แล้งฉุด‘จีดีพี’ภาคเกษตรโงไม่ขึ้น สศก.มั่นใจปีหน้าขยายตัว-เตือนจับตาราคาน้ำมันพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250121

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามประเมินภาวะเศรษฐกิจการเกษตรประจำปี 2559 พบว่า หดตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งหากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช หดตัวร้อยละ 1.8 จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานและสภาพอากาศที่แปรปรวน ผลผลิตพืชสำคัญที่ลดลง อาทิ ข้าวมีผลผลิต 29.09 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2558 มันสำปะหลัง มีผลผลิตรวม 30.71 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 2.4 อ้อยโรงงาน มีผลผลิตรวม 97.34 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 10.5 ยางพารา มีผลผลิตรวม 4.38 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 0.9 ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตรวม 11.17 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 7.2 อย่างไรก็ตาม ราคาพืชที่สำคัญในปี 2559 อาทิ ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน ยางพารา และผลไม้ ปรับตัวดีขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากผลผลิตลดลง ขณะที่ความต้องการของตลาดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.8 โดยผลผลิตไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 6.6 8.7 2.2 และ 2.5 ตามลำดับ เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระบบมาตรฐานฟาร์มที่ดี และราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์ดี สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.5 โดยผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาโรคกุ้งตายด่วนคลี่คลายลง ประกอบกับเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี และใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานต่อโรคมากขึ้น ส่วนปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ ปลานิล และปลาดุก มีทิศทางลดลง

สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 0.5 เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลดลงจากปัญหาภัยแล้ง แม้ว่าเกษตรกรจะสามารถเพาะปลูกข้าวนาปีได้เพิ่มขึ้น แต่การจ้างบริการทางการเกษตรในภาพรวมยังคงลดลง สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2 จากผลผลิตไม้ยางพาราและไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายได้เกษตรกร เฉลี่ยเดือน มกราคม-ตุลาคม 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ยางแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน มังคุด เงาะ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ เพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.4-3.4 โดย สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 2.6-3.6 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.1-2.1 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ3.0-4.0 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2-3.2 โดยปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการบริหารจัดการแบบธุรกิจเกษตร พัฒนาการเกษตรที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี องค์ความรู้แบบองค์รวม รวมถึงสนับสนุนกระบวนการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ภาคเกษตรในปี 2560 ขยายตัว ช่วยยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในเรื่องของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2560 ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย อาจทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังประเทศจีนลดลง

ลุยยกระดับ‘วิสาหกิจชุมชน’ เดินเครื่องสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250118

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ด้านบริหารจัดการท่องเที่ยววิถีเกษตร ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรจากทั่วประเทศ จำนวน 200 คน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้มีความคิดเชิงรุก มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การจัดทำแผนและการวางแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจร สู่ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบดิจิทัล และภายหลังจากเข้ารับการอบรม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานท่องเที่ยวเชิงเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรจากทั่วประเทศทั้ง 200 คน จะนำเอาความรู้และประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ และการศึกษาดูงานจากวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและราชบุรี อาทิ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคา จังหวัดราชบุรี, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดข้าวโครงการศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวนอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านท่าแร้ง จังหวัดเพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มธนาคารต้นไม้บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ไปถ่ายทอดให้แก่วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจบริบทของการพัฒนาการเกษตรและพื้นที่ ให้มีศักยภาพรองรับและบริการนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี สามารถวิเคราะห์พื้นที่ จัดทำแผนบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ การเกษตรและชุมชน เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนสู่วิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร และทำการตลาดผ่านทางระบบดิจิทัล สามารถนำเสนอกิจกรรมและบริหารของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงเกษตรผ่านระบบออนไลน์ เช่น Facebook, LINE และ QR Code

ทั้งนี้ การยกระดับวิสาหกิจชุมชนสู่วิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น เป็นการสร้างตลาดใหม่เพื่อรองรับผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชน อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้วิถีเกษตรร่วมกันกับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรอย่างยั่งยืน” นายสุดสาคร กล่าวในที่สุด

เกษตรบูรณาการ : เริ่มต้นเปลี่ยนใหม่….มันคงมีอะไรดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250115

251598

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปีใหม่ 2560 ที่ได้แต่หวังว่าจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯ คงจะมีเรื่องดีๆ ที่ผ่านเข้ามา ให้นำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หลังจากมีรัฐมนตรีช่วยคนใหม่ ที่ว่ากันว่าจะรับมือกับเรื่องเก่าแต่จะขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ให้ได้ตามเป้าประสงค์ต่อไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่ามีการเคลื่อนไหว ในกระทรวงเกษตรฯ ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีการแต่งตั้ง รมช.เกษตรฯ “ชุติมา บุณยประภัศร” อย่างเป็นทางการ  ซึ่ง รมช. เกษตรฯ คนใหม่ ได้ถือฤกษ์ 06.45  น. วันอังคารที่ 20 ธันวาคม เข้าสักการะสิ่งศักสิทธิ์ และทำงานวันแรกก่อนจะเดินทางไปร่วมประชุมครม. เป็นนัดแรก โดยมี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ พลเอกปฐมพงศ์ ประถมภัฏ และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯให้การต้อนรับ และการเข้าสักการะ สิ่งศักสิทธิ์ ของ “ชุติมา” ก็ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะระหว่างที่คล้องพวงมาลัย พระพิรุณทรงนาค ที่ถือเป็นสิ่งที่คนเกษตรฯ เคารพนับถือท่านก็ได้ขอให้ปลัดเกษตรฯ “ธีรภัทร” และข้าราชการที่มาให้การต้อนรับมาช่วยร่วมคล้องพวงมาลัยพระพิรุณด้วยกัน และบอกกับทุกคนว่า จะเป็นฤกษ์ที่ดีจากนี้ไปจะต้องร่วมมือร่วมใจในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน

ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยคนใหม่ บอกว่า จากนี้ไปก็พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับเกษตร ขอเป็นคนสางงานตามแนวคิด “ฉัตรชัย” แบบว่าท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” เป็นคนคิด ท่าน “ชุติมา” เป็นคนขับเคลื่อน ให้เกิดผลทันที งานที่รับมอบหมายหลัก คือ ดูแลเรื่องข้าวอย่างครบวงจร และมาตรฐานสินค้า ตามแนวถนัด และเชื่อว่าจะทำงานขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี  แหมไม่บอกคงจะไม่รู้ ว่าเข้าขาขนาดไหน เพราะมีคนแอบกระชิบว่า ก็ท่านรัฐมนตรีทั้งสอง แค่มองตา ไม่บอกก็รู้แนวทางกันว่าจะไปทางไหน ซึ่งเท่าที่ตามข้อมูลมา ผลงานก็เป็นที่ประจักษ์กันมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าน้ำมันปาล์มสมัยที่ท่าน “ฉัตรชัย” ดำรงตำแหน่ง รมว. พาณิยช์ และท่าน รมช. คนที่ชื่อ “ชุติมา” ส่วนเรื่องของการนำเข้าปาล์มน้ำมัน เป็นอย่างไรดีหรือไม่ดีอย่างไร ใครได้ใครเสียไม่ขอวิจารณ์

ทิ้งท้ายปี 2559 ที่มีรมช.คนใหม่ มาใหม่ กับปีใหม่ที่กำลังจะมา ต้องบอกว่ามันส์ตั้งแต่ยกแรก  เพราะการประชุมหัวหน้าส่วนครั้งแรก ที่มีลูกคู่อย่าง “ชุติมา” ท่าน “ฉัตรชัย” ก็จี้ติดการทำงานของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯทันที ซึ่งว่ากันว่า พอมาถึงเรื่อง การเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ 7 หมื่นครัวเรือน ที่มีท่านปลัด “ธีรภัทร” เป็นคนดูแลทันทีที่ปลัดชี้แจงความคืบหน้าเสร็จ  ท่าน “ฉัตรชัย” ก็ออกอาการหัวเสีย และสวนกลับทันทีว่า “เรื่องทฤษฎีใหม่ถ้ายังทำงานไม่เข้าเป้าตามที่กำหนด ผมจะย้ายทันทีตั้งแต่ปลัดกระทรวง  อธิบดีที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด ให้ผู้ตรวจรองอธิบดีเตรียมตัวไว้ได้เลย ถ้ายังทำงานกันอย่างนี้ผมไม่เอาไว้แน่ เพราะผมมีไกด์ไลน์กรอบเวลาทั้งหมดทุกโครงการให้เดินตามแนวที่ผมบอกแต่ยังไม่คืบหน้า” หลังจากพูดจบได้สั่งปิดประชุมเดินออกไปทันที ชัดๆ กันอย่างนี้ จากนี้ไปหลังปีใหม่ ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรให้เห็น  ส่วนจะดีหรือร้าย ต้องบอกไว้ก่อนว่า เริ่มต้นเปลี่ยนใหม่….มันคงมีอะไรดีขึ้น

ราชดำเนิน

สวนมังคุดระวังอากาศหนาว 3แมลงศัตรูพืชระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250116

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศเตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุด ในช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น อุณหภูมิลดลง และมีหมอกในยามเช้า ให้เฝ้าระวังการระบาดของ 3 แมลงศัตรูพืช คือ เพลี้ยไฟ หนอนกินใบ และหนอนชอนใบ โดยเฉพาะเพลี้ยไฟจะเข้าทำลายในระยะออกดอกและใบอ่อน ดอกมักมีแผลสีน้ำตาลจากการทำลายของเพลี้ยไฟ ส่วนใบจะแสดงอาการหงิกงอและมีแผลสีน้ำตาล เกษตรกรควรสำรวจการระบาดบนยอดอ่อนหรือดอก หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อยอด

หรือ 1 ตัวต่อ 4 ดอก (0.25 ตัวต่อดอก) ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานสารฆ่าแมลงได้

สำหรับหนอนกินใบ จะพบหนอนกัดกินใบของมังคุดทำให้ได้รับความเสียหาย หากพบหนอนกัดกินใบอ่อนเข้าทำลายประมาณ 20% ของยอด ให้พ่นสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน ส่วนหนอนชอนใบ มักพบใบมังคุดมีอาการหงิก เมื่อสังเกตใต้ใบจะพบรอยทางยาวเป็นเส้นสีขาวจากการทำลายของหนอนชอนใบ หากพบหนอนกัดกินใบอ่อนเข้าทำลายประมาณ 30% ของยอด ให้พ่นสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน

‘ชัชวาลล์’ช่วยลงแขกเกี่ยวข้าว เตรียมแจกจ่ายผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250146

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.31 น.

25 ธ.ค. 59 เมื่อเวลา 14.00 น. นายชัชวาลล์ คงอุดม อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกับชาวบ้านประมาณ 30 คน ลงแขกเกี่ยวข้าวในนาของตัวเอง จำนวน 120 ไร่ ในตำบลบางกระสันอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามโครงการหักดิน พลิกผืนดิน เตรียมไว้แจกจ่ายให้กับประชาชนที่อยากจน

นายชัชวาล กล่าวว่า วันนี้ก็ได้มีชาวบ้าน และกลุ่มอดีตนายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย และเป็นเพื่อนๆ ได้ร่วมกัน เกี่ยวข้าวเพื่อนำไว้แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ยากจน โดยก่อนหน้านี้ ก็มีชาวบ้านคนหนึ่ง ได้มาหาที่บ้าน บอกว่า ให้ช่วย ซื้อพื้นนา แห่งนี้ที เนื่องจากว่า จำนองไว้ จะถูก ยึด รวมแล้วก็ ประมาณ 120 ไร่ ผมก็เลยซื้อเอาไว้ เพราะคิดว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกปีในวันเกิดผม ได้ซื้อข้าวสาร ถุงละ 5 กิโล ไว้แจกจ่ายให้กับประชาชน ทุกปี ประมาณปีละ 2 ล้านบาท ในเมื่อ เราทำแบบนี้ทุกปีแล้ว ก็เลยคิดว่า ซื้อพื้นนานี้ไว้ดีกว่า เพื่อที่จะได้ปลูกข้าวแล้วสีข้าวแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ตินแรกที่ผมเริ่มเข้ามาทำนา พื้นดินแห่งนี้ แห้งแล้งมาก และเป็นดินที่เสีย เนื่องจากว่า เจ้าของนาคนเก่าเขาได้ใช้ปุ๋ยเคมี ในการทำนา ทำให้ ดินเสีย ผมจึงได้ปรึกษากับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่าเราควรทำยังไงดี โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ในการปลูกข้าว

ปรากฏว่า อาจารย์ที่มีความรู้ทางด้านนี้ ได้ใช้วิธีในการปลูกข้าว แบบไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี โดยปลูกแบบธรรมชาติ เพื่อรักษา ดินไว้ ให้สามารถ ปลูกข้าวได้ต่อไป นอกจากนี้ ผมยังได้ ขุดสระ ขุดคลอง เลี้ยงปลา โดยแบ่งออก จากพื้นดิน 120 ไร่ ขุดสระ ขุดคลองประมาณ 50 ไร่ เพื่อใช้น้ำเหล่านี้ ในการปลูกข้าว และก็ทำตาม แนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช

นายชัชวาล กล่าวต่อว่า จากการทำนาในครั้งนี้ ได้ผลดี โดยเราไม่ต้องพึ่งปุ๋ย เคมี ได้ข้าวเปลือก ตกไร่ละประมาณ 500 กิโลกรัม ก็ถือว่า เป็นผลผลิตที่ดีมาก คาดว่าปีหน้า คงจะได้ข้าวเปลือกมากกว่านี้ และการทำนา ในครั้งนี้ ผมได้นำ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ และชาวนาตัวจริง มาทำการปลูกข้าว โดยผสมผสานกับวิธีการใหม่ๆ เครื่องไม้เครื่องมือ ในการทำ นา ก็ล้วนแล้วแต่มีการประยุกต์ ของเก่าผสมกับของใหม่ จึงได้ผลผลิตออกมาที่ดี ที่นาแห่งนี้ สามารถ จะเป็น พื้น นา เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งสาธิต ในการทำเกษตร วิธีใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งปุ่มเคมี หากใครสนใจก็สามารถ มาศึกษาดูงานได้ และหลังที่เกี่ยวเสร็จแล้ว ผมก็จะนำ ข้าวเปลือก ไปสีเป็นข้าวสาร เพื่อนำไปแจกจ่าย ให้กับคนจนอีกส่วนหนึ่ง ก็จะนำเก็บไว้ เป็นเมล็ดพันธุ์ ในการปลูกข้าวต่อไป

 

‘บิ๊กฉัตร’คืนความสุขคนไทยรับปีใหม่ ชวนเที่ยวสถานีเรดาร์ฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249933

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.40 น.

23 ธ.ค. 59 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรฝนหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.-12 ม.ค. 2560 กรมฝนหลวงฯชวนเที่ยวไทยตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวง ใน 5 จังหวัด เช่นสถานีเรดาร์ฝนหลวงอมก๋อย เชียงใหม่ สถานีเรดาร์ฝนหลวงตาคลี นครสวรรค์ สถานีเรดาร์ฝนหลวงพนม สุราษฎร์ธานี สถานีเรดาร์ฝนหลวงพิมาย นครราชสีมา สถานีเรดาร์ฝนหลวงสัตหีบ ชลบุรี และศูนย์ฝนหลวงหัวหิน พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ประจวบคีรีขันธ์
อธิบดีกรมฝนหลวงฯกล่าวว่า จากนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องการคืนความสุขให้คนไทยช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ไปชมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ พร้อมกับร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของชาวไทยมายาวนาน ซึ่งสถานีเรดาร์เหล่านี้เป็นอันซีน มีทิวทัศน์สวยงดงามแปลกตาหาชมได้ยากส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขา โดยปกติไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม โดยครั้งนี้จะเปิดให้เข้าชมการแสดงผลจากเรดาร์ที่ใช้ติดตามสภาพอากาศเพื่อใช้ปฎิบัติการทำฝนหลวง แบบเรียลไทม์ทุก 6 นาที และมีสถานีเรดาร์อมก๋อยที่เป็นไฮไลท์ ซึ่งในหลวง และพระราชินี ทรงเสด็จไปทำพิธีเปิดสถานีนี้ทรงปลูกต้นแมกคาเดเมียมไว้ที่เป็นที่ระลึก 2 ต้น และศูนย์ฝนหลวงหัวหิน มีพิพิธภัณฑ์หอเฉลิมพระเกียรติในหลง มีเรื่องราวเกี่ยวพระราชกรณียกิจ ห้องทรงงานในหลวง เคยใช้เป็นที่ศึกษาในการปฎิบัติฝนหลวง คิดค้นสูตรฝนหลวง ก็ถือว่าเป็นไฮไลท์อีกแห่งไปตามรอยเบื้องยุคลบาท ไปเห็นห้องทรงงานของพระองค์
“สถานีเรดาร์ทุกแห่งถือเป็นอันซีน ทั้งรูปทรงอาคารเรดาร์ที่สะดุดตา ซึ่งปกติไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม คนที่ไม่เคยเห็นข้อมูลการตรวจวัดด้วยเรดาร์จะสามารถเข้าไปดูได้มีเจ้าหน้าที่ประมวลผลที่ติดตามสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ รวมทั้งมีวิวสวยงามมากตั้งอยู่บนยอดเขา 4 แห่ง พร้อมจัดสถานที่ไว้ให้ถ่ายรูป และประชาชนสามารถขออนุญาตกางเต็นท์นอนพักค้างเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น”นายสุรสีห์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ทำใจได้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249791

