เลื่อนอ่านอุทธรณ์”วีระกานต์-แกนนำนปช.”บุกบ้านป๋าเปรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253871


วีระกานต์, นปช., พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, เลื่อน, อ่าน, อุทธรณ์, วีระ, กานต์, แกนนำ, นปช, บุก, บ้าน, ป๋า, เปรม, วีระกานต์-แกนนำนปช, วีระกานต์ อดีต ปธนปช- แกนนำ นปช, วีระกานต์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

เลื่อนอ่านอุทธรณ์”วีระกานต์-แกนนำนปช.”บุกบ้านป๋าเปรม

เลื่อนอ่านอุทธรณ์ ” วีระกานต์ อดีต ปธ.นปช.- แกนนำ นปช.” บุกบ้าน “ป๋าเปรม” เหตุ “ วีระกานต์ ” ป่วย บ้านหมุน นัดอีก 9 ม.ค.ปีหน้า

          27 ธ.ค. — ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ปี 2550 คดีหมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน , นายวันชัย นาพุทธา , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ , ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรค 2 ,215 , 216 , 297 , 298 ประกอบมาตรา 33 , 83 และ 91 กรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค.50 แกนนำ และแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ ไม้เสาธง ตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ. ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

         โดยวันนี้ นายวีระกานต์ อดีต ปธ.นปช.จำเลยที่ 4 ไม่ได้เดินทางมาศาล แต่มอบอำนาจทนายความยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ออกไปก่อน เนื่องจากนายวีระกานต์ มีอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระราม 9 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมยื่นใบรับรองแพทย์แสดงต่อศาล

         ทั้งนี้ ศาลพิจารณาคำร้องประกอบใบรับรองแพทย์แล้ว อนุญาตให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นวันที่ 9 ม.ค.2560

         ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่า สำหรับคดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักประธานองคมนตรีนั้นพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยังได้ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-2 ต่อศาลอาญา ด้วยเมื่อปี 2557 ในคดีหมายเลขดำ อ.2799/2557 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรค 2 , 215 , 216 ด้วย

 

         แต่ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างจำหน่ายคดี เนื่องจากขณะฟ้อง นายจตุพร มีเอกสิทธิ ส.ส. ซึ่งอัยการได้นำตัวนายจตุพรกับพวกมาฟ้องภายหลัง และเมื่อมีการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ในสำนวนของแกนนำวันนี้ไปแล้ว เราจึงได้มีการประชุมคดีร่วมกันของคู่ความ และเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมศาลจึงได้สั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลสูง ในคดีดำ อ.3531/2552 ก่อน

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.58 ให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน นายนพรุจ จำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ฯ

         ส่วนนายวีระกานต์ , นายณัฐวุฒิ , นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ให้จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ โดยกระทำความผิดเป็นหัวหน้า ,ฐานเมื่อเจ้าหนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิก แต่ไม่เลิก และฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย ซึ่งทั้งหมดได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 โดยให้ริบของกลางทั้งหมด

 

“ยิ่งลักษณ์”ปิดทองฝังลูกนิมิตที่สุพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253865

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สุพรรณบุรี, ฝังลูกนิมิต, แกนนำ, พท., ยิ่งลักษณ์, ปิดทอง, ฝัง, ลูกนิมิต, ที่, สุพรรณ
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สุพรรณบุรี, ฝังลูกนิมิต, แกนนำ, พท., ยิ่งลักษณ์, ปิดทอง, ฝัง, ลูกนิมิต, ที่, สุพรรณ
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สุพรรณบุรี, ฝังลูกนิมิต, แกนนำ, พท., ยิ่งลักษณ์, ปิดทอง, ฝัง, ลูกนิมิต, ที่, สุพรรณ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

“ยิ่งลักษณ์”ปิดทองฝังลูกนิมิตที่สุพรรณ

“ยิ่งลักษณ์” ขนแกนนำพท.ร่วมกันปิดทองฝังลูกนิมิตที่สุพรรณ

          27 ธ.ค. 59 – น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายนิวัฒนธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสหรัฐ กุลศรี อดีตส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย  และอดีตส.ส.นครปฐม กาญจนบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ร่วมกันปิดทองฝังลูกนิมิต ณ วัดหนองกรดศิริวัฒน์ ต.โคกช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โดยมีประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอวยพรให้มีกำลังใจที่ดีในการต่อสู้คดี จากนั้นได้มอบข้าวสารและผลไม้ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แทนน้ำใจที่มาทำบุญที่ จ.สุพรรณบุรี ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ จะเดินทางต่อไปยังวัดสระบัวก่ำ อ.ด่านช้าง เพื่อปิดทองฝังลูกนิมิตอีกวัดหนึ่ง.

 

ป.ป.ส.เดินหน้าปรับบัญชียาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253861


ปปส., ปปส, เดินหน้า, ปรับ, บัญชี, ยาเสพติด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

ป.ป.ส.เดินหน้าปรับบัญชียาเสพติด

ป.ป.ส.เดินหน้าปรับแก้บัญชียาเสพติดให้สอดรับกับกระแสโลก ปีหน้าเริ่มปลูกกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมใน 6 จังหวัดส่งขายโรงงานยาสูบ. ส่วนกัญชา-กระท่อมยังต้องศึกษาให้รอบคอบ

          27 ธ.ค. — นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการป.ป.ส. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับนโยบายเกี่ยวกับพืชเสพติดและสารเสพติดรวม 4 ชนิด คือ กัญชง กัญชา กระท่อม และเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า เพื่อให้มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ว่า สำหรับกัญชงหรือแฮมพ์ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เป็นพืชเศรษฐกิจและสามารถปลูกเพื่ออุตสาหกรรมได้ โดยในปี 2560 นี้อนุญาตให้ปลูกได้ตามพื้นที่ที่กำหนด  6 จังหวัด 15 อำเภอ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ 4 อำเภอ คือ แม่วาง , แม่ริม,สะเมิง ,และแม่แจ่ม จ.เชียงราย 3 อำเภอ คือ เทิง, เวียงป่าเป้า , และแม่สาย จ.น่าน 3 อำเภอ คือ นาหมื่น,สันติสุข, และสองแคว จ.ตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ จ.เพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง, หล่มเก่า ,เขาค้อ และจุดสุดท้ายที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งสายพันธุ์ที่นำมาปลูกนั้นจะต้องมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทของกัญชาที่ใบและช่อดอก หรือ THC ไม่เกิน 1% หากตรวจพบว่าแปลงใดมีต้นกัญชงที่สาร THC. เกิน 1% ผู้ปลูกจะมีความผิด

         นายศิรินทร์ยา กล่าวอีกว่า สำหรับเยื่อของต้นกัญชงนั้นสามารถทำมาทักถอเป็นประเป๋าหรือประดิษฐ์เป็นสิ่งของอื่นได้ ถือเป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพด้วย โดยโรงงานยาสูบจะเป็นผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์จากต้นกัญชงที่เกษตรกรในพื้นที่ที่ระบุไว้โดยตรง ส่วนพืชกระท่อมขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการใช้พืชกระท่อมในวิถีชาวบ้านและการใช้กระท่อมเป็นพืชสมุนไพร ซึ่งต้องมีการแก้กฎหมายว่า สามารถนำมาใช้ในบ้าน เช่น เคี้ยวหรือต้ม ห้ามนำมาแปรรูปหรือผสมเป็น 4×100.

         สำหรับกัญชาซึ่งเป็นพืชเสพติดทางคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมเมทแอมเฟตามีน ซึ่งมีนายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่เป็นประธานฯทำงานอยู่ระหว่างการ ศึกษาเพิ่มเติมเช่นกัน เนื่องจากยังมีความเห็นขัดแย้งโดยแพทย์มองว่าสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ แต่ก็มีอันตรายจากสารที่เป็นตัวอนุพันธ์ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเหมาะสม และสอดรับกับกระแสโลกที่ดำดนินการปราบปรามนักค้าและแหล่งผลิต ควบคู่ไปกับการบำบัดรักษาผู้เสพ

ส่วนการปรับบัญชีแมทเอมเฟตามีนจากยาเสพติดประเภท 1 จากยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงเป็น เป็นยาเสพติดประเภท 2 เพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการบำบัดรักษาผู้เสพ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเช่นกัน ทั้งด้านกฎหมายและการปรับใช้เพื่อนำมาเป็นยารักษาโรค ที่ผ่านมาโทษของการค้ายาเสพติด เช่น เฮโรอีน ไอซ์ และแมทเอมเฟตามีน จะมีอัตราโทษไม่แตกต่างกัน แต่หากปรับบัญชี เมทแอมเฟตามีนจะเป็นยาที่นำมาใช้รักษาโรคทางการแพทย์ได้. ซึ่งยังต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆให้รอบคอบ

 

“ผบ.ทบ.”ยันไม่เคยซื้อเครื่อง SSL

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253855


ผบ.ทบ., ผบทบ, ยัน, ไม่เคย, ซื้อ, เครื่อง, SSL

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

“ผบ.ทบ.”ยันไม่เคยซื้อเครื่อง SSL

ผบ.ทบ.ยันทัพบกไม่เคยซื้อเครื่องถอดรหัส SSL จวกเพจตกแต่งข้อมูลทำปชช.สับสน เล็งใช้ก.ม.ฟันทำทบ.เสียหาย

          27 ธ.ค. — พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพซึ่งอ้างว่าเป็นข้อมูลการจัดซื้อของกองทัพบก เรื่องอุปกรณ์เครื่องถอดรหัส SSLว่า จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าที่ผ่านมากองทัพบกไม่เคยจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าว เนื่องจากเครื่องถอดรหัส SSL เป็นระบบเจาะข้อมูลของคอมพิวเตอร์ที่กองทัพบกไม่มีความจำเป็นต้องใช้ และจากการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกเมื่อต้นปี 59 ยืนยันว่าไม่มีการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวแน่นอน ส่วนใหญ่อุปกรณ์ที่จัดซื้อมาจะเกี่ยวกับการสร้างระบบป้องกันตัวเอง อีกทั้งย้ำว่าในปีงบประมาณ 60 ก็ไม่มีการจัดซื้อดังกล่าวด้วย

“ข้อมูลจากเพจดังกล่าว เป็นการตกแต่งข้อมูล สังเกตเห็นว่ารายการยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือของทหารช่างและมาต่อท้ายด้วยเครื่องSSL โดยปกติทางทหารไม่ได้ดำเนินการแบบนี้ที่จะนำเครื่องมือช่างมารวมกับเครื่องมือสื่อสาร จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการรับฟังเรื่องเหล่านี้ ส่วนการตรวจสอบคนที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่นั้นกำลังดำเนินการอยู่ เพราะถือเป็นการใส่ร้ายและให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ทำให้องค์กรเกิดความเสียหาย ซึ่งขณะกำลังดำเนินการด้านคดีความอยู่” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะกองทัพบกเป็นเป้าหรือไม่จึงถูกเจาะข้อมูล พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า โดยทั่วไปกลุ่มเห็นต่างก็จะโจมตีหน่วยงานราชการทั้งหมด ซึ่งกองทัพบกก็มีหน้าที่ชี้แจงให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร พร้อมทั้งสร้างระบบป้องกันให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เจาะข้อมูลชั้นความลับออกไปได้

ต่อข้อถามที่ว่าแต่ตอนนี้เหมือนกับต่างฝ่ายต่างโต้ข้อมูลกันไปมา พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ในเมื่อมีการนำข้อมูลที่ไม่จริงมาเปิดเผย ตนก็มีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง  ส่วนจะดำเนินการกับกลุ่มเหล่านี้ที่มีลักษณะเป็นนักรบไร้ตัวตนอย่างไรนั้น ก็ต้องพิสูจน์ตัวตนกันไป เพราะเรามีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคอยู่แล้ว ส่วนตนไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ ดังนั้นต้องดำเนินการไปตามข้อมูลหลักฐาน

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ได้เน้นย้ำในที่ประชุมสภากลาโหมเกี่ยวกับการดูแลภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์นั้นในส่วนกองทัพบกได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่าตามกระบวนการเราดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว พร้อมทั้งมีการเตรียมการและฝึกอบรมคนเพิ่มเติมเพื่อให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้

 

“นพดล”ไม่สนโพลคนชอบรัฐบาลรัฐประหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253850


นพดล ปัทมะ, นพดล, ไม่สน, โพล, ชอบ, รัฐบาล, รัฐประหาร

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

“นพดล”ไม่สนโพลคนชอบรัฐบาลรัฐประหาร

“นพดล”ไม่สนโพลชี้ คนชอบรัฐบาลจากรัฐประหารมากกว่าจากการเลือกตั้ง

          27 ธ.ค. — นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีโพลบางสำนักมีผลสำรวจคน 1,077 คนว่า คนนิยมรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารมากกว่ามาจากเลือกตั้งนั้น ตนว่าเป็นการดีที่คนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ส่วนตัวรู้สึกเฉย ๆ เพราะโพลสะท้อนความรู้สึกของคนตอบแบบสอบถามในช่วงเวลานั้น ๆ ความเห็นของคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ต่างกับถามวันนี้ตอบอยากทานข้าว พรุ่งนี้อาจอยากทานก๋วยเตี๋ยว ตนไม่ยึดติดกับโพล นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา เช่น โพลถามคนกี่คน ถามคนชนบทหรือในเมือง คำถามตั้งอย่างไร และบริบททางการเมืองขณะที่ถามเป็นเช่นไร ซึ่งตนเห็นว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นพิสูจน์มาเกือบสองพันปีแล้วว่าใช้ได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวแทนของตนได้  และมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเหมาะสม

          ดังนั้นโพลที่ดีที่สุดคือการกาบัตรเลือกตั้งของประชาชนหลายสิบล้านคนซึ่งอีกไม่นานก็คงจะเกิดขึ้นและจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลจากรัฐประหารหรือจากการเลือกตั้งประชาชนจะมีความสุขมีความเป็นอยู่ที่ดีมีสิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจดี มีงานทำและมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นหรือไม่ อย่างไร ประชาชนทั้งประเทศคงจะได้ร่วมกันทำโพลที่แท้จริง

 

อปท.ค้านกฎหมายควบรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253844

อปท., ยื่น, พรเพชร, ควบรวม, ประชาชน, ขัด, รธน., ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, อปท, ค้าน, กฎหมาย, ควบ, รวม, อปทค้านกฎหมายควบรวม

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

อปท.ค้านกฎหมายควบรวม

อปท.ยื่น “พรเพชร” ค้านกฎหมายควบรวม แจงขัดรธน .- ให้อำนาจมหาดไทยมากเกินไป ไม่ถามความเห็นประชาชน

 

27 ธ.ค.59 – นายประเสริฐ วชิรเขื่อนขันธ์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และนายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่รัฐสภา เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมองว่า น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายประเสริฐ กล่าวว่า การยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลนั้น ทั้ง 3 สมาคมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ การควบรวมเทศบาลตำบลขนาดเล็กเข้าด้วยกัน เพราะไม่มีการถามความเห็นของประชาชนในพื้นที่ว่าต้องการอย่างไร รวมถึงทางท้องถิ่นไม่ได้มีการทุจริตมากมายอย่างที่เป็นข่าวและนำมาอ้างเพื่อควบรวม นอกจากนี้ ยังเป็นการให้อำนาจแก่กระทรวงมหาดไทยมากเกินไปทุกระดับ ไม่คำนึงถึงสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยังขัดต่อหลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

ด้านนายพรเพชร กล่าวว่า ยินดีที่ทั้ง 3สมาคมมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่นของสนช.เพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ไปยื่นเรื่องและทำความเข้าใจกับคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย เพราะเป็นผู้ตรวจสอบกฎหมายก่อนจะเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี.

 

ยันจำเป็นต้องมีกฎหมายป้องปรามไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253842


พรบ.คอมพ์, พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ, ยัน, จำเป็นต้อง, กฎหมาย, ป้อง, ปราม, เบอร์, Thailand 40, รู้ รัก สามัคคี

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

ยันจำเป็นต้องมีกฎหมายป้องปรามไซเบอร์

ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ทบ.ยันจำเป็นต้องมีกฎหมายป้องปรามไซเบอร์ แจงแฮกเกอร์ใช้การโจมตี 3 รูปแบบ

          27 ธ.ค. — พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก (ศซบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีหน่วยงานราชการ ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ว่า การถูกโจมตีทางไซเบอร์ มักถูกแพร่ข้อมูลข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ ว่าเว็บล่ม และสามารถเจาะระบบได้แล้ว มีทั้งจริงบ้าง เท็จบ้าง เพื่อเป็นการสร้างกระแสต่อประชาชน ที่กำลังติดตามข่าวทางสื่อดังกล่าว โดยไม่ทราบข้อเท็จจริง และจะชักชวนเข้าร่วมการกระทำดังกล่าว ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริง และทำความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงการเตือนสติประชาชนไม่ให้หลงเชื่อ และตกเป็นเครื่องมือเข้าร่วมการกระทำที่เป็นการละเมิดกฎหมายด้วยความคึกคะนองโดยเฉพาะเยาวชน เพราะเมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับกุม อาจถูกดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ. คอมพ์ฯ และกฎหมายมาตราอื่นๆ ทำให้เสียอนาคตได้

พล.ต.ฤทธี กล่าวต่อว่า เว็บไซต์หน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ และการบริการข้อมูลหน่วยงานสาธารณะมีจำนวนนับแสนเว็บ ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่สำคัญ และเป็นชั้นความลับเลย จึงไม่ได้มีอุปกรณ์ป้องกันการโจมตีหรือรบกวนทั้งหมด แบบเว็บด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความจำเป็นด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สูง จึงทำให้เว็บทั่วไปเป็นจุดอ่อนในการถูกโจมตี เพื่อสร้างกระแสดังกล่าว ถึงแม้จะถูกโจมตีจนเกิดความเสียหาย โดยปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ก็สามารถกู้คืนระบบและนำข้อมูลสำรอง ที่ทำการ Backup ไว้มาใช้งานใหม่ได้ตามปกติ

พล.ต.ฤทธี กล่าวว่า การโจมตีเว็บของหน่วยงานราชการที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นการโจมตีทั้งแบบ DDOS Attack เพื่อจะให้ Server ล่ม โดยใช้ปริมาณการเข้าถึง Server จำนวนมาก ๆ เกินกว่าปริมาณที่ระบบจะรองรับได้ก็จะเกิดปัญหาแบบเครื่องยนต์ Over Heat และเครื่องดับ หรือแบบเราชักปลั๊กไฟ ขณะทำงานคอมพิวเตอร์ กว่าจะบู้ทเครื่องขึ้นมาทำงานใหม่ได้ก็เสียเวลา บางครั้งระบบซอฟต์แวร์และข้อมูลอาจจะเสียหาย ซึ่งการรับมือของหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะใช้อุปกรณ์ Firewall เป็นกำแพงป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งกฎว่า IP อะไรผ่านเข้าถึงระบบ Server ได้อะไรผ่านไม่ได้ IP ที่มีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามก็จะถูก Block สกัดกั้นไม่ให้ผ่านเข้าถึงตัวระบบ คนที่เข้ามาโจมตีพอเข้าไม่ได้ก็จะมโน ไปเองว่าทำให้เว็บล่มแล้ว แต่ความเป็นจริงระบบยังทำงานปกติ ผู้ใช้งานทั่วไปยังสามารถเข้าใช้งานได้ ในกรณีที่ปริมาณการโจมตี Traffic มาก ๆ เกินกว่าปริมาณท่อ Lead Line Internet ของหน่วยงานจะรับได้ เช่น มีท่อขนาด 300 Mb. โดนโจมตีปริมาณ 500 Mb เรามองง่าย ๆ ว่าใช้ถนน 4 เลน แต่ปริมาณรถช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์มากมาเกินเป็น 7-8 เลน ก็ทำให้การจราจรเป็นอัมพาตชั่วคราว แต่ระบบไม่ได้เสียหายอะไร พอสถานการณ์คลี่คลายก็กลับมาใช้งานได้เป็นปกติ เป็นต้น เป็นเรื่องปกติของการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ได้มีอะไรเสียหายร้ายแรง ตามที่เป็นกระแส

พล.ต.ฤทธี กล่าวต่อว่า การโจมตีแบบเจาะระบบหรือแฮก ก็มีหลายรูปแบบ มีทั้งแฮกได้จริงและเท็จแต่มาสร้างกระแสให้สังคมสับสนเท่าที่เจอมีอยู่ 3 รูปแบบหลัก ๆ เช่น การโจมตี Path Traversal ซึ่งเป็นการโจมตีผ่านทาง Port ต่าง ๆ ของระบบ โดยเฉพาะ Port 80 และ Port 443 ซึ่งเป็น Port สำหรับเข้า-ออก Internet ถ้าเจาะเข้ามาได้ ก็สามารถเอาอะไรมาฝั่งในระบบได้ ทั้ง Botnet , Ransomware , Backdoor , Spyware , Zero day ต่าง ๆ เป็นต้น อุปกรณ์ของเราก็จะกลายเป็นหุ่นยนต์ หรือซอมบี้ ให้ผู้เจาะระบบนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้ รวมถึงสามารถเข้าถึง Path ที่เก็บไฟล์ Application ที่เรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ แนวทางการป้องกัน ก็คือ Port หรือ Service อะไรที่ไม่มีความจำเป็นก็ให้ปิดการใช้งาน หรือกำหนดเวลาการใช้งานบางเวลา แต่ไม่ใช่การปิด Port หรือ Service หมด จนใคร ๆ เข้าใช้งานไม่ได้ รวมถึงการกำหนด Permission ในการเข้าถึง Path และการแก้ไขข้อมูล

ส่วนการโจมตีแบบ SQL Injection เป็นการโจมตีโดยอาศัยช่องโหว่ด้านการเขียนโปรแกรม หรือเว็บเพจ ทำให้ผู้โจมตีสามารถฝัง Script เข้าไปเรียกดูข้อมูลได้ แสดงผลข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจริงได้ แบบเราใช้อุปกรณ์ดักรับสัญญาณทีวีดาวเทียมที่ผิดกฎหมายเข้าดูหนัง ดูข่าว ก็ได้แค่ดู แต่ตัวจริงในจออยู่ที่สถานี เป็นต้น แนวทางการป้องกัน ก็ต้องไปตรวจสอบช่องโหว่ของ Source Code โปรแกรม และดำเนินการแก้ไขให้มีความปลอดภัย รวมถึงการกำหนด Permission ในการเข้าถึงข้อมูล เพื่อป้องกันการแก้ไข หรือลบข้อมูล

ส่วนการโจมตีแบบ Brute Force เป็นการโจมตีโดยอาศัยการเดาสุ่มรหัสผ่านของผู้ใช้งาน ทั้งระดับ Admin จนถึงผู้ใช้งาน โดยใช้โปรแกรมเดาสุ่มรหัสผ่าน อันนี้อันตราย เพราะถ้าเจาะเข้ามาได้ ก็เข้าถึงข้อมูลและยึดระบบได้หมด แนวทางการป้องกัน ก็ต้องมีมาตรการเข้มงวดให้ผู้ใช้งานกำหนดรหัสผ่านให้มีความปลอดภัยสูง ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศ

พล.ต.ฤทธี กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ผู้โจมตีสามารถที่จะใช้เครื่องมือสแกนตรวจสอบช่องโหว่ ( VA ) มาดูว่าระบบของเรามีอะไรเป็นช่องโหว่บ้าง ก็จะโจมตีตามช่องโหว่ที่ตรวจพบตามวิธีการดังกล่าว ดังนั้นเราเองก็ต้องหมั่นคอยตรวจสอบช่องโหว่ระบบของเราอยู่เสมอ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่เนิ่น ๆ เพราะการเจาะระบบจะต้องใช้เวลาพอสมควรตามความเข้มแข็งด้านความปลอดภัยของเรา หากจนท.มีความประมาทเลินเล่อ หรือขาดการดูแลเอาใจใส่ในมาตรการรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อการโจมตี

พล.ต.ฤทธี กล่าวว่า จากสถานการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ ทั้ง DDOS Attack และการ Hack เจาะระบบ ต่อระบบสารสนเทศของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและธุรกิจเอกชน รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมไทยในยุคดิจิตอลปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่เพียงแต่จะเป็นภัยด้านความมั่นคงของชาติเท่านั้น ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของมนุษย์ทุกคนที่ใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริโภคข้อมูลข่าวสารจากสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ มีทั้งการล่อลวง หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อ ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย และเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ รวมถึงภาพอนาจาร ยั่วยุทางอารมณ์ เป็นต้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายมาป้องปราม คุ้มครอง และป้องกันภัยดังกล่าว ในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล ที่จะทำให้เราจะก้าวไปเป็น “Thailand 4.0” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในอนาคต แต่สิ่งที่ตามมาคือ ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงภัยจากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ บนโลกไซเบอร์ที่มีต่อประชาชน ขอให้ประชาชนทุกคน ต้องมีความตระหนักรู้ มีสติ ไม่ตื่นตระหนก มีความร่วมมือร่วมใจกัน และมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะต้องพัฒนายิ่งๆขึ้นไป ที่สำคัญที่สุดคือ “ รู้ รัก สามัคคี ” ตามคำสอนของพ่อ

 

จำคุก 5 ปี ” พิจิตต รัตตกุล ” คดีจัดซื้อที่จอดรถ กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253840

คมชัดลึก, แพงเกินจริง, กทม., จัดซื้อที่ดินจอดรถ, ศาลอุทธรณ์, จำคุก, พิจิตต, รัตตกุล, คดี, จัดซื้อ, ที่จอดรถ, กทม, คดีจัดซื้อที่จอดรถ, พิจิตต รัตตกุล , พิจิตต รัตตกุล, สมคาด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

จำคุก 5 ปี ” พิจิตต รัตตกุล ” คดีจัดซื้อที่จอดรถ กทม.

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คุก 5 ปี “พิจิตต รัตตกุล” อดีตผู้ว่าฯกทม.คดีจัดซื้อที่ดินจอดรถ กทม. แพงเกินจริง/ “สมคาด” อดีตผอ.จัดซื้อที่ดินจอดรถกทม.ลดโทษเหลือคุก 5-7 ปี

          27 ธ.ค.59 – ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็น โจทก์ ยื่นฟ้อง นายพิจิตต รัตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. , นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม., นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ กทม., นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม., นายสมควร รวิรัฐ อดีต ผอ.สำนักการคลัง กทม., นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีต ผอ.กองระบบการคลัง กทม. และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผอ.เขตบางซื่อ เป็นจำเลยที่ 1- 8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ , ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ , ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อเดือน ต.ค.53 บรรยายพฤติการณ์สรุปขว่า ระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.38 – 16 ก.ย. 40 พวกจำเลยร่วมกับ นายสมคาด เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. และ นายชวน ผอ.เขตบางซื่อขณะนั้น เรียกทรัพย์สินจากการดำเนินการจัดซื้อที่ดินของ นายสุพจน์ และนางสุณี มโนมัยพันธุ์ เพื่อจัดหาสถานที่เพื่อใช้เป็นที่จอดรถขยะรถน้ำของ กทม.หลังมีการประกาศให้ประชาชนเสนอขายที่ดินแก่ กทม.

ต่อมานายชวน ได้รายงานว่า นายสุพจน์และนางสุณี เสนอขายที่ดิน 17 แปลง เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา พร้อมอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ในซอยเรียงปรีชา ถ.ประชาราษฎร์ 1 แขวง-เขตบางซื่อ กทม. ราคาตารางวาละ 60,000 บาท และบริษัท วินโล จำกัด เสนอขายที่ดินเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ราคาตารางวาละ 65,000 บาท แล้วนายชวน ผอ.เขตบางซื่อ ได้มีหนังสือสอบถามราคาประเมินที่ดินของนายสุพจน์ เพียงรายเดียว รวม 15 โฉนด ไปยังสำนักงานที่ดิน กทม.ที่ตีราคาประเมินที่ดินดังกล่าวตารางวาละ 42,000 บาท ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตีราคาประเมินตารางวาละ 60,000 บาท

ขณะที่ที่ดินนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทางเข้า-ออกมีการจดทะเบียนโอนเป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ทางเข้า-ตกเป็นภาระจำยอมโดยการจัดซื้อที่ดินได้เสนอให้จำเลยพิจารณาอนุมัติจัดซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยวิธีการพิเศษ ตามข้อบัญญัติ กทม.เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538 โดยมีนายสมควร รวิรัฐ ผอ.สำนักการคลัง กทม. เป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษอันเป็นการขัดต่อข้อบัญญัติ กทม.เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538 เนื่องจากไม่ใช่พัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน แต่คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเชิญ นายสุพจน์และนางสุณี มโนมัยพันธุ์ ต่อรองราคาโดยไม่พิจารณาผู้เสนอขายรายอื่นก่อนมีมติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าว ในราคาตารางวาละ 59,900 บาท รวมเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ซึ่งรวมราคา หลังต่อรองลงแล้วจำนวน 270 ล้านบาท กระทั่งวันที่ 16 ก.ย.40 จำเลยมอบอำนาจให้นายชวน ผอ.เขตบางซื่อ ทำสัญญาจัดซื้อที่ดินจากนายสุพจน์

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อปี 2558 ว่า นายสมคาด สืบตระกูล จำเลยที่ 4 กระทำผิดตามมาตรา 149 ให้จำคุก 8 ปี ส่วนนายชวน พัฒนวรานนท์ จำเลยที่ 8 กระทำผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินฯ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามมาตรา 149 และ 157 ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 8 เป็นเวลา 10 ปี อมาอัยการโจทก์  , จำเลยที่ 4 และ จำเลยที่ 8 ยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้นายพิจิตต อดีตผู้ว่าฯกทม. จำเลยที่ 1 , นายสมคาด จำเลยที่ 4 และ นายชวน จำเลยที่ 8 พร้อมทนายความและบุคคลใกล้ชิดเดินทางมาศาล

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า นายพิจิตต อดีตผู้ว่าฯ กทม. , นายสมคาด อดีตเลขานุการฯ  , นายชวน อดีต ผอ.เขตบางซื่อ จำเลยที่ 1,4 และ 8 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ และฐานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ หรือไม่

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า นายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน จ่ายเงินจำนวน 18 ล้าน ให้ นายชูศักดิ์ ศรีประเสริฐ นายหน้าขายที่ดิน เป็นค่ามัดจำที่ดินและค่านายหน้าไม่ได้มีส่วนได้เสียในการซื้อขายที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณานายชวน จำเลยที่ 8 ไม่ได้นำสืบถึงเงินจำนวนดังกล่าว การที่จำเลยที่ 8 แจ้งอนุกรรมการไต่สวนว่าได้มีหนังสือเสนอขายที่ดินให้ จำเลยที่ 8 ต่อมาจำเลยที่ 8 เสนอขายให้กับนายชูศักดิ์ กระทั่งมีการเตรียมการต่อรองและวางมัดจำเงินจำนวนดังกล่าว โดยนายชูศักดิ์ นำเงิน 8 ล้านบาทให้จำเลยที่ 8 ดำเนินการ เมื่อจำเลยที่ 8 ตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวไม่มีทางเข้าออกเป็นเหตุให้นายชูศักดิ์ ไม่ต้องการซื้อที่ดินดังกล่าวอีก จำเลยที่ 8 จึงเบิกถอนเงินคืนให้กับนายชูศักดิ์นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ปรากฏว่ามีการคืนเงินด้วยวิธีการอย่างไร และไม่มีหลักฐานการคืนเงิน

การที่จำเลยที่ 8 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งเป็นเงินของนายสุพจน์ภายหลังจากที่ กทม.ซื้อที่ดินของนายสุพจน์เพียงไม่กี่วัน ชี้ชัดว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องการขายที่ดินของนายสุพจน์ให้แก่ กทม. ฟังได้ว่าจำเลยที่ 8 และพวกเรียกรับเงินจากนายสุพจน์เป็นการตอบแทน ที่จำเลยที่ 8 กับพวกช่วยดำเนินการให้กทม.ซื้อที่ดิน

ส่วนที่จำเลยที่ 8 อุทธรณ์ว่าการซื้อขายที่ดินเป็นการซื้อขายที่ดินเปล่าไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากเจ้าของที่ยกสิ่งปลูกสร้างให้กับกทม.เห็นว่า จำเลยที่ 8 ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างแม้นายสุพจน์จะยกสิ่งปลูกสร้างให้กับกทม.แต่จำเลยที่ 8 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากกทม.ไม่จดทะเบียนสิทธิ์นิติกรรมที่ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ตรงตามความเป็นจริงว่า มีสิ่งปลูกสร้าง การที่จำเลยที่ 8 ไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็เพื่อช่วยเหลือนายสุพจน์ไม่ให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินและค่าธรรมเนียมจดทะเบียน จำเลยที่ 8 จึงมีความผิด ตามมาตรา 149 และ 157

ขณะที่นายสมคาด จำเลยที่ 4 เป็นคณะกรรมการ ตซช.มีหน้าที่ พิจารณาและตรวจสอบทำเลที่ดินที่กทม.ดำเนินการจัดซื้อ ซึ่งจำเลยที่ 4 มีความเกี่ยวข้องกับ จำเลยที่ 8 ในการซื้อขายที่ดิน และจำเลยที่ 8 ไม่มีเหตุโกรธเคืองหรือปรักปรำจำเลยที่ 4 การที่จำเลยที่ 8 ซื้อแคชเชียร์เช็ค จำนวน 3 ล้านบาท สั่งจ่ายให้จำเลย ที่ 4 แสดงว่าจำเลยที่ 8 ประสงค์จะแบ่งเงินให้จำเลยที่ 4 ที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 8 สั่งซื้อแคชเชียร์ให้กับตัวเอง นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และพยานที่เบิกความก็เป็นทีมงานของจำเลยที่ 4 จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 4 มากกว่า

ส่วนเงินฝาก 1 ล้านบาท ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขานนทบุรี ของจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 อ้างว่าเป็นเงินมรดกที่ได้รับจากมารดาจึงนำมาเข้าบัญชีตนเองนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 อยู่บ้านเดียวกับมารดาตลอดและทราบดีว่าการเก็บเงินสดไว้กับตนเองจำนวนมากจะไม่ปลอดภัย หากมารดาเก็บเงินได้มากขนาดนี้จำเลยที่ 4 จะต้องนำเข้าฝากไว้กับธนาคารนานแล้ว และที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกเป็นข้อต่อสู้ที่ไม่อาจรับฟังได้ ที่สำคัญคือจำเลยที่ 4 ไม่สามารถนำสืบแหล่งที่มาของเงินจำนวน 14 ล้านบาทได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลย 4 ได้รับเงินจากจำเลยที่ 8 ที่เรียกค่าตอบแทนการดำเนินจัดซื้อที่ดินจากนายสุพจน์

นอกจากนี้จำเลยที่ 8 ได้ถอนเงินจำนวน 5 ล้านบาทและนำเงินฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันธนาคารเอเชีย สาขาสาทร และนำเงินเข้าธนาคารไทยธนุ สาขาชิดลมอีก จำนวน 5 ล้านบาท เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของนายพิจิตต จำเลยที่ 1 นายสุพจน์และเงินที่ จำเลยที่ 8 ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 แล้วก็เป็นเงินส่วนหนึ่งที่นายสุพจน์ได้จากการขายที่ดินให้กับ กทม.

แม้อัยการโจทก์ ไม่ได้หาหลักฐานเชื่อมโยงเงินจำนวนดังกล่าว ก็เป็นหน้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงถึงเงินจำนวนดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเงินจำนวน 10 ล้านบาท เป็นเงินที่มีอยู่เดิมและได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งเห็นว่า นำสำเนารายการแสดงบัญชีทรัพย์สินจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำเอง  ซึ่งการแสดงรายการสินทรัพย์เป็นเงินสด ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีเงินสดจำนวนดังกล่าวอยู่จริง ทั้งนี้จำนวนเงินสดที่แจ้งไว้มีมากถึง 13 ล้านบาท ย่อมจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันที่มาของเงินได้ไม่ยาก แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานมาแสดงจำนวนเงินสดที่จำเลยที่ 1 แจ้งไว้ในรายการทรัพย์สิน จึงไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ย่อมประกอบธุรกิจและใช้บัญชีธนาคาร ต้องทราบดีว่าหากเก็บเงินสดไว้จะไม่ปลอดภัยและขาดประโยชน์ที่จะได้จากดอกเบี้ย เมื่อตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 1 ทั้งสองธนาคาร ทราบว่ามีการเบิกเงินเกินบัญชี มียอดหนี้ธนาคารมาตลอดทั้งสองบัญชี ซึ่งสภาพการเงินเป็นหนี้ 10 ล้านบาท ยังไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดที่จำเลยที่ 1 ต้องเก็บเงินสดไว้กับตัวเองยอมเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคาร พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 4 และ 8 ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

ส่วนที่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 8 อ้างว่ากทม.ไม่ได้รับความเสียหายและโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นเกินสมควร เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 และ 8 จะเรียกรับเงินแต่ศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ไม่ทำให้ กทม.ได้รับความเสียหาย

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 8 ปี และจำคุกจำเลยที่  8 ตาม ม.149 เป็นเวลา 10 ปีนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าหนักเกินไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก นายพิจิตต อดีตผู้ว่าฯ กทม.จำเลยที่ 1 และนายสมคาด อดีตเลขานุการฯ จำเลยที่ 4  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 คนละ 5 ปี

และให้จำคุก นายชวน อดีต ผอ.เขตบางซื่ิอ จำเลยที่ 8 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149  เป็นเวลา 7 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำตัดสินแล้ว ทนายความจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1,4 และ 8 ระหว่างฎีกาสู้คดี โดยนำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินราคาประเมิน 5 ล้านบาท และ 8 ล้านบาท ให้ศาลพิจารณา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของศาลว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวหรือไม่.

 

“บิ๊กตู่” มอบ “หน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์” ให้ ครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253833

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, เรื่อง, กล้วยน้ำว้ายักษ์, ครม., ประยุทธฺ์, บิ๊ก, ตู่, มอบ, หน่อ, กล้วยน้ำว้า, ยักษ์, ให้, ครม, บิ๊กตู่, หน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

“บิ๊กตู่” มอบ “หน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์” ให้ ครม.

“บิ๊กตู่” อวยพรปีใหม่ “ครม.” พร้อมมอบ “หน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์” ถือเคล็ด ให้การทำงานต่อไปเป็นเรื่องกล้วยๆ

          27 ธ.ค. 59 – ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายประจำปี 2559 มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการประชุมวันนี้นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสอวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ให้กับคณะรัฐมนตรี พร้อมมอบหน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์ จากอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ให้กับทุกคนเพื่อไปขยายพันธุ์ อีกทั้งเป็นการสื่อนัยยะว่าให้การทำงานต่อไปเป็นไปอย่าง กล้วยๆ ทั้งนี้ หน่อกล้วยน้ำว้ายักษ์ดังกล่าวนำมาจากสวนของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปปส.) จากจังหวัดกาญจนบุรี.

 

“อัศวิน”เดือดซัดมือมืดอ้างเรียกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/253832


พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, อัศวิน, เดือด, ซัด, มือมืด, อ้าง, เรียก, เงิน, เสือไม่กินเนื้อเสือ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ธ.ค. 2559

“อัศวิน”เดือดซัดมือมืดอ้างเรียกเงิน

“อัศวิน”เดือดซัดมือมืดอ้างเรียกเงิน ได้ตำแหน่งโยกย้ายกทม. ลั่น”เสือไม่กินเนื้อเสือ”

          27 ธ.ค. — พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมแนวดิ่งผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักการจราจรและขนส่ง และหัวหน้าฝ่ายโยธา 50 เขต โดยพล.ต.อ.อัศวิน กล่าวตอนหนึ่งว่า  “ใน 72 วันที่ผมมาอยู่ที่นี่ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจตัวผมเท่าไหร่ เมื่อการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตช่วงต้นเดือน หรือการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตเมื่อวานนี้ ก็มีคนพูดว่าเขาจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ เอาไปให้อย่างไร ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ได้ดี แต่เลวไม่มาก ผมมาจากข้าราชการเหมือนกัน ผมเป็นเสือ เสือไม่กินเนื้อเสือ ผมบอกเลย ผมเป็นเสือจะไม่กินเนื้อเสือ อะไรที่ไปตามวัฒนธรรมองค์กร เรื่องการแต่งตั้งผมอยู่มาทั้งชีวิต คุมหน่วยใหญ่ ๆ ผมอยู่กองปราบ ผมแต่งตั้งมาหมดไม่มีใครมาแตะ โดยช่วงที่ผมเป็นรองผู้ว่าฯกทม. เงินเดือนกทม. หักภาษีไปแล้ว ผมไม่เคยเอาเงินเดือนกลับบ้านแม้แต่บาทเดียว เอาบัญชีเอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยมาดูได้ สิ้นเดือนเบิกมาเอามาใส่ซองให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง สามารถตรวจสอบได้ ผมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา”

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวด้วยว่า “ผมเคยลำบากมาก่อน เคยรับราชการตั้งแต่เป็นพลตำรวจ ผมรู้ชีวิตความลำบาก ผมลูกคนบ้านนอก ดังนั้นผมไม่เอาหรอก ผมเป็นมาทุกอย่างแล้ว ติดคุกมาแล้ว ผมไม่สบายใจที่มีคนพูดว่าวิ่งเสียเงินกับผมได้ แต่อยากแค่พูดว่าที่บ้านผมมีธุรกิจ ผมกินไม่หมดอยู่แล้ว เรื่องเงินเรื่องทองอย่าไปฟังใคร บอกไว้เลยคนที่ได้ขึ้นตำแหน่งไม่ต้องมาพูดเลยว่าวิ่งเสียเงิน แค่เอาดอกไม้มาขอบคุณช่อเดียวก็พอใจเเล้ว บางคนผมยังไม่รู้จักด้วย ตราบใดที่ผมยังอยู่เรื่องแบบนี้ไม่มีแน่นอน ถ้าผมรู้ว่าใครพูดจะให้นักเลงฟันปากเลย เพราะผมไม่ใช่คนอย่างนั้น ใครบอกวิ่งกับผมเสียเงิน จะได้ยศได้คำแหน่ง อย่าไปให้เขา อย่าไปเชื่อเขา ขอให้สบายใจ อย่าให้เขาหลอก ไหว้ผมอย่างเดียวก็พอ แต่ต้องทำงานให้ผมนะ ขอให้เชื่อผม ยืนยันด้วยความสัตย์จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. ได้ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 4553/2559 เรื่องโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญประเภทอำนวยการต้น จำนวน 10 ราย นอกจากนี้ยังได้ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 4554/2559 แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ประเภทอำนวยการต้น อีกจำนวน 10 ราย และ ยังได้ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 4555/2559 แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ประเภทอำนวยการต้น อีก 9 ราย