‘โรคพุ่มแจ้’ถล่มมันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรแนะแนวแนวทางป้องกันชาวไร่ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247667

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืชกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจไร่มันสำปะหลังของเกษตรกภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว ที่ประสบปัญหาโรคพุ่มแจ้รุกระบาดทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่มีลักษณะใบกว้างเป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของพืช ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็น พืชแตกตาข้างมาเพื่อความอยู่รอดมากขึ้น ยอดเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง และใบแห้งติดกิ่งหรือร่วงหล่น กรณีระบาดรุนแรงมันสำปะหลังจะยืนต้นตาย ท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ

กรมวิชาการเกษตรขอแนะนำว่า ให้เกษตรกรสังเกตลักษณะอาการของต้นมันสำปะหลังที่ถูกเชื้อไฟโตพลาสมา หากพบก็ควรตัดต้นท่อนพันธุ์จากแปลงปลูกที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยข้ามฤดูกาล ลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของเชื้อสาเหตุโรค และจำกัดวงระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง ในกรณีที่ต้องการเก็บหัวมันสำปะหลังไว้ข้ามปี ให้เกษตรกรลอกเปลือกที่โคนต้นแล้วสังเกตดูท่ออาหารใต้เปลือกว่าเป็นเส้นสีดำหรือไม่ หากพบแสดงว่าเชื้อไฟโตพลาสมาเข้าทำลายหัวมันแล้ว ควรขุดหัวมันขายแล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค กรณีไม่พบความผิดปกติแสดงว่าเชื้อไฟโตพลาสมายังไม่ลามลงมาถึงหัวใต้ดิน สามารถตัดต้นทิ้งไปแล้วรอให้แตกต้นใหม่ได้ หากปล่อยทิ้งไว้หัวมันสำปะหลังจะพบเส้นลายดำและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลง ผลผลิตจะขายไม่ได้ราคา

นอกจากนี้ เกษตรกรควรสำรวจแปลงปลูกและบริเวณโดยรอบว่า มีต้นวัชพืชสาบม่วงที่มีสีของดอกสาบม่วงเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นใบสีเขียวขึ้นอยู่ในแปลงปลูกหรือไม่ หากพบควรถอนกำจัดไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อตัดวงจรโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สำหรับท่านที่สนใจเทคนิคป้องกันกำจัดโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลังอย่างถูกวิธี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 08-1805-7489

เดินหน้าสร้าง‘ทายาทหม่อนไหม’ ‘สร้างงาน-สร้างอาชีพ-สร้างความมั่นคง’ให้เกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247669

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในโอกาสการก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ของการสถาปนา กรมหม่อนไหม การดำเนินงานยังคงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม รวมถึงปฏิบัติเพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน เน้นการผลิตสินค้าได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญการอนุรักษ์และคุ้มครองหม่อนไหม เพื่อสืบสานภูมิปัญญาด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าในแต่ละท้องถิ่นเอาไว้ไม่ให้สูญหายไป โดยการสร้างทายาทหม่อนไหม จัดทำโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านฯ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ต่อการอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านให้เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย การผลิตสินค้าไหมให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผ้าไหม รวมถึงรณรงค์ให้มีการใช้ผ้าไหมและผ้าไทยในชีวิตประจำวัน โดยพัฒนาออกแบบลวดลายผ้าไหมให้มีความทันสมัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานให้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยและการนุ่งซิ่น เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย

นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการพัฒนาการผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร โดยการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน การตรวจรับรองร้านจำหน่ายผ้าไหมไทยที่ได้มาตรฐาน (Certified Thai Silk Shop) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคการเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญา เช่น ถั่งเช่า ไหมขัดฟัน แผ่นใยไหมมาส์กหน้า ฯลฯ การพัฒนานวัตกรรมผ้าไหมสวมใส่สบาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ผ้าไหมเพิ่มขึ้น การพัฒนาการผลิตและสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรจะให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้มีทักษะความรู้ในอาชีพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าหม่อนไหมที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เช่น มาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน มาตรฐานเส้นไหม มกษ. และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น รวมถึงการนำความรู้จากการวิจัยของนักวิจัยกรมหม่อนไหม เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถผลิตงานได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

โดยการดำเนินงานในปี 2560จะดำเนินงานแบบบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยยึดการทำงานในรูปแบบประชารัฐ มีการส่งเสริมการตลาดโดยเน้นการตลาดนำการผลิต รวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สอดรับตามนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้การดำเนินงานของกรมหม่อนไหมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความอบอุ่นในครอบครัว และทำให้เกษตรกรหม่อนไหมมีความมั่นคงในอาชีพ

กรมส่งเสริมฯเร่งสร้างวิทยากร ขับเคลื่อนพัฒนาวิสาหกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247665

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งนั้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบงานวิสาหกิจชุมชนทุกระดับ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานวิสาหกิจชุมชนอย่างถ่องแท้ ซึ่งการสร้างวิทยากรหลักวิสาหกิจชุมชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างวิทยากรหลักวิสาหกิจชุมชน หลักสูตรการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ให้สามารถทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานวิสาหกิจชุมชน การพัฒนากิจการและศักยภาพสมาชิกวิสาหกิจชุมชนให้มีความสามารถในการบริหารจัดการทั้งด้านการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อสร้างรายได้แก่วิสาหกิจชุมชน สมาชิกวิสาหกิจชุมชนไปสู่กิจการในระดับที่สูงขึ้นเกิดความเข้มแข็งกับชุมชนและสังคมในอนาคต

ทั้งนี้ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชน ประกอบด้วย 1.การประเมินศักยภาพวิสาหกิจชุมชนให้ทราบถึงทิศทางการพัฒนา แล้วนำผลที่ได้ไปใช้กำหนดแผนพัฒนา 2.การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอก มุ่งการบริหารจัดการชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง ภายใต้กฎระเบียบสังคมชุมชนที่ทุกคนร่วมคิดร่วมทำ 3.การจัดทำแผนวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ แผนพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชน และแผนธุรกิจ ซึ่งผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสมาชิกจะต้องช่วยกันวิเคราะห์และจัดทำขึ้นมาเพื่อพัฒนากิจการของกลุ่มเอง ในการที่จะก่อให้เกิดรายได้แก่สมาชิกช่วยสร้างชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนต่อไป

กษ.เล็งของบกลาง2,000พันล้าน สร้างระบบชลประทานเร่งด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247652

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.08 น.

5 ธ.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ว่า จากปี 58 – 59 ตามเป้าหมาย 600 กว่าแปลง แต่ยังมีพื้นที่ที่ยังขาดแหล่งน้ำ จะขอใช้งบกลางอีก 2,000 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าไปทำระบบชลประทานเพิ่มเติม ซี่งการสำรวจมีแหล่งน้ำอยู่แล้ว 350 แปลง ขาดอีก 250 แปลง โดยบางส่วนจะใช้งบประมาณปี 60 มีอยู่แล้ว 50 แปลง ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ของบกลางมาทำ 100 กว่าแปลง อีกส่วนให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้าไปดำเนินการ โดยปีหน้าตั้งเป้าเพิ่มแปลงใหญ่ อีก 400 แปลง รวม 1 พันแปลง พร้อมกับจัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตร สร้างไชโล รองรับผลผลิตจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีกระทรวงมหาดไทย ดูแลในพื้นที่ และกระทรวงพาณิชย์ ดูแลเรื่องการตลาด ทั้งนี้ ปี 60 แผนงานต่างๆ ที่ตนวางไว้การพัฒนาภาคเกษตรจะเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งหมด

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ในปี 59 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติงบกลางสร้างระบบชลประทาน แหล่งน้ำ 900 ล้านบาท และให้กระทรวงกลาโหม 700 ล้าน และกรมชลประทาน เกลี่ยงบมาให้ 500 ล้านบาท รวมทั้งของบกลางอีก 2 พันล้านบาท เพื่อขุดลอกคลองใหม่รับน้ำจากแหล่งน้ำเดิม มาเข้าพื้นที่แปลงใหญ่

“นายกฯ อยากให้นำโมเดลแก้มลิงหนองเสือ ไปเป็นตัวอย่างแก้ปัญหาน้ำแล้ง – ท่วม พัฒนาชีวิตเกษตรกรพ้นความยากจน ท่านไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกรดี มีความมั่นคงในอาชีพ ที่บริเวณแก้มลิงที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่มีระบบชลประทานที่เหมาะสม มีการทำเกษตรแปลงใหญ่ และมีการจัดการครบวงจร มีที่เก็บผลผลิต มีตลาดขายเอง โดยนายกฯ ได้มอบให้ พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ เป็นแม่งานบูรณาการสร้างระบบน้ำครบวงจรในพื้นที่เกษตร ร่วมกันกระเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาในปี 58 – 59 ทำพื้นที่ชลประทานไปแล้ว 1.3 ล้านไร่ รวมทั้งพัฒนาระบบน้ำ ในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่เรียกคืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ใน จ.กาญจนบุรี จ.กระบี่ จ.ชุมพร รวมกว่า 1 หมื่นไร่ จะให้เสร็จปี 60 เพื่อแจกเกษตรกรเข้าทำกิน” รมว.เกษตรฯ กล่าว

‘บิ๊กฉัตร’ชี้’ใต้’ฝนตกหนักต่อเนื่อง สั่งกรมชลฯเร่งระดมสูบน้ำออก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247630

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.13 น.

5 ธ.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยล่าสุดยังมีรายงานฝนตกหนักต่อเนื่องช่วงวันที่ 1 – 5 ธ.ค.นี้ ในพื้นที่ 8 จังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ซึ่งมีน้ำท่วมหรือน้ำหลากเป็นแห่งๆ เพราะฝนมากในพื้นที่ ซึ่งน้ำกำลังไหลลงอย่างรวดเร็ว ในส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำมีน้ำท่วมเอ่อล้นจากแม่น้ำ เข้าท่วมเขตเมือง นครศรีธรรมราช และพัทลุง โดย จ.นครศรีธรรมราช มีน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำใน 6 อำเภอ คือ อ.ท่าศาลา อ.ทุ่งสง อ.ปากพนัง อ.ชะอวด อ.หัวไทร และ อ.เชียรใหญ่ น้ำสูง 0.30 – 1.00 ม.ในเขตเทศบาลเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำสูง 0.20 – 0.30 ม.ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 17 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 18 เครื่อง เร่งระบายน้ำลงทะเล

สำหรับ จ.พัทลุง ในเขต อ.เมือง มีฝนสะสม 3 วัน 527 มม.น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ใน 10 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.เขาชัยสน อ.กรงหรา อ.ป่าบอน อ.ปากพะยูน อ.ป่าพะยอม อ.ควนขนุน อ.บางแก้ว อ.ศรีบรรพต และ อ.ศรีนครินทร์ น้ำสูง 0.30 – 0.70 ม.ซี่งชลประทานให้การช่วยเหลือน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมือง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 6 เครื่อง อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ดีขึ้นภายในสัปดาห์นี้หากไม่มีฝนมาก

 

ระดมสมองนักวิชาการ60ชาติ ขับเคลื่อนงานพัฒนา-สร้างนวัตกรรมอ้อยและน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247528

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.17 น.
ไทยเปิดเวทีระดมมันสมองนักวิชาการจาก 60 ประเทศกว่า 1,500 คน ประชุมวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติครั้งที่ 29
ร่วมพัฒนาและสร้างนวัตกรรมด้านอ้อยและน้ำตาล พร้อมแสดงศักยภาพการเป็นผู้นำของไทย รองรับเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอีกกว่า 6 ล้านไร่ภายใน 10 ปีนายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติ ครั้งที่ 29
เปิดเผยว่า สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย (TSSCT) ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการหรือทีเส็บ เตรียมจัดการประชุมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติ ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 5-8 ธันวาคม 2559 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกันจัดแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอ้อยและน้ำตาลจากนานาประเทศทั่วโลก ด้วยแนวคิด “Sufficient and Sustainable Agri-Sugar Cane from Small Farmers to Global Exporters”

ทั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งจากภาครัฐ ผู้ประกอบการจากภาคเอกชน และมีนักวิชาการ ประมาณ 1,500 คนจากทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ

“การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นศักยภาพ และบทบาทของเราในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลในตลาดโลกของประเทศไทย โดยปัจจุบันเรามีปริมาณการผลิตอยู่ในอันดับ 5 ของโลก และมีการส่งออกอยู่ในอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ยังได้กำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายระยะเวลา 10 ปี คือในปี 2569 จะเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอีกประมาณ 6 ล้านไร่ ส่งผลมีการผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นประมาณ 59% และผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 24% รวมถึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 39% อันจะทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยในปีมีรายได้เพิ่มจากอุตสาหกรรมอ้อย เพิ่มเป็น 500,000ล้านบาท” นายเชิดพงษ์กล่าว

ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลนานาชาติ ครั้งที่ 29 กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้ จะมีการนำเสนอผลงานความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และการแสดงผลงานวิจัยจากประเทศต่างๆ ในรูปแบบปากเปล่าและโปสเตอร์ โดยเป็นผลงานนำเสนอของนักวิชาการชาวไทยถึง 40 เรื่อง รวมทั้งยังมีการจัดแสดงเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลตลอดกระบวนการผลิต และผลพลอยได้ของอ้อยและน้ำตาลอีกด้วย

อนึ่ง ก่อนที่จะมีการประชุมนักวิชาการดังกล่าว ได้มีการนำผู้เข้าร่วมประชุมศึกษาดูงาน ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว อุทยาน
วิจัยมิตรผล และบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม 2559 และหลังจากการประชุมระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2559 ก็จะไปดูงานโรงงานน้ำตาลทิพย์สุโขทัย บริษัท เกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จังหวัดสุโขทัย และนครสวรรค์

น้อมนำหลักทรงงาน‘รัชกาลที่9’ l สร้างความมั่นคงด้านน้ำพื้นที่ลุ่ม‘แม่กลอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247526

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายประวัติวิทย์ สวัสดิ์ดวง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 เปิดเผยว่า สำนักงานชลประทานที่ 13 ซึ่งรับผิดชอบดูแลลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับราษฎร โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาจากขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และคุณภาพน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำโป่งกระทิง อ่างเก็บน้ำห้วยมะหาด อ่างเก็บน้ำชัฏป่าหวาย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยตะเพิน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการเพื่อการพัฒนาดิน ได้แก่ โครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นการฟื้นฟูดินหรือป่าโดยไม่ต้องปลูก โครงการเกี่ยวกับการป้องกันน้ำเค็ม ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานตำบลสามพรานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ช่วยป้องกันน้ำเค็มไม่ให้รุกเข้ามาสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้และส้มโอ เป็นต้น โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนอย่างครบวงจรได้แก่ โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

“ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้น้อมนำหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทั้ง 21 ข้อ มาเป็นหลักในการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ ระเบิดจากข้างใน ไม่ติดตำรา ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ขาดทุนคือกำไร ประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น”

นายประวัติวิทย์ กล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำแม่กลองเป็นลุ่มน้ำใหญ่รองจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยเพราะมีพื้นที่เกษตรกรรมถึง 5.25 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ชลประทาน 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด ซึ่งปกติลุ่มน้ำแม่กลองจะปลูกข้าวทั้งข้าวนาปีและนาปรัง แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเจ้าพระยาประสบปัญหาน้ำน้อย ต้องสำรองน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มจึงต้องปรับลดน้ำเพื่อการเกษตรลง

สำหรับฤดูแล้งในปี 2560 ซึ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.2560 สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้วางแผนใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จำนวน 2,950 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจะจัดสรรเพื่อการอุปโภค-บริโภค 300 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศน์ 1,700 (ให้แม่น้ำแม่กลอง 1,200 ล้านลบ.ม และให้แม่น้ำท่าจีน
500 ล้านลบ.ม.) ที่เหลือเอาไปใช้เพื่อการเกษตร อย่างไรก็ตามคาดว่า การใช้น้ำจริงๆ อาจจะน้อยกว่าแผนที่กำหนดไว้เพราะมีฝนตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนค่อนข้างมาก ทั้งนี้จะปล่อยน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองในอัตรา 70 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 6 ล้านลบ.ม.

กยท.คัดสรรผู้แทนสวนยางทั่วปท. พัฒนาเครือข่าย‘สถาบันเกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247525

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการประกอบอาชีพ มีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาด้านการผลิต การแปรรูปผลผลิต การตลาด การประกอบอาชีพเสริมอื่นๆ รวมถึงการสร้างอำนาจการเจรจาต่อรอง นำไปสู่การพัฒนาที่สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่ง กยท. ได้ประกาศระเบียบการยางแห่งประเทศไทยว่าด้วยเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ. 2559 และมีผลบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวทันที

โดยขั้นตอนแรก จะมีการคัดเลือกผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง แบ่งเป็น 4 ระดับ เพื่อให้การทำงานมีความใกล้ชิดกับเกษตรกรชาวสวนยางและครอบคลุมทุกพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ได้แก่ การคัดเลือกในระดับสาขา ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ

ทั้งนี้ ผู้แทนที่ผ่านการคัดเลือกระดับสาขาและจังหวัด ได้ผ่านเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกเป็นผู้แทนฯ ระดับเขต โดย กยท.
ได้เดินหน้าลงพื้นที่ตามจังหวัดที่ตั้งของเขต กยท. เพื่อคัดสรรตามกระบวนการในการเลือกผู้แทนระดับเขต ขณะนี้ สรุปผลการ
คัดสรรผู้แทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 14 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 12 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 12 คน ภาคกลางและภาคตะวันออก 8 คน ภาคใต้ตอนบน 12 คน ภาคใต้ตอนกลาง 22 คน และภาคใต้ตอนล่าง 17 คนจากนั้นได้คัดเลือกผู้แทนระดับเขตจากทั้ง 7 เขต ให้เหลือเขตละ 3 คน รวม 21 คน เพื่อมาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศต่อไป

โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ ที่สำนักงาน กยท. เพื่อคัดเลือกประธานและตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งกำหนดนโยบายและกรอบการทำงานในภาพรวม ซึ่งเกษตรกรสวนยางที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแต่ละระดับต่างมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อยกระดับยางพาราไทยให้มีคุณภาพ พัฒนายางพาราไทยแบบครบวงจรด้วยการบูรณาการร่วมกัน

สานพระราชปณิธานราชินี ดันเกษตรแปลงใหญ่ยกระดับคุณภาพไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247524

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม สร้างอาชีพ สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยที่ผ่านมากรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการหลายด้าน เช่น การส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านหม่อนไหม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับเกษตรกร การพัฒนาต้นหม่อนหรือหนอนไหมสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการออกใบรับรองมาตรฐานร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน (Certified Thai Silk Shop) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าสินค้าที่เลือกซื้อไปนั้นมีคุณภาพตามมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้ โดยในขณะนี้มีร้านค้าที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 33 ร้านค้าทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังได้มีการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าคู่แฝด GI จับคู่สินค้า GI ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น การนำสินค้าผ้าไหมยกดอกลำพูนจับคู่สินค้ากับแชมเปญ Dom Perignon ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อเป็นของขวัญและของชำร่วยในโอกาสพิเศษ เป็นต้น โดยในปัจจุบัน มีไหมไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศไทยแล้ว จำนวน 3 ชนิดคือ ผ้าไหมยกดอกลำพูน / ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ / และผ้าไหมมัดหมี่ชนบท

พล.อ.ประสาท กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานของกรมหม่อนไหมในปี 2560 นี้ จะเน้นการทำงานสานต่อพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้งตอบสนองนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานเกษตรสู่ความยั่งยืน ตามนโยบาย S Smart Curve ที่เน้นการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ให้เกิดความรัก ความสนใจ อนุรักษ์ผ้าไหมในท้องถิ่นของตนเอง ตลอดจนร่วมพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน

กรมข้าวจับมือตลาดละลายทรัพย์ เปิดตลาดกลางกรุงช่วย‘ชาวนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247523

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล โฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ จากผลผลิตที่เก็บเกี่ยวกันในช่วงเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากในปีนี้ ทำให้ข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวยอดนิยมของตลาดได้รับผลกระทบ กรมการข้าวจึงมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา โดยร่วมกับ นางนุสรา รุ่นเจริญ ผู้จัดการตลาดละลายทรัพย์ เปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวสารที่เก็บเกี่ยวมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในโครงการตลาดละลายทรัพย์ขายข้าวช่วยชาวนา ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. ระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2559-31 มกราคม 2560 สัปดาห์ละ 15-20 ร้าน

นางนุสรา รุ่นเจริญ ผู้จัดการตลาดละลายทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดละลายทรัพย์เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพทำนา และพร้อมให้การช่วยเหลือเพื่อให้ชาวนาอยู่ได้ จึงร่วมกับกรมการข้าวเปิดพื้นที่ร้านในทำเลธุรกิจให้ชาวนาเข้ามาขายข้าวฟรี ในโครงการตลาดละลายทรัพย์ขายข้าวช่วยชาวนา ซึ่งเป็นตลาดช็อปปิ้งที่ได้รับความนิยมในย่านธุรกิจของสีลม ด้วยความหลากหลายของสินค้า ทั้งของกิน ของใช้ จึงมีกลุ่มคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่น ซึ่งชาวนาที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อขายข้าวในตลาดละลายทรัพย์ สีลม ซอย 5 ในรอบต่อไป ครั้งละ 5 วัน สามารถกรอกใบสมัครได้ที่เว็บไซต์กรมการข้าว http://www.ricethailand.go.th หรือโทร.สอบถาม 0-2561-4970 ในวันและเวลาราชการ