สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468559

สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ประเทศไทยเราก็ได้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 แล้ว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มาชมพระสวยมีเสน่ห์หลายองค์ ชมให้ชัด เชิญเข้าเว็บโพสต์ทูเดย์ จะเห็นสภาพผิวชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการสะสมครับ

องค์แรก ชมสุดยอดพระรูปหล่อของเมืองไทยที่ทุกคนใฝ่หา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ท่านสร้างทั้งหมด 4 พิมพ์ มีรูปหล่อพิมพ์นิยม รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา เหรียญหล่อจอบใหญ่ และเหรียญหล่อจอบเล็ก องค์ที่นำมาให้ชมเป็นรูปหล่อพิมพ์นิยม งานศิลป์บ้านช่างหล่อ ศีรษะกลม น่ารัก ดูง่าย เนื้อจัด ราคาเช่าว่ากันหลักล้านปลาย

 

องค์ที่สอง ชมสุดยอดเหรียญเมตตาและนิรันตรายของภาคอีสาน คือเหรียญเม็ดแตง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี เหรียญนี้สร้างถวายโดยร้านศรีวิไล จ.อุดรธานี พ.ศ. 2521 ขณะที่หลวงปู่ขาวอธิษฐานจิตให้ เกิดเสียงฟ้าร้องลั่นขณะทำพิธีช่วงกลางวันแดดเปรี้ยง ถือเป็นเหรียญหายากของหลวงปู่ขาวและนิยมในหมู่ลูกศิษย์ เหรียญนี้เป็นเหรียญเนื้อทองแดง สภาพเหรียญสวย มีโค้ดตอกเรียบร้อย เป็นเหรียญสวยดูง่าย

ชิ้นสุดท้าย ชมสุดยอดเครื่องรางหนุมานแกะจากงา หลวงพ่อสุ่นวัดศาลากุน จ.นนทบุรี มีคาถากำกับหนุมานว่า นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห ผู้ใช้มีพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพัน และมหาอำนาจ หนุมานของท่านแกะจากต้นพุดซ้อนและต้นรัก ที่ท่านปลูกมานานจนกระทั่งถึงวันที่เหมาะสม ท่านขุดขึ้นมาและนำไปตากแห้ง จากนั้นให้ช่างไปแกะและปลุกเสกเดี่ยว องค์ที่นำมาให้ชมเป็นแกะจากงา ฉ่ำ ดูมีเสน่ห์ เป็นพิมพ์วันทา ทั้งสององค์ราคาว่ากันหลักแสน แถมหายาก เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

 

และขอแนะนำพระเครื่องดี พิธีดีที่ยังหาสะสมได้เป็นพระชุดเบญจภาคี ทุกชุดมีหมายเลขกำกับจัดสร้างโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล หัวหิน พระชุดนี้ได้ขอพระบรมราชานุญาตเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานที่ด้านหลังด้วย สร้างในปี 2549 พิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ ครูบาอาจารย์ที่มาร่วมพิธี อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อเจือ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ยังพอหาเช่าได้ที่วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวลครับ

จากกันด้วยธรรมะเช่นเคย “เราไม่สามารถเลือกสิ่งที่จะเข้ามากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะเฝ้าดูอย่างมีสติได้”

 

 

‘ราชธรรม…สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467505

‘ราชธรรม...สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรคณะศรัทธาผู้มั่นคงในพระศาสนา พระพุทธศาสนาวางหลักธรรมไว้ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยปรับให้สอดคล้องกับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็น ทาน ศีล ภาวนา ที่ดำเนินไปด้วยจิตที่มีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบ

วิริยะ สติ ปัญญา จึงเป็นองค์ธรรมอุปการจิตพัฒนาชีวิตที่สำคัญที่สุด เพื่อการบรรลุถึงความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นอำนาจความเศร้าหมอง ที่เรียกว่า กิเลส อันมีธรรมชาติเศร้าหมอง และยังให้เกิดความเศร้าหมองกับสิ่งนั้นๆ ที่ประกอบอยู่กับกิเลส

ความเศร้าหมองหรือกิเลสเกิดขึ้นจากอำนาจอวิชชาซึ่งต่างเป็นปัจจัยกันและกัน เรียกว่า อวิชชามากเท่าไหร่ กิเลสก็เพิ่มพูนมากเท่านั้น กิเลสเพิ่มพูนมากเท่าไหร่ อวิชชาคือความรู้ผิด ความเห็นผิดก็มากเท่านั้น

สัตว์โลกดำเนินไปในบริบทแห่งไตรวัฏฏะ… ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจแห่งกิเลสที่ควบคุมจิต… จนจิตเศร้าหมอง นำไปสู่การกระทำที่วิตถาร – วิปลาส ๓ วิบัติ ๔ หมายถึง สัญญา… จิต… ทิฏฐิวิปลาส ก่อเกิดศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ…

ความมีจิตวิปลาส… จนเกิดมิจฉาทิฏฐิ และนำไปสู่มิจฉาปฏิบัติ… วิบัติศีล… วิบัติธรรม นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งต่อความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธศาสนาจึงวางหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ ไว้เป็นเบื้องต้นแห่งการแก้ไขความวิปลาส… ความวิบัติเหล่านี้ โดยรวมลงที่การมีสติปัญญาประกอบควบคุมกายใจ… ดังคำสอนในกรรมฐานที่ว่า… สติควบคุมจิต… สัมปชัญญะควบคุมกาย!!

 

อาตมารับนิมนต์ไปแสดงธรรมในเรื่อง ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม ๑๐ ของพระราชา… ในการบรรยายทศพิธราชธรรมในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เคยแสดง… ด้วยได้เห็นหลักธรรมทั้ง ๑๐ เชิงประจักษ์ ที่มีอยู่ในบุคคลที่ทรงฐานะเป็นจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ที่ครองราชสมบัติปกครองแผ่นดินมายาวนานร่วม ๗๐ พระพรรษา ดังพระราชมโนปณิธานที่ว่า… เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม…

การปกครองโดยอ้างอิงระบบธรรมาธิปไตยด้วยการใช้พระราชอำนาจอย่างเป็นธรรม… ไม่ใช้ธรรมเป็นพระราชอำนาจ… จึงเกิดขึ้นอย่างประจักษ์ สมบูรณ์พร้อมด้วยธรรมและอรรถ…

อรรถธรรมสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นในวิถีจิตที่ทรงพระสติปัญญาสมบูรณ์… นั่นคือหลักการและจุดมุ่งหมาย จึงมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เพื่ออัญเชิญอำนาจธรรมขึ้นปกครองแผ่นดินและมหาชน… เพื่อการดำเนินไปอย่างเป็นธรรม สมควรแก่ธรรมในทุกด้าน สมกับความเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม

ดังเช่น การให้ทาน ก็มิได้เพียงแค่วัตถุสิ่งของ… แต่ลึกลงไปถึงการอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์แห่งมหาชนและแผ่นดินไทย…  การให้อภัยโทษ… การประกาศเขตอภัยทาน จึงเป็นภารกิจหรือพระราชกรณียกิจที่ชาวไทยผู้ประพฤติธรรม ผู้เคารพธรรม ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อจะได้รู้ธรรมเข้าใจธรรม… และสร้างธรรมให้เกิดขึ้น และหากพิจารณาลงไปในศีล ปริจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตปะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ ..ก็ยิ่งพบความอัศจรรย์ในพระองค์ที่สามารถมุ่งสู่ประโยชน์และความควรแห่งธรรม ด้วยการดำเนินปฏิบัติตามราชธรรมดังกล่าว

จึงทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมีธรรมที่สมบูรณ์ ทั้งจากอดีตถึงปัจจุบัน… พระชาติ… พระคลัง… พระกำลังจตุรงคเสนา… ปริณายก จึงรวมลงในพระยศที่แผ่กว้างไปทั่วสารทิศ ด้วยพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องแผ่นดินไทยให้ปลอดภัยจากภัยต่างๆ มาโดยตลอดในทุกกาลสมัย ยังให้ประเทศชาติเข้าสู่ความสงบสุขมาโดยตลอด

พระผู้ถึงพร้อมในคุณธรรมดังกล่าวดังพระองค์.. จึงมิใช่สัตว์โลกที่มีสภาพจิตโดยทั่วไป แต่หากแต่เข้าข่ายจิตสัตว์พิเศษที่เรียกว่า โพธิสัตว์จิต เท่านั้น… จึงทรงบำเพ็ญราชธรรมทั้ง ๑๐ ได้สมบูรณ์เช่นนี้

ในวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๕๙ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาจำนวนไม่น้อย นั่งตั้งอกตั้งใจฟังธรรม บูชาธรรม อย่างน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง… เชื่อมั่นได้ว่า… ลูกหลานไทยคงเดินตามรอยบาทของพระองค์อย่างแน่นอน… เพื่อสืบสานต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นเนติฉบับ… ที่เราทั้งหลายควรถวายความระลึกถึงด้วยการเคารพธรรม ปฏิบัติธรรม โดยพร้อมเพรียงกัน…

เจริญพร

 

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467504

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

โดย…สมาน สุดโต

วัดญาณเวศกวัน วัดราษฎร์เล็กๆ อยู่ใกล้พุทธมณฑล ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม จะกลาย เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย หลังจากตั้งมาได้ 27 ปี เมื่อเจ้าอาวาสที่อยู่แต่เริ่มแรก จะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ กลายเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปที่ 2 ที่อยู่นอกพระนคร (รูปแรกคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา ที่รัชกาลที่ 5 สถาปนา)

