พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง งานที่ปรึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและรู้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466350

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง งานที่ปรึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและรู้จริง

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ผู้บริหารหญิงบุคลิกดี นิก-พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ FDI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาครบวงจรแบบ One Stop Service ให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ (ส่วนใหญ่ญี่ปุ่น) ที่เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งกิจการ รวมทั้งให้บริการต่างๆ หลังได้ใบอนุญาตตั้งแต่รับทำบัญชี ออดิต รีครูทพนักงาน เซตระบบงานบุคคลวางระบบไอที ให้บริการโลจิสติกส์ รวมถึงมีเซอร์วิสออฟฟิศให้บริการลูกค้า และเธอยังเป็นเจ้าของเพจ Nik ppm:แม่เหล็กดึงดูดโชคดี ที่มีคนติดตามเกือบ 2 หมื่นคน

เป็นผู้บริหารที่มองโลกในแง่ดี คิดบวก ใฝ่ในการพัฒนาจิตใจอยู่เสมอ วันหยุดมักจะพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ นั่งสมาธิ และศึกษาธรรมตามโอกาส หากใครที่ขึ้นไปบริษัท FDI Group บนตึกไทมส์สแควร์ ย่านอโศก จะเห็นหนังสือธรรมะวางในมุมหนังสือไว้ให้พนักงานและผู้ที่มาติดต่องานได้หยิบอ่าน เหนืออื่นใดเธอมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในการทำงานโดยได้น้อมนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานและความสุขในชีวิต

จากพนักงานบริษัทมาเป็นหุ้นส่วนบริษัท

นิกจบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจ และปริญญาโท ด้านบริหารองค์กร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เริ่มทำงานตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีที่บริษัท เอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทไอที ขายซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดกิจการระบบไอที ต่อมาพอคู่แข่งในตลาดเริ่มมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจเริ่มชะลอตัวจากภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ต้องมองหาวิธีที่จะทำให้บริษัทมีรายได้ด้วยการเข้าไปคุยกับหัวหน้าซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น (ปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนธุรกิจร่วมกัน) ในการที่จะเปิดธุรกิจคอนซัลต์ขึ้นมา

“ตอนที่เข้ามาทำงานในเอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น นิกทำทุกอย่างตั้งแต่จัดระบบงานการเงินและบัญชี งานบริหารงานบุคคล งานวางระบบเอกสาร ดิวงานกับราชการเอง ตอนหลังมีลูกค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาและมองหาบริษัทที่ปรึกษาซึ่งนิกคิดว่าเราน่าจะทำได้จึงปรึกษากับหัวหน้า แม้ว่าประสบการณ์ในการเป็นคอนซัลต์จะไม่มี แต่การที่ดิวงานกับราชการ เช่น กระทรวงพาณิชย์ที่เคยไปขอหนังสือรับรอง จดหนังสือบริคณห์สนธิ รวมถึงกระทรวงแรงงานและอื่นๆ ก็เอาพวกนี้มาเป็นไอเดียหรือโมเดลธุรกิจประกอบกับมีลูกค้าที่เคยมาอยู่กับเราพักหนึ่ง ซึ่งเขาให้บริษัทคอนซัลต์ดูแลทำให้เราได้มีโอกาสศึกษาเอกสารต่างๆ เลยชวนท่านประธานเปิดบริษัท เอฟ ดี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำด้านคอนซัลต์

ผู้บริหารหญิงมากความสามารถ เล่าว่า หลังจากตั้งบริษัท เอฟ ดี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ถือว่าโชคดีมากที่ได้ลูกค้ารายใหญ่ในเครือของอีซูซุ ซึ่งพอได้ลูกค้านี้จากนั้นก็ได้ต่อเนื่อง ลูกค้าเริ่มรู้จักเอฟ ดี ไอมากขึ้น และที่สำคัญตั้งแต่ทำธุรกิจมาไม่เคยทำความเสียหายให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น ทั้งหน่วยงานรัฐบาลและแบงก์ญี่ปุ่นได้แนะนำลูกค้ามาเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสได้ขยายงานเปิดบริษัทต่างๆ เพื่อรองรับบริการของลูกค้าอีกหลายบริษัทรวม 5 บริษัท เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้า

“งานของเอฟดีไอคือเป็นที่ปรึกษาให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ (ญี่ปุ่น 99%) ที่ต้องการเข้ามาจัดตั้งเปิดกิจการในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ขอไลเซนส์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หรือสำนักงานผู้แทนเราสามารถขอไลเซนส์ให้ได้ รวมถึงใบอนุญาตต่างๆ เช่น ขอใบอนุญาตจัดตั้งบริษัท หรือใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งโรงงาน สถานศึกษา ร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งแล้วเรายังให้บริการโทเทิลเซอร์วิสตั้งแต่ดูแลในเรื่องของการทำบัญชี ทำออดิต โดยบริษัท เอฟ ดี ไอ ออดิต ถ้าต้องการหาบุคลากรให้ก็มีบริษัท เอฟ ดี ไอ รีครูทเมนท์ คอยสรรหาหรือเซตระบบบุคลากรให้ การขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงานให้ต่างด้าว และในส่วนของการวางระบบไอทีก็มีบริษัทเอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น ณ ปัจจุบันมีอยู่ 5 บริษัท ซึ่งรูปแบบของ 5 บริษัทก็แยกไปตามประเภทและความต้องการของลูกค้าเรา เราดูแลครบวงจรแบบวันสต๊อปเซอร์วิส ตอนนี้ได้ขยายไปในส่วนของงานโลจิสติกส์ ก็มีบริษัทเอฟ ดี ไอ โลจิสติกส์ ให้บริการลูกค้าครบวงจรได้ จากเดิมฐานลูกค้าคือญี่ปุ่น แต่เราได้มีลูกค้าหลากหลายสัญชาติที่ขยายเพิ่มเติม เช่น เอเชียและยุโรป และกำลังมองหาวิธีการสร้างนวัตกรรมขึ้นมารองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซให้สำหรับโลจิสติกส์อีกด้วย” ผู้บริหารหญิงกล่าว

สำหรับลูกค้าที่เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทย นิก เล่าว่า ช่วงแรกจะเป็นลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นที่เข้ามาดูว่าจะทำธุรกิจอะไรได้บ้างในช่วงที่เซอร์เวย์ ซึ่งก็จะมีสำนักงานผู้แทน แต่ช่วงที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านเซอร์วิส เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น โรงเรียนสอนภาษาสอนวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือโรงเรียนสอนนวัตกรรมของญี่ปุ่น เนื่องจากมองว่าคนไทยยังจับเทรนด์ของญี่ปุ่นอยู่

“ตอนนี้ร้านอาหารเข้ามาขอไลเซนส์เยอะมาก สมัยก่อนๆ เราทำแต่โรงงาน แต่หลายปีมานี้ทำธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย ร้านอาหารบ้าง สถาบันบ้าง หรือบริษัทเทรดดิ้ง ซื้อมาขายไปยืดหยุ่นของเราไปตามสถานการณ์ แต่เทรนด์ที่จะมานำเทรนด์คือโลจิสติกส์ทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก อุตสาหกรรมก็ยังมีอยู่ เรื่องวัฒนธรรมและท่องเที่ยวน่าสนใจ เพราะเราค่อนข้างได้เปรียบประเทศอื่นๆ มาก”

 

มุมมองนักธุรกิจญี่ปุ่นต่อการลงทุนในไทย 

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ในเครือเอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กล่าวว่า ณ ตอนนี้มุมมองของนักธุรกิจญี่ปุ่นต่อไทยในแง่ของการลงทุนยังดีอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการย้ายฐานไปต่างประเทศบ้างเพราะญี่ปุ่นยังคงมองว่า ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมซัพพอร์ตที่มีมายาวนานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ฉะนั้นจะยังคงมาที่ไทย ถ้าไปเวียดนามก็ยังต้องขนส่งมาที่นี่ปัจจัยที่สอง ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุที่มีคนสูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 20% ทำให้ตลาดของญี่ปุ่นเล็กลง ทำให้ญี่ปุ่นต้องออกมาทำธุรกิจที่ต่างประเทศ และเมื่อมองมาที่
เออีซีญี่ปุ่นมองประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

“อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้เปรียบเวียดนามและอินโดฯ เพราะมีระบบสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง แต่เวียดนาม อินโดฯ ยังต้องรอเวลาสร้างอีก 5-10 ปี แต่คงไม่นาน แต่ระหว่างนี้มิใช่ไทมิ่งของเขาที่จะไปลงทุนในสองประเทศ ฉะนั้นถ้าช่วงนี้ไทยเราพัฒนาสร้างไทยให้เข้มแข็ง เชื่อว่าโอกาสที่จะดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นกลับมามีสูงเพราะระบบสาธารณูปโภคของเราดีกว่าเขาเยอะ”

นิก กล่าวต่อว่า ประการที่ 3 เกี่ยวกับระบบกษัตริย์ของญี่ปุ่นกับราชวงศ์ของไทยค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานานมาก เห็นได้ว่าประเทศแรกที่จักรพรรดิญี่ปุ่นหลังจากขึ้นครองราชย์เสด็จฯ มาเยือนคือประเทศไทย ทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างกันยังมีเยอะอยู่ ที่สำคัญไทยกับญี่ปุ่นยังไม่มีข้อพิพาทต่อกันอีกด้วย

“นิกคิดว่าการทูตน่าจะเข้มแข็งด้วยนะ ปีหน้าครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยกับญี่ปุ่น สถานทูตญี่ปุ่นจะจัดงานและโปรโมทไทยกับญี่ปุ่นมากขึ้น เสียดายที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราไม่อยู่ ถ้าพระองค์ยังอยู่จะสร้างความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งให้กับไทยอย่างมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ยังไงใน 5-6 ปี เชื่อว่าญี่ปุ่นยังอยู่ที่เรา อยู่ที่ว่าไทยเราต้องสร้างความงามเข้มแข็ง ต้องสามัคคีกัน อีกอย่างจุดเด่นของไทยคือธุรกิจด้านบริการและการท่องเที่ยวต้องทำให้ดี รวมถึงต้องพัฒนาฝีมือแรงงานด้านต่างๆ เน้นด้านไอที เทคโนโลยี นวัตกรรม และเอนจิเนียริงแล้วเราจะไปได้ไกล แต่ถ้าเราไม่พัฒนาแล้วทางเวียดนาม อินโดฯ เขาทำประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะหลุดเหมือนกัน อย่าประมาท”

 

หัวใจสำคัญของการเป็นที่ปรึกษา

ผู้บริหารหญิงแห่งเอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กล่าวว่า ทางด้านมาร์เก็ตติ้งและงานขายต้องยกความดีให้กับทางหุ้นส่วนคือท่านประธานและทีมงานคนญี่ปุ่นที่เข้าหาและไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานของรัฐญี่ปุ่น แบงก์ญี่ปุ่น ซึ่งด้วยรีเลชั่นชิปที่มีต่อกันมาทางญี่ปุ่นก็แนะนำลูกค้ามาให้ตลอด และที่ผ่านมาเอฟ ดี ไอก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่เสียหาย  “ช่วงหลังที่เราเจอภาวะการเมืองและเศรษฐกิจโลกนักลงทุนหดหายบ้าง แต่เรายังอยู่ได้เพราะพัฒนาและยกระดับตัวเองตลอด แต่สิ่งสำคัญคือเรามีเซอร์วิสมายด์และสร้างความน่าเชื่อถือที่ให้กับลูกค้า เวลาที่คุยกับลูกค้าต้องมีความรู้ที่รอบด้าน ถูกต้อง ครบถ้วน ส่วนตรงไหนที่ไม่รู้ก็ต้องแจงลูกค้าไปตรงๆ ว่าจะหาข้อมูลให้ หรือจะตอบกลับข้อมูลให้เร็วที่สุด เราพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ถึงแม้จะพูดไปแล้วอาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เขาไม่ได้แต่ก็ต้องแจ้งเขาว่าจะหาวิธีหรือจะแนะนำในส่วนที่คิดว่าซัพพอร์ตเขาได้ เราจะดูแลลูกค้าด้วยใจและทำให้เขาสามารถเดินหน้าต่อไปได้”

ในการทำงานคอนซัลต์นอกจากต้องรู้จริง รอบด้านและมีเซอร์วิสมายด์แล้ว ผู้บริหารหญิงคนนี้ยังได้น้อมนำพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีด้วย

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนให้เราขยัน อดทน และหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ เพื่อที่เวลามีอุปสรรคหรือปัญหาก็จะสามารถผ่านไปได้ สองคือความสามัคคี นิกอยากเห็นทั้งในองค์กรและในระดับประเทศ ถ้าแตกสามัคคีก็จะไม่เข้าใจกัน หรือแบ่งฝักฝ่ายแล้วงานก็จะไม่เดิน ที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า อันไหนทำได้ อันไหนไม่ได้ ต้องแจ้งลูกค้า พูดแล้วต้องทำได้ตามที่พูด ถ้าไม่ได้จะทำยังไงต่อก็ต้องบอก นิกบอกเลยว่างานที่ทำตรงนี้เป็นงานที่ช่วยประเทศชาติ เมื่อนักลงทุนเข้ามาเราจะได้เงินตราเข้าประเทศทั้งในรูปแบบการจัดเก็บภาษีและรายได้ช่วยให้คนไทยมีงานทำเพราะเราเป็นบริษัทที่จัดหางานให้คนไทยได้เข้าไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่นทำให้ครอบครัวเขามีอยู่มีกิน” ผู้บริหารสาวแห่ง FDI Group ทิ้งท้าย

 

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466191

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเป็นคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ตอนนี้ได้กลับมาพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนธรรมดา ถนั่น ลีลาวณิชกุล คนสามัญทั่วไปที่คิดการใหญ่ อยากเปลี่ยนทัศนคติคนไทยและทั้งโลกใบนี้

ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงกับครอบครัว เข้าเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนประจำที่สิงคโปร์ จากนั้นย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานที่สหรัฐอเมริกา นับเป็นเวลา 24 ปีที่จากบ้านเกิดเมืองนอน

ค้นพบตัวตน

ถนั่นในวัย 33 ปี เพิ่งย้ายกลับมาอยู่ในเมืองไทยได้ 2 ปีเศษ เขาต้องเรียนรู้ภาษาไทยใหม่ทั้งหมด ทั้งหัดพูด หัดฟัง หัดเขียน ทว่าก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขาที่จะต้องเรียนรู้สังคมไทยก่อนที่จะเข้าไปพัฒนา

“ตอนนี้ทวีปในแถบเอเชียหรือที่เมืองไทยมีความเจริญแล้ว ทั้งความคิดและการงานต่างๆ มันได้พัฒนาไปถึงเกือบเท่าอเมริกา” ถนั่นกล่าว “ผมเป็นคนชอบดนตรี ชอบสิ่งแวดล้อม ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบการศึกษา ผมมีความสนใจหลายด้านมาก ซึ่งตอนที่ย้ายกลับมาเมืองไทยก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และพอมีเวลาว่าง ถึงค่อยมาเรียงความสำคัญว่าอะไรที่ผมชอบที่สุด เพราะตอนที่อยู่เมืองนอกทำงานหนักไม่มีเวลาที่จะมาสำรวจตัวเอง ผมใช้เวลา 1 ปี ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดโทรศัพท์ แล้วให้ตัวเองนั่งคิดว่า จริงๆ แล้วอยากทำอะไร อยากให้คุณค่าแก่ตัวเองทางไหน และในที่สุด ผมก็ค้นพบว่า ผมอยากสร้างให้คุณค่าแก่สังคมและแก่โลกใบนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผมมีความสุขที่สุด ผมอาจจะชอบเขียนเพลง ชอบเขียนหนังสือ แต่พอลองแล้วความรู้สึกที่ได้มันสู้ไม่ได้กับการลงไปช่วยเหลือผู้อื่น ผมต้องสร้างอาชีพหรืออะไรสักอย่างทางด้านกิจการเพื่อสังคมหรือองค์กรที่ทำเรื่องทำนองนี้”

ถนั่นตัดสินใจกลับมาอยู่ไทย จึงไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่เขาจากไปเนิ่นนาน ซึ่งขณะที่เขาค้นพบตัวตนได้หมาดๆ นั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีคนติดต่อเข้ามาให้เขาเขียนคอนเทนต์ภาษาอังกฤษในโปรเจกต์ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเข้าสู่วงการ “พัฒนาเมือง”

ลงมือทำ

โครงการ แบงคอค ริเวอร์ (Bangkok River) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี เพื่อพัฒนาชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยได้ร่วมมือกับโรงแรมริมแม่น้ำให้จัดกิจกรรมที่มีชุมชนเป็นส่วนร่วม

“ผมชอบทำงานด้านการพัฒนาเมืองมาก (Urban Redevelopment) ผมเลยได้เสนอไอเดียต่างๆ ให้กับทางโครงการแบงค็อก ริเวอร์ เช่น ควรจะมีทางเดินมากขึ้นในเขตบางรักและคลองสานเพื่อกระตุ้นให้คนเดิน และควรจะมีต้นไม้มากขึ้นจะได้มีร่มเงา ควรเข้าไปดูในชุมชนรอบๆ ว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยพวกเขาให้เป็นชุมชนเข้มแข็งและเป็นจุดเด่นของบริเวณนั้น ไอเดียเหล่านี้ถูกพัฒนาจนกระทั่งเกิดการทำโฟกัสกรุ๊ปนักธุรกิจบริเวณนั้น ซึ่งทำให้ทราบว่า ในเขตบางรักและคลองสานมีอาร์ตแกลเลอรี่เยอะ ซึ่งผู้ประกอบการก็เห็นด้วยที่จะให้เข้าไปทำให้บริเวณนี้ดีขึ้น เป็นที่ที่ต่างจากเขตอื่นในกรุงเทพฯ ทำให้เป็นเขตที่สามารถเดินเที่ยวได้ มีงานศิลป์ให้ชม มีที่พักหลายระดับ มีร้านค้า มีตลาด และมีชุมชน เพื่อให้คนทุกฐานะอยู่ร่วมกันได้”

ต่อมา การพัฒนาพื้นที่ในเขตบางรักและคลองสานทำให้ทั้งสองพื้นที่มีคาแรกเตอร์ “อาร์ต” ซึ่งเป็นที่มาของการต่อยอดสู่โครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ (Creative District) ถนั่นกล่าวต่อว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) เป็นนโยบายที่หลายรัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศแต่ก็ยังไม่เป็นผลชัดเจน ดังนั้นคนตัวเล็กอย่าง เขา และทีมงานครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงเข้ามาช่วยตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับประเทศ

“ตอนนี้มีทีมงาน 6 คน” เขากล่าวถึงครีเอทีฟ ดิสทริคต์ “มีคนต่างประเทศหนึ่งคนและคนไทยห้าคนรวมผม ซึ่งพวกเรากำลังจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา ชื่อ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ฟาวเดชั่น มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างอีโคซิสเต็มในบางรักและคลองสานขึ้นมา เพื่อให้คนในกรุงเทพฯ มีประสบการณ์ที่ต่างกัน ในพื้นที่นั้นจะมีหลายประเด็นทั้ง การสร้างเมือง ความคิดสร้างสรรค์ ชุมชน ทำให้มีความหลากหลายเพื่อให้คนที่เข้ามามีประสบการณ์ที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่เคยรู้จัก ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างเมืองที่แตกต่างออกไปได้โดยไม่ผิด”

 

ครีเอทีฟ ดิสทริคต์

การวางแผนโครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ครอบคลุมหลายด้านทั้ง ศิลปะ อาหาร การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่า สิ่งแวดล้อม ขยะ เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มต้นวางกลยุทธ์การทำงานและเริ่มทดลองทำบางกิจกรรมเมื่อปีที่แล้ว อย่างที่เป็นที่รู้จักคือ เทศกาลศิลปะข้างถนนบุกรุก ที่ได้ร่วมมือกับศิลปินจากทั่วโลกทั้งในเอเชียเและยุโรปมาร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะลงบนกำแพง ผนังตึก และสถานที่ต่างๆ ในละแวกถนนเจริญกรุง ตลาดน้อย ถึงถนนทรงวาด เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ถนั่นยังเผยด้วยว่าตอนนี้กลุ่มของตนมีไอเดียกว่า 20 โครงการที่กำลังหาหน่วยงานมาร่วมมือ

นอกจากนี้ กลุ่มครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ยังได้ร่วมมือกับกับกลุ่มบิ๊กทรีส์ (BIG Trees Project) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่ดีกว่า ทั้งการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และระบบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในเมือง โดยเขาได้อีเมลไปขอความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้จนกระทั่งได้ทำงานร่วมกันอย่างในปัจจุบัน

“เราต้องการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาเป็นประเด็นใหญ่มากในประเทศไทย แต่รู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยเห็นว่ามันเป็นปัญหาหรือไม่รู้ว่าขยะกระทบกับพวกเขาอย่างไร ทราบหรือไม่ว่า ขยะพลาสติกในทะเล 60 เปอร์เซ็นต์มาจาก 5 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ผมจึงทำงานกับบิ๊กทรีส์มากขึ้นๆ จนจะทำโปรเจกต์จดทะเบียนต้นไม้ในเมืองร่วมกัน เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนที่เจอต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะสามารถจดทะเบียนด้วยตัวเองได้ แล้วส่งเข้าไปในฐานข้อมูล เพื่อเป็นหลักฐานว่า เมืองไทยยังมีต้นไม้ไม่พอ เพื่อให้ภาครัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ ตระหนักและเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องต้นไม้อย่างจริงจัง และการให้ประชาชนลงทะเบียนต้นไม้ยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับต้นไม้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ต้นไม้ที่พวกเขาเจออีกด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระบวนการดีไซน์เทคโนโลยี ทางบิ๊กทรีส์จะเป็นคนหาอาสาสมัครมาช่วยทดลองจดทะเบียนต้นไม้ และยังร่วมมือกับแอพพลิเคชั่น ยุพิน (YouPin) ที่จะพัฒนาให้คนสามารถปักหมุดตำแหน่งต้นไม้ได้”

โปรเจกต์ แบงค็อก ทรีส์ คีปเปอร์ (Bangkok Trees Keeper) กำลังดำเนินงานอย่างแข็งขันในความร่วมมือระหว่าง ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ บิ๊กทรีส์ และยุพิน ด้วยความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นคนเก็บรักษาต้นไม้ได้ และทุกคนสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ได้เช่นกัน

“พวกเราอยากให้คนไทยเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกคน เมื่อทุกคนลงมือทำตามครีเอทีฟวิตี้ของตัวเอง จะสามารถส่งต่อให้คนอื่นมีไอเดียสร้างสรรค์ต่อไปได้ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ เรากำลังทำให้คนไทยเห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้ถ้าใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ทุกคนสามารถช่วยเมืองไทยให้ดีขึ้นด้วยความคิดจากคนตัวเล็กแบบนี้”

ถนั่นเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์คือหนทางในการแก้ปัญหา และหวังว่า ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จะเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจให้คนไทยได้กล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความร่วมมือระหว่างคนที่มีจุดมุ่งหมายด้วยกัน อาจจะต่างวิธีการ ต่างแนวคิด แต่ถ้าความคิดหลากหลายมารวมกัน มันจะเกิดเป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเรื่องใดก็แล้วแต่ให้สัมฤทธิผลจงได้

“การเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแปลงจุดเล็กๆ ในกรุงเทพฯ” ถนั่นกล่าวต่อ “พวกเราอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้น และหวังว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หากได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเห็นว่า ประเทศนั้นจะต้องไปถึงจุดหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงพอที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยยังมีไม่พอ เรายังต้องการความคิดสร้างสรรค์เพิ่ม คนไทยต้องกล้าคิดและต้องมาร่วมมือกัน ตอนนี้คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นแต่ยังขาดความร่วมมือ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงอยากเป็นแพลตฟอร์มอันหนึ่งที่จะเป็นต้นแบบให้คนอื่นดูว่า ถ้ามีไอเดียและจะลงมือทำให้สำเร็จได้อย่างไร”

 

แก้ไขจากเล็กไปใหญ่

หากใครไปแถวสนามหลวง อาจบังเอิญเจอถนั่นเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาไปที่นั่นเพื่อร่วมมือกับบิ๊กทรีส์แก้ปัญหาขยะรอบสนามหลวง การทำงานกับกลุ่มอื่นยังทำให้เขาได้เรียนรู้นิสัยคนไทย การทำงานของคนไทย และแนวคิดในการแก้ปัญหาในสังคมไทยด้วย

“เราพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่มีต่อขยะ อย่าเห็นว่าขยะเป็นสิ่งสกปรกอย่างเดียว ที่จริงทุกอย่างมีค่า ถ้าคุณไม่อยากได้ขยะของคุณเอง อย่างน้อยก็ช่วยแยกขยะให้คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนได้แล้ว สังคมก็จะเปลี่ยน เมืองไทยเป็นประเทศที่แบบซื้อทิ้ง เพราะคนไทยรักความสบาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหาขยะมาก ดังนั้นเราต้องทำให้คนไทยมองขยะให้มากกว่าขยะ”

เขาใช้คำว่า Look beyond just your trash.

“คนส่วนมากซื้อของแล้วจะเห็นภาพสุดท้ายแค่อยู่ในถังขยะ แต่ไม่เห็นว่าสุดท้ายแล้วขยะมันไปอยู่ที่ไหน ที่จริงไม่ใช่เมืองไทยอย่างเดียว แต่คนทั่วโลกเป็นแบบนั้น ทำยังไงให้คนเห็นผลกระทบของขยะ พอทิ้งแล้วไม่ใช่อยู่แค่ในถังขยะ แต่มันอาจลงไปสู่แม่น้ำและลอยออกไปที่ทะเล ให้เห็นการเดินทางของขยะว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

บางคนอาจมองว่า หากเราแยกขยะลงถังขยะที่ถูกประเภท แต่สุดท้ายขยะที่แยกก็ถูกนำไปรวมกันที่รถขยะหรือบ่อขยะอยู่ดี แต่เขามองว่า การแยกขยะเป็นสเต็ปแรกที่จะบอกคนไทยว่า ขยะมีหลายประเภท และมีประเภทที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย ตามสถิติที่กลุ่มบิ๊กทรีส์วิเคราะห์ พบว่า แต่ละวันคนไทยทิ้งขยะปริมาณ 70 ตัน ซึ่งร้อยละ 40 คือเศษอาหาร นี่เป็นอีกประเด็นที่ทำให้ทราบว่า เศษอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของขยะอีกชั้นหนึ่ง

“ถ้าหากคุณบริโภคอาหารอย่างเพียงพอ คุณจะลดน้ำหนักขยะไปได้มาก ดังนั้นถ้าหากเราเริ่มลดขยะจากตัวเราเอง ก็จะทำให้ทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น และถ้าหากคนเริ่มเยอะขยะ ก็จะมีบริษัทที่จะรีไซเคิลมากขึ้น เหมือนกับที่ผมทำครีเอทีฟ ดิสทริคต์ คือเริ่มจากจุดหนึ่ง แล้วขยายต่อไปเรื่อยๆ จากคน สู่สังคม และจากสังคมไปสู่ประเทศชาติ พวกเรามีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานแต่มันสามารถเป็นไปได้ในอนาคต”

จากการที่อาสาสมัครออกไปรณรงค์ให้ประชาชนบริเวณสนามหลวงได้รู้จักวิธีแยกขยะ ปรากฏว่า คนส่วนมากให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดเล็กๆ ให้คนได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม และสามารถกล่าวได้ว่า ปัญหาขยะหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพราะความไม่รู้ของประชาชน

 

ลุกขึ้นให้เสียงดัง

“ต่างประเทศเขาสอนให้เด็กนักเรียนคิดไปไกลกว่าตัวเอง” ถนั่นแสดงทัศนะ “ดังนั้นระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราสอนเด็กให้คิดเป็นภาพใหญ่ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ตัวเอง นั่นจะทำให้ทุกคนคิดเกินกว่าเรื่องรอบตัว แต่จะไกลไปถึงระดับชาติและโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ผมย้ายมาเมืองไทย ผมดีใจมากที่เห็นกลุ่มแอคทิวิสต์เกิดขึ้นมาก เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนสังคม กลุ่มเหล่านี้จะสร้างการรับรู้และคอยตรวจสอบปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมให้เด่นชัดและช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยเปลี่ยนทัศนคติคนไทยได้ ที่ต่างประเทศไม่มีปัญหาเพราะเขาเคยประสบมากตั้งแต่ 50 ปีก่อนแล้ว เขาได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว”

เขายกตัวอย่างเรื่อง ตึกเก่า ที่ในเมืองไทยมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะถูกทำลายเพราะแนวคิดที่จะพัฒนา โดยการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ อีกทั้งยังไม่มีการจดทะเบียนตึกเก่า
(Heritage Registry) จึงไม่มีกฎใดมาควบคุมและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้

“เราต้องสร้างนิสัยพูดไอเดียออกมา อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วจะไม่มีสิทธิพูด ทุกคนมีไอเดีย ขอแค่พูดออกมาแล้วจะมีคนช่วย” เขาใช้คำว่า If you ask, somebody will give. “ซึ่งไอเดียนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคมหรือต่อประเทศชาติ เป็นไอเดียที่สามารถพัฒนาและต่อยอดได้”

ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง?

ถามว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงภายในกี่ปี เขาตอบว่า “เมืองไทยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” ช่างเป็นคำตอบที่น่าคิด

“เราจะไม่เห็นเมืองไทยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจต้องใช้ระยะเวลาชั่วชีวิตคน ที่สำคัญคือเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เราสามารถหยุดได้ อาจจะเหมือนว่าไม่มีใครฟัง ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่เราก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยนมันไปเรื่อยๆ เพราะโอกาสที่ในจะเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ 20 ปี หรือ 50 ปีก็ได้ ถ้ามันมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ทำให้เปลี่ยนขึ้นมา เราต้องพร้อมเสมอ”

ถนั่นค้นพบแล้วว่าสิ่งที่อยากทำคืออะไร เขาได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะพัฒนาเมือง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเมืองใหญ่ที่เขาอยู่อาศัย แม้ว่าเมืองนั้นจะซับซ้อนและดูยากจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและอยากทำมันต่อไปตลอดชีวิต

“ผมต้องทำให้เมืองเป็นสิ่งที่ไม่ทำร้ายโลก แต่สามารถอยู่กับโลกได้ ผมอยากจะช่วยเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และโลกทั้งใบนี้ให้เป็นโลกที่น่าอยู่ มีธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี แม้ว่าผมจะเป็นเพียงพลังเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ ผมจะทำให้ได้” เขาเชื่อแบบนั้น

 

ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465981

ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คนเราถ้ารักในการเรียนรู้สิ่งใดย่อมได้ความรู้และพัฒนาทักษะในสิ่งที่เรียนเสมอ เหมือนเชฟไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ วัย 35 ปี ซีเนียร์ซูส์เชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ (Orchid Cafe) โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ที่เรียนรู้เรื่องอาหารและการทำอาหารมาตลอดชีวิตการทำงานเป็นเวลา 20 กว่าปี

ไพฤทธิ์ไม่เคยเรียนทำอาหารจากโรงเรียนสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน ทุกอย่างเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมาตลอด จากเชฟต่างชาติทั้งที่มีชื่อเสียงระดับมิชลินสตาร์ และไม่มีชื่อเสียงในร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เริ่มทำงานในครัวตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ที่ร้านอาหารเยอรมันชื่อฮาร์ทมันดอฟเฟอร์ เบราเฮาส์ ที่เอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างดังเมื่อ 20 ปีที่แล้วในตำแหน่งผู้ช่วยกุ๊ก อยู่ทั้งครัวร้อนและครัวเย็น เรียนรู้งานครัวทุกอย่างจากเชฟเยอรมัน อยู่ 6-7 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกไปหาประสบการณ์ในที่ใหม่คือคอมมีวัน” ไพฤทธิ์ เล่าประสบการณ์ทำงาน

สาเหตุที่ลาออกจากสถานที่ทำงานแห่งแรก เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่มานาน ประกอบกับต้องการเรียนรู้การทำอาหารจากเชฟคนใหม่และในที่ทำงานใหม่ๆ ให้มากขึ้น เนื่องจากมองว่าเขาไม่ได้เรียนจบด้านการทำอาหารจากสถาบันสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน จึงคิดว่าการเรียนรู้จากเชฟหลายคน ย่อมจะช่วยยกระดับการทำอาหารของตัวเองให้สูงขึ้น

 

“ในที่สุดก็ไปสมัครที่โรงแรมมิราเคิล ทำอยู่เกือบ 2 ปี ในตำแหน่งคอมมีวัน ก่อนจะออกมาทำที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท สถานที่ทำงานในปัจจุบัน แต่ทำที่เชอราตันอยู่ประมาณ 6 ปี ก็ลาออกไปทำที่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วย้ายกลับเชอราตันคำรบสองอยู่ 6 ปีจนถึงวันนี้ แต่ถ้ารวมเวลาที่อยู่เชอราตันทั้งหมดคือ 12 ปี” หัวหน้าเชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ เชอราตัน แกรนด์ เล่าประสบการณ์ทำงานเพิ่มเติม

เขาเล่าต่อว่า ไม่ว่าอาชีพไหนทุกคนก็ล้วนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพทั้งนั้น อาชีพเชฟเองก็เช่นกัน การที่เขาเลือกย้ายมาอยู่เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เพราะมองว่าเป็นโรงแรมใหญ่ และเชื่อว่าน่าจะเป็นที่ทำงานที่จะสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้กับตัวเองได้มาก

“ตอนอยู่เชอราตันครั้งแรก ผมอยู่ห้องอาหารอิตาเลียนชื่อรอสซินีส์ (Rossini’s) แต่ต้องนับหนึ่งใหม่เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ คือเป็นผู้ช่วยกุ๊ก แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์อยู่แล้วพร้อมกับได้พัฒนาตัวเอง จนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ โดยก่อนย้ายไปดุสิตธานีก็ขึ้นเป็นเดอมีเชฟ ทำอยู่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วกลับมาเชอราตันทำที่รอสซินีส์ แต่ระหว่างนั้นถูกส่งไปเรียนรู้งานที่ห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่จนเข้าใจงานเป็นอย่างดี พอหัวหน้าเชฟคนเก่าออกผมก็ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นซีเนียร์ซูส์เชฟของออร์คิด คาเฟ่ เมื่อ 3 ปีที่แล้วถึงปัจจุบัน”

เชฟไพฤทธิ์ ยอมรับว่า ที่เชอราตันเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้หลากหลาย นอกจากเขาได้เรียนรู้กับเชฟชื่อดังหลายคน เช่น อัลเฟรโด้ รุสโซ เชฟมิชลินสตาร์ หรือแม้แต่เชฟ สเตฟาโน เมอร์โล ผู้ชนะเชฟพงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย หรือเชฟเอียน ในการแข่งขันทำอาหาร Iron Chef Thailand เมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งเขาได้เป็นมือขวาของเชฟเมอร์โลในการแข่งขันครั้งนั้นด้วย

“พูดถึงการเรียนรู้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามไม่มีที่สิ้นสุดครับ ตอนนี้ผมอายุ 35 ย่าง 36 ปี เรื่องอาหารก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไป และในอนาคตก็อาจจะได้ไปเรียนรู้ในจุดอื่นก็ได้” ไพฤทธิ์ ทิ้งท้าย

เนื้อแก้มวัววางุตุ๋นเรดไวน์

ส่วนผสม

เนื้อแก้มวัววางุ 1 กก.

ไวน์แดง 1 มล.

ผงหัวหอมใหญ่ 2 กรัม

ผงกระเทียม 2 กรัม

โรสแมรี่ 5 กรัม

เกลือ 8 กรัม

น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 50 มล.

วิธีทำ

นำเครื่องทั้งหมดมาหมักเนื้อแล้วเอาไปใส่ถุงฟอยล์สุญญากาศ (Vacuum) หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชม. จากนั้นเอาใส่ถุงซูส์-วีด (Sous-Vide)ที่อุณหภูมิ 75 องศา เป็นเวลา12 ชม. พอเนื้อสุกได้ที่แล้วนำไปทอดกับเนย เสิร์ฟกับผักเบบี้รูทต่างๆ (ที่หมักด้วยเกลือและน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น แล้วอบไฟ 160

 

คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465757

คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ จากเภสัชกรสู่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คนเราบ่อยครั้งที่สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ชอบมันเดินสวนทางกัน เรียนมาอย่างหนึ่งแต่อยากไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ถามว่าแล้วทำไมไม่เรียนในสิ่งที่ชอบเสียเลยตั้งแต่ตอนแรก อ้าวก็สิ่งที่เคยคิดว่าใช่มันเกิดไม่ใช่ขึ้นมา จะทนกล้ำกลืนฝืนใจทำต่อไปให้ใจเป็นทุกข์อยู่ทำไม ในเมื่อค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่และถูกใจกว่าเดิมก็ยูเทิร์นกลับหลังหันไปให้ไวเลย

เขาคนนี้ก็เช่นกัน ที่ค้นพบเส้นทางใหม่ที่ใช่กว่าเดิม เขาก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เภสัชกร คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ผู้ก่อตั้งสถาบันฝึกอบรม Beyond Training เขาเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่าที่บ้านทำร้านขายยา วิ่งเล่นในร้านมาตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานที่ร้านก็ดูชิลๆสบายๆ งั้นเรียนเภสัชก็แล้วกันจะได้มาทำงานของที่บ้าน ก็เลยเลือกเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเขาได้ทุนพระราชทานจากสมเด็จย่า

หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานตามสายที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยการเป็นเซลส์ให้กับบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 5 ปี ก็ได้เป็นเซลส์แมเนเจอร์ คอยดูแลผู้แทนการขาย นอกจากนี้ เขายังจะคอยเป็นเทรนเนอร์ให้กับเซลส์ขายยารุ่นน้อง ในการไปเปิดการขายให้กับร้านขายยาต่างๆ

จากจุดนี้นี่เองที่เขาเพิ่งค้นพบจากภายในตัวเองว่า เขาชอบพูดชอบสอน ชอบการสื่อสาร ชอบเป็นวิทยากร ชอบให้ข้อมูล ชอบทำการอบรม ไม่ได้ชอบการเป็นตัวแทนการขายยาอย่างที่คิดไว้

“ณ จุดนี้ผมก็หาข้อมูลทำการบ้าน ไม่ใช่เรื่องการขายยานะ แต่เป็นการค้นคว้าข้อมูลเรื่องการพูด เทคนิคการสอนการสื่อสาร การยืนหน้าเวทีต่อคนเยอะๆ ต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร ท่าทีท่วงท่า การมองการสบตาเขาสนุกกับการอบรมตรงนี้ และพบว่าระหว่างที่เขาอบรมให้กับคนฟังนั้นทุกคนจะสนุกสนานเฮฮา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และหลายคนมักจะเรียกร้องให้เขาเป็นผู้อบรมเสมอ” เขากล่าวอย่างมีความสุข

หลังจากที่เขาได้ค้นพบความสามารถและความสุขจากการเป็นวิทยากรการฝึกสอนแล้ว เขายังคงทำงานต่อไปอีก 3 ปี พร้อมฝึกปรือและไปอบรมเรื่องการพูดจากสถาบันต่างๆ อยู่เสมอ แต่แล้วบังเอิญไปทราบว่าวิทยากรจากข้างนอกที่บริษัทจ้างมานั้นมีค่าตัวในการพูดสูงถึงวันละ 4-5 หมื่นบาท ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าอย่างนั้นเขาสามารถออกไปเป็นวิทยากรนักพูดได้สิ มันน่าจะประกอบเป็นอาชีพได้ เลี้ยงตัวเองได้อย่างดีแน่นอนเลย

ตอนนั้นเขาก็คิดแบบคนธรรมดาที่อยากสร้างฐานะให้กับครอบครัว ในฐานะลูกชายคนโตเขาก็อยากให้แม่สบาย เนื่องจากที่บ้านก็ไม่ได้ทำธุรกิจใหญ่โตอะไรมากนัก พ่อแม่จะสบายกว่าที่เป็นอยู่ก็คงยาก

เขาจึงตัดสินใจกล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน เพราะหากเป็นตัวแทนจำหน่ายยาก็คงจะดีได้ประมาณหนึ่ง แต่ความสุขความอิ่มเอมใจจากงานที่รักคงไม่มากพอที่จะเติมเต็มความฝันของเขาได้ เขาลองทบทวนตัวเองและไปทดลองวิจัยว่า คนในแบบเขาควรจะทำงานอะไรที่เหมาะกับชีวิต ได้ทั้งเงินและความสุขใจไปพร้อมกัน

ผลการวิจัยบอกว่าเขาเหมาะกับการเป็นนักการสื่อสาร โดยเขาไปเข้าอบรมเรียนทางด้านโค้ชและการเป็นวิทยากรมืออาชีพเรียนรู้ให้เข้มข้น รู้ลึกรู้จริงมากยิ่งขึ้น เรียนกับหลายหลักสูตร ลงทุนเรื่องค่าเรียนไปหลายแสนบาท จากนั้นเขาก็ได้ทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาที่จัดสัมมนาในด้านพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ

“ตอนนั้นอายุ 28 ปี ไปทำงานฝึกปรืออยู่ 2 ปี มีปัญหาคือเราดูเด็กเกินไป ดูไม่มีวิทยฐานะ เพราะนักพูดส่วนใหญ่จะอายุเยอะ มีประสบการณ์มากมาย ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ค่าตัวจะต่ำกว่าของคนอื่น เพราะถือว่าประสบการณ์ยังน้อย รายได้จึงไม่เป็นไปอย่างที่คิด รายได้หายไปครึ่งหนึ่ง”

 

แต่เขาไม่ย่อท้อหมดกำลังใจ ยังทำงานอย่างแข็งขัน ใครเชิญไปพูดที่ไหนไปหมดแม้ค่าตัวจะน้อย หรือแม้กระทั่งพูดฟรีเขาก็ไปเพื่อเป็นการเก็บแต้มประสบการณ์ การฝึกปรือกว่า 3 ปีของเขาไม่เสียเปล่า เขาเรียนรู้ว่าวิทยากรทั่วไปในการขึ้นพูดจะสนใจในเรื่องเนื้อหาเป็นหลัก แต่เขาโฟกัสเรื่องภาษาร่างกาย การมีส่วนร่วมของผู้เข้าอบรม ดูบรรยากาศรอบตัว ให้คนฟังสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน มีฟิลลิ่งร่วมกัน ไม่ใช่เน้นแต่เนื้อหาจนลืมคนฟังให้มีส่วนร่วมกัน เป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ในการอบรม มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้คนฟังเปิดรับ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ในที่สุดสิ่งที่เขาบ่มเพาะก็เติบโตเป็นรูปเป็นร่าง เขาประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ที่เลือกด้วยใจรัก เขาสามารถเป็นวิทยากรมืออาชีพระดับประเทศ  ที่สามารถแบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจต่อหน้าคนหลักพันคน และปัจจุบันยังเป็นนักจัดอีเวนต์ สัมมนา (Seminar Producer & Promoter) แถวหน้าคนหนึ่งแห่งวงการสัมมนาเมืองไทย ที่จัดอีเวนต์สัมมนาใหญ่ๆ มาแล้ว 8 สัมมนา ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สร้างคุณค่า ส่งมอบความรู้ ให้กับคนไทยเกือบ 1 หมื่นคน

จากจุดเริ่มต้นของคนที่กล้าจะฝัน จากคนชนชั้นกลางที่มีฝัน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตอบแทนพระคุณคนที่รัก-ครอบครัว เขาจึงกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเด็กที่เรียนปานกลาง จนได้รับคัดเลือกเป็นนักศึกษาทุนพระราชทานในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ในการศึกษาวิชาชีพเภสัช กล้าที่จะเลือกและลงมือทำในสิ่งที่ตนรัก เปลี่ยนจากเภสัชกรที่เป็นดาวรุ่งในบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก ตัดสินใจก้าวสู่การทำในสิ่งที่รัก ด้วยการเป็นวิทยากรอาชีพตั้งแต่อายุ 28 ปี

การที่เขามาถึงวันนี้ได้เพราะกล้าฝัน กล้าเปลี่ยนเส้นทางอันเคยชินได้ดี เพราะใฝ่เรียนรู้สอบถาม ครูพักลักจำ มุ่งมั่นฝึกตน จนทำได้ดี แม้ค้นเจอว่ารักการสอน การถ่ายทอด ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 8 ปี ในการฝึกทักษะการสื่อสารการถ่ายทอดในที่ชุมชน จนกลายเป็นวิทยากร นักพูดสร้างแรงบันดาลใจแถวหน้าของเมืองไทย เพราะกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อุปสรรค ลงมือทำจนฝันเป็นจริง

จากคนธรรมดา สร้างตนสร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง เป็นคนที่พลิกชีวิตจากติดลบให้มั่งคั่ง มีกินมีใช้ จากคนที่มีการเงินติดลบ เปลี่ยนแปลงตัวเอง นำคำสอนของครู อาจารย์ มาปรับใช้ ทั้งการเปลี่ยนวิธีคิด (Mind Set) เปลี่ยนวิธีการทำ (How To) มีวินัย เอาชนะใจ  ทำซ้ำ จนกลายเป็นนิสัยใหม่ คือสร้างความเชื่อมั่นว่าเราทำได้

เขามีความเชื่อที่ผลักดันให้ตัวเองสำเร็จถึงทุกวันนี้และก้าวเดินต่อไป ด้วยความเชื่อที่ว่าจะพัฒนาชาติ ต้องพัฒนาคน สร้างชาติ ต้องสร้างคน ดังนั้น อาชีพครูหรือผู้สอนจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เขาจึงสร้างหลักสูตร Train the trainer เพื่อในการค้นหาและพัฒนาครู (วิทยากร) วิทยากรคุณภาพให้กับสังคมไทย เพราะเชื่อว่าคนเราทุกคนเปลี่ยนแปลงตนได้ หากได้รับความรู้ ได้รับคำแนะนำจากคนที่สำเร็จมาก่อนผ่านรูปแบบสัมมนา หนังสือ หนังสือเสียง Online Training

ด้วยวัย 34 ปี เขาตั้งบริษัท สร้างแบรนด์ มีแฟนเพจ คนติดตามหลายหมื่นคน มีรายได้เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง รีบสร้างความสำเร็จ ดูแลคนในบริษัท ทีมงานรับผิดชอบดูแลครอบครัว คนที่เรารัก ตอบแทนรู้คุณ ครูอาจารย์ เมื่อสำเร็จ ตอบแทนคุณแผ่นดิน แบ่งปันเพื่อผู้อื่นบ้าง

เขามีหลักการทำงานว่า ต้องกล้าฝันและลงมือทำทันที ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เข้าใกล้ความจริงสักที เมื่อมีปัญหาอย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง พยายามหาศักยภาพของตัวเองให้เจอ เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

เขามองว่าธุรกิจสัมมนาการสื่อสาร ตลาดนี้เพิ่งเริ่มต้นและยังไปต่อได้อีก เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนไทย เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนไทย เขามองภาพตัวเองใน 2-3 ปีข้างหน้าว่าอยากเป็นบริษัทสัมมนาที่มีวิทยากรชั้นนำที่มีความหลากหลาย ตอนนี้เขามีวิทยากรอยู่ 10 กว่าคน และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

“แม้จะเรียนจบแล้วก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในระบบเท่านั้น ต้องคอยเติมอยู่เสมอ ทั้งจากการอ่าน การฟัง การพูด คนเราต้องเรียนรู้เพิ่มตลอดเวลา” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

 

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465549

อรรถพล อนุรุทธิกร นักพัฒนาที่ดินผู้มีวิสัยทัศน์

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เอ็ม-อรรถพล อนุรุทธิกร หนุ่มหล่อวัย 38 ปี ผู้เป็นทั้งนักพัฒนาที่ดิน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิรศิลา พร็อบเพอตี้ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ วนา วาริน รีสอร์ต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง ตัวตนของเขาจะเป็นอย่างไร เห็นทีต้องไปพูดคุยด้วยซะแล้ว

“ตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร วนา วาริน รีสอร์ต ซึ่งอยู่ที่หัวหิน คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นตรงที่สภาพแวดล้อมมีความเป็นธรรมชาติแท้ๆ เลย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรงแรมหรือรีสอร์ทในหัวหินจะเป็นแบบโมเดิร์นซะเยอะ แต่รีสอร์ทเราบนเนื้อที่ 130 ไร่ จะเป็นป่าและต้นไม้ซะมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าเป็นที่พักสไตล์กรีนทราเวล ที่มีทั้งบ้านพักที่เป็นบ้านดินเป็นหลังๆ ตกแต่งด้วยไม้ และหลังคามุงจาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ซึ่งมีทั้งหมด 12 หลัง แล้วยังมีบ้านไม้ มีส่วนที่เป็นตึก 35 ยูนิต และโรงแรมสองชั้นอีก 12 ห้อง ที่รองรับการสัมมนาได้ถึง 150-180 คน

การเปิดรีสอร์ทแห่งนี้เป็นธุรกิจที่ผมเริ่มต้นด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมสิมิลาน่า รีสอร์ต ที่เขาหลัก จ.พังงา ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ตอนนั้นผมเรียนปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เอกโฆษณา อยู่ปี 4 ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) จึงได้เริ่มเข้าไปช่วยคุณพ่อและได้เรียนรู้ว่าการบริหารงานนั้นยากมาก ต่างจากงานในวงการบันเทิงที่ผมเคยเข้าไปสัมผัสในช่วงนั้น ทั้งถ่ายโฆษณาและเล่นละครทางช่อง 3 แบบคนละเรื่องเลย ด้วยหน้าที่ที่ต้องช่วยครอบครัว ผมกับงานบันเทิงเลยไปด้วยกันไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจหันมาโฟกัสในเรื่องธุรกิจอย่างเดียวดีกว่า”

เอ็มบอกว่า ช่วงนั้นนอกจากธุรกิจโรงแรมแล้ว คุณพ่อยังเปิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ด้วย พอเรียนจบปริญญาตรี เขาจึงเข้าไปดูแลอยู่หลายปี กระทั่งหมดสัญญาจึงเลิกทำไป เขาจึงเรียนต่อปริญญาโท สาขาอินเทอร์เน็ต อี-คอมเมิร์ซ ที่เอแบคจนจบ

 

“ตอนที่ผมช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมที่เขาหลัก ช่วงนั้นประสบภัยสึนามิพอดี โรงแรมจึงเสียหายไปครึ่งหนึ่ง หลังจากรีโนเวต 2 ปี และเปิดบริการมาอีก 4-5 ปี ก็มีนักลงทุนชาวอังกฤษมาขอซื้อโรงแรมพร้อมที่ดิน ซึ่งแต่เดิมครอบครัวเราก็ทำธุรกิจพัฒนาที่ดินอยู่แล้ว เมื่อทำโรงแรมจนถึงจุดอิ่มตัวเราจึงขายให้เขาไป จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งที่หัวหิน ก็มีคนมาขอซื้อที่ดินต่ออีก เราก็เลยมองหาที่ใหม่ จนมาเจอที่ดินร้อยกว่าไร่ที่ ต.ทับใต้ ผืนนี้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าในอนาคตที่ดินแปลงนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไหม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามีถนนตัดผ่าน มีทางลัด แนวโน้มในการพัฒนาน่าจะดี เราจึงตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้ในที่สุด”

เอ็มบอกว่า ไอเดียในการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นรีสอร์ทเริ่มขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แรกๆ ก็ไม่ได้คิดจะขยายให้เป็นรีสอร์ทใหญ่โตขนาดนี้ แต่เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมมาก่อน เลยคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย

“เราเริ่มสร้างรีสอร์ทมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลา 4-5 ปี จึงเปิดให้บริการได้ เริ่มจากบ้านดินเล็กๆ แค่ 5 หลัง แล้วค่อยเพิ่มมาเป็น 10 หลัง ที่เลือกทำบ้านดินเพราะมันดูแปลกดี แถมพอเข้าไปพักยังรู้สึกเย็นดีด้วย ตอนแรกเราก็ซื้ออิฐดินที่นักโทษเรือนจำทำเพื่อนำมาสร้างบ้านดิน ซื้อทีเป็นคันรถเลย แต่ช่วงหลังเขาผลิตให้ไม่ทัน ผมจึงให้คนงานลองทำดู ซึ่งคุณภาพก็ใช้ได้ เราจึงทำอิฐดินเองตั้งแต่นั้น ตอนบ้านดินเสร็จใหม่ๆ ก็ต้องโปรโมทออกสื่อทั้งทีวี ทั้งสิ่งพิมพ์พอสมควร ระหว่างนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีคนรู้จักและมีแขกมาเข้าพักมากขึ้น เพราะเราเริ่มโปรโมทลงเพจ FB : VanaVarin และเว็บไซต์ www.vanavarin.com ไปพร้อมกัน

 

ผมจะเรียนรู้จากลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร หรืออยากให้เราปรับปรุงอะไร จากนั้นจะนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น เรียกว่าต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานทุกแผนกเลยก็ว่าได้ ล่าสุดก็ได้รู้ความต้องการของลูกค้า เพราะรีสอร์ทของเราติดป่าติดภูเขาซึ่งดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงน่าจะมีกิจกรรมมารองรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ เราจึงต่อยอดให้เป็นรีสอร์ทกรีนทราเวล โดยเปิดกิจกรรมขี่จักรยานให้ลูกค้าที่มาพักได้ออกกำลังกาย แอบอิงธรรมชาติและต้นไม้ไปพร้อมกัน”

เอ็มเสริมว่า ตอนนี้สนามขี่จักรยานที่มีระยะทาง 3 กม.รอบรีสอร์ททำเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งลูกค้าที่เข้าพักสามารถนำจักรยานใส่รถยนต์มาเอง หรือจะมาเช่าที่รีสอร์ทแล้วปั่นไปตามเส้นทางก็ได้เช่นกัน

“นอกจากเส้นทางจักรยานแล้ว รีสอร์ทยังต่อยอดในเรื่องกรีนฟาร์ม โดยปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบไม่ใช้ดินอีกด้วย ซึ่งผักที่ปลูกก็เช่น บัตเตอร์เฮด กรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ฯลฯ ซึ่งตอนแรกตั้งใจให้ลูกค้าที่มาพักได้กิน แต่ทำไปทำมาผลผลิตกลับมีเยอะจนกินไม่ทัน จึงต้องนำไปขายและเปิดเป็นธุรกิจอีกตัวหนึ่ง (หัวเราะ) โดยมีแหล่งส่งขายในตัวอำเภอหัวหิน ซึ่งช่วงแรกของการปลูกผักไฮโดรฯ นี้ค่อนข้างจะยาก ต้องศึกษาและเรียนรู้จากความผิดพลาดมาเยอะ แต่ด้วยความที่ผมชอบศึกษาและทดลองอยู่เสมอ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกชอบและอินกับมันไปแล้วครับ

อย่างที่รู้กันดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจและการบริหารงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจออุปสรรคให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่อาจเพราะผมได้เริ่มต้นเข้ามาช่วยคุณพ่อบริหารโรงแรมตอนอายุ 25 ปี ผมจึงมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมอาจเป็นคนใจเย็นด้วย จึงมักเข้าใจในคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะลูกน้องหรือคนรอบข้างก็ตาม ผมจึงไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากนัก ซึ่งปัญหาหลักๆ เลยก็คือเรื่องคนนี่แหละ แต่ถ้าเรามีระบบจัดการที่ดีก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

แม้ปัจจุบันนี้ วนา วารินฯ จะมีพนักงานถึง 70 คน แต่ผมใช้วิธีบริหารงานแบบเข้าถึงทุกคนเหมือนเขาเป็นครอบครัว พนักงานส่วนใหญ่ของผมเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เวลามีปัญหาอะไรเราต้องค่อยๆ แก้ไขด้วยความใจเย็น อย่างบางคนมีปัญหาครอบครัวซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา บางครั้งเราก็จะลงไปช่วยแก้ไขให้เท่าที่เราสามารถทำได้ (ยิ้ม) จะว่าเป็นการซื้อใจก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แค่อยากให้งานสามารถดำเนินต่อไปด้วยดีมากกว่า”

 

หนุ่มหล่อเสริมว่า เนื่องจากครอบครัวของเขาทำธุรกิจพัฒนาที่ดินให้มีมูลค่าเพิ่มมานาน ดังนั้นการเปิดโรงแรมหรือเปิดรีสอร์ทขึ้นมา จึงเหมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าของที่ดินแห่งนั้นให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“อย่างที่บอกว่าเรามีที่ดินที่หัวหิน 130 ไร่ แต่เราใช้พื้นที่ทำรีสอร์ทไปแค่ 40-50 ไร่เท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ราคาที่ดินก็เริ่มปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากการพัฒนาที่ดินโดยเปิดรีสอร์ทแล้ว ผมยังเห็นว่าในบริเวณที่ดินใกล้เคียงกันนี้ก็กำลังตั้งหน่วยราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และอื่นๆ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรีสอร์ทของเราด้วย ในอนาคตผมจึงคิดไว้ว่าอยากจะพัฒนาที่ดินส่วนที่เหลือให้เป็นคอมมูนิตี้ที่คนในหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถมาใช้ได้ แล้วอาจจะสร้างบ้านและที่พักอาศัยด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอเดียนี้ยังเป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกทีก็ได้ครับ”

เอ็มทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาทำงานเกือบทุกวัน โดยอยู่ประจำที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องขับรถไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-หัวหินอยู่เสมอ แถมบางครั้งอาจจะต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจโฮมสเตย์ซึ่งเปิดไว้ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขาได้ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินเก่ามาพัฒนาให้เป็นโฮมสเตย์บ่อยๆ อีกด้วย

“ถ้ามีเวลาว่างจากงานจริงๆ ผมไม่ลืมที่จะออกกำลังกายด้วยการเล่นเวต รวมทั้งปั่นจักรยานรอบรีสอร์ทที่หัวหิน อย่างเมื่อก่อนผมจะชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง แต่พออายุเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา นานๆ ไปวิ่งทีก็มีปัญหาเรื่องข้อเท้า ผมจึงหยุดวิ่งไป

สำหรับเรื่องท่องเที่ยวก็แล้วแต่จังหวะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเที่ยวทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยอาจจะได้ไปบ่อยกว่า เพราะด้วยการทำงานของผมที่เป็นนักพัฒนาที่ดินจึงต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าได้ทั้งทำงานและได้ทั้งพักผ่อนไปด้วยในคราวเดียวกัน”

 

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465319

เจนนิสา คูวินิชกุล ปั้นภูมิปัญญาไทยกระหึ่มโลก

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เพราะมีแพสชั่นที่อยากจะนำของดีของไทยมาต่อยอด เพื่อบอกต่อให้คนไทยได้รับรู้ ต่างชาติได้ชื่นชม นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจแรกของสาวเก่ง เจ้าของคาแรกเตอร์หวานซ่อนเปรี้ยว แจน-เจนนิสา คูวินิชกุล จึงเลือกนำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกไม้ไทย มาต่อยอดกลายเป็นผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องหอม ภายใต้แบรนด์ปริมมาลัย จนโด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

มาวันนี้ แจนขอพิสูจน์ตัวเองอีกขั้น ด้วยการนำขนมโรตีสายไหม ของดีพื้นบ้านของไทยที่คนไทยคุ้ยเคยเป็นอย่างดีมาจับแต่งตัวใหม่ นำขึ้นห้างดังสุดหรูอย่างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และพาเข้าไปเปิดตัวเป็นของฝากในแอร์พอร์ตเพื่อให้ชาวต่างชาติถือติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นของฝาก ภายใต้แบรนด์แคนดี้ เครป (Candy Crepe)

หยิบภูมิปัญญาไทยมาเพิ่มมูลค่า

“จากธุรกิจเครื่องหอมมาสู่ร้านขนม ดูข้ามสายมั้ย ในแง่หนึ่งก็ใช่ แต่สำหรับแจนไม่ได้มองที่ตัวสินค้า แต่มองว่าเรากำลังนำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอด มาสร้างมูลค่า เพราะฉะนั้นไม่มีความต่าง เพียงแต่อาจจะมีความท้าทายต่างกัน อย่างตอนทำปริมมาลัยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว คนไทยยังไม่ค่อยให้ราคากับแบรนด์ไทยเท่าไหร่ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าเสื้อผ้าหรืออาหารไทยก็ดี ก้าวไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จนมาสู่ธุรกิจขนม แจนมองว่าความยาก คือ จะทำอย่างไรให้ขนมบ้านๆ ที่คนไทยคุ้นเคยไปไกลกว่าแค่ขนมข้างทาง”

ถามว่าทำไม ถึงต้องเป็นโรตีสายไหม แจนบอกว่า ด้วยความที่เป็นคอขนมหวาน ทั้งชอบทำและชอบกิน พอโจทย์ในหัว คือ หาขนมไทยสักอย่างมาแต่งตัวใหม่ แล้วทำให้ต่างชาติเข้าใจสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ คำตอบเลยมาหยุดที่ โรตีสายไหม เพราะเธอเองแม้จะตระเวนชิมขนมหวานมาทั่วโลกแล้ว ร้านไหนว่าอร่อยก็ต้องไปลองเมื่อมีโอกาสเดินทางไป
เยือนประเทศนั้น แต่ก็ยังติดอดติดใจในรสชาติของโรตีสายไหม

 

“แจนชอบกินโรตีสายไหม แต่บางทีจะหาร้านอร่อยจริงๆ ก็ยาก บางครั้งก็ต้องยอมไปซื้อไกลถึงอยุธยา เลยทำให้มาย้อนคิดว่า ถ้าเราเองเป็นคนไทย จะหาโรตีสายไหมอร่อยๆ กินยังยาก ชาวต่างชาติไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้างั้นทำไมเราไม่เอาโรตีสายไหมมาต่อยอด เพราะจริงๆ แล้วเป็นขนมที่พิเศษมาก นอกจากจะทำกินเองที่บ้านไม่ได้แล้ว ยังเป็นขนมแทบจะชนิดเดียวในโลก ที่เราสามารถดีไอวายด้วยตัวเอง ชอบหวานมากหวานน้อยก็กำหนดเองได้ แจนว่านี่คือเสน่ห์นะ”

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง ผู้บริหารสาวคนเก่งใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ ในการติดต่อเพื่อขอซื้อสูตรจากโรตีสายไหมเจ้าดังในอยุธยา และนำมาพัฒนาสูตรให้อร่อยขึ้น มีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ จากเดิมทั้งส่วนของแคนดี้ (ไส้) ให้มีรสชาติตั้งแต่มะพร้าว ทุเรียน องุ่น โคลา ในส่วนของเครป (แป้ง) มีทั้งแบบออริจินัล และเพื่อสุขภาพ ด้วยการใส่ผงถ่านไม้ไผ่ ชาเขียวลงไป

“หลังจากเปิดตัวขายทางออนไลน์ตอนแรกออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะมากจนทำส่งแทบไม่ทัน จากไม่มีหน้าร้าน เราเริ่มขยายสู่การเป็นคีออสเล็กๆ ที่ห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ปรากฏว่าขายดี เราเลยขยายเป็นคาเฟ่ พร้อมขยายความอร่อยเพิ่มเติมไปที่ เดอะ ซีซันส์ มอลล์ (The Seasons Mall) ย่านพหลโยธิน สาขากิ่งแก้ว 40/2 สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งหน้าร้านออนไลน์ ซึ่งมีลูกค้าให้ความสนใจเยอะ

บางคนสั่งมา ส่งข้ามประเทศ กว่าจะไปถึงอายุของแป้งอยู่ได้อีกครึ่งวันเขาก็ยอม (หัวเราะ) ซึ่งเราเองกำลังพยายามหาทางพัฒนาสูตร เพื่อยืดอายุของขนมให้นานขึ้น รวมทั้งคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ตลาด”

 

มองให้ไกลกว่าตัวเอง

แจนบอกว่า ตอนที่ตัดสินใจเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ มีเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เลือกอิมพอร์ตแบรนด์ขนมดังๆ จากต่างประเทศเข้ามา แน่นอนว่าถ้าแจนทำอย่างนั้นก็ได้ ไม่เหนื่อยและไม่ยากด้วย แต่แจนคิดว่า ไม่ท้าทาย

“ทุกวันนี้เป้าหมายในการทำธุรกิจของแจน ไม่ได้มองแค่เพื่อตัวเอง เพราะถ้าถามหาความสำเร็จ แจนโชคดีที่ได้บรรลุความฝันของตัวเองหลายอย่าง อย่างเรื่องเรียน แจนได้เรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนทำงาน ก็ได้มีโอกาสทำงานในบริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทในฝันของหลายคน เพราะฉะนั้นเป้าหมายส่วนตัวของแจนที่ทำให้ตัวเองและครอบครัวภูมิใจ แจนได้ทำหมดแล้ว ตอนนี้สิ่งที่แจนทำ เลยอยากทำเพื่อตอบแทนสังคมหรือประเทศ แจนเลยอยากทำให้ของดีของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก”

ถามว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำไมแจนถึงมั่นใจกับการเปิดตัวธุรกิจใหม่ เธอตอบด้วยสายตามุ่งมั่นว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีแล้วเราไม่ทำอะไร เมื่อนั้นก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์

“ชีวิตคนเราจะยืนยงสักกี่ปี แจนไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไป อยากให้เมื่อเราจากไป ยังได้ทิ้งสิ่งดีๆ และความภาคภูมิใจเอาไว้ข้างหลัง สำหรับแจนกับการทำธุรกิจใหม่ๆ ยังไม่หยุดแค่นี้แน่ๆ เพียงแต่ขอให้แบรนด์ Candy Crepe นิ่งก่อน เพราะโอกาสในโลกธุรกิจยังมีอีกเยอะ ถ้าแจนมีอีก 100 มือ ก็คงจะดี” ผู้บริหารสาว กล่าวอย่างอารมณ์ดี

 

ตลอดเวลาที่เธอถ่ายทอดถึงมุมมองความคิดที่มีต่อการทำธุรกิจอย่างไม่เหมือนใคร แต่น่าสนใจเหลือเกินนี่ ทำให้อดใจไว้ไม่ไหวที่จะถามถึงเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

“แจนยังยืนยันว่า การทำธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย แต่สิ่งที่นักธุรกิจพึงกระทำ คือ มองหาโอกาสที่เราจะเข้าไปเติมเต็มในช่องว่างที่มีให้ได้ แจนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ ตอนนี้ยังมีโอกาสอีกเยอะนะคะ เพียงแต่เห็นโอกาสแล้ว ต้องคิดให้เยอะ คิดให้รอบด้าน อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ก็ต้องทำให้ได้ก่อนจะลงมือทำ หรือตัดสินใจอะไรต้องคิดให้ครบ

ดูว่าสินค้าหรือบริการที่เราจะทำตอบโจทย์ตลาดมั้ย ต้องใช้เงินหมุนเท่าไหร่ จะต่อยอดอนาคตของธุรกิจอย่างไร ที่สำคัญ คือ ควรเริ่มต้นธุรกิจแบบเล็กๆ ก่อน อย่าคิดจะเริ่มเปิดตัวมาแบบใหญ่เลย เพราะถ้าไปถอดบทเรียนของแบรนด์ใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากก้าวเล็กๆ ที่มั่นคงก่อน”

ถามว่า หากธุรกิจมาถึงจุดที่น่าหนักใจ จะมีวิธีตัดสินใจอย่างไรว่าควรหยุดหรือไปต่อ ผู้บริหารคนเก่งแนะนำว่า ถ้าธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่เริ่มอยู่ในภาวะ Bleeding (เลือดออก) ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าอาการหนักแค่ไหน เอาความจริงออกมาพิจารณา อย่าหลอกตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เรามองปัญหาแบบภาพรวมสถานการณ์แล้ว เราจะมีข้อมูลมากพอที่จะค่อยย้อนกลับมาถามตัวเองว่ายังสู้อยู่หรือไม่

“ถ้าเจ้าของเองใจไม่สู้ เริ่มท้อ แจนว่าก็หยุดเถอะ ถามว่าแจนมีทำธุรกิจแล้วท้อ ร้องไห้มีมั้ย แน่นอนค่ะ ทุกธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่คำว่าท้อไม่สู้ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนท้อบ้าง แต่ใจยังสู้ไหวก็ไปต่อ ขณะที่บางคนท้อแล้วเขวเลยไปต่อไม่ไหว แจนถึงบอกว่าเราต้องเอาความจริงออกมาคุยกัน เพื่อจะได้รู้ว่าจะตัดสินอนาคตอย่างไร” ผู้บริหารสาวเก่ง กล่าวทิ้งท้าย

 

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465119

ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ งานยากยิ่งต้องพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ที่ดีลเลอร์ทั้งหลายต่างกุมขมับ แต่สำหรับนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่อย่าง ณัฐธันยพร คณาธิปสกุลสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี ซี มอเตอร์ส เจ้าของกิจการโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สาขาติวานนท์ และรัชดาภิเษก เศรษฐกิจตกต่ำไม่ใช่ปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเธอยังสามารถเพิ่มยอดจำหน่าย สร้างกำไรให้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย

ณัฐธันยพร เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในช่วงที่เธอยังเป็นนักศึกษา เธอก็ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเอง และหลังจากเรียนจบก็เปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งใน จ.นนทบุรี และหลังจากนั้นไม่นานนักเธอก็ผันตัวมาจับธุรกิจรถยนต์จากโชว์รูมเล็กๆ จนสามารถทำกำไรเปิดสาขาใหม่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

“เราเรียนเราทำงานไปด้วย โดยมีคุณพ่อให้การสนับสนุน โดยเราเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นบริการรับจำนองขายฝากบ้านและที่ดิน ซื้อมาขายไป แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้เมื่อเทียบกับรายอื่นๆ ที่ขายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เราก็อาศัยพี่ๆ ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์คอยให้คำแนะนำสอนเกี่ยวกับเรื่องทางหารายได้ การเลือกดูบ้าน เราก็เรียนรู้เก็บเอามาใช้กับธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ

ตอนที่เราทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่เป็นช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะซบเซาอย่างหนัก แต่เราก็สามารถทำยอดขายบ้านได้ปีละประมาณ 200 หลัง โดยอาศัยเทคนิคขายบ้านหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่ติดป้ายขายรอให้คนมาเห็น แต่เรายังนำเสนอบ้านให้กับลูกค้าในตลาดออนไลน์ ในทุกๆ วันเราเข้าไปนำเสนอขายบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆ นำเสนอเทคนิคการขอกู้เงินผ่อนบ้านช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งทำให้ยอดขายบ้านของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการเรียนนิเทศศาสตร์ ในเรื่องของการทำการตลาดเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราเริ่มทำการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง ในช่วงนั้นมีเว็บไซต์ซื้อขาย มีอะไรใหม่ๆ มาเราก็ใช้หมด เพราะเราถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ของเรา”

 

ไม่กลัวที่จะเริ่ม

วันหนึ่ง ณัฐธันยพร เข้าเว็บไซต์สนุกดอทคอม แล้วเห็นประกาศรับสมัครดีลเลอร์ “เราเองก็มีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง ประกอบกับมีญาติพี่น้องซึ่งมีที่ดินอยู่แถวรัชดาฯ เปิดอู่ซ่อมรถเล็กๆ ก็เลยมาคุยกันว่าจะเปลี่ยนเป็นโชว์รูมได้อย่างไร

ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ และถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นไร เราอายุยังน้อย ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกมาก แต่โชคดีที่ทางซูซูกิตอนนั้นอยากจะได้ผู้ค้ารายใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นดีลเลอร์ เพื่อการปรับภาพลักษณ์และการทำการตลาดแบบใหม่ เพราะทางซูซูกิมองว่าถ้าเกิดทำการตลาดแบบใหม่กับดีลเลอร์เดิมๆ ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนรุ่นเก่าจะรับอะไรใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และยังยึดกับสูตรความสำเร็จเดิมๆ

ในปีแรกที่ทำก็เรียกได้ว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องเงินทุนที่เรามีค่อนข้างจำกัด ตอนนั้นเราก็ไม่มีประสบการณ์ เราอาศัยการปรึกษากับคนรุ่นเก่าว่า เขามีการช่วยเหลืออะไรอย่างไรบ้าง เขาขายอย่างไร มีการบริหารเทคนิค มีการดึงดูดลูกค้าอย่างไร เราก็พยายามทำการตลาดทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจของเราดำเนินไปได้

พอมาในปี 2554-2555 เป็นช่วงที่มีโครงการรถคันแรก ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นมหาศาล ยอดขายในปีเดียวมียอดจองทั้งหมด 1,380 คัน ปล่อยรถประมาณวันละ 15 คัน เรียกว่าลูกค้าทยอยมารับรถออกไปจากโชว์รูมเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว แต่พอหมดโครงการรถคันแรกก็ถือเป็นช่วงยอดตก แต่เราก็ทำใจแล้วว่าต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

ก็ให้กำลังใจกับลูกน้องบอกเขาว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนอื่นคิดว่าตกและรอโอกาส แต่พวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถทำยอดขายเพิ่มจากการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น โดยการเอาไปโพสต์ขายตามเว็บไซต์ต่างๆ มีการทำโซเชียลมีเดีย จับรถซูซูกิมาแต่งหน้าทาปากใหม่เป็นลายกัปตันอเมริกา ลายจุด ลายสปอร์ต แต่งล้อแม็กใหม่ ให้ลูกค้ารู้สึกว่ารถของเราสามารถแต่งสวยได้ในแนวไหนบ้าง ทำให้เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อของลูกค้าได้มากขึ้น

ตอนนั้นก็ถือว่าการทำตลาดโซเชียลมีเดียจากเฟซบุ๊กนี่ค่อนข้างมาแรงมาก ทำให้เราสามารถซื้อขายรถยนต์โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเซลส์เลยก็ได้ ทำให้ลูกน้องทุกคนเกิดความมั่นใจในระบบของการขายรถออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็คือความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ของเราหรือโซเชียลมีเดียของเราเองก็เช่นกัน เราจะต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถโอนเงินสั่งจองซื้อรถผ่านระบบออนไลน์ของเราได้ เพียงแค่เขาโอนเงิน เราก็มีระบบไฟแนนซ์ติดต่อกลับไปเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและของเราเอง ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรา

กลายเป็นว่าจากเดิมที่ดีลเลอร์จะขายรถแค่ในโชว์รูม หรืองานจัดแสดงรถยนต์ ก็เปลี่ยนเป็นเราสามารถขายให้กับลูกค้าที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากออฟฟิศไปหาลูกค้า แต่ลูกค้าจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาสั่งซื้อสินค้าเป็นรถยนต์จากเราได้ ทำให้ยอดขายของเรากระเตื้องขึ้น เมื่อเทียบกับยอดขายระหว่างช่วงปี 2555 ซึ่งเป็นโครงการรถคันแรก กับช่วงปัจจุบันบริษัทของเราถือว่าสามารถทำกำไรจากยอดขายรถยนต์ได้มากกว่าดีลเลอร์อื่น เพราะว่าเรามุ่งเน้นการทำการตลาดออนไลน์มานาน แค่เปลี่ยนมุมมองการขายจากรถยนต์ที่มีลูกค้ามาซื้อที่โชว์รูม มาเป็นการนำเสนอขายรถยนต์ให้กับลูกค้าถึงตัวผ่านระบบออนไลน์”

 

ยิ่งท้อยิ่งต้องสู้

ณัฐธันยพร บอกว่า เวลาที่เราเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามในเรื่องของการทำธุรกิจ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรอคอยขอความช่วยเหลือ แต่จะต้องขยันให้มากกว่าเดิม สู้ให้มากกว่าเก่าเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ แล้วเราจะมองเห็นโอกาส มองเห็นช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขายของเรา

“เราไม่เคยที่จะมานั่งจับผิดว่าลูกน้องเข้าทำงานกี่โมง เลิกกี่โมง หรือจับผิดเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และหักเงิน เรามองว่างานเซลส์เป็นงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่งานตอกบัตรที่ต้องเข้า 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น ถ้าลูกค้าโทรมา 3 ทุ่ม หรือตี 3 ก็ต้องรับสาย หรือลูกค้าส่งข้อความในโซเชียลมีเดีย ลูกค้าถามมาเวลาไหนก็ต้องตอบเวลานั้น เพื่อดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้ากับเราให้ได้

แม้ว่าลูกค้าคนนั้นแค่เข้ามาดูรถในโชว์รูม หรือแม้กระทั่งเข้ามาสอบถาม เราก็เก็บไว้เป็นโปรไฟล์ลูกค้า เป็นฐานข้อมูลว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร มีความสนใจอะไร ซึ่งในวันข้างหน้าเขาก็อาจจะมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคตก็ได้ จึงเห็นได้ว่าเขาแทบจะทำงานให้เราอยู่ตลอดเวลา

การบริหารงานโดยเฉพาะบริหารงานยุคใหม่ ควรจะมองในเรื่องการตั้งเป้าหมายในการทํางานเป็นหลัก เมื่อเราตั้งแล้วลูกน้องของเราสามารถทำได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเกิดเขาทำถึง เขาจะบริหารเวลาในการทำงานอย่างไร เพราะประสิทธิภาพในการทำงานไม่ได้วัดกันที่การนับเวลานั่งอยู่ที่ออฟฟิศ แต่หมายถึงผลที่ออกมาว่าตรงตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ แล้วเขาทำได้สำเร็จหรือไม่ต่างหาก

นอกจากนี้ เราก็เอาใจใส่ลูกน้องให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถ้าลูกน้องเราอยู่ไม่ได้ ธุรกิจของเราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เรามักจะเตือนลูกน้องเสมอว่า เวลาที่ได้ยอดขายดีต้องรู้จักแบ่งเก็บแบ่งใช้ เพราะเราอาจจะไม่ได้ยอดอย่างนี้ไปตลอด ต้องรู้จักบริหารเงินและการลงทุน และการดูแลลูกน้องแต่ละฝ่ายก็ดูไม่เหมือนกันอีก อย่างงานเซลส์เขาอาศัยการขายสร้างรายได้ ยิ่งขายมากยิ่งได้มาก แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำงานหลังบ้านเรา เช่น งานช่าง พวกเขาทำทั้งวันก็ยังได้เงินเดือนไม่เท่าเซลส์ขายรถ เราก็ต้องมีวิธีการดูแลพวกเขาอีกแบบหนึ่ง การบริหารงานเป็นเรื่องซับซ้อนและมีวิธีการจัดการที่หลากหลาย เพียงแต่เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของการคิดในแง่บวก ลูกน้องจะเป็นคนที่อ่อนไหวต่อข่าวสารภายนอกได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้อง หน้าที่ของเราก็คือต้องให้กำลังใจบอกกับลูกน้องเสมอว่า เราจะต้องพยายามให้มากขึ้น มองหาช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดแล้วเราก็เข้ามาคุยกันว่าเราจะใช้วิธีการไหนในการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ถามว่าเศรษฐกิจปี 2559 แย่ไหม บอกได้เลยว่าแย่ถึงแย่มากๆ แต่ยอดขายของเราก็ยังถือว่าดีมากเช่นกัน เพราะเราทำให้เขาเห็นแล้วว่ายิ่งพยายามหาช่องทางการขาย ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับมามากขึ้นเท่านั้น”

 

ต้านสลากแพงสั่งพิมพ์ รวมยอด 71ล้านคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824021


ขายช่วงเทศกาลปีใหม่ตรุษจีน ลอตเตอรี่ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว ผอ.สลากยันไม่ได้มอมเมาปชช.บอร์ดสลากฯสั่งพิมพ์สลากขึ้นเป็น 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ กดดันผู้ค้าสลากไม่ให้ขายเกินราคาคู่ละ 80 บาท หลังสำรวจตลาดย้อนหลังปีที่แล้ว ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน ราคาสลากพุ่งขึ้นไปแตะคู่ละ 150 บาท เชื่อช่วยแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา แต่ถ้าปัญหาไม่มีแล้วก็จะลดยอดพิมพ์

ในขณะที่ตลาดสินค้าอื่น มียอดขายซบเซา แต่ในทางตรงกันข้าม “ตลาดหวย” กลับมียอดขายดีชนิดไม่พอขาย ทั้งนี้ พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากฯ ที่มี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ว่า ที่ประชุมบอร์ดมีมติให้สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล จากปัจจุบันที่พิมพ์สลากจำหน่ายทั้งหมด 60 ล้านฉบับคู่ หรือ 120 ล้านฉบับต่องวด เพิ่มยอดการพิมพ์เพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่ ในงวดวันที่ 30 ธ.ค. หรือรวมเป็น 65 ล้านฉบับคู่ ในงวดต่อไป จะเพิ่มยอดการพิมพ์ขึ้นไปอยู่ที่ 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ ในช่วงเดือน ม.ค.และเดือน ก.พ.2560 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในช่วงนั้น ประชาชนจะมีความต้องการสลากเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ราคาสลากขายปลีกพุ่งขึ้นไปถึงคู่ละ 150 บาท

สำหรับการเพิ่มยอดการพิมพ์สลากฯในครั้งนี้ จะเริ่มงวดแรกคือ งวดวันที่ 30 ธ.ค.59 มีจำนวนการพิมพ์ทั้งหมด 65 ล้านฉบับคู่ ส่วนในปีหน้าเริ่มงวดวันที่ 17 ม.ค.60 จะพิมพ์ 68 ล้านฉบับคู่ หรือ 136 ล้านฉบับ งวดวันที่ 30 ม.ค.60 จะพิมพ์ 68 ล้านฉบับคู่ และงวดวันที่ 16 ก.พ.60 จะเพิ่มอีก 3 ล้านฉบับคู่ รวมเป็น 71 ล้านฉบับคู่ หรือ 142 ล้านฉบับ โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านฉบับคู่ จะจัดสรรให้กับองค์กร สมาคม มูลนิธิคนพิการ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้จำหน่ายรายย่อยกับสมาคม องค์กรและมูลนิธิ สำนักงานสลากฯมีความมั่นใจว่า วิธีการนี้จะทำให้การจำหน่ายสลากเกินราคาลดความรุนแรงลง โดยประเมินว่า ราคาขายปลีกหลังจากที่สำนักงานสลากฯเพิ่มยอดการพิมพ์แล้วจะอยู่ที่คู่ละ 80 บาทได้ แต่ยอมรับว่าสลากเลขชุดและสลากที่เป็นเลขเด็ดเลขดังอาจจะมีราคาแพงกว่าคู่ละ 80 บาท แต่ไม่น่ารุนแรงถึงคู่ละ 150 บาท

พลตรีฉลองรัฐกล่าวว่า การพิมพ์สลากเข้าสู่ระบบจำนวนมากนี้ สำนักงานสลากฯ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการมอมเมาประชาชนอย่างแน่นอน แต่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขายเกินราคาและการรวมชุด หากสามารถแก้ปัญหาได้แล้ว สำนักงานสลากฯ จะลดจำนวนพิมพ์ลงในทันที โดยจะติดตามพิจารณาเป็นรายงวด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สาเหตุการพิมพ์สลากเพิ่มสืบเนื่องจากมีผู้สนใจทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ เป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการสูงถึงครั้งละกว่า 90,000 ราย ในขณะที่มีผู้ทำรายการได้ครั้งละ 67,000 ราย มีผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสลากได้ประมาณ 23,000 ราย คิดเป็นจำนวนสลากประมาณ 120,000 เล่มคู่ ในขณะเดียวกัน ในจำนวนผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้า ยังมีผู้ประสงค์จะรับสลากไปจำหน่ายมากกว่า 5 เล่มอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

โฆษกคณะกรรมการฯ กล่าวอีกว่า คาดว่าน่าจะยังมีความต้องการสลากอยู่อีกประมาณ 150,000 -160,000 เล่มคู่ โดยการทำรายการแต่ละครั้ง ใช้เวลาเพียง 6-7 นาที เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีเหตุการณ์วิวาท แย่งกันทำรายการซื้อ-จองล่วงหน้าฯบริเวณตู้เอทีเอ็ม ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความต้องการสลาก ในส่วนของผู้ขายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับขณะนี้ ใกล้ช่วงปีใหม่และตรุษจีน ช่วงนี้ของทุกปีสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเป็นที่ต้องการสูง เนื่องจากเป็นที่นิยมเสี่ยงโชคและให้เป็นของขวัญ อีกทั้งยังมีการจับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการลักลอบนำสลากไปจำหน่ายต่อในราคาสูงอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯยังคงความเข้มข้นและความต่อเนื่อง ในการลงพื้นที่กวดขันการจำหน่ายสลากตามราคาและจับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาทั่วประเทศ โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย.58 จนถึงเดือน ธ.ค.59 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง จับกุมผู้จำหน่ายสลากเกินราคาและดำเนินคดีอาญาแล้ว 986 ราย ยกเลิกสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย 152 ราย ยกเลิกสิทธิการลงทะเบียนโครงการซื้อ-จองล่วงหน้าฯแล้ว 154 ราย นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการของสำนักงานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายผลการบันทึกภาพและบันทึกหมายเลขสลากในเขตปริมณฑลในช่วงต้นเดือน ธ.ค. จากการตรวจสอบสลากที่นำมารวมชุดรวมทั้งสิ้น 667 ชุด 3,277 ฉบับคู่ พบว่าส่วนใหญ่เป็นสลากชุด 5 ฉบับคู่ สลากเหล่านี้ จะถูกนำไปตรวจสอบว่าใครเป็นผู้นำมาจำหน่าย หากตรวจพบว่าเป็นสลากของผู้ใด จะตัดโควตาทันที

สำหรับการทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายสลาก กินแบ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีอายุสัญญาตั้งแต่งวดวันที่ 16 ธ.ค.59-1 มิ.ย.60 มีตัวแทนจำหน่ายส่วนกลาง ที่ไม่มาทำสัญญาเกือบ 300 ราย คิดเป็นจำนวนสลากเกือบ 1,500 เล่มคู่ สลากจำนวนนี้ ได้นำไปเข้าสู่โครงการซื้อตรง-จองล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประสงค์จะรับสลากไปจำหน่ายเข้าถึงสลากได้มากขึ้น ในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่มาทำสัญญารอบนี้ สำนักงานฯ ได้ประสานจัดส่งหมายเลขบัตรประชาชนของตัว แทนจำหน่ายรายย่อยบุคคลทั่วไป ทั้งหมดจำนวน 31,934 ราย ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อช่วยตรวจสอบหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตัวแทนจำหน่ายรายย่อยบุคคลทั่วไปว่า ขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการหรือไม่ โดยจัดทำข้อมูลในรูปแบบไฟล์บันทึกลงแผ่น CD เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากพบว่าตัวแทนรายย่อยรายใดขาดคุณสมบัติดังกล่าว จะยกเลิกสัญญาทันทีเช่นกัน

ส่วนการทำรายการซื้อตรง-จองล่วงหน้าในรอบต่อไป นายธนวรรธ์กล่าวว่า จะเปิดให้ทำรายการสลากซื้อตรงงวดวันที่ 17 ม.ค.60 ในวันที่ 5 ม.ค.60 จำนวนสลากประมาณ 165,000 เล่มคู่ และเปิดให้ทำรายการสลากจองล่วงหน้างวดวันที่ 1 ก.พ.60 จำนวน 2 วัน คือ ในวันที่ 6 ม.ค.60 จำนวนสลาก 180,000 เล่มคู่ และวันที่ 7 ม.ค.60 จำนวนสลาก 80,000 เล่มคู่ และมอบหมายให้ผู้ตรวจการของสำนักงานฯ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ตรวจสอบการจำหน่ายสลากของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดกรองผู้จำหน่ายสลากที่แท้จริง หลังจากในรอบปีที่ผ่านมา สำนักงานฯได้ขอความร่วมมือหน่วยทหารและจังหวัด ในการตรวจสอบผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยการจัดเก็บข้อมูลในครั้งนี้ จะนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาในอนาคต ส่วนการนำสลากออนไลน์มาใช้ในขณะนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะจะมีผลกระทบต่อผู้ค้าสลากจำนวนมาก

ด้าน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯจะควบคุมการขายปลีกไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท โดยมีความมั่นใจว่า ในปีหน้า ราคาสลากที่ขายตามแผงส่วนใหญ่จะอยู่ที่คู่ละ 80 บาทอย่างแน่นอน

 

“แบล็กโฟน” เตือนโซเชียลปีใหม่ แนะเคล็ดลับ 10 ข้อกันโดนแฮก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823953


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Blackphone2 (แบล็กโฟน 2) สมาร์ทโฟนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่มีชื่อทางด้านความปลอดภัยจากการรั่วไหลของข้อมูล ด้วยแพลตฟอร์ม SilentOS ที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจากแอนดรอยด์ ได้ออกมาเตือนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเมืองไทยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ขอให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนเช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ข้อมูล รูปภาพ ไปในโลกออนไลน์ พร้อมแนะเคล็ดลับ 10 ข้อควรระวัง เพื่อความปลอดภัยในการใช้สมาร์ทโฟน เริ่มต้นที่ 1.ใครที่ชอบโหลดแอพพลิเคชั่นฟรี ควรเช็กแหล่งที่มาก่อนดาวน์โหลดให้ดี 2.ควรตั้งสติก่อนแชตทุกครั้ง ป้องกันการส่งไลน์ผิดกรุ๊ปผิดคน 3.ควรรู้เรื่องไอทีบ้าง อาทิ จองตั๋วออนไลน์ไปเที่ยวปีใหม่ต้องตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีระบบความปลอดภัยมากพอ สังเกตได้จาก UPL หากเป็น https:// ถือว่ามีความปลอดภัยในการส่งข้อมูลที่สุด4.ซื้อของออนไลน์ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้าให้ดี 5.ควรเก็บรูปส่วนตัวในระบบ Cloud ที่มีการใส่รหัส เพื่อกรณีที่มือถือหาย 6.การใช้ free WiFi ควรตรวจสอบให้ดีว่าสถานที่นั้นมีความปลอดภัยมากแค่ไหน 7.ควรตั้งรหัสก่อนเข้าใช้มือถือ เพื่อกันการเข้าใช้งานจากบุคคลอื่น 8.ควรตั้ง Password สำหรับการใช้มือถือ เพื่อความเป็นส่วนตัว อาทิ เฟซบุ๊ก ออกจากระบบหากไม่ได้ใช้มือถือ

สำหรับข้อ 9.การโอนเงินผ่านมือถือควรเปิดระบบบริการ One Time Password (OTP) กับธนาคารเพื่อตรวจสอบยืนยันก่อนทุกการโอนเงิน และข้อสุดท้ายถ่ายภาพแล้วภาพหลุดไปในเฟซบุ๊ก เพจสาธารณะ ทางแก้คือตั้งรหัสการเข้าเครื่อง เข้าโปรไฟล์ให้ดี สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.zecureasia.com/blackphone2  และเฟซบุ๊ก : BlackphoneThailand.

 

ทีวีดิจิทัล 1 ช่องขอใช้สิทธิ์ ม.44 “กสทช.” แจงเร่งต่อลมหายใจผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823950


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. รับทราบคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ม.44 เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนในกรณีให้ใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการนำช่องทีวีดิจิทัล 22 ช่อง และทีวีช่อง 5, 11, ไทยพีบีเอส, ทีวีรัฐสภา รวม 26 ช่อง นำมาออกอากาศผ่านโครงข่ายดาวเทียม ซึ่งช่องใดเป็นเอชดี ก็ต้องได้ออกอากาศเป็นเอชดี ต้องไม่มีรายใดได้เปรียบเสียเปรียบกัน โดย กสทช.จะเสนอบอร์ดกองทุน กทปส.พิจารณาในเร็วๆนี้ ซึ่งจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 ปี วงเงิน 2,600 ล้านบาท หรือปีละ 866 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค.60 การออกอากาศของทีวีดิจิทัลบนโครงข่ายเทียมจะเป็นไปตามประกาศของกสทช.ส่วนการเลื่อนระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลนั้น ผู้ประกอบการสามารถแจ้งรายละเอียดได้ว่าจะชำระตามหลักเกณฑ์ใหม่ ที่ คสช.ออกคำสั่งจาก 6 งวดเป็น 9 งวดหรือไม่ ซึ่งสามารถแจ้งได้ก่อนวันครบกำหนดชำระค่าประมูลในวันที่ 24 พ.ค.2560 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 1 ราย ได้แจ้งมายัง กสทช.ว่าจะจ่ายค่างวดตามคำสั่ง คสช.
นายฐากรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายปี 2560 กำหนดไว้ที่ 4,692 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 ที่ผ่านมา จำนวน 558 ล้านบาท หรือ 10.80% โดยงบประมาณรายจ่ายปี 2559 อยู่ที่ 5,163 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท และต้นปี 2560 จะนำรายได้จากการประมูลเลขหมายโทรคมนาคม (เบอร์สวย) วงเงิน 62 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผู้ชนะประมูลได้นำเงินมาชำระครบถ้วนแล้ว และในปีนี้ กสทช.จะแจกโบนัสเฉลี่ย 2 เดือน เท่ากับปีที่แล้วกำหนดไว้ 2 เดือนเช่นกัน.