ขนส่ง ลงดาบรถทัวร์ทิ้งผู้โดยสารกลางทางที่บุรีรัมย์ สั่งปรับ-ยึดทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 15:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825430


ขนส่ง ลงโทษทันที รถทัวร์ทิ้งผู้โดยสารลงกลางทางที่บุรีรัมย์ ตรวจสอบพบเป็นรถผิดกฎหมาย-ใบอนุญาตประกอบการขาดอายุ สั่งเปรียบเทียบปรับ-ยึดแผ่นป้าย พร้อมเตือนผู้ประกอบการ-พนักงานขับรถ หากฝ่าฝืนลงโทษจริงจังทุกกรณี …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีรถโดยสารไม่ประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี ละทิ้งผู้โดยสารก่อนถึงจุดหมายปลายทาง โดยให้ลงระหว่างทางบริเวณศาลาพักคอยผู้โดยสาร บริเวณทางแยกบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 59 เวลาประมาณ 21.45 น. นั้น

กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบข้อมูลรถโดยสารไม่ประจำทางคันที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี มีผู้ประกอบการขนส่งคือ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด และโดยพนักงานขับรถคือ นายสุนทร วงศ์แสนสุข ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 2 ประเภททุกประเภท ฉบับที่ 2 ชบ.00632/59 วันสิ้นอายุ 28 กรกฎาคม 2562 ออกให้โดยนายทะเบียนจังหวัดชลบุรี สาขาอำเภอศรีราชา เป็นพนักงานขับรถ

ในวันเกิดเหตุได้ให้การว่า บริษัท กฤตพลทัวร์ จำกัด ได้ติดต่อจ้างเหมาใช้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางให้รับผู้โดยสารจากตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่เนื่องจากผู้โดยสารบนรถจะไปลงตามอำเภอต่างๆ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมาก จนมีกลุ่มผู้โดยสารจำนวน 13 คน ขอลงระหว่างทาง ณ ศาลาพักคอยผู้โดยสาร บริเวณทางแยกบุรีรัมย์เพื่อจะต่อรถไปเอง จึงได้ติดต่อประสานไปยังผู้ร่วมโดยสารในรถโดยสารคันดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งได้ให้การตรงกันกับผู้ขับรถ กรมการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว แม้พนักงานขับรถไม่ได้มีเจตนาละทิ้งผู้โดยสาร แต่การให้ผู้โดยสารลงจากรถก่อนถึงจุดหมายปลายทางมีความผิดตามกฎหมาย จึงได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการอบรมความปลอดภัยในการให้บริการ บันทึกประวัติผู้กระทำความผิดและกำชับตักเตือน เพื่อมิให้เกิดเรื่องร้องเรียนในลักษณะเช่นนี้อีก

อย่างไรก็ตาม ได้ทำการตรวจสอบรถที่นำมาใช้ในการขนส่งเพิ่มเติม พบว่า รถโดยสารไม่ประจำทางคันที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี เป็นรถที่สิ้นอายุภาษี ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2558 และผู้ประกอบการขนส่ง คือ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด ใบอนุญาตประกอบการขนส่งสิ้นอายุตั้งแต่เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2557 อยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาตใหม่ กรมการขนส่งทางบกจึงได้เรียกผู้ประกอบการขนส่งมาดำเนินการเปรียบเทียบปรับทันทีเป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท ยกเลิกทะเบียน ยึดแผ่นป้ายเพื่อไม่ให้นำรถไปใช้ และชำระภาษีที่ค้างชำระพร้อมค่าปรับทั้งหมด และพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งฉบับใหม่ให้กับ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด

ในส่วนของกรณีพฤติกรรมของบริษัท กฤตพลทัวร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รวบรวมผู้โดยสารและจำหน่ายตั๋วเป็นรายบุคคล กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เตือนผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถทุกคนปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ด้านพนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี

ส่วนประชาชน แนะนำให้เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยกรมการขนส่งทางบก ได้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและเพิ่มจำนวนคู่สายโทรศัพท์สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

 

หุ้นสหรัฐฯ ลดลงส่งท้ายปี 2016 จากแรงฉุดกลุ่มเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 12:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825210


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเปิดการซื้อขายวันสุดท้ายในปี 2016 จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี เช่น แอปเปิล และอื่นๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 30 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 57.18 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 19762.60 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 10.43 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 2238.83 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 48.97 จุด หรือ 0.90% ปิดที่ 5383.12 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การซื้อขายในวันศุกร์เป็นไปอย่างซบเซาเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด โดยปัจจัยที่เป็นแรงฉุดสำคัญคือการลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยแอปเปิล, เฟซบุ๊ก, อัลฟาเบต และไมโครซอฟต์

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะลดลงในวันสุดท้ายของปี 2016 แต่ในภาพรวมปีนี้ ดาวโจนส์เพิ่มขึ้นถึง 13.4% ส่วนเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 9.5% และแนสแด็กเพิ่มขึ้น 7.5% โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากและต่อเนื่องหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี และพรรครีพับลิกันครองสภาครองเกรส

 

เนสกาแฟ เดินหน้าแคมเปญปีใหม่ ส่งคนไทยกลับบ้านปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825246


เนสกาแฟ จับมือ 3 หน่วยงานคมนาคม จัดแคมเปญส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย หวังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง มอบเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เอ็กซตร้า ริช กว่า 200,000 กระป๋อง แก่ผู้ขับขี่-ผู้โดยสารที่สถานีรถไฟ-ขนส่ง รวม 17 จุดทั่วประเทศ ตลอดช่วงปีใหม่ …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นางศรินทิพย์ พิมแพง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
เปิดเผยว่า จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) พบว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555-2559 ประเทศไทย ยังคงมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยมากกว่า 350 คนต่อปี หรือราววันละกว่า 50 คน

เนสกาแฟ จึงได้ร่วมกับสามหน่วยงานคมนาคมหลัก ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดแคมเปญ “เนสกาแฟ ร่วมส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย” เพื่อนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันนั่น คือ ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวยังต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ และให้ได้ฉลองอย่างมีความสุขและปลอดภัย

นางศรินทิพย์ กล่าวด้วยว่า เนสกาแฟ ให้บริการเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เอ็กซตร้า ริช จำนวนกว่า 200,000 กระป๋อง เพื่อเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ให้แก่ผู้ที่ต้องเดินทางไกล ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ เนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มเอ็กซตร้า ริช ให้บริการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ สถานีรถไฟ จุดบริการการทางพิเศษ จุดบริการตำรวจทางหลวง และสถานีขนส่ง รวม 17 จุดทั่วประเทศ ครอบคลุม สถานีรถไฟหัวลำโพง จุดบริการการทางพิเศษ ด่านบางแก้ว1, บางนา กม.6, บางปะอินขาออก, ประชาชื่น, จุดพักรถมอเตอร์เวย์ จุดบริการตำรวจทางหลวง วังน้อย, วังมะนาว, หนองดินแดง, รังสิต, ธัญบุรี, สถานีขนส่ง หมอชิตใหม่, นครชัยแอร์, สายใต้, นครสวรรค์, ขอนแก่น และโคราช

 

แกะกล่อง 10 ของขวัญปีใหม่จากใจซานต้าตู่ เช็กดูคุณได้รับไหมเอ่ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821694


สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2560….สำหรับใครที่แฟนไม่รัก เพื่อนไม่เลิฟ ญาติไม่สน จนไม่ได้ของขวัญ เชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ เพราะในวันที่คุณไม่มีใคร แต่ในใจของรัฐบาลยังมีคุณเสมอ…ซานต้าตู่ชุดเขียวๆ เหลียวแลพวกเราเสมอ คุณลุงจัดของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ คัดเน้นๆ มาให้ 10 กล่อง ใครรักใครชอบกล่องไหน จัดไปอย่าให้เสีย!

แจกเงินคนจน 3,000 บาท

1. แจกเงินคนจน 3,000 บาท

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการลงทะเบียนคนจน โดยยึดหลักเกณฑ์พิจารณาจากรายได้ หากไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 3,000 บาทต่อคน และผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 1,500 บาทต่อคน

โดยรัฐบาลระบุว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย จะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป และโครงการดังกล่าว สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะโอนเงินให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 8.3 ล้านคน ภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและบรรเทาความเดือดร้อน

2. ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท

สำหรับผู้ซื้อสินค้าและบริการ ในระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 59 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษี โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่ง ป.รัษฎากร

ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้จะได้รับภาษีคืนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง เช่น ผู้มีฐานภาษี 35% หากจ่ายเงินสำหรับท่องเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม ไป 15,000 บาท จะได้ภาษีคืน 5,250 บาท ซึ่งเป็นอัตราคืนภาษีสูงสุด แต่ถ้ามีฐานภาษีเพียง 5% จ่ายไป 15,000 บาทเต็มจำนวน ก็จะได้ภาษีคืนเพียง 750 บาทเท่านั้น

3. ลูกหนี้แสนดีมีเฮ แบงก์คืนดอกเบี้ย

ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปรับลดดอกเบี้ย หรือคืนเงินให้กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ชำระตรงเวลา

สำหรับธนาคารออมสิน กำหนดเงื่อนไขคือ ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะต้องไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดในรอบ 12 เดือน ระหว่างเดือน ธ.ค. 59 – พ.ย. 60 ธนาคารออมสินจะคืนดอกเบี้ยร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารต่อเนื่องในรอบระยะเวลา 12 เดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับลูกหนี้ หรือนำไปหักเงินต้นคงเหลือให้มีจำนวนลดลง

สำหรับธนาคาร ธอส. ได้จัดทำ “โครงการของขวัญปีใหม่ 2560 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้า ธอส.ผู้มีรายได้น้อย” โดยธนาคารจะจ่ายเงินจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ลูกค้า (ผู้กู้หลัก) ซึ่งทุกบัญชีต้องเข้าเงื่อนไขที่ ธนาคารกำหนด ประกอบด้วย 1. วงเงินกู้ทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกันไม่เกิน 1 ล้านบาท 2. ต้องไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวมถึงไม่เคยประนอมหนี้กับธนาคาร และไม่เคยมีประวัติการติดตามขอให้ชำระหนี้ค้าง 3. มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน โดยต้องชำระไม่น้อยกว่าเงินงวดที่ธนาคารกำหนดและตรงตามเวลาที่ธนาคารกำหนดทุกเดือน และ 4. ต้องชำระเงินงวดของเดือน ธ.ค. 2559 ในระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2559 และไม่มีค่าธรรมเนียมค้างชำระ

4. ขึ้นทางด่วนฟรี

ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษก บางปะอิน-บางพลี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางออกต่างจังหวัด และแก้ไขปัญหาการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่

5. ปรับปรุงรถไฟชั้น 3 เจ๋งแจ๋วกว่าเดิม

การรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการเดินทางของประชาชนทางรถไฟให้มีความสะดวกสบาย รวดเร็ว สะอาด และปลอดภัย โดยปรับปรุงในระยะแรกจำนวน 20 คัน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน และจากนั้นจะทยอยปรับปรุงอย่างต่อเนื่องรวม 148 คัน ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการรถโดยสารโฉมใหม่เต็มรูปแบบในวันครบรอบ 120 ปี (26 มีนาคม 2560)

ทั้งนี้ มีการทำสีใหม่ทั้งภายในและภายนอก ปรับปรุงระบบน้ำในห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปราศจากกลิ่นรบกวนระหว่างทาง ปรับปรุงประตู หน้าต่าง บานกระจกใหม่ ปรับปรุงสภาพพื้นในตัวรถให้มีความสะอาดแข็งแรง เปลี่ยนเบาะนั่ง พนักพิงใหม่ให้นั่งสะดวกสบาย ซ่อมแซมพัดลมให้ใช้งานได้ตามปกติทุกตัว

6. ชะลอขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม

กระทรวงพลังงาน ดำเนินโครงการบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน กับผู้มีรายได้น้อยใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย หรือไม่มีไฟฟ้าใช้รวม 7.68 ล้านราย และร้านค้าหาบเร่แผงลอยอาหาร ที่มีพื้นที่ทำการค้าไม่เกิน 50 ตารางเมตร และใช้ขนาดถังไม่เกิน 15 กิโลกรัม จำนวนทั้งสิ้น 332,000 ราย โดยใช้ราคาแอลพีจีคงเดิมที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ต่ออีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดโครงการเดือนธันวาคมนี้

7. ตรวจสภาพรถฟรี

กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันจัดกิจกรรม “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” และขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559–31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

โดยประชาชนสามารถนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะยี่ห้อใดเข้ารับบริการได้ ณ สถานประกอบการที่มีป้ายข้อความ “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” โดยจะได้รับบริการตรวจเช็กสภาพรถ และอุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 20 รายการ โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์ ความตึงของสายพาน พร้อมปรับตั้ง แบตเตอรี่ และการทำงานของไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น

8. ปรับลดค่าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าเอฟที มาอยู่ที่ -37.29 สตางค์/หน่วย มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แม้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระแก่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ ขณะเดียวกัน เป็นการสะสมเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า

9. ผู้ประกันตน ตรวจสุขภาพฟรีเริ่ม 1 ม.ค. 60

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้กำหนดให้ผู้ประกันตนทุกคน เข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยการตรวจสุขภาพได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องรับบริการในโรงพยาบาลตามสิทธิที่ผู้ประกันตนได้เลือกเอาไว้ ซึ่งกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถตรวจสุขภาพพื้นฐานได้ อาทิ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจการทำงานของไต เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ภาวะผิดปกติ หรือโรค

10. รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับปีใหม่ ลดสูงสุด 80%

กระทรวงพาณิชย์ จับมือสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ โดยผู้ประกอบการทุกรายยินดีให้ความร่วมมือจัดงานลดราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยลดราคาพิเศษ เพิ่มจากการส่งเสริมการขายตามปกติ มีจำนวนสินค้าเข้าร่วมการจัดงาน รวมทั้งส่วนลดเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยลดสูงสุด ร้อยละ 80 ภายใต้ ชื่องาน “รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับปีใหม่” ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2559–4 มกราคม 2560 รวม 21 วัน จาก 16 ผู้ประกอบการในทุกสาขากว่า 13,500 สาขาทั่วประเทศ

รูดม่านข่าวเศรษฐกิจปี 59 ปีแห่งการ “ช็อกโลก บิ๊กเซอร์ไพรส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824817


นอกเหนือจากความวิปโยคเศร้าโศกของปวงชนชาวไทยและของโลกที่มีต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แล้ว ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์โดดเด่นทั้งของไทยและต่างประเทศที่เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่แวดวงเศรษฐกิจหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นวิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างอื้ออึง และล้วนเป็นเหตุการณ์เขย่าโลกที่สมควรจะบันทึกไว้เป็นเรื่องเด่นในรอบปี 2559 ดังนี้ :1.“แจส โมบาย” ทิ้งคลื่นประมูล 4 จี 900 MHz

การประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อออกใบอนุญาต 4 จี ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะใช้เวลาเคาะราคากันข้ามวันข้ามคืนถึง 4 คืน 5 วัน เรียกได้ว่า “สู้กันถึงชั้นฎีกา” กว่าจะได้ผู้ชนะประมูล!

เริ่มเคาะราคาตั้งแต่ 09.00 น. ของวันที่ 15 ธ.ค. ไปสิ้นสุดเอาเที่ยงคืนเศษ วันที่ 19 ธ.ค.2558 สิริรวมกว่า 88 ชั่วโมง ทุบสถิติการประมูลสุดมาราธอนเท่าที่เคยมีมา และยังทำให้รัฐได้เม็ดเงินจากการประมูลสูงถึง 151,952 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีก ทำเอา กสทช.หน้าบานเป็นจานกระด้ง ผลประมูลที่ได้ยังทำเอาทุกฝ่ายมีอึ้ง เมื่อ 1 ในผู้ชนะการประมูลนั้น คือบริษัทสื่อสารน้องใหม่ “แจส โมบาย บรอดแบนด์” ที่เคาะราคาไปสุดระห่ำถึง 75,654 ล้านบาท ปาดหน้าบริษัทสื่อสารยักษ์อย่างดีแทคและเอไอเอสชนิดไม่เห็นฝุ่น กลายเป็น “แจสผู้ฆ่ายักษ์” ไปในทันที

แต่คล้อยหลังการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ “แจสผู้ฆ่ายักษ์” ที่ประกาศไม่ได้มาเล่นๆ แต่หวังจะอาศัย 4 จี กระโจนเข้าสู่ตลาดสื่อสารเป็นโอปอเรเตอร์รายที่ 4 กลับ “หายเข้ากลีบเมฆ” และเบี้ยวจ่ายเงินค่าธรรมเนียมประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท ที่กำหนดเส้นตายเอาไว้วันที่ 21 มี.ค.2559 สุดท้าย “นายกฯตู่” ต้องงัด ม.44 ผ่าทางตันสั่งให้ กสทช.จัดประมูลใหม่จนได้บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส กู้หน้ารับราคาที่แจสโมบายทิ้งไว้ดูต่างหน้า

ส่วน “แจส” นั้นแม้ถูก กสทช.ปรับและริบเงินค้ำประกันแต่กลับนอนตีพุงด้วยราคาหุ้นพุ่งกระฉูด!!!

2.น้ำท่วม–ภัยแล้ง ซ้ำซาก!

ยังคงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับประเทศไทยกับวิกฤติ “ภัยแล้ง-น้ำท่วม” ซ้ำซาก!

จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ตั้งแต่ต้นปี 59 ที่ทำให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤติภัยแล้งอย่างหนักถึงขั้นเกือบจะต้องงดเล่นสงกรานต์กันเลยทีเดียว โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) 36 จังหวัด 226 อำเภอ 1,167 ตำบล 9,394 หมู่บ้าน ด้วยสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ คือเขื่อนสิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำใช้การอุปโภคบริโภคไม่ถึง 30% ของความจุ โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำใช้การได้เหลือ 0% จนต้องดึงน้ำก้นเขื่อนมาใช้

แต่หลังวิกฤติภัยแล้งคลี่คลายลงไปไม่ถึงขวบเดือน ประเทศไทยก็เผชิญปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่หอบเอาพายุกระหน่ำเข้ามายังประเทศไทย 2-3 ลูกซ้อน ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ ตะวันออก ตะวันตก ที่หลายจังหวัดจนวันนี้ก็ยังเจอควันหลงอยู่ และโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นได้ก่อให้เกิดวลี “น้ำขังรอการระบาย” กระแทกกระดองใจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ไปเต็มๆ

ขณะที่สถานการณ์ฟ้าฝนในวันนี้ยังคงเคลื่อนไปถล่มพื้นที่ภาคใต้อย่างหนัก หลายจังหวัดถูกมวลน้ำถล่มเสียหายอย่างหนัก โดยที่ภาครัฐได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆเท่านั้น.

3.กระทรวงดิจิทัล….เหล้าเก่าในขวดใหม่

หลังจากรัฐบาล คสช.ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ประกาศนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ไทย-แลนด์ 4.0” มากว่า 2 ปี ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ “หม่อมอุ๋ย–ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ก่อนจะส่งไม้ต่อมายัง “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์”

ท้ายที่สุดรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้จัดตั้ง “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือกระทรวงดีอี ขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2559 โดยเปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที มาเป็นกระทรวงดีอีกันดื้อๆ ขณะที่ตัวบทกฎหมายที่จะรองรับ รวมทั้งป้ายชื่อกระทรวง สัญลักษณ์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ ทุกอย่างยังคงใช้ของเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถือเป็นการยกเครื่องปรับเปลี่ยนจัดตั้งกระทรวงที่เต็มไปด้วยความไม่พร้อม แม้แต่ตัวพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นกฎหมายแม่บทของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลก็เพิ่งจะผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ขณะที่ตัวรัฐมนตรีที่จะขับเคลื่อนนโยบายดีอีนั้นยิ่งไปกันใหญ่เพราะนับแต่จัดตั้งกระทรวงดีอี ต้องอาศัย “บิ๊กจิน-พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง” รองนายกฯ เจียดเวลาไปนั่งรักษาการสัปดาห์ละวันและเพิ่งจะมาแต่งตั้ง รมต.กระทรวงดีอี คือ นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมานี่เอง

แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เลยก็ว่าได้!

4.เบร็กซิท (Brexit) เขย่าโลก!

ผลการลงประชามติของคนอังกฤษ (Brexit) ต่อการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) พลิกผันไปจากโพลของหลายสำนักที่ต่างทำนายว่าอังกฤษจะยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อไป แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติ ทุกโพลยังคงทำนายว่าฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ต่อ (Remain) จะกำชัยชนะเหนือฝ่ายสนับสนุน (Leave) ให้ออกจากอียู

แต่แล้วประชาคมโลกก็ต้อง “ช็อก” ตาค้างกับผลโหวตของชาวเมืองผู้ดีเมื่อวันพฤหัสฯที่ 23 มิ.ย.2559 ที่ออกมาด้วยผลโหวตให้อังกฤษผละออกจากอียูด้วยคะแนน 52 ต่อ 48 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียง 71.8% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์กว่า 30 ล้านคน ผลโหวตที่ออกมาดังกล่าวถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เป็นวัน “ประกาศอิสรภาพ” ของสหราชอาณาจักร และชัยชนะของคนธรรมดาๆที่ไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจอังกฤษหรือไม่

และแม้ว่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงจะร่วงลงมาต่ำสุดในรอบ 20 ปี หรือผลโหวตจะทำให้นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่คนอังกฤษก็ดูจะไม่สนใจไยดีใดๆ ทั้งนี้ผลจากการโหวต Brexit จะทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องเริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อถอนตัวจากอียูภายในวันที่ 31 มี.ค.2560.

5.“โดนัลด์ ทรัมป์” พลิกล็อก ช็อกโลก!

นักวิชาการสื่อกระแสหลัก และผู้คนทั่วโลกต่างตกตะลึงคาดไม่ถึงว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีอันดับที่ 151 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีสินทรัพย์ราว 3,700 ล้านเหรียญ หรือ 131,350 ล้านบาท จะคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ไปครอง ด้วยชัยชนะอัน ล้นหลามจากการลงคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral vote) 290 คะแนน ต่อ 228 คะแนน ทิ้งห่าง นางฮิลลารี คลินตัน ไปขาดลอยเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2559

แม้ชาวมะกันจำนวนมากจะออกมาเดินขบวนประท้วงนายทรัมป์เพราะไม่พอใจในผลเลือกตั้งที่ออกมา และมีความพยายามจะให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ยังคงเดินหน้าทาบทามเหล่าเซเลบริตี้มะกันให้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขา ที่สำคัญเขายังคงเดินหน้านโยบาย America first ตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการล็อบบี้ให้เจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ย้ายโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำกลับมายังสหรัฐฯ โดยสัญญาจะให้สิทธิพิเศษด้านภาษี และข่มขู่หากไม่ให้ความร่วมมือก็อาจเจอมาตรการลงโทษทางภาษีที่เขาอาจเก็บสูงถึง 35%

ด้วยบุคลิกและนโยบายที่สุดโต่งทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ถูกสื่อเรียกขานโดยใช้ศัพท์สแลงว่า “ทรัมป์ ทรัมป์” อย่างไรก็ตาม มีผู้กล่าวถึงชัยชนะของทรัมป์อย่างสะใจว่าเขาใช้เงินเพียง 1 ล้านเหรียญเท่านั้นเพื่อให้สื่อออกข่าวให้ ขณะที่คู่แข่งต้องใช้เงินถึง 30 ล้านเหรียญ ในการทำให้สื่อกระแสหลักเลือกข้างและฟันธงว่าเธอจะชนะแบบนอนมาตลอด!

6.รถไฟฟ้าสายสีม่วง…แค่เปิดหวูดก็ม้วนเสื่อ!

หลังจากประชาชนคนกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องหาวเรอรอรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางซื่อ-บางใหญ่ มาร่วมปี ในที่สุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดให้บริการรถไฟฟ้า สายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2559 โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้บริการในเดือนแรก โครงการดังกล่าวก็ส่อแวว “หืดจับหายใจไม่ทั่วท้อง” เพราะปริมาณผู้โดยสารที่คาดการณ์เอาไว้กว่าวันละ 220,000 คนในปี 59 และจะเพิ่มเป็น 239,000 คนในปี 62 นั้น เอาเข้าจริงกลับวูบเหลือแค่วันละ 20,000 คนเท่านั้น ทำให้ รฟม.จัดเก็บค่าโดยสารได้แค่วันละ 6 แสนบาทเท่านั้น ขณะมีต้นทุนในการจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อให้บริหารรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงกว่าวันละ 3.6 ล้านบาท ทำเอา รฟม.หืดจับชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องขาดทุนวันละกว่า 3 ล้านบาท

หลังเปิดให้บริการมาแค่ 3 เดือน (6 ส.ค.–13 พ.ย.59) รฟม.ขาดทุน ไปแล้วกว่า 350 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังคงเป็นไปเช่นนี้ก็คาดว่า รฟม.จะประสบปัญหาขาดทุนปีละกว่า 1,270 ล้านบาทเลยทีเดียว.

7.ควันหลงปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ

คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบในการทลายเครือข่าย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” รายใหญ่ของประเทศ เมื่อปลายเดือน ก.ย.2559 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาดท่องเที่ยวไทยที่กำลังโลดแล่นชะงักงันไปชั่วขณะ

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมสองผู้บริหารบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เจ้าของกิจการรถบัสให้เช่ากว่า 2,000 คันและกิจการอื่นๆในเครือรวม 5 บริษัท พร้อมอายัดเงินในบัญชี 92 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาทกับอายัดทรัพย์สิน รวมทั้งรถบัสนำเที่ยว ก่อนแจ้งข้อหา “อั้งยี่” หรือ “ซ่องโจร” กับเจ้าของบริษัท

ควันหลงจากปฏิบัติการทลายเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญดังกล่าว ทำให้บริษัททัวร์กว่า 300 แห่งที่เคยทำธุรกิจร่วมกับบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ต่างหยุดทำธุรกิจทันทีเพราะไม่มั่นใจจะถูกหางเลขไปด้วยหรือไม่ ทำเอานักท่องเที่ยวจีนวูบลงไป 40-50% ในทันที ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดประชุมและเร่งกำหนดมาตรฐานราคาทัวร์ขั้นต่ำ พร้อมส่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บินไปทำความเข้าใจกับรัฐบาลจีน และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจีน (ซีเอ็นทีเอ) เพื่อหยุดวิกฤติท่องเที่ยวไทย

ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวฯแถลงยืนยันตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยแม้จะลดลงจากเป้าหมาย 10 ล้านคนในปีนี้ แต่ก็คาดจะมีอยู่ที่ 9.1 ล้านคน มากกว่าปี 2558 ที่มี 7.98 ล้านคน.

8.ตึกมหานครสูงสุดประเทศไทย

เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ตึกมหานคร” ที่ขึ้นแท่นเป็นอาคารสูงที่สุดในประเทศไทย ล้มแชมป์เก่าอย่างใบหยกทาวเวอร์ 2 ไปด้วยความสูง 314.2 เมตร 77 ชั้น ได้รับการรับรองโดยสภาตึกสูงโลก (Council on Tall Building and Urban Habitats; CTBUH) เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งตระหง่านเป็น “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่บนเนื้อที่ 9 ไร่ บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และย่านสีลม-สาทร

ตึกมหานครเป็นโครงการของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการนิมิต หลังสวน และมหาสมุทร 2 โครงการที่พักตากอากาศสุดหรูของเมืองไทย โดยร่วมกับ บริษัท อินดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกใช้เม็ดเงินลงทุนถึง 22,000 ล้านบาท เนรมิตโครงการนี้ขึ้นมา ด้านงานออกแบบก็โดดเด่นโดยได้สถาปนิกระดับโลกอย่าง “โอเล เชียเรน” ผู้อยู่เบื้องหลังตึกสูงระฟ้ามากมาย อาทิ CCTV Beijing, The Interlace และ Collaborative Cloud มาดีไซน์ตัวอาคารในสไตล์โมเดิร์นที่มีครบครัน ทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว, ร้านอาหารแหล่งรวมของเชฟมิชลิน และห้องชุดพักอาศัยสุดหรู

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 ภายใต้คอนเซปต์ “มหานคร แบงค็อก ไรซ์ซิ่ง เดอะ ไนท์ ออฟ ไลท์” โดยมีประชาชนทั้งไทยและต่างประเทศรวมทั้งสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานนับพัน และคาดว่าตึกมหานครนี้จะยังคงตระหง่านเป็นตึกสูงที่สุดของประเทศไปอีกหลายปี.

9.ปรากฏการณ์ “ฟินเทค” ฟีเว่อร์

กระแส “ฟินเทค” หรือ Financial Technology มาแรงควบคู่เครือข่ายโทรศัพท์ 4 จี เป็นการต่อยอดการใช้บริการทางการเงินจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องทำธุรกรรมด้วยตัวเองที่ธนาคาร มาสู่การดำเนินการผ่านเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการ ATM, Internet Banking, Mobile Banking หรือการซื้อขายหุ้นออนไลน์ เป็นต้น

ผลที่ตามมาก่อให้เกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่ ธุรกิจ “สตาร์ตอัพ” ที่ขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจฟินเทค พัฒนาโปรแกรม ให้บริการผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆที่อำนวยความสะดวกต่อผู้บริโภคขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการให้บริการฟินเทคแล้วในขณะนี้ 12-15 บริษัทจากที่ยื่นจดทะเบียนกว่า 40 บริษัท ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารของรัฐ ที่แม้แต่เดิมจะมีบริการ “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” อยู่แล้ว ต่างทุ่มงบลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ รวมถึงการจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นมาเพื่อแข่งกับฟินเทคเป็นพรวน

ส่วน 3 ค่ายมือถือต่างได้อานิสงส์จากบริการฟินเทคที่กำลังขยายตัวในการให้บริการชำระเงิน โอนเงิน เอไอเอส ให้บริการภายใต้ชื่อ “เอ็มเปย์” ดีแทค ภายใต้ชื่อ “เพย์สบาย” และทรู ภายใต้ชื่อ “ทรูมันนี่” พร้อมพัฒนาระบบการชำระเงินรายย่อย (อี-วอลเลต) สามารถเปิดให้โอนเงินข้ามค่ายผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ.

10.“บิ๊กดีล” คิง เพาเวอร์–แอร์เอเชีย

เข้าทำนอง “ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน” หลังลือกันให้แซดในตลาดหุ้นหลายรอบ ที่สุด “บิ๊กดีล” สะท้านวงการบิน “คิง เพาเวอร์” รุกคืบฮุบสายการบินไทยแอร์เอเชียก็เป็นจริง!!!

โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.59 “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าพ่อธุรกิจดิวตี้ฟรี “คิง เพาเวอร์” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ว่า ได้เข้าซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียจาก “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ และครอบครัว” ในบริษัทเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV (เป็นบริษัทที่ถือหุ้นไทยแอร์เอเชียในสัดส่วน 55%) จำนวน 1,892 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 39% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในราคาหุ้นละ 4.20 บาท รวมมูลค่าเงินลงทุน 7,945 ล้านบาท โดยเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีเชื่อมั่นว่าจะช่วยเสริมธุรกิจดิวตี้ฟรีของคิง เพาเวอร์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธุรกิจสายการบินเป็นช่องทางที่พานักท่องเที่ยวเข้ามาไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดจีนที่ถือเป็นตลาดหลัก

อย่างไรก็ตาม คิง เพาเวอร์ยังคงยืนยันให้นายธรรศพลฐ์ และทีมผู้บริหารชุดเดิมนั่งแท่นบริหารไปอีก 3 ปี พร้อมส่ง นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล เข้าเป็นกรรมการบริษัท ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่ายการรุกคืบของคิง เพาเวอร์ครั้งนี้คงจะเขย่าวงการท่องเที่ยว และโดยเฉพาะธุรกิจสายการบินให้หนาวๆร้อนๆไปตามกัน.

11.“เจ้าสัวเจริญ” เทกโอเวอร์ Big–C

เป็น “อภิมหาบิ๊กดีล” แห่งปีที่ต้องกล่าวถึงกับวีรกรรมของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อนัก “เทกโอเวอร์” มาแต่ไหนแต่ไร ในอดีตปี 2549 เทกโอเวอร์ “โออิชิ กรุ๊ป” ของเสี่ยตัน ภาสกรนที, ปี 2550 เทกโอเวอร์หุ้น “ยูนิเวนเจอร์” ปี 2551 ซื้อตึกเนชั่นฯ ปี 2553 ซื้อบริษัทเสริมสุขฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “เอส”, น้ำดื่มคริสตัล, ชาลิปตัน ให้ฮือฮามาแล้ว

มาปี 2559 เจ้าพ่อน้ำเมายังคงสร้างความฮือฮาด้วยการปาดหน้ากลุ่มเซ็นทรัลเข้าเทกโอเวอร์กิจการค้าปลีกดังของประเทศไทย “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” ที่มีสาขาอยู่เกือบ 700 สาขาจากกลุ่มกาสิโนของฝรั่งเศสด้วยเม็ดเงินกว่า 122,000 ล้านบาท ในนามบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เฉือนกลุ่มเซ็นทรัลของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่เคยเป็นเจ้าของธุรกิจดังกล่าวมาแต่เริ่มแรก โดยมีการเจรจาปิด “อภิมหาบิ๊กดีล” นี้ไปเมื่อเดือน ก.พ.2559

วันนี้กล่าวได้ว่าอาณาจักรธุรกิจ 400,000 ล้านบาทของทีซีซี กรุ๊ป ของเจ้าสัวเจริญนั้นกินรวบไปทั้งธุรกิจน้ำเมา เครื่องดื่ม อาหาร ร้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โรงแรม และอื่นๆ จนสุดจะจาระไน.

12.“หมอเสริฐ” ซื้อปาร์คนายเลิศ

อีก “บิ๊กดีล” ที่สั่นสะเทือนวงการในรอบปีที่ผ่านมาคือกรณีบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) หรือเครือโรงพยาบาลกรุงเทพของ “หมอเสริฐ–นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เศรษฐีหุ้นอันดับ 1 ประจำปี 2559 ของประเทศไทย ที่ประกาศทุ่มเงิน 10,800 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 15 ไร่อันเป็นสถานที่ตั้งโรงแรมสวิสโฮเต็ล ณ ปาร์คนายเลิศ และอาคาร Promenade ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเขียว “ผืนสุดท้าย” ในย่านเพลินจิต ปิดตำนานโรงแรมหรู “ปาร์คนายเลิศ” ที่ก่อตั้งโดยพระยาภักดีนรเศรษฐ ที่อยู่คู่กรุงเทพฯมาตั้งแต่ปี 2428 หรือกว่า 130 ปีมาแล้ว

“หมอเสริฐ” เตรียมทุ่มเม็ดเงินอีกกว่า 2,000 ล้าน เนรมิตทำเลทองผืนนี้ให้เป็นศูนย์สุขภาพครบวงจร BDMS Wellness Clinic แห่งแรกของเอเชีย รองรับมหาเศรษฐี เหล่าเซเลบ และนักธุรกิจชั้นนำจากทั่วโลกที่จะเข้ามาใช้บริการเสริมอาณาจักรโรงพยาบาลและสุขภาพของเครือ BDMS ที่ใหญ่โตอยู่แล้วให้ทะยานยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก หลังจากก่อนหน้านี้ “หมอเสริฐ” ไล่ซื้อกิจการโรงพยาบาลตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ และรุกคืบสยายปีกขยายกิจการออกไปในประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

ล่าสุดนั้น ณ วันที่ 14 ธ.ค.59 มูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) ของหุ้น BDMS ที่ “หมอเสริฐ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีมูลค่าสูงถึง 208,900 ล้านบาท!!

ทั้งหมดคือสถานการณ์โลดแล่นทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นทั้งไทย-เทศในห้วงขวบปี 2559 ที่ผ่านมา.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ขนส่งฯ เตือนโทษหนัก เดินหน้าตรวจความเร็วด้วย GPS Tracking

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825129


กรมการขนส่งทางบก เดินหน้า! มาตรการตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกด้วยกล้องเลเซอร์และผ่านระบบ GPS Tracking เตือน!โทษหนัก ขอความร่วมมือประชาชนพบเห็นรถโดยสารขับเร็ว-ประมาท โทร.1584 ตลอด 24ชม.นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อให้การเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่มีความปลอดภัยสูงสุด กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดมาตรการตรวจสอบการใช้ความเร็วบนท้องถนน จัดหน่วยเคลื่อนที่ตรวจสอบการใช้ความเร็วของรถตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ด้วยกล้องเลเซอร์บนถนนสายหลักและสายรองที่มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร เฉพาะวันที่ 29 ธันวาคม 2559 สุ่มตรวจสอบความเร็วรถโดยสารและรถบรรทุก จำนวน 2,686 คัน มีรถที่ขับเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำนวน 119 คัน คิดเป็นร้อยละ 4.43 ของจำนวนรถที่สุ่มตรวจทั้งหมด เป็นรถตู้โดยสารประจำทาง สุ่มตรวจ จำนวน 335 คัน พบกระทำผิด 25 คัน รถบัสโดยสารประจำทาง สุ่มตรวจ จำนวน 303 คัน พบกระทำผิด 21 คัน รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง สุ่มตรวจ จำนวน 254 คัน พบกระทำผิด 16 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล สุ่มตรวจ จำนวน 803 คัน พบกระทำผิด 24 คัน รถบัสโดยสารไม่ประจำทาง สุ่มตรวจ จำนวน 137 คัน พบกระทำผิด 5 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง สุ่มตรวจ จำนวน 854 คัน พบกระทำผิด 28 คัน

รถที่มีการใช้อัตราความเร็วสูงที่สุด คือ รถตู้โดยสารประจำทาง (ความเร็วสูงสุด 124 กม./ชม.) รองลงมา คือ รถบัสโดยสารประจำทาง (ความเร็วสูงสุด 114 กม./ชม.) เร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดให้เข้ามารายงานตัวเพื่อชำระค่าปรับตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกด้วยระบบ GPS Tracking ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS จากจำนวนรถทั้งหมด 125,510 คัน พบการใช้ความเร็วเกินกำหนด จำนวน 1,431 คัน คิดเป็นร้อยละ 1.14 ของจำนวนรถทั้งหมด โดยเป็นรถโดยสารประจำทาง จำนวน 604 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 669 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง จำนวน 84 คัน และรถบรรทุกส่วนบุคคล จำนวน 74 คัน โดยศูนย์ฯ GPS แต่ละจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ตรวจสอบและยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมประสานผู้ประกอบการและผู้ขับรถให้รับทราบปัญหาและหามาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน แต่หากเป็นการกระทำผิดซ้ำซากพิจารณาลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องควบคุมการให้บริการ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ห้ามเก็บอัตราค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งโดยเด็ดขาด ให้เดินรถเริ่มต้นออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารและต้องส่งผู้โดยสารถึงที่หมายด้วยความสะดวกและปลอดภัย ด้านพนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด หากขับรถติดต่อกันครบ 4 ชั่วโมง ต้องพักเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะสามารถขับรถต่อไปได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมงติดต่อกัน เมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ต้องเปลี่ยนคนขับทันที นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการกำชับพนักงานขับรถให้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่เป็นจุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

 

TMB ชี้ 4 เทรนด์ธุรกิจปี 60 ‘ลงทุนภาครัฐ-ท่องเที่ยว-สุขภาพ-ดิจิทัล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824950


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองปี 60 เทรนด์การลงทุนภาครัฐ “มาตามนัด” เทรนด์ท่องเที่ยว เทรนด์สุขภาพและความงาม “ดีงาม” ชี้เทรนด์สังคมดิจิทัล ส่งอีคอมเมิร์ซโตติดลมบน ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวที่ 3.5% จากปี 59 ที่ขยายตัวที่ 3.3% …วันที่ 30 ธ.ค. 59 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 จีดีพีจะขยายตัวได้ 3.5% ใกล้เคียงกับปี 2559 ที่คาดว่าจีดีพีขยายตัวได้ 3.3% แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีบางกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใสและเติบโตได้อย่างโดดเด่น เพราะได้รับผลบวกจากเทรนด์ธุรกิจสนับสนุน

สำหรับเทรนด์ธุรกิจปีหน้าที่คาดว่า “มาแน่นอน” คือ “เทรนด์การลงทุนภาครัฐ” หลังจากใช้เวลา 1-2 ปีผลักดัน และเตรียมความพร้อม ปีหน้า 2560 จึงเป็นปีแห่งการลงทุนอย่างแท้จริง ทั้งการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ ที่คาดว่ามีเม็ดเงินลงทุนทั้งปีเกือบ 2 แสนล้านบาท เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้ผลิต/ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกล มีงานล้นมือ ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่

ด้าน “เทรนด์ท่องเที่ยว” ยังมีทิศทางที่สดใสต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นๆ TMB Analytics คาดว่าปี 2560 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยมากกว่า 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6% สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก 9% หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1.82 ล้านล้านบาท ธุรกิจที่ได้รับแรงส่งโดยตรงจากเทรนด์ท่องเที่ยว คือ โรงแรมและที่พัก ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายของฝาก และธุรกิจบันเทิง ซึ่งตั้งอยู่แหล่งท่องเที่ยวและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี เป็นต้น

สำหรับ “เทรนด์สุขภาพและความงาม” เป็นอีกเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงฮิตต่อเนื่องไปถึงปีหน้า จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพและการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี อีกทั้งการเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย เป็นแรงสนับสนุนเทรนด์ธุรกิจยังอยู่คู่สังคมไทย ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม เครื่องสำอาง โรงพยาบาลและคลินิก ถือเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

สุดท้าย คือ “เทรนด์ดิจิทัล” เป็นเทรนด์ธุรกิจที่มาแรง และใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็ว ราคาอุปกรณ์สื่อสารที่จับต้องได้มากขึ้น ภาครัฐฯ สนับสนุนเต็มตัวจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การมีระบบชำระเงินที่สะดวกปลอดภัยและต้นทุนต่ำลง ทำให้คนไทยซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์แทนการจับจ่ายใช้สอยรูปแบบเดิมเพิ่มขึ้น

TMB Analytics คาดว่า มูลค่าการค้าปลีก (B2C) ผ่านระบบออนไลน์ระหว่างปี 2560-64 จะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 21% ต่อปี และมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าของมูลค่าในปัจจุบัน เป็นสิ่งยืนยันอนาคตของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ว่า ยังขยายตัวได้อีกมาก ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจบริการด้านไอที จึงเป็นธุรกิจที่ได้มีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเองต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น สินค้าทดแทนที่มีจำนวนมาก และการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคที่สูงขึ้น เพื่อความได้เปรียบทางธุรกิจและสร้างยอดขายได้มากกว่าคู่แข่ง

นอกจากนี้ เทรนด์ดิจิทัล ก็อาจส่งผลกระทบต่อบางกลุ่มธุรกิจเช่นกัน ได้แก่ ธุรกิจกระดาษ โรงพิมพ์ หนังสือ ซึ่งถูกทดแทนด้วยสื่อดิจิทัล ธุรกิจค้าปลีกสินค้าเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่นที่ขายเฉพาะหน้าร้าน อาจมีความเสี่ยงยอดขายลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมจับจ่ายของคนไทย

ทั้งนี้ 4 เทรนด์ธุรกิจปีระกา จึงถือเป็นแต้มต่อให้กับธุรกิจที่อินเทรนด์เหล่านี้ได้มีโอกาสเติบโต ดังนั้นธุรกิจใดที่ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็ว ย่อมสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่าคู่แข่งอย่างแน่นอน

 

กรมเจ้าท่า ทดสอบเดินเรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน เปิดให้ขึ้นฟรี 1-15 ม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824998


กรมเจ้าท่า ตรวจสอบความพร้อมเดินเรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน พร้อมเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 1-15 ม.ค. 60 เป็นของขวัญปีใหม่…วันที่ 30 ธ.ค.59 นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า พร้อมคณะจากกระทรวงคมนาคม และตัวแทนบริษัท รอยัลเพรส เซ็นเจอร์ไลน์ จำกัด เดินทางมาตรวจสอบความพร้อมเดินเรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน ทั้งระบบความปลอดภัยของเครื่อง CTX และอาคารท่าเรือนักท่องเที่ยว บริเวณท่าเรือที่ 4 แหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ จ.ชลบุรี

จากนั้นได้ขึ้นเรือรอยัล 1 ซึ่งเป็นเรือปรับอากาศ 2 ชั้น ชั้นล่างลูกค้าทั่วไปมี 286 ที่นั่ง ชั้นบนเป็นชั้นบิสซิเนส รวม 44 ที่นั่ง และห้อง VIP จำนวน 2 ห้อง โดยได้ออกจากเมืองพัทยาสู่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับเวลาการเดินเรือเฟอร์รี่ดังกล่าว กำหนดเป็น 2 เที่ยวการเดินเรือ โดยเริ่มออกจากท่าเทียบเรือสะพานปลา อำเภอหัวหิน เวลาประมาณ 08.30 น. และเดินทางกลับจากท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา เวลาประมาณ 15.30 น. ซึ่งใช้เวลาเดินทางระหว่าง 2 ท่า รวมประมาณ 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งเที่ยวการเดินเรือ โดยระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม 2560 นี้ กรมเจ้าท่า จะเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวไทย พัทยา-หัวหิน เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นจะคิดค่าบริการราคา 1,250 บาทต่อคนต่อเที่ยว.

หุ้นไทยปิดตลาดบวกส่งท้ายปี 5.13 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,542.94 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825017


หุ้นไทยวันที่ 30 ธ.ค. ปิดตลาดบวก 5.13 จุด เปลี่ยนแปลง 0.33% ดัชนีอยู่ที่ 1,542.94 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,687.14 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 30 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายปี ปรับเพิ่มขึ้น 5.13 จุด เปลี่ยนแปลง 0.33% ดัชนีอยู่ที่ 1,542.94 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 38,687.14 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

รฟท. เพิ่มขบวนรถพิเศษไป-กลับช่วงปีใหม่ รองรับ 1.2 แสนคน/วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824985


การรถไฟฯ เพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารไป/กลับ 10 ขบวน ในเส้นทางสายเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับผู้โดยสารได้วันละ 120,000 คน พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอดช่วงปีใหม่ ตั้งแต่ 29 ธ.ค. 59 – 4 ม.ค. 60 …วันที่ 30 ธ.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในโอกาสวันหยุดยาวติดต่อกันช่วงเทศกาลปีใหม่ มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟเดินทางกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากกว่าช่วงปกติ การรถไฟฯ ได้ตระหนักถึงการดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความปลอดภัยในการเดินทาง จึงได้มีการเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในการเดินรถเป็นพิเศษ เพื่อดูแลส่งพี่น้องประชาชนคนไทยให้เดินทางถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพ โดยได้เตรียมแผนอำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 59 – วันที่ 4 มกราคม 2560 มีขบวนรถไฟที่ให้บริการเป็นประจำทุกวัน จำนวน 211 ขบวน (ให้พ่วงตู้โดยสารเพิ่มให้เต็มกำลังหน่วยลากจูง) และเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารไป/กลับ 10 ขบวน ในเส้นทางสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้วันละ 120,000 คน

ทั้งนี้ ผู้ว่าการรถไฟฯ ได้นำคณะรองผู้ว่าการรถไฟฯ และผู้บริหารระดับสูง ทำหน้าที่กำกับดูแลการเดินรถในเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ รวมถึงจัดเตรียมความพร้อมหน่วยงานต่างๆ ในการให้บริการแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว 3 หน่วย ประกอบด้วยหน่วยสนับสนุนภารกิจแก้ไขเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบราง หน่วยเคลื่อนที่เร็วของพนักงานขับรถ ช่างเครื่อง และช่างซ่อมบำรุง สำหรับสนับสนุนแก้ไขเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับรถจักรและรถพ่วง และหน่วยเคลื่อนที่เร็วทำการสำรวจและเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับระบบอาณัติสัญญาณและเครื่องกั้นถนน

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้เปิดศูนย์ความปลอดภัยในการเดินรถ มีหน้าที่ประสานงานกับศูนย์ปลอดภัยกระทรวงคมนาคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อดูแลความปลอดภัย และดูแลจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟ-รถยนต์ ตลอดจนมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการดูแลความเรียบร้อยการให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยยากร จัดเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์และพยาบาล คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร ในด้านความปลอดภัย ได้ขอความร่วมมือไปยังกองบังคับการตำรวจรถไฟ ให้กำชับตำรวจรถไฟที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานีและบนขบวนรถ เข้มงวดในการตรวจตราอำนวยความสะดวกการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบอย่างเคร่งครัด และให้เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ งดเว้นการเสพสุรา เครื่องดื่มมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงกวดขันไม่ให้ผู้โดยสารดื่มสุราเครื่องดื่มมึนเมา หรือทำการซื้อขายในสถานีรถไฟและบนขบวนรถโดยสาร หากพบจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากผู้โดยสารพบเห็นสิ่งใดที่ผิดปกติ สามารถแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ หรือสายด่วนการรถไฟฯ โทร. 1690 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับการอำนวยความสะดวกในการเดินรถ ขณะนี้การรถไฟฯ ได้จัดเตรียมพนักงานขบวนรถ และการพ่วงขบวนรถอย่างเต็มกำลัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการผู้โดยสารที่สถานีกรุงเทพฯ และสถานีต่างๆ ที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งหากพบว่าเส้นทางใดมีขบวนรถไม่เพียงพอ การรถไฟฯ มีความพร้อมที่จะเพิ่มขบวนรถใหม่ได้ทันที จึงขอให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการเดินทางโดยรถไฟอุ่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้างในการเดินทางแน่นอน ที่สำคัญเพื่อเป็นการเสริมสร้างสิริมลคล และขวัญกำลังใจในการเดินทางแก่ประชาชน และผู้โดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ การรถไฟฯ ยังได้นำพระพุทธคมนาคมบพิธ จำนวน 10,000 เหรียญ มอบให้แก่ประชาชน โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เพื่อนำติดตัวไว้เป็นสิริมงคลตลอดการเดินทาง และส่งถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพอีกด้วย.