ตามที่เคยเขียนไปเมื่อวันอาทิตย์ ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 พระสงฆ์ 3 รูป ได้แก่ พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต) พระครูปลัดอินศร และหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป จากวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ได้เข้ามาจำพรรษาในปีแรกนั้น ต่อมาวัดนี้ได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ ส่วนพระเทพเวที คือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระครูปลัดอินศร คือพระมงคลธีรคณ ส่วนหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป มรณภาพ

ส่วนสภาพของวัดนั้น ขอนำข้อความจาก : นายแบบแอบรักเธอ ที่โพสต์ใน Pantip.com เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2552 ที่พาไปชมวัดญาณเวศกวัน มาให้อ่าน นายแบบแอบรักเธอ บอกว่าไปสัมผัสบรรยากาศร่มรื่น อากาศใสๆ อยู่ใกล้ๆ พุทธมณฑลหากใครอยากหาที่สงบๆ ไปพักผ่อนในวันว่าง อ่านหนังสือธรรมะ ทำบุญ นั่งสมาธิ ก็เหมาะทีเดียวครับ

 

ว่าแล้วก็ไปชม REVIEW โดยบอกว่าวัดญาณเวศกวัน ดูข้างนอกอาจจะไม่รู้ว่าเป็นวัด เพราะบรรยากาศไม่เหมือนวัดทั่วไปรั้วของวัดปลูกไม้เลื้อยปกคลุม บริเวณวัดเต็มไปด้วยต้นไม้เยอะมากจนจะเป็นป่า อุโบสถสีขาวสะอาดตา มีสระน้ำและหอสมุดด้วย

เรื่องนำอาหารมาถวายพระ ผู้ที่โพสต์กระทู้ บอกว่า นำอาหารมาถวายได้ตั้งแต่เช้า พระวัดญาณเวศกวันออกบิณฑบาตเป็น 3 สาย บิณฑบาตเสร็จราวเจ็ดโมงเช้า จากนั้นฉันเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง และฉันเพลตอนสิบเอ็ดโมงครับ ช่วงนี้เราสามารถนำภัตตาหารต่างๆ มาถวายได้ รวมถึงสังฆทานต่างๆ จะมีตัวแทนพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนมาประจำที่ศาลา กล่าวคำถวาย อาราธนาศีลเสร็จแล้ว ท่านก็จะยกธรรมะมาพูดคุย ในหัวข้อที่สมควรแก่โอกาสด้วยครับ

อาหารที่นำมาถวาย ก็จะถูกส่งเข้าครัว จัดมาวางบนโต๊ะเรียงรายพระท่านก็จะทยอยมาที่หอฉัน ถือบาตรรูปละใบ เข้าแถวตักอาหารที่วางเรียงรายลงในบาตร แล้วไปฉันในสถานที่ที่จัดไว้โดยจะฉันพร้อมกันครับ ทุกวันก่อนฉันเพล พระท่านจะจัดเวร หยิบยกหัวข้อธรรมมาอธิบายให้เราได้ฟัง เท่าที่เคยฟังมาก็มี เรื่องฆราวาสธรรม 4 อปริหานิยธรรม การทำทาน การทำบุญในรูปแบบต่างๆ หมุนเวียนกันไป

พระพรหมคุณาภรณ์ท่ามกลางพระสงฆ์ในอุโบสถวัดญาณเวศกวัน

 

จากนั้นพระท่านจึงสวดบทกรวดน้ำ ให้พร บทพิจารณาอาหาร แล้วจึงฉันครับ ส่วนอาหารที่เหลือ ซึ่งก็เหลือเยอะพอสมควร โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะสละให้ญาติโยมที่มาทำบุญในวันนั้นได้ทานกัน อาทิตย์ที่แล้วเห็นคุณป้าท่านหนึ่งพูดว่า ดีจัง มาทำบุญเสร็จแล้ว มีบุฟเฟ่ต์ให้ทานด้วย ผมก็แอบยิ้มอยู่ในใจ อิ่มบุญแล้วก็อิ่มท้องด้วยครับ

ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็อาจจะอยากเข้าห้องน้ำใช่ไหมครับ ไปดูห้องน้ำวัดญาณเวศกวันกันดีกว่า เห็นแล้วห้องน้ำตามปั๊มอาจจะอายได้ จากข้อสังเกตของผม วัดนี้มีข้อแตกต่างจากวันอื่นๆ บริเวณใกล้เคียงหลายอย่างอยู่เหมือนกันครับ

สิ่งที่วัดนี้มี แต่วัดอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงไม่มี

พระพรหมคุณาภรณ์

 

1.หอสมุด เป็นหอสมุดของธรรมสภาครับ รวบรวมหนังสือธรรมะมากมายให้ได้อ่าน แต่ยังไม่มีบริการยืมหนังสือนะครับ (ห้องสมุดมีชื่อว่า ญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ มี 3 ชั้น)

2.อุโบสถ 2 ชั้น สีขาวสะอาดตา ชั้นบนใช้ประกอบพิธี ส่วนด้านล่างกว้างขวาง ใช้เป็นที่ประชุม จัดกิจกรรมต่างๆ ครับ

3.ต้นไม้ เยอะมากครับ ร่มรื่นจริงๆ

4.การบรรยายธรรม มาฟังสดๆ ได้จากพระ หมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน หรือรับ CD MP3 ธรรมะ กลับไปฟังที่บ้านก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียสตางค์แต่อย่างใด

5.กิจกรรมนั่งสมาธิ กรรมฐาน ใครสนใจมาได้ครับ มีทุกวันเสาร์-อาทิตย์

พอเห็นภาพแล้วใช่ไหม

ส่วนความเป็นมาของวัดนั้นคุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ์ ได้เขียนเล่าการเกิดของวัดญาณเวศกวัน โอกาสที่วัดญาณเวศกวันได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินซึ่งจะได้ทอด ในวันที่ 31 ต.ค. 2547 ว่า เขียนจากความทรงจำ แต่ก็จำอะไรไม้ได้มากแล้ว เป็นการออกตัวของคุณหญิงในวัย 90 ปี (พ.ศ. 2547 และอายุ 101 ปี ใน พ.ศ. 2558) พร้อมกับเล่าว่า วัดญาณเวศกวันเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็ก เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2537 มีเนื้อที่ในขณะนั้น 11 ไร่เศษ ปัจจุบันมีประมาณ 22 ไร่ ตั้งอยู่ ณ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม มีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์จำนวนไม่แน่นอน ขณะนี้ (พ.ศ. 2547) มี 21 รูป เป็นพระนวกะเป็นส่วนใหญ่ เหตุเพราะยังอยู่ในพรรษา ถ้าเป็นเวลานอกพรรษา ก็จะมีพระประจำเพียงจำนวนน้อย ประมาณ 11-12 รูป เท่านั้น

คุณหญิงได้โยงให้เห็นการเกิดของวัดว่าเกี่ยวโยงกับวัดพระพิเรนทร์ที่อยู่ถนนวรจักร ที่บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยมลภาวะที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของผู้พำนักที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ โดยเฉพาะกุฏิที่พำนักของท่านติดกับช่างทำทองที่อยู่นอกกำแพงวัด แต่เวลาทำทองตอนกลางคืน พ่นมลพิษออกมา ตรงหน้าต่างที่ท่านนั่งทำงานพอดี ทำให้ท่าน ทำงานก็ไม่ได้ จำวัดก็ไม่ได้ ต้องลุกหนีออกจากห้อง มาเดินที่ระเบียงข้างหน้า เพียงแต่ให้กลิ่นไอเบาบางลงบ้างเท่านั้น การเป็นอยู่อย่างนี้มาตลอดเวลานับสิบๆ ปี พวกเราญาติโยมได้ทราบพากันวิตก พยายามหาที่พำนักข้างนอกเพื่อขอให้ท่านย้ายออกไป แต่ก็หาที่เหมาะไม่ได้สักที

ขอรวบรัดตัดความว่า มีผู้หาและเสนอที่ต่างๆ ให้ แต่ก็ไม่เป็นสัปปายะ จนกระทั่งมีผู้เสนอให้พัก ณ ศาลากลางสระน้ำ ที่ ต.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เห็นว่าพอจะใช้ได้ เพราะในขณะนั้นมีพระสงฆ์ในคณะของท่านเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ พระครูปลัดปิฎกวัฒน์ (ปัจจุบันคือพระมงคลธีรคุณ) ศิษย์ของท่านและพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) ซึ่งรักเคารพท่านมาก ติดตามมาจากวัดพระพิเรนทร์ ไปอยู่ที่นั่น เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2529

ผู้เป็นเจ้าของศาลาดังกล่าว คือ คุณบุญเจิด หลิมสุนทร และภรรยา เอาใจใส่ดูแลการเป็นอยู่ของท่านอย่างดีที่สุด ท่านและคณะพักอยู่ที่นี่นานถึง 3 พรรษา ในระหว่างนี้ญาติโยมก็ยังมิได้หยุดที่จะเสาะหาที่ถาวร จนถึงปี 2531 จึงได้สถานที่ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

ใน พ.ศ. 2559 วัดญาณเวศกวัน มีพื้นที่ร่มรื่นเพิ่มขึ้น เป็นวัดที่ผู้แสวงหาปัญญา และความสงบขอเข้ามาอุปสมบทกันมาก จาก 3 รูป ที่มาบุกเบิกในระยะแรก ก็กลายเป็นที่อยู่ของสงฆ์ 32 รูป ในปัจจุบัน ส่วนที่จองคิวขอบวชอีกจนวน 200 กว่ารายชื่อ แต่ต้องคัดกรอง เพื่อให้สะดวกกับกุฏิที่ว่าง นี่คือวัดที่เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย

 

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467503

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

โดย…ราช รามัญ

ในโลกแห่งเสรีนิยมในเรื่องของการทำการค้า โดยเฉพาะในยุคของโลกออนไลน์ บอกได้คำเดียวว่าบางคนอาจจะประสบความสำเร็จงดงามเพราะเขาเดินถูกทาง บางคนอาจจะเดินแล้วล้มพับ บางคนอาจจะลุ่มๆ ดอนๆ นั่นเป็นเพราะการเรียนรู้แสวงหาข้อมูลและวิธีการทำของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ผลลัพธ์จึงต่างกัน

อย่างที่เคยกล่าวเสมอว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้จน แต่สอนให้เป็นคนไม่โลภ นี่เป็นความจริงอย่างยิ่ง จะผ่านกาลเวลามาแล้วเน่ินนานกว่า 2,000 ปีเศษก็ตาม คำสอนไม่เคยล้าสมัย ที่สำคัญสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับหลายหลากเรื่องราวในชีวิตจริงของผู้คน

นักธุรกิจหญิงดาวเด่นในแวดวงประกันภัย สาวิตรี ศิริโตมร หรือ ลิลลี่ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ คนรุ่นใหม่ที่ทำงานประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ด้วยความรู้ความสามารถทักษะชีวิตที่ทำงานด้านนี้มาเนินนาน แม้ว่าชีวิตจริงจะจบรัฐศาสตร์จากรั้วเกษตรศาสตร์มาก็ตาม

หลักคิดหนึ่งที่ได้ฟังแล้วทำให้อึ่ง…เมื่อถามเธอไปว่าใช้หลักธรรมอะไรในการทำงานในการใช้ชีวิต

“มีสติเมื่อไหร่…ก็มีธรรมะอยู่ในตัวเมื่อนั้น”

เป็นหลักคิดที่ฟังง่ายๆ แต่บางคนอาจมองว่าปฏิบัติยากจัง…

สำหรับลี่ เธอบอกว่า ทุกย่างบนโลกนี้ไม่ว่าจะศาสตร์อะไรก็ตาม ถ้าว่ายากก็ยากหมด ถ้าว่าง่ายก็ง่ายทั้งหมด จะยากหรือง่ายทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้

คมมาก!

ผมถามว่าเคยขาดสติบ้างไหม…เธอยอมรับว่ามีบ้าง ตอนที่ขับรถแล้วโดนปาดหน้า เราก็เร่งสปีดรถของเราตามเลย ตามทันแน่นอน รถเราสปอร์ตทำไมจะไม่ทัน แต่พอสักระยะหนึ่ง สติมา…ก็หยุด ไม่เอาดีกว่า ไม่คุ้ม แต่ไม่เป็นบ่อย

แล้วเวลาทำงานใช้หลักอะไรยึด…เธอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า สติมาสตางค์เกิด สติเตลิดสตางค์หาย ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองนี้ต้องใช้สติมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจจะตกหล่นได้ เพราะทุกอย่างเราขาดสติเมื่อไหร่ เราจะต้องพบกับความผิดพลาดในการใช้ชีวิต

เธอย้ำชัดๆ ว่า…การปฏิบัติธรรมของเธอ คือ การมีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่หมายถึงการที่จะไปนั่งไปเดินอะไรในวัดเพียงอย่างเดียว บุญทานก็ทำไปตามกำลังศรัทธา ไม่ได้เน้นว่าต้องวัดไหน ทำทุกที่ที่มีโอกาส ทำทุกอย่างที่ที่พอเหมาะและสมควร

เพราะถ้าคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเข้าวัดเพียงอย่างเดียว แบบนี้คนทำงานทำมาหากินก็หมดโอกาสในการปฏิบัติธรรม ศาสนาก็จะกลายเป็นอะไรที่แคบลงทันที ไม่เอื้อกับคนทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน เราคนทำงานถ้าไม่มีเวลาไปวัดเราก็เอาสติมาใช้แบบนี้แหละ เพราะสุดท้ายธรรมะคำสอนก็ต้องการให้เรามีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

แน่นอนเรายังต้องมีความทุกข์ แต่ต้องดูว่าทุกข์เรื่องอะไร ถ้าทุกข์เรื่องงาน เช่น เวลาที่เกิดปัญหาในการทำงาน เราจะไม่เอาความคิด ความรู้สึกลงไปในงานนั้นเด็ดขาด เราจะโดดออกจากปัญหาทันที แต่ไม่ได้หนีปัญหา โดดออกมาเพื่อยืนดูและพิจารณาด้วยสติว่า เกิดขึ้นจากตรงไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วควรจะแก้ตรงไหน ก็พระพุทธองค์สอนแล้วว่า

“ทุกอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุ”

แต่ถ้าเราไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือไปแก้ที่ผล รับรองแก้กันไม่จบ เพราะหมดจากจุดนี้ก็ไปโผล่จากจุดนั้น จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ดังนั้นเวลามีปัญหาจึงไม่เคยกลัวเลย ชอบต่อการแก้ปัญหามาก เมื่อไหร่ที่เราทำธุรกิจแล้วมีปัญหา เมื่อนั้นแสดงว่าธุรกิจยังไปได้ ถ้าไม่มีปัญหาเลยนี่น่ากลัว

นอกจากนี้ เธอยังทำธุรกิจทางด้านการประกันภัยแล้ว ยังมีธุรกิจความงามอีกด้วย นับได้ว่าเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ได้ดี เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริงจัง ทุ่มเทแบบไม่ชนะไม่เลิก

ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐเหมาะกับคนทุกคนที่มีลมหายใจอย่างแท้จริง ที่สามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อทำให้จิตใจของเราสงบและมีสติในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมะไม่ใช่ของสำหรับผู้ที่คิดจะหนีโลก หลบโลก แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถนำเอาไปใช้ได้จริง นำเอาไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับชีวิตของเราทุกคน และที่สำคัญธรรมะนั้น คุณลี่บอกว่า

“ธรรมมาค้าขึ้น”  เมื่อมีธรรมะเมื่อไหร่ ทำอะไรก็เจริญ ทำมาหากินอะไรก็สำเร็จ เพราะอาศัยธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต นี่คือสิ่งที่สังคมขาดหายไป เรามาช่วยกันเติมเต็มให้คนในสังคมมีธรรมมาเป็นเครื่องดำเนินชีวิตกันเถอะครับ

 

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467502

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงดำรงสิริราชสมบัติยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปรากฏมาในพระราชพงศาวดาร จึงนับว่าเป็นอภิลักขิตสมัยอันเป็นมหามงคลวโรกาสสำคัญของชาติ ของประชาชนทุกคน นาน 50 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทยได้รับความอบอุ่นและสุขสบายจากพระมหา กรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชน

ดังคำกล่าวของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) “พระมหากษัตริย์ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกรเพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม ยังให้เกิดความสุข ความเจริญแก่
พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ประชาชนคนไทยรักพระมหากษัตริย์ดุจบิดาของตน  รักแผ่นดินบ้านเกิดดุจมารดาของตน นี่คือนิสัยประจำชาติไทย”

เป็นข้อความบางส่วนจากหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ของคณะผู้จัดทำที่เขียนไว้ในบทนำอย่างน่าสนใจ

 

สำหรับเหรียญที่ระลึกในวโรกาสมงคลต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2539 ซึ่งมีมากพอสมควร จึงมีการเก็บรวบรวมเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นสิริมงคล

ปัจจุบันเหรียญเหล่านั้นได้กลายเป็นเหรียญทรงคุณค่า และเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง น้อยนักจะมีไว้ครอบครอง แม้แต่บรรดาเซียนน้อยใหญ่ด้านเหรียญยังเอ่ยปากยอมรับว่า ปัจจุบันจะหาเช่าบูชาเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงได้ก็ถือว่ายากพอสมควร เพราะได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้เหรียญรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะเหรียญเก่ายิ่งยากแก่การไขว่หามาครอบครองไว้ ด้วยปัจจัยทางราคา การเช่าหา ทำให้เหรียญเก่ามีมูลค่าสูงมาก บางเหรียญมีมูลค่าหลักล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ในหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ได้นำเหรียญเก่าแก่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมาบันทึกตีพิมพ์ลงในกระดาษ เพื่อให้ค้นคว้าศึกษาย้อนดูเหรียญในอดีต แม้อาจไม่ได้สัมผัสเหรียญจริง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า เหรียญของในหลวงมีเหรียญแบบใดบ้าง และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็ยังไม่เคยเห็นเหรียญเหล่านี้ เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเองยังตาลุกวาวกับความสวยงามและอัตลักษณ์ในแต่ละเหรียญ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงล้วนชวนหลงใหลและทรงคุณค่า สำคัญกว่านั้นแต่ละเหรียญยังมีเรื่องราวความเป็นมาชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ปั๊มเหรียญขึ้นมาแจกจ่ายหรือใช้เท่านั้น

เชิญทัศนาเหรียญแรก เป็นเหรียญที่ระลึกมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมงคลาภิเษก ลักษณะ เหรียญกษาปณ์ กลม แบน เป็นเนื้อทองคำ จัดสร้างในมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ โดยสร้างเป็นเหรียญทองคำขัดเงาชนิดราคา 2 แสนบาท และทองคำธรรมดา ชนิดราคา 5,000 บาท

 

ถัดมาเป็นเหรียญกษาปณ์ ที่ระลึกรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 25 ปี ลักษณะเหรียญกลม แบน จัดสร้างปี 2514 ด้านหน้าเหรียญเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับพระอังสา (ระดับบ่า) ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์และฉลองพระองค์ครุย ผินพระพักตร์เบื้องขวา

ส่วนด้านหลังเหรียญ เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” เปล่งรัศมีโดยรอบ ประดิษฐานเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร เบื้องบนมีข้อความ “รัฐบาลไทย 9 มิ.ย. 2514”

ขยับมาที่เหรียญนี้กันบ้าง เรียกว่าไม่ค่อยเคยเห็นผ่านหูผ่านตา แต่ทรงคุณค่ายิ่ง คือ เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ลักษณะเหรียญทรงเสมาโค้ง ชนิดเนื้อเงิน สร้างช่วงปี 2520 ด้านหน้าเหรียญ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขณะที่ด้านหลังเหรียญดังกล่าว เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” ประดิษฐานเหนือช้างเผือกยืนบนแท่น ใต้ช้างมีข้อความว่า “นราธิวาส ส.ค. 2520” ส่วนบริเวณริมขอบด้านล่างเหรียญมีข้อความว่า “พระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก”

เหรียญกษาปณ์ที่นำมาให้ชมครั้งนี้เชื่อว่าคงความสวยงามทรงคุณค่า ถูกใจผู้อ่านทุกท่าน ที่สำคัญแต่ละเหรียญต่างมีเรื่องราวที่มาและจุดประสงค์ของการจัดสร้างทุกเหรียญ

แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้และรู้สึกเสมอว่า การมีเหรียญกษาปณ์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงอยู่ไม่ว่าเก่าหรือ ใหม่ มักทำให้นึกคิดตลอดเวลาว่า พระองค์ไม่ได้จากประชาชนอันเป็นที่รักไปเลย กลับยังคงตราตรึงใจคนไทยทั่วผืนแผ่นดินไทย และซึมซับความดีที่พระองค์ทรงทำและนำความเจริญสู่พื้นที่ทุรกันดารจนเป็นไทยแห่งความเจริญจวบจนวันนี้

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467501

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 2559 เวลา 16.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลและถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ พศ.

โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นำคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล และถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เนื่องในโอกาสพิเศษซึ่งตรงกับวันจันทร์ จึงสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชด้วย

พระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) รับรางวัล การศึกษาเพื่อสันติภาพจาก ยู เนสโก

 

รสนาชื่นชม ป.อ. ปยุตฺโต

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2559 รสนา โตสิตระกูล โพสต์ข้อความว่า ข่าวที่น่ายินดีที่ทำให้ชาวพุทธเกิดความชุ่มชื่นใจ คือ ข่าวที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

อาจจะมีน้อยคนที่ทราบว่า พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์เคยได้รับการประกาศยกย่องจากนวนาลันทามหาวิหารซึ่งเป็นสถาบันพระพุทธศาสนาระดับโลกให้ท่านเป็น “ตรีปิฏกาจารย์กิตติมศักดิ์” เมื่อปี 2538 โดยที่ตำแหน่งนี้ท่านได้รับเป็นรูปที่ 2 ต่อจากพระเสวียนจ้าง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ พระถังซำจั๋ง เคยได้รับเป็นรูปแรก

ในคำประกาศยกย่องตอนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านมีปัญญาดุจพระสารีบุตรอดคิดไม่ได้ว่า พระผู้ทรงคุณธรรมความบริสุทธิ์ มีจริยาวัตรงดงาม และมีความรอบรู้ด้านไตรปิฏกอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนี้ หากท่านได้เป็น “สังฆราช” ย่อมจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สถาบันสงฆ์ไทย และพระราชอาณาจักร ในท่ามกลางความเสื่อมทรุดด้านศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ในปัจจุบันนี้

 

ชื่อใหม่หลวงปู่แบน

มีข่าวว่า พระธรรมวราจารย์ (หลวงปู่แบน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร จะได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระสุธรรมาธิบดี ดังนั้นลูกศิษย์โปรดทราบทั่วกันว่าหลังวันที่ 5 ธ.ค. หลวงปู่จะมีราชทินนามใหม่ หลังจากใช้พระราชทินนามเดิมมานานตั้งแต่ปี 2537

 

กร กันตสิริวานิช อาชีพเชฟคือสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472997

กร กันตสิริวานิช อาชีพเชฟคือสิ่งที่รัก

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ชายหนุ่มวัย 34 ปี กร กันตสิริวานิช หัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยง (Chef de Partie) ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เพราะได้ค้นพบภายหลังว่า มันคือตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่กว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เขาต้องผ่านประสบการณ์เรียนรู้ที่หลากหลาย และมีจิตใจที่มุ่งมั่นไปสู่การเป็น “เชฟ” อาชีพที่เขารัก

“เดิมทีแล้วผมก็เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปนี่แหละครับ ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการเชฟเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ ทั้งที่ครอบครัวผมก็เปิดร้านอาหารไทยที่ จ.ชุมพร มานาน ซึ่งผมก็พอทำอาหารเป็นอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะยึดเป็นอาชีพ วันหนึ่งเมื่อรู้สึกว่างานทางด้านเซลส์ขายสินค้าที่ทำอยู่ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ผมจึงลาออก แล้วกลับไปเป็นพ่อครัวให้ร้านอาหารของครอบครัว พอทำไปได้สักพักก็รู้สึกว่าสนุกดี ผมจึงคุยกับที่บ้านว่าอยากจะเรียนทำอาหาร ก็เลยมาลงคอร์สหลักสูตร 1 ปี ที่วิทยาลัยดุสิตธานี โดยโฟกัสไปที่อาหารไทยและยุโรป

หลังจากเรียนจบผมได้ไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยเชฟในห้องอาหารอินเตอร์ฯ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค และได้รู้จักกับเชฟรุ่นพี่คนหนึ่งในสมาคมเชฟแห่งประเทศไทยที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ เชฟรุ่นพี่ท่านนี้จึงชวนผมไปช่วยงานที่ร้านอาหารยุโรป ผมก็ไปเพราะอยากได้ประสบการณ์ จากนั้นเขาก็ชวนผมไปทำงานที่โรงแรมทรอปิคานา เกาะช้าง โดยเป็นลูกมือเชฟของห้องอาหารที่นั่น ซึ่งจะเน้นเมนูประเภทซีฟู้ดเพราะอยู่ติดทะเล ผมทำอยู่ที่นี่ 7 เดือน ก็รู้สึกว่าอยากจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม จึงตัดสินใจเดินทางไปเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านอาหารไทย (ฟิวชั่น) ที่เมืองบราวน์เบย์ ประเทศนิวซีแลนด์”

เชฟกร บอกว่า ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปหาประสบการณ์เพียงไม่นาน แต่ไปๆ มาๆ กลับอยู่เพลินจนได้ขึ้นเป็นเชฟประจำร้าน ระหว่างนั้นเขายังไปเป็นเชฟให้ร้านอื่นด้วย เพราะยังมีเวลาว่างเหลืออยู่ สรุปแล้วก็คือเขาใช้เวลาทั้งทำงานและท่องเที่ยวอยู่ที่นิวซีแลนด์ 2 ปี จึงเดินทางกลับเมืองไทย

“พอกลับมาผมก็มองหางานในสถานที่ที่ดูแล้วเข้ากับตัวเอง จึงมาลงเอยในร้านอาหารไทยที่ศาลารัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นกึ่งบูติกโฮเทลแถวท่าเตียนที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงนั้น โดยไปเป็นผู้ช่วยเชฟ แต่เมื่อทำไปได้สักพักก็เริ่มมองหางานที่อยู่ใกล้ๆ บ้านแถว 5 แยกลาดพร้าว-ถนนวิภาวดี โชคดีว่าช่วงนั้นโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เปิดรับสมัครงานพอดี ผมจึงมีโอกาสได้สัมภาษณ์งานกับเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟของที่นี่ จากนั้นก็ถูกเรียกให้มาเริ่มงานในแผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมที่ผมได้เลือกไว้ ซึ่งจะแตกต่างจากงานในร้านอาหารต่างๆ ที่ผมเคยทำมา ที่จะทำเมนูอะลาคาร์ตเพียงอย่างเดียว

แต่ที่แผนกจัดเลี้ยงจะมีการทำเมนูที่หลากหลาย ทำให้ได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่กว่างานในร้านอาหาร ช่วงแรกๆ ก็ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะแผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมจะมีงานจัดเลี้ยงเกือบทุกวัน ผมไม่เคยทำเมนูที่เยอะขนาดนี้มาก่อน (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าท้าทายดี เมื่อปรับตัวและปรับระบบการทำงานของตัวเองได้ก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้”

 

เชฟกร เสริมว่า งานของแผนกจัดเลี้ยงจะมีคอร์สของเมนูอาหารที่หลากหลายแตกต่างกันไปทั้งอาหารไทยและตะวันตก ขึ้นอยู่กับคอร์สที่ลูกค้าเลือกมา ซึ่งมีทั้งคอร์สแพลทินัม คอร์สโกลด์ และคอร์สซิลเวอร์ โดยตัวเขาจะรับหน้าที่เตรียมวัตถุดิบ ปรุง และกะปริมาณอาหารให้เพียงพอกับงานจัดเลี้ยงในแต่ละงานเป็นหลัก

“เมนูที่ฝ่ายจัดเลี้ยงทำจะประกอบด้วย 1 แอพพิไทเซอร์ 1 เมนคอร์ส และ 1 ของหวาน แต่ครัวที่ผมรับผิดชอบจะเป็นครัวจานร้อนที่ทำเมนูเมนคอร์สเป็นหลัก ในหนึ่งวันผมเคยทำเมนูสูงสุดเกือบ 1,000 จาน ในเวลา 3-4 ชั่วโมง มาแล้วครับ (ยิ้ม) ซึ่งรสชาติ หน้าตา และปริมาณอาหารที่ทำออกมานั้นต้องได้มาตรฐานเท่ากันทุกเมนู พูดง่ายๆ ว่าแผนกจัดเลี้ยงต้องเตรียมรองรับทั้งงานแต่งงาน งานสัมมนา และงานอื่นๆ โดยเฉพาะเลยล่ะ

ยิ่งตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยงด้วย นอกจากทำอาหารแล้ว ผมยังต้องบริหารจัดการในเรื่องพ่อครัวที่จะมาช่วยปรุงอาหาร วัตถุดิบที่ต้องนำมาปรุง รวมทั้งคนเสิร์ฟให้เพียงพอกับงานนั้นด้วย เพราะที่นี่มีงานจัดเลี้ยงเกือบทุกวัน วันละหลายๆ งาน จึงต้องบริหารจัดการทุกอย่างให้ลงตัวที่สุด ต้องบอกว่าโชคดีมากที่เรามีทีมงานที่ดี ทุกอย่างจึงผ่านไปได้ด้วยดีเสมอ จากวันแรกที่ผมเข้ามาทำงานจนถึงวันนี้ก็ 3 ปีกว่าแล้วครับ ที่ผ่านมาผมก็ค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ จนได้มาเป็นหัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยงอย่างในปัจจุบันนี้”

 

เชฟกร เสริมว่า การเป็นเชฟในแผนกจัดเลี้ยง อุปสรรคสำคัญ คือ ต้องทำเมนูอาหารแข่งกับเวลา อย่างงานจัดเลี้ยงที่มีเวลา 3-4 ชั่วโมง แผนกจัดเลี้ยงก็ต้องมีการจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมไว้ก่อน ยิ่งเวลางานเลี้ยงชนงานเลี้ยงนี่จะยิ่งยุ่งมากๆ ต้องแบ่งทีมคอยซัพพอร์ตให้ลงตัวที่สุด พูดได้ว่าพนักงานทุกคนในแผนกจัดเลี้ยงนี่ต้องทำงานหนักกันเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายอยู่ดี

“ผมวางแผนอาชีพเชฟไว้ว่า อยากจะทำงานด้านอาหารไปเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก ทำแล้วมีความสุข ฉะนั้นในวันว่างผมมักจะออกไปชิมอาหารในร้านใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง นอกจากนี้ผมยังชอบไปลงแข่งวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนอยู่เรื่อยๆ เพราะสัปดาห์หนึ่งผมได้หยุดพัก 2 วัน ผมจึงสามารถบาลานซ์ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้เป็นอย่างดี”

เชฟกร ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตข้างหน้า (อาจจะ 5-10 ปี) เขาฝันอยากจะเปิดโฮสเทลเล็กๆ ขึ้นที่ จ.ชุมพร บ้านเกิด โดยให้แขกที่มาพักได้สัมผัสกับวิถีท่องเที่ยวธรรมชาติ และตัวเขาจะเป็นทั้งเชฟที่ทำอาหารให้แขกที่มาพักได้รับประทาน รวมทั้งจะรับหน้าที่ไกด์พาเที่ยวด้วยตัวเองอีกด้วย

 

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472797

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เรียนจบมาแล้วไม่อยากทำงานในองค์กร หรือเป็นลูกน้องใคร อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเอง เป็นนายตัวเองมีมากขึ้น และเรียกพวกเขาว่าสตาร์ทอัพ แต่ก็มีการประเมินผลออกมาว่าสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีไม่ถึง 20% ที่เหลือส่วนใหญ่คือล้มเหลวกับธุรกิจที่ทำ

แต่เมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว หากคนหนุ่มสาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยออกมาแล้ว ไม่อยากทำงานในองค์กร แต่อยากสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เรียกว่าอองเทอเพอเนอร์ มีไม่มากนักในยุคนั้น และส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เช่น เขาคนนี้จากเงินหลักหมื่นบาท เขาสามารถต่อยอดทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ภายใน 13 ปีที่ผ่านมา จนมีผลประกอบการทางธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท ด้วยวัย 30 กว่าๆ มีพนักงานที่ใช้บ้านเป็นโฮมออฟฟิศถึง 120 คน ฟังดูแล้วไม่ธรรมดาเลย

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO บริษัท คลิกทูบิซ หรือที่รู้จักกันว่า แอดยิ้ม มีสโลแกนว่าเมื่อแอดออนไลน์ กลายเป็นเรื่องยิ้มๆ (online advertising with a smile) ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกโลหะการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาบอกว่าที่จริงอยากเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ แต่คะแนนไม่ดี คนที่คะแนนดีเขาได้เลือกไปก่อน พอจบปริญญาตรีเขาก็ไม่ทำงาน ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ทางด้านอี-คอมเมิร์ซโดยตรงตามที่อยากเรียนตั้งแต่ครั้งปริญญาตรี เพราะเขามีความฝันตั้งแต่วัยรุ่นว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่ใช่เจ้าของโรงงาน เพราะรู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนมากมายคงไม่มีปัญญา เพราะฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เป็นชนชั้นกลางธรรมดา

เมื่อกลับมา เขาก็มองหาธุรกิจที่จะทำ ไม่คิดว่าจะไปทำงานออฟฟิศที่ไหน น่าจะเรียกได้ว่าเขาเป็นสตาร์ทอัพคนแรกๆ ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน โดยตอนที่กลับมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังจัดประกวดการเขียนแผนธุรกิจด้านอี-คอมเมิร์ซพอดี เขาก็เขียนแผนธุรกิจส่งไปประกวดเป็นแผนการทำธุรกิจด้านเขียนการ์ตูนล้อเลียน เพราะเขามองว่าศิลปินเมืองไทยค่าตัวถูกเกินไปที่รับจ้างเขียนภาพเหมือนตามสะพานพุทธ หรือหลายที่ตามแหล่งท่องเที่ยวรับวาดเพียงรูปละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นต่างประเทศขายสูงถึงรูปละ 100 เหรียญสหรัฐ เขาก็ไปจ้างวาดการ์ตูนล้อเลียนคนดังในวงการต่างๆ ใส่คำบรรยายขำๆ เกี่ยวกับรูปนั้น หาจุดขายเด่นๆ โดนๆ ในที่สุดแผนงานของเขาก็ชนะเลิศ

เขาก็เอาแผนงานที่ประกวดมาทำจริง แล้วขายผ่านเว็บไซต์ที่เขาตั้งขึ้นมา ชื่อว่า Dimple Art ใช้เงินลงทุนในการเปิดเว็บครั้งแรก 3 แสนบาท และเว็บของเขาสามารถทำงานได้ถึง 30 กว่าล้านบาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เคยขายดีมากถึงวันละ 400 รูป รูปละ 1,200 บาท ซึ่งแรกๆ ขายดีมากๆ จนช่างวาดๆ ไม่ทัน มีช่างวาดภาพ 30 กว่าคนคอยป้อนงานให้ ปัจจุบันเว็บนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ขายไม่ดีเหมือนในยุคแรกๆ และราคาก็ไม่ดีเท่ายุคแรกๆ เช่นกัน

หลังจากนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เก่งเรื่องอะไร ถนัดงานแบบไหน เขาก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าเก่งเรื่องขายของบนเว็บ ก็เลยคิดว่าน่าจะต่อยอดจากสิ่งที่ถนัดออกไปให้หลากหลายมากขึ้น หลังจากนั้นเขาก็เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้กับเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วกินค่าคอมมิชชั่น เนื่องจากยุคนั้นการค้าขายทางเว็บยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและเว็บในประเทศไทยเมื่อ 14 ปีที่แล้วยังน้อยมาก

หลังจากเว็บแรกประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงปี เขาก็ตั้งเว็บใหม่ขึ้นมาอีกหลายเว็บ โดยเขาตั้งเป้าว่าต้องการมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ แล้วก็วางแผนว่าจะสร้างรายได้อย่างไร เช่น มีเว็บสัก 20 เว็บ ทำรายได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน/เว็บ

ดังนั้น เขาจึงตั้งเว็บขายของหลากชนิดมาก แล้วก็พยายามให้แต่ละเว็บมีรายได้ให้ได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เว็บ ถ้าเว็บใดทำเป้าไม่ถึง เขาก็ตั้งเว็บเพิ่มขึ้นอีก เขาใช้ชื่อจีนของเขาในการค้าขายทางเว็บ คือ ชื่อ “โซวบักทัง” ซึ่งชื่อของเขาเป็นที่รู้จักอย่างดีในเว็บต่างประเทศ ว่าเป็นคนที่ค้าขายหารายได้จากออนไลน์เก่งมาก ซึ่งที่สหรัฐมีคนทำแบบเขาเป็นจำนวนมาก บางคนตั้งเว็บหารายได้รูปแบบต่างๆ คนหนึ่งเป็น 1,000 เว็บก็มี เช่น โซโลอองเทอเพอเนอร์ หรือเรียกกันว่า ผู้ประกอบการฉายเดี่ยว คือ ทำงานสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีลูกน้อง ซึ่งคนไทย (ตอนนั้น) แทบจะไม่มีใครทำแบบเขาเลย ซึ่งเขาก็แปลกใจมากว่าการหารายได้ทางเว็บไซต์แบบถูกกฏหมายนั้นก็สร้างได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมไม่มีคนทำ ซึ่งตัวเขาก็มีเว็บในการทำธุรกิจด้านต่างๆ เกือบ 1,000 เว็บเช่นกัน

เขาให้ความเห็นว่า “สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า เงินทองหมือนน้ำในมหาสมุทรที่ตักไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะมีอุปกรณ์ในการตักใหญ่เล็กแล้วตักไปได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเครื่องมือในการตักเงิน ใครมองเห็นโอกาสก่อนได้ก่อน ซึ่งยุคนั้นมันง่ายมาก ตอนนี้ก็ยังทำได้อยู่นะ เพราะตลาดออนไลน์ ตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเติบโต ยังขยายได้อีก” เขาเล่าให้ฟัง

เมื่อเขาสามารถสร้างรายได้ทางธุรกิจจากเว็บไซต์จากโลกออนไลน์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วก็เริ่มมีเว็บไซต์เล็กๆ เกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาก็เลยอยากช่วยเหลือโดยการรวบรวมเว็บเล็กๆ นั้นมาเป็นเว็บไซต์เดียว แล้วก็พยายามลิงค์สินค้าที่ต้องการจะขายหรือซื้อให้เข้ามาในเว็บเหล่านี้ เพื่อให้เว็บเล็กๆ พอมีรายได้เลี้ยงตัวอยู่กันได้ แล้วเขาเองก็พยายามจะให้ความรู้ข้อแนะนำต่างๆ โดยไม่กลัวว่าจะมาเป็นคู่แข่งเพราะคิดว่ายิ่งให้ยิ่งได้

“ผมเลยตั้งเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมาชื่อ THAI SEO BOARD.com เพื่อช่วยให้คนไทยได้มีความรู้ในการทำเว็บให้เวิร์กทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยเขาเป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกกว่า 1 แสนคน โดยเว็บนี้จะมีข้อมูลให้ความรู้ในการทำเว็บขายของให้ประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งผมจะอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา เป็นเว็บให้เปล่าไม่มีการหารายได้อะไร” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หลังจากให้ข้อมูลแล้วเขาก็รวมเว็บเล็กๆ ที่ทำธุรกิจคล้ายกันซึ่งไม่มีรายได้ ด้วยการไปดึงคนที่สนใจจะลงแอดหรือหารายได้จากเว็บ ทำเป็นแพ็กเกจใหญ่ไปขาย ทำระบบตรงกลางขึ้นมารวมศูนย์ให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกันอย่างลงตัวแล้วแบ่งรายได้กันเอง จนเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บ AD ยิ้ม จนถึงปัจจุบันนี้

 

ปัจจุบันนี้บริษัทของเขารับเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจหรือสินค้าที่ต้องการจะมาเปิดตลาดออนไลน์ หรือตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากธุรกิจใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ที่ประสบความสำเร็จกับตลาดหน้าบ้านกับสื่อหลักแบบเดิมๆ แต่ขาดความเข้าใจเรื่องดิจิทัล โดยเฉพาะเจ้าของหรือผู้บริหารที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป จะไม่ค่อยเข้าใจตลาดออนไลน์

“เราก็จะเข้าไปแนะนำว่าควรทำออนไลน์อย่างไร ให้สินค้าเป็นที่สนใจและขายได้จริง ซึ่งมีลูกค้าอยู่ถึง 400 กว่าราย ทั้งบริษัทใหญ่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ซึ่งตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเริ่มต้น โอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก อย่างที่ประเทศจีน สื่อดิจิทัลมียอดขายแซงสื่อหลักไปนานแล้ว แต่บ้านเรารายได้จากดิจิทัลมีเพียง 30% เท่านั้น นับว่ายังมีอนาคตที่ดีรออยู่ สื่อดิจิทัลใช้งบลงทุนน้อยกว่า แต่เข้าถึงได้เร็วกว่า”

เขาแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะมาทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากจะทำสินค้ามาขาย ต้องหาตลาดหาลูกค้าให้เจอก่อนว่าลูกค้าคุณคือใคร ตลาดอยู่ตรงไหน แล้วค่อยไปหาสินค้ามาให้ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ถ้าเอาสินค้ามาก่อนแล้วไปหาตลาด โอกาสพลาดขาดทุนก็มีเยอะ

สุดท้าย เขาบอกว่า อุปสรรคในการทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลตอนนี้ ก็คือ คนที่เก่งในเรื่องดิจิทัลไม่มากพอกับความต้องการ คนที่เก่งจริงและเข้าใจจริงตรงนี้ยังมีน้อย ทั้งที่โอกาสโตมีอีกมาก เพราะปัจจุบันคนไทยดูมือถือมากกว่าดูทีวีถึง 3 เท่า ดังนั้นนักการตลาดเริ่มเห็นแล้วว่าเงินจะเริ่มไหลเข้ามาสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น โตขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 20% ที่จีนและอเมริกาโตปีละ 30-40% คนในสื่อดิจิทัลที่เก่งเรื่องการตลาดจริงๆ ก็ยังน้อยไม่พอใช้งาน ตัวปลอมเยอะกว่าตัวจริง ที่สำคัญผู้บริหารที่เกิดก่อนยุคนี้ต้องเปิดใจรับว่า โลกยุคนี้สื่อดิจิทัลมีอิทธิพลขึ้นเยอะจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว

 

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง นัยธาดา นันทน์วิธู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472598

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง นัยธาดา นันทน์วิธู

โดย…ภาดนุ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มนักบริหารวิสัยทัศน์ไกล วัย 29 ปี เคนจิ-นัยธาดา นันทน์วิธู รั้งตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ทีมเฟอร์น (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นเจ้าของเฟอร์นิเจอร์หนังปรับนอนไฮเอนด์แบรนด์ “เซเดอร์เร่” (Zedere) เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างและผลักดันให้แบรนด์ไทยก้าวไกลไปสู่อินเตอร์ แถมยังมีมุมมองทางด้านการทำธุรกิจที่น่าสนใจ เราจึงอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

“จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ผมเรียนไม่ค่อยเก่งสักเท่าไหร่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชอบมาก นั่นก็คือการทำธุรกิจ ดังนั้นเมื่อเรียนจบไฮสกูลที่แคนาดา ผมจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ที่ Nottingham Trent University ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบก็กลับมาเมืองไทย และเริ่มต้นทำงานกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดมทุนของหน่วยงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ 1 ปี

หลังจากนั้นจึงเข้าไปช่วยครอบครัวบริหารโรงงานรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณแม่ผมทำมาร่วม 20 ปีแล้ว โดยช่วงนั้นธุรกิจของเรายังรุ่งเรืองมากๆ แต่พอมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มดร็อปลง จีนเริ่มเปิดฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแบรนด์ต่างชาติที่เคยจ้างโรงงานเราผลิต ก็หันไปจ้างโรงงานในจีนผลิตแทน เพราะค่าแรงถูกกว่า เมื่อเป็นแบบนี้ผมเลยเข้ามาช่วยคุณแม่และพี่ชายบริหารธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัวเลยครับ”

เคนจิ บอกว่า แม้จะทำธุรกิจรับผลิตเฟอร์นิเจอร์หลากหลาย แต่สินค้าที่ทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเก้าอี้ที่ปรับนอนได้ ซึ่งขายในราคาไม่กี่พันบาท เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้ระบบอย่างจริงจัง เขาก็รู้สึกว่าสไตล์สินค้าที่ผลิตนั้น ดีไซน์ของมันยังไม่สวยพอ แถมคนที่ซื้อยังบอกอีกว่าสินค้าจากจีนมีราคาที่ถูกกว่า เขาจึงเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ว่าควรทำอย่างไรให้สินค้าที่ตัวเองผลิตนั้นโดนใจคนยุคนี้ให้มากขึ้น

 

“อย่างที่ทราบดีว่า การทำธุรกิจสมัยนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก เราจะมาใช้วิธีบริหารหรือผลิตสินค้าในรูปแบบเดิมๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ผมจึงตัดสินใจปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตเลยว่า เมื่อทำออกมาแล้วสินค้าต้องดูดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องดีไซน์และคุณภาพ แต่ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง

โชคดีว่าในงานออกบูธโชว์สินค้าครั้งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์ ผมได้รู้จักกับฝรั่งชาวนอร์เวย์ซึ่งเคยเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่มาเดินดูงานและมาทดลองนั่งเก้าอี้ของเรา และในวันสุดท้ายเขาได้พาครอบครัวซึ่งเป็นคนสูงอายุมาลองนั่งเก้าอี้ที่เรานำไปโชว์ แล้วก็เดินมาพูดกับผมว่า คุณรู้ไหมสินค้าของคุณดีมากเลยนะ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมอยากแนะนำ นั่นคือเก้าอี้ที่ทำออกมาขาย ไม่ใช่ว่าแค่เจ้าของแบรนด์ชอบดีไซน์แล้วก็ทำออกมาขายแค่นั้น แต่ต้องดูด้วยว่าเวลาที่ลูกค้ามาทดลองนั่ง พวกเขานั่งแล้วรู้สึกสบายด้วยหรือไม่ แล้วต้องฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าด้วยว่า เก้าอี้นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งหัวใจสำคัญของเก้าอี้ปรับนอนนั้นจะต้องรองรับหลังได้ดี เมื่อได้ยินแบบนี้ผมก็เข้าใจทันที”

ในที่สุดเคนจิก็ตัดสินใจสร้างแบรนด์เซเดอร์เร่ขึ้นมา โดยมีฝรั่งชาวนอร์เวย์ผู้นี้เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนหลักของแบรนด์ ซึ่งได้มาช่วยถ่ายทอดเทคนิคและความรู้เกี่ยวกับเก้าอี้ปรับนอนให้กับเขาด้วย

“แบรนด์เซเดอร์เร่ เริ่มต้นผลิตขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยมีหุ้นส่วนรายแรกเป็นฝรั่งชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นเพื่อนคุณพ่อ ตามด้วยชาวนอร์เวย์ ชาวสิงคโปร์ และตัวผมเองรวมเป็น 4 หุ้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหมือนโชคชะตาจัดสรรมาให้เจอกัน เมื่อคุยกันแล้วคลิกเราจึงเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน โดยจุดมุ่งหมายสำคัญของเก้าอี้ปรับนอนเซเดอร์เร่ชูจุดขายในเรื่องของการรองรับสรีระ เพราะปัญหาของคนสมัยนี้ ก็คือ การหาเก้าอี้ที่นั่งแล้วสบายได้ยากมาก บางตัวแม้ดีไซน์สวยจริง แต่นั่งไม่สบาย ดังนั้นโจทย์หลักของเราจึงต้องมีดีไซน์ที่ทันสมัย นั่งสบาย และมีนวัตกรรมล้ำๆ เช่น สามารถปรับนอนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งบางรุ่นยังมีเซ็นเซอร์คอยจับว่าวันนี้คุณเครียดมากน้อยแค่ไหน เก้าอี้ก็จะปรับนอนให้มีองศาที่รองรับความสบายของผู้ใช้ให้มากที่สุด เป็นต้น ทำให้วันนี้เซเดอร์เร่มีเก้าอี้ถึง 23 รูปแบบ ที่สามารถปรับตามสรีระของผู้ใช้ได้แตกต่างกันไป โดยมีทั้งสไตล์โมเดิร์นและเรโทร”

 

เมื่อมีแบรนด์แล้วก็ต้องมีโชว์รูม เคนจิ บอกว่า จุดประสงค์ที่เขาตกแต่งโชว์รูมเซเดอร์เร่ที่เมกาบางนาให้เป็นสไตล์ลอฟต์ ก็เพราะว่าเวลาที่นำเก้าอี้หรือโซฟาสไตล์โมเดิร์นหรือเรโทรไปวางในบ้านหรือ
คอนโดที่เรียบง่ายอย่างสไตล์ลอฟต์ ยังไงลูกค้าก็สามารถจัดวางออกมาให้ดูเข้ากันได้ ซึ่งวัสดุหนังที่เลือกมาใช้ทำเก้าอี้ มีทั้งสีอ่อนๆ สไตล์โมเดิร์น เช่น สีเบจ สีเทา หรือสีเข้มๆ สไตล์เรโทรอย่างสีแดงเข้ม และอื่นๆ ให้เลือกมากมาย

“การเปิดตัวแบรนด์ระยะแรกๆ ก็มีอุปสรรคเหมือนกันครับ เนื่องจากเราเป็นโรงงานที่รับผลิตเก้าอี้ให้แบรนด์ต่างๆ มาก่อน เมื่อเราลุกขึ้นมาทำแบรนด์ของตัวเอง ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่ค่อยเชื่อถือสินค้า ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ของเรามากนัก เราจึงต้องทำการตลาดทุกวิถีทาง เช่น ถ้าลูกค้านำแบรนด์ของเราไปวางขายในโชว์รูมประเทศเขา เราจะจัดพร็อพให้หมดทั้งพรม โต๊ะหน้าเก้าอี้ โต๊ะหน้าโซฟาแบบครบชุดเลย โดยจัดมูดแอนด์โทนในแนวเดียวกัน ไม่ว่าลูกค้าจะไปเห็นโชว์รูมที่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป หรืออเมริกา คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ก็จะเป็นธีมเดียวกันหมด เรียกว่าเราทำการตลาดและทำแอดโฆษณาให้พร้อมเลยล่ะ”

เคนจิ บอกว่า ด้วยการวางโพสิชั่นสินค้าให้เป็นเก้าอี้ไฮเอนด์ ดังนั้นราคาจึงสูงไปตามรูปแบบและความเนี้ยบของดีไซน์ วัสดุหนังที่ใช้ ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัยไปด้วย ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติก็เริ่มยอมรับในตัวของแบรนด์มากขึ้นเรื่อยๆ

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจจะไม่ดีนัก แต่แบรนด์ของเรากลับมีลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากยุคนี้คนหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นด้วย เก้าอี้ของเราจึงตอบโจทย์ได้ดี หลายประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วบ้านของคนยุคใหม่ก็เริ่มเล็กลง คนโสดก็ไม่ต้องการเก้าอี้หรือโซฟาที่ใหญ่มากนัก จึงเป็นผลดีกับแบรนด์ของเราที่ตอบโจทย์ทุกอย่างได้ลงตัว

 

ตั้งแต่เปิดตัวมาเซเดอร์เร่มีเก้าอี้และโซฟาที่เป็นซีรี่ส์ออกมา 5 คอลเลกชั่นแล้ว โดยเฉพาะสรี (Sari) ซึ่งย่อมาจากสรีระ จะเป็นคอลเลกชั่นที่ขายดีที่สุด ในอนาคตเราก็จะพัฒนาทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นล้ำๆ ในการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน โดยรับฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ตอนนี้แบรนด์เซเดอร์เร่เป็นเฟอร์นิเจอร์หนังที่ติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้วครับ”

สำหรับโชว์รูมในเมืองไทย เคนจิ บอกว่า ในอนาคตอยากจะขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่ติดตรงที่หาพื้นที่ขนาดใหญ่ 50 ตร.ม. แบบสาขาแรกนี้ยังไม่ได้ สาขาแรกนี้ในโชว์รูมยังมีธุรกิจร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์พ่วงอยู่ด้วย ถ้าเปิดโชว์รูมสาขาอื่น เขาก็อยากจะพ่วงธุรกิจร้านบิสโทรที่มีอาหารกินง่ายๆ ไว้บริการลูกค้าด้วย

นอกจากคิดจะขยายสาขาแล้ว ตอนนี้เขายังทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเขียน กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา โดยนำวัสดุหนังที่เหลือจากการผลิตเก้าอี้มาใช้ รวมทั้งอยากเปิดสปาซึ่งสามารถลิงค์กับธุรกิจเก้าอี้ของเขาได้

“สำหรับโชว์รูมในต่างประเทศ ตอนนี้เซเดอร์เร่เปิดโชว์รูมที่สิงคโปร์ 1 แห่ง และเปิดที่จีนอีก 11 แห่ง ภายในปีเดียว ซึ่งพื้นที่อาจจะไม่ใหญ่เท่าที่เมืองไทย แต่กระแสตอบรับและกำลังซื้อของคนจีนเยอะมาก เนื่องจากมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเยอะ พวกเขามีรสนิยมชอบของแพงและคุณภาพดี ซึ่งก็เป็นผลดีต่อแบรนด์ของเราอย่างมาก นอกจากมาชมสินค้าได้ที่โชว์รูมเซเดอร์เร่ เมกาบางนาแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถอัพเดทได้ที่เพจ FB : Zedere Thailand และ IG : zedere.furniture เลยครับ”

จากที่พูดคุยกันมา ดูเหมือนว่าเคนจิจะทำงานเกือบทุกวัน จนแทบจะไม่มีเวลาว่างเลยล่ะ…“ทุกวันนี้ผมทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถ้าวันไหนว่างจริงๆ ก็จะออกกำลังกายด้วยการต่อยมวยที่ฟิตเนสบ้าง หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง และตอนนี้ผมก็กำลังสนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านการดูฮวงจุ้ยด้วยครับ อาจเพราะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ผมจึงชอบและอินในเรื่องศาสตร์เกี่ยวกับฮวงจุ้ยเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งมันสามารถนำมาใช้กับลูกค้าหรือคนที่เราจะร่วมธุรกิจด้วยเช่นกัน”

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ‘แชร์แรงบันดาลใจ’ สู่การพัฒนาเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472381

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ‘แชร์แรงบันดาลใจ’ สู่การพัฒนาเมือง

โดย… ปอย  ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการใหญ่ วันนี้ต้องก้าวให้ทันควบคู่ไปกับพัฒนาเมือง วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ซีอีโอ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น ซึ่งจัดเป็นเจ้าใหญ่ของวงการ และในปี 2561 แมกโนเลียฯ กำลังจะเผยโฉมโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “โครงการวิสซ์ดอม 101” เกาะติดสถานีรถไฟฟ้าปุณณวิถี ริมถนนสุขุมวิท 101 บนพื้นที่กว้างขวางถึง 43 ไร่ โครงการในรูปแบบ “มิกซ์ยูส” ที่ว่านี้ มีทั้งที่พักอาศัย สำนักงานแหล่งรวมออฟฟิศทันสมัย คอมมูนิตี้ มอลล์ และสปอร์ตคลับ ผู้บริหารคร่ำหวอดอยู่ในโครงการอสังหาฯ มากว่า 20 ปี กล่าวอย่างมั่นใจ คาดว่าภาวะตลาดซื้อขายคอนโดในปีหน้ายังเติบโตได้ แมกโนเลียฯ ทุ่มการลงทุนครั้งนี้ถึง 3 หมื่นล้านบาท จัดเป็นโครงการระดับยักษ์ใหญ่ริมรถไฟฟ้าเตรียมเผยโฉมโชว์ความยิ่งใหญ่ได้สมบูรณ์แบบในเร็ววัน

การพัฒนาโครงการคุณภาพ แน่นอนต้องพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคต้องรองรับเทรนด์ในการใช้ชีวิตของคน Gen Y ซึ่งจัดเป็นคนวัยทำงานกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจแข็งแกร่งของโลกอนาคต โลกของคนกลุ่มนี้ คือ โลกที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอีกต่อไป

วิสิษฐ์ กล่าวอธิบายว่า สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ ทั้งในด้านการทำธุรกิจ การทำงาน การใช้ชีวิต และส่งผลต่อการบริการ สินค้า หรือแม้กระทั่งแนวคิดในการพัฒนาเมืองและสาธารณูปโภคอย่างน่าจับตามอง

ชีวิตมิกซ์ยูส

“จะเห็นได้นะครับ ว่าภาครัฐเองก็พยายามเร่งผลักดันการก่อสร้าง ตั้งแต่โครงการสาธารณูปโภค การขนส่งทางราง รถไฟฟ้าสายต่างๆ มากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งาน เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ในส่วนของโครงการพัฒนาอสังหาฯ เริ่มเน้นการผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน ที่พักผ่อน และทำกิจกรรมทางสังคมไว้ด้วยกัน วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน จัดไว้เป็นโซน Social Lounge สำหรับธุรกิจที่จะมานั่งทำงาน ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย มีร้านค้า ร้านอาหาร ทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันได้เลยนะครับ

แล้วสิ่งสำคัญสามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด คือ การบริการด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา รวมทั้งดีไซน์ทันสมัย ให้ความสะดวก และปลอดภัยพร้อมช่วยสร้างแรงบันดาลใจในทุกวินาทีของการใช้ชีวิต เป็นการสร้างเมืองของคนรุ่นใหม่จริงๆ ครับ การออกแบบโครงการวันนี้ก็มาจากโจทย์ที่ตั้งคำถามว่า คนรุ่นใหม่อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ในแบบไหน คำตอบก็คือความทันสมัยสะดวกสบายต้องมาพร้อมกัน”

วิสิษฐ์ ซีอีโอแมกโนเลียฯ เริ่มต้นสนทนาอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และนี่คือหัวใจหลักของการครีเอทโครงการใหม่ๆ อีกด้วย คือ การคิดสิ่งที่คนยังไม่เคยทำให้คนเข้าใจ และสัมผัสได้เข้าถึงได้

โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” ดีไซน์เพื่อรองรับการใช้ชีวิต มีทั้งคอนโด ออฟฟิศสำนักงาน และแหล่งช็อปปิ้งคอมมูนิตี้ มอลล์ เป็นโครงการอสังหาฯ ในยุคที่เจ้าของโครงการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ มากขึ้น จากแต่ก่อนทำแค่อาคารสำนักงาน คอนโด แต่ในยุคนี้แต่ละโครงการต้องมีความพร้อมในตัว เป็นคอมเพล็กซ์ที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

“ผมเดินทางไปดูงานหลายๆ ประเทศ ในดูไบ สิงคโปร์ นี่คือเทรนด์ที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโด รวมทั้งการสร้างตึกออฟฟิศยุคใหม่อีกด้วย ไม่มีแค่การสร้างคอนโดเดี่ยวๆ หรือออฟฟิศเดี่ยวๆ นั่นเป็นเพราะว่ารูปแบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคจะต้องรองรับวิถีชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 25-30 ปี คนกลุ่มนี้เลือกใช้ชีวิตไม่มีเส้นแบ่งเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอีกต่อไปแล้วนะครับ

การครีเอทพื้นที่ Coworking Space โครงการเน้นรองรับชาวฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ หรือเอสเอ็มอี เลยนะครับ คนกลุ่มนี้พวกเขาต้องการออกแบบชีวิตของตัวเองให้ยืดหยุ่นมากขึ้น จะทำงานที่ไหนเมื่อไรก็ได้ หรือทำงานไปพร้อมกับการดูแลครอบครัว โดยการเชื่อมโยงของโลกออนไลน์ ยังสามารถเลือกสนุกสนานกับเพื่อนฝูงไปพร้อมๆ กันก็ได้อีกด้วย ในวันที่เรามีอินเทอร์เน็ตอยู่ในสมาร์ทโฟน พกอยู่ในกระเป๋าของเราแทบทุกๆ คน การติดตามข่าวสาร ติดต่อผู้คนจึงทำได้ไม่จำกัดสถานที่หรือเวลา

เทรนด์ในการใช้ชีวิตของคน Gen Y จึงเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น Work Life Integration คือชีวิตการทำงานกับส่วนตัวเริ่มเบลนด์เข้าหากันได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเลยครับ คน Gen Y เลือกจะออกแบบวิถีชีวิตเอง สามารถค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ทุกวินาทีของการใช้ชีวิต คิดหาไอเดียใหม่ๆ ที่ไหนก็ได้ จะนั่งอยู่ในสวนพร้อมกับคุยกับที่ปรึกษาในอีกซีกหนึ่งของโลก หรือเสิร์ชอินเทอร์เน็ตหาแรงบันดาลใจจากในสมาร์ทโฟนของตัวเองก็ได้”

โลกการใช้ชีวิตไร้รอยต่อ

การใช้ชีวิตรูปแบบ Work Life Integration กำลังเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนมิลเลนเนียลในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงจากการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว หรือ Work Life Balance คือ ชีวิตการทำงานกับส่วนตัวเริ่มเบลนด์เข้าหากันบนการใช้ชีวิตในรูปแบบไร้ข้อจำกัด

“การออกแบบและพัฒนาโครงการใหม่ๆ ก็คำนึงถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้นด้วยครับ ในฐานะนักพัฒนาอสังหาฯ ก็ต้องครีเอทการสร้างบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในแบบที่เรียกว่า ไร้รอยต่อ คือ ให้ผู้อาศัยสามารถทำงานและใช้ชีวิตส่วนตัวไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น และนี่จะเป็นการพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาเมือง และโครงการอสังหาฯ ของไทยในยุคนี้ ผมการันตีเลยครับว่าโครงการเมื่อสร้างเสร็จ ปี 2561 เราจะเป็น Coworking Space ในรูปแบบทันสมัยที่สุดในเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

วิสิษฐ์ อธิบายรายละเอียดแนวคิดหลักของโครงการ วิสซ์ดอม 101 หรือเรียกให้คุ้นติดปาก วัน-โอ วัน พัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบ Work Life Integration
ทุกมิติในการใช้ชีวิตผสานกลมกลืนเข้าด้วยกัน ออกแบบในคอนเซ็ปต์ไฮบริด (Hybrid) เชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารเข้าด้วยกัน ในขนาดใหญ่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย โดยจัด 65% ของที่ดินทั้งหมดให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง และ 30% ของที่ดินทั้งหมดเป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้ใบหญ้าที่เชียวชะอุ่ม ผู้อยู่อาศัยและทำงานในโครงการจึง
ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ตลอดเวลา มีเลนจักรยานและลู่วิ่งลอยฟ้าแบบหลายระดับภายในอาคารที่แรกในประเทศไทยระยะทาง 1.3 กม. วิ่งผ่านทั้งพื้นที่ในอาคารและนอกอาคาร

สะท้อนความไร้พรมแดนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว และเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยมีระบบ Smart Home Automation System ให้ผู้พักอาศัยสั่งการทำงานในบ้านได้จากระยะไกล รวมทั้งใช้แอพพลิเคชั่นพิเศษจองเวลาใช้บริการฟิตเนส ร้านอาหาร หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในโครงการได้

ซีอีโอโครงการใหญ่อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เป็นการออกแบบโครงการโดยยึดข้อมูลผลการศึกษาของพีดับบลิวซี ล่าสุดระบุว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า แรงงานที่เป็น Gen Y หรือมิลเลนเนียลอายุต่ำกว่า 35 ปี จะมีสัดส่วนมากถึง 80% ของแรงงานทั้งหมด คนทำงานประจำ 60% ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานแบบทำที่ไหน ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ ส่วนอีก 70% ของ Gen Y ก็ให้ความสนใจในเรื่องของสมดุลชีวิตงานและส่วนตัวมากกว่าค่าตอบแทน

“เทรนด์การสร้างที่พักก็จะต้องรองรับคุณภาพชีวิตของเขา ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภค และอสังหาฯ โดยตรงเลยนะครับ การสร้างคอนโดหรือออฟฟิศ ก็ตัองคิดเพื่อเป็นการตอบสนองต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงแต่จะให้ความสำคัญต่อความยืดหยุ่นในการทำงานแบบทำที่ไหน ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสร้างแรงบันดาลใจในทุกๆ นาทีของชีวิต อีกหนึ่งเทรนด์ที่มากับวิถีชีวิตคนรักอิสระอย่างคนรุ่นนี้นะครับ ที่เริ่มเรียนรู้วิธีทำงานที่ไร้กำแพง หมายถึงว่าที่ไหนก็เป็นที่ทำงานของชาว Gen Y ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีสมาร์ทโฟนกับแล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต กับสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์ที่ดี เก้าอี้ในสวน บ่อปลา ร้านกาแฟ ในรถ ก็ทำงานได้ แถมยังได้บรรยากาศที่ไม่จำเจ ช่วยเพิ่มพลังสมอง กระตุ้นความสร้างสรรค์ได้ จึงเห็นได้ว่า ธุรกิจ Coworking Space โตเร็วมากจาก 4 แห่ง ในปี 2555 มาเป็น กว่า 60 แห่ง ในปี 2558

ถึงอายุไม่ได้อยู่ช่วงเจน Y แต่ชีวิตมิกซ์ยูสก็เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่งของผมนะครับ (หัวเราะ) ถ้าวันไหนประชุมเครียดเกินไป ผมก็ชอบหาเวลาไปนั่งทำงานในร้านกาแฟถ้าต้องการรีแลกซ์ ร้านกาแฟให้อารมณ์ผ่อนคลายนี้ได้ดีครับ รูปแบบการสร้างที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โครงการ วัน โอ วัน จึงให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว มีสวนทั้งรอบๆ ตึก และบนตึกของทุกๆ อาคาร”

นับเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ๆ ทั้งในด้านการทำธุรกิจ การทำงาน เป็นเทรนด์การใช้ชีวิตคนมิลเลนเนียลพลิกโฉมแนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง