเศษ : น้อมนำพระราชดำริพ่อ….แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249674

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำหลักอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ยังมีปัญหาในเรื่องน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งซ้ำซาก เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำได้มากเพียงพอที่จะใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในแต่ละปีของลุ่มน้ำยมมีมากถึง 4,129 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่สามารถเก็บกักไว้เพียง 406 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำยม แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ยังคงเป็นแค่ความฝันของคนส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำยมต่อไป…..

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ใช่ว่าไม่มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ กรมชลประทานจึงได้นำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะตามพระราชดำริ และทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะ ในท้องที่บ้านลู ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ความตอนหนึ่งว่า

“…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

กรมชลประทานได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการศึกษาที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม ทั้งนี้จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมสำหรับการสร้างอ่างเก็บน้ำได้ถึง 50 แห่ง แต่เมื่อพิจารณาศักยภาพที่จะสามารถก่อสร้างได้ มีประมาณ 22 แห่ง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งดังกล่าวเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้งหมด มีความจุในระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำยม และเมื่อรวมปริมาณความจุกับอ่างฯของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้แค่ 19% ของปริมาณน้ำท่าลุ่มน้ำยมเท่านั้นก็ตาม แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขานั้นๆได้ดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะหากรอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการต่อต้านสูง ก็ไม่รู้ว่าจะก่อสร้างได้เมื่อไหร่

“ในการจะพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความเหมาะสมทั้ง 22 แห่งดังกล่าว กรมชลประทานจะพิจารณาสร้างอ่างฯในพื้นที่ที่ประชาชนร้องขอ ไม่มีการต่อต้านก่อน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีก 1 ใน 22 แห่งที่มีความเหมาะสมและประชาชนในพื้นที่ร้องขอ ไม่มีการต่อต้านใดๆ ในทางตรงข้ามประชาชนให้การสนับสนุน ต้องการให้มีการก่อสร้างโดยเร็ว โดยสร้างปิดกั้นลำห้วยแม่แคม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำยม ที่บ้านแม่แคม หมู่ที่ 7 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากเมืองแพร่ไปทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 14 กิโลเมตรตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดิน มีความยาวของสันเขื่อน 358.56 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 9.00 เมตร ส่วนสูงที่สุดประมาณ 34.20 เมตร มีความจุที่ระดับน้ำเก็บกัก 8.57 ล้าน ลบ.ม.

ลำห้วยแม่แคม มีต้นกำหนดจากเทือกเขาผีปันน้ำ มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม. มีความยาวลำน้ำประมาณ 17 กิโลเมตร ที่ไหลจากพื้นที่เขาสูงชันทางด้านทิศตะวันออกของพื้นที่ ลาดเอียงลงมาสู่แอ่งที่ราบเมืองแพร่ ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่อ่างเก็บน้ำแม่แคม ผ่านเขตเทศบาลและพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอเมืองแพร่ ดังนั้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จนอกจากจะสร้างประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ทำให้มีน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ชลประทานกว่า 5,300 ไร่ ตั้งแต่ตำบลสวนเขื่อนจนถึงพื้นที่ในเขตตำบลกาญจนา อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ แล้ว ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองแพร่ ได้ในระดับหนึ่ง

รวมทั้งยังจะยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ด้านอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและระบบนิเวศน์ดีขึ้น ในส่วนของชาวบ้านยังจะมีรายได้เสริมจากการทำประมงอีกด้วย

นอกจากนี้ เนื่องจากอ่างฯแม่แคมอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภอเมืองแพร่ ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุช่อแฮ หรือพระธาตุอินแขวนจำลอง ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมแห้งใหม่ของจังหวัด สร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างอ่างฯแม่แคม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (IEE) โดยตัวเขื่อนจะไม่กระทบกับป่า แต่จะมีพื้นที่น้ำท่วมที่กระทบกับถนนหลวง ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกรมทางหลวง ในการตัดถนนใหม่หรืออาจจะสร้างเป็นสะพานซึ่งอาจจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม แต่สามารถดำเนินการศึกษาระหว่างการก่อสร้างได้ คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี จะแล้วเสร็จสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณปี 2564 ใช้งบประมาณการก่อสร้างรวมประมาณ 700 ล้านบาท

การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม แม้จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลน และปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ก็ยังอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะลุ่มน้ำสาขานั้นๆ ความจำเป็นในการพัฒนาลุ่มน้ำหลักยังจะต้องเดินหน้าต่อไป แม้ในวันนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้

แต่สักวัน…ความฝันของคนส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำยม ที่อยากจะเห็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำยมคงจะเป็นจริงได้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนประสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียว

‘บิ๊กฉัตร’กำหนด’11ยุทธศาสตร์’ เดินหน้าแก้ปัญหา’เกษตรไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249612

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.02 น.
21 ธ.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ มีแผนการดำเนินงานใน 11 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.การจัดโซนนิ่งพื้นที่ทางการเกษตร หรืออะกรีแมพ 2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งตั้งเป้าที่ 1,500 แปลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ 3.การส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรได้เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกต้อง 4.การบริหารจัดการการปลูกข้าวทั้งระบบ ซึ่งได้มีการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการดำเนินงาน ผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ข้าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า 5.การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 6.การส่งเสริมการเกษตรทั้งในส่วนของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือสมาร์ทอะคลีเจอร์ 7.การทำเกษตรทฤษฏีใหม่ 70,000 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือน ม.ค.นี้ และจะมีการเเจกพันธ์พืชและสัตว์ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 8.การวางเเผนป้องกันภัยแล้งและศัตรูพืช ซึ่งจะต้องมีความจัดเจนเป็นรูปธรรม 9 การกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทาน โดยตั้งเป้าปี 2560 จะต้องทำให้ครอบคลุมพื้นที่ 470,000 ไร่ รวมถึงจะมีการเสนอแผนการบูรณาการจังหวัด แก่กระทรวงมหาดไทย 490 โครงการ ในการกระจายน้ำให้แก่เกษตรกร 10.การขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในระดับภูมิภาค หรือซิงเกิลคอมมานด์ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี และยุทธศาสตร์ 5 ปีแรก คือระหว่าง ปี 2560 – 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ และ 11.สินค้าเกษตรปลอดภัย ซึ่งจะเร่งดำเนินการในทุกมิติ

อย่างไรตาม ในส่วนของแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยา ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการวางแผนลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังที่มีให้มีความสมดุล โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯ เข้ามาดูแลเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ข้าว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวโดยรวม ซึ่งจากนี้ไปจะมีเเผนการดำเนินงานชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ฟิชชิ่ง ล่าสุดจะมีการประเมินสถานการณ์เพื่อเดินทางไปให้ข้อมูลต่อทางสหภาพยุโรป (อียู) อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาดังกล่าว ทางรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเเสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาให้ทางอียูได้รับทราบถึงแนวทางการแก้ปัญหา ทั้งการแก้ปัญหาด้านแรงงาน การลงทะเบียนเรือประมง การตรวจสอบย้อนกลับ และการแก้กฏหมายประมง ซึ่งเบื้องต้นทางอียูที่เข้ามาตรวจความคืบหน้าก็ได้มีรายงานต่ออียูถึงความจริงจังในการแก้ปัญหาของฝ่ายไทยเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหา เพราะสามารถชี้แจงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางด้านของอียูจะเดินทางเข้ามาตรวจสอบความคืบหน้าการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายอีกครั้งในเดือน มี.ค.60

‘บิ๊กฉัตร’นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร แนะรมช.เกษตรคนใหม่-มอบงานให้รับผิดชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249587

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 11.18 น.
21 ธ.ค. 59 เวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวกระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์วันนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯพร้อมด้วยนางสาว ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯได้เข้าร่วม  ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นครั้งแรกในฐานะรมช.เกษตรฯ

โดยการประชุมในวันนี้ นอกจากจะเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้มอบหมายไปของหน่วยงานต่างๆภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ยังเป็นการแนะนำรัฐมนช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ รวมถึงการแบ่งงานงานที่จะต้องดำเนินการต่อจากนี้ ซึ่งเบื้องต้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นางสาวชุติมาดูแลเรื่องการแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ และการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยให้สามารถเเข่งขันได้ในอนาคต ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่วางไว้  โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พลเอกฉัตรชัย จะแถลงผลการให้ประชุมให้สื่อมวลชนรับทราบต่อไป

ส่องเกษตร : รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249492

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
12 รัฐมนตรี จากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ
ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เป็นที่เรียบร้อยเมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้สามารถที่จะเริ่มการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในเก้าอี้ใหม่ของแต่ละคนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว

ก็สรุปให้สั้นๆว่า 12 รัฐมนตรี จากการปรับครม.ครั้งล่าสุดเป็น“ประยุทธ์ 4”นี้ มีรัฐมนตรีใหม่ถอดด้ามซิงๆแค่ 4 คน ขณะที่อีก 7 คน เป็นการสลับเก้าอี้หรือสับเปลี่ยนกระทรวง และอีก 1 คน ก็เป็นรัฐมนตรีเก่าของรัฐบาลประยุทธ์ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ แล้วได้รับแต่งตั้งเข้ามาในกระทรวงใหม่

