เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ลำห้วยคะคาง เกิดจากเนินดินสันปันน้ำ “โคกแบ่ง” ที่ทอดตัวในแนวนอนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก จากเขตพื้นที่อำเภอวาปีปทุม และอำเภอบรบือ โดยมีลำรางธรรมชาติที่เป็นลำห้วยสาขาถึง 7 สาย มี ห้วยเครือซูด ห้วยหนองหิน ห้วยปลาคูน ห้วยโจด ห้วยหนองแสง ห้วยหนองปลิง และห้วยน้อย นอกจากจะเป็นสันเนินดินกักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชีกับลุ่มน้ำมูลอีกด้วย ลำห้วยคะคางมีความยาวตลอดสายเกือบ 50 กิโลเมตร ไหลจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง” หรือ “อ่างโคกก่อ” ที่หัวสันเขื่อนอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกก่อ เชื่อมโยงไปยังตำบลบัวค้อ อำเภอเมืองมหาสารคาม อันเป็นบริเวณท้ายเขื่อน จากเนินดินและอ่างต้นน้ำส่งสายน้ำให้ไหลผ่านพื้นที่หลายหมู่บ้านในตำบลโคกก่อ ตำบลหนองโน ตำบลหนองปลิง ตำบลแวงน่าง จากนั้นจึงไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ที่บ้านท่าแร่ ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานและคลองส่งน้ำ เพื่อการเกษตรและการประมงถึง 4,500 ไร่

ลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำห้วยสายเดียวที่ไหลผ่านกลางเมืองในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม มีสถานศึกษาหลายแห่งต้องอาศัยแหล่งน้ำจากลำห้วยสายนี้ ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาลัยพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นต้น ก่อนไหลผ่านพ้นไปออกนอกตัวเมือง เปลี่ยนวิถีการไหลจากแนวตะวันตกไปสู่ตะวันออก ผ่านพื้นที่ตำบลลาดพัฒนา ตำบลเขวา ออกไปเชื่อมกับลำน้ำชี ที่บริเวณบ้านท่าตูม ตำบลท่าตูม อำเภอเมืองมหาสารคาม

อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งที่เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยคะคางคือ อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง หรืออ่างโคกก่อ และอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน สำหรับอ่างโคกก่อนั้นอยู่บริเวณบ้านโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ถึง 72.50 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 0.956 ตารางกิโลเมตร หรือ 597 ไร่ มีความจุ 4.126 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอยู่ในเขตบ้านโนนหัวฝาย ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ 208 ตารางกิโลเมตร ความจุในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3.04 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,900 ไร่ ในขณะที่ทั้งสองอ่างเก็บน้ำและลำห้วยคะคางอยู่ในเขตพื้นที่การปกครองท้องถิ่นถึง 11 องค์กร มี องค์การบริหารส่วนตำบลบัวค้อ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกก่อ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนหว่าน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง องค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเลิงจาน เทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนตำบลลาดพัฒนา เทศบาลตำบลเขวา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม ซึ่งทั้ง 11 องค์กร มีประชากรราว 150,000 คน ใน 2,000 ครัวเรือน

จากข้อมูลดังกล่าวได้พบข้อเท็จจริงหลายประการ เป็นต้นว่า เกษตรกรได้เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกือบเต็มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้ผืนป่าต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่รวมราว 5,000 ไร่ ถูกทำลายเสื่อมโทรมเกือบสิ้นเชิง มีป่าชุมชนบ้านหนองคูณ ป่าหนองโน-อีดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพน้ำ เกิดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ลำห้วยสาขาตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากในฤดูฝน พลังน้ำไหลเร็วและแรง ครั้นถึงฤดูแล้งลำห้วยสาขากลับแห้งผาก เหลือเพียงบริเวณฝายในลำห้วย แต่ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้มายาวนานกว่า 3 ปีต่อเนื่องกัน

ประการสำคัญอันเป็นปัญหาที่แผ่กระจายในวงกว้างเกือบทุกสังคมคือเรื่องราวของขยะ โดยเฉพาะบ่อขยะขนาดพื้นที่เกือบ 50 ไร่ ที่อยู่บริเวณต้นน้ำของลำห้วยคะคาง ที่เริ่มกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของ 19 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งส่งผลให้น้ำพาสิ่งปฏิกูลอันเป็นมลพิษไหลลงสู่ลำห้วยร่องน้ำสาขา ตลอดจนไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอันเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของคนในทุกเขตพื้นที่ โดยขาดการแก้ไขอย่างถูกวิธี จนในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งของคนในพื้นที่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2550 จนชาวบ้านต้องสูญเสียผู้นำ เรื่องราวจึงเงียบไปสักระยะ จนถึงปี พ.ศ. 2558 เกิดวิกฤตขยะล้น น้ำเน่าไหลลงอ่างน้ำสาธารณะ ถึงกับมีการเจรจาทำข้อตกลงกันถึง 9 ข้อ แต่ก็ดูจะยังไม่ขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก

เนื่องจากลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำน้ำสายเดียวที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีประชากรหนาแน่น อีกทั้งลำห้วยคะคางและลำรางสาขาก็ไหลผ่านพื้นที่กลางเมือง เป็นต้นว่า คลองสมถวิล กุดนางไย กุดหว้า ต่างได้กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำเสียจากชุมชนเมือง ทำให้น้ำเน่าเสียสะสม ตะกอน ผักตบชวา ก่อนจะไหลเอื่อยๆ ลงสู่แม่น้ำชี บริเวณบ้านท่าประทาย และในพื้นที่ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร

วิกฤตดังกล่าวเห็นทีจะต้องให้หน่วยงานทุกองค์กร ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่เป็นเกษตรกรและผู้ใช้น้ำในชุมชนเมือง ควรได้ตระหนักถึงปัญหาและหันหน้าเข้ามาใส่ใจ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง แก้ไขด้วยสันติวิธี ทำนองปรองดอง เพื่อสุขภาวะของตัวเราเองและสังคมส่วนรวม

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรียนรู้จากหนังสือ

ศรีจุฬาลักษณ์

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ความทันสมัยของเทคโนโลยีเวลานี้ มีผู้นำมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักพอ ก็มักจะตกเป็นเหยื่อของความทันสมัย

ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มเต็มก็คือ บรรดาพ่อค้าแม่ขายนั่นแหละ

เครื่องมือสื่อสารต้องรู้จักใช้ จึงจะเป็นประโยชน์

แต่ถ้าแค่ใช้ได้ก็จะเกิดโทษมหันต์เช่นกัน

การใช้จึงต้องมีสติกำกับ ขาดสติจะเดือดร้อนทั้งผู้ใช้และส่วนรวม

หากช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเวลานี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เป็นเงาตามตัว

สาเหตุก็เพราะความหมกมุ่นจนขาดสติ

ความสัมพันธ์ของผู้คนเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน

มักเป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย

แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ก็ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบเดิม

และเมื่อคิดถึงอนาคต ยังคิดไม่ออกว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวและผู้คนในสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

คิดแล้วก็ใจหาย

มาอ่านหนังสือหาความรู้ประดับสติปัญญาดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนให้อ่านเรื่องเก่าที่ก่อให้ชวนค้นหา นั่นคือเรื่อง “ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร”

ผู้ที่ค้นคว้าหามาให้รู้คือ ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ซึ่งท่านได้กล่าวว่า

“หลักฐานทางศิลปกรรมที่เมืองลพบุรี ระหว่างช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ละโว้ หรือ ลพบุรี เป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางทางการปกครอง ในลักษณะของอาณาจักรหนึ่ง

ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรกัมพูชา มาจนถึงการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

จึงเป็นคำตอบทางวิชาการประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะได้ว่า มีอาณาจักรละโว้อยู่ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19

และควรกำหนดชื่อเรียกศิลปะว่า “สมัยลพบุรี”

รวมทั้งอาจเป็นคำตอบอีกคำถามหนึ่ง เรื่องที่มาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จมาจากไหน จากหลักฐานทางศิลปกรรม

อาจตอบได้ว่า น่าจะเสด็จมาจากเมืองลพบุรี”

ความรู้เรื่องนี้ อยากให้ช่วยกันศึกษา เพื่อจะได้เกิดปัญญา

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคาเล่มละ 240 บาท

เวลานี้หลายคนกังวลว่า ต่อไปหนังสือจะหายไปจากโลก เพราะความทันสมัย

แต่ก็ยังมีความเห็นว่า หนังสือจะยังอยู่คู่กับโลกใบนี้ และความทันสมัยจะเสื่อมสภาพโดยตัวของมันเอง

หนังสือ ถือเป็นสิ่งที่คลาสสิกที่สุดแล้ว

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่อง – งมงาย

คอลันน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ชาคริต แก้วทันคำ

หรือเป็นเพียงความฝัน-ไม่ทันตรึก

สั่นไหวความรู้สึกให้นึกหวั่น

ฝากเสียงสะอื้นคล้ายยืนยัน

พรากความสัมพันธ์เพียงชั่วคราว

หรือเป็นเพียงความลวง-ให้ห่วงหา

ทิ้งรอยอาลัยให้เหน็บหนาว

น้ำตาร่วงอาบแก้มอยู่แวมวาว

ปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่รางเลือน

หรือเป็นเพียงมายา-ไม่น่าหลง

พะว้าพะวงฝันค้างพลางกลบเกลื่อน

ในหัวใจคลอนคลายคล้ายฟั่นเฟือน

เผลอยิ้มเจื่อนกับความเศร้าที่เปล่ากลวง

หรือเป็นเรื่องหัวใจ-ไม่รู้รัก

สร้างรอยแตกหักอย่างหนักหน่วง

ปรารถนาความงามในความลวง

จึงติดบ่วงอารมณ์ฝันพลันงมงายฯ

ความอดทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

ความอดทน

ขันติ เป็นบทธรรมสำคัญ ที่กระจายอยู่ในหมวดธรรมต่างๆ เพื่อบรรลุถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ เช่น การบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ของพระโพธิสัตว์ เพื่อเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร ทศพิธราชธรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนในแว่นแคว้นแดนประเทศของตนๆ ก็ประกอบด้วยขันติธรรม

ขันติ แปลตรงตัวว่า ความอดทน

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งความอดทนออกเป็น 3 แบบ คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ และทนเจ็บใจ

ทนลำบาก ได้แก่ ทนลำบากในการทำงานหนักที่จะต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้เพื่อให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทนตรากตรำ คือ ทนต่อสภาพอากาศความหนาวความร้อนแดดฝนและลมในการทำงานในสถานที่ต่างๆ ที่มีสภาพอากาศแตกต่างกันไปอย่างไม่ท้อถอย เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ทำงานในไร่ ในนา ในสวน ด้วยความขยันขันแข็งอาบเหงื่อต่างน้ำ ชุ่มตัวทุกเมื่อเชื่อวัน

ทนเจ็บใจ อันธรรมดาการทำงานในสังคมย่อมต้องประสบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างคนต่างมาจากภูมิหลัง การศึกษา วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้บางคราวได้ปรับตัวเข้าหากันอย่างเต็มที่แล้ว แต่เมื่อปรับเข้าหากันมิได้ ก็มีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา การกระทบกระทั่งกันนั้นมีตั้งแต่น้อยๆ จนถึงการชี้หน้าด่าทอว่ากล่าวกันด้วยถ้อยคำรุนแรง เป็นการสบประมาทกันให้เกิดความเจ็บปวดใจ ถ้าทนไม่ได้เหตุร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต ถ้าทนได้ก็ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ในชีวิตหรือในสังคม เหตุการณ์ก่อการร้ายหรือสังหารหมู่ในที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มาจากความไม่อดทนต่อความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ที่สะสมมาจากการดูหมิ่นถิ่นแคลนเป็นรายบุคคล เป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นศาสนา หรือเป็นชาติพันธุ์ เมื่อสะสมไว้นานจึงระเบิดออกมาเป็นเหตุร้ายต่างๆ ที่เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย

นอกจาก ขันติธรรม จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลประสบความสำเร็จในส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นคุณธรรมเพื่อส่งเสริมกันอยู่ร่วมกันด้วยสันติแก่ผู้ที่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ด้วยการสงวนส่วนต่าง ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในส่วนที่เหมือนกันและไปกันได้ดี

ในสังคมอเมริกัน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อสูง เมื่อประชากรมีความอดทนสูง ความสงบในสังคมก็มีสูง เมื่อประชากรมีความอดทนน้อย เหตุการณ์รุนแรงมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ รัฐจึงส่งเสริมขันติธรรม (Tolerance) เป็นคุณธรรมร่วมของประชากรอเมริกัน ที่ทุกคนไม่ว่าศาสนาใดๆ พึงมีความอดทนให้มาก เพื่อร่วมกันสร้างเอกภาพในความหลากหลายให้กลายเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เพราะมีรากที่ทรงคุณค่าถักทอกันไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อพูดถึงความงาม คนทั่วไปมักจะรู้จักความงามด้านร่างกาย เพราะมองเห็นได้ง่าย มีดัชนี้ชี้วัดมากมาย แต่ความงามด้านจิตใจไม่ค่อยได้กล่าวถึงกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นองค์ประกอบแห่งคุณธรรม อันทำให้งาม 2 ประการ คือ ขันติความอดทนโสรัจจะความเสงี่ยม ขันติเป็นธรรมส่งเสริมความงาม ในที่นี่น่าจะส่งเสริมความงามทางใจและสะท้อนออกมาทางกายด้วย เช่น เมื่อใครมีการว่ากล่าวก้าวล่วงสามารถกำหนดรู้ระงับความโกรธได้ ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดโต้ตอบ รักษาความปกติของใจมิให้หวั่นไหว รักษาหน้าตาท่าทางให้ปกติ ปล่อยเหตุการณ์ที่น่าจะรุนแรงสงบระงับลงได้อย่างปลอดภัย สภาพเช่นนี้แหละ คือความงามที่ปรากฏในใจ แล้วแสดงออกมาทางกายให้ได้พบเห็น

ในการศึกษาฝึกฝนอบรมเรื่องใหม่ๆ ต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะคุ้นเคย เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้วต้องอดทนทบทวนเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อรักษาความคงที่มิให้คุณภาพลดน้อยถอยลง

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องขันติธรรมว่าเป็นยอดแห่งธรรมะ เพื่อการละกิเลสผู้พากเพียรเพื่อเอาชนะกิเลสที่มาขับเคลื่อนใจไปอยู่ในอำนาจของตน พึงถือขันติธรรมให้มั่น จะได้นำไปเผชิญหน้ารบราเผาผลาญกิเลสได้อย่างราบคาบ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นตัวอย่างนั่นแล

ขันติธรรม เป็นยอดธรรมทั้งเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของปัจเจกชนและขยายไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติในสังคมที่มีความหลากหลายมากมายด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ

วิญญูชนผู้ปรารถนาความงามแห่งชีวิตในทุกขั้นตอน พึงสมาทานขันติธรรมเป็นธรรมประจำตัวเถิด

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ปัจจุบัน ยังมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในอัตราสูง เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของหญ้าแฝกกับการจัดการทรัพยากรดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักประสานการดำเนินงานกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อดำเนินการศึกษา ทดลอง วิจัย และดำเนินการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน

การดำเนินการจนถึงปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน แก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมปลูกหญ้าแฝก เพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559” ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และน้อมนำวิธีปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำริด้านการใช้หญ้าแฝก พร้อมกับสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเกษตรกรในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

“ด้วยการให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม โดยมีเป้าหมายปลูกหญ้าแฝก จำนวน 70 ล้านกล้า พื้นที่ดำเนินการ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม 2559”

“เราจะคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน กำหนดวันรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก พร้อมทั้งเชิญเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงประโยชน์ของหญ้าแฝก และให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงาน และส่งเสริมให้เกษตรกรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 54 ล้านกล้า” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินให้ลดน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะได้รับทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในประเทศไทย

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472981

อนาคต ‘องค์กรอิสระ’ ยุคเปลี่ยนผ่าน แขวนชะตาบนกฎหมายลูก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ต้องยอมรับว่ามีการใส่กลไกกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

เครื่องมือหนึ่งที่ กรธ.ออกแบบไว้สำหรับการปราบโกง คือ องค์กรอิสระ โดยพบว่าองค์กรอิสระแต่ละคณะมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งปรากฏให้เห็นใน 2 เรื่องสำคัญ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหาร

1.มาตรา 244 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของหน่วยงานอื่นนั้นแล้วแต่กรณี”

2.มาตรา 245 บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรงต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย”

ทั้งนี้ ภายใต้อำนาจขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่ากำลังถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระแต่ละองค์กร

เริ่มตั้งแต่การที่ กรธ.ออกแบบให้มีคณะกรรมการสรรหามาทำหน้าที่พิจารณาว่ามีกรรมการองค์กรอิสระ รวมไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่แรกคนใดมีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดหรือไม่ จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญในอดีตจะรับรองให้กรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ก่อนจะมีกฎหมายฉบับใหม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าดำรงตำแหน่งครบวาระ

พลิกดูแต่ละองค์กรที่ถูกเข้าข่ายโดนปฏิรูป พบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็น 2 หน่วยงานที่หืดขึ้นคอมากที่สุด เพราะมีกรรมการในองค์กรที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกเก้าอี้อยู่หลายคน

ในส่วนของ กกต.มี 2 คน คือ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” และ “ประวิช รัตนเพียร” ซึ่งมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติแตกต่างกันไป กล่าวคือกรณีของประวิชติดตรงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 216 ที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด”

ส่วน “สมชัย” แม้จะไม่เคยผ่านการเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน แต่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 222 ที่วางกรอบให้ กกต.ที่ไม่ได้มาจากสายตุลาการหรืออัยการ จะต้องเป็นผู้ทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นปัญหาที่สมชัยยังต้องลุ้นต่อไปว่าตัวเองมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายหรือไม่

ด้านกรรมการ ป.ป.ช.รายที่ขาเก้าอี้เริ่มไม่มั่นคง คงหนีไม่พ้น “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช. เพราะเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งเข้าข่ายขัดต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ห้ามคนเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง มาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ

อีกคน คือ “วิทยา อาคม พิทักษ์” ในฐานะเคยเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาก่อน ส่งผลให้มีลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 216 กำหนดไว้

การกำหนดให้องค์กรอิสระต้องมาถูกแขวนบนเส้นด้ายอย่างกฎหมายลูกเช่นนี้ สร้างความหัวเสียให้กับองค์กรอิสระอยู่พอสมควร ถึงออกมาให้สัมภาษณ์ตำหนิการทำงานของ กรธ.อย่างรุนแรง จนต่างฝ่ายต่างไม่กินเส้นอยู่พักใหญ่

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ดำเนินการนั้นยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขั้นตอนสุดท้าย

สนช.ในฐานะผู้ถืออำนาจนิติบัญญัติยังมีอำนาจเปลี่ยนแปลงจากหลังมือให้เป็นหน้ามือหรือจากหน้ามือให้เป็นหลังมืออย่างไรก็ได้

ดังนั้น นับจากนี้ไปอนาคตขององค์กรอิสระจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

 

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน…หมดแรงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472978

ติดเทอร์โบปลดล็อกตั้งสังฆราช แนวต้านอ่อน...หมดแรงค้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวทันทีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเกมเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงผ่านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แบบ 3 วาระรวด ด้วยมติเอกฉันท์ทั้งวาระ 1 ด้วยคะแนน 184 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง และวาระ 3 ด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 เสียง เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

คล้อยหลังทราบผลเพียงไม่กี่นาที พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชื่อ “พระเมธีธรรมาจารย์-
เจ้าคุณประสาร”
แสดงความเห็นว่า

“กฎหมายลักไก่ ขณะนี้สมาชิก สนช.กำลังดำเนินการประชุมแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านวาระ 1 ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาผ่านวาระที่ 2 และ 3 ตามลำดับ เดิมบอกเพียงว่าจะหารือกันเท่านั้นเอง นี่ลักไก่ทำกันทั้งสภาต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีออมสิน ชีวะพฤกษ์ และสมาชิก สนช.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความยุ่งยากที่ตามมาภายหลัง อาตมาพูดได้แต่เพียงเท่านี้ ขณะนี้ผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว”

ก่อนที่กระแสจะลุกลามบานปลาย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. รีบออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “สับขาหลอก” แต่เนื่องจากรัฐบาลมีความเห็นว่าจะไม่รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปพิจารณาแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของสภาที่ต้องพิจารณากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ สนช.เคยดำเนินการกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นมาแล้ว

ทว่าประเด็นความเห็นต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่จบ เมื่อมีการออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขให้การตั้งสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยตัดขั้นตอนการเสนอจากมหาเถรสมาคม เหตุใดจึงไม่มีการสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคมในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

การตัดสินใจเปิดเกมเร็วแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความหมายแต่อย่างไร จับสัญญาณได้ตั้งแต่ที่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมวิป สนช.และ ทาง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปออกมาชี้แจงว่า “ไม่ทราบว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ว่ากฎหมายต้องรีบทำ”

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่ต้องรีบเปิดเกมเร็ว เพราะต้องการหลบกระแสต่อต้านคัดค้านที่เริ่มมีการจุดกระแสตั้งแต่ปรากฏข่าวเสนอกฎหมาย ดังนั้นหากปล่อยเวลาทอดนานออกไปย่อมทำให้แนวร่วมเข้มแข็งมีพลังออกมาคัดค้านมากขึ้น

ชั่งน้ำหนักแล้วการเปิดเกมเร็วที่อาจจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่ย่อมดีกว่าปล่อยให้เกิดแรงเสียดทานที่หากบานปลายย่อมนำไปสู่ความรุนแรงยากที่จะควบคุม

ที่สำคัญเมื่อประเมินทิศทางลมแล้ว “แรงต้าน” ในเวลานี้ยังอ่อนแรงยากจะจุดติดได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประการแรก เพราะกฎระเบียบข้อบังคับไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่สะกดทุกกลุ่มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ยังระบุว่า หากพระสงฆ์จะมาชุมนุมจริง ก็จะต้องมีการแจ้งขออนุญาตจัดชุมนุมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น

ประการที่สอง สถานการณ์เวลานี้มีเหตุการณ์ที่ต้องระมัดระวังอีกส่วนคือกรณีพระธรรมกายที่มีการระดมศิษยานุศิษย์ไปปักหลักอยู่ในวัดพระธรรมกาย หลังจากทางเจ้าหน้าที่บุกประชิดเตรียมบุกค้นเข้าไปคุมตัวพระธัมมชโย

ด้วยฐานมวลชนที่่จะออกมาเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นฐานมวลชนที่คาบเกี่ยวกัน การแบ่งพลังออกมาเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งอาจทำให้อีกฝั่งอ่อนแอ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝั่ง

ประการที่สาม มูลเหตุแห่งการเคลื่อนไหวเพียงเพราะการแก้ไขกฎหมายให้การแต่งตั้งสังฆราชกลับไปเป็นเรื่องของพระราชอำนาจทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรสมาคมก็ดูจะไม่มีน้ำหนักที่จะดึงแนวร่วมอื่นให้ออกมาเคลื่อนไหวได้

ยิ่งในช่วงสุญญากาศเกิดปัญหาค้างคาต่อเนื่องมายาวนานหลังมหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสังฆราชแล้ว แต่ทางรัฐบาลเองกลับเห็นว่าเวลาอาจไม่เป็นการมิบังควรหากจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯ แต่งตัั้ง

เมื่อเวลานี้สมเด็จช่วงเองก็ยังมีปัญหาคาราคาซังกับการที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินการเอาผิดในคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณที่ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

การแก้ไขกฎหมาย “ปลดล็อก” เพื่อเปิดทางให้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่ค้างคาให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แทนที่จะมาคาราคาซังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  โดยเฉพาะในโอกาสช่วงเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นรัชกาลใหม่การจะนำปัญหาไปกวนเบื้องพระยุคลบาทย่อมไม่เป็นการบังควร

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ไม่แปลกที่สุดท้ายเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทศาสนาแห่งประเทศไทย จะออกแถลงการณ์จะไม่ไปยื่นหนังสือคัดค้านที่นายกรัฐมนตรี หรือประธาน สนช.แน่นอน เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ

ได้แต่ย้ำว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นพระราชอำนาจเท่านั้น

 

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472971

8 สมเด็จพระราชาคณะ เส้นทางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระราชโองการ ตามที่ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปวัฒนธรรมและการ ท่องเที่ยว พร้อมสมาชิก สนช.อีก 81 คน เป็นผู้เสนอ โดยตัดขั้นตอนการพิจารณาเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยมหาเถรสมาคมออกไป

โดยสมเด็จพระราชาคณะที่พระ มหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีด้วยกัน 8 รูป ขณะที่ในปัจจุบัน สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด 8 รูป เรียงอาวุโสตามสมณศักดิ์ ดังต่อไปนี้ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สถาปนาเป็นสมเด็จพระ  ราชาคณะ เมื่อปี 2538 นามเดิม ช่วง สุดประเสริฐ สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2468 ปัจจุบันอายุ 91 ปี เป็นชาว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โยมบิดาชื่อ มิ่ง และโยมมารดาชื่อ สำเภา นามสุล สุดประเสริฐ

บรรพชาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2482 ขณะที่อายุได้ 14 ปี และอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2488 ปัจจุบันสมเด็จช่วงยังคงมีคดีที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรถเบนซ์หรู จึงทำให้สังคมกังวลว่าหากได้รับ การแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช อาจเกิดความขัดแย้งได้ในสังคม รัฐบาลจึงชะลอการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นสมเด็จ พระสังฆราชไว้ก่อน ปัจจุบันยังคงเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ระหว่างรอขั้นตอนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

สมเด็จพระมหารัช มังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)

 

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2544 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เกิดเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2460 ปัจจุบันอายุ 98 ปี ชาว ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อ ช่วย โยมมารดาชื่อ กา นามสกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน พี่น้อง 11 คน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)

 

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี 2552 นามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ เป็นสมเด็จพระราชา คณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองงาน พระธรรมทูต รูปที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ปัจจุบันอายุ 89 ปี ชาว ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อ นับ โยมมารดาชื่อ ตาล นามสกุล ประสัตถพงศ์

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)

 

4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2552 นามเดิม จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดตรี ทศเทพวรวิหาร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2479 ปัจจุบันอายุ 80 ปี ชาว ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ เหล็ย  นามสกุล พราหมณ์พิทักษ์

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

 

บรรพชาวันที่ 12 พ.ค. 2491 ที่วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2499 ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ตำแหน่งงานปกครองคณะสงฆ์ปัจจุบัน เช่น เป็น เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะขาบบวร-เขียวบวร เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) และเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2553 นามเดิม สมชาย พุกพุ่มพวง ฉายา วรชาโย เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ต.ค. 2490 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ชาว จ.นครปฐม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม

สมเด็จพระธีรญาณมุนี

 

6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2554 นามเดิม สมศักดิ์ ชูมาลัยวงศ์ ฉายา อุปสโม เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2484 ปัจจุบันอายุ 75 ปี บิดาชื่อ เหลี่ยม มาดาชื่อ สำลี นามสกุล ชูมาลัยวงศ์ ชาว ต.ปากจั่น อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด พิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต บาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

 

7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อปี 2557 สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย เกิดเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2485 ปัจจุบันอายุ 74 ปี

สมเด็จพระพุฒาจารย์

 

และ 8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นสมเด็จพระ ราชาคณะฝ่ายมหานิกาย และเป็นสมเด็จพระราชาคณะองค์สุดท้ายที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นชาว อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บรรพชาตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อปี 2494 ขณะที่เป็นสามเณร เป็นบุตรของ สำราญ และชุนกี อารยางกูร เป็นบุตรคนที่ 5 จาก 9 คน ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระนักวิชาการที่มีผลงานวิชาการทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ได้รับการยกย่องจากประชาชนไทยและต่างประเทศ ผลงานซึ่งเป็นที่รู้จัก เช่น พุทธธรรม ซึ่งถือเป็นหนังสือที่อธิบายพุทธปรัชญาเถรวาทได้อย่างกระจ่างชัดเจนที่สุด และยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากยูเนสโก

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ประชุม สนช.จะมีมติผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ก็มีการอภิปรายจาก สนช.ซึ่งได้ให้เหตุผลสาระสำหรับเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับดังกล่าว อาทิ พล.ต.อ.พิชิต กล่าวว่า การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช

สมพร เทพสิทธา สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับเดิมตั้งแต่ปี 2584 และปี 2505 ที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่ใช้ติดต่อกันมากว่า 51 ปี จึงถือว่าเป็นราชประเพณี และต่อมาเมื่อมีการแก้ไขเมื่อปี 2535 เพิ่มเงื่อนไขว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเป็นไปตามลำดับพระสมณศักดิ์ ทำให้เกิดทางตันเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขณะนี้ขึ้น ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้นานอีกต่อไป จึงเป็นหน้าที่ของ สนช.ที่จะเป็นผู้แทนประชาชนไทยรับหน้าที่แก้ไขกฎหมายนี้โดยเร่งด่วน เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่ผ่านมาก่อนปี 2535 มีประเพณีให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาตลอด 19 องค์ แต่การแก้กฎหมายเมื่อปี 2535 ให้ยึดถือโดยสมณศักดิ์และให้เสนอ โดยมหาเถรสมาคม จนขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นว่าผู้ใดจะเป็นผู้เสนอชื่อและเกิดข้อ ถกเถียงก็ควรแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับทางโลก ในการแต่งตั้งปลัดกระทรวง หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่แม้จะมีความอาวุโส แต่ในทางปฏิบัติจะพิจารณาจากคุณสมบัติ อายุ ความรู้ ความสามารถ สถานการณ์ในขณะนั้น จึงทำให้ ผู้บัญชาการทหารบก อาจมาจากผู้ช่วย ไม่ใช่มาจากรอง ผบ.คนที่หนึ่งเสมอไป

ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตอำนาจการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชก็เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้

 

มหากาพย์ยึดทรัพย์ ‘ยิ่งลักษณ์’ เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472785

มหากาพย์ยึดทรัพย์ 'ยิ่งลักษณ์' เช็กบิลขรก.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปี 2560 ต้องจับตาชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายกับการต่อสู้คดีที่ถูกอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้องฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาไต่สวน

ย้อนที่มาที่ไปมหากาพย์คดีรับจำนำข้าวเริ่มขึ้นเมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.) ยื่นคำร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เข้ามาไต่สวนยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2555 จากนั้น ป.ป.ช.ใช้เวลา 2 ปี ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนมีมติชี้มูลความผิด

จนนำมาสู่การถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 9 พ.ค. 2557 พร้อมกับการดำเนินคดีอาญา ในวันที่ 17 ก.ค. 2557 นอกจากนี้ ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ อสส. ซึ่งในที่สุดมีความเห็นสั่งฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ ประทับร้องฟ้อง เมื่อต้นปี 2558

คดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้อนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ทั้งสิ้น 14 ปาก กำหนดไต่สวน 5 นัด และอนุญาตให้ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยทั้งสิ้น 42 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด โดยการไต่สวนพยานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ย. 2559

ทำให้คาดการณ์กันว่าระยะเวลาการดำเนินคดีรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์อาจลากยาวไปถึงกลางปี 2560 เวลาที่เหลืออยู่จึงน่าติดตามการต่อสู้ทางคดีของยิ่งลักษณ์ จะรอดพ้นบ่วงกรรมคดีอาญาหรือไม่

ส่วนคดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการคู่ขนานกับคดีอาญา เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ

ครั้งนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธาน ได้สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วงเงิน 286,640 ล้านบาท พร้อมส่งแฟ้มหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลัง ที่มี มนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหายยิ่งลักษณ์ 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท พร้อมกับทำหนังสือเสนอ รมว.คลัง ลงนามคำสั่งทางปกครองแจ้งยิ่งลักษณ์ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว

คดีนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด เพราะตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดฯ ต้องมีการเรียกค่าเสียหายที่เหลือกับผู้เกี่ยวข้องในคดีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 142,868 ล้านบาทด้วย

คดีนี้จึงตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อเข้ามาสอบสวนว่ามีหน่วยงานรัฐ หรือเอกชนใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เบื้องต้นหน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เหลือ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งเป็นส่วนของรัฐมนตรี กลุ่มอนุกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายข้าว ประมาณ 2,000 รายชื่อ และกลุ่มผู้ปฏิบัติ เป็นข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ และองค์กรต่างๆ ประมาณ 4,000 ราย รวมทั้งสิ้น 6,000 กว่าราย

ทันทีที่ตัวเลขดังกล่าวออกมา สร้างความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ เพราะเกี่ยวโยงในหลายกระทรวง แม้แต่บริษัทเอกชนยังขวัญผวากลัวจะติดร่างแหไปด้วย

ขณะที่ความคืบหน้าในการเช็กบิลข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น อยู่ในกำมือของ ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่ไล่ไต่สวนคดีทุจริตเก็บรักษาบัญชีรายการสินค้าข้าวของรัฐบาลที่นำเข้าเก็บหรือนำออกจากโกดังไซโลทั่วประเทศ

จากการตรวจสอบ พบว่า มีปริมาณข้าวหาย ข้าวเสื่อมคุณภาพ และข้าวไม่ตรงกับมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจริง รวมจำนวน 986 คดี โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตาม เร่งรัดสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า และคณะอนุกรรมการสอบสวนขยายผลคดีทุจริตการเก็บรักษาข้าวในคลังสินค้า

สำหรับการทำงานของ ป.ป.ท.ลำดับแรกจะสอบว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ความเสียหายอยู่ในขั้นตอนใด แล้วในขั้นตอนที่เสียหายมีบุคคลหรือกลุ่มใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวบ้าง จากนั้นจะนำไปพิจารณา ไม่ใช่ว่าจะไปเคาะหรือชี้เอาความผิดบุคคลใดได้ตามอำเภอใจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทุจริตรับจำนำข้าวทั้งหมด 986 คดี สามารถจำแนกตามหมวดหมู่ ได้แก่ 1.ข้าวหาย 2.ข้าวผิดประเภท 3.ข้าวไม่ได้มาตรฐาน 4.ข้าวเสื่อมคุณภาพ ล้วนเป็นคดีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอบสวนแล้ว

เบื้องต้น พบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปร่วมกระทำผิดกับเอกชนจริง สำหรับขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งคดีให้ ป.ป.ท.พิจารณา โดยคณะอนุกรรมการแต่ละชุดจะไปรวบรวมเอกสาร หลักฐานแล้วมาตรวจสอบ หากชี้มูลว่าไม่ผิดก็ให้ยุติ แต่หากพบว่ามีความผิดจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อส่งฟ้องต่อไป

อาจกล่าวได้ว่า ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ยืนยันหนักแน่นมาโดยตลอดว่า จะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพราะถูกกลั่นแกล้ง โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ยืนยันจะสู้คดีในชั้นศาลจนถึงนาทีสุดท้ายในวันที่ศาลนั่งบัลลังก์พิพากษาทั้งคดีแพ่งและอาญา

สำหรับขั้นตอนในการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจากยิ่งลักษณ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ แม้การสอบสวนแล้วเสร็จและมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่อาจบังคับคดีให้จ่ายเงินชดเชย หรือ เข้าไปยึดทรัพย์ได้ทันที เพราะมีขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลปกครอง หรือร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ระงับการบังคับคดีได้

คดีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นวาจาไว้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ว่า “ต้องมีคนรับผิดชอบ” กับความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลตามโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้จะเอาคนผิดมาลงโทษ รัฐบาลจะเร่งปิดคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มข้าราชการที่มีเอี่ยวโครงการรับจำนำข้าว

สังคมต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า รัฐบาล คสช.จะกล้าเชือดคนผิดหรือไม่ รวมทั้งจะสามารถฝ่ากระแสมรสุมทางการเมืองไปได้หรือไม่ หากยิ่งลักษณ์เกิดหลุดคดี หรือต้องติดคุกและโดนยึดทรัพย์จริงๆ

 

ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472784

ผุดคณะกรรมการปฏิรูป เคาะระฆังโค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจับอาการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นได้ว่ามีการส่งสัญญาณทางการเมืองบางประการออกมา เพราะได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หลายครั้งในเวลาติดๆ กัน

ดังจะเห็นได้จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะต้องการใช้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษเพื่อเร่งสะสางบางเรื่องโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาไปกับการเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะการจะแก้ไขคำสั่ง คสช. หรือยุบองค์กรนั้นไม่อาจทำได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและเวลาที่ต้องหมดไปกับกระบวนการธุรการ ทำให้ คสช.เลือกที่จะใช้มาตรา 44 แทน

ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับนาทีของการใช้มาตรา 44 เนื่องจากหากรัฐบาลได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว หากภายหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ขึ้นมา คสช.เองจะไม่สามารถใช้อำนาจมาตรา 44 ได้เต็มที่

ทั้งนี้ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงให้อำนาจเด็ดขาดโดยสมบูรณ์แก่ คสช. ซึ่งหมายถึงการใช้มาตรา 44 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่การใช้อำนาจนั้นก็ใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุด อันทำให้ คสช.ไม่สามารถใช้เครื่องมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการเร่งปล่อยของในช่วงโค้งสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่ คสช.จำเป็นต้องดำเนินการก่อนจะหมดเวลาของการใช้อำนาจ

ล่าสุด คสช.กำลังเตรียมใช้มาตรา 44 อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนกลไกการปฏิรูป

โดยที่ประชุม คสช.เห็นชอบกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการ และรัฐมนตรีร่วมอีก 2 คน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้เหตุผลว่า “การตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศก็เพื่อรวมเรื่องที่ สนช. สปท.เสนอเรื่องปฏิรูปเข้ามากว่าร้อยเรื่อง เพื่อดูว่าเรื่องใดดำเนินการไปแล้วและเรื่องใดที่ยังไม่ดำเนินการ ทั้งหมดเพื่อสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในปี 2560”

ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าปฏิรูปประเทศยังไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าเท่าไหร่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมามีการสร้างกลไกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ยังดูเหมือนว่างานปฏิรูปในเชิงโครงสร้างยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก

อีกทั้งในต้นปี 2560 ได้มีการคาดการณ์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไว้หลายระยะในหมวดการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการบัญญัติให้ออกกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นสองเรื่องสำคัญที่ คสช.ต้องการสร้างผลงานฝากเอาไว้ก่อนอำลาจากตำแหน่ง

โดยร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดการปฏิรูปประเทศว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศใน 7 ด้าน รวมไปถึงการต้องออกฎหมายเกี่ยวเพื่อวางแผนการปฏิรูปที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีตามมาตรา 259 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“การปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน

ต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ” บทบัญญัติของมาตรา 259

ดังนั้น หาก คสช.ไปรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก่อนแล้วถึงจะเริ่มนับหนึ่งการปฏิรูปในภาคปฏิบัติอาจไม่ทันเวลา เพราะต้องไม่ลืมว่าแม่น้ำ 5 สายยังคงมีภารกิจประจำที่ต้องดำเนินการกันอยู่ และยิ่งต้องรับภารกิจด้านการปฏิรูปในช่วงโค้งสุดท้ายเข้ามาด้วยแล้ว ทำให้ต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เสียของเหมือนอดีตที่่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อสร้างผลงานด้านการปฏิรูปออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมก่อนจะลงจากตำแหน่ง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นการใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อก็ตาม

 

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472773

ย้อนอดีตพรบ.สงฆ์ ส่องอำนาจตั้งสังฆราช

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์และสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) 84 คน ร่วมลงรายชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในมาตรา 7 มาตราเดียว โดยสาระสำคัญของการแก้ไขอยู่ในส่วนของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเพื่อแก้ปัญหาในอดีต

ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของ สนช.ผู้เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณีที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากปัจจุบันที่การแต่งตั้งต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)

เมื่อมีความเคลื่อนไหวเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นทันที โดยพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตความผิดปกติของการเข้ามาล้วงลูก

“อาตมาบอกได้เลยว่า ถ้า พล.ต.อ. พิชิต และคณะมวลสมาชิกบางท่านใน สนช.จะฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนวุ่นวายฝุ่นตลบนี้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ท่านจะต้องพบต้องเจอกับองค์กรพุทธและพระสงฆ์อีกจำนวนมากมายทั่วประเทศที่ไม่เห็นด้วย” พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว

จากหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ระบุว่า “ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็น การสืบทอดและธำรงรักษาไว้ ซึ่งโบราณราชประเพณีดังกล่าว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

จะเห็นว่าแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชกลับไปเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เหมือนเดิม

ทั้งนี้ หากย้อนดูความป็นมาของกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ : การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จากการสืบค้นความเป็นมาเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พบว่ามีการบัญญัติเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นครั้งแรกใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทรศก 121  ไม่ได้กำหนด เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไว้ในกฎหมาย คงยึดตามราชประเพณี (ร.ศ. 121 หรือ พ.ศ. 2445) อยู่ใน รัชสมัย ร.5

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484  มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (พ.ศ. 2484 อยู่ในรัชสมัย ร.8)

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505  มาตรา7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จ พระสังฆราช (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ต่อมา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มีการแก้ไขมาตรา 7 เป็น “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรวงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

ทั้งนี้ 84 สนช.ได้เสนอแก้ไขเนื้อหาโดยให้ยกเลิกเนื้อหาในมาตรา 7 และเปลี่ยนเป็น “มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

ด้าน สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า การเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์จะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือวิกฤตในวงการสงฆ์ เพราะเป็นเรื่องทาง โลก และเชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย อาจจะมีเพียงบางส่วนที่ออกมาคัดค้าน แต่คงไม่ถึงกับออกมาเคลื่อนไหว เพราะหากเคลื่อนไหวก็ไม่ต่างอะไรกับการชุมนุมทางการเมือง และเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวงการศาสนา จึงมั่นใจว่าจะไม่บานปลาย

ภาพประกอบข่าว