เคล็ดลับดูแลผิวสวยเปล่งประกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250229

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยความที่ สาวสวย กรีนอัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล เป็นทั้งนางแบบ นักร้อง และนักแสดง การทำงานแต่ละครั้งจึงต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งแดดยามถ่ายละครกลางแจ้ง ฝุ่นในสตูดิโอ แสงไฟสปอตไลท์บนเวที รวมถึงความเครียดและเวลาพักผ่อนที่ไม่ค่อยเพียงพอ จึงไม่แปลกใจเลยที่ผิวสวยแลดูสุขภาพดีของกรีนเป็นที่จับตามองของสาวๆ ทุกคน

เธอบอกว่า “หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่าตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ กรีนเองเป็นคนผิวค่อนข้างแพ้ง่าย ไวต่อการระคายเคือง เปลี่ยนผลิตภัณฑ์มาหลายหนก็ยังแพ้อยู่ดี เลยเริ่มสังเกตว่าบางทีอาจจะไม่ได้เป็นเพราะผิวของเราอย่างเดียวที่ไม่แข็งแรงและแพ้ง่าย แต่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ ภายนอกที่ยิ่งส่งผลให้ผิวเราอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย โดยเฉพาะมลภาวะต่างๆ ที่กรีนต้องเจออยู่เป็นประจำ ด้วยหน้าที่การงานและไลฟ์สไตล์ของกรีนด้วยค่ะ

วันนี้ กรีน แอบมากระซิบเคล็ดลับการดูแลผิวให้สุขภาพดี เปล่งประกายกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ เริ่มที่ ทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจด – แต่ละวันเราต้องเผชิญกับมลภาวะมากมายภายในเมือง การทำความสะอาดผิวให้สะอาดจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กรีนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถล้างทำความสะอาดหน้า เครื่องสำอางและสิ่งสกปรกตกค้างได้อย่างหมดจดแต่ต้องไม่ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง ส่วนตัวใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางเนื้อครีมฟิสิโอเจล เดลี่ ดีเฟนซ์ เจนเทิ่ล เฟเชี่ยล คลีนเซอร์ ซึ่งอ่อนโยนต่อผิวบอบบางแพ้ง่าย และยังมอบความรู้สึกนุ่มชุ่มชื้นทันทีหลังจากใช้อีกด้วย

ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันรังสียูวีทุกวัน – แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากรังสียูวีสามารถทำร้ายผิวไม่ว่าจะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้ง กรีนเองต้องเจอกับรังสียูวีมากเป็นพิเศษเวลาถ่ายละครกลางแจ้ง หรือถ่ายแบบในสตูดิโอ จึงหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเวลากลางวันที่ไม่เพียงแต่ปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB แต่ยังมีส่วนผสมที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์และช่วยเก็บกักความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยในการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกอีกด้วย กรีนชอบ ฟิสิโอเจล เดลี่ ดีเฟนซ์ โพรเทคทีฟ เดย์ ครีม ไลท์ เอสพีเอฟ 15 เป็นพิเศษ เพราะเนื้อครีมสบายผิว และยังช่วยในเรื่องของความกระจ่างใสเป็นธรรมชาติอีกด้วย

หมั่นบำรุงผิวเป็นประจำทุกคืน – อีกขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการบำรุงผิวทุกคืน สาวๆ หลายคนอาจเข้านอนทันทีโดยไม่ได้ทาครีมบำรุงเพราะเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน แต่กรีนขอย้ำว่าในเวลากลางคืนผิวหน้าของเราก็ยังคงต้องการเกราะป้องกันจากมลภาวะรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นในห้องนอน และแอร์เย็นที่สามารถดึงเอาความชุ่มชื้นของผิวไปได้ ที่จริงกรีนดูแลผิวด้วยขั้นตอนค่อนข้างเรียบง่าย โดยเน้นที่การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตอนกลางคืนที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเฉพาะในเรื่องของการฟื้นบำรุงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างล้ำลึก

อย่าลืมดูแลตัวเองในด้านอื่นๆ – นอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำแล้ว กรีนเชื่อว่าการดูแลตัวเองในทุกๆ ด้านควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ต่างมีผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง ส่วนตัวพยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จัดสมดุลชีวิต
และจิตใจ
 – กรีนมองว่าถ้าเรามีสุขภาพใจที่ดี รู้สึกสดชื่น สนุกกับการทำงานในทุกวัน สุขภาพกายและผิวพรรณก็จะดีตามไปด้วย กรีนจะจัดสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดี มองโลกในแง่ดี และพยายามไม่เครียดกับงานจนเกินไป

 

บาร์บี้โฉมใหม่กระตุ้นและเสริมพัฒนาการ สร้างแรงบันดาลใจให้หนูๆ‘เป็นอะไรก็ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250239

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เด็กๆ กับการเล่นเป็นของคู่กัน ลักษณะการเล่นจะแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยเด็ก ในวัย 3 ขวบขึ้นไปนั้น การเล่นที่โดดเด่นคือ “การเล่นบทบาทสมมุติ” ซึ่งเด็กต้องอาศัยจินตนาการเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ จากการสำรวจคุณแม่ 7 ใน 10 ไม่เชื่อว่า “การจินตนาการในการเล่นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกคุณแม่”ส่วนใหญ่เชื่อว่าการที่เด็กจะมีพัฒนาการได้นั้นต้องมาจากการเรียน และการฝึกฝน

บริษัท แมทเทล เซาท์อีส เอเชีย จำกัด ได้ผลิตวีดีโอที่ปล่อยให้เด็กเล่นและมีจินตนาการประกอบ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการ และเพิ่มความมั่นใจในการแสดงออกของเด็กๆ ทั้งนี้สิ่งที่เด็กหลงใหลและให้ความสนใจในวัยเด็กยังอาจส่งผลถึงความสำเร็จในอนาคตของเด็กได้ การจำลองในเหตุการณ์นี้ มีการนำเด็กๆ จากประเทศจีน อินเดีย ฝรั่งเศส รวมทั้ง “น้องเพนกวิน” เป็นตัวแทนเด็กไทย ที่ได้ร่วมทำการทดลองด้วย

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ได้บ่งบอกถึงความน่าทึ่งของการเล่นที่มีผลต่อจินตนาการของเด็กว่า “การเล่นบทบาทสมมุติ ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ช่วยให้เด็กสามารถเชื่อมโยงจินตนาการของเขาเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ได้พัฒนาทักษะด้านการตัดสินใจภาษาสังคม คณิตศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กัน

มีการศึกษาพบว่า เด็กที่เล่นบทบาทสมมุติได้อย่างอิสระนั้น จะมีอารมณ์ดี เพราะในโลกแห่งจินตนาการ เขาจะเป็นคนเก่งที่สุด ดีที่สุด ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เมื่อเขาอยากเป็น ดังนั้นเมื่อเขาได้จินตนาการ ก็จะมีความสุขทุกครั้ง เพราะสามารถเป็นอะไรก็ได้ตามที่เขาอยากเป็น อีกทั้งมีพัฒนาการทางภาษาดี เพราะระหว่างการเล่น เด็กจะได้พูดอย่างที่ใจคิด เปล่งเสียงต่างๆ ออกมาระหว่างการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการพูดพึมพำกับตนเอง หรือสื่อสารกับผู้อื่นระหว่างการเล่น ล้วนแล้วแต่ช่วยฝึกทักษะด้านภาษาทั้งสิ้น

การที่เด็กได้เล่นโดยใช้จินตนาการบ่อยๆ จะทำให้มีทักษะการคิดที่ดี และมีสมาธิดี เรียนรู้แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เด็กที่ชอบสมมุติตัวเองว่าเป็นคนนั้นคนนี้ หรือทำอาชีพต่างๆ ถือเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อโตขึ้นเขาจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ อย่างสร้างสรรค์เช่นกัน และมีแรงบันดาลใจในการที่จะทำอาชีพนั้นๆ ต่อไปในอนาคต”

ซึ่งประเด็นนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือคุณแม่ ได้เห็นว่าทำไมวีดีโอนี้ถึงได้สำคัญในการเปลี่ยนความคิดหรือทัศนคติของการเล่นที่มีผลต่อจินตนาการของลูกๆ

การทดลองครั้งนี้ บริษัทนำมาเป็น โรลโมเดล ให้เด็กๆ ลองเล่นกับบาร์บี้อาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของเล่น เป็นเพื่อนผู้ต่อยอดจินตนาการ เพราะรู้ว่าจินตนาการคือ จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจที่จะนำพาสู่จุดหมายได้ ซึ่ง บาร์บี้ ตุ๊กตาแสนโปรดของเด็กผู้หญิง ปรับโฉมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ ที่นอกจากจะมีหน้าตาและบุคลิกลักษณะที่หลากหลายใกล้เคียงกับผู้หญิงในยุคนี้ เพื่อให้ดูใกล้ตัวเด็กแล้ว ยังมาพร้อมแนวคิด เป็นอะไรก็ได้ “You Can Be Anything”

พบว่าก่อนเล่นเด็กจะนึกไม่ออกว่าอาชีพต่างๆ เป็นอย่างไร เขาจะเล่นเป็นอาชีพต่างๆ ได้อย่างไร หลังจากได้เปิดโอกาสเขาได้เล่นกับบาร์บี้อาชีพตามที่เขาเลือก เด็กๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถพูดเล่าเรื่องที่เล่นกับบาร์บี้ได้อย่างฉะฉาน ออกท่าออกทางตามอาชีพตามจินตนาการได้อย่างสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึง “พลังของการเล่นว่ามีผลต่อพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ จริง”

เพราะข้อดีที่เด็กจะได้รับจากการเล่นตามจินตนาการหรือบทบาทสมมุติ ผู้ใหญ่จึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นบทบาทสมมุติบ่อยๆ โดยมีการจัดสิ่งแวดล้อม ตระเตรียมของเล่นต่างๆ ที่หลากหลาย ตามวัยของเด็กๆ ไว้ให้เด็กใช้ประกอบการเล่น เช่น ตุ๊กตา เสื้อผ้า เครื่องครัว ชุดเครื่องมือแพทย์ ฯลฯ และทางที่ดีควรชวนเด็กพูดคุยถึงสิ่งที่เขาคิดเขาเล่นเช่น บาร์บี้คุณหมอ ตรวจใครมาบ้าง บาร์บี้เชฟทำอาหารเมนูใดอร่อย เป็นต้น เพื่อฝึกการเล่าเรื่อง ฝึกภาษา ฝึกความคิดให้เด็กไป

แฟนคลับของบาร์บี้และบุคคลทั่วไปสามารถติดตามชมคลิปวีดีโอ พลังการเล่น ขณะเด็กเล่นกับบาร์บี้อาชีพต่างๆได้ที่หน้าแฟนเพจwww.facebook.com/BarbieThailandFanpage

‘ไรฝุ่น’วายร้ายตัวฉกาจ ตัวการอันดับ 1 โรคภูมิแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250230

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“โรคภูมิแพ้”  เป็นโรคที่พบบ่อย โดยมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป อาทิ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งแวดล้อม ฝุ่น ควัน และบางรายเกิดจากพันธุกรรม อาการของโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป จะมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ ซึ่งจากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้ อุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว และตัวการสำคัญที่ทำให้เกิด “โรคภูมิแพ้” คือ “ไรฝุ่น” วายร้ายตัวฉกาจที่ทุกครอบครัวต้องระวัง เพราะเจ้าไรฝุ่นตัวเล็กๆ แต่อานุภาพร้ายแรงมาก สามารถทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เรื้อรัง บางรายลุกลามถึงโรคระบบทางเดินหายใจ

นายแพทย์พลพงศ์ ชยางศุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน โสต ศอ นาสิก ให้ข้อมูลว่า“ไรฝุ่น” จัดเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับ หิด แมงมุม แต่ตัวเล็กกว่ามาก มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร  มีสีขาวคล้ายฝุ่น วิ่งเร็ว อยู่ปะปนในฝุ่น จึงทำให้มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก  ต้องใช้กล้องขยายส่องดู  ไรฝุ่นเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อโรคภูมิแพ้ ไรฝุ่น 2 ชนิด ที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ ไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus (DP) และ Dermatophagoides farinae (DF)  ห้องนอนคือแหล่งที่พบตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก เพราะอุณหภูมิ และความชื้นที่พอเหมาะ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วในห้องนอนจะมีตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่นับล้านตัว พบมากตามที่นอน ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และผ้าม่าน ตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่ด้วยการกินขี้ไคล และรังแคของคน โดยปัจจุบันพบว่า คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 18 ล้านคน โดยแบ่งเป็นโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่น 30% เพราะไรฝุ่นจะแฝงอยู่ทุกที่ในบ้าน อาทิ ห้องนอน พรม ตุ๊กตา เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งไรฝุ่นจะสามารถเติบโตได้ดีในอากาศชื้น เฉลี่ยอุณหภูมิประมาณ 25 องศา ความชื้น 70-80 หน่วย ซึ่งไรฝุ่นจะออกไข่ได้มาก สามารถขยายพันธุ์รวดเร็ว โดยเฉพาะในห้องนอน

ด้าน นายคมศานต์ จิวากานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนโรงแรม 6 ดาว แบรนด์ลักษ์ชัวร์รี่ เผยว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มีปัญหาการเกิดโรคภูมิแพ้ เฉลี่ยอายุตั้งแต่แรกเกิด โดยแต่ละคนก็มีปัญหาแตกต่างกันออกไป แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ปัญหาภูมิแพ้ที่เกิดจากไรฝุ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไรฝุ่นจะแฝงตัวอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา โดยที่เห็นชัดที่สุด คือ ห้องนอน เนื่องจากวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเครื่องนอน อาทิ หมอน ผ้าปู หรือที่นอน จะเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการเลือกเครื่องนอนเป็นอย่างมาก โดยล่าสุดเราได้ค้นพบเส้นใย“ไมโครคลิ้ม” เส้นใยขนาดเล็ก เป็นเส้นใยที่ใช้สารตั้งต้นในการทำเส้นใย เส้นใยจะมีสีขาวเงาและคุณภาพ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ได้ถูกรีไซเคิลเป็นเส้นใยที่มีความละเอียดสูงมาก อีกทั้งกระบวนการผลิตนั้นใช้เทคนิคพิเศษโดยใช้แรงลมเป่าหมอนเป็นตัวควบคุม เราจึงสามารถกำหนดระดับความสูงต่ำได้เองตามความต้องการ

สำหรับใครที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่ายๆ 1.ควรทำสะอาดห้องนอนเป็นประจำ 2.ควรเลือกที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์เพราะสามารถทำความสะอาดได้ 3.ห้ามใช้หมอนที่ทำด้วยนุ่น ขนห่าน หรือขนเป็ดโดยเด็ดขาด 4.ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นในห้องตามพรม พื้น และผ้าม่านในห้อง และถ้าเป็นไปได้ เอาม่านและพรมออกจากห้องเสียให้หมด 5.เวลาทำความสะอาดไม่ควรใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่น แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแทน 6.ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ผ้าม่านควรจะซักทุก 6 สัปดาห์
7.ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ชนิดใดๆ ในบ้าน

 

คุณแหน : 26 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250112

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

●● สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ เสด็จฯแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 31 ม.ค.2560 เวลา 16.30 น. ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ แก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัล สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2559เวลา 18.30 น. ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร..

●● สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.อรจิตรา สนิทวงศ์ เป็นนางสนองพระโอษฐ์ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่  23 ธ.ค. ม.ล.อรจิตราเป็นผู้อำนวยการสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งดูแลโครงการพิพิธภัณฑ์ ศิลป์แผ่นดิน…

●● พลเรือเอกวสินธ์  สาริกะภูติ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ กรกฎ สุริยะสังกาศประธานมูลนิธิสรรพราเชนทร์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล แด่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ แห่งกรุงธนบุรีเนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษก (28 ธ.ค.) ณ วัดอินทาราม (ใต้) ตลาดพลู  27 ธ.ค. เวลา 16.30 น..

●● โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง มีอาการกระดูกทับเส้นประสาท ต้องใช้วอล์กเกอร์ช่วยเดิน บอก “คุณแหน” ว่า ช้างฉลาดมาก ยืนยัน ได้จากแรกเริ่ม ควาญช้างสอนให้ช้างวาดรูป หลังจากนั้นช้างสามารถวาดรูปเอง จำเองได้..

●● ธรรมรัตน์ โชควัฒนา บอสใหญ่วาโก้ ทำบุญส่งท้ายปี โดยส่ง พรทิพย์ มงคลเจริญโชค ผจก.ส่วนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในวาโก้ เป็นตัวแทนไปมอบBalancing Bra  ยกทรงสำหรับผู้ผ่าตัดมะเร็งเต้านม ให้แก่ รพ.พระนครศรีอยุธยา และรพ.ราชธานี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประโยชน์แก่ผู้รับโดยแท้…

●● ขาดดุลการค้า พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีมงคลสมรสระหว่าง ฌานา วัชราภัย บุตรี ธีรพจน์-
วริฎฐา วัชราภัย กับ นายคริสเตียน โซเมอร์ฮอลเดอร์2 ก.พ.ศกหน้า 10.15 น. ห้องอาหารตะลิงปลิง สุขุมวิท 34..

●● สวด อิทธิชัย ตรังคิณีนาถ ศาลา 4 วัดมกุฏกษัตริยารามและประชุมเพลิง  27 ธ.ค. บ่ายสองโมง…

●● สยามพารากอน ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน สยามพารากอน สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ พุทธศักราช 2560 โดย วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมชมการแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย โขน การแสดงและบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงพื้นบ้าน 4 ภาค 29 ธ.ค. 16.30 น. โดยมีงานถึง 1 ม.ค…

●● ทนคิดถึงหลานไม่ไหว อนันตชัย-อุไรคุณานันทกุล บินไปสหรัฐอเมริกากับ เอกสิทธิ์ โดยสุเนตร จะพาลูก เอมมี่ มาสมทบที่แอลเอ เพื่อฉลองคริสต์มาสปีใหม่กับคุณปู่คุณย่าพร้อมหน้าครอบครัว ก่อนจะไปส่งเรียนต่อที่นิวยอร์ก กว่าจะกลับ 5 ม.ค….●●

คุณแหน

ปรับมุมคิด…วางระบบ สยบ‘วิกฤติสังคมสูงวัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250114

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

“สังคมสูงวัย” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สถิติจากหน่วยงานต่างๆ ชี้ตรงกันว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะดังกล่าวมาสักระยะแล้ว เช่น ผลการสำรวจประชากรสูงอายุ พ.ศ.2557 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ปี 2557 มีประชากรไทยวัย 60 ปีขึ้นไป 10,014,705 คน คิดเป็นร้อยละ 14.9 ของคนไทยทั้งประเทศ

เช่นเดียวกับเอกสารประกอบการบรรยาย “วิจัยมุ่งเป้าด้านสุขภาพ ช่วยเพิ่มคุณค่าการดูแลและสุขภาพประชาชนได้อย่างไร” รวบรวมโดย พญ.ลัดดา ดําริการเลิศ จากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย อ้างอิงการพยากรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ที่ระบุว่าจำนวนผู้สูงอายุไทยจะยิ่งเพิ่มแบบ “ก้าวกระโดด-พุ่งพรวด” ในอนาคตอันใกล้…


นพ.สันติ ลาภเบญจกุล, ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ชาญชัย ใช่รุ่งเรือง

ถือเป็น “วิกฤติ” ที่ต้องเตรียม “ระบบ” รองรับ!!!

ที่เวทีเสวนา “การสร้างระบบรองรับผู้สูงวัยที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง” ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 9…“ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงวิกฤติใหญ่ที่จะ “ถาโถม” เข้าใส่สังคมไทย โดยอีก “17 ปีข้างหน้า” สัดส่วนผู้สูงวัยของไทยจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ สวนทางกับ “เด็กเกิดใหม่” ที่นับวันจะน้อยลงทุกที

“ถามว่าเราสกัดได้หรือไม่.??? มันเป็นปัญหาโครงสร้าง เราสกัดไม่ได้ คุณจะไปฆ่าเขาให้ตายหรือ เพราะผู้สูงอายุสุขภาพดีขึ้น ตายช้าลง คนเกิดน้อยลง อัตราการเกิดน้อย คนก็อายุยืน ปัญหาโครงสร้างนี้แก้ไม่ได้ แต่ต้องวางระบบรองรับให้ได้” ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว

สอดคล้องกับรายงานสถิติของ “สภาพัฒน์” ที่ย้อนไปช่วงปี 2536-2540 มีเด็กเกิดใหม่ 8-9 แสนคนต่อปี ขณะที่ 5 ปีล่าสุด 2554-2558 มีเด็กเกิดใหม่ลดลงมาอยู่ที่ราว 7-8 แสนคนต่อปี รวมถึงผลการศึกษาของ “สถาบันวิจัยประชากรและสังคม” มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ประชากรไทยเริ่ม “ครองโสด” ตั้งแต่ยุค “Gen-X” (ปีเกิด 2504-2524) และชอบใช้ชีวิตโสดมากขึ้นเมื่อถึงรุ่น “Gen-Y” (ปีเกิด 2525-2548) และ Gen-Y จำนวนไม่น้อยไม่ต้องการมีบุตร โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากมี “โซ่คล้องคอ”

“ดร.เจิมศักดิ์” กล่าวต่อว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาที่สังคมไทย “ไม่ทันตั้งตัว” ไม่ว่า “ภาคราชการ” ที่ระบบ “บำเหน็จบำนาญ” ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า “ให้ลูกทำงานเลี้ยงพ่อ” ประชากรวัยแรงงานทำงานจ่ายภาษีเลี้ยงดูผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งในอดีตจำนวนผู้สูงอายุยังน้อย คนวัยทำงานมีมาก ระบบก็ยังอยู่ได้ แต่หลังจากนี้เมื่อคนวัยแรงงานลดลง คนชราเพิ่มขึ้น “สมดุล” ที่เคยมีก็เสียไป เพราะมีแต่ “ผู้รอรับ”..

แต่ขาด “ผู้หาเลี้ยง”!!!

หรือ “ภาคเอกชน” ในระบบ “ประกันสังคม” ที่เป็นการ “ร่วมจ่าย 3 ขา” นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ยังมีข้อบกพร่อง นั่นคือ “ไม่ได้ระบุเจ้าของเงินเป็นรายบุคคล” แต่ใช้รูปแบบ “ลงขัน” เงินกองกลางเพื่อนำไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ ทำให้อาจมีปัญหากับการจ่ายบำนาญในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้เงินมากขึ้น หากไม่แก้ไข อีก 27 ปีข้างหน้า “กองทุนประกันสังคม” จะ…

“ถังแตก”!!!

อีกประเด็น คือ “คนท้องไม่พร้อม คนพร้อมไม่ท้อง” และบางครอบครัวก็มีลูกหลายคน “คุณภาพประชากร” ที่จะรับภาระดูแลประเทศชาติ จึงเป็นอีก “ข้อน่ากังวล” ในอนาคตอันใกล้

“เมื่อรัฐต้องใช้ภาษี แต่คนทำงานน้อยลง คุณภาพก็แย่ลง ใครจะจ่ายภาษี? ถ้าทุกคนหวังสวัสดิการของรัฐ ถามว่ารัฐเอาอยู่หรือไม่? ในเมื่อจำนวนคนสูงอายุจะมาแบบคลื่นสึนามิ มหาศาลเลยในสิบกว่าปีข้างหน้า” นักวิชาการท่านนี้ กล่าวย้ำ

ที่ผ่านมา มีความพยายามจากหลายภาคส่วนเพื่อ “รับมือ” สังคมสูงวัยของไทย ดังเช่นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)…“ชาญชัย ใช่รุ่งเรือง” นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จอมบึง จ.ราชบุรี เล่าว่า รู้สึก “หดหู่” ที่เห็นผู้สูงอายุมารับ “เบี้ยยังชีพ” เดือนละ 600 บาท ผู้สูงอายุต้อง “ดูแลกันเอง” เพราะลูกหลานต้องไปทำงานในเมือง

“นายก อบต.จอมบึง” กล่าวว่า แม้จะมีข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ เช่น ตั้งชมรมผู้สูงอายุ มีกิจกรรมเป็นประจำ อาทิ ตรวจสุขภาพ ประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดี รวมถึงจัดให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ออกกำลังกายในน้ำตามกระบวนการ “วารีบำบัด” เป็นต้น

เช่นเดียวกับ “นพ.สันติ ลาภเบญจกุล” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำสนธิ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี กล่าวว่า ภาพของผู้สูงอายุที่ต้องดูแลกันเอง บางคนเป็น “ผู้ป่วยติดเตียง” อีกทั้งฐานะ “ยากจน” ครั้นจะจัดแพทย์-พยาบาล หรือจิตอาสาเข้าไปดูแล ก็มีข้อจำกัดด้านเวลา จึงเกิดความร่วมมือภายใต้แนวคิด “คนลำสนธิไม่ทิ้งกัน” ให้คนพื้นที่ที่มีความตั้งใจดี ช่วยดูแลผู้สูงอายุ ให้ค่าตอบแทน
ที่แม้ไม่มากนัก แต่เป็นขวัญกำลังใจให้คนทำงาน ผ่านไป 10 ปีโครงการดังกล่าว “หยั่งรากลึก” ลงในใจชาวลำสนธิ กลายเป็น “ต้นแบบ” มีผู้มาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทั้งนายก อบต.จอมบึง และ ผอ.รพ.ลำสนธิ กล่าวตรงกันว่า ที่ทำกันได้เพราะ “จิตศรัทธา” ของคนในพื้นที่ล้วนๆ แม้ “ระเบียบ-กฎหมาย” จะไม่อำนวยเลยก็ตาม

“จะมีพื้นที่สักกี่แห่งที่เหมือนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่สาธารณสุข แต่อยู่ที่ท้องถิ่น ผมคุยกับเพื่อนๆ อบต. คุยกับใครก็มีแต่คนอยากทำ แต่ไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าทำแล้วจะถูกหรือผิด ทั้งที่เงินก็มี ระบบก็คุ้มค่า แต่ทำไม่ได้เพราะความไม่แน่นอนของระเบียบ” ผอ.รพ.ลำสนธิ ระบุ

ในเรื่องนี้ “ดร.เจิมศักดิ์” กล่าวเสริมว่า นี่คืออีกปัญหาสำคัญ ที่ผ่านมาหน่วยงานส่วนกลางมักมองว่า ถ้าให้อำนาจท้องถิ่นดูแลตนเองเต็มที่ ผู้บริหารท้องถิ่นจะไปสร้าง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือใช้อำนาจในลักษณะ “ระบบอุปถัมภ์” แต่อีกด้านหนึ่งได้กลายเป็น “อุปสรรค” ทำให้ท้องถิ่นที่แม้จะรู้ปัญหาดี แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะกลัวทำไปแล้วจะผิดกฎหมาย

“มันติดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ไปคิดว่าท้องถิ่นควรทำอะไรได้บ้าง แต่การกระจาย
อำนาจต้องคิดกลับกัน ท้องถิ่นควรทำได้ทุกเรื่อง เพราะแต่ละท้องถิ่นมีปัญหาต่างกัน จะทำอะไรก็ต้องต่างกันตามสภาพท้องถิ่น เว้นแต่อะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เช่น มีกองกำลังทหารของตัวเอง พิมพ์ธนบัตรเอง ตั้งศาลยุติธรรมเอง ไม่ได้ ที่เหลือเรื่องปัญหาท้องถิ่นก็ให้เขาทำไปเถอะ แต่ตอนนี้ สตง.ไปตรวจ บอกว่าไม่ตรงกับหน้าที่ เบิกไม่ได้ ทำผิด ถ้าปรับตรงนี้ได้น่าจะช่วยได้เยอะ” นักวิชาการดังท่านนี้ ให้ความเห็น

นอกจาก “กระจายอำนาจ” แล้ว…“ดร.เจิมศักดิ์” ยังกล่าวถึงด้านอื่นๆ ที่ต้องทำ “ควบคู่” กันไป เช่น “ขยายแหล่งอาชีพ” เพื่อไม่ให้วัยแรงงานต้อง “ทิ้งบ้านเกิด” มาหางานทำในเมืองกรุง จะได้มีเวลาดูแลบิดามารดา, “สร้างระบบการออมที่หลากหลาย”หรือเปลี่ยนวิธีคิดทางเศรษฐกิจ จากที่เน้นการใช้จ่าย มาเป็นการออมมากขึ้น “สมการชีวิต” ต้องเปลี่ยน เดิมเราอยากบริโภค รายได้ไม่พอก็ “กู้-ผ่อน” นำ “เงินอนาคต” มาใช้ แต่หลังจากนี้ต้อง “กลับกัน”เป็นจะมีรายได้เท่าไร ก็ต้องออม ที่เหลือจึงบริโภค ต้องรณรงค์ให้ได้

“แล้วรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนๆ ก็คล้ายๆกัน อยากกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยุให้คนบริโภค มันไปกันได้หรือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต? พอยุให้บริโภคมันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ไปสร้างพฤติกรรม มันจะมีปัญหา” ศาสตราภิชาน ม.รังสิต ฝากข้อคิดทิ้งท้าย…

พร้อมกับย้ำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” ไม่ใช่ปัญหาของคนที่ชราภาพแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนวัยทำงาน ที่หาก “ไม่วางแผนชีวิต” ให้ดี ตั้งแต่สังขารยังไหว เมื่อเกษียณไปย่อมเจอ “วิกฤติ” แน่นอน!!!

เอไอเอส เปิดคอลเซ็นเตอร์ สร้างอาชีพให้ผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250109

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้บริหารเอไอเอส วิไล เคียงประดู่, ใจพร ศรีสกุล และ วิลาสินี พุทธิการันต์ กับน้องๆ ผู้พิการที่เป็น
พนักงานเอไอเอส ที่ มูลนิธิธิดาเมตตาธรรม จ.เลย

เอไอเอส สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ช่วยเหลือผู้พิการในโครงการ “เอไอเอสสร้างอาชีพ คอลเซ็นเตอร์ แด่ผู้พิการ”
ตลอดปี 2559 โดยได้เปิด “ศูนย์ปฏิบัติการ เอไอเอส คอลเซ็นเตอร์ แด่ผู้พิการ” แห่งที่ 12 ซึ่งเป็นศูนย์ฯ สุดท้ายสำหรับปีนี้ ณ มูลนิธิธิดาเมตตาธรรม จังหวัดเลย พร้อมขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้นในปี 2560

วิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “สังคมไทยแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง” เป็นแนวคิดที่ เอไอเอส ยึดถือมาโดยตลอด ต่อยอดจนเกิดโครงการต่างๆ มากมาย และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมและประเทศไทยให้มีคุณภาพและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เอไอเอส ได้ให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) รวมถึงการสร้างคุณค่าและประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรและสังคม หรือ CSV (Creating Shared Value) ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งผู้พิการก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ควรได้รับการดูแลเช่นกัน เอไอเอส จึงให้ความสำคัญและให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยจัดทำโครงการ “เอไอเอส สร้างอาชีพคอลเซ็นเตอร์ แด่ผู้พิการ” ขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งผู้พิการเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอดว่าพวกเขามีศักยภาพ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับดีเยี่ยม มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่แพ้คนปกติ


น้องๆ ผู้พิการที่เป็นพนักงานเอไอเอส ขณะปฏิบัติหน้าที่

สำหรับปี 2559 เอไอเอส ได้ขยายโอกาสให้กับผู้พิการด้วยการเปิด “ศูนย์ปฏิบัติการเอไอเอส คอลเซ็นเตอร์ แด่ผู้พิการ” เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสอนคนตาบอดสันติจินตนา จังหวัดแพร่, มูลนิธิผู้พิการไทยเพื่อสังคม กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดขอนแก่น และล่าสุดที่ มูลนิธิธิดาเมตตาธรรม จังหวัดเลย ทำให้ปัจจุบันมีพนักงานเอไอเอส คอลเซ็นเตอร์ ผู้พิการ จำนวนทั้งสิ้น 117 คน จากศูนย์ปฏิบัติการที่เปิดให้บริการแล้ว รวม 12 แห่ง

ทั้งนี้ เอไอเอส ได้ออกแบบงานให้คนกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม เพื่อการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับความสามารถของพนักงานผู้พิการทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ผู้พิการทางสายตาและพิการทางร่างกาย จะมีหน้าที่โทร.ติดต่อลูกค้า เพื่อแจ้งสิทธิพิเศษและเสนอบริการ รวมทั้งแคมเปญต่างๆ ของเอไอเอส, ให้บริการรับ-ส่ง และยกเลิก SMS แทนลูกค้า ส่วนผู้พิการทางการได้ยินจะให้บริการด้วยภาษามือผ่านทาง Web Cam เป็นต้น อีกทั้งยังได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการปฏิบัติงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน อาทิ ติดตั้งโครงข่ายออนไลน์, นำเทคโนโลยีดักจับความเคลื่อนไหวที่คีย์บอร์ด หรือสิ่งที่แสดงผลบนหน้าจอและเปลี่ยนเป็นเสียงพูด ซึ่งต้องใช้ควบคู่กับโปรแกรมตาทิพย์จากสถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

“ในปี 2560 เอไอเอส พร้อมที่จะมอบโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับผู้พิการ โดยการขยายศูนย์ปฏิบัติการอีก 4 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ เอไอเอส ได้มีส่วนร่วมในการเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมไทยแข็งแรง ประเทศไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป” วิไล กล่าวในที่สุด

 

เสวนา ‘ธรรมราชา ๖๐ ปี ทรงผนวช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250113

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ ปี ทรงครองสิริราชสมบัติ และ ๖๐ ปี ทรงผนวช ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๙ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวาระมหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และครบ ๖๐ ปี แห่งการทรงผนวช มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติต่างๆ เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ยังผลให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่จำต้องเร่งหารือแนวทางที่ควรปฏิบัติตามความเหมาะสมต่อไป รวมถึงงานเสวนา “ธรรมราชา ๖๐ ปี ทรงผนวช” ที่กำหนดจัดขึ้นนี้เพื่อให้พสกนิกรได้ร่วมน้อมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมุ่งเน้นไปที่พระราชจริยาวัตรของพระองค์เมื่อครั้งทรงผนวช

นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ชาวไทยและชาวโลกต่างได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โดยยึดหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงเป็นศูนย์รวมน้ำใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่โดยไม่ทรงย่อท้อหรือเห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความสงบสุขของประเทศชาติอย่างแท้จริง

พระราชกรณียกิจสำคัญที่มีความหมายต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากในฐานะที่ทรงเป็นพุทธมามกะ คือการเสด็จออกผนวชเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ จึงเป็นมหามงคลสมัยครบ ๖๐ ปี แห่งการทรงผนวช ซึ่งในขณะที่ทรงผนวชประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นั้น ทรงศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทรงปฏิบัติศาสนกิจเช่นที่พระสงฆ์ทั้งหลายพึงปฏิบัติ เสด็จออกบิณฑบาต ทรงทำวัตรเช้า-ค่ำ ที่พระอุโบสถ ร่วมกับพระภิกษุสามเณรมิได้ขาด ทรงเป็นพระสุปฏิปันโน คือ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทรงเป็นแบบอย่างอันประเสริฐแก่พุทธศาสนิกชนและปวงชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญต่อสถาบันศาสนาเป็นอย่างมาก ดังเช่นพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า…

“….ธรรมะในพระพุทธศาสนานั้นบริบูรณ์ด้วยสัจธรรมที่เป็นสาระและเป็นประโยชน์ในทุกระดับ ซึ่งบุคคลสามารถจะศึกษาและปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ คือ ความเจริญผาสุกแก่ตนได้อย่างแท้จริง กล่าวคือผู้ปฏิบัติธรรมย่อมจะมีชีวิตและกิจการงานที่ประกอบด้วยความสว่าง สะอาดและสงบ ที่ว่าสว่างนั้น คือมีปัญญารู้เหตุรู้ผล รู้ผิดชอบชั่วดีโดยกระจ่างชัด ที่ว่าสะอาดนั้น คือไม่มีความทุจริตทั้งกายวาจาใจมาเกลือกกลั้ว เพราะเห็นจริงชัดในกุศลและอกุศล ที่ว่าสงบนั้น คือไม่ประพฤติทุจริตทุกๆ ทาง แล้วความเดือดร้อนจากบาปทุจริต ก็ไม่มาแผ้วพาล คนที่ประพฤติปฏิบัติงานโดยตั้งอยู่ในธรรมอย่างเคร่งครัดจึงเป็นผู้มีปกติสุขอยู่ร่มเย็น ไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม ท่านทั้งหลายผู้ตั้งใจอุทิศแรงกายแรงใจของตนเพื่อพระพุทธศาสนาและความผาสุกของประชาชน จึงควรจะได้เพียรพยายามปฏิบัติส่งเสริมให้มหาชนได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้องทั่วถึง ก็จะช่วยให้แต่ละบุคคลดำรงตนอยู่ได้อย่างมั่นคงและเป็นสุขในทุกสถานการณ์ และช่วยค้ำจุนส่วนรวมมิให้เสื่อมทรุดลงได้ดังที่ท่านมุ่งหวัง…”

นอกจากนี้ ยังทรงมีแนวพระราชดำริว่า โดยที่พระภิกษุสามเณรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและธำรงรักษาตลอดจนเผยแผ่พระธรรมคำสอนแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการสร้างความสงบร่มเย็นให้เกิดขึ้นแก่สังคม แก่ประเทศชาติและแก่โลก หากพระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสได้ศึกษาพุทธธรรม สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธพจน์ และนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะนำไปสั่งสอนพุทธบริษัทต่อไปได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป

นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นต้นมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุน “เล่าเรียนหลวง” แก่ภิกษุสามเณรผู้ศึกษาภาษาบาลีได้ผลดีเด่นเป็นประจำตลอดมา ในการนี้ มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้สนองพระราชศรัทธา จัดให้มีการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เพื่อสนับสนุนการศึกษาภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณร โดยมอบทุนถวายสำนักศาสนศึกษาทั่วประเทศ ที่แม้จะมีอุปสรรคและปัญหาขวางกั้นอยู่นานัปการ แต่ก็ยังมีวิริยอุตสาหะจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีปรากฏผลดีเด่นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน

ทางโครงการเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ ปีฯ แรกเริ่มได้กำหนดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติขึ้นรวม ๙ กิจกรรม กิจกรรมที่ดำเนินการสำเร็จเรียบร้อยตามวัตถุประสงค์แล้วด้วยดี อาทิ กิจกรรมปฏิบัติธรรมได้รับการสนับสนุนจากยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา กิจกรรมบรรพชาอุปสมบทหมู่พระภิกษุจำนวน ๖๐ รูป ระหว่างวันที่ ๒๑ ตุลาคม ถึง ๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ กิจกรรมที่ยังคงดำเนินการอยู่ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น การจัดทำสารคดีชุด “ธรรมราชา ๖๐ ปี ทรงพระผนวช” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สุธาสินี นิติสาครินทร์ ซึ่งโครงการได้รับอนุญาตจากสำนักพระราชวังและนำออกอากาศเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ด้วยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ผ่านบัตรอวยพร(Postcard) จัดพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ขณะทรงผนวช ทั้งแบบแนวตั้งและแบบแนวนอน (แต่ละแบบ มีจำนวน ๙ รูปต่อ ๑ ชุด) บริจาคชุดละ ๙๙ บาท โดยรายได้ทั้งหมดจะสมทบทุนเข้ามูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ เพื่อส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี โดย Postcard ชุดทรงผนวชนี้ ได้รับการสนับสนุนเผยแพร่ภาพประชาสัมพันธ์บนสถานีรถไฟฟ้าผ่านทางบริษัทวีจีไอโกลบอลมีเดีย จำกัด (มหาชน) และได้มีวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกสาขา ร้านหนังสือนายอินทร์กว่า ๑๐ สาขา ร้าน 7- Eleven บางสาขาทั่วประเทศ และยังสามารถสั่งจองได้ที่ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ

ท้ายนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและพสกนิกรทุกหมู่เหล่าน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างพร้อมเพรียงกัน ร่วมกันส่งเสริมและสืบสานพระพุทธศาสนาสนองพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้ยังคงดำรงคงอยู่สืบไป

 

ปรับสมดุลสุขภาพ ดูอ่อนวัย ชีวิตยืนยาว ในแบบ ‘Perfect Life Retreat’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250107

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.เกรจ์ โมล สาธิตการจัดกระดูก แก้อาการออฟฟิศซินโดรม

สำหรับคนที่ทำงานหนักกันมาทั้งปี การได้มาพักผ่อนพร้อมมีโปรแกรมดูแลสุขภาพ ได้ปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ น่าจะเป็นของขวัญสุขภาพที่ดีที่สุด ที่ ณุศา มายโอโซน เขาใหญ่ โดยบริษัท ณุศา มายโอโซน จำกัด ที่พักอาศัยและรีสอร์ทสุขภาพแบบองค์รวมแห่งแรกในประเทศไทย น่าจะตอบโจทย์ได้ดี ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดบนเขาใหญ่ พื้นที่กว่า 1,300 ไร่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมใกล้ชิดธรรมชาติและมีอากาศบริสุทธิ์ ที่รวมความสมบูรณ์แบบของการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ยั่งยืนแบบ “Perfect Life Retreat” ฟื้นฟูร่างกาย จิตวิญญาณ เติมเต็มพลังชีวิตในบรรยากาศที่เงียบสงบ พร้อมปรับสมดุลของร่างกายด้วยโปรแกรมเวลเนสทรีทเม้นท์ จากพานาซี เวลเนส เขาใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์แบบองค์รวมและการฟื้นฟูเซลล์ โดย พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ จากเยอรมนี

ที่พักอาศัยและรีสอร์ทสุขภาพแบบองค์รวมแห่งนี้ ศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เฮลท์ตี้ไลฟ์สไตล์ เป็นเทรนด์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ เราหันมาใส่ใจเรื่องดูแลสุขภาพมากขึ้น นิยมการบำบัดฟื้นฟูด้วยวิถีออร์แกนิก และมองหาการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกแบบไม่ใช้ยาเพิ่มขึ้น เพราะสุขภาพดีคือความมั่งคั่งที่แท้จริง “The Greatest Wealth is Health” ณุศาศิริ จึงได้สร้างสรรค์ โครงการ “ณุศา มายโอโซน เขาใหญ่” ให้เป็นที่พักอาศัยและรีสอร์ทสุขภาพที่ครบทุกองค์ประกอบของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักสไตล์ทัสคานีแบบพูลวิลล่า โรงแรมหรูบริการระดับไฮเอนด์จากโรงแรมเมอเวนพิค (Movenpick) เช่นบริหารโรงแรมระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ได้ออกกำลังกายกลางแจ้ง ทั้งปั่นจักรยาน นอร์ดิควอล์ก ออกรอบในสนามกอล์ฟระดับโปร 18 หลุมออกแบบโดย Links Golf Service ในอากาศบริสุทธิ์และวิวพาโนรามาของเขาใหญ่ รับประทานอาหารคลีนฟู้ดปรุงด้วยผักสดออร์แกนิกที่ปลูกในคลีนฟาร์มของเราและศูนย์สุขภาพที่ให้บริการดูแลฟื้นฟู เพื่อบำบัดโรคที่ลึกถึงระดับเซลล์พร้อมคืนความอ่อนเยาว์ ให้แก่ร่างกาย


ศิริญา เทพเจริญ

จุดเด่นที่สำคัญคือ พานาซีเวลเนสเขาใหญ่ (Panacee Wellness KhaoYai) ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครบวงจรรักษาฟื้นฟูสุขภาพและชะลอวัยให้บริการด้วยมาตรฐานสากลที่คัดสรรวิทยาการ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและดีที่สุดภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญกับโปรแกรมการฟื้นฟู ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จากภายในสู่ภายนอกครบทุกขั้นตอนจากประเทศเยอรมนี เพื่อสุขภาพดี ดูอ่อนวัย ชีวิตยืนยาว และปราศจากโรคภัยอย่างยั่งยืน ประกอบด้วยโปรแกรมการตรวจสุขภาพแบบ โฮลิสติก(Holistic) อาทิ BioelectricalImpedence Analysis, Blood ComponentAnalysis เป็นเทคโนโลยีที่ตรวจการทำงานของเซลล์ผ่านการวิเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดง วิเคราะห์ระดับความเสื่อมของร่างกาย และแนวโน้มของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยมีทรีทเม้นท์ที่สามารถฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง เช่น การทำคีเลชั่นเป็นการฟื้นฟูเส้นเลือดลดการสะสมของสารพิษ การให้วิตามินบำรุงร่างกาย การดีท็อกซ์ตับ เป็นต้น

หากคุณได้มาใช้เวลาที่ “ณุศา มายโอโซนเขาใหญ่” แห่งนี้ แน่นอนว่าจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ “Perfect Life Retreat” กับกิจกรรมและบริการระดับไฮเอนด์ของรีสอร์ท ซึ่งประกอบด้วย Discover Your Inner Health “รู้ให้ลึกถึงสุขภาพคุณ” ด้วยการตรวจสุขภาพแบบโฮลิสติก (Holistic)


ปั่นจักรยานสูดโฮโซนบนเขาใหญ่

เริ่มที่ Soul Awakening Therapy“ปลุกพลังชีวิตเติมความสดใส” ด้วยการนวดผ่อนคลายและบำบัดด้วยเวลเนสทรีทเม้นท์หลากหลายรูปแบบ โดยผสมผสานเรื่องสุขภาพกับความงามเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ Ozone Massage การนวดสูตรพิเศษใช้เทคโนโลยีผสมผสานน้ำมันธรรมชาติสกัดเย็นร่วมกับการเติมโอโซน แทรกซึมไปในทุกอณูของน้ำมัน ช่วยกระตุ้นการสร้างผิวใหม่ที่แข็งแรง ซ่อมแซมเซลล์ผิว พร้อมตื่นรับ พลังแสงอาทิตย์สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าร่วมกิจกรรมโยคะ และนอร์ดิควอล์ก ที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีมากกว่าการเดินปกติ อีกทั้งยังลดความเครียดและอาการทางประสาท หรือจะเลือกปั่นจักรยานชมธรรมชาติเพื่อสุขภาพแข็งแรงพร้อมยิ้มรับวันใหม่

Mindful Feast “กินให้ดีต่อกาย ดีต่อใจไร้โรค” เยี่ยมชม Clean Farm สวนผักออร์แกนิกในยามเช้า หรือบ่าย และเลือกผักสดมาปรุงอาหารตามกรุ๊ปเลือด พร้อมจัดปาร์ตี้เล็กๆ แบบส่วนตัวสไตล์ Soulful Gastro Party ปาร์ตี้มื้อค่ำดื่มด่ำกับอากาศเย็นสบายสุดโรแมนติกท่ามกลางวิวพาโนรามา ของเขาใหญ่ และอาหารรสเลิศที่รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบสดใหม่


นอร์ดิควอล์ก การเดินที่ช่วยลดความเครียด

ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมของโปรแกรมสุขภาพสามารถสอบถามได้ที่ Call Center 1608หรือ http://www.nusasiri.com


โยคะท่ามกลางธรรมชาติ

เพิ่มภูมิผู้สูงวัย 5 วิธีที่ลูกควรรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250106

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพกันทั้งนั้น แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่ละโรคนั้นไม่ใช่เล่นๆ แต่หากลูกหลานรู้จักวิธีดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุด้วยวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยวิธีธรรมชาติ นอกจากจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยแล้ว ยังจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยOperation BIM (โอเปอเรชั่น บิม) เปิดเผยว่า ระบบภูมิคุ้มกันประกอบด้วยระบบย่อยๆ หลายระบบที่ทำงานประสานกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาคุกคาม โดยร่างกายมีกลไกธรรมชาติหรือเม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ราว 20,000-55,000 ล้านเม็ดนับว่าเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เราต่อสู้กับโรคด้วยตัวเอง ทั้งนี้ หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ ซึ่งการทำให้ร่างกายกลับมาสู่ภาวะปกติ ร่างกายจะต้องมีภูมิคุ้มกันที่สมดุล โดยมีวิธีเพิ่มภูมิด้วยวิธีธรรมชาติดังนี้


ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา

นอนเพิ่มภูมิ การนอนหลับไม่พอนั้นมีผลทำให้ร่างกายลดการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ซึ่งมหาวิทยาลัยชิคาโกวิจัยออกมาว่า ผู้ที่นอนหลับมากกว่า 7 ชม. ติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน พบว่าร่างกายของคนกลุ่มนี้สามารถสร้างแอนติบอดีซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50% เลยทีเดียว

ทานเพิ่มภูมิ ทานอาหารเพิ่มภูมิต้านทาน เช่น ผัก ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุ บางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย

อาหารเสริมเพิ่มภูมิ นอกจากทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว คณะนักวิจัย Operation BIM (โอเปอเรชั่น บิม) พบว่าอาหารเสริมที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กลับมาสมดุลได้จากสารสกัดจาก มังคุด ถั่วเหลืองงาดำ ฝรั่ง และบัวบก ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Th1, Th9, Th17และ Interleukin-18 (โดยพิสูจน์ด้วยการทดสอบจากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกองทหารสื่อสาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวกลุ่มเพชฌฆาต Cytotoxic T-Cell อย่างเห็นได้ชัด

รับแสงเพิ่มภูมิ การออกกำลังกายเบาๆ หรือเดินเล่นรับแสงอาทิตย์ยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว และหลั่งสารเอนโดรฟิน ทำให้อารมณ์ดี แจ่มใส ส่งผลถึงสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งในแดดนั้นมีวิตามินดี (Vitamin D) ที่ส่งผลในการควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคและลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้

หัวเราะเพิ่มภูมิ การหัวเราะเป็นยาวิเศษที่ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ การหัวเราะยังเป็นเหมือนการออกกำลังย่อมๆ ว่ากันว่าหากหัวเราะ 100-200 ครั้ง จะเท่ากับการวิ่งหรือพายเรือ 10 นาทีเลยทีเดียว

ปีใหม่นี้ อย่าแค่อวยพรให้ผู้สูงวัยในบ้าน มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น แต่ขอให้แนะนำให้ลูกหลานทำตามวิธีง่ายๆ ข้างต้น เพราะมันจะเป็นพรปีใหม่ที่สามารถส่งผลให้เกิดขึ้นจริงได้ โดยนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้กับผู้สูงวัย จะได้มีความสุขตลอดไปอีกด้วย

เมโทรซิสเต็มส์ฯ เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825254


เมโทรซิสเต็มส์ฯ จับมือ HPE ทุ่มงบฯ กว่า 20 ล้านบาท เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยีใหม่ “HPE Innovation Center” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นายจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นางสาวชนิกานต์ โปรณานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ Enterprise-Hewlett Packard Enterprise (HPE) เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด “HPE Innovation Center” นำเสนอเทคโนโลยี ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้าน Hybrid IT ที่ผสานความสามารถในการทำงานของระบบงานต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรที่มีอยู่ และเชื่อมต่อการทำงานกับระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ระบบ Compute, Storage และ Cloud โดยลงทุนด้วยงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์สาธิตเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ

นอกจากนี้ ทีมวิศวกรของบริษัทฯ และลูกค้าสามารถเข้ามาใช้เป็นศูนย์ POC (Proof of Concept) เพื่อทดสอบความสามารถของระบบงานต่างๆ ก่อนการตัดสินใจลงทุน บริษัทฯ ยังพร้อมจัด Work Shop เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยี Hybrid IT ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร และคุ้มค่าการลงทุน

ทั้งนี้ “HPE Innovation Center” ประกอบไปด้วยเทคโนโลยี 5 ส่วนหลัก ได้แก่

1. HPE Hyper Converged 380 ซึ่งเป็นระบบคอมพิวต์ all-in-one แบบ virtualization ที่มาพร้อมกับ Software Defined Storage ซอฟต์แวร์บริหารจัดการที่ชาญฉลาด พร้อมรองรับระบบ cloud และ Composable Infrastructure ในอนาคต ออกแบบมาให้ใช้งานและบริหารจัดการได้ง่าย ตั้งแต่การติดตั้ง การใช้งาน การอัพเดตซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ และไดรฟ์เวอร์ แบบอัตโนมัติ ที่สามารถขยายความสามารถในการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บแบบออนไลน์ ในราคาย่อมเยา ช่วยในการสร้างระบบงาน หรือ application ต่างๆ ในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็วเหมือนการใช้บริการบนระบบ cloud ทำให้ระบบ virtualization เป็นเรื่องง่าย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแล

2. HPE Apollo Systems-server ประสิทธิภาพสูง High Performance Computing (HPC) เหมาะกับงานที่ต้องการการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน มีระบบทำความเย็น ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง เหมาะกับองค์กรใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก (big data) ต้องการพื้นที่จัดเก็บ (object storage) สร้างระบบแบ็กอัพข้อมูล

(cloud) หรือ ออฟฟิศเสมือนจริงที่ช่วยส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายแบบ virtualization เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน R&D, Analysis, CAD, CAM, Education, Oil, Gas เป็นต้น

3. HPE 3 PAR StoreServ + StoreOnce Backup เทคโนโลยีใหม่ด้านสตอเรจสำหรับจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร เน้นการบริหารจัดการที่ง่าย ลดเวลาการใช้งาน การสำรองข้อมูลโดยมีต้นทุนที่ต่ำลง และด้วยเทคโนโลยี All Flash จะช่วยเพิ่มความเร็ว ลดความเสี่ยง ให้กับองค์กรภาคธุรกิจ โดยมีความสามารถและได้รับการยอมรับระดับองค์กร ในมุมมอง Gartner และ IDC ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การลดค่าการใช้พลังงาน การลดพื้นที่ตู้ Rack และการเพิ่มผลผลิตลดเวลาการดำเนินงาน

4. HPE Blade Server + HPE OneView (Software Defined Infrastructure) ด้วยเทคโนโลยีแบบ “one console/manage all” เป็น Blade Server ที่มาพร้อมกับระบบจัดการอย่าง HPE OneView ซึ่งจะช่วยให้ทุกการดำเนินการทางด้าน IT ของแต่ละองค์กรเป็นไปตามขั้นตอน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวอุปกรณ์ให้รองรับตามความต้องการของการใช้งานได้มากที่สุด

5. HPE Helion CloudSystem ระบบซอฟต์แวร์ที่ควบคุมระบบการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรให้สามารถทำงานเชื่อมต่อกับ Public Cloud จากภายนอก เพื่อช่วยขยายความสามารถ/ความยืดหยุ่นของการใช้งานทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