นิโคลัส แพรทลีย์ ครูสอนฟิตเนสระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468990

นิโคลัส แพรทลีย์ ครูสอนฟิตเนสระดับโลก

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อลูกครึ่งออสเตรเลีย-ฮ่องกง วัย 38 ปี นิโคลัส แพรทลีย์ คือครูสอนฟิตเนส (Instructor) และนักออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายชื่อดังระดับโลก ที่สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงฟิตเนสมายาวนาน และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาทักษะของตัวเองในแวดวงฟิตเนสที่มหานครนิวยอร์ก และเมืองลอสแองเจลิส จนกลายเป็น 1 ใน โซล ไซเคิล อิน
สตรักเตอร์ (Soul Cycle Instructor) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐขณะนี้

“ผมก้าวเข้ามาสู่แวดวงเฮลท์แอนด์ฟิตเนสเมื่อ 15 ปีก่อน โดยเริ่มจากการเป็นครูสอนฟิตเนสในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย บ้านเกิด จากนั้นเมื่ออายุ 20 ปี ผมได้ย้ายไปลงหลักปักฐานอยู่ที่สหรัฐ โดยยึดอาชีพครูสอนฟิตเนสหรือผู้แนะนำการออกกำลังกาย และออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่ผมถนัดเรื่อยมา ซึ่งจุดเด่นของผมอยู่ที่การนำเสนอคลาสออกกำลังกายที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ที่มาเข้าคลาสได้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผมคร่ำหวอดอยู่ในวงการฟิตเนส ผมจะยึดหลัก Whole-Listic เพื่อให้ผู้ออกกำลังกายทั่วโลกได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้านอย่างดีที่สุด ไม่เพียงแต่ในด้านสุขภาพเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านสังคม อารมณ์ และความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างด้วย เพราะผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความสมดุลในชีวิตพวกเขาได้”

ด้วยแนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขานี่เอง นำพาให้นิโคลัสก้าวหน้าในสายงานอาชีพด้านสุขภาพไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพในศูนย์ดูแลด้านสุขภาพต่างๆ หรือทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไรต่างๆ เรียกว่า เขาฝากผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ถึงขนาดที่เซเลบริตี้แถวหน้า ดาราฮอลลีวู้ด นักร้อง และนางแบบชื่อดัง อย่าง บียอนเซ่ บริทนีย์ สเปียร์ส แบรดลีย์ คูเปอร์ อลานิส มอริสเซตต์ ชาร์ลิซ เทอรอน เคลลี่ ริพา ไรอัน ซีเครสต์ อเล็ก บอลด์วิน ฯลฯ ยังกลายมาเป็นแฟนคลับตัวยงของเขา และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคลาส โซล ไซเคิล สตูดิโอ (Soul Cycle Studio) ของเขาที่นิวยอร์กและลอสแองเจลิส เป็นการออกกำลังกายที่สนุกและดีที่สุด

ล่าสุด นิโคลัสได้มานั่งแท่นเป็นที่ปรึกษาให้กับ แอบโซลูท ไซเคิล แบงค็อก (Absolute Cycle Bangkok) โดยบินมาร่วมกับทีมงานที่เมืองไทย ออกแบบโปรแกรมการสอนคลาสปั่นจักรยาน ให้เหมาะกับสรีระของคนเอเชียโดยเฉพาะ

“รูปแบบคลาสปั่นจักรยานที่ผมออกแบบนี้มีชื่อว่า ริธึ่ม ไซคลิ่ง (Rhythm Cycling) ซึ่งเป็นคลาสปั่นจักรยานที่ประกอบด้วยเพลงแดนซ์ในคลาสที่ทำให้ผู้ปั่นรู้สึกสนุกไปกับเสียงเพลง โดยคลาสนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic) ที่กล้ามเนื้อใช้ออกซิเจนเพื่อเผาผลาญพลังงาน และแอนแอโรบิก (Anaerobic) ที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้ออกซิเจน จึงทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 700-800 แคลอรี รวมทั้งช่วยให้หลั่งสารเอนดอร์ฟินได้มากขึ้น เหงื่อออกเยอะขึ้น เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วจึงรู้สึกสดชื่นมากขึ้นด้วย”

นิโคลัส บอกว่า การที่เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสหรัฐ และมีโอกาสได้มาออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่เมืองไทย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรูปแบบการสอนที่ทันสมัยและแปลกใหม่ที่เขาได้
นำเสนอ เนื่องจากคลาสไซคลิ่งหรือคลาสปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวทุกสัดส่วน ด้วยการปั่นจักรยานช้าและเร็วตามจังหวะของเสียงเพลงตลอด 60 นาที โดยผสมผสานท่าออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและการสร้างกล้ามเนื้อแขน ขา สะโพก และต้นแขนให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม จึงโดนใจคนทุกเพศทุกวัยและทำให้พวกเขาชอบมาออกกำลังกายกันมากขึ้น

“ในฐานะที่ผมเป็นครูสอนฟิตเนสที่มีคนรู้จักพอสมควร ผมจึงต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราเป็นมืออาชีพทางด้านการออกกำลังกายจริงๆ วิธีของผมก็คือศึกษาจากครูสอนฟิตเนส คนอื่นๆ หาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพิ่มเติมเสมอ ฟังนักพูดที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ ที่สำคัญคือดูแลสุขภาพของตัวเองและออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะผมอยากเป็นต้นแบบที่น่าเชื่อถือของคนที่มาออกกำลังกายกับผม

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะคลาสไซคลิ่งที่ผมคิดค้นขึ้นมานี้ ผมแนะนำว่าสิ่งแรกคือคุณอย่าไปกลัว ขอให้กล้ามาเข้าคลาสและสนุกไปกับการออกกำลังกาย ไม่ต้องไปกลัวคนที่เก่งอยู่แล้ว เพราะทุกคนล้วนต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แค่คุณมาแชร์ประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นก็จะเกิดผลดีกับตัวคุณอย่างแน่นอน”

 

นิโคลัส เสริมว่า ปรัชญาในการทำงานของเขาก็คือ สนุกกับงานที่ตัวเองทำหรืองานที่ตัวเองรักให้เต็มที่ เพราะเขาเชื่อว่า แม้จะมีอุปสรรคใดๆ ผ่านเข้ามาก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปได้ ซึ่งเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น ถ้าไม่เหนื่อยหรือออกกำลังกายไม่หนักพอ แล้วกล้ามเนื้อจะมาได้อย่างไร ซึ่งถ้าร่างกายแข็งแรงแล้ว จิตใจเราก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย

“สำหรับแพลนในอนาคต นอกจากได้มาร่วมออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายและเป็นที่ปรึกษาให้กับ ‘แอบโซลูท ไซเคิล แบงค็อก’ แล้ว ผมยังอยากตั้งโรงเรียนสอนคลาสปั่นจักรยาน (Cycling Academy) ขึ้นที่กรุงเทพฯ ด้วย โดยตัวผมจะรับหน้าที่เป็น ‘มาสเตอร์ เทรนเนอร์’ ของครูสอนคลาสปั่นจักรยานอีกที เพื่อช่วยยกระดับและพัฒนาคุณภาพของการสอนในคลาส ให้มีมาตรฐานไปสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น

คุณสมบัติสำคัญในการเป็นครูสอนคลาสปั่นจักรยานนั้น ต้องมีความรู้ในการออกกำลังกาย ต้องสามารถนำผู้คนในคลาสได้ ต้องมีความรู้เรื่องเพลงพอสมควร ว่าเพลงไหนเหมาะกับจังหวะหนัก จังหวะเบา ปั่นช้า หรือปั่นเร็ว เป็นต้น เพราะคลาสรึธึ่ม ไซคลิ่ง ที่ผมออกแบบมานี้ ต้องช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มาลองเข้าคลาสได้กลับมาเข้าคลาสอีกเพื่อปลดปล่อยความเครียดให้หมดไป พูดง่ายๆ ว่าต้องสร้างพลังใจให้พวกเขาก้าวข้ามความเหนื่อยยากและอุปสรรคไปให้ได้ เพราะหากพวกเขาผ่านจุดนี้ไปได้ อุปสรรคใดๆ ในชีวิตก็จะสามารถข้ามผ่านไปได้เช่นกัน

โดยส่วนตัวผมแล้ว หากมีอุปสรรคใดเกิดขึ้นกับชีวิต หรือมีเรื่องท้าทายทางด้านอาชีพ หน้าที่หลักของผมก็คือ ต้องพยายามหาทางกำจัดอุปสรรคนั้นหรือหาทางแก้ไขมันให้ได้ ผมจะไม่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้เด็ดขาด นอกจากอุปสรรคของตัวเองแล้ว หากครูสอนคลาสปั่นจักรยานมีปัญหาขึ้นมา ผมก็จะช่วยกำจัดอุปสรรคหรือแก้ปัญหาให้กับครูแต่ละคนด้วย เพราะถือว่าทุกคนคือทีมเดียวกัน”

 

นิโคลัส บอกว่า การเดินทางมาเมืองไทยในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 4 ของเขาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน เขาเคยเดินทางมาท่องเที่ยวทั้งที่กรุงเทพฯ และที่ภูเก็ต ซึ่งทั้งสองสถานที่ก็มีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์แตกต่างกันไป

“สิ่งที่ผมชอบและรู้สึกประทับใจเมืองไทยมีหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของคนไทย รวมทั้งการได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอมมูนิตี้สำหรับการออกกำลังกายในกรุงเทพฯ เช่นครั้งนี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจด้วยเช่นกัน ในอนาคตผมมีโอกาสจะได้เดินทางมาเมืองไทยทุกๆ 3 เดือน เพราะต้องมาเป็นมาสเตอร์ เทรนเนอร์ ให้กับแอบโซลูท ไซเคิลฯ และมีแพลนว่าจะเปิดโรงเรียนสอนคลาสปั่นจักรยานอย่างที่บอกไปแล้วด้วยครับ”

นิโคลัส ทิ้งท้ายว่า ถ้ามีวันหยุดหรือวันว่าง ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของเขาก็คือการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก หากอยู่บ้านเขาจะชอบอ่านหนังสือและเล่นกับลูกสาวตัวน้อย และหาเวลาว่างไปสปาบ้างเป็นครั้งคราว นี่แหละคือการบาลานซ์ทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิตที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดแล้ว

ผู้ที่รักการออกกำลังกาย ติดตามไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : @nicholaspratley หรือ FB : nicholas.pratley

 

สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ พลิกโฉมดีไซน์ไฟน์จิวเวลรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 09:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468793

สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ พลิกโฉมดีไซน์ไฟน์จิวเวลรี่

โดย…ปอย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพชรคือความสง่างามร่วมสมัย แล้วถ้าเพิ่มการสร้างสรรค์ในคุณภาพเยี่ยม “เครื่องเพชร” ก็คือสุดยอดเครื่องประดับ การสานงานรับไม้ต่อจากรุ่นบุพการีจึงเป็นธุรกิจที่มีไฟในความคิดสร้างสรรค์ สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ผู้อำนวยการตลาดและผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ เดอ มอนด์ อนัณดารา เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจร้านเพชรเริ่มขึ้นเมื่อปี 2535 โดย สุนทร-สายสมร พิพัฒน์วีรวัฒน์ ซึ่งเป็นคุณพ่อและคุณแม่สืบทอดธุรกิจค้าขายเพชรในย่านบ้านหม้อ เป็นรุ่นที่ 3 ธุรกิจร้านค้าขายเพชรเริ่มโดยการวางแนวความคิด Diamond Design Devotion สร้างแบรนด์เครื่องประดับเพชร เดอ มอนด์ (Der Mond) โดดเด่นด้วยการใช้เพชรคุณภาพสูงเครื่องประดับ 90% ผลิตขึ้นโดยใช้เพชรบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ผลิตโดยช่างฝีมือไทยที่มีความชำนาญ

ทายาทรุ่นที่ 4 นักธุรกิจบุคลิกเนี้ยบวัย 30 ปี สิรพัฐ เริ่มเข้ามาดูแลในส่วนงานดีไซน์นำเสนอเครื่องประดับในรูปแบบใหม่ๆ เท่ๆ โมเดิร์น ผสมผสานความคลาสสิกของชิ้นงานในรูปแบบเก่าเพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ของให้แบรนด์ให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโฉมเครื่องเพชร แบรนด์ไทยแท้ เดอ มอนด์ เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ยังคงไว้ถึงความเป็นกันเอง

และในวันนี้ “เดอ มอนด์” โกอินเตอร์ส่งออกเครื่องประดับไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ผลการตอบรับเครื่องประดับยี่ห้อไทยไปได้ดีน่าพึงพอใจ

ไม่เก๋าวงการ อยู่ไม่ได้ถึงรุ่น 4

เดอ มอนด์ เป็นหนึ่งในผู้นําด้านการออกแบบและการผลิตเครื่องประดับเพชรคุณภาพเยี่ยมของเมืองไทยมาหลายทศวรรษ โดยยึดมั่นในงานฝีมือของช่างและความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับการนำเทคโนโลยีล่าสุดในการผลิตมาใช้กับการออกแบบ เน้นเรื่องความร่วมสมัยแต่ทว่าเพิ่มเสน่ห์ท้าทายเหนือความเป็นเครื่องเพชรแบบเดิมๆ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในสไตล์ ที่เรียกว่า โมเดิร์นไนซ์ เฮอริเทจ

 

Art and Value Through Eternity คือโจทย์ในการครีเอทเครื่องประดับคอลเลกชั่นล่าสุด สิรพัฐ กล่าวว่า ในโจทย์นี้จึงได้กำไลงดงามหรูหรา ชื่อ Absolute Deco นำศิลปะในยุคอาร์ตเดคโค่ มาประยุกต์การออกแบบเป็นจิวเวลรี่ที่มีความร่วมสมัย หรืออีกชิ้นหนึ่งที่ได้การตอบรับที่ดีมาก กระเป๋าคลัตช์ทองคำ Glamour Night Clutch ผลิตขึ้นมา 15 ชิ้น ราคาแสนบาทปลายๆ แต่ตอนนี้เหลือติดร้านเพียง 3 ใบเท่านั้น

“ผมชอบเรื่องการแต่งตัวนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) พิถีพิถันในการเลือกใช้ของเครื่องประดับ ก็เลยเข้ามาช่วยงานด้านการออกแบบคอลเลกชั่นเป็น Head Designer พร้อมกับดูแลด้านการตลาดอีกด้วยครับ อาศัยประสบการณ์เคยทำงานที่เคยทำหน้าที่ดูแลลูกค้าและแบรนดิ้งอยู่สองปี ตำแหน่ง Account Manager ที่บริษัท Conspiracy Plus แล้วผมก็ชอบงานครีเอทีฟ จึงเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งการต้องมีภารกิจสานธุรกิจครอบครัว จึงเลือกเรียนต่อปริญญาโท ด้านการตลาดที่ Aston University ที่ประเทศอังกฤษ จึงทำได้ทั้งสองหน้าที่โดยไม่มีอุปสรรค”

สิรพัฐ เริ่มต้นสนทนาเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว แล้วบอกคลอเสียงหัวเราะว่า การเรียนสถาปัตย์กับธุรกิจร้านเพชร หลายๆ คนก็ว่าไปคนละทางแล้ว แต่ถ้าไปดูรุ่นคุณแม่สายสมร เรียนจบมาจากคณะวิศวะ-คอมพิวเตอร์ ซึ่งท่านก็ได้รับผิดชอบทำงานดีไซน์เครื่องประดับไปพร้อมๆ กับลูกชายคนนี้ เป็นเรื่องที่ใครรู้ก็เซอร์ไพรส์กันทั้งนั้น

“เครื่องประดับที่ร้าน จึงมี 2 สไตล์ครับ งานเพชรในแบบคลาสสิกคืองานออกแบบของคุณแม่ เป็นดอกไม้ มีความอ่อนหวานแบบผู้หญิง ซึ่งก็จะมิกซ์กับสไตล์ของผมที่เน้นความเนี้ยบ เท่ สมมาตร งานดีไซน์แบบผู้ชาย แต่ทั้งผมและคุณแม่ก็ออกแบบโดยค้นคว้าหาแรงบันดาลใจจากศิลปะยุคอาร์ตเดคโค่มาผสมผสานกัน การทำธุรกิจในครอบครัวไม่มีการสอนกันครับ Learning By Doing เรียนรู้จากการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ แล้วทำตามในสิ่งที่ท่านเคยทำมา ส่วนการต่อยอดธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับการครีเอทีฟ ซึ่งคงไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ นะครับ ต้องมีความรัก มีไอเดีย และมุมมองใหม่

แนวความคิด Diamond Design Devotion เป็นคัมภีร์หลักในการทำธุรกิจเครื่องประดับเพชรราคาสูงครับ ถ้าขาดข้อใดไป เสียหายเลยครับ” สิรพัฐ เผยกลยุทธ์ธุรกิจที่ยืนยงได้สู่รุ่นที่ 4

จากร้านเพชรในยุคเก่า ในวันนี้เครื่องเพชรแบรนด์ เดอ มอนด์ เปิดสาขาใหญ่ขึ้นที่ชั้น 1 สยามพารากอน ด้วยพื้นที่กว่า 200 ตร.ม. สไตล์การตกแต่งร้านใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ความหรูหรา โคมระย้าคริสตัลที่วิจิตรบรรจงส่องประกายเป็นสัญลักษณ์ร้านเพชรหรู ไปจนเรื่องให้ความสำคัญกับค่าแสงสว่างภายในร้านออกแบบพิเศษ เพื่อให้เห็นคุณภาพของเพชรที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้เกิดการลวงตา เลือกซื้อเพชรได้อย่างมั่นใจ

“การพัฒนาธุรกิจมีการคัดสรรเพชรจากแหล่งเพชรต่างๆ ทั่วโลก แล้วคุณแม่ก็ตัดสินใจเปิด DER MOND Lab เมื่อปี 2537 เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากแหล่งเพชรสำคัญๆ ทั่วโลก แล้วพี่สาวของผม (สุภาสินี พิพัฒน์วีรวัฒน์) ก็เรียนอัญมณีศาสตร์จาก GIA เข้ามาช่วยทำงานด้วยครับ เวลานี้คนก็ยังนิยมลงทุนกับเพชร ถ้าถามผมว่าคุ้มค่าไหม ก็คงเหมือนกับการเลือกใช้นาฬิกา ซื้อมาแล้วได้ใช้ก็คุ้มค่าแล้วครับ ผมจึงพยายามออกแบบและทำราคาให้คนเลือกเครื่องประดับเพชร ที่เลือกหยิบใช้ได้ในชีวิตประจำวันครับ”  สิรพัฐ กล่าว เหตุผลนี้จึงทำให้ร้านเพชร แบรนด์เรเวรอฟ (Reverof) ราคาหลักหมื่นบาท เกิดขึ้นตามมาอีก 4 สาขา รวมกับร้าน เดอ มอนด์ ที่มี 6 สาขา จึงเป็นตระกูลค้าเครื่องประดับราคาสูงที่น่าจับตา

เครื่องประดับเพชรติดตัว

ฝีมือของช่างเครื่องประดับไทยขึ้นชื่อในเรื่องความประณีต งานละเอียด สิรพัฐ เริ่มเสนอแนวความคิดใหม่ เดอ มอนด์ ไฟน์ จิวเวลรี่ ผลิตเครื่องประดับรองรับกลุ่มมาสเตอร์พีซ กำไล Absolute Deco คือผลงานดีไซน์ชิ้นเอกในปี 2558 ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในหนังสือประจำปีของทางรถยนต์ โรลส์-รอยซ์นับเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกของไทยที่ได้รับคัดเลือกลงในหนังสือเล่มนี้

ปีที่แล้ว เดอ มอนด์ เป็นแบรนด์เครื่องประดับเพชรคุณภาพเยี่ยมจากประเทศไทยแบรนด์แรกที่เข้าไปเปิดตลาดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

“สไตล์คนญี่ปุ่นใช้เครื่องประดับแตกต่างจากคนไทย เขาไม่ค่อยใส่ต่างหูกันครับ ขณะที่บ้านเราเลือกใส่แหวน ต่างหู และสร้อยคอ แต่คนญี่ปุ่นใส่แหวน แล้วข้ามไปเลือกใส่จี้ห้อยคอ และสร้อยคอในแบบสายยาวไปเลย งานสร้างสรรค์ที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจในความต้องการของผู้สวมใส่ในเรื่องเหล่านี้ด้วยครับ ประกอบกับความเอาใจใส่ในรายละเอียด ทั้งการคัดสรรเพชรและอัญมณีคุณภาพดีที่สุด คนญี่ปุ่นเลือกใช้ของคุณภาพดีที่สุด สำหรับงานฝีมือเขาชอบเทคนิคความละเอียดในแบบไฟน์ จิวเวลรี่

ล่าสุด เดอ มอนด์ นำเสนอคอลเลกชั่นใหม่ในสไตล์โมเดิร์นไนซ์ เฮอริเทจ 9 คอลเลกชั่น ซึ่งเปิดตัวพร้อมการเปิดบูติกอย่างเป็นทางการที่สยามพารากอน คนญี่ปุ่นก็ชอบมากเช่นกันครับ” สิรพัฐ กล่าว

แม้เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในช่วงซบเซา แต่ตลาดเครื่องประดับราคาสูงก็ขยายไปพร้อมๆ กับการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี คือลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่เลือกใช้เครื่องประดับหรูของไทย

“แต่ต้องยอมรับนะครับว่า การค้าขายปีนี้สู้ปีที่แล้วไม่ได้เลย (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าทุกๆ ธุรกิจก็มีโอกาสพัฒนา เราต้องปรับตัว เช่น ใช้ออนไลน์เข้ามาช่วย สร้างสรรค์ทีมครีเอทีฟ สร้างสินค้าที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าได้ใช้ของดีราคาคุ้มค่า คนซื้อเพชรสมัยนี้มีความรู้ที่ศึกษามาอย่างดีซึ่งแตกต่างจากยุคก่อนเลยครับ ที่เข้ามาให้เจ้าของร้านแนะนำ แต่กลายเป็นว่าวันนี้เขาเดินเข้าร้านแล้วสามารถดูรู้ว่าแหวนเพชรวงไหน น้ำดีคุ้มราคา จึงเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ที่เจ้าของมีสายสัมพันธ์กับลูกค้าสูงมาก ร้านเพชร 1 ร้าน มีลูกค้าขาประจำ 300-1,000 ราย การรักษาสายสัมพันธ์นี้จึงต้องยึดความซื่อสัตย์ซื้อใจกันเท่านั้นครับ”

เพื่อการตอบโจทย์การรองรับความต้องการแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ในการเลือกหาของราคาสูง โซนคู่แต่งงานก็จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลโดยเฉพาะ เครื่องประดับเพื่อใส่ในชีวิตประจำวัน หรือของขวัญก็แบ่งโซนให้เห็นได้ชัดเจน โซนมาสเตอร์พีซสำหรับผู้ชื่นชอบหรือเป็นนักสะสมเครื่องประดับชิ้นงามก็มีมุมพิเศษเตรียมรับรองไว้ให้ บริการในแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากทีมจิวเวลรี่ดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับชิ้นพิเศษได้อย่างลงตัว

อีกปัจจัยที่ธุรกิจไม่มีวันหยุดนิ่ง คือ การสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบจิวเวลรี่สไตล์ใหม่ ในปี 2548 เดอ มอนด์ ได้จัดกิจกรรม D’mond Young Designer Award (DYDA) เพื่อส่งเสริมกลุ่มนักศึกษาให้ได้มีโอกาสในการออกแบบ สร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับเพชรแท้ โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมการค้า ประเทศไทย เครื่องเพชร เดอ มอนด์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ชิ้นรางวัลให้เป็นผลงานเครื่องประดับแท้ โดยช่างฝีมือผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ผลงานหลายๆ ชิ้น จึงได้รับความสนใจไม่ใช่แค่เพียงในระดับประเทศเท่านั้น บางชิ้นได้รับการสนับสนุนให้ไปโชว์ในงานแฟร์ต่างประเทศ BaselFair อีกด้วย

“เพิ่งหยุดโครงการนี้ไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาครับ ด้วยเหตุผลคัดสรรผู้รับรางวัลชนะเลิศไม่ได้ งานออกแบบยังเป็นรูปแบบเดิมๆ บางชิ้นก็ไปคล้ายคลึงกับแบรนด์นอกอีกต่างหาก นี่คือข้อด้อยของนักออกแบบไทยครับ ทำให้เครื่องประดับของเรายังไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่แบรนด์เมืองนอก เช่น คาร์เทีย ทิฟฟานี & โค แต่ละแบรนด์มีสไตล์โดดเด่นเป็นของตัวเองชัดเจน จากประสบการณ์ที่ผมคลุกคลีกับช่างไทยก็รู้ว่า ของราคาสูงจึงทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงออกแบบอะไรแปลกใหม่นัก ผิดพลาดทำตามแบบไม่ได้ ก็อาจเสียหายได้มาก

ผมในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงอะลุ้มอล่วยในเรื่องนี้ บางชิ้นสไตล์ใหม่ๆ ก็ลองให้เขาทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนให้มากนักนะครับ” สิรพัฐ กล่าวในมุมมองนักธุรกิจที่เน้นแนวคิดพลิกโฉมเครื่องประดับพะยี่ห้อไทยแท้ๆ ในดีไซน์ไฟน์ จิวเวลรี่

 

ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟเทเบิลมากประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468299

ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟเทเบิลมากประสบการณ์

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

อาร์ต-ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟหนุ่มวัย 40 ปี คร่ำหวอดบนเส้นทางเชฟมาตั้งแต่รู้ตัวว่าชอบในเรื่องการทำอาหาร เขาจึงมุ่งหน้าเดินตามเส้นทางที่ตัวเองเลือกมากว่า 20 ปี จนถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในสายงานที่ตัวเองเลือก

“ตอนเด็กๆ ผมชอบรับประทานมาก เพราะคุณแม่ทำอาหารเก่งและอร่อย การที่ได้เห็นคุณแม่ทำอาหารทุกวัน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมชอบการทำอาหาร เมื่อโตขึ้นผมจึงเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านการจัดการครัวและภัตตาคารจากวิทยาลัยดุสิตธานี เรียนจบตอนอายุ 20 กว่าๆ ก็สมัครไปทำงานในห้องอาหารสไตล์ฝรั่งเศสแห่งหนึ่งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับมาเมืองไทยและเปิดร้านอาหาร ไซสต์ เรสเทอรองต์ (Zeist Restaurant) ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ยูโรเปียน คิวซีน ขึ้นที่เอกมัยซอย 12 ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ร้านจึงเปิดมายาวนานถึง 10 กว่าปี จนเริ่มถึงจุดอิ่มตัวที่อยากจะหาสิ่งใหม่ๆ ทำบ้าง ประกอบกับช่วงนั้นผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางด้านอาหารและร้านอาหารให้กับเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งก็มีร้าน “เอส 33” และโปรเจกต์ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “ภูภิรมย์” ที่ จ.เชียงราย รวมทั้งร้านพิซซ่าและอื่นๆ ด้วย”

เชฟอาร์ต บอกว่า นอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารให้กับเครือบุญรอดฯ แล้ว โดยส่วนตัวเขายังเป็นที่ปรึกษาทางด้านอาหารและการออกแบบเมนูให้กับร้านอื่นๆ ด้วย

 

“นอกจากงานด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ตอนนี้ผมยังเปิด เชฟ เทเบิล บาย เชฟอาร์ต (Chef Table by Chef Art) ขึ้นที่บ้านของตัวเองในซอยเอกมัย 10 แยก 6 ด้วย ขับรถเข้ามาจนสุดซอยก็จะเจอ แต่จะไม่มีป้ายชื่อร้านติดไว้ เนื่องจากผมได้วางคอนเซ็ปต์ให้เป็นเชฟเทเบิลสำหรับลูกค้าที่จองเข้ามาเท่านั้น ไม่ได้เปิดเป็นร้านอาหารทั่วไป ซึ่งถ้าโทรมาจองก็ต้องมีการจ่ายเงินมัดจำและเลือกคอร์สของเมนูอาหารที่ต้องการไว้ได้เลย ซึ่งในหนึ่งวันเราสามารถรับลูกค้าได้แค่ 1 กรุ๊ป กรุ๊ปละ 4 คนเป็นอย่างน้อย

ที่ผมเลือกเปิดเป็นเชฟเทเบิลที่บ้านเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังสนุกกับการทำอาหารอยู่ และอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้มารับประทานอาหารเมนูพิเศษที่บ้านเพื่อน ซึ่งจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเชฟเทเบิลตามโรงแรม อีกเหตุผลหนึ่งก็คือผมต้องการให้คนที่ชอบอาหารเมนูพิเศษจริงๆ ได้มาลองรับประทานกัน” (สนใจสามารถดูรายละเอียดคอร์สเพื่อเลือกประเภทอาหาร หรือเบอร์โทรติดต่อได้ทาง IG : cheftablebychefart หรือสอบถามทาง Line ID : @cheftablebychefart)

เชฟอาร์ต บอกว่า เมนูส่วนใหญ่ที่เขาทำจะเป็นอาหารยุโรป ฝรั่งเศส และอิตาเลียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เรียกว่าเป็นสายตรงที่พอเรียนจบมาก็ได้นำวิชาไปใช้หาประสบการณ์ในการทำงานมาโดยตลอด

“กลุ่มลูกค้าหลักของผมส่วนมากจะเป็นกลุ่มผู้บริหาร ผู้หลักผู้ใหญ่ กลุ่มเพื่อนๆ และผู้ที่เอ็นจอยในเรื่องเมนูที่มีความพิเศษ พิถีพิถัน ชอบรับประทานของดี และชอบความเป็นส่วนตัว เพราะอย่างที่บอกไปว่าสถานที่ของเรามีความเป็นไพรเวทสูงมาก พูดง่ายๆ ว่ามีการสกรีนลูกค้าในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นบ้านที่ครอบครัวผมอยู่อาศัย เมื่อลูกค้ามารับประทานก็จะบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ตั้งแต่เปิดมา 2 ปีก็มีลูกค้าต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

 

ก่อนที่ลูกค้าจะมา เมื่อมีการโทรคุยกัน เราก็จะสอบถามก่อนว่าต้องการเมนูประเภทไหน ลูกค้าอาจจะเลือกวัตถุดิบมาด้วยก็ได้ โดยแต่ละเซตจะเริ่มตั้งแต่ซุป สลัด แอพเพอไทเซอร์ และเมนดิช โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าชอบเนื้อหรือไม่ชอบเนื้อ หรือชอบซีฟู้ดก็บอกได้ ผมก็จะทำเมนูสไตล์ เมด ทู ออร์เดอร์ ออกมาให้ได้ชิมกัน โดยผมจะเตรียมวัตถุดิบในการปรุงไว้บริเวณครัวเปิด ซึ่งลูกค้าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารสามารถเดินมาดูขณะที่ผมปรุงได้เลย”

เชฟเสริมว่า สำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในเมนูส่วนใหญ่แล้วจะอิมพอร์ตมา แต่วัตถุดิบบางอย่างที่สามารถหาได้ในเมืองไทยก็จะนำมาใช้ในเมนูด้วยเช่นกัน

“ความสุขที่ได้จากการเป็นเชฟเทเบิลของผมก็คือ การได้ปรุงเมนูอาหารในแบบที่ตัวเองรักที่จะทำ เมนูในแบบที่ลูกค้ารีเควสต์มา การเลือกวัตถุดิบชั้นดีในการปรุงเมนูต่างๆ รวมทั้งการครีเอทเมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบที่มีในแต่ละฤดูกาล อย่างฤดูนี้จะมีเห็ดทรัฟเฟิลขาวเยอะมาก ดังนั้นเมนูส่วนใหญ่จึงมีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิลขาวอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ค่อนข้างหายาก ลูกค้าของเราจึงเป็นผู้ที่ต้องการจะชิมเมนูที่ทำจากเห็ดทรัฟเฟิลขาวจริงๆ หรืออย่างในฤดูที่มีวัตถุดิบจากป่า เช่น นกพิราบป่า ไก่ป่า และอื่นๆ ผมก็จะนำวัตถุดิบนั้นๆ มาปรุงเป็นเมนูพิเศษให้ลูกค้าด้วยเช่นกัน”

 

เชฟเสริมว่า แพลนในอนาคตของเขาคืออยากจะมีรายการทำอาหารทางทีวี แม้เมื่อหลายปีก่อนเขาจะมีโอกาสได้เป็นเชฟในรายการ “เชฟมือทอง” ทางช่อง 5 มาบ้างก็ตาม แต่เมื่อห่างหายไปนาน ตอนนี้เลยคิดอยากจะมีรายการทำอาหารอีกครั้ง

“ผมอยากทำรายการอาหารที่พ่วงการท่องเที่ยวไว้ด้วย เช่น หากไปเที่ยวที่ไหน หรือไปถ่ายทำรายการที่ไหนในประเทศไทย ก็อาจจะนำวัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นมาเป็นส่วนประกอบของเมนูที่คิดขึ้นใหม่ เป็นต้น แม้ผมจะถนัดอาหารสไตล์ยูโรเปียนอย่างที่บอกไป แต่ก็สามารถนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาประยุกต์เสริมเติมแต่งเป็นเมนูใหม่ได้ ซึ่งความคิดนี้เป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ว่าอยากจะทำให้ได้ในอนาคต

เป้าหมายอีกอย่างก็คือ อยากจะทำร้านที่เป็นแฟรนไชส์ หรือทำโปรดักต์ที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น ซอสพาสต้า ซอสสำหรับเมนูเมนดิช และอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ก็วางแผนจะลงมือทำอยู่ แต่ในส่วนของการเป็นเชฟเทเบิลผมก็ยังคงจะทำไปเรื่อยๆ เพราะมันคือสิ่งที่ผมรักและยังสนุกกับมัน พูดได้ว่ามันคือความสุขอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้”

 

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ พลังจากโรคร้าย ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467966

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ พลังจากโรคร้าย ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

คนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาตลอด พบว่าตนกำลังเผชิญกับโรคร้ายที่จะคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน ทว่าอย่างแรกที่เธอคิดไม่ใช่ความกลัวตาย

หญิงสาวที่เต็มที่กับทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องกิน และเรื่องเที่ยว เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ วัย 29 ปี ตอนนี้เธอเป็นฟรีแลนซ์ด้านการตลาด และหายขาดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอรักษาใน 7 โรงพยาบาล ใช้เวลา 3 ปี ทำคีโม 26 ครั้ง (มากกว่าคนอื่นหลายเท่า) ฉายแสง 18 ครั้ง และน้ำหนักลดลงไปเหลือเพียง 36 กก. จนถึงวันนี้เธอกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จที่อดทนและรับผิดชอบต่อหน้าที่ผู้ป่วยมานาน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เพียงสุขภาพ แต่โรคร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติและหลักการใช้ชีวิตของเธอและทุกคนในครอบครัว

ชีวิตไม่เพอร์เฟกต์

ตลอดมาเธอใช้ชีวิตสุดโต่งในทุกด้าน ด้วยคติประจำใจที่ต้องใช้ชีวิตทุกนาทีให้คุ้มค่า ตามแนวคิดของผู้หญิงเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์

“ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ล้มไม่ได้ เฟลไม่ได้ เราต้องเตรียมตัวอย่างดี เพื่อที่จะได้สิ่งที่เราอยากได้อย่างดีที่สุด ทุกอย่างตอนนั้นคือคำว่าดีที่สุด ซึ่งตอนนี้เรารู้ว่าชีวิตของเราคือความบาลานซ์ไม่ใช่เดอะเบสต์” เธอกล่าว

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เบลล์ตั้งใจเรียนให้อยู่ในระดับต้นๆ มาโดยตลอด รวมถึงการทำงานที่ต้องทุ่มตัวทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองเป็นที่สุดของที่สุด ทำให้เธอไม่สนใจร่างกาย คิดแต่จะใช้มันอย่างเต็มที่

“กินๆ ไปเถอะไม่ตายหรอก” เธออธิบายความคิดช่วงที่ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ “เพราะเราต้องใช้เวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพัฒนาตัวเองดีกว่า ทำให้ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินอาหารปิ้งย่าง กินน้ำอัดลม กินน้ำเปล่าน้อย และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนี้เราแฮปปี้กับการใช้ชีวิตมาโดยตลอด รู้สึกว่าถ้าตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะฉันเที่ยวคุ้มแล้ว ฉันใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ใช้ชีวิตทุกวินาทีคุ้มแล้ว”

ทว่า ความตายที่เธอกล่าวถึงกลับมาหาเธอเร็วกว่าที่คิด เริ่มจากอาการไอที่เธอคิดว่าเป็นเพราะอากาศ น้ำหนักลดที่เธอคิดว่าเป็นเพราะเครียด จนกระทั่งเธอเป็นลมกลางอากาศโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มมองหาสาเหตุ และตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด และผลที่ออกมาเธอ บิงโก!

 

ข่าวร้ายจากโรคร้าย

หมอตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่อาจคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน แต่คำพูดที่ได้ยินจากปากหมอไม่ใช่ความกลัวตาย แต่เธอคิดถึงการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่

“เราอยากกลับไปสอบไฟนอลให้จบ อยากกลับไปเก็บกระเป๋าก่อน ร้านอาหารไทยที่ทำงานอยู่สองร้านจะทำยังไง กลายเป็นว่าเรากังวลเรื่องธุระในชีวิต เบลล์ ไม่กังวลเรื่องการเป็นโรคอาจเป็นเพราะเบลล์ไม่รู้ว่าการที่มีก้อนมะเร็งอยู่ในร่างกายจะร้ายแรงขนาดไหน ไม่รู้ว่าถ้าเป็นมะเร็งแล้วเราอาจตายได้ แค่คิดว่า พอเป็นแล้วก็รักษาให้หายเหมือนโรคอื่นๆ เท่านั้นเอง ด้วยความที่ไม่รู้ก็เลยสบายใจ หรือพอรู้แล้วเราหาข้อมูลก็พบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้สูงสุด ไม่ได้เสพสื่อด้านลบ เลยทำให้เราไม่วิตกกังวลกับโรคจนทำให้ร่างกายแย่ลง”

เธอเติบโตมาโดยไม่มีคนรอบข้างเป็นมะเร็ง ทำให้ข่าวการเป็นมะเร็งเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับ “พ่อ” ผู้ที่อยู่ข้างกายลูกสาวในวันแรกที่ทราบข่าวร้าย ผู้ที่เตือนสติลูกให้คิดถึงตัวเองก่อนเรื่องอื่น ผู้ที่เป็นพลังให้เธออดทนและผ่านมันมาได้ และเป็นผู้ที่คอยจับมือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

“พ่อเป็นคนหลักที่ดูแล พ่อกังวลมากตอนผ่าตัด ตอนรักษา ช่วยดูแลทุกอย่าง ยาเม็ดหนึ่งเป็นพันบาท พ่อก็ต้องหามาให้กิน” เธอกล่าว

การรักษาเบลล์ต้องทำคีโม 26 ครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ดื้อยา และการทำคีโมครั้งแรก เธอเกิดอาการแพ้ยา อาเจียน ท้องเสีย ประจำเดือนมา ปวดศีรษะ อันเป็นบททดสอบแรกที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

“เคล็ดไม่ลับอย่างหนึ่งสำหรับคนป่วย คือ ถ้ามีอาการผิดปกติอะไรจะต้องบอกญาติหรือบอกหมอไปเลย เพราะหมอจะมีวิธีรักษาให้เราหายทรมาน นวัตกรรมของยาพัฒนาเร็วและบ่อยมาก ดังนั้นเรา
ไม่จำเป็นต้องทนหรือเป็นนางเอกที่ต้องอดทน ไม่กล้าบ่นอะไรออกมา เดี๋ยวคนอื่นคิดว่าฉันอ่อนแอ งอแง เรียกร้องความสนใจ แต่จริงๆ ไม่ใช่ แค่อาการปวดนิดเดียวมันยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นคนป่วยต้องบอกและญาติต้องฟัง มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องสังเกตตัวเอง เข้าใจร่างกายตัวเองให้มากขึ้น และที่สำคัญเลยคือ ต้องปรับทัศนคติทั้งครอบครัว”

บทเรียนชุดนี้สอนเธอว่า ถ้าเกิดมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ผู้ป่วยต้องแจ้งและจดไว้ เพื่อเป็นข้อมูลให้หมอนำไปหาทางรักษาต่อไป เพราะทุกโรคต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างคนไข้กับคุณหมอเพื่อหาทางรักษาได้ดีที่สุด

การรักษาที่แสนเจ็บปวด

การบำบัดด้วยคีโมจะเข้าไปทำลายทั้งเซลล์ดีและไม่ดี ทำให้โปรตีนในร่างกายน้อยลงจึงเกิดอาการเพลีย น้ำหนักลด ทำให้คนไข้ต้องพยายามกิน แม้ว่าจะไม่อยากกิน แต่ผู้ป่วยต้องกินอาหารเป็นหน้าที่ เพราะต้องฟิตร่างกายให้ดีที่สุดเพื่อที่จะรับยารอบต่อไป และยังต้องนอนให้เป็นเวลา และต้องขับถ่ายให้ได้ทุกวันด้วย

“การทำคีโมคือการเข้าค่ายของจิตใจกับร่างกาย หลังจากที่เราไม่ได้สนใจมันมานาน คราวนี้เราต้องสนใจตัวเอง แม้ว่าการทำคีโมจะแสบและทรมาน เหมือนมีน้ำกรดไหลเข้าไปตามเส้นเลือด ก็ต้องอดทนและเข้าใจ และไม่ปฏิเสธการรักษา”

 

 

หลังจากให้คีโมผ่านเส้นเลือดที่แขนสลับกันซ้ายขวาได้ไม่นาน หมอจำเป็นต้องเปลี่ยนให้เธอใส่พอร์ตหรือท่อให้ยาบริเวณหน้าอก เพราะเส้นเลือดของเธอไม่แข็งแรงจึงต้องตัดทางตรงให้ยาไหลไปสู่หลอดเลือดใหญ่ สรุปแล้วเธอรักษาด้วยการทำคีโม 26 ครั้ง รักษาด้วยแอนติบอดี 16 ครั้ง และฉายแสง 18 ครั้ง ซึ่งระหว่างที่รักษาอยู่นั้น นอกจากอาการแพ้ยาและดื้อยาแล้ว เธอยังพบเรื่องที่ไม่คาดฝัน มะเร็งได้ลามเข้าไปในหัวใจซึ่งเป็นเคสที่พบเพียงร้อยละ 1 ของผู้ป่วยมะเร็ง และมีคนรอดเพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้น

“หัวใจมี 4 ห้อง ดันมีก้อนมะเร็งไปอยู่ที่ห้องขวาล่างอยู่เกือบเต็มห้องหัวใจ ทำให้เลือดไม่ถูกปั๊มไปที่ปอด และเมื่อปั๊มไม่ได้ก็เกิดอาการเหนื่อยง่าย ขนาดหัวใจโตขึ้น 2 เท่า พอหมอตรวจเจอก็เข้าห้องผ่าตัดทันที ใช้เวลาผ่าตัด 5 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว คนจะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ แต่โชคดีที่ร่างกายฟื้นตัวเร็วจึงส่งผลดีต่อการรักษา” เธออธิบาย

มรสุมครอบครัว

บทเรียนจากการเป็นโรคร้ายไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกังวล แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความเปลี่ยนแปลง เธอกล่าวว่า มะเร็งช่วยดัดนิสัย เปลี่ยนความคิด และแปลงพฤติกรรมตั้งแต่ตัวเธอเองถึงคนในบ้าน

“เวลาที่เราผ่านเรื่องหนักๆ ในชีวิตแล้ว จะทำให้ครอบครัวหันมามองกัน และทำให้รู้ว่าเวลาในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าขนาดไหน แม้ว่าระหว่างทางจะมีความไม่เข้าใจกัน มีเรื่องของความรู้สึกที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกคนสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ ปรับทัศนคติให้เข้าใจกันได้” เธอกล่าวเพิ่มเติม

เบลล์ต้องกินยา 70 เม็ด/วัน ยาบางตัวทำให้นอนไม่หลับ ยาบางตัวทำให้กินข้าวไม่ลง ยาบางตัวมีผลต่อฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ รวมถึงการทำคีโมยังทำให้สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลง

“ช่วงที่ผมร่วงเป็นช่วงที่เบลล์จิตตกที่สุด” เธอกล่าว “ตอนอาบน้ำแล้วมันร่วงเป็นกระจุก มันทำให้เรารู้สึกกลัว กลายเป็นว่าเรากลัวความจริงที่ต้องเป็นแบบนั้น นี่เรามาถึงจุดที่มันใกล้ตายจริงๆ หรอ สุดท้ายจึงตัดสินใจให้พ่อโกนผมให้หมดเลย พอโกนเสร็จเหมือนได้เกิดใหม่ เป็นความรู้สึกใหม่ มันโล่ง สบาย เบา กลายเป็นว่าเรามองตัวเองในกระจกแล้วมันสวยกว่าตอนที่เห็นผมร่วง”

เธอยังเชื่อว่า ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้กลัวเรื่องโรค แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เขาอ่อนแอกว่าเดิมคือปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เพราะคนป่วยทุกคนอยากเป็นคนปกติ เขาไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง แต่ต้องการพลังบวก ไม่ใช่พลังลบ ดังนั้นประเด็นการสนทนากับผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องป่วย แต่พวกเขาต้องการคุยเรื่องอื่นให้ลืมโรคที่เป็นอยู่ไปชั่วคราว

 

ชีวิตใหม่

เบลล์รักษาตัวอยู่ 3 ปี ตั้งแต่อายุ 26-29 ปี ย้ายการรักษามา 7 โรงพยาบาล และเพิ่งหายขาดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2558 ที่ผ่านมา เธอถือว่าเป็นโบนัสชีวิตครั้งใหญ่หลังจากทำงานหนัก (รักษาตัว) มาตลอด วันนี้เธอประสบความสำเร็จแล้ว

“อะไรที่คุณชอบทำแล้วมันไม่ดีก็ให้เลิก” เธอแนะนำถึงการใช้ชีวิต “แล้วหาอะไรที่มันดีแต่ต้องฝืนทำ ให้ทำบ่อยๆ เช่น การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าจะกินต้องกินให้หลากหลาย จะได้กระจายความเสี่ยงและจะได้ไม่เจอสารพิษตรงนั้นบ่อยๆ อะไรที่เลิกไม่ได้ก็ให้ลดลงจนเลี่ยงได้” เบลล์ยังกล่าวด้วยว่า คีย์เวิร์ดแรกของคนเป็นมะเร็ง คือ ต้องยอมรับความจริง เพราะหากยอมรับมันไม่ได้ ทุกอย่างก็จะไปต่อไม่ได้

หลังจากนั้น เบลล์ได้เขียนหนังสือเรื่อง I Cancel my Cancer เพื่อให้คนทั่วไปได้อ่าน โดยเฉพาะคนในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะทุกคนมีสิทธิป่วย เพราะโรคไม่เลือกเพศ วัย เวลา และฐานะ อย่างที่ได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า

“ฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แม้ในยามที่ชีวิตของคุณสิ้นหวังที่สุด ยามที่คุณมองไม่เห็นทางออกของปัญหา หรือยามที่ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้…เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นกับฉันมาแล้ว”

 

ชวนล ไคสิริ ว่าที่สถาปนิกสู่ดีไซเนอร์สุดฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467742

ชวนล ไคสิริ ว่าที่สถาปนิกสู่ดีไซเนอร์สุดฮอต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ถ้าไปตามดูอินสตาแกรมของเหล่าเซเลบลิตี้ทั่วฟ้าเมืองไทย รวมทั้ง ซุป’ตาร์บ้านเรา อย่าง แอน ทองประสม แอฟ-ทักษอร เตชะณรงค์ ลูกเกด-จิรดา โยฮารา จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์ และอีกหลายคนๆ จะเห็นว่า หนึ่งในแบรนด์โปรดที่ถูกแฮชแท็กถึงบ่อยที่สุดหนีไม่พ้นแบรนด์ “โพเอม” (Poem) แบรนด์ไทยฝีมือเฉียบที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในเรื่องของการตัดเย็บ ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงที่มองหาเสื้อผ้ามาเติมเต็มความสวยสง่ามั่นใจโดยเฉพาะ

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ต้องยกให้ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝีมือเฉียบ ผู้ปลุกปั้นแบรนด์โพเอมจนกลายเป็นแบรนด์ไทยอันดับต้นๆ ที่ผู้หญิงเทใจให้

ย้อนไปดูเส้นทางของแบรนด์อาจจะแตกต่างจากดีไซเนอร์ทั่วไป ที่มักเริ่มต้นแบรนด์จากแพสชั่นด้านแฟชั่นที่มีในตัวมายาวนาน หรือบางครั้งสร้างแบรนด์เพื่อออกแบบเสื้อผ้าแบบที่เหมาะกับความชอบของตัวเอง หากแต่ฌอน แม้จะมีคุณแม่เป็นเจ้าของห้องเสื้อ ได้ซึมซับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยคิดจะเดินตามรอยคุณแม่แม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขาเติบโตมาพร้อมความฝันและความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาปนิก

“สมัยเด็ก ผมเคยไปออฟฟิศของญาติที่เป็นสถาปนิก ผมประทับใจสภาพแวดล้อมการทำงานที่นั่นมากและวาดฝันว่าอยากทำอาชีพนี้ จึงเลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ระหว่างเรียน ด้วยความที่บ้านผมเป็นห้องเสื้อ เวลาทำละครคณะ ผมเลยมักได้รับหน้าที่ให้ช่วยดูแลเสื้อผ้าของนักแสดงทุกปี จะว่าไปก็เหมือนโชคชะตา ที่สุดท้ายก็นำพาให้ผมต้องเข้ามาคลุกคลีกับโลกแฟชั่น การทำเสื้อผ้าอยู่ดี”

 

การที่ฌอนได้จับพลัดจับผลูเข้ามาสัมผัสกับการทำเสื้อผ้า โลกอีกใบที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เขาไม่เคยคิดจะเข้ามาเรียนรู้นี้เอง ได้เปิดมุมมองที่ฌอนมีต่อแฟชั่นไปอย่างมาก เพราะการทำเสื้อผ้าเพื่อใช้ในละครคณะ ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาเป็นละครพีเรียด ทำให้เขาต้องทำการบ้านศึกษาลงลึกถึงข้อมูลของแฟชั่นในยุคต่างๆ ต้องขอคำแนะนำจากคุณแม่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ ทำให้เขาค่อยๆ ตกหลุมรักในแฟชั่นอย่างไม่รู้ตัว

“ถึงจะเปิดใจกับแฟชั่นมากขึ้น แต่ผมยังตั้งเป้าแน่วแน่กับความฝันที่จะเป็นสถาปนิก จนตอนที่ผมไปฝึกงาน และได้ค้นพบว่าอาชีพสถาปนิกที่ผมฝันกับความเป็นจริงอาจไม่เหมือนกันนัก การเป็นสถาปนิกนั้นไม่ง่ายดั่งใจ ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์มากมาย กว่าจะได้ออกแบบหรือทำผลงานของตัวเองจริงๆ อย่างน้อยต้องอายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าอายุยังน้อย การทำงานส่วนใหญ่ก็ได้เพียงการช่วยเหลือสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งพอพบความจริงนี้ ผมเลยคิดว่าสถาปนิกคงไม่ใช่คำตอบสำหรับผม”

อย่างไรก็ตาม ดีไซเนอร์คนเก่ง บอกว่า หลังจากชีวิตเดินทางมาถึงจุดพลิกผัน เพราะเริ่มถอดใจจากอาชีพในฝัน เขาโชคดีที่ได้มีโอกาสพบกับเส้นทางชีวิตสายใหม่ ที่สร้างเขาให้เป็นเขาในวันนี้

“ช่วงที่เรียน ผมมีโอกาสลองทำเสื้อผ้าและไปฝากขายที่สยาม ปรากฏว่าขายได้ สามารถทำรายได้ระหว่างเรียนให้ผมได้เป็นอย่างดี ผมยังจำได้ว่าวันแรกที่ไปฝากขาย ผมฝากขายเสร็จก็รีบไปเรียน พอเรียนคลาสแรกเสร็จ พี่ที่ผมไปฝากขายก็โทรมาบอกข่าวดีว่า เสื้อผมขายได้แล้วนะ ผมดีใจมาก และยิ่งเซอร์ไพรส์สุดๆ เมื่อรู้ว่าลูกค้าที่ซื้อเสื้อตัวแรกที่ผมทำไปฝากขายคือ ลูกเกด-จิรดา โยฮารา วีเจสาวชื่อดัง (ยิ้ม)”

 

จากจุดเริ่มต้นของการทำเสื้อขายเป็นรายได้เสริม เขาค่อยๆ ค้นพบว่านี่คือโลกอีกใบที่ใช่สำหรับเขา เมื่อเรียนจบฌอนจึงไม่รอช้า ตัดสินใจขอทุนตั้งต้นกับคุณแม่เพื่อเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แน่นอนว่าก้าวแรกของการทำธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย เพราะธุรกิจในวันนี้ไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปเหมือนสมัยนำเสื้อไปฝากขายแล้วแบ่งเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป แต่ทุกรายละเอียดคือสิ่งที่ต้องใส่ใจ

“ช่วงแรกๆ ที่ทำแบรนด์ ผมปรึกษาคุณแม่เยอะมาก ผมเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนไม่มาก อาศัยค่อยๆ โต ใช้หัวใจในการทำธุรกิจ พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกโลเกชั่น การบริหารแบรนด์ อย่างที่บอกว่าพอมี Fixed Cost ที่ไม่ใช่แค่ค่าเช่า แต่ยังมีค่าผ้า ค่าตกแต่งร้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ผมยิ่งต้องมีวินัยทางการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรต้องใช้เหตุและผล มีข้อมูลรองรับ”

ฌอน บอกเล่าอย่างออกรสเมื่อย้อนวันวานถึงการปลุกปั้นแบรนด์ที่รักด้วยสองมือ จนปีนี้ขึ้นปีที่ 10 แล้วว่า ช่วง 2 ปีแรกของการทำแบรนด์ถือเป็นช่วงเรียนรู้ ยังอยู่ในช่วงหาส่วนผสมที่ลงตัวของแบรนด์ให้เจอ โพเอมเองกว่าจะถึงวันนี้ก็เคยผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ที่หนักสุดคือตอนที่แบรนด์เข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองไทยพอดี

“ช่วงนั้นเราได้รับผลกระทบเยอะ เพราะเปิดร้านไปก็แทบขายไม่ได้ แถมตอนหลังพอเหตุการณ์หนักขึ้นก็ต้องปิดร้าน ช่วงนั้นแบรนด์เราเกือบไม่ได้ไปต่อ แต่ผมถือเอาคำสอนจากคุณแม่ที่บอกว่า ถ้าไม่มีรายได้ก็ห้ามมีรายจ่าย ด้วยคำสอนนี้ทำให้เขาประคับประคองแบรนด์ผ่านวิกฤตมาได้ พอปีต่อมากรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ครั้งนั้นถามว่าเรากระทบมั้ยก็มีบ้าง แต่ไม่หนักเท่าครั้งแรก ยังผ่านมาได้ จนพอมาปี 2012 แบรนด์เราเข้าสู่ปีที่ 6 ผมว่าเป็นช่วงที่แบรนด์เรามาถึงจุดที่ลงตัวสุด ดีเอ็นเอของแบรนด์ชัด ลูกค้าเริ่มคลิกกับเรา เริ่มขยายสาขา เริ่มทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น”

มาถึงวันนี้ที่โพเอมมีอายุครบ 10 ขวบ ขยายไปแล้วถึง 8 สาขา ฌอนยอมรับว่า อยู่ในจุดที่เขาพอใจ จากนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่เน้นขยายสาขาในไทยเพิ่ม แต่ตั้งเป้าจะพาแบรนด์ไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ หลังจากพาแบรนด์ไปเปิดตลาดมาแล้วที่จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ทำแบรนด์ ฌอนถือโอกาสแนะนำแบรนด์น้องใหม่ว่า สำหรับใครที่ทำแบรนด์เสื้อผ้าแล้วอยากโกอินเตอร์ นอกจากหาตลาดแล้ว อย่าลืมประเมินศักยภาพการผลิตของตัวเองด้วยว่าจะสามารถรองรับกับดีมานด์ที่จะเข้ามาได้หรือไม่ เพราะถ้าแบรนด์มีกำลังผลิตไม่พร้อมก็จะกลายเป็นการเสียโอกาสเปล่าๆ

ถามว่า อะไรคือจุดแข็งของแบรนด์ไทยอย่างโพเอมที่ทำให้สามารถครองใจสาวๆ ได้อย่างสง่างาม ดีไซเนอร์คนเก่งเฉลยว่า จุดแข็งที่ทำแบรนด์ยืนหยัดในตลาดแฟชั่นที่มีการแข่งขันสูงได้ คือ นอกเหนือจากความเชื่อและแพสชั่นที่มีต่อสิ่งที่ทำแล้ว การนำเสนอสิ่งที่แตกต่างยังเป็นหัวใจสำคัญ

ทุกวันนี้โพเอมมีสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่ม ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเรดดี้ ทูแวร์ ที่เน้นการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สามารถหามาซื้อได้ที่หน้าร้านทุกสาขา สองคือ บริการ Private Poem Couture เราทำหน้าที่เหมือนช่างเสื้อส่วนตัวให้ลูกค้าที่มองหาเสื้อผ้าที่เข้ากับสรีระของตัวเองโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นชุดออกงาน หรือชุดเจ้าสาว

“ผมมีความสุขกับการสร้างแบรนด์ ผมได้นำความรู้ด้านสถาปัตย์มาปรับใช้ในการทำแบรนด์หลายอย่าง เพราะสถาปัตย์สอนให้ผมใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจทุกอย่างด้วยเหตุและผล อย่างตอนเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 2 เราไม่ได้แค่คิดว่า อยากได้ลูกค้าวัยรุ่นเลยยอมจ่ายค่าเช่าหลักแสน แต่มีการศึกษาข้อมูลเรื่องโลเกชั่นอย่างดีว่า ตรงหน้าร้านจะมีคนเดินผ่านในแต่ละวันเท่าไร คุ้มกับค่าเช่าที่จ่ายไปหรือไม่”

อีกหนึ่งเคล็ดลับในการบริหารแบรนด์ให้สตรองตามสไตล์ฌอนคือ เมื่อเริ่มต้นธุรกิจแล้ว อย่าคิดยืมจมูกคนอื่นหายใจ ต้องให้ความใส่ใจกับรายละเอียด ตัวเขาเองยังอาศัยโปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Excel เพื่อทำบัญชีเก็บข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของร้านทุกอย่าง

“ถึงจะไม่ได้มานั่งไล่ดูย้อนหลังตลอด แต่อย่างน้อยวันไหนที่ผมต้องการดูข้อมูลย้อนหลังผมก็สามารถเรียกดูได้ตลอด ที่สำคัญยังเป็นข้อมูลให้ผมรู้สภาพของธุรกิจตัวเองด้วยว่า ตอนนี้มีรายรับรายจ่ายสมดุลหรือไม่” ฌอน กล่าวทิ้งท้าย

 

พสุ ลิปตพัลลภ ‘สร้างระเบียบ คือการสร้างธุรกิจมั่นคง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467569

พสุ ลิปตพัลลภ ‘สร้างระเบียบ คือการสร้างธุรกิจมั่นคง’

โดย…ปอย  ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

การนำเสนอคอนเทนต์แตกต่างคือจุดขายในทุกๆ ธุรกิจ มุมมองของหนุ่มนักธุรกิจหุ่นสปอร์ตแมนสูงใหญ่ พสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร พราว เรียล เอสเตท ซึ่งในส่วนงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการสานต่อในรุ่นที่ 3 ฐานะลูกชายคนโตของคู่ชีวิตนักการเมืองดัง สุวัจน์-พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ และจากการทำงานธุรกิจของครอบครัว พสุ ครีเอทแคมเปญ “หุ้นแลกห้อง” สร้างผลงานชิ้นโบแดงให้โครงการพาร์ค 24 คอนโดมิเนียมไฮเอนด์กลางสวนใหญ่ 10 ไร่ ในทำเลทองคำบนถนนสุขุมวิท 24 มูลค่าการลงทุน 1.6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจในช่วงกำลังซื้อชะลอตัว แต่แคมเปญนี้สามารถดันยอดขายประสบความสำเร็จวิ่งฉิว

พสุ บอกว่า ก็คงไม่แตกต่างจากคนหนุ่มวัย 30 ปีทั่วไป วันหนึ่งก็ย่อมมีฝันสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ตารางงานวันนี้จึงวิ่งวุ่นหลายๆ ที่ กับภาระหน้าที่ใหม่ล่าสุด ควบตำแหน่งผู้บริหารสตูดิโอของคนรักการปั่นจักรยานรูปแบบใหม่ “ไทรบ์” ตอบโจทย์คนเมืองใส่ใจสุขภาพ และรักการออกกำลังกายในรูปแบบสุดชิก คลาสปั่นจักรยานในแบบอินดอร์ไซคลิ่ง มีเซเลบหนุ่มๆ สาวๆ นัดเจอกันสร้างเทรนด์เฮลท์เลิฟเวอร์ได้สุดคึกคัก

สร้างธุรกิจจากไลฟ์สไตล์

การนำเสนอสถานที่ออกกำลังกายในรูปแบบ บูติก สตูดิโอ รวมไปถึงการเลือกโลเกชั่นใจกลางเมือง พสุ บอกว่า นี่คือปัจจัยหลักการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สำหรับการปั่นจักรยานอินดอร์ไซคลิ่งก็มาจากประสบการณ์ได้ไปปั่นตอนใช้ชีวิตเริ่มต้นทำงานอยู่สิงคโปร์และฮ่องกง หนุ่มสาวเวิร์กอะฮอลิกที่นั่นใช้เวลาหลักเลิกงานมาออกกำลังเพียงคอร์สละ 45 นาที ก็สามารถเผาผลาญได้กว่า 700 แคลอรี สะดวกสบายยิ่งขึ้นในสตูดิโอตกแต่งชิกๆ สไตล์บูติกไม่ใหญ่โตแบบฟิตเนสทั่วไป และมีความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นด้วย

“หุ้นส่วนกับผมอีก 2 คน (พลอย ปิ่นแสง ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ) ก็ปั่นจักรยานสไตล์นี้มาแล้วทั่วโลก พวกเราจึงเป็นชนเผ่า Tribe เดียวกัน เริ่มต้นด้วยการเลือกโลเกชั่นดีที่สุดก่อนนะครับ คนทำงานมักมีคำพูดติดปากกันว่า ‘ไม่ค่อยมีเวลา’ สตูดิโออยู่ที่ตึกเพรสซิเดนท์ ราชดำริ เดินทางสะดวก แล้วการดีไซน์คลาสในเวลา 45 นาที ถึงมีเวลาจำกัดก็สามารถมาเบิร์นแคลอรีได้สบายๆ รวมอาบน้ำแต่งตัวก็ไม่เกิน 1 ชั่วโมง มาช่วงเบรกก็นั่งบีทีเอสกลับไปทำงานได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานได้เลยนะครับ

แต่ก่อนคนไปออกกำลังกายกันในฟิตเนสขนาดใหญ่ แต่ด้วยการใช้ชีวิตเร่งรีบทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ลองมาปั่นกันดูนะครับ อินดอร์ไซคลิ่งของเราแตกต่างจากที่อื่นตรงการออกแบบคลาส ให้ทั้งเหนื่อยและทั้งสนุก (เอ่ยปากชักชวนพร้อมรอยยิ้ม) เทรนเนอร์ควบคุมการปั่นไปพร้อมจังหวะเพลงที่มีทั้งเพลงช้า ผสมผสานไปกับการยืดคลายกล้ามเนื้อในแบบโยคะ หรือเพลงเร็วๆ มันๆ ก็ปั่นเร็วขึ้นประมาณปั่นขึ้น-ลงภูเขา ขาหมุนตามจังหวะเพลงที่กำหนนดจังหวะให้เร้าใจ

นอกจากคลาสจักรยานแล้วปีหน้าก็มีแผนเพิ่มห้องออกกำลังกายในแบบ บาร์ คลาส มีท่าสควอชส์ (Squats) เหมาะกับผู้หญิงมากในการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงยิ่งขึ้น” พสุ เริ่มต้นสนทนาถึงธุรกิจใหม่ ล่าสุด วันนี้มาในบุคลิกสบายๆ เบลเซอร์สีดำสวมทับเสื้อยืดโปโล แล้วรองเท้าอาดิดาส NMD ก็ยิ่งตอกย้ำบุคลิกนักธุรกิจสไตล์สปอร์ตชิกสุดเท่ แน่นอนว่าหุ่นเป๊ะสมาร์ทอย่างที่เห็น จะต้องเป็นผู้บริหารสไตล์นี้ต้องดูแลตัวเองอย่างมีระเบียบวินัยสูง

“การออกกำลังกายคือขาออก การเบิร์นด้วยการปั่นจักรยานวิธีนี้สะดวก เวิร์ก ผมพยายามทำให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเพิ่มการต่อยมวย เตะฟุตบอล ยกเวตผสมกับโยคะ การดูแลตัวเองอีกปัจจัยที่สำคัญมากไม่แพ้กันเลยคือขาเข้าโดยการกินอาหารที่ดี ผมสนใจในเรื่องนี้กินอาหารคลีนด้วย จึงเลือกอีกธุรกิจเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ร้านอาหารคลีนบนห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชื่อร้านเดลี่ ฟิกซ์ (Daily Fix) แต่ผมใช้ชีวิตไม่ซีเรียสกินได้ทุกๆ อย่างนะครับ เพียงไม่ชอบกินขนมหวาน แล้วดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารทุกมื้อให้ตรงเวลา ไม่ข้ามอาหารเช้า กินมื้อเล็กๆ ให้ได้หลายๆ มื้อ

ผมชอบการทำธุรกิจครับ พอมีเพื่อนๆ มาปรึกษาก็ให้คำแนะนำได้ในเรื่องการเซตอัพระบบต่างๆ ร้านอาหารให้ไอเดียตั้งแต่เรื่องเมนู แต่เรื่องการลงรายละเอียดการทำอาหารคงไม่มีความรู้ลึกอะไรมากนะครับ ผมแนะได้ในการเลือกโปรดักต์ การวางโพสิชั่นสำหรับการบริหารบุคลากรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ อย่างเช่นที่สตูดิโอไทรบ์ ผมอิมพอร์ตหัวหน้าเจ้าหน้าที่อินสตรักเตอร์มาจากฮ่องกง และสร้างทีมเทรนเนอร์ทั้งหมด 10 คน แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว และมีความเป็นศิลปินในการสร้างสรรค์คลาส 45 นาที สไตล์เทรนเนอร์บางคนเริ่มต้นด้วยเพลงช้า ไปเพลงเร็ว หรือบางคนอาจเริ่มต้นด้วยเพลงเร็วไปจบเพลงช้าเพื่อการรีแลกซ์กล้ามเนื้อ ซึ่งใครเลือกเพลงแนวไหน มีวิธีการสื่อสารกับคนออกกำลังกายอย่างไร แต่ละคนต้องบ่มเพาะประสบการณ์และฝึกฝนมายาวนานเลยนะครับ แล้วสไตล์ไม่ซ้ำกันเป็นความสามารถเฉพาะตัว

 

บุคลากรในทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ถ้าลงทุนสตูดิโอตกแต่งสวยๆ เก๋ๆ จักรยานยี่ห้อดังราคาแพงๆ สุดท้ายจะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าเราไม่มีคนเก่งๆ เหล่านี้ แล้วการบริหารเทรนเนอร์ที่มีความเป็นศิลปินให้พวกเขาดึงความสามารถออกมาโชว์ได้อย่างเต็มที่ คือสิ่งยากที่สุดเลยนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมเปรียบเหมือนเรามีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งจะวาดภาพให้มีสีสันสวยได้อย่างไร จะต้องเริ่มตีโจทย์ให้ได้ก่อน แล้วดึงความสามารถของทีมออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด

ผมทำธุรกิจนี้เพราะความชื่นชอบในการปั่นจักรยาน แต่ธุรกิจก็ต้องดำเนินต่อไปได้ดีด้วยนะครับ สตูดิโอนี้ผมพยายามตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้ โดยใช้ตัวเองเป็นหลักตั้งคำถามจากมุมมองถ้าเป็นเราจะมาใช้บริการรูปแบบนี้ไหม ความคุ้มค่าทั้งเงินและเวลาหรือไม่ ผมต้องมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำ ต้องดี ถ้าไม่ดีอย่าทำดีกว่านะครับ” พสุ กล่าวพร้อมรอยยิ้มมั่นใจสไตล์ผู้บริหารรุ่นใหม่

พยายามมุ่งสู่เป้าหมาย

พสุ จบปริญญาโท สาขาอสังหาริมทรัพย์และการเงินจาก CASS Business School ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์การทำงานในด้านการเงินในส่วนของการรับผิดชอบและดูแลในเรื่องของอนุพันธ์ต่างๆ ทางด้านการเงินที่ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เมื่อถึงวันอิ่มตัวแล้วเมื่อถึงเวลาต้องกลับมาสานธุรกิจครอบครัว จึงรับหน้าที่กุมบังเหียนผู้บริหารรุ่นที่ 3 พราว เรียล เอสเตท บริษัทชั้นนำผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย

และเร็วๆ นี้ พราว เรียล เอสเตท ได้จับมือร่วมธุรกิจกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ฤกษ์เปิดตัวศูนย์การค้าบลูพอร์ต สร้างสรรค์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมืองหัวหิน เมืองตากอากาศ 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของไทย ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนมากที่สุด

“คำว่าประสบการณ์คือสิ่งมีค่าที่สุดครับ ผมโชคดีที่ได้ร่วมงานกับผู้บริหารชั้นนำ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ซึ่งต้องยกให้ในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกระดับแนวหน้าของเมืองไทย การค้าปลีกเน้นเรื่องโลเกชั่นสำคัญที่สุด ผมก็ได้นำมาต่อยอดเมื่อทำสตูดิโอออกกำลังกายธุรกิจของตัวเอง โดยเลือกย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ คือในย่านราชประสงค์ แล้วอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจ ณ วันนี้ คือเรื่องเทคโนโลยี ทุกคนเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เข้ามาทั้งสร้างความสะดวก และสร้างความแตกต่างให้กับการใช้ชีวิตแต่ละคน ที่ได้เห็นผ่านทางโทรศัทพ์ว่าใครเลือกใช้ชีวิตอย่างไร ไปร้านอาหารที่ไหน ไปออกกำลังกายแบบใด ในแง่นักธุรกิจนี่คือช่องทางหรือท่อส่งข่าวว่าเรามีสตูดิโอจักรยานอยู่ที่นี่ แต่ที่สำคัญอย่างที่บอกเราต้องมีสาระหรือคอนเทนต์ที่ไม่ซ้ำใคร

หลังเรียนจบปริญญาโทตอนอายุ 21 ปี เรียนจบเร็วๆ ครับ ผมไม่ชอบเสียเวลาชีวิตในมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็คิดว่าจะสนุกกว่านี้พอไปเรียนจริงๆ ก็ไม่ค่อยสนุกแล้ว (หัวเราะ) เวลานั้นอยากทำแบงเกอร์ รู้สึกว่าเท่มาก แล้วได้บริหารเงินสนุกๆ ท้าทายโดยไม่ต้องเข้ากาสิโน ผมทำงานเป็นธนาคาร 7 ปี ตำแหน่งแรกคือแอสโซซิเอต บริษัท เอบีเอ็น แอมโร ที่สิงคโปร์ รับผิดชอบในเรื่องของตราสารหนี้ที่ออกใหม่และดูในเรื่องของการขายตราสารอนุพันธ์ทางด้านบริหารความเสี่ยง งานยากที่สุดแล้วผมภูมิใจกับมันมากที่สุดตอนนั้นคือ งานระดมทุนให้กับโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากการแข่งขันสูง ก็มีการบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ผมอยู่ในทีมเซอร์วิสลูกค้า ผมชอบการแข่งขันสูง สนุกดีครับ” พสุ เล่าย้อนไปในวันที่สะสมประสบการณ์หนุ่มนักการเงิน

เมื่อถามถึงหลักการทำธุรกิจ พสุ บอกยึดหลักการใช้ชีวิตต้องมีระเบียบ การดูแลเรื่องการจัดระเบียบทุกๆ อาทิตย์ต้องมีการประชุม และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุก แล้วซีเรียสไปบ้างในช่วงเศรษฐกิจที่ค่อนข้างนิ่งในช่วงนี้

“แต่ผมเชื่อว่าปีต่อไปน่าจะดีขึ้น วันนี้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ครับ ผมโชคดีด้วยครับที่ได้หุ้นส่วนสองสาว พลอย เป็นนักกีฬาทีมชาติจึงเชี่ยวชาญเรื่องเลือกอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมาใช้ จอย (ณัฐภาณุ์) เป็นนักตกแต่งภายในก็มาเสริมในเรื่องครีเอทีฟ ผมมีความเชื่อมั่นในการสร้างทีมงานที่ดี ผมไม่สามารถทำสตูดิโอที่ให้ได้ฟังก์ชั่นทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าไม่มีหุ้นส่วนที่ดีและทีมเทรนเนอร์ที่เก่ง การทำงานเป็นทีมโดยดึงความสามารถ ดึงความเก่งของคนรอบข้างมาใช้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือสิ่งที่ยาก แต่ก็คือความท้าทายที่สุดในการทำทุกๆ ธุรกิจครับ”

ก้าวต่อไปคือการสร้างสรรค์ธุรกิจที่อยู่ในกำมือให้ประสบความสำเร็จ พสุ บอกจริงจัง และในปีต่อไปก็คงมีความเคลื่อนไหวในบูติกสตูดิโอสุดเก๋แห่งนี้อีกหลายๆ เรื่องเลยทีเดียว

 

วศินี อัคคชาติกุล อาหารคือความสุขที่สร้างได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467218

วศินี อัคคชาติกุล อาหารคือความสุขที่สร้างได้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แรกเห็นสาวหน้าหวาน แก้ม-วศินี อัคคชาติกุล หลายคนอาจหลงคิดว่าเธอเป็นบัณฑิตสาวจบใหม่ แต่พอเจ้าตัวเฉลยว่า เธอคือเจ้าของร้านอาหารและเชฟผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เมนูอร่อยของร้าน แกรม (Gram) คาเฟ่สุดน่ารักที่ตอนนี้มีถึง 3 สาขา ได้แก่ สาขาสุขุมวิท 49 เอ็มควอเทียร์ และท่ามหาราช ก็ทำเอาตกใจไม่น้อย แถมยังเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า เมื่อเธอบอกว่าก่อนจะมาเปิดร้านอาหารเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน เธอยังเคยเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า อิทส์ ไนน์ เอเอ็ม (It’s 9 am.)

ถามว่า การผันตัวเองจากเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ามาสู่การเป็นเจ้าของร้านอาหาร คือสิ่งที่วาดฝันไว้หรือไม่ เจ้าของร้านคนสวยปฏิเสธทันควัน เธอว่าถึงจะชอบทำอาหาร แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสมาเปิดร้านของตัวเอง แต่เมื่อโอกาสและจังหวะพาไปก็พร้อมที่จะไขว่คว้า เพราะความสุขอย่างหนึ่งของเธอคือ การทำอาหาร แม้ทุกวันนี้ด้วยความที่ร้านขยายสาขามากขึ้น อาจไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนประจำการหน้าครัวเหมือนเคย แต่ถ้าได้แวะเวียนมาที่ร้านเมื่อไหร่ หลายครั้งก็ยังอดใจไม่ไหวที่จะต้องประจำการหน้าเคาน์เตอร์บาร์โชว์ฝีมือทำอาหารบ้าง

 

 

“แก้มรู้ตัวว่าชอบทำอาหาร แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเรามีอุปกรณ์ทำอาหารเยอะมาก เยอะพอที่จะเปิดร้านอาหารขายได้ (ยิ้ม) กระทั่งตอนที่กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วม แล้วแก้มต้องย้ายของจากที่เก็บของในบ้านไปอยู่ที่บริษัท มารื้อดูถึงได้รู้ว่าเรามีเครื่องครัวเยอะมาก ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นเพื่อนแก้ม ซึ่งเปิดร้านอาหารชวนให้แก้มไปช่วย เลยมีโอกาสไปช่วยทำอาหารเสิร์ฟแขกบ้าง ทำให้เพื่อนกินบ้าง ทำไปทำมาก็เกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่เปิดร้านอาหารของตัวเอง ขายเมนูที่เราชอบกิน เลือกวัตถุดิบแบบที่เราทำให้ครอบครัวและเพื่อนกินซะเลย”

เมื่อมีไอเดียตั้งต้นและมีแพสชั่นเป็นแรงขับเคลื่อนแล้ว พอเชฟสาวคนเก่งหาพื้นที่ที่จะทำร้านอาหารเล็กๆของตัวเองได้ที่ซอยสุขุมวิท 49 จึงไม่ลังเลที่จะชิมลางเปิดร้านอาหารเช้าแบบ All-Day Breakfast เพื่อนำเสนอเมนูอาหารเช้าและขนมแบบง่ายๆ เธอบอกว่า ช่วง 3-4 เดือนแรกที่เปิดร้าน โลกทั้งใบของเธอแทบจะมีแต่ร้านอาหาร ทุกวันไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากอยู่หน้าเตา จนตอนหลังสเกลร้านใหญ่ขึ้น มีเมนูมากขึ้น จึงเริ่มฟอร์มทีมงาน กระทั่งพอเริ่มขยายสาขาจึงเริ่มมีระบบครัวกลาง

ในระหว่างที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำความฝันที่รักในการทำอาหารให้เป็นจริง แก้มบอกว่า ช่วงแรกเธอยังไม่ได้ทิ้งความรักที่มีต่อแฟชั่น ยังคงบริหารแบรนด์ควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งได้รับการทาบทามจากศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ให้มาเปิดร้านอาหารที่นี่ จึงตัดสินใจปิดแบรนด์เสื้อผ้าที่สร้างมา เพราะอยากโฟกัสกับธุรกิจร้านอาหาร

 

 

“ตัดสินใจยากมั้ย ไม่เลย ใครจะรู้วันหนึ่งแก้มอาจจะกลับมาทำแบรนด์เสื้อผ้าอีกก็ได้ (ยิ้ม) เพราะในเมื่อตอนที่ทำแบรนด์เสื้อผ้า แก้มก็เริ่มต้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว วันข้างหน้าหากคิดอยากจะทำแบรนด์อีก แก้มก็มีพื้นฐานอยู่แล้ว ขณะเดียวกันถึงจะทำธุรกิจร้านอาหาร แต่แก้มก็ยังสามารถเอาความรู้ด้านแฟชั่นมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ตกแต่งร้าน การตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูดี รวมทั้งการออกแบบยูนิฟอร์มและผ้ากันเปื้อน

แก้มว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ คือ เราต้องมีแพสชั่น มีความเชื่อในสิ่งนั้น และไม่ว่าเกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เราก็พร้อมจะเผชิญเพื่อแก้ไขและสนุกไปกับสิ่งที่ทำ ตัวแก้มเองตอนเริ่มทำร้านอาหารก็ยังไม่มั่นใจ เลยยังทำสองธุรกิจไปคู่กัน แต่ก็บอกตัวเองว่าถ้าไม่ลองทำก็ไม่มีทางรู้ว่าทางข้างหน้าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่พอมั่นใจแล้ว แก้มก็เลือกที่จะโฟกัสกับธุรกิจร้านอาหาร”

แก้ม ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ความสุขในการเข้าครัวทำอาหารทุกครั้งยังไม่เปลี่ยนแปลง มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนที่กินอาหารที่เธอปรุงหรือคิดสูตรขึ้นแล้วชมว่าอร่อย ในอนาคตเธอตั้งเป้าว่าจะปั้นธุรกิจนี้ให้เติบโต จะไม่เน้นขยายสาขา แต่จะเน้นเพิ่มไลน์ของอาหารและขนมเข้ามาเสริมทัพความอร่อยมากกว่า

 

Butternut Squash Quinoa Salad

ส่วนผสม

1.ฟักทองบัตเตอร์นัท 1 ลูก

2.พริกหวานสีเหลือง 1 ลูก

3.พริกหวานสีแดง 1 ลูก

4.เมล็ดคีนัว 80 กรัม

5.เฟตต้าชีส 30 กรัม

6.ผักร็อกเกต 2 กำมือ

ส่วนผสมน้ำสลัด

1.น้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร

2.น้ำผึ้ง 20 มิลลิลิตร

3.น้ำส้มสายชูไวน์แดง 15 มิลลิลิตร

4.โชยุ 20 มิลลิลิตร

5.หัวหอมใหญ่ 20 กรัม

6.เกลือและพริกไทย

วิธีทำ

1.นำฟักทองมาล้างให้สะอาด แล้วผ่าครึ่งคว้านไส้ในออก จากนั้นนำไปคลุกกับน้ำมันมะกอกแล้วนำเข้าเตาอบ อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 25-35 นาที ให้ฟักทองนิ่มทั้งด้านในและด้านนอก จากนั้นคว้านเฉพาะเนื้อแล้วหั่นเป็นลูกเต๋า

2.นำพริกเหลืองและพริกแดงมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นลูกเต๋าแล้วคลุกกับน้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นำไปย่างบนกระทะ หรืออบจนนิ่มประมาณ 15 นาที

4.นำเมล็ดคีนัวไปต้มในน้ำสุก หรือหุงในหม้อข้าว จากนั้นพักให้เย็น แล้วนำมาคลุกกับพริกหวานและฟักทองหั่นเต๋าที่เตรียมไว้

5.นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าเสิร์ฟในเปลือกฟักทอง แต่งจานด้วยเฟตต้าชีสและผักร็อกเกต ท็อปด้วยน้ำสลัด

 

จีรนันท์ มะโนแจ่ม กับก้าวใหม่ผู้จัดละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466983

จีรนันท์ มะโนแจ่ม กับก้าวใหม่ผู้จัดละคร

โดย…นกขุนทอง ภาพ… นิ้งหน่อง

เป็นนางเอกลูกหม้อช่อง 7 สี และมีฝีมือระดับแถวหน้า สมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ ไม่ว่าจะบทบาทไหน ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม กวาดคะแนนเรียบ ตีบทแตกไม่ว่าจะนางเอกแสนดีเจ้าน้ำตา นางร้ายอารมณ์เดือดหรือจะเก็บกดซ่อนพิษ บทแม่ คนพิการ นางเอกนักบู๊ก็เตะต่อยระห่ำมาแล้ว เธอเป็นนักแสดงที่ไม่ยึดติดกับบทบาท “นางเอก” และภาพลักษณ์ก็ไม่ต้องเลอค่าเป็นนางเอกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะชีวิตนอกจอที่แสนเรียบง่ายกับครอบครัวและคนรัก “ธัญญ์ ธนากร” ที่คบหาดูใจกันมาพักใหญ่ ถึงขั้นสร้างเรือนหอรอไว้แล้ว

ในปีหน้าคงได้ชมละครเพลิงพระนางที่ยุ้ยแสดง ซึ่งจัดเป็นละครฟอร์มยักษ์มีรายละเอียดเยอะ ใช้เวลาถ่ายทำกันนานนับปี ซึ่งยุ้ยได้เล่าถึงความโชคดีในการทำงานมา 16 ปี ว่า การได้รับโอกาสที่หลากหลายในการแสดงนับเป็นข้อดีช่วยในการพัฒนาฝีมือ

“ผู้ใหญ่ยังเมตตามีบทส่งมาให้ดูเรื่อยๆ ยุ้ยก็เลือกงานที่เหมาะสม ปีหนึ่งก็รับละคร 3-4 เรื่อง แม้บทที่ผ่านมาจะหลากหลายก็จริง แต่ 16 ปีที่อยู่ยุ้ยก็เล่นน่าจะครบทุกบทแล้ว ก็อาจจะมีบ้างที่กลัวคนดูเบื่อ เราเองยังเบื่อเลยถ้าได้บทเดิมๆ ดังนั้นในปีหนึ่งก็จะพยายามให้บทไม่ใกล้เคียงกัน คือถ้าบทมีอะไรน่าสนใจ เล่นเป็นแม่ยุ้ยก็เล่นค่ะ เล่นได้หมด เพราะยุ้ยถือว่าเป็นการทำงานแล้วเราได้พัฒนาฝีมือ ได้พิสูจน์ฝีมือตัวเอง”

เป็นปกติที่เวลานักแสดงที่อยู่ในสังกัดมานาน เมื่อถึงช่วงรอยต่อของการหมดสัญญามักถูกจับตาว่าจะอยู่ต่อหรือไปช่องอื่น หรือเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งนักแสดงที่มีชั่วโมงบินสูงของช่อง 7 สี หลายคนเลือกที่จะโบยบินจากไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ กันหลายราย

 

 

“สัญญาของยุ้ยเหลืออีก 1 ปีค่ะ หมดเดือน ธ.ค. ปี 2560 เรื่องเซ็นต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่าอยากให้อยู่ด้วยไหม จะเมตตาต่อไหม เพราะยังไงยุ้ยก็เป็นนักแสดงรับจ้างเล่นละคร ไม่มีทางที่ยุ้ยจะขอไปที่อื่น ถึงไม่มีการเซ็นสัญญายุ้ยก็ยังทำงานกับช่อง 7 ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่เมตตาให้บทมา”

นอกจากให้ใจแทนลายเซ็นลงนามในสัญญาว่าจะเล่นละครกับช่อง 7 สีต่อไปแล้ว ในอนาคตยุ้ยยังวางแผนสวมหมวกอีกใบในฐานะ “ผู้จัดละคร” ซึ่งเป็นอีกหน้าที่ที่ยุ้ยสั่งสมประสบการณ์เพื่อรอโอกาสนี้ และถึงเวลาที่พร้อมจะลุยให้เป็นรูปเป็นร่างเสียที

“การเป็นผู้จัดในช่อง 7 เขาดูความเหมาะสม ดูผลงาน มีวุฒิภาวะไหม ยุ้ยได้เข้าไปคุยกับผู้ใหญ่แล้ว ก็ให้ผ่าน หลายคนอยากเป็น แต่เป็นไม่ได้ อยู่ที่การได้โอกาส โชคดียุ้ยมีระบบระเบียบดูแลตัวเองได้ เชื่อว่าผู้ใหญ่มองเห็น ทุกอย่างที่ทำมา 16 ปี พิสูจน์ว่าเราตั้งใจ พยายาม อดทน มีความรับผิดชอบ พอทำงานใหญ่ได้ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการฟอร์มทีมแล้วเข้าไปคุยอีกครั้ง

อยากทำละครแอ็กชั่น เพราะเราก็เล่นละครแอ็กชั่นมาเยอะ ได้คลุกคลีรู้ระบบมาบ้าง ทำอะไรที่เราถนัดก่อนในเรื่องแรกน่าจะไปด้วยดี คิดว่าจะซื้อบทประพันธ์ของช่องที่มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยุ้ยกับธัญญ์กำลังเลือก ในการเลือกบทเลือกยาก ยุ้ยต้องบอกว่ามือใหม่ในการเป็นผู้จัดยากมากนะคะ ยากในเรื่องของเวลาอ่านบทไม่ใช่ความสนุก แต่เพื่อการทำงาน คิดทุกรายละเอียดแล้วไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเรา ตอนเป็นนักแสดงอ่านบทแสดงเอาตัวรอดคนเดียว แต่นี่เราต้องคิดแทนตัวละครทุกตัว

 

 

เรื่องแรกไม่เล่นเองเพราะคงยุ่งมาก เก็บแรงเก็บเวลาไว้ทำงานดีกว่า แต่อาจจะเป็นโค้ชแอ็กติ้ง แล้วเรื่องการคุมงบประมาณอีก ในส่วนของนักแสดงมีใช้น้องๆ ในค่ายสปีดวันของเราเองแน่นอน แต่พระเอกนางเอกขึ้นอยู่กับบทและทางช่องด้วย”

ยุ้ยเตรียมการเป็นผู้จัดละครมานานแรมปี เพราะเป็นอีกหนึ่งงานที่จะพิสูจน์ศักยภาพและความสามารถของเธอในการทำงานในแวดวงละคร

“ยุ้ยจะทำละครก่อนข่าว ขอเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ไปก่อน เพราะยุ้ยไม่เคยทำละคร เรื่องแรกของยุ้ยขอเริ่มจากชิมลางไปก่อน ให้บริษัท (สตาร์ เฟรม) เราแข็งแรงกว่านี้ ทางช่องก็ตามใจ ว่ากันตามความเหมาะสม เราจะได้ไม่กดดันเกินไป ให้ได้รู้ระบบหลักการทำงานก่อน เพราะยุ้ยทำงานตรงนี้ เราก็มองอนาคตตลอดว่าอยากเป็นผู้จัดละคร เพราะเป็นงานที่ต่อเนื่องกัน เป็นงานที่เราค่อนข้างถนัดที่สุด

ยุ้ยอยู่วงการมาตลอด คลุกคลี แต่งานนี้ยอมรับว่าหนัก ตัวยุ้ยคนเดียวไม่รอด เหนื่อยจริงๆ โชคดีมีธัญญ์เป็นแรงหลักในการทำละคร ตอนยุ้ยเป็นนักแสดงมองไปยังผู้จัด เป็นงานที่มีความรับผิดชอบสูงมาก เราเป็นนักแสดงเราตัวคนเดียว รับผิดชอบเราคนเดียว แต่อันนี้เราต้องดูทั้งกอง อยู่ในความรับผิดชอบของเราหมดเลย แต่ยุ้ยเชื่อว่ายุ้ยทำได้ อาจไม่เหมือนละครของคนอื่นๆ แต่จะทำให้ดีที่สุดในรูปแบบของยุ้ย”

แม้จะต้องลุยงานใหม่ แต่ยุ้ยก็ไม่ได้เดินไปเพียงลำพัง เพราะมีธัญญ์อยู่ข้างๆ เสมอในทุกเรื่อง และอีกไม่นานคงได้ลั่นระฆังวิวาห์แจ้งข่าวมงคลให้แฟนๆ ได้ทราบ

“ยุ้ยเจอความรักที่ดี เราเข้าใจกัน ให้กำลังใจกันทุกเรื่อง การมีคนดีๆ คนหนึ่งอยู่ข้างๆ ทำให้เรามีกำลังใจดีๆ พร้อมที่จะทำอะไรอีกเยอะ อย่างตอนนี้เรามีสองหัวนะ ปรับทุกข์กันได้ รู้จักกันมา 8 ปี 4 ปีที่ตกลงเป็นแฟนกัน เราผ่านเรื่องดีร้ายมาด้วยกัน ทำให้ทุกวันนี้เข้าใจกันมากขึ้น  ถ้าทำบ้าน (ที่ จ.สระบุรี) เสร็จไม่เกิน 2 ปีก็จะแต่ง ไม่อยากให้อายุเยอะ ยุ้ยอยากมีลูก เราสองคนคุยกันตลอดเลยนะ แต่ไม่ได้ระบุเวลาว่าต้องต้นปี กลางปี แต่มีความรู้สึกว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คือแต่ง”

คนสวยหล่อในวงการบันเทิงมีมาก แต่คนที่จะถูกเรียกขานและยกย่องว่า “เป็นนักแสดง” มีไม่มาก ทว่า ยุ้ย จีรนันท์ เป็นอีกหนึ่งคนที่มีเสียงการันตีคุณภาพการทำงาน และหวังว่าในบทบาทผู้จัดละคร เธอจะผลิตผลงานและนักแสดงคุณภาพออกมาสู่หน้าจอ

 

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลกส่วนตัวที่ปลดปล่อยทุกข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466770

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลกส่วนตัวที่ปลดปล่อยทุกข้อจำกัด

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… วรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทำคะแนนได้ดีกับคณิตศาสตร์ ชอบคิดคำนวณหรืออีกนัยหนึ่งคือชอบคิดสตางค์มาตั้งแต่จำความได้ เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บางกอก แคปปิตอล (BCAP) วัย 44 ปี เล่าให้ฟังถึงความชอบในวัยเด็ก ไม่แปลกที่วันนี้ได้กลายมาเป็นพี่สาวคนเก่งแห่งวงการตลาดเงินตลาดทุน จาก บลจ.บัวหลวง ถึง บลจ.บางกอก แคปปิตอล บลจ.น้องใหม่ที่น่าจับตามากที่สุดยามนี้ กับโลกส่วนตัวหลังเวลางาน ที่ทุกอย่างถูกปลดปล่อย

“คณิตศาสตร์ง่ายสำหรับเรา สนุกสำหรับเรา เพราะฉะนั้นก็มาทางสายนี้ สอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนแบบสบายๆ คือเรียนบ้างโดดบ้าง แอบไปดูหนัง แอบไปกินข้าวแถวสยามเป็นครั้งคราว”

จบปริญญาตรี สาขาการบัญชี (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วบินไปเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจ (University of Wisconsin-Milwaukee) และปริญญาโท การเงิน (University of Wisconsin-Madison) เจ้าตัวบอกว่าเรียนหนังสือไม่ยาก แต่ยากเวลามีการถกเถียงกันในชั้นเรียน เพราะเพื่อนในชั้นคนอื่นล้วนมีงานทำกันมาก่อน ขณะที่เธอจบปุ๊บเรียนต่อปั๊บ ยากที่จะมีไอเดียเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจใดๆ

“เขามองเราว่าเด็ก ซึ่งก็เด็กจริงๆ ถ้าย้อนกลับไปได้ อยากทำงานสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยไปเรียนจะดีกว่า ประสบการณ์จากการทำงานจะช่วยให้เรามีไอเดีย ซึ่งสำคัญทั้งในแง่ของการทำงาน การเรียนต่อและการไปต่อ” เมธ์วดีเล่า

กลับไทยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเล็กน้อย ปี 2539 เริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่ง Fixed Income Trader ในแผนก Business Development ที่บริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ ในปี 2541 เป็น Assistant Vice President-Debt Capital Markets Department ที่ บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร และในปี 2543 เป็น Deputy Vice President-Head of Sales and Syndication, Investment Banking Department ที่บริษัท เจพี มอร์แกน เชส

ปี 2544 เมธ์วดี เป็นรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานตลาดทุนและวาณิชธนกิจ ที่ บล.บัวหลวง ในเครือธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นพนักงานรุ่นแรกของ บล.บัวหลวง รหัสพนักงาน คือ 0004 ไอบีหรือฝ่ายวาณิชธนกิจมีพนักงานเริ่มแรก 1 คนคือเธอเอง นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 16 ปีเต็ม เกือบจะลาออกแล้วเพราะเริ่มรู้สึกว่าอิ่มตัว ตำแหน่งสุดท้าย คือผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานบริหารกองทุนส่วนบุคคล หากความท้าทายใหม่ก็ถูกนำเสนอ เมื่อธนาคารกรุงเทพประสงค์จะแตกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมอีก 1 แห่ง

 

ปัจจุบัน เมธ์วดีดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอ บลจ.บางกอก แคปปิตอล ในเครือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าการออกกองทุนแบบ Passive หรือเน้นกลยุทธ์เชิงรับ หากใช้นโยบายการบริหารจัดการในเชิงรุก (Active) ใช่! แม้ธนาคารกรุงเทพจะมี บลจ.บัวหลวงอยู่แล้ว แต่กลยุทธ์และกลุ่มลูกค้าจะไม่เหมือนกัน การออกกองทุนในเชิงรับของ BCAP จะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น จัดสรรพอร์ตได้เป็นอิสระขึ้น

มองไปข้างหน้าคือแผนการดำเนินงานที่กำหนดเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ การนำมาตรฐานการบริหารงานธุรกิจจัดการกองทุนที่เป็นสากลมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการตัดสินใจและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน (Invesment and Risk Management Process) ให้เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงวูบวาบไปตามการโยกย้ายงานของผู้จัดการกองทุนที่มีอยู่ และเป็นปัญหาอยู่ทั้งภาคอุตสาหกรรม

สำหรับขั้นตอนที่ 2 คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาระบบงานที่เป็นเบสต์แพรคทีส (Best Practice) ระบบสารสนเทศในการบริหารการลงทุนที่ได้มาตรฐานระดับโลก รวมทั้งการพัฒนาทีมบุคลากรในการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพสูงสุด งานจะเดินหน้าก็ต่อเมื่อระบบหลังบ้าน (ระบบแบ็กออฟฟิศ) มีความแข็งแรง กองหลังคือทีมที่ต้องแกร่ง จุดแรกที่บีแคปต้องก้าวให้ผ่าน

ด้านโลกส่วนตัวหลังการทำงานของเมธ์วดี เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ เป็นโลกส่วนตัวที่น่าอิจฉาและทำให้รู้จักเธอมากขึ้น ตัวจริงของเมธ์วดีชอบทำอาหารมาก เธอชอบทำอาหารฝรั่ง อาคารคาวและอาหารหวาน อีกทั้งยังชอบสะสมอาวุธ เอ๊ย อุปกรณ์เกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย ลองตามเข้าไปดูในครัว จะต้องร้องดังๆ ว่าโอ้โห! และถ้าลองชิมอาหารหรือขนมที่เธอปรุงด้วยแล้ล่ะก็ จะต้องร้องโอ้โหๆๆ ดังขึ้นไปอีก“BCAP คือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่แตกต่าง เพราะสินค้าบางอย่างมันแมสจนตอบโจทย์คนทุกคนไม่ได้ เราจึงตั้งเป้าในการเป็นผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย ตอบโจทย์ได้กว้างขวางครอบคลุม ทั้งด้านสินทรัพย์และกลยุทธ์ ลูกค้าของเราจะมีทางเลือกมากขึ้น สนุกกับการลงทุนมากขึ้น และไปสู่โกลบอลมากขึ้น” เมธ์วดีเล่า

 

“ชอบทำอาหารและอบขนมมาก เลยชอบที่จะศึกษาวิธีการทำอาหาร ทำขนมเสมอ เมธ์ชอบสะสมตำราอาหาร บางเล่มซื้อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีเล่มหนึ่งเก่าแก่ที่สุด น่าจะไม่ต่ำกว่า 40 ปี เป็นเล่มที่คุณแม่ให้มา ของ Betty Crocker ก่อนนอนจะเปิดอ่านไปเรื่อยๆ หรือบางเล่มก็ได้จากการเดินทาง ไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อไหร่ ซื้อกลับมาหมดทุกเล่มที่ชอบ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องครัว หรือแม้กระทั่งเกลือก็ยังเก็บสะสมจากทั่วโลก เพราะมันทำให้อาหารมีรสชาติที่แตกต่างออกไปจริงๆ นะ” เมธ์วดีเล่า

ย้อนกลับไป เจ้าตัวจำไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก แต่จำได้ว่าชอบเข้าไปอ้อนมารดาถึงในครัว “แม่ขา ช่วยมั้ยคะ” ความจริงอยากเล่นกระทะ ครั้งหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ได้ไปแอบเอากระทะมาตั้งไฟจริงๆ จนกระทะจี้หน้าเป็นรอยไหม้หน่อยๆ ก็เคยมาแล้ว ต่อมาโตขึ้นไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ แม้จะยังไม่รู้ตัวว่าชอบทำอาหาร ครั้งนั้นน้องสาวบินตามมาเรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน ปรากฏว่าจู่ๆ น้องสาวก็ไม่สบายมาก เมธ์วดีกลัวน้องพานเลิกเรียน รีบขวนขวายดูแลเรื่องอาหารการกินให้ทุกอย่าง

“กลัวน้องสาวกลับบ้าน เราก็ต้องอยู่คนเดียวสิ เราก็จะเหงาใช่มั้ย ตอนนั้นทำทุกอย่าง ปรนนิบัติคนป่วยด้วยซูชิม้วนบ้าง ข้าวต้มกระดูกหมูบ้าง ผัดกะเพราบ้าง หรูหรามากแต่ทำออกมาง่อยทุกอย่าง เพราะวัตถุดิบที่เมืองนอกหาไม่ค่อยได้ค่ะ”

อานิสงส์จากความป่วยของน้อง ทำให้รู้ว่าชอบทำอาหารและทำอาหารมาตั้งแต่นั้น แม่ของเมธ์วดีซึ่งทำอาหารเก่งมาก ครั้งหนึ่งบินไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่วิสคอนซิน เห็นครัวในห้องพักของลูกแล้ว แม่ได้แต่ทำหน้าเอือมๆ ไม่ได้ว่าอะไรแต่ลงมือขัดครัวให้ใหม่เอี่ยม เนื่องจากลูกสาวทำครัวเขรอะมาก ช่วงนั้นทำอาหารบ่อย ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อนฝูงฝรั่งบางทีวิ่งโร่ออกมาหน้าตั้ง ตะโกนเรียกให้ไปดูอาหารในครัวที่ตั้งไฟทิ้งไว้ ไหม้ควันโขมงโฉงเฉง

ถึงปัจจุบันเมนูที่ทำมีหลากหลาย ถ้ามีเวลาว่างจะต้องลองทำอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ เข้าครัวท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ เรื่องท้าทายตัวเองมีมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก ถ้าทำอะไรไม่อร่อยเมธ์วดีไม่ยอมแพ้ง่าย จะต้องฝึกหัดทำจนอร่อยให้ได้ ครั้งหนึ่งเคยหัดทำเค้กช็อกโกแลตหนานุ่ม หัดทำแล้วหัดทำอีก เพียรทำจนสามีไม่กินเค้กช็อกโกแลตหนานุ่มมาจนทุกวันนี้

 

 

“เมื่อสามีไม่กิน ก็เอาไปให้ยามที่บริษัทกิน ส่งเค้กช็อกโกแลตหนานุ่มให้ยามกินทุกบ่อย จนยามก็ไม่กินไปอีกคนหนึ่ง”

เมธ์วดีชอบอาหารฝรั่งเศส เพราะรสไม่จัดและสามารถปรุงได้รวดเร็ว เมนูโปรดคือซุปเห็ดทรัฟเฟิล สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับคือการนำเห็ดไปแช่น้ำ 20 นาทีก่อน และในขั้นตอนสุดท้ายจะใส่เห็ดแห้งลงไปด้วย ทำให้ซุปกลายเป็นสีน้ำตาลเท่ๆ ที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว หอม และแถมด้วยความอร่อย (มาก) ส่วนที่ไม่ค่อยทำคืออาหารไทย เนื่องจากคุณแม่ของเมธ์วดีมีฝีมือเรื่องอาหารไทย เธอจึงมีความเชื่อลึกๆ ว่า ทำอย่างไรก็ไม่อร่อยเท่า เคยทำแต่ออกมาไม่เหมือนอย่างที่ใจคิด

การทำขนมก็ชอบมาก ทั้งขนมปัง เค้ก คัพเค้ก ไอศกรีม เข้าครัวสองทุ่ม กว่าจะเสร็จและขึ้นไปนอนก็เป็นเวลากว่าเที่ยงคืน ระยะเวลายาวนานในครัวอบขนม ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเทอราพีชนิดหนึ่ง เครียดกลับมาจากงานหรือ เรื่องเล็กมากสำหรับเมธ์วดี เพราะเมื่อถึงบ้านจะเหวี่ยงทิ้งกระเป๋า เหวี่ยงทิ้งข้อจำกัด และเหวี่ยงทิ้งปัญหาทุกอย่าง ตรงดิ่งเดินเข้าครัว ไปทำเค้กหรืออบขนมสัก 2 ชั่วโมง ก็ออกมาสบายใจแล้ว เค้กเสร็จพอดี

“มันทำให้เราหายเครียด ยิ่งเวลาเห็นคนกินอาหารหรือขนมที่เราทำ ก็ยิ่งมีความสุข”

ด้านชีวิตส่วนตัวสมรสแล้วกับพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส (ประเทศไทย) มิตรแท้และคู่ชีวิตที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนลูกสาวลูกชายมีอย่างละ 1 คือ ด.ญ.ธัญยธรณ์ หรือน้องคริสต้า และ ด.ช.พีรดนย์ หรือน้องคีน อยู่ในใจคุณแม่ลูกสองยังสวยคือ “การเป็นแม่เต็มเวลา”

“แพสชั่นคือเรื่องลูก เพราะตั้งแต่ทำงานมาได้หยุดอยู่กับลูกแค่ 3 เดือนหลังคลอด อยากไม่ทำอะไรนอกจากเป็นแม่ ขอเป็น Fulltime Mom บ้าง ตื่นขึ้นมาทำกับข้าวให้ลูกกิน 3 มื้อ คอยดูแลไปเรียนไปรับส่ง เพราะตั้งแต่ลูกเกิดมาไม่มีโมเมนต์นี้เลย ทำงานตลอดค่ะ”

ลูกคือความคาดหวัง ขอให้เติบโตเป็นคนดีมีจิตใจโอบอ้อมอารี มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ลูกชายและลูกสาวยังเล็ก หากต่อไปลูกจะเป็นอย่างไร ก็คงขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรแล้วมีความสุข คุณแม่ก็พร้อมจะสนับสนุน ปัจจุบันทั้งคู่กำลังเรียนหนังสือที่ โรงเรียนบางกอกพัฒนา ลูกสาวคนโตสนใจกีฬาโปโลและชอบขี่ม้ามาก ส่วนลูกชายคนเล็กมีความมุ่งมั่นและชอบว่ายน้ำ

เอาใจช่วยคุณแม่คนเก่ง อย่างไรก็ตาม ความคิดความฝันในการเป็นคุณแม่เต็มเวลา อาจต้องเลื่อนไประยะหนึ่งก่อน เนื่องจากช่วงนี้คุณแม่ยังคงต้องขอทำงานและท้าทายตัวเองกับอุตสาหกรรมการเงิน ทั้งความท้าทายใหม่กับอินดัสตรี ความท้าทายใหม่กับนักลงทุน หรือแม้แต่ความท้าทายใหม่กับผู้กำกับดูแล พิสูจน์ความสามารถในการผลักดันบีแคปเป็น บลจ.ชั้นนำ เป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และพลังสำคัญของกลุ่มธนาคารกรุงเทพ ที่จะผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนของอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนรวมในประเทศ

 

เจย์ โค เปิดเส้นทางความงามดินแดนโสมขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466534

เจย์ โค เปิดเส้นทางความงามดินแดนโสมขาว

โดย…ปอย    ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

วันนี้คนไทยไม่ได้เลือกมาเกาหลีแค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการเลือกเดินทางมาเพื่อเสริมความงามถึงแดนโสม ซึ่งจัดเป็นต้นตำรับเรื่องศัลยกรรมตกแต่ง แล้วเมื่อมาถึงถิ่นก็จะมีเมนูความสวยให้เลือกทุ่มทุนหลากหลาย ทั้งเรื่องสวย(เจ็บ)เบาๆ ฉีดฟิลเลอร์ โบทอกซ์ ไปจนถึงเรื่องสวยจัดหนักๆ แปลงโฉมโดยพึ่งมีดหมอผ่าตัดพลาสติกเชอร์เจอรี และด้วยวิสัยทัศน์เป็นเลิศของรัฐบาลโสมขาว จึงขอรวบทั้งเรื่องเที่ยวและเรื่องความงามเข้าไว้ด้วยกันไปแบบทูอินวัน ในรูปแบบทริปท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism มีเอเยนซีรองรับผู้เลือกใช้บริการรูปแบบนี้ และกลายเป็นธุรกิจความงามที่ไม่มีนักธุรกิจกิมจิคนไหนมองข้ามประเทศไทยไปได้เลย

นักธุรกิจชาวเกาหลี เจย์ โค ผู้บริหารระดับซีอีโอ ไอกิส (ประเทศไทย) กล่าวย้ำในเรื่องนี้ว่า มีนักท่องเที่ยวไทยเลือกเสริมแพ็กเกจความงามไปในทริปด้วย จำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี กว่า 20 เปอร์เซ็นต์คือตัวเลขของคนไข้ชาวไทย ทำให้เขามองเห็นถึงโอกาสในธุรกิจเพื่อความงาม จึงตัดสินใจเปิดบริษัท ไอกิส (ประเทศไทย) เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงามที่มีคุณภาพระดับสากล รับหน้าที่ส่งคนสนใจเสริมความงามไปโรงพยาบาลโด่งดังในรายการโทรทัศน์ Let Me In ซึ่งรวมอยู่ในธุรกิจความงามนี้ด้วยหลายๆ แห่ง

ทริปทูอินวัน ทั้งสวยทั้งสนุก

โรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำในประเทศเกาหลีใต้ ร่วมเป็นพันธมิตร 5 โรงพยาบาล เช่น ไอลิน เฟสไลน์ บาโนบากิ โซฮยาง และเดอะโกลด์ นักธุรกิจชาวเกาหลี เจย์ บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสดูสบายๆ กันเองว่า แฟนรายการ Let Me In รู้จักกันดี หมอโรงพยาบาลเหล่านี้ได้พิสูจน์ฝีมือกันเป็นที่ประจักษ์สายตากันดีแล้ว และเพื่อเป็นการแนะนำทริปท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ไอกิส (ประเทศไทย) จึงมีกิจกรรมเฟ้นหาผู้โชคดีโดยการคัดเลือกจากแฟนเพจของบล็อกเกอร์ชื่อดังชาวไทย คัดเลือกหญิงสาว 3 คน 3 วัย ไปผ่าแปลงโฉมด้วยมีดหมอถึงถิ่นกิมจิ

วงการศัลยกรรมพลาสติกจากดินแดนโสมขาว สยายปีกสู่เมืองไทยอย่างเป็นระบบไอกิส (ประเทศไทย) มีศูนย์ให้คำปรึกษาผ่านระบบ VDO Consultation อยู่ที่เรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 ผู้ใช้บริการคนไหนมีปัญหาเรื่องโครงหน้าก็ส่งไปโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะด้าน คงความงามในสไตล์เกาหลีเน้นความสวยดูดีเป็นธรรมชาติ สอดรับกับบุคลิกและรูปหน้าของแต่ละคน โดยการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงสุด บริการล่ามคนไทยอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดเพื่อผลลัพธ์ที่พึงพอใจสูงสุด

 

 

“ปฏิเสธไม่ได้ครับ กระแสการทำศัลยกรรมของดาราวงการบันเทิง ก็ทำให้แฟนคลับคนไทยอยากมีรูปร่างหน้าตาสวยงามแบบนั้นบ้าง กระแสเคป๊อปทั้งดารา นักร้อง โด่งดังในไทยมากๆ เลยนะครับ คนไทยจึงเลือกไปท่องเที่ยวและไปทำศัลยกรรมในเกาหลีกันเยอะมากๆ เอเยนซีจัดการอำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมากมายเช่นเดียวกัน ไอกิส (ประเทศไทย) ก็อยู่ในธุรกิจนี้ครับ ถ้าต้องการใช้บริการนี้เพียงคุณโทรศัพท์มากริ๊งเดียว เราจัดการให้ทุกๆ อย่างได้เลย ตั้งแต่จัดทริปท่องเที่ยว สายการบิน จัดการเรื่องรถรับส่งไปถึงโรงแรมที่พัก รวมทั้งจัดอาหารครบทุกๆ มื้อตลอดระยะเวลาที่คุณอยู่ในเกาหลี ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไปครับ และในส่วนของโรงพยาบาลศัลยกรรมก็จัดให้แต่ละคนในรูปแบบคัสตอมไมซ์ ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาความงามในแบบฉบับของเกาหลีนะครับ

วัฒนธรรมการเสริมความงามของเกาหลีแตกต่างจากคนไทย ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนถ้าคนไทยอยากทำศัลยกรรมก็อาจเสิร์ชหาข้อมูลทางออนไลน์ ค้นหาแพทย์หรือโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง แล้วคุณก็ไปหาหมอขอคำปรึกษา แต่ในเกาหลีไม่ใช่แบบนั้นเรามีการเตรียมผู้รู้ที่มีความชำนาญในเรื่องความงามไว้โดยเฉพาะ ให้คุณปรึกษากันให้ถ่องแท้ คุยกันให้รู้เรื่องกันก่อนว่าอยากทำอะไรบ้าง เลือกคอร์สศัลยกรรมเพื่อเป็นการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือเพื่อเสริมความงามในรูปแบบใด เราควรคุยให้แน่ใจกันก่อนพบแพทย์

ผู้ใช้บริการมาที่ออฟฟิศ ไอกิส (ประเทศไทย) ซึ่งอยู่ที่สุขุมวิท 47 เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราผ่านวิดีโอ คอนซัลต์ ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษไม่ต้องห่วงเลยนะครับ เรามีล่ามคนไทยคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกๆ คน เราต้องคุยกันก่อนคุยกันให้แน่ใจครับก่อนตัดสินใจเดินทาง ในแต่ละเคสเป็นการจัดความงามให้ในแบบเฉพาะบุคคลครับ” เจย์ ผู้บริหารบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใสบอกอย่างกันเอง ซึ่งทำให้เขาดูเหมาะกับการทำงานด้านบริการเพื่อความงามอย่างยิ่ง

“สำหรับทริปท่องเที่ยวเราก็จัดให้ในแบบคัสตอมไมซ์ ใครสนใจเรื่องไหนเราก็จัดทริปให้คุณในแบบที่คุณต้องการ อย่างเช่น ถ้าคุณชอบเรื่องอาหารเกาหลี เราพาคุณไปกินทั้งร้านหรู ทั้งร้านท้องถิ่น ต็อกบกกีร้านอร่อยที่สุดของโซลเป็นร้านเล็กๆ ในย่านกังนัม แต่รสชาติไม่ธรรมดาเราจะพาคุณไปที่นั่นครับ (บอกพลางยิ้ม) หรือถ้าสนใจเรื่องอาหารแบบลึกซึ้งก็จะพาคุณไปเที่ยวในแบบการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์อาหาร การท่องเที่ยวในเกาหลีมีให้คุณเลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งย่านช็อปปิ้งที่มีมากมาย วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ หรือบรรยากาศบ้านเมืองสวยงาม อากาศดี และมีความปลอดภัยสูงด้วยนะครับ” เจย์ กล่าวเชิญชวนยิ้มแย้ม

เจย์ บอกพลางหัวเราะอีกด้วยว่าสาวๆ ชาวไทย ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพักฟื้นไม่ถึงสองวัน พวกเธอก็ตะลุยช็อปปิ้งในย่านกาโรซูกิล กังนัม ฮงแด อินซาดง กันได้สนุกสนานแล้ว เพราะวงการแพทย์ศัลยกรรมของเกาหลีได้คิดค้นนวัตกรรมให้คนไข้ฟื้นตัวจากแผลผ่าตัดได้เร็วที่สุด อีกทั้งภายใต้ระบบ Medical Tourism บริการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไอกิส ก็มีการติดตามผลหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด คนไข้ใช้ชีวิตในโซลอย่างใกล้ชิดหมอทุกๆ วัน

 

เลือกสวยแบบฉบับ ‘เลท มี อิน’

พอได้ฟังนักธุรกิจในวงการความงามแนะนำทริปกันแล้ว หลายๆ คนคงมีคำถามแรกที่อยากรู้(ที่สุด?!!) ราคาแพงไหม? เจย์ บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้มว่าแน่นอนคุณต้องเตรียมเงินไว้เบาะๆ เงินบาทในตัวเลข 6 หลัก(ขึ้นไป) สำหรับทริปรูปแบบเมดิคอล ทัวริสต์ แล้วถ้าเรากูเกิลหาข้อมูลแล้วบินไปด้วยตัวเองก็ไม่น่ายากเย็นอะไร? ครีเอททริปเที่ยวกันเองก็น่าจะเป็นไปได้?!!! หญิงสาวใจกล้าขาลุยคงเกิดคำถามนี้ที่จะทำให้ประหยัดเงินได้อีกโข

“โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะในย่านกังนัมมีกว่า 600 แห่งเชียวนะครับ คุณเลือกกันไม่ถูกแน่ๆ ว่าจะไปที่ไหนกันดี (ว่าแล้วก็หัวเราะ) วัฒนธรรมเคบิวตี้เฟื่องฟูไปทั่วโลก ปีนี้มีทั้งชาวจีน หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นก็มาโซล ในย่านอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ ก็มีชาวเวียดนามเข้ามาอีกจำนวนมาก การให้คำปรึกษาที่ถูกทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คำว่าเสพติดศัลยกรรมไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลยนะครับ การทำศัลยกรรมจะต้องสวยจบในครั้งเดียวครับ (ย้ำน้ำเสียงหนักแน่น) ไม่ทุกข์ทรมานต้องไม่พลาดต้องไม่สูญเสียความมั่นใจ แล้วราคาก็ไม่ใช่น้อยนะครับ (ยิ้ม) เงินทองก็ไม่ใช่สิ่งหากันง่ายๆ ทำแล้วก็ควรจบอย่างสวยงามไปได้ในครั้งเดียว แต่ถ้าใครอยากสวยเพิ่มขึ้นอีกก็อยู่ที่ความพึงพอใจของแต่ละคน แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักการทำธุรกิจสำหรับไอกิส เราต้องการให้คุณสวยจบในครั้งเดียวเท่านั้น

แล้วที่ผมบอกว่าเฉพาะย่านกังนัม มีทั้งโรงพยาบาลศัลยกรรมและคลินิกความงามกว่า 600 แห่ง เรื่องความปลอดภัยด้านการแพทย์จึงเป็นเรื่องเสี่ยงไม่สวยถูกใจได้เลย ถ้าคุณไม่ได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด แน่นอนครับว่ากฎหมายประเทศเกาหลีเข้มงวดมากๆ ทุกคลินิกถูกกฎหมายทั้งหมดครับ บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลกทำให้โรงพยาบาลทั่วๆ ไปเลือกปิดตัวลง แล้วเปิดเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรม ซึ่งทำให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลเหล่านั้นก็สามารถผ่าตัดได้นะครับแต่ก็ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านหมอศัลยกรรม มีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เชียวนะครับ

อีกเรื่องที่ผมอยากแนะนำหลักการเลือกโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ คือจะต้องมีวิสัญญีแพทย์ประจำอยู่ที่นั่นด้วย เพราะนี่คือความปลอดภัยของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ไม่แพ้หมอศัลยกรรมฝีมือดี ที่โรงพยาบาลเฟซไลน์มีหมอวิสัญญีชื่อดังของวงการแพทย์เกาหลีถึง 2 ท่าน คือ หมอคิมจางฮุน และหมออีดงจุน คนไข้อุ่นใจได้เลยครับ ซึ่งชื่อเสียงโรงพยาบาลนี้แฟนๆ รายการโทรทัศน์ เลท มี อิน รู้จักกันดีอยู่แล้วสำหรับเคสการผ่าตัดเปลี่ยนโฉมคู่ฝาแฝด บังมีจอน และบังมีซอน ทั้งคู่มีปัญหาคางยื่นยาวมากจนทำให้ฟันไม่สบกัน ลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากๆ ทีมแพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดขากรรไกร และผลลัพธ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพียงความงาม แต่สร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเธอได้อีกด้วยนะครับ” เจย์ กล่าว

การทำศัลยกรรมกลายเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับชาวเกาหลีใต้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เจย์ บอกความนิยมได้สร้างความหลากหลายตามมา เช่น เทรนด์การสักคิ้วที่ผู้ชายก็นิยมทำ หรือเทรนด์ศัลยกรรมในวัยเลขห้ากลางๆ คนในวัยเดียวกับเขา นิยมผ่าตัดถุงไขมันรอบดวงตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความหล่อเหลาแต่เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นได้ดีขึ้นอย่างมาก

“ศัลยกรรมจึงทำในทุกๆ วัยครับ สาวๆ อาจทำจมูก ทำตา หลังเรียนจบปริญญาตรีเป็นของขวัญจากครอบครัว ก็ไม่ใช่เพื่อความสวยแค่นั้นอีกด้วยนะครับ แต่เพื่อความมั่นใจในการสมัครงานเฟิสต์อิมเพรสชั่น ในภาวะการแข่งขันที่สูงมากในเกาหลี และสำหรับหญิงสาวในย่านอาเซียน ไทย เวียดนาม ล่าสุดเรากำลังจะขยายธุรกิจไปในกัมพูชา ลาว ก็ต้องยอมรับนะครับว่าด้วยสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ผิวพรรณจึงหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าหญิงสาวเอเชียย่านอากาศหนาวเย็น เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น แต่ที่เหมือนกันคือดั้งจมูกที่ไม่โด่งสวยก็ต้องเสริม แล้วการที่หมอเกาหลีก็ทำจมูกเป็นเคสยอดนิยม ก็ทำให้มีการพัฒนาเทรนด์ความงามใหม่ๆๆ ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เลยครับ” เจย์ กล่าวทิ้งท้าย

เทรนด์ความงามล่าสุด เจย์ เผยว่าคือการคงความอ่อนเยาว์ไว้ให้ได้มากที่สุด การผ่าตัดยกกระชับใบหน้าในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการความงามดินแดนโสมขาว การเฟ้นหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความงามและเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ในฐานะผู้กุมธุรกิจเปิดโลกความงามให้กับหญิงสาวไทย จึงต้องถือเป็นเรื่องพิสูจน์ฝีมือกันให้ได้ชัดเจนที่สุด