แนะพัฒนาคุณภาพข้าวหอมต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพ-ส่วนแบ่งตลาดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250638

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU-OAE Foresight Center: KOFC) ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ข้าวไทย ซึ่งจากการประกวด World’s Best Rice 2016 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน จัดโดย The Rice Trader ปรากฏว่าข้าวหอมไทยครองแชมป์ชนะเลิศอันดับ 1 เอาชนะข้าวกว่า 50 ชนิด จากหลากหลายประเทศที่ส่งเข้าประกวด เช่น พม่า กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา

ดร.ภูมิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของโลก แต่ในระยะ 5 ปีมานี้ ข้าวหอมมะลิไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับหลายประเทศ โดยสถานการณ์ส่งออกข้าวหอมมะลิไทย เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1.4 ล้านตัน ปี 2559 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม ปริมาณ 1.82 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีปริมาณส่งออก 1.57 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 16% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ และแคนาดา ซึ่งไทยยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดข้าวเป็นอันดับหนึ่งในหลายประเทศ

นอกจากข้าวหอมมะลิ ประเทศไทยยังได้ปรับปรุงมาตรฐานข้าวไทยใหม่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับผู้บริโภคในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพและส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดส่งออก โดยแยกเป็นมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมทั่วไป ประกอบด้วย ข้าวหอมจังหวัดและข้าวหอมปทุม ซึ่งในปี 2559 พบว่า สัดส่วนการส่งออกข้าวเจ้าอื่นมีสัดส่วนมากที่สุด คือ 42% รองลงมาเป็นข้าวเจ้าขาว 5% ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้าขาว 100% และข้าวหอมปทุม

‘บิ๊กฉัตร’ระดมทำฝนหลวง เพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อนบาลลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250633

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.22 น.

29 ธ.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการตาม หัวหน้าคสช. ที่ 36/2559 การใช้ ม.44 ยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่าจากมาตรการนี้ได้ยึดคืนที่ดินของคุณเพียงใจ  หาญพาณิชย์ ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ 1,263 ไร่ ซึ่งอยู่ติดถนนสายหลัก และใกล้แหล่งท่องเที่ยว น้ำตกไทรโยก จะเปิดพื้นที่ด้านหน้าทำร้านค้าอย่างสวยงามให้เกษตรกรมาขายผลผลิตได้ ตนลงพื้นที่ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมทำการเกษตร จัดสรรให้เกษตรกรต่อไป ซึ่งส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้นำ Agri-Map มาพิจารณา พบว่าพื้นที่เหมาะสมกับการทำปศุสัตว์ ซึ่งในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี มีการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ทนแล้งได้สูง ตลาดในประเทศไทย และ ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงมาก ภาคเอกชนในพื้นที่พร้อมเข้ามาส่งเสริม โดยจะดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์แปลงใหญ่เลี้ยงแพะ รวมทั้งได้ขออนุมัติใช้งบเหลือจ่ายปลายปี 2559 มาดำเนินการ

รมว.เกษตรฯกล่าวว่าในขณะนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ถากถางเรียบร้อยแล้ว ส.ป.ก. ได้ปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์  กรมปศุสัตว์ได้สร้างแปลงสาธิตการเลี้ยงแพะในพื้นที่ โดยขณะนี้ มีแพะอยู่ 30 ตัว สำหรับน้ำที่ใช้เลี้ยงแพะ ได้ติดตั้งถังเก็บน้ำ ขนาด 5,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง ใช้รถขนน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียงมาเติม ซึ่งแพะใช้น้ำใยการเลี้ยงไม่มาก โดยพื้นที่ ส.ป.ก. แปลงนี้ จะพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบให้ คทช. เพื่อจัดสรรให้เกษตรกรในเดือน ก.พ. 60 คาดว่าเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกจะสามารถอยู่ได้ ทำกินได้ มีอาชีพรายได้มั่นคง

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2559 ได้จัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ใน 2 พื้นที่ 2 จังหวัด คือ อุทัยธานี และ กาฬสินธุ์ รวม 4,017 ไร่ ในปีงบประมาณ 2569 จะจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืน ให้เกษตรกรกรอีก 100,000 ไร่ ซึ่งตนได้ขอรับการสนับสนุนหน่วยทหารช่างมาช่วยดำเนินการ

“นับเป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดิน และ เป็นนโยบายของของกระทรวงเกษตรฯพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมในการทำการเกษตรโดยมี Agri-map เป็นตัวนำ จัดทำเกษตรแปลงใหญ่ในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรทำกินได้ มีรายได้ มีความมั่นคง ยืนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน”รมว.เกษตรฯกล่าว

ด้านนายสุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้มีนโยบายให้เติมน้ำต้นทุนในเขื่อนที่มีน้ำน้อยให้มากที่สุด ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าในช่วงต้นเดือน ม.ค. 60 ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะมีความชื้นมาก โดยกรมฝนหลวงฯจะระดมเครื่องบินปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วในช่วงวันที่ 4 – 15 ม.ค. 60 เติมน้ำในเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ให้มากที่สุด คาดว่าจะมีน้ำเข้าเขื่อนมากขึ้น

‘ข้าว-ปาล์ม’พาเหรดออกตลาด สศก.ชี้แนวโน้มราคายางสูงขึ้นตามภาวะซื้อขายล่วงหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250536

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สศก.สรุปภาพรวมราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.04 ขณะที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 110.04 จับตาเดือนธันวาคม “ข้าวเปลือกเจ้า-ปาล์ม” พาเหรดออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ขณะที่ราคา“ยางพารา” มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้า

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ดำเนินการประเมินภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ3.04 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พฤศจิกายน2558) สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาจากผู้ประกอบการในประเทศแย่งกันรับซื้อเพื่อส่งมอบประเทศผู้ผลิตยางล้อ ปาล์มน้ำมันราคาสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบในกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปก) ปรับตัวสูงขึ้นและความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อผลิตไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกชะลอตัวมันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลงส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

หากเทียบกับเดือนตุลาคมที่ผ่านมาภาพรวมดัชนีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.78 สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาสูงขึ้นเนื่องจากแหล่งผลิตยางพารา ที่สำคัญในภาคใต้มีฝนตกหนัก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา และฝนตกทำให้คุณภาพไม่ค่อยดี สับปะรดโรงงาน ราคาลดลง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้เดือนธันวาคม 2559 คาดว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ยางพารา เนื่องจากราคาตลาดล่วงหน้า ณ ตลาดโตเกียว ปรับตัวสูงขึ้น

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2559 ลดลงร้อยละ 3.35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2558) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาว แวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 110.04 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา สับปะรดโรงงาน และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทุเรียน ส่วนในเดือนธันวาคม 2559 คาดว่าดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2558 สินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนธันวาคม 2559 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในเดือนพฤศจิกายน 2559 ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2558 ร้อยละ0.41 แม้ว่าดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.04 ได้แก่ ยางพาราและปาล์มน้ำมันขณะที่การลดลงของดัชนีผลผลิตร้อยละ 3.35 สินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงเล็กน้อย

เกษตรฯลุยเร่งเครื่องช่วยชาวนา เปิดขายข้าวจุดพักรถเที่ยวปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250533

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ว่าในปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเจ้า ที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง จากที่ต่างประเทศมีคำสั่งซื้อข้าวเพื่อบริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ กระทรวงเกษตรฯ ยังคงจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นด้านการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้จักข้าวไทยหลากหลายชนิดพันธุ์ที่มีโภชนาการโดดเด่น และเลือกบริโภคข้าวเป็นโภชนาบำบัดสอดคล้องกับความต้องการ ด้วยจุดแข็งของข้าวไทยที่มีความหลากหลาย สามารถคัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงข้าวได้อย่างยืดหยุ่นกับสถานการณ์เพาะปลูกข้าว อีกทั้งสนองความต้องการของตลาดได้อย่างครบวงจรและเป็นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวได้อย่างหลากหลาย ด้วยคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม

โดยนอกจากกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดกิจกรรมพิเศษในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง เริ่มจากกรมการข้าวได้จัดงาน “เทศกาลของขวัญจากข้าว ตลาดข้าวชาวนา ส่งความสุขปีใหม่ 2560 ด้วยข้าวคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 19-30 ธ.ค.นี้ ที่โรงเรียนข้าวและชาวนา กรมการข้าว โดยมีการออกร้านสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว อาหาร เครื่องดื่มของเกษตรกรผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ และร้านศาลาข้าวไทยของกรมการข้าว จำนวน 50 ร้านมีข้าวพันธุ์เด่น เช่น ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดโครงการกระเช้าข้าวสารคุณภาพดีจากสหกรณ์การเกษตรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จำหน่ายตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 13 ม.ค. 2560 โดยในปีนี้กรมฯ ได้คัดเลือกข้าวสารจากแหล่งผลิตข้าวคุณภาพดี กว่า 10 ชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิแท้ 100% จากพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวหอมนิล ข้าวกล้อง ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวซ้อมมือ ข้าวอินทรีย์ นำมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญเพื่อมอบเป็นของขวัญมอบให้กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะเป็นการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดตั้งจุดจำหน่ายข้าวสารคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ณ จุดพักรถและจุดให้บริการประชาชนของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทั้งถนนสายหลักและรองทางอีกด้วย

อสป.พัฒนา‘ระบบอิเล็กทรอนิกส์’ ตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250531

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า อสป. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ ASEAN Catch Document Scheme ร่วมกับศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำโปรแกรม FMO e-MCPD ที่อสป.ได้จัดทำขึ้น มาพัฒนาให้เป็นโปรแกรมe-Catch Document ไปใช้ปฏิบัติในการจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมุ่งหวังที่จะให้ภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่สำคัญของโลก ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) และทำให้แหล่งทรัพยากรประมงของอาเซียนมีความสมบูรณ์และยั่งยืน โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการองค์การสะพานปลา ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้

“องค์การสะพานปลา เล็งเห็นว่า การจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้อย่างถูกต้อง และรายงานผลด้วยความรวดเร็วจึงได้พัฒนาโปรแกรม FMO e- MCPD Application ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้งานในการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำตามพระราชกำหนดการประมงและมุ่งหวังนำข้อมูลที่บันทึกผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดค่าผลตอบแทนสูงสุดของการทำประมง (MSY) ของประเทศไทยได้ในอนาคต โดยการลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูของภูมิภาค ซึ่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านตลาดสัตว์น้ำของภูมิภาค และจะนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นของการประมงในภูมิภาคต่อไป” ผศ.มานพ กล่าว

เตือน‘ราน้ำค้าง-เพลี้ยไฟ’ถล่มองุ่น ย้ำระบาดหนักช่วงออกดอก-ผล/เกษตรฯแนะวิธีป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250535

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้เฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟและโรคราน้ำค้าง มักพบในระยะที่องุ่นออกดอกและผล โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล ทำให้เกิดแผลสีน้ำตาล บริเวณใกล้ขั้วช่อองุ่น ดอก ใบ และผล บ้างเกิดสะเก็ดแผลตามช่อผลองุ่น เมื่อผลองุ่นขยายผลโตขึ้นบริเวณที่ถูกทำลายจะแตก และเป็นช่องทางให้โรคองุ่นเข้าทำลายได้ ส่วนช่อหรือยอดอ่อนที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ช่อดอก ใบ หรือผลแคระแกร็น

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่ง ยอดอ่อน ตายอด และตาข้างอย่างสม่ำเสมอ เพราะเพลี้ยไฟมักทำลายยอดองุ่นที่แตกใหม่ ให้หลีกเลี่ยงการปลูกองุ่นในพื้นที่ใกล้เคียงพืชอาศัย อาทิ มะม่วง เพราะเพลี้ยไฟซึ่งมีขนาดเล็ก สามารถปลิวตามลมระบาดจากสวนมะม่วงไปยังสวนองุ่นได้ง่าย และเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟในช่วงฤดูออกดอก โดยเฉพาะให้ตรวจดูบริเวณด้านที่อยู่ใต้ลมและบริเวณขอบแปลง หากพบให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน

ส่วนโรคที่พบได้ในช่วงนี้ คือ โรคราน้ำค้าง อาการที่ใบ เนื้อเยื่อบนใบเกิดแผลสีเหลืองอ่อน หากสภาพอากาศในตอนเช้ามีความชื้นสูง ที่ใต้ใบด้านตรงข้ามแผลจะพบเชื้อราสีขาวขึ้นฟู ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ถ้าโรคระบาดรุนแรง ก้านใบมีแผลช้ำ ใบจะเหลือง แห้ง และหลุดร่วง อาการที่ยอด เถาอ่อน และมือเกาะ มักพบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูเป็นกลุ่ม ยอดหดสั้น เถาและมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้ง อาการที่ช่อดอกและผลอ่อน จะพบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูปกคลุม ทำให้ดอกร่วง ช่อดอกเน่า และผลอ่อนร่วง หากพบเริ่มระบาดให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเท และให้เก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค หลีกเลี่ยงตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูหนาวที่สภาพอากาศมีความชื้นสูงหรือช่วงที่ฝนตกชุก เพราะโรคจะระบาดรวดเร็วและรุนแรง ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนสูงเกินไป จะทำให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50%ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ+โพรพิเนบ5.5%+61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน

แตกใบอ่อน : ลูกผีหรือลูกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250530

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“แตกใบอ่อน” ฉบับสุดท้ายของปี 2559 คงต้องขอกล่าวคำอวยพรและ “สวัสดีปีใหม่” กับผู้อ่านทุกท่านเอาไว้ล่วงหน้า ขอให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต โรคภัยไข้เจ็บอย่าได้มาเบียดเบียนตลอดปี 2560 ที่กำลังจะมาถึง และปีต่อๆ ไปในอนาคตด้วยเทอญ

เหลียวหลังมองกลับไปตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา เกิดเรื่องเกิดราว เกิดปัญหาขึ้นมากมายกับเกษตรกรของไทย นับตั้งแต่การเกิดภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างปัญหาที่ดิน ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าตกต่ำ จนเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ต้องตกอยู่ในสภาพ “จุกอก” ไปตามๆ กัน

แต่ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้น คงหนีไม่พ้นการแก้ปัญหาของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็แทบเรียกได้ว่า ยังทำงานกันได้ไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะงานสำคัญ 11 ด้าน อาทิ การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต การยกระดับสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย การโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร การทำเกษตรแปลงใหญ่ และการผลักดันเกษตรทฤษฎีใหม่ จนทำเอา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกอาการ “ปรี๊ดแตก” ในคราวการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับขีดเส้นตายออกปากขู่ย้ายล้างบางกันตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงฯ รองปลัด อธิบดี รองอธิบดี ยันผู้ตรวจการ หากยังทำงานย่ำเท้าอยู่กับที่กันเช่นนี้

ดังนั้นเมื่อเงยหน้ามองไปถึงปี 2560 ที่ “บิ๊กฉัตร” เพิ่งประกาศขับเคลื่อนแผนงาน 11 ยุทธศาสตร์ อันประกอบไปด้วย 1.การจัดโซนนิ่งพื้นที่เกษตรพร้อม Agri-Map 2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โดยขยายเป้าหมายเพิ่ม 1,500 แปลง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต 3.การส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร หรือ ศพก. ให้เกษตรเรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกต้อง 4.การบริหารจัดการการปลูกข้าวทั้งระบบ 5.การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

6.การส่งเสริมการเกษตร ทั้งในส่วนของเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) และฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Agriculture) 7.การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง 8.การวางเเผนป้องกันภัยแล้งและศัตรูพืช ซึ่งจะต้องมีความจัดเจนเป็นรูปธรรม 9.การกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานโดยตั้งเป้าปี 2560 ต้องครอบคลุมพื้นที่ 470,000 ไร่ 10.การขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในระดับภูมิภาค หรือ ซิงเกิล คอมมานด์และ11.สินค้าเกษตรปลอดภัยซึ่งจะเร่งดำเนินการในทุกมิติ

โดยทั้ง 11 เรื่องแม้จะไม่ใช่ “เนื้องาน” ใหม่ แต่เป็นการสานงานเดิมที่เคยทำมาแล้ว แต่หากประเมินจากผลงานในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ยังน่ากลัวว่าจะทำได้สำเร็จจริงหรือไม่

นี่ยังไม่นับรวมกับแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาและแผนการลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้วปลูกพืชอื่นทดแทนที่เพิ่งเริ่มโหมโรงดำเนินการไป

และนี่ก็ยังไม่รวมกับการผลักดันการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ “ไอยูยู” เพื่อแก้ “ใบเหลือง” ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มงวดเข้ามาทุกที

เหล่านี้ คือ ภาระอันหนักอึ้งบน 2 มือของกระทรวงเกษตรฯในปีหน้า ซึ่งผลจะออกมาเป็น“ลูกผี” หรือ “ลูกคน” ก็ต้องติดตามกันต่อไป

มะลิลา

ขันนอต‘ซิงเกิลคอมมานด์’ ขยายเป้าเพิ่ม‘แปลงใหญ่’1,500แห่งทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250532

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“บิ๊กฉัตร” เรียกถกขันนอต “ซิงเกิลคอมมานด์” ทั่วประเทศ เร่งแผนงานปี’60 ดันเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อีก 1,500 แปลง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ให้แก่ประธานกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ประกอบด้วย เกษตรและสหกรณ์จังหวัด 56 จังหวัด เกษตรจังหวัด8 จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด 4 จังหวัด สหกรณ์จังหวัด 3 จังหวัด และประมงจังหวัด 6 จังหวัด เพื่อชี้แจงแนวนโยบายขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่นการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning By Agri-Map) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรแบบเบ็ดเสร็จ 882 ศูนย์ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

“คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ(Single Command) ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานในปีที่ผ่านๆ มา ยังพบปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากกว่าขึ้นระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้ส่วนภูมิภาคปฏิบัติงานได้เป็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งสองภาคส่วน เพื่อให้งานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น”พลเอกฉัตรชัย กล่าว

สำหรับผลงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในรอบปีที่ผ่านมาถือว่ามีความคืบหน้าตามลำดับ ซึ่งต้องขอขอบคุณข้าราชการ
เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเกษตรกร ในทุกพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิรูปภาคเกษตรอย่างจริงจัง ดังนั้น ในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งแผนงานต่างๆ ให้ได้ตามเป้าหมายโดยเฉพาะการทำเกษตรแปลงใหญ่ ที่ปี 2559 ได้ดำเนินการแล้วประมาณ 600 แปลง ในปี 2560 มีเป้าหมายดำเนินการอีก 1,500 แปลงใหญ่ จากแผนเดิมที่กำหนดไว้เพียง 1,000 แปลง

ครม.ไฟเขียว’กัญชง’พืชเศรษฐกิจ ให้ปลูก6จังหวัดภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250471

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 12.03 น.

28 ธ.ค. 59 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กัญชง หรือ เฮมพ์ เป็นพืชเศรษฐกิจและสามารถปลูกได้ใน 6 จังหวัด 15 อำเภอ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ 4 อำเภอ คือ อ.แม่วาง แม่ริม สะเมิง และแม่แจ่ม จ.เชียงราย 3 อำเภอ คือ อ.เทิง เวียงป่าเป้า และแม่สาย จ.น่าน 3 อำเภอ คือ อ.นาหมื่น สันติสุข และสองแคว จ.ตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ จ.เพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.หล่มเก่า เขาค้อ และเมือง และ จ.แม่ฮ่องสอน เฉพาะ อ.เมือง ซึ่งสายพันธุ์ที่ปลูกนั้นจะต้องมีสาร THC ไม่เกิน 1%

เลขาฯ ป.ป.ส. กล่าวว่า ส่วนกระท่อม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อแก้กฎหมายใช้เป็นพืชสมุนไพร ขณะที่กัญชานั้นคณะทำงาน ซึ่งมี นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน มีความเห็นต่างจากแพทย์ ซึ่งแม้จะนำมาเป็นยารักษาโรคได้แต่ก็มีอันตรายจากสารอนุพันธ์

“สำหรับการปรับบัญชีเมทแอมเฟตามีนจากยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงเป็นยาเสพติดประเภท 2 เพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเช่นกันทั้งด้านกฎหมายและการปรับใช้เพื่อนำมาเป็นยารักษาโรค ที่ผ่านมาโทษของการค้ายาเสพติด เช่น เฮโรอีน ไอซ์ และเมทแอมเฟตามีน จะมีอัตราโทษไม่แตกต่างกัน แต่หากปรับบัญชีเมทแอมเฟตามีนให้เป็นยาที่นำมาใช้รักษาโรคทางการแพทย์ได้ ก็ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ ให้รอบด้าน” เลขาธิการฯ ป.ป.ส. กล่าว

ขอบคุณภาพ : MedThai

หนุน‘น่าน’ปลูกกาแฟโรบัสตา สศก.ดันกลไกประชารัฐ-ชี้อนาคตน่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250409

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สศก.แนะจับตาอนาคต “กาแฟ” พืชเศรษฐกิจ หนุนเกษตรกร จ.น่าน ผสานความร่วมมือแบบประชารัฐ ปลูก “โรบัสตา”

นางสาวราตรี เม่นประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้เป็นตัวแทน สศก. เข้าร่วมการเสวนา บรรยาย และดูงานการเชื่อมโยงเครือข่ายกาแฟไทยจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งจัดโดยสมาคมกาแฟไทย เมื่อวันที่ 6-8 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่จังหวัดน่าน เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกาแฟ และผู้นำเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิต และการตลาดกาแฟในปัจจุบัน

ปัจจุบัน การผลิตกาแฟพันธุ์โรบัสตาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร และระนอง ส่วนพันธุ์อะราบิกาอยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งจากข้อมูลการผลิตปัจจุบันพบว่า มีการปลูกกาแฟโรบัสตา ในภาคเหนือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งเดิมเป็นแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกา แต่เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตาเพิ่มขึ้นและสามารถปลูกได้ผลดี โดยปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยวและปลูกร่วมกับไม้ผล เช่น มะม่วง

สำหรับพื้นที่ปลูกกาแฟของจังหวัดน่านมีจำนวนกว่า 4,500 ไร่ ผลผลิตปีละ 400 ตัน โดยเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกกาแฟทั้งพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตา ซึ่งการปลูกทั้ง 2 พันธุ์ จะขึ้นอยู่กับระดับความสูงของพื้นที่ โดยหากมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป จะเหมาะสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิกา เช่นที่บ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน แต่ถ้าพื้นที่มีความสูงไม่เกิน 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะเหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตา เช่นที่ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ที่สามารถผลิตกาแฟได้คุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งเกษตรกรมีความสนใจ พร้อมให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยน นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ กำลังปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกาแฟซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และกาแฟยังได้ถูกบรรจุเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ของจังหวัดน่านในโครงการประชารัฐอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม กาแฟจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในอนาคต และเป็นที่ต้องการของตลาดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีราคาตกต่ำ และไม่ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560-2564 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนา
เครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาการแปรรูป รวมถึงยกระดับคุณภาพมาตรฐานสู่สากลและภาพลักษณ์กาแฟไทย ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้ากาแฟในอาเซียน