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

ในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็ได้รัฐมนตรีช่วย มาช่วยทำงานตามประสงค์ เรียบร้อยโรงเรียน วปอ. เพราะโรงเรียน วปอ. ทำให้ได้รู้จักกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ป้ายแดง ชุติมา บุณยประภัศร และเพราะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ทำงานร่วมกับอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชุติมา บุณยประภัศร

ข่าวว่าเหตุผลที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็น ชุติมา บุณยประภัศร เพราะต้องการให้มาช่วยขายข้าว…ถ้าเหตุผลที่ว่านี้เป็นความจริง ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร…แค่คิดก็ผิดแล้ว….หรือ บิ๊กฉัตร หลงว่า ตนเองยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่

ก็ลองดูสักตั้ง คนพาณิชย์จะได้รู้ว่า การขายที่ว่ายากนั้น การผลิตนั้นยากยิ่งกว่า จะได้รู้เสียทีว่า ทำไมผลผลิตของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญๆ จึงมีปัญหาแทบทุกพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่างๆ อะไรที่คนกระทรวงพาณิชย์ เคยกล่าวหาคนกระทรวงเกษตรฯ ไว้ ลองมาแก้ไขดู…..ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้ว่าเอง แต่มีข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯปรารภให้ฟัง

การให้อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีกฎ กติกา อะไรห้ามไว้ก็จริง แต่ในความรู้สึกของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ คงต้องคิดอะไรบ้างล่ะน่า ไม่ได้คิดแทนใคร แต่เชื่อเถอะต้องมีคนคิด….แต่ใครจะคิดก็ไม่สำคัญเท่ากับข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่กำลังทำงานสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการฯ อยู่ในขณะนี้ ขวัญ กำลังใจ คงหายไปเยอะ….ขบวนการ “ลองดี” อาจจะมีให้เห็น

จะว่าไปก็เห็นใจ รัฐมนตรีว่าการฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อยู่เหมือนกัน ในการเลือกคนมาช่วยทำงาน เพราะตลอดชีวิตราชการของท่านอยู่ในวงการทหาร ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตรมาก่อน อาจจะไม่รู้จักผู้ที่มีความรู้ความสามารถ หรือผู้ที่มีผลงานด้านการเกษตรที่คนในวงการเกษตรยอมรับด้วยตัวของท่านเองโดยตรง อาศัยจากข้อมูลที่มีคนให้มา จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

หรือไม่ท่านคงคิดตัดปัญหาคนของกระทรวงเกษตรฯ เกรงจะไม่ทิ้งแนวคิดเดิมๆ จึงเอาคนนอกเข้ามา จะได้มองออกว่าปัญหาของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ตรงไหน…..ถ้าเป็นประเด็นนี้ คนกระทรวงเกษตรฯ ก็จงทำใจ…..

ขณะเดียวกัน มีคนแย้งว่า คนนอกเข้ามาคนหนึ่งแล้ว จนป่านนี้ยังไม่สามารถทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นไปอย่างที่คาดหวังได้ กลับสร้างปัญหามากขึ้น เพราะไม่รู้เรื่องงานของกระทรวงเกษตรฯ ดีพอ ทำให้อธิบดีทั้งหลายออกอาการถอนหายใจลึก ๆ อยู่ไม่น้อย….ไม่เชื่อลองถามปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ดู

พร้อมๆ กับการลุ้นว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คือการลุ้นว่าใครจะมาเป็นรองอธิบดีในตำแหน่งที่ว่างลงในหลายกรมฯ การคัดเลือกรองอธิบดีในยุคที่ปลัดกระทรวงฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอง ด้วยการประกาศว่าการคัดเลือกไม่มีเส้นสายและเด็กฝาก แต่จะใช้ความรู้ความสามารถเป็นหลัก จะเชื่อท่านหรือไม่ คนกรมนั้นๆ คงทราบดี

โอกาสนี้จึงขอแสดงความยินดีกับ รองอธิบดีที่มีรายชื่อในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องแต่งตั้งข้าราชการ
พลเรือนสามัญ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา หลายท่านดังนี้

ศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อนไหม เป็นรองอธิบดีกรม
หม่อนไหม บพิตร อมราภิบาล ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. เป็นรองเลขาธิการ ส.ป.ก. จีรทรัพย์ ปลอดกระโทก ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ชัยรัตน์ เกื้ออรุณ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมชลประทาน ข้ามห้วยมาเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว เป็นรองอธิบดีกรมการข้าว สุวัฒน์ เจียระคงมั่น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการข้าว กรมการข้าว เป็นรองอธิบดีกรมการข้าว

และก่อนหน้านี้เมื่อ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคำสั่งกระทรวงเกษตรแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองอธิบดีกกรมส่งเสริมการเกษตร ชื่อที่ปรากฏคือ ประสงค์ ประไพตระกูล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร

ยังเหลืออีกหลายกรมที่ยังไม่ได้รองอธิบดีมาช่วยงาน รอลุ้นกันต่อไป

แว่นขยาย

เตือนสวนยางภาคเหนือ-อีสาน เฝ้าระวังไฟไหม้ช่วงหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249783

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศแห้ง ตอนเช้าอากาศค่อนข้างเย็น ช่วงสายจะมีอากาศร้อน แดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อสวนยางพาราได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ปลูกยางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรจึงควรดูแลสวนยางอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การคลุมโคนต้นยางด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ซังข้าวโพด เป็นต้น จัดวางให้มีระยะห่างจากต้นยางประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง รวมทั้งการป้องกันไฟไหม้สวนยาง ด้วยการกำจัดวัชพืชระหว่างแถวยาง

ทั้งนี้ในช่วงหน้าแล้ง อาจมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้สวนยางค่อนข้างสูง จึงควรทำแนวกันไฟ เพื่อเป็นการป้องกันไฟที่ลุกลามมาจากบริเวณข้างเคียงที่อยู่ติดกับสวน สามารถทำได้โดยการไถ หรือขุดถากวัชพืชและเศษซากพืชออกเป็นแนวกว้างไม่ต่ำกว่า 3 เมตร รอบบริเวณสวนยาง ในกรณีสวนยางขนาดใหญ่ควรทำแนวกันไฟ ทุกๆ 100 เมตร ภายในสวนระหว่างแถวยาง และกำจัดวัชพืชในบริเวณแถวยางออกให้หมดข้างละ 1 เมตร เพื่อป้องกันไฟไหม้ที่จะเกิดภายในสวนยาง หากต้นยางถูกไฟไหม้แล้ว ถ้าเปลือกต้นยางบริเวณที่ถูกไฟไหม้แสดงอาการแตกออกมา ให้ใช้มีดคมๆ ปาดเอาส่วนที่เสียหายออก แล้วทายาป้องกันเชื้อรา และสารเคมีรักษาเนื้อไม้ทาซ้ำอีกครั้ง จะทำให้รอยแผลหายสนิทได้เร็วขึ้น หากต้นยางในสวนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนไม่อาจรักษาหน้ายางได้เกิน 40% ของทั้งสวน ควรทำการปลูกใหม่

ลดราคาผลิตภัณฑ์‘นม’ส่งสุขปีใหม่ เกษตรฯจับมือค้าปลีก-ผู้ประกอบการหั่นภาระค่าใช้จ่ายคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249790

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและผู้ค้าปลีก ลดราคาผลิตภัณฑ์นมเพื่อลดรายจ่ายประชาชน “ส่งสุขปีใหม่ 2560”

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้ดำเนินโครงการ “ส่งสุขปีใหม่ 2560 จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เกษตรกรและประชาชน รวมทั้งแสดงออกถึงไมตรีจิต ความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรไปพร้อมกัน ทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน โดยประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.กิจกรรมส่งเสริมแหล่งบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูง ซึ่งจุดท่องเที่ยวเหล่านี้มีมากกว่า 125 จุดทั่วประเทศ 2.กิจกรรมบริการประชาชนและมอบความรู้พัฒนาอาชีพ อาทิ จุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ ตามพื้นที่เส้นทางหลวงทั่วประเทศ และ 3.กิจกรรมลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

สำหรับกิจกรรมลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมมือกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย สมาคมค้าปลีกไทย ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ จัดกิจกรรมลดราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ประชาชนสามารถเลือกซื้อนมและผลิตภัณฑ์นมราคาพิเศษทั้งถูกและมีของแถมพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2559 ถึง 12 มกราคม 2560 ณ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ เทสโก้ โลตัส แม็คโคร บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ ฟู้ดแลนด์ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ แม็กซ์ แวลู ทั้งนี้ ให้สังเกตตราสัญลักษณ์ของโครงการ โดยจะมีการลดราคาสินค้า ตั้งแต่ 5-15% ตลอดจนมีแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการกว่า 20 แบรนด์

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นม และเป็นการสนับสนุนกิจการโคมนมของเกษตรกรไทยด้วย ในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย กรมปศุสัตว์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม จะมีการรณรงค์บริโภคนมภายใต้แนวคิด “นมดื่มแล้วดี” ซึ่งนมถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้ง แคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกในเด็กวัยเติบโต ให้มีความสูงเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

นายชัชวาลย์ มณีทัพ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไทยดื่มนมน้อยมาก เฉลี่ยคนละประมาณ 14 ลิตรต่อปี ในขณะที่อาเซียนเฉลี่ยคนละ 60 ลิตรต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ย คนละ 103.9 ลิตรต่อปี ดังนั้น นมจึงเป็นคำตอบที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อส่งความสุขให้คนที่รักเป็นของขวัญวันปีใหม่และยังช่วยสนับสนุนการช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย

เสริมคมปราบศัตรูพืช เปิดหลักสูตรติวเข้มเทคนิคจัดการโรค-แมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249786

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางวิไลวรรณ พรหมคำ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้จัดการฝึกอบรมหลักสูตร “เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศัตรูพืช” เนื่องจากในกระบวนการผลิตพืชจะมีศัตรูพืชที่สำคัญ ประกอบด้วยโรคพืช แมลง และวัชพืช การเข้าทำลายของศัตรูพืชในแปลงผลิตพืชจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ปริมาณ และคุณภาพของผลผลิต หรืออาจมีติดไปกับผลผลิตที่จะสร้างความเสียหายให้กับระบบการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรส่งออก เกษตรกรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้งที่มีการเพาะปลูกพืช เช่น การใช้พันธุ์ต้านทาน พันธุ์สะอาด เครื่องจักรกลการเกษตร การเขตกรรม การใช้สารชีวภัณฑ์ และการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น แต่วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุด คือ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจากการลงพื้นที่ของนักวิชาการเกษตรพบว่า วิธีการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืชลดลง และอาจก่อให้เกิดปัญหาศัตรูพืชต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่สำคัญในอนาคตต่อไป อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมด้วย

กรมวิชาการเกษตร จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการจัดการศัตรูพืช จึงได้จัดการอบรมดังกล่าวขึ้น โดยเนื้อหาประกอบด้วยการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูผัก เทคนิคการจัดการศัตรูพืชในผัก เทคนิคการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช วัชพืช และการจัดการในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ การจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน การฝึกปฏิบัติคำนวณหาปริมาณน้ำ (spray volume) รวมถึงการศึกษาดูงานด้านอารักขาพืชที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และแปลงเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้นักวิจัยนำไปปฏิบัติปรับใช้ประโยชน์ ในการเผยแพร่ชี้แนะแนวทางวิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและเหมาะสม ให้สามารถพัฒนาต่อยอดถ่ายทอดสู่เกษตรกรนำไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต