ส่องเกษตร : ส่งความสุขปีใหม่ด้วยข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250405

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปตามกาล อีกแค่2-3 วันก็จะสิ้นปี 2559 และก้าวย่างเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว ตามธรรมเนียมไทย ก็ต้องขออำนวยอวยพรให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุข ความเจริญ คิดและทำอะไรก็ให้ประสบความสำเร็จ สมดังที่ตั้งความหวังไว้ ขอให้เรื่องอะไรเก่าๆที่เคยเศร้าหมอง เรื่องอะไรที่เลวร้ายทั้งหลาย ให้สูญสลายไปจนหมดสิ้น ผ่านพ้นไปพร้อมกับปีเก่า เพื่อให้ปีใหม่ได้พบเจอแต่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีงาม สดใส เปี่ยมพลัง เปี่ยมความหวังที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่ดีด้วยกันทุกคนเถิด

ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ใครที่ยังหาซื้อของขวัญเพื่อนำไปมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย ผมอยากเรียกร้องให้เลือกซื้อกระเช้าสินค้าผลิตผลการเกษตรต่างๆเป็นของขวัญเพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรของเราอีกทางหนึ่งด้วย ที่ฮิตๆกันมาแต่ดั้งเดิมก็กระเช้าผลไม้ (กรุณาเลือกซื้อผลไม้ไทยเป็นหลัก) กระเช้าไข่ไก่สดเป็นต้น และที่มาแรงในช่วงนี้ก็คือ “ข้าวสาร” ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวพรีเมียม”ต่างๆ ก็ดี หรือจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ได้จากการสีขายของชาวนาโดยตรงจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรต่างๆก็ยิ่งดี

ซึ่งข้าวหอมมะลิที่กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรผลิตออกมาขาย ก็เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเดือนๆแล้ว นับแต่เกิดปัญหาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นภาวะที่“ข้าวเปลือกถูก” แต่“ข้าวสาร”ที่พ่อค้านำไปขายผู้บริโภค โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุงในห้างสรรพสินค้าต่างๆยังคงมีราคาแพง จึงทำให้คนในภาคส่วนต่างๆระดมกันเข้ามาช่วยเหลือชาวนาให้ขายข้าวได้ราคาที่สูงขึ้น

โดยสนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มกันสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แล้วส่งขายตรงให้ผู้บริโภคไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ด้วยโมเดลช่องทางต่างๆ ทั้งการเปิดสถานที่ราชการ สถานที่ของเอกชนให้มาวางขายฟรี ตลอดจนการสั่งซื้อทางออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนบรรดาเซเลบฯจิตใจงามต่างๆได้เข้ามาช่วยกันทำตลาดให้ จนเกิดการตื่นตัวเป็นวงกว้างทุกวงการกระทั่ง“ข้าวสารจากชาวนาโดยตรง”กลายเป็นของขวัญของฝากยอดฮิตในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย…เป็นแรงสำคัญที่ผลักดันให้”ข้าวของชาวนา”โดยรวม มีราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครับขอให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าข้าวเหล่านี้ต่อไปซึ่งแนวทางที่ทำกันมานี้ จะทำให้ชาวนาได้เรียนรู้และพัฒนาให้เกิดเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ถาวรต่อไปในอนาคตได้ ถ้าทำกันอย่างจริงจังและยั่งยืนตลอดไป

สำหรับช่วงนี้ ใครต้องการหาซื้อข้าวคุณภาพดีจากชาวนามาเป็นของขวัญปีใหม่ ผมอยากแนะนำให้ไปโรงเรียนข้าวและชาวนาของกรมการข้าว ตั้งอยู่แถวๆมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน อยู่ในพื้นที่กรมการข้าว เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน ซอยสุวรรณวาจกกสิกิจ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งกำลังมีงาน “เทศกาลของขวัญจากข้าว ตลาดข้าวชาวนา ส่งความสุขปีใหม่ 2560 ด้วยข้าวคุณภาพ” จนถึง 30 ธันวาคมนี้

อธิบดีกรมการข้าว-คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ บอกถึงวัตถุประสงค์งานนี้ไว้ว่า เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้จักข้าวไทยหลากหลายชนิดพันธุ์ที่มีโภชนาการโดดเด่นและเลือกบริโภคข้าวเป็นโภชนาบำบัดสอดคล้องกับความต้องการ ทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เป็นอีกช่องทางในการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้มีแหล่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกันผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวได้หลากหลาย ด้วยคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

ข้าวที่ชาวนานำมาขายในงานด้วยตนเอง มีหลากหลายพันธุ์เด่นๆ เช่น ข้าวทับทิมชุมแพและข้าวมะลินิลสุรินทร์ซึ่งกรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ในปีนี้ ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม สาธิตการสีข้าวสด การแปรรูปเมนูจากข้าวมีนิทรรศการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวและมีบริการห่อของขวัญ จัดกระเช้าปีใหม่ด้วย

ขณะเดียวกันพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯก็มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดตั้งจุดขายข้าวทั่วประเทศ กระตุ้นมอบข้าวเป็นของขวัญปีใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดโครงการกระเช้าข้าวสารคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรจังหวัดต่างๆ จำหน่ายไปจนถึง 13 มกราคม 2560

มาส่งความสุขปีใหม่ด้วย“ข้าว”ให้กับคนที่เรารัก และยังเป็นการให้ความสุขกับชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติกันเถอะครับ

สาโรช บุญแสง

จีนกว้านซื้อยางทำตลาดคึกคัก เผย3เดือนราคายางขยับเกือบเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250340

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.43 น.

27 ธ.ค. 59 ในช่วงตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ราคายางพาราในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาแตะ 80 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคาอยู่ที่ประมาณ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม

กำนันศิริพันธ์ ตรีไตรรัตนกูล ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปยางพาราในจังหวัดระยอง กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีของเกษตรกรผู้ปลูกยาง เพราะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคายางเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดประมูลที่จังหวัดระยองและในพื้นที่ภาคใต้ราคาอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ และถือเป็นโชคดีที่ราคายางเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูเปิดกรีดยางพอดี

สำหรับสาเหตุที่ราคายางในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณยางสะสมในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง 2-3 ปี ขณะที่ปริมาณผลผลิตยางในประเทศลดลง เพราะเกษตรกรบางส่วนโค่นต้นยางและหันไปปลูกพืชอื่นแทน รวมทั้งขาดแคลนแรงงานกรีด ทำให้ผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดลดลง ดังนั้น ณ จุดนี้จึงถึงเวลาแล้วที่ราคายางกลับมามีเสถียรภาพ และคาดว่าราคายางน่าจะกลับมาแตะ 100 บาทต่อกิโลกรัมได้

โดยเฉพาะขณะนี้มีกลุ่มทุนจีนเข้ามากว้านซื้อยางทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ตลาดในประเทศคึกคัก เพราะมีการแย่งซื้อ

 

สศก.เปิดผลศึกษาพืชทางเลือก ทดแทน‘นาปรัง’ภาคเหนือล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250251

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ทำการศึกษาวิจัยสินค้าที่จะนำมาปลูกทดแทนข้าวนาปรัง เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เพื่อมุ่งเน้นพิจารณามิติทางด้านเศรษฐศาสตร์
โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนแผนการผลิตพืชใน 1 ปีการเพาะปลูก 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วเขียว

จากผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่พึงพอใจสินค้าที่เคยผลิต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง แต่กลับเห็นด้วยในเรื่องการรวมกลุ่ม การถ่ายทอดความรู้ การปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่นเดียวกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนพืช 4 ชนิดพบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลตอบแทนสุทธิ 2,145 บาทต่อไร่ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นข้าวนาปรัง มีผลตอบแทนสุทธิ 1,549 บาทต่อไร่ ถัดมาเป็นถั่วเขียวผิวมัน ผลตอบแทนสุทธิ 1,240 บาทต่อไร่ และถั่วเหลือง มีผลตอบแทน 345 บาทต่อไร่

ดังนั้นหากเกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนและแหล่งน้ำเพียงพอ ควรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่หากมีเงินทุนหมุนเวียนและแหล่งน้ำไม่เพียงพอ ควรปลูกถั่วเขียวผิวมัน เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อยและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพดินอีกด้วย

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าว ได้ศึกษาทัศนคติของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการในระดับพื้นที่เกี่ยวกับความต้องการของตลาด (Demand) ปริมาณผลผลิตในแหล่งผลิตในบริเวณใกล้เคียง และในประเทศ (Supply) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้านการวางแผนและกำหนดนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ นำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการสินค้าพืชที่ปลูกทดแทนข้าว เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน กับไร่นาสวนผสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250255

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน
และระบบไร่นาสวนผสม มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

รัตนชาย อินทร์ศักดิ์

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ หลักการพื้นฐานของ “ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน” มีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป ในพื้นที่และระยะเวลาเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นการผสมผสานที่ดี กิจกรรมการเกษตร ควรประกอบไปด้วยการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ โดยผสมผสานระหว่างการปลูกพืชต่างชนิด หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างชนิดกัน ให้มีการผสมผสานเกื้อกูลกันอย่างได้ประโยชน์สูงสุด พืชและสัตว์นั้น มีการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน และมีห่วงโซ่ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกันอยู่ พืชโดยทั่วไปมีหน้าที่และบทบาทในการดึงเอาแร่ธาตุในดิน อากาศ และพลังงานจากแสงแดด มาสังเคราะห์ให้อยู่ในรูปของอาหารพวกแป้ง น้ำตาล โปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ ที่สัตว์สามารถใช้ประโยชน์ได้ สำหรับสัตว์นั้น จะต้องบริโภคอาหารจากพืชอีกต่อหนึ่ง เมื่อสัตว์ขับถ่ายของเสีย หรือตายลงก็จะเน่าเปื่อยย่อยสลายกลายเป็นแร่ธาตุต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับพืช เป็นวงจรความสัมพันธ์ที่หมุนเวียนไปรอบแล้วรอบเล่า จนกลายเป็นห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของสัตว์ ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นำไปสู่การเกิดระบบนิเวศน์ที่ดี

ความหมายของระบบเกษตรผสมผสาน และระบบไร่นาสวนผสม เป็นระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืน โดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมาย และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ชนิด อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ภายใต้การเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ระบบนี้ จะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิต และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่ง มาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงไก่หรือสุกรบนบ่อปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้

ระบบไร่นาสวนผสม เป็นระบบเกษตรแบบผสมผสานที่มีกิจกรรมการผลิตหลายกิจกรรม เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค หรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอนเท่านั้น โดยมิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตเหล่านั้น มีการผสมผสานเกื้อกูลกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเหมือนเกษตรผสมผสาน การทำไร่นาสวนผสมอาจมีการเกื้อกูลกันจากกิจกรรมการผลิตบ้าง แต่กลไกการเกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ “เป็นไปเอง” มิใช่เกิดจาก “ความรู้ ความเข้าใจ” อย่างไรก็ตามไร่นาสวนผสม สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกรผู้ดำเนินการให้เป็นการดำเนินการในลักษณะของระบบเกษตรผสมผสานได้

ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืช และมีการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิด เกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การเกื้อกูลกันระหว่างพืชและสัตว์ เศษซาก และผลพลอยได้จากการปลูกพืช จะเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ ในทางตรงกันข้าม ผลที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืชด้วยเช่นกัน

นาย รัตวิ

คพ.เข้มแหล่งกำเนิดมลพิษ คืนน้ำใสให้คลองแสนแสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250248

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ได้เข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ริมคลองแสนแสบแล้ว 128 แห่ง ใน 7 เขต พบว่า มีการระบายน้ำทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐาน 38 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 30 และระบายน้ำทิ้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 88 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 70 ซึ่งแหล่งกำเนิดมลพิษที่ระบายน้ำทิ้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษได้ออกคำสั่งทางปกครองให้มีการปรับปรุง แก้ไข และซ่อมแซมระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพแล้ว จึงส่งผลให้ ณ เดือนธันวาคม 2559 มีแหล่งกำเนิดมลพิษปฏิบัติตามกฎหมายฯ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 47.3 สำหรับแหล่งกำเนิดมลพิษที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ 66 แห่ง จะถูกบังคับทางปกครองให้ปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป โดยได้ดำเนินการปรับเป็นรายวันแล้ว 14 แห่ง

สำหรับในปีนี้ เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษจะเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอาคารและที่ดินจัดสรร ใน 7 เขต ได้แก่ บางกะปิ บึงกุ่ม คันนายาว สะพานสูง มีนบุรี คลองสามวา และหนองจอก จำนวน 250 แห่ง และคาดว่าจะเข้าตรวจสอบให้ครอบคลุมพื้นที่ริมคลองแสนแสบ และคลองสาขา จำนวน 21 เขต ในปี 2561 เพื่อให้การฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบตามนโยบายรัฐบาลเกิดผลสัมฤทธิ์เป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและร่วมกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาคลองแสนแสบ และบริเวณโดยรอบให้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สะอาดและปลอดภัย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน และประชาชนทั่วไป

แนะวิธีฟื้นสวนผลไม้หลังน้ำท่วม เกษตรฯเร่งสรุปพื้นที่เสียหาย-ช่วยเกษตรกรภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250253

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เหตุการณ์อุทกภัยใน 8 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี และนราธิวาส มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 337,436 ราย พื้นที่เกษตรที่ประสบภัย 957,798.50 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 243,313 ไร่ พืชไร่ 19,247 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 695,238.50 ไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,467 ล้านบาท ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 8 แห่ง เร่งสำรวจพื้นที่เสียหายและให้การช่วยเหลือแก่เกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้จัดทำข้อมูลวิชาการเพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในการดูแลสวนไม้ผล ดังนี้

1.การจัดการสวนไม้ผลระหว่างน้ำท่วมขัง โดยขั้นตอนที่ควรดำเนินการเป็นลำดับแรก คือ การเร่งระบายน้ำออก โดยทำคันดินล้อมรอบสวนให้มีความสูงและความแข็งแรง สามารถป้องกันและต้านทานน้ำจากภายนอกที่อาจท่วมล้นเข้าสวน โดยให้ยกขอบแปลงเป็นคันดินให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 50 ซม. จากนั้นให้เตรียมเครื่องสูบน้ำสำหรับสูบน้ำออกจากสวน พร้อมทั้งทำทางระบายน้ำไว้หลายๆทาง ด้วยการขุดร่องระบายน้ำให้น้ำไหลออกจากพื้นที่เร็วที่สุด หากขุดลึกได้จะช่วยให้ดินในสวนแห้งเร็วขึ้น และมีข้อควรระวัง คือ อย่านำเครื่องจักรกลเข้าไปดำเนินการในสวนขณะที่ดินยังเปียกอยู่ รวมทั้งคน สัตว์เลี้ยง ไม่ควรเข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชขณะนั้นด้วย เพราะโครงสร้างดินอาจถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้

2.การค้ำยัน/พยุงต้นไม้ไม้ผลที่เอนหรือล้ม ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่เมื่อถูกน้ำขังนานๆ รากจะเน่า ดังนั้น เมื่อน้ำลดแล้วต้องรักษารากเหล่านี้ไว้ไม่ให้ตาย ด้วยการตรึงต้นไม้ไม่ให้โยกคลอนด้วยแรงลมโดยใช้การค้ำยันต้นไม้อย่างน้อยสามทิศทาง ป้องกันการโค่นล้ม อาจใช้เป็นไม้ยาวๆ ค้ำ หรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้หรือโครงสร้างอาคารที่แข็งแรง ทนทาน

3.การจัดการสวนไม้ผลหลังน้ำลด ประกอบด้วย 3.1) ตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่ม โดยเอาใบแก่ กิ่งที่ฉีก หัก เหี่ยวเฉา แน่นทึบ และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มที่ใบไม่ได้รับแสงแดดออก รวมทั้งต้องตัดกิ่งขนาดใหญ่ออกบ้างเพื่อลดแรงปะทะจากลม ให้ทรงพุ่มโปร่ง เป็นการลดการคายน้ำของพืช และเร่งให้พืชแตกใบใหม่ 3.2) ฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้ต้นไม้ ด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เพราะระบบรากยังไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารจากดินได้ตามปกติ อาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น เมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช พร้อมทั้งป้องกันรักษาโรครากเน่า ด้วยการราดหรือทาโคนต้นด้วยสารเคมีกันรา เช่น เมตตาแลกซิล (ริโดมิล) อีโฟไซท์-อะลูมินั่ม (อาลิเอท) หรือจะปรับปรุงสภาพของดินไม่ให้เหมาะต่อการเกิดโรคโดยการโรยปูนขาว หรือโดโลไมท์ เพื่อให้ดินมีความด่างเล็กน้อยก็ได้

4.การปลูกซ่อมแซมสวนไม้ผลที่ประสบอุทกภัย หลังน้ำลด หากพบต้นไม้ตายไปบางส่วน และยังมีส่วนที่เหลือรอดเกินกว่า 60-70% ให้ใช้วิธีปลูกซ่อม โดยดำเนินการดังนี้ 4.1) ตัดและเก็บเศษซากของต้นไม้ผลที่ยืนต้นตาย เช่น ผล กิ่ง ก้าน ตอ รวมไปถึงรากหากทำได้ และเก็บออกจากแปลง 4.2) เตรียมดินโดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบาพรวนกลับหน้าดินพร้อมกำจัดวัชพืชที่ยังเหลืออยู่ ปรับสภาพดินโดยหว่านปุ๋ยขาวหรือไดโลไมท์ เพื่อปรับสภาพดินให้เป็นกลางป้องกันการเกิดโรครากเน่าและโคนเน่าที่มักเกิดขึ้นหลังน้ำลด โรยปุ๋ยคอก และตากดินทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน จึงขุดหลุมปลูก

หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้าน

จัด‘ชิมหม่อน-ชมไหม’ เทศกาล‘ของขวัญ’ส่งสุขปีใหม่คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250249

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมส่งสุขปีใหม่จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 กรมหม่อนไหมจึงได้จัดงาน “ชิมหม่อน ชมไหม ช็อปของขวัญปีใหม่ 2560 @ Silk Berry Corner” ขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้าหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ กรมหม่อนไหมวันที่ 23–30 ธันวาคม เวลา 08.00-17.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ร่วมทั้งสร้างการรับรู้ในมาตรฐานของกรมหม่อนไหม เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้า และเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม สามารถนำสินค้ามาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับสินค้าคุณภาพดีที่ กรมหม่อนไหม นำมาจำหน่ายให้ประชาชนเพื่อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2560 มีทั้งผ้าไหมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนไหมคุณภาพดี เช่น ผ้าซิ่นไหม
ผ้าไหมสีดำ ผ้าพันคอไหม เนคไทไหม ถั่งเช่า น้ำหม่อน แยมหม่อน ชาใบหม่อน และเครื่องสำอางจากหม่อนไหม เป็นต้น โดยจัดจำหน่ายทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในราคาปลีก พร้อมทั้งมีบริการรับจัดกระเช้า และรับห่อของขวัญ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น ถั่งเช่าไหมไทย สาธิตการสาวไหม สาธิตการทำสปาไหม และชิมกาแฟโปรตีนไหม เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถมาเลือกชม ชิม และช็อปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ได้ที่ศูนย์แสดงสินค้าหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ กรมหม่อนไหม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 23-30 ธันวาคม 2559 เวลา 08.00-17.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือติดต่อสอบถามโทร. 0-2558-7924-6 ต่อ 310

สั่งเข้มความปลอดภัยอาหาร l ‘บิ๊กฉัตร’จี้จับแหลก-สร้างความมั่นใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250252

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้านสินค้าเกษตร โดยมีแผนการดำเนินงาน อาทิ มาตรการป้องกันปุ๋ยปลอม และการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในทุกมิติ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสินค้าปศุสัตว์ โดยจะต้องสร้างความมั่นใจของผู้บริโภคภายในประเทศ โดยในปี 2559 มีผลการจับกุมมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงการติดตามสารเร่งเนื้อแดงที่มีปริมาณการจับกุมสูงขึ้นด้วย จึงได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และให้ดำเนินการอย่างจริงจัง รวมถึงให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรด้วย

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปี 2558 กรมวิชาการเกษตร สามารถอายัดของกลางปุ๋ยและวัตถุอันตรายได้กว่า 271 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 73 ล้านบาท ปี 2559 อายัดของกลางปุ๋ยและวัตถุอันตราย รวม 2,132 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 83 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 9 ธันวาคม ได้เข้าไปตรวจทั้งโรงงานผู้ผลิตและร้านค้า 1,348 ครั้ง มีการสุ่มเก็บตัวอย่างและอายัดปุ๋ย 1,155 ตัน กับ 10,058 ลิตร อายัดวัตถุอันตราย 63 กิโลกรัม 301 ลิตร พันธุ์พืช 1,001 กิโลกรัม มูลค่า 28 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองแปลงตามมาตรฐาน GAP โดยปี 2560 มีแผนตรวจรับรองแปลงของเกษตรกรที่สมัครเข้าสู่ระบบ GAP 25,500 แปลง ต่ออายุแหล่งผลิตพืชที่ได้รับการรับรอง GAP 65,113 แปลง ตรวจรับรองแปลงของเกษตรกรที่สมัครเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ 1,008 แปลง และตรวจต่ออายุแหล่งผลิตพืชที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ 1,192 แปลง

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ได้ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยจะเน้นในเรื่องของโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ซึ่งในปี 2559 มีการจับกุม 226 ครั้ง ขณะเดียวกัน การขออนุญาตแบบถูกต้องก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่า 2,200 แห่ง การลักลอบนำเข้าเนื้อเถื่อน ในปี 2559 มีการจับกุม 115 ครั้ง มูลค่าของกลาง 148,568,761 บาท และการใช้สารเร่งเนื้อแดง 80 ครั้ง ได้ทำควบคู่ไปกับการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายที่ถูกสุขลักษณะ ตามโครงการ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ โดยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ “ปศุสัตว์ OK” ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเนื้อสัตว์มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีมาตรฐาน และผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ปัจจุบันได้รับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ “ปศุสัตว์ OK” จำนวน 2,762 แห่ง

กยท.เดินหน้าขายยาง3.1แสนตัน ชี้ระบายสต๊อกทั่วปท.หมดพค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250233

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.21 น.

26 ธ.ค.59 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกรณีการเปิดประมูลระบายยางในสต๊อก 3.1 แสนตัน จาก 64 โกดังทั่วประเทศ ว่า ยังคงดำเนินการเปิดประมูล ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ตามกำหนดการเดิม คาดว่าการเปิดประมูลยางครั้งนี้จะไม่ทำให้ราคายางปรับตัวลดลง และมีผลกระทบต่อราคายางกรีดใหม่ของเกษตรกร เนื่องจากเป็นยางคนละประเภท คนละตลาดกัน อีกทั้งการระบายจะระบายเป็นล็อตๆ ไป แต่จากกระแสข่าวการระบายที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาจนฉุดราคายางให้ลดลงได้

ส่วนกรณีที่แกนนำเกษตรกรสวนยางไปยืนหนังสือต่อศาลปกครองให้สั่ง กยท.ชะลอการระบายยางในสต๊อก หรือยืดระยะเวลาออกอีก 3 เดือน ไประบายในช่วงที่เกษตรหยุดกรีดยาง เพื่อไม่ให้ฉุดราคายางในตลาดนั้น นายธีธัช กล่าวว่า หากศาลปกครองมีคำสั่งให้ กยท.ชะลอการประมูลยางในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ก็พร้อมที่จะทำตามคำสั่งศาล แต่ยืนยันว่า การระบายยางในสต๊อกเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กนย.ได้สั่งการไว้คือ จะต้องระบายพร้อมส่งมอบยางในสต๊อกให้หมดภายในเดือน พ.ค.60

“ยอมรับว่าการเปิดขายยางในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาจนอาจทำให้ราคายางปรับตัวลดลง แต่พบว่าราคายางกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการระบายยางในสต๊อกเป็นคนละส่วนกับยางกรีดใหม่ของเกษตรกร” นายธีธัช กล่าว

ผู้ว่า กยท.กล่าวอีกว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า ทุกที่มีการระบายสต๊อกยางจะการปล่อยข่าวลือล่วงหน้า เพื่อหวังผลให้มีผลกระทบราคาตลาด จริงๆ ยางในสต๊อก เทียบกับปริมาณความต้องการโลก แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย และเป็นยางคนประเภทกับยางที่เกษตรกรกำลังกรีด รวมทั้ง กยท.มีแนวทางช่วยเหลือสนับสนุน จัดซื้อ นำไปแปรรูปช่วยเหลือเกษตรกร และมีเงินทุนหมุนเวียนให้กู้ยืมใช้เก็บยางไปแปรรูปยางขายในเวลาเหมาะสม ซึ่งแนวโน้มยางปี 60 ความต้องการใช้มากขึ้น มีโอกาสราคายางจะทะลุแนวต้าน 100 กว่าบาทต่อ กก.ขึ้นไป แต่ต้องตัดวงจรสต๊อกยางนี้ออกไปให้ได้ ไม่มาสร้างผลกระทบต่อกลไกราคาอีกในอนาคต กยท.ต้องแก้ตัดเนื้อร้ายทิ้ง วันนี้เราประมาณการณ์ราคาเพิ่มสูงขึ้นหลังปีใหม่ และตรุษจีน ดีกว่านี้ รวมทั้งรัฐแบกรับภาระงบประมาณค่าจัดเก็บ ค่าเช่า ตกเดือนละ 33 ล้านบาท และมีปัญหายางเสื่อมคุณภาพมากขึ้น ซึ่งยางนี้เป็นของรัฐบาล เมื่อมีคำสั่งให้ กยท.ขายระบายให้หมดเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ไม่มาหมุนเวียนกระทบราคายางเกษตรกรอีก

นายธีธัช กล่าวต่อว่า ตอนนี้แนวโน้มราคายางกำลังขึ้นต่อเนื่อง ประกอบมีภาวะฝนตก น้ำท่วม ยิ่งทำให้ปริมาณยางออกตลาดลดลงมาก ทำให้ราคาขึ้นไปจากทะลุแนวต้านเดิมที่ 66 บาทต่อ กก.จนขณะนี้ 80 บาทต่อ กก.ทะลุสูงที่สุดในรอบ 3 ปี เป็นโอกาสดีตัดทิ้งเนื้อร้ายยาง 3.1 แสนตัน ได้เร็วที่สุด จะทำให้ราคาหลุดแรงต้านไปได้อีก โอกาสของสถิติย้อนหลังไป 10 ปี จะได้เห็นราคาในปี 52 กลับมา 100 กว่าบาทขึ้นไป

สภาเกษตรกรสานต่องานพ่อ สร้างฝ่ายชะลอน้ำหุบกระพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250117

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสายันต์ สนใจ ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง เปิดเผยว่า ศูนย์ได้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำผสมผสาน ณ หน่วยจัดการต้นน้ำหุบกะพง เพื่อสานต่องานตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงตั้งใจให้พื้นที่บริเวณนี้มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 700 มิลลิเมตรต่อปี แต่หลังจากฝนตกแล้วน้ำจะไหลออกทำให้สภาพดินเกิดความแห้งแล้ง ฉะนั้น การสร้างฝายชะลอน้ำในครั้งนี้ตามโครงการกำหนดไว้ทั้งสิ้น 89 ฝาย เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นและต้นไม้จะงอกงาม โดยตั้งใจว่าจะให้พื้นที่นี้เป็นป่าเปียก

“ตามโครงการของเราทั้งหมดนั้น มี 89 ฝาย เราสร้างเสร็จแล้ว ต่อมาได้มีโครงการ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานตามโครงการพระราชดำริ หรือ กปร. มาดำเนินการอีก 3 ฝาย และวันนี้ทางสภาเกษตรกรได้นำนักประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ มาร่วมกันสร้างอีก 3 ฝาย คงมั่นในว่าโครงการนี้เสร็จแล้วจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้อีก 3 เดือนหลังจากฤดูฝนหมดไปแล้ว” นายสายันต์ กล่าว

ในการนี้ นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้นำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมพลังสร้างฝายชะลอน้ำในครั้งนี้ด้วย

โดย นายภาสันต์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำในครั้งนี้ ยังได้รับความรู้ การสร้างฝาย ผสมผสาน โดยการใช้กระสอบใสทรายผสมปูน และนำวางกั้นทางน้ำไหล ทางสภาเกษตรกรฯ ถือโอกาสในระหว่างการจัดอบรมการเขียนเพื่อประชาสัมพันธ์งานสภาเกษตรกร ทั้ง 77 จังหวัดแล้ว ในฐานะที่สภาเกษตรกรฯ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการส่งเสริมการเกษตร ในเมื่อทางโครงการหุบกะพง มีโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ สภาเกษตรกรจึงเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของโครงการ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการทำความดีบนแผ่นดินของพระราชา