การปรับครม.ครั้งนี้ นอกจากสลับคนมานั่งทดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ 3 เก้าอี้คือ รมว.ยุติธรรม,รมว.ศึกษาธิการ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่ก็อยู่ในสายเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีใหม่ที่มาเสริมทีมเศรษฐกิจ ยังคงเป็นคนในสายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้น จึงไม่กระทบต่อโครงสร้างส่วนใหญ่ของรัฐบาล และสะท้อนว่า นายกฯบิ๊กตู่ยังคงให้ความไว้วางใจหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อยู่

ที่นี้มาว่ากันเฉพาะรัฐมนตรีใหม่ที่ต้องไฮไลท์ในคอลัมน์นี้คือ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร จากอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่เพิ่งเกษียณหมาดๆ ได้มานั่งเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่ากันว่าเป็นไปตามการเสนอของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายกฯบิ๊กตู่เองก็เห็นชอบด้วย เพราะรมช.เกษตรฯคนใหม่ผู้นี้ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.ของทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ฉัตรชัย

นั่นก็เป็นเรื่องของ“คอนเนกชั่น”ที่ทำให้รู้จักคุ้นเคยและไว้วางใจกันได้ แต่ก็ต้องอยู่ที่ฝืมือในการทำงานด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ช่วงแรกๆที่พล.อ.ฉัตรชัยนั่งเป็นรมว.พาณิชย์อยู่ ก็ได้นางสาวชุติมาที่เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี เป็นที่ไว้วางใจมาก

ขณะเดียวกันนางสาวชุติมายังมีบทบาทอย่างสูงในการตรวจสอบกรณีทุจริตโครงการจำนำข้าวในส่วนของการระบายขายข้าวแบบ “จีทูจี” เก๊ กระทั่งนำไปสู่การดำเนินคดีเอาผิดกับ 2 อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์“นายบุญทรง เตริยาภิรมย์-นายภูมิ สาระผล”กับพวก รวมถึงการเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านบาทจากนายบุญทรง-นายภูมิกับพวกรวม 6 คน ซึ่งนางสาวชุติมาได้เซ็นหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายดังกล่าวร่วมกับ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นการ“ทิ้งทวน”ก่อนเกษียณด้วย

นี่เป็นปูมหลังอย่างคร่าวๆ แต่สิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไปคือ นางสาวชุติมาจะมาทำหน้าที่ในฐานะรมช.เกษตรฯ
คนใหม่ เพื่อยังประโยชน์ให้กับภาคการเกษตรได้อย่างไรบ้าง

แน่นอนความที่เป็น“ลูกหม้อ”ขนานแท้จากกระทรวงพาณิชย์ เคยผ่านการเป็นอธิบดีทั้งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ,กรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าภายในมาก่อน จึงได้รับการคาดหมายว่า จะถูกวางบทบาทในการช่วยดูแลด้านการตลาดสำหรับผลผลิตการเกษตรต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาพืชผลหลักๆ หลายชนิดราคาตกต่ำอย่างหนัก…ก็น่าสนใจว่า จะช่วยอะไรได้ขนาดไหนและอย่างไรบ้าง

ขณะเดียวกันความที่เป็น“ข้าราชการ” มาทั้งชีวิต การทำงานก็เชื่อว่า “จะไม่หวือหวา” ทุกอย่างคงยึดไปตามระบบแบบแผน ซึ่งอาจไม่เป็นที่ทันอกทันใจในการแก้ไขปัญหานักก็ได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกนางสาวชุติมานี้ อย่างน้อยก็ได้คนที่พล.อ.ฉัตรชัยไว้วางใจมาช่วยในการทำงาน แบ่งเบาภาระต่างๆได้บ้าง เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาแทบจะหวังพึ่งใครไม่ค่อยได้มากนัก รวมถึงตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯเอง ที่จนทุกวันนี้ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการทำงานอยู่ไม่ขาดสาย กระทั่งมีกระแสข่าวการเปลี่ยนปลัดกระทรวงมาเป็นระยะๆ

ถึงตรงนี้ สำหรับคนที่จะเข้ามาทำงานช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในฐานะรัฐมนตรีคนใหม่ ผมก็ต้องขอให้กำลังใจไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันขอเตือนด้วยเช่นกันว่า“เส้นสาย”ข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวพันกับบางฝ่ายทางการเมืองนั้น “เขี้ยว” อยู่มากๆ ในฐานะที่ท่านก็เป็น“ข้าราชการ”มาทั้งชีวิต หวังว่าจะรู้เท่าทันและผลักดันให้งานในกระทรวงเดินหน้าไปตามนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้ได้

ขอเอาใจช่วยจริงๆครับ

สาโรช  บุญแสง