ปชช.เฮ รับปี 60! คปภ.เคาะเบี้ยประกันภัยรถเมล์ เพิ่มคุ้มครองสูงสุด 1 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 15:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824938


คปภ.เคาะเบี้ยประกันภัยรถเมล์ของ ขสมก. เผย ปชช.ที่ใช้บริการ รวมทั้งบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต จะได้รับความคุ้มครองวงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท/คน และความคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน 1,000,000 บาทต่อครั้ง …วันที่ 30 ธ.ค. ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงาน คปภ. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อนำระบบประกันภัยเข้าไปลดความเสี่ยงภัยอย่างเป็นรูปธรรมให้กับรถยนต์โดยสารสาธารณะ ภายใต้การดำเนินงานของ ขสมก. อย่างเป็นระบบครบวงจร และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถยนต์โดยสารสาธารณะของ ขสมก. ว่าจะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด สำนักงาน คปภ. ได้ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกันภัยและอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และได้ร่วมกันกำหนดกรอบ แนวทางการรับประกันภัย จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัย เพื่อความเหมาะสมกับทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ใช้บริการรถเมล์ของ ขสมก. ต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบประกันภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เสนอความเห็นในการเพิ่มความคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย จากเดิมกำหนดไว้ 750,000 บาท/คน ปรับเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท/คน ซึ่งประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ของ ขสมก. รวมทั้งบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากรถเมล์ของ ขสมก. จะได้รับความคุ้มครองวงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท/คน และความคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน จำนวนเงิน 1,000,000 บาทต่อครั้ง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้บริษัทประกันภัยที่เป็นผู้รับประกันภัยให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประจำปี 2560 แล้ว ขั้นตอนต่อไป สำนักงาน คปภ. จะได้เชิญผู้แทนบริษัทเข้ามาหารือเกี่ยวกับการรับประกันภัยและการจัดการสินไหมทดแทน เพื่อให้ระบบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม โดยให้บริษัทที่เป็นผู้รับประกันภัยจัดทำรูปแบบเอกสาร

สำหรับวิธีการจัดการกรณีเกิดอุบัติเหตุเป็นพิเศษสำหรับ ขสมก. รวมถึงขอให้เร่งศึกษาเส้นทางเดินรถและจุดเสี่ยงภัยในเส้นทางที่มักเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้การบริการในการแจ้งอุบัติเหตุมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งสำนักงาน คปภ. จะส่งผู้แทนของ คปภ. และบริษัทประกันภัยไปให้ความรู้ด้านการประกันภัย และอบรมแนวทางการจัดการสินไหมทดแทนแก่พนักงาน ขสมก. ก่อนการเริ่มต้นสัญญาประกันภัยด้วย

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ.1186 หรือ เว็บไซต์ www.oic.or.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน คปภ. 1186 หรือเว็บไซต์ http://www.oic.or.th หรือ ฝ่ายสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-515-3998-9 ต่อ 8307 โทรสาร 02-513-1437 http://www.facebook.com/PROIC2012

 

บขส. แนะ ปชช.ซื้อตั๋วโดยสารเดินทางช่วงปีใหม่ที่ช่องจำหน่ายเท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 14:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824910


บขส. เตือนประชาชนซื้อตั๋วโดยสารเดินทางช่วงปีใหม่ที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง ระบุ จัดเที่ยวรถเสริมเพียงพอทุกเส้นทาง มั่นใจไม่มีผู้โดยสารตกค้างแน่นอน …วันที่ 30 ธ.ค. 59 พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาวนี้ คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนามากที่สุด ประมาณ 200,000 โดย บขส. ได้จัดเตรียมเที่ยววิ่งไว้รองรับประชาชนอย่างเพียงพอ และสามารถปรับเที่ยววิ่งได้ตามความต้องการที่ใช้จริง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ปัญหาผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่งผู้โดยสารอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี ฝากเตือนไปยังผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ขอให้ซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วภายในสถานีฯ เท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ และเพื่อแก้ปัญหารถนอกระบบ หรือรถผิดกฎหมายนำผู้โดยสารไปปล่อยไว้กลางทาง เช่น กรณีของรถอินทราทัวร์ ที่นำรถที่อยู่ระหว่างการพักรถไปใช้รับผู้โดยสาร แล้วแอบนำรถไปรับผู้โดยสารที่ด้านนอกสถานีฯ ก่อนจะปล่อยผู้โดยสารกลางทางที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน และการที่นำรถไปรับส่งผู้โดยสารนอกสถานีฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมเรื่องประกันภัย และตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถและพนักงานขับรถก่อนออกเดินทางด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากการใช้รถโดยสารสาธารณะ สามารถแจ้งไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร และรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับตัวเลขผู้โดยสารเดินทางเมื่อวานนี้ (29 ธ.ค.) ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, เอกมัย, สายใต้) บขส. ได้จัดรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) อำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางในเที่ยวไป จำนวน 7,217 เที่ยว เสริม 1,905 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้ จำนวน 180,454 คน ขณะที่ วันที่ 27–29 ธันวาคม 2559 รวม 3 วัน มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนากว่า 500,000 คน

 

วิจัยธ.ก.ส. เผยแนวโน้ม ศก.เกษตรปี 60 โต 3% คาด อ้อย-น้ำตาล ราคาขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824901


ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. เผยแนวโน้มเศรษฐกิจเกษตรไทยปี 60 ขยายตัว 3% รับปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่า หนุนส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่ม คาดปีหน้า อ้อย-น้ำตาลราคาสูง ส่วนข้าว-ข้าวโพดราคาตก …วันที่ 30 ธ.ค. 59 ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คาดการณ์เศรษฐกิจเกษตรไทยปี 60 แนวโน้มขยายตัว 3.0% (ช่วงคาดการณ์ 2.5-3.5%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว ส่งผลให้มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าตามแนวโน้มการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ รวมทั้งสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ด้านผลผลิตพืช คาดว่าขยายตัว โดยสาขาพืชเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในไตรมาสสุดท้ายของปี 59 หลังจากประสบปัญหาภัยแล้ง และปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 60 ผลผลิตพืชเกษตรมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปีและข้าวนาปรัง

ด้านปศุสัตว์ คาดว่าขยายตัว เนื่องจากการขยายปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคของตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาสภาพอากาศร้อนและแห้งเริ่มคลี่คลายลง ทำให้สัตว์มีการเจริญเติบโตดีขึ้น อาทิ ไก่เนื้อ และสุกร

ด้านประมง คาดว่าขยายตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขยายการผลิตเพิ่มขึ้นและมีการบริหารจัดการฟาร์มดี อาทิ การใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานโรคและปรับเปลี่ยนระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลง ประกอบกับคู่แข่งสำคัญประสบปัญหาโรคระบาด โดยอินเดียประสบปัญหาโรคระบาดในกุ้ง และเวียดนามประสบกับปัญหากุ้งที่มีสารเคมีปนเปื้อน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเกษตรไทย ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่เน้นการปฏิรูป และไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงมากขึ้นในสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลและผลไม้กระป๋องแปรรูป และแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น รวมถึงภัยธรรมชาติที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตภาคเกษตร

ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. คาดว่าปี 60 สินค้าเกษตรที่จะมีราคาสูงขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงานและน้ำตาลทราย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สำหรับสินค้าเกษตรที่คาดว่าราคาจะลดลง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

ขณะที่ คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 60 จะสามารถขยายตัว 3.3% (ช่วงคาดการณ์ 2.8-3.8%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1. การขยายตัวของภาคการส่งออก จากแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอินเดีย และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญในตลาดโลก จะช่วยให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้น 2. การฟื้นตัวของภาคเกษตร และรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของฐานรายได้ และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนได้มากขึ้น

3. แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 60 อาทิ โครงการรถไฟรางคู่ และรถไฟฟ้าในเขตเมือง และ 4. ภาคการท่องเที่ยว ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัว ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า จะส่งผลดีต่อการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงินในยุโรป ปัญหาภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว รวมทั้งภัยธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตร

 

มติชุมชน 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้า พร้อมแสดงจุดยืนโครงการกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 30 ธ.ค. 2559 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824746


ชุมชนในพื้นที่รอบโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ 4 ตำบล มีมติให้มีการแสดงออกเพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ด้านผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ชี้ไฟฟ้าจำเป็นต่อธุรกิจ แต่รัฐจะต้องดูแลมาตรการต่างๆ ตามที่สัญญาไว้ ขณะที่ ชาวประมงใกล้ท่าเรือขนส่งถ่านหิน เห็นโอกาสให้เกิดการพัฒนาถนน ไฟฟ้า ประปา เช่น ถนนเลียบสายพานลำเลียง ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสินค้าทะเลออกสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้นนายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในฐานะผู้ประสานงาน และโฆษกกลุ่ม 4 ตำบล ซึ่งประกอบด้วย ตำบลปกาสัย ตำบลคลองขนาน ตำบลตลิ่งชัน และตำบลเกาะศรีบอยา ซึ่งเป็นตำบลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ รวม 31 หมู่บ้านกล่าวว่าสมาชิกชุมชนได้ร่วมประชุมกันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา และมีมติสนับสนุนและให้มีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่

“ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า หรือเป็นพื้นที่ไข่แดง ยินดีพร้อมใจที่จะแสดงออกถึงสัญลักษณ์ให้รัฐบาล กระทรวงต่างๆ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นว่า พี่น้องในชุมชนต้องการให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นของทั้งประเทศ และเป็นเรื่องที่ชุมชนต้องตัดสินด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม และกำหนดเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้” นายกิจจา กล่าว

“วันนี้สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำเพื่อจังหวัดกระบี่ เราทำเพื่อพี่น้องทั่วประเทศ” นายกิจจา กล่าวเพิ่มเติม

ด้านของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ในจังหวัดกระบี่ นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย กรรมการผู้จัดการ พีซลากูน่า รีสอร์ทแอนด์สปา กล่าวว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้เติบโตขึ้นมาก หากมีพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ไม่สามารถอยู่และเติบโตได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ ในพื้นที่มีไฟฟ้าตกและดับเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีอายุการใช้งานสั้นลง

“เชื่อมั่นว่าหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่ จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว เนื่องจากจะลดปัญหาไฟฟ้าตกและดับ รวมถึงพยุงราคาค่าไฟฟ้าให้มีราคาไม่สูงขึ้น เนื่องจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีต้นทุนต่ำ จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการผลิตไฟฟ้า” นายเอกวิทย์ กล่าว 

นายเอกวิทย์ กล่าวด้วยว่า ในอดีตกระบี่ก็มีโรงไฟฟ้าซึ่งใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าตั้งอยู่ในพื้นที่นานมากกว่า 40-50 ปี โดยยังไม่เคยพบว่ากระทบต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้ภาครัฐดูแลมาตรการต่างๆ ให้เป็นไปตามที่สัญญาไว้ เพราะหากมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก็จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

“อยากฝากให้ภาครัฐ และ กฟผ. สร้างความมั่นใจ และให้คำมั่นสัญญาว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนร่วมติดตามตรวจสอบ และกำกับดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน” กรรมการผู้จัดการ พีซลากูน่า รีสอร์ทแอนด์สปา กล่าว

ในส่วนของภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ นายจักรกฤช คมขำ ชาวประมง หมู่ 9 บ้านท่ายาง ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า คนกระบี่อยู่กับโรงไฟฟ้ามานานกว่า 40-50 ปี แต่ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข สามารถทำประมงได้เช่นเดิม

พร้อมกันนี้ นายจักรกฤช แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 9 ซึ่งทำประมงชายฝั่งใกล้ท่าเรือขนส่งถ่านหิน ต้องการให้เกิดการพัฒนาถนน ไฟฟ้า ประปา เช่น ถนนเลียบสายพานลำเลียง ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสินค้าทะเลออกสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อกล่าวถึงกลุ่มผู้คัดค้าน นายจักรกฤช กล่าวว่า ขอให้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ขึ้นมาก่อน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก ซึ่งหากมีผลกระทบเกิดขึ้นจริงหลังจากมีโรงไฟฟ้า ก็คงไม่ยอม และพร้อมที่จะคัดค้านหรือตรวจสอบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ ก็อยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานที่สะอาด อย่างในญี่ปุ่น

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824738


ราคาทองวันที่ 30 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,600 ขายออกบาทละ 19,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,253.20 ขายออกบาทละ 20,200 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดพุ่ง 17.2 ดอลลาร์ หรือ 1.51% ปิดที่ระดับ 1,158.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เหตุเงินดอลลาร์อ่อนหนุนแรงซื้อทอง ..

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,600.00 บาท ขายออกบาทละ 19,700.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,253.20 บาท ขายออกบาทละ 20,200.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบ เดือน ก.พ. ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (29 ธ.ค.) 17.2 ดอลลาร์ หรือ 1.51% ปิดที่ระดับ 1,158.10 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยสัญญาทองคำปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 เมื่อคืนนี้ เนื่องจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ช่วยให้ทองคำมีราคาที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.52% แตะที่ระดับ 102.68 เมื่อคืนนี้

นอกจากนี้ การอ่อนแรงลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรเพื่อปรับโพสิชั่น ก่อนที่จะถึงวันหยุดในเทศกาลปีใหม่

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร-ซื้อขายเงียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824681


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มธนาคาร ขณะที่การซื้อขายเงียบเหงาเนื่องจากใกล้ถึงวันหยุดปีใหม่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 29 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 114.03 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 19819.78 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 14.53 จุด หรือ 0.64% ปิดที่ 2249.26 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 6.47 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 5432.09 จุด

ตลาดสหรัฐฯ ที่บวกเพิ่มมาตลอดนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุดในวันพฤหัสบดี ลดลงจากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร โดยธนาคารขนาดใหญ่อย่าง แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป และมอร์แกน สแตนลีย์ ลดลงกว่า 1%.

 

มาเร็วเคลมเร็ว 8 ข่าวดังยังไม่ทันกะพริบตาก็ไปซะแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824218


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลโลกยุค 4 จี กระแสโซเชียลกระหึ่มใครๆก็แชร์ข่าวสารไปหากันชั่วพริบตาทำให้ในรอบปีนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์หนึ่งในแวดวงเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

นั่นคือ “มาเร็ว เคลมเร็ว และไปเร็ว”

โดยหลากหลายธุรกิจที่ฮือฮามีลักษณะดังเปรี้ยงปร้าง แต่ดังยังไม่ทันกะพริบตา ก็ต้องรูดม่านชนิดไม่ทันตั้งตัว

ใครเผลอหยิบเรื่องราวเหล่านี้มาพูดคุย ก็อาจกลายเป็นคน ตกเวทีประวัติศาสตร์!!!

โปเกมอน โก โกไวสมชื่อ

กระแส “มาเร็ว เคลมเร็ว” ไม่เป็นสองรองใครในปีนี้ ต้องยกให้เกมออนไลน์นี้เลย “โปเกมอน โก” เกมไล่จับโปเกมอนและบรรดาสมุน ผู้เล่นออกตามหาโปเกมอน ที่โลดแล่นอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือในสภาพแวดล้อมจริง

แรกๆก็ฮือฮาสนั่นโลก เพราะ Niantic ผู้ผลิตเกม ได้นำเทคโนโลยีแผนที่จากกูเกิลแม็ปมาสวมเข้ากับเกมได้อย่างสมจริง โดยเริ่มให้ดาวน์โหลดฟรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2559

เริ่มเปิดตัวใน 3 ประเทศแรกก่อน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จากนั้นทยอยขยายบริการในประเทศ อื่นๆทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย ภายใน 1 เดือน มียอดกดดาวน์โหลดเกมนี้ทะลุ 100 ล้านครั้ง

ที่เมืองไทย แรกๆก็เกิดฟีเวอร์หนัก เรียกได้ว่าใครไม่โหลดเกมนี้เข้ามาในมือถือ จัดว่าเชยถึงที่สุด

แต่พอโหลดได้ไม่ถึงเดือน เพิ่งจะหัดขว้างลูกบอลจับตัวโปเกมอนได้แม่น

อ้าว… เผลอแว่บเดียว เกมนี้เลิกฮิตไปเสียแล้ว

ทำเอาบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอน โก แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยังมึนไม่หายจนถึงขณะนี้!!!

“พร้อมเพย์” พร้อมไม่จริง

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ดังสนั่นในรอบปีต้องยกให้ “พร้อม เพย์” (PromptPay) ที่ทั้งรัฐและธนาคารต่างๆ พากันประโคมโหมสนั่นว่าดีเลิศประเสริฐศรี

เพราะจะทำให้การทำธุรกรรมธนาคารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น จากนี้ไปการโอนเงินจะเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องจำเลขบัญชีธนาคาร มีแค่เบอร์มือถือหรือเลข

บัตรประชาชนก็โอนได้สะดวกทุกที่ และค่าธรรมเนียมยังถูกลง

บรรดาธนาคารพาณิชย์พากันโหมโฆษณาเปิดศึกชิงประชาชนมาสมัครใช้กับธนาคารของตนเอง มีทั้งแจกรถยนต์ แจกทองคำ และเปิดให้โอนเงินฟรี เปิดให้ลงทะเบียน 15 ก.ค.59 พร้อมประกาศให้บริการปลายเดือน ต.ค.ปีนี้

แต่สุดท้ายกลายเป็นกิ้งกือตกท่อ เพราะ “พร้อมเพย์” ยังไม่มีความพร้อมในการเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร

ต้องเลื่อนการใช้ “พร้อมเพย์” ไปเป็นไตรมาสแรกปีหน้า

ส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ต้องหยุดตีปี๊บ “พร้อมเพย์” ตั้งแต่ยังไม่ทันออกสตาร์ต!!!

แชร์ “ม่านฟ้า-เก๋” รูดม่านเร็วจัง

อีกหนึ่งปรากฏการณ์มาเร็วเคลมเร็ว สุดฮือฮารอบปีนี้ เห็นจะไม่พ้นกรณี 2 เน็ตไอดอลสาวประกาศชักชวนระดมเงินจากแฟนคลับและผู้ติดตามผ่านไอจีและเฟซบุ๊ก เพื่อไปลงหุ้นลงทุนในธุรกิจสบู่และเครื่องสำอาง

“ไฮโซม่านฟ้า” นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา และ “เก๋ เลเดอเรอร์” นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ

โฆษณาจูงใจสวยหรู ว่าเป็นการลงทุนโดยให้ผลตอบแทนสูงในทุกเดือน ไร้ความเสี่ยง

ในที่สุด ก.ล.ต.ในฐานะผู้คุมกฎทนไม่ได้ ต้องออกหนังสือเชิญสองสาวมาให้ข้อมูล ว่าการเชิญชวนลักษณะนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายหลักทรัพย์ แถมยังเสี่ยงจะเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ หลอกลวงฉ้อโกงประชาชน

จากนั้นไม่ถึง 1 สัปดาห์ “ไฮโซม่านฟ้า” ยอมยกเลิกโครงการ ส่วน “เก๋ เลเดอเรอร์” บ่ยั่น ยังเดินหน้าต่อ

ก่อนที่ในท้ายที่สุด ทั้งสองสาวได้ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษข้อหาระดมทุนขายหุ้นกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานตรวจสอบต่อว่าจะเข้าข่ายความผิดกฎหมายการเงินอื่นอีกหรือไม่

เรียกว่างานนี้มาเร็วเคลมเร็ว…ของจริง!!!

ปลัดดิจิทัล ไปไวสมชื่อ

ฮือฮากันไม่ทันไรเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

โดยมี นางทรงพร โกมลสุรเดช ได้ขึ้นป้ายเป็นปลัดกระทรวงดีอีคนแรก

แต่ปรากฏว่าได้นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงใหม่เพียง 50 วัน ก็เจอ ม.44 เด้งฟ้าผ่าให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถมให้มีผลทันที

ทำเอานะจังงังกันทั้งกระทรวง รวมทั้งเจ้าตัว

เพราะกระทรวงดีอียุค “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐบาลมอบหมายให้ดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทย ผ่านโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน

แต่ปรากฏว่าโครงการนี้อืดสนิท จนถึงเดือน ต.ค.ปีนี้ ก็ยังไม่สามารถปักหมุดอินเตอร์เน็ตได้แม้แต่หมู่บ้านเดียว และยังมีปัญหาความขัดแย้งกันภายในกระทรวงดีอี

จึงอย่าแปลกใจที่ “ทรงพร” เจอ ม.44 เด้งเข้ากรุ!!!

ทีวีดิจิทัล มาเร็วเจ๊งเร็ว

จากเดิมที่ทำท่าจะเป็นธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรง แต่ยังไม่ทันไร กลับกลายเป็นธุรกิจร่วงเร็วซะงั้น

เพราะแรกๆ ที่ กสทช.เปิดประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อปลายปี 2556 มีความคึกคักมาก เอกชนแห่มาประมูลสนุกสนาน จนได้ราคาประมูลรวมกันถึง 50,862 ล้านบาท เพราะใครๆก็อยากเป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิทัล

แต่คล้อยหลังการประมูล เกิดเหตุไม่คาดคิด ทั้งเรื่องสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น พอออกอากาศทีวีดิจิทัลได้ไม่ทันไร ธุรกิจทีวีดิจิทัลก็ส่อแววไม่สดใส ออกอาการร่อแร่ เริ่มจากช่อง 15 โลก้า และช่อง 17 ไทยทีวี ของ “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ต้องกลายเป็น“จอดำ”

จากนั้นก็มีข่าวตระกูลสิริวัฒนภักดี ทุ่มเงิน 850 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง จำกัด เจ้าของทีวีดิจิทัล ช่องอัมรินทร์ทีวี 34 ตามด้วยทีวีดิจิทัล ช่องวัน เครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ให้ น.ส.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ลูกสาว นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และยังเป็นเจ้าของทีวีดิจิทัล พีพีทีวี เข้าไปถือหุ้นใหญ่ 50%

หลับตาก็รู้ว่าปีหน้ายังจะมีข่าวเขย่าขวัญวงการทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นอีกหลายระลอก!!!

โน้ต 7 ยังไม่ทันใช้ก็ไปเสียแล้ว

พอมีข่าวซัมซุงจะออกมือถือใหม่ “กาแล็กซี่ โน้ต 7” ได้ทำให้บรรดาแฟนคลับเฮสนั่นทั่วโลก

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวตามว่ารุ่นใหม่นี้จะมียอดจองถล่มทลาย

ซัมซุงใหม่รุ่นนี้ก็เหมือนกับรุ่นก่อนๆที่จะทยอยวางขายในแต่ละประเทศไม่พร้อมกัน โดยเริ่มวางตลาดที่สหรัฐอเมริกาก่อน จากนั้นถึงไปวางขายยังประเทศอื่นๆต่อไป

แต่ไม่รู้ว่าซัมซุงใส่ลูกเล่นในกาแล็กซี่ โน้ต 7 มากเกินไป หรือเครื่องบางเกินไป หรือมียอดจองร้อนระอุ ทำให้หลังจากวางขายที่สหรัฐฯและในอีกบางประเทศไม่ทันไร ได้มีข่าวว่ามือถือรุ่นนี้เกิดไฟลุกไหม้ขณะกำลังชาร์จแบตทั้งที่สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และออสเตรเลีย

แม้ว่าซัมซุงจะรีคอลเรียกมาแก้ไขใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาไฟลุกไหม้ได้

สุดท้าย ซัมซุงต้องโยนผ้าขาว ประกาศยุติการผลิตและขายกาแล็กซี โน้ต 7 อย่างถาวรเมื่อ 10 ต.ค.2559

งานนี้มาเร็ว เคลมเร็ว สมชื่อ เพราะยังไม่ทันวางขายที่บ้านเรา ก็ประกาศเลิกขายเสียแล้ว!!!

