เกษตรบูรณาการ : เป็นการเป็นงานจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247527

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

251598หลังจากนายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” เดินทางเยี่ยมเยือน กระทรวงเกษตรฯที่ไว้ใจให้เพื่อนรักอย่าง “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” มานั่งหัวโต๊ะ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าในวันนั้นใครต่อใคร จะแจงนายกรัฐมนตรี เป็นนกแก้วนกขุนทอง ตามบทที่มีข้าราชการเตรียมไว้ให้แต่สุดท้ายท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่วายโชว์ความเก๋า ตั้งคำตาม ใครบางคนให้ตกม้าตายเล่นๆ นั้นหมายถึงหากมองเหมือนคนปกติ ก็น่าจะเข้าใจ ว่ามีนัยอะไรจากนี้ไป และนายกรัฐมนตรีก็น่ารู้ดีว่า สิ่งที่เห็นมันอาจไม่เป็นจริงดังที่คิด สิ่งที่คิดมันอาจไม่ได้ตามที่ท่านหวัง และนั้น คือวัดกันไปว่าของจริงหรือ…เก๊

หากมองกันให้ดี ก็ชัดเจนว่า หลังจากวันที่นายกรัฐมนตรีก็มีทั้งสื่อเล็กสื่อใหญ่ ทั้งหัวสี และไม่สี รุ่นน้องรุ่นพี่ ต่างออกมาพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า น่าจะถึงเวลาที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ให้มันดีขึ้น ไม่ใช่เดินสายแก้ตัว ขายข้าวเอาหน้ารอด..เอ้ยขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ซึ่งงานนี้เล่นเอากระทรวงเกษตรฯต้องหามุขเล่น เพื่อให้มีผลงาน โดยงานนี้อาจมีผู้ที่ต้องเจ็บจริง แบบไม่มีตัวแทนหากรัฐมนตรีเอาจริง นั้นคือเรื่องตั๋วปุ๋ยที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งท่านอธิบดี “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า เรื่องนี้เกิดปัญหาการดำเนินธุรกิจของ สหกรณ์ตั้งแต่ ปี 2552-2557 เกิดจากสหกรณ์จัดหาปุ๋ยให้สมาชิกโดยไม่สำรวจความต้องการของสมาชิกซึ่งผิดกฎระเบียบสหกรณ์ โดยบริษัทออกตั๋วปุ๋ยล่วงหน้า โดยให้สหกรณ์ซื้อขายล่วงหน้า ยังมีสหกรณ์ไปปล่อยสินเชื่อให้สหกรณ์อื่นซื้อตั๋วปุ๋ยด้วย เรื่องนี้ รมว.เกษตรฯสั่งการเร่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับสหกรณ์ และบริษัทที่ไม่ส่งมอบทั้งหมดให้จบภายในสิ้นปีนี้ และสอบสวนเอาผิดว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการเด็ดขาด ที่ผ่านได้ไล่ออกเจ้าหน้าที่ระดับกรมไปแล้ว 1 ราย

มาอีกเรื่อง  ที่น่าจะเป็นงานต่อเนื่องและเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือเรื่องของการสะสางปัญหาที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ  ส.ป.ก. วันนี้มีการขยับขยายรุกไล่ เอาผิด กับผู้ครอบครองผิดกฎหมาย แต่ อยู่ๆ ก็เงียบหายไป ซึ่งแว่วว่าเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีเอาจริง กับการสะสางปัญหาให้เร็ว เพื่อนำไปแจกให้กับเกษตรกร ที่ขาดที่ดินทำกิน ซึ่งมีคนบอกว่า วันที่ 9 ธันวาคมนี้ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ จะลงไปแจกให้กับเกษตรกรด้วยตนเอง แต่แปลกใจเรื่องดีๆ อย่างนี้ ทำไม ส.ป.ก.กับเงียบงันไม่บอกใคร เท็จจริงแค่ไหน ช่วยแจงทีเผื่อจะได้แอบไปดู จะได้ไม่ต้องบ่นทีหลังว่า กระทรวงไม่เคยมีข่าวดี ก็เล่นปิดเงียบขนาดนี้ ใครจะไปรู้หละขอรับ

ราชดำเนิน

หอยลายทะเลไทยอยู่ในขั้นวิฤกต ‘กรมประมง’เร่งเดินหน้าฟื้นฟู!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247497

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.09 น.

4 ธ.ค.59  นายปิยะโชค สินอนันต์ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ กรมประมง เปิดเผยว่าตอนนี้สภาวะหอยลายในทะเลไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากมีเรือประมงเข้ามาจับจำนวนมาก เพราะหอยลายและสัตว์ทะเลอื่นๆมีราคาสูงขึ้น แต่ปริมาณการเจริญเติบโตของพันธุ์สัตว์น้ำลดลง รวมทั้งช่วง2-3 ปีนี้มีปัจจัยจากสภาพอากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิน้ำมากระทบด้