“เห็บสยามโมเดล” เกือบไปตามเห็บ

“สมชัย สัจจพงษ์” นั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลังอยู่ตั้งนาน ยังไม่เคยได้เป็นข่าวใหญ่เสียที

แต่ครั้นพอพูดเรื่อง “เห็บสยาม โมเดล” แค่วันเดียว ก็ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ฮือฮาสมใจทั่นปลัด

แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ หลังการเสนอ “เห็บสยาม โมเดล” เพียงวันเดียว แนวคิดนี้ก็ถูกโยนทิ้งลงขยะในทันที แถมเจ้าตัวยังร้อนๆหนาวๆ เสียวว่าจะโดนเด้งเข้ากรุ

ข่าวใหญ่นี้เริ่มจากปลัดสมชัยไปกล่าวในงานสัมมนาของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2559 ได้นำเสนอโมเดลเศรษฐกิจไทย ควรเป็น “เห็บสยาม โมเดล” โตไปกับประเทศต่างๆแต่ไม่ทรุดตัว

คือ จะเป็นเห็บไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โต ไทยจะโตตามไปด้วย กินจนอ้วน แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน

คล้อยหลังการพูดเพียงชั่วข้ามคืน แนวคิดนี้ก็โดน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จวกลั่นที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกล่าวว่า

“ผมคิดว่าแนวคิดนี้พูดเกินไปหน่อย จึงได้สั่งการให้ยกเลิกไปแล้ว”.

หวยรัฐ 80 บาท ทำได้แค่มโน

หนึ่งในพันธกิจสำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายมั่นปั้นมือตั้งแต่เข้ามา คือจัดการไม่ให้การซื้อขายลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล แพงกว่าราคาที่ระบุไว้บนสลาก

นั่นคือ ไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท

จึงมอบหมายให้ พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ เสธ.แดง นั่งควบในตำแหน่งประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมมอบโจทย์ข้อใหญ่ในการจัดการเรื่องนี้ให้จงได้

แต่ดูเหมือนงานนี้จะไม่หมู เพราะไม่ว่าจะใช้มาตรการใดๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นการให้ส่วนลดแก่ผู้ค้าสลาก พร้อมเพิ่มยอดการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลจากเดิม 74 ล้านฉบับ หรือ 37 ล้านฉบับคู่ต่องวด จนปรับเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านฉบับคู่

ดูเหมือนแรกๆปัญหาการขายสลากเกินราคาจะค่อยๆคลี่คลาย จนมาอยู่ในราคาคู่ละ 80 บาท

แต่คล้อยหลังแค่ 3-4 เดือนหลังจากนั้น ปรากฏว่าลอตเตอรี่ก็กลับมาขายกันคู่ละ 100 บาทถึงคู่ละ 120 บาท

จบข่าว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

รวมที่สุด! โปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจปี 59 ของขวัญจากรัฐบาลให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821490


นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ 2560 กันแล้ว ใครหลายคนคงเริ่มวางแผนที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่พลาดโอกาสได้ทำในปีที่ผ่านมา และก็นับเป็นโอกาสทองของรัฐบาลที่จะเข็นมาตรการต่างๆ ออกมาคืนความสุขให้ประชาชน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วยแต่หากมองย้อนกลับไปในปี 2559 ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าทางรัฐบาลเองก็มีโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น

มาตรการภาษีหนุนเที่ยวช่วงสงกรานต์ ที่ทางรัฐบาลเปิดให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายในการเที่ยว-กิน-นอน ระหว่างวันที่ 9-17 เมษายน 2559 มาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ ผู้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงและมีแผนท่องเที่ยว หรือพาครอบครัวไปทานอาหารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ เลยทีเดียว

รัฐบาลแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อย โดยมอบเงินช่วยเหลือคนฐานราก ที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาท รายละ 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกินปีละ 100,000 บาท รายละ 1,500 บาท

สำหรับผู้ที่ได้รับเงินในครั้งนี้ จะต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง ซึ่งปรากฏว่ามีผู้มาลงทะเบียนถึง 8.3 ล้านราย และกระทรวงการคลังก็ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินให้ประชาชนแล้วค่ะ

โครงการช็อปช่วยชาติ นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท

เมื่อไม่นานมานี้ กับโครงการช็อปช่วยชาติ เป็นของขวัญที่รัฐบาลมอบให้ประชาชนในปีที่แล้ว และได้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในปีนี้ ซึ่งได้มีการปรับปรุงมาตรการให้ดียิ่งขึ้นด้วย ทั้งการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปเป็น 15 วัน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค.59 มาลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจำนวนจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

อีกหนึ่งมาตรการที่เกี่ยวเนื่องกันอย่าง มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว เป็นของขวัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเดินทาง สามารถนำเอาค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค.59 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2559 จำนวน 15,000 บาท ซึ่งเพิ่มเติมจากมาตรการช็อปช่วยชาตินั้น สามารถหักลดหย่อนได้ถึง 30,000 บาท

สำหรับผู้ที่จะได้สิทธิประโยชน์จากภาษีท่องเที่ยวต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น และต้องเป็นการจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น

โครงการบ้านประชารัฐ เป็นของขวัญสำหรับคนรายได้น้อยอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่อยากมีบ้านหลังแรกราคาหลังละไม่เกิน 1,500,000 บาท โดยภาครัฐจะปล่อยสินเชื่อวงเงิน 70,000 บาท แบ่งเป็นสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัย วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนอีก 4 หมื่นล้านบาท เป็นสินเชื่อให้ประชาชนกู้ซื้อบ้านผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ แห่งละ 2 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี

ส่วนผู้ที่มีบ้านอยู่แล้ว สามารถขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมและตกแต่งที่อยู่อาศัยได้ ในวงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนบาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับกรณีที่กู้บ้านไม่เกิน 7 แสนบาท แต่มูลค่ารวมของที่ดินและที่อยู่อาศัยที่จะขอกู้เพื่อซ่อมแซมหรือต่อเติมต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

การยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์สายตะวันออก) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560 รวม 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาการจราจรหน้าด่าน และลดการใช้พลังงานของประเทศ และเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

การพลิกโฉมรถไฟไทยกับรถไฟตู้นอนขบวนใหม่ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการเดินทางของประชาชนทางรถไฟให้มีความสะดวกสบาย รวดเร็ว สะอาด และปลอดภัย โดยปรับปรุงในระยะแรกจำนวน 20 คัน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน และจากนั้นจะทยอยปรับปรุงอย่างต่อเนื่องรวม 148 คัน ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการรถโดยสารโฉมใหม่เต็มรูปแบบในวันที่ 26 มีนาคม 2560

ทั้งนี้ รถไฟขบวนใหม่นี้ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชน เรียกได้ว่าจองตั๋วกันข้ามปีเลยทีเดียว

ส่วนในปี 2560 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดท.) รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจากรัฐบาล พบว่าเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2560 ใน 5 อันดับแรก คือ การแก้ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง รองลงมา ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้มีราคาตกต่ำหรือพยุงราคา การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการแก้ไขปัญหาว่างงานหรือจัดหาอาชีพ

ฉะนั้น ของขวัญปีใหม่ในปี 2560 ที่รัฐบาลเตรียมให้ประชาชนจะมีอะไรบ้าง? และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่นั้น? ต้องมาลุ้นกันต่อ!

ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตกรรมการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2559 ที่ผ่านมาว่า อัตราการว่างงานโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะสาขาที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนการทำงาน ขณะที่ยังคงมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านช่วงเทคนิคและแรงงานระดับล่างต่อไป

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง ยังไม่สามารถเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ  เนื่องจากขาดนวัตกรรม ระบบการศึกษา ระบบวิจัย คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ยังคงอ่อนแอ จึงมีเพดานจำกัดในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะปานกลางและระยะยาว นอกจากนี้ยังไม่ได้เป็นประเทศที่มีระบบนิติรัฐและนิติธรรมเข้มแข็งนัก ขาดยุทธศาสตร์ในการบูรณาการทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประเทศที่ชัดเจน  แม้นมียุทธศาสตร์ก็ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นจริง

ขณะที่ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำยังไม่ดีนัก และมีแนวโน้มแย่ลงได้อีก หากยังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้น เพราะจะสร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคต่อความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อนุสรณ์ ได้ให้ข้อเสนอแนะในทางนโยบายต่อรัฐบาลทิ้งท้าย ดังต่อไปนี้ ข้อแรก แรงกดดันจากลัทธิกีดกันทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น ระบบการค้าพหุภาคีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงในบางภูมิภาค พลวัตนี้เป็นความเสี่ยงต่อภาคการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย ขณะเดียวกันทำให้เกิดโอกาสของการเปิดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีเพิ่มขึ้น รัฐควรเร่งกำหนดทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ วางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อให้ “ไทย” พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน

ข้อสอง ต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรการประชานิยมระยะสั้น มาเป็น ระบบสวัสดิการโดยรัฐที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางการเงินการคลัง

ข้อสาม เร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาและระบบวิจัย ตามยุทธศาสตร์แผนการศึกษาชาติ 15 ปี และแผนยุทธศาสตร์ฉบับ 8 ของสภาวิจัยแห่งชาติ

ข้อสี่ เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณพร้อมกับเร่งให้เกิดความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งคมนาคม และระบบบริหารจัดการน้ำ

ข้อห้า ใช้มาตรการภาษี มาตรการการเงิน มาตรการลงทุนทางด้านวิจัย มาตรการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ภาคส่งออกไทยกลับมาขยายตัวเป็นบวกและสามารถแข่งขันได้

ข้อหก พัฒนาระบบนิติรัฐให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการค้า การลงทุน และการแข่งขันที่เป็นธรรม มีความคงเส้นคงวาของการดำเนินนโยบาย สร้างระบบธรรมาภิบาล ขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน การติดสินบน ลดขั้นตอนในการทำงานและลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจอันเกิดจากความขาดประสิทธิภาพและความล่าช้าของระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ

ข้อเจ็ด ปรับขนาดของระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้ลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้น จ่ายค่าตอบแทนให้สูงขึ้นในระดับเดียวกับเอกชน ทำให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจในกิจการที่เอกชนทำได้ดีกว่า และบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ข้อแปด ส่งเสริมให้มีการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม ผ่านกลไกประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และเพิ่มอำนาจให้กับคนที่มีอำนาจน้อย เพื่อให้เกิดดุลยภาพทางอำนาจของกลุ่มต่างๆ ในสังคม สิ่งนี้จะนำมาสู่การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมต่างๆ

ข้อเก้า นโยบายต่อภาคเกษตรกรรม มีมาตรการเพิ่มผลิตภาพ มาตรการลดต้นทุน มาตรการทางการตลาด ควรมีการกำหนดเพดานการถือครองที่ดินและจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ข้อสิบ ควรมีการทบทวนเพื่อให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอย่างเหมาะสม ปรับเปลี่ยน “กองทุนประกันสังคม” ให้เป็นองค์กรมหาชน จัดตั้งธนาคารเพื่อผู้ใช้แรงงาน โดยให้กองทุนประกันสังคมถือหุ้น

ข้อสิบเอ็ด เร่งรัดการก่อหนี้เพื่อนำมาลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ศึกษาและพิจารณาเพื่อปรับเปลี่ยนหน่วยงานจัดเก็บภาษี จากหน่วยงานราชการมาเป็นองค์กรมหาชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาล

ข้อสิบสอง ดำเนินการเพื่อให้ “ประเทศไทย” กลับคืนสู่ประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ป หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลา ต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุผล เพื่อไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น หากทำไม่ได้ จะกระทบภาคการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ.

 

‘พงษ์ภาณุ’ เช็กความพร้อมสุวรรณภูมิ รองรับ นทท.ช่วงเทศกาลปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2559 18:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824486


ปลัดท่องเที่ยว ลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจเช็กระบบรักษาความปลอดภัย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ย้ำความเชื่อมั่นประตูหลักของประเทศไทย ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกมุมโลกเที่ยวเมืองไทยในเทศกาลปีใหม่…วันที่ 29 ธ.ค. 59 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจเยี่ยมเช็กความพร้อมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว โดยกล่าวว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ ประตูหลักของประเทศไทยที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และช่วงนี้ใกล้เทศกาลปีใหม่นับว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของคนทุกชาติ ศาสนา ซึ่งจากการพบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ต่างมีความรู้สึกว่าประเทศไทยของเราเป็นจุดหมายคุณภาพที่ชาวต่างชาติใฝ่ฝันและปรารถนาจะมาเยี่ยมเยือน

ทั้งนี้ ได้ตรวจเยี่ยมระบบการให้บริการและระบบการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม  โดยเริ่มตั้งแต่ 1. สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้รายงานว่าช่วงนี้จำนวนผู้โดยสารขาเข้า มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทาง ตม.ได้จัดกำลังเสริมเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ รวมทั้งมีช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ หรือ Autochannel ไว้ตรวจลงตราสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ 2. ตำรวจท่องเที่ยว ได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยจัดกำลังหมุนเวียนตลอด 24 ชม. เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยและความปลอดภัยในเขตสนามบินสุวรรณภูมิ 3. สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC.) ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ประสบปัญหา 4. กรมศุลกากร ได้เสริมเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ vat refund for tourist เพื่อส่งเสริมมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย

นายพงษ์ภาณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าประเทศไทยคือแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่มีครบเครื่องทั้งความงามของธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม รอยยิ้มและน้ำใจของคนไทย ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกจะทัดเทียมได้ โดยจากการตรวจความพร้อมในวันนี้ของทุกหน่วยงาน รู้สึกประทับใจและมีความมั่นใจว่าเรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่จะมาเที่ยวเมืองไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้.

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 13.21 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,537.81 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2559 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824469


หุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 29 ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 13.21 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,537.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,814.48 ล้านบาทการเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 29 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.21 จุด เปลี่ยนแปลง 0.87% ดัชนีอยู่ที่ 1,537.81 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 35,814.48 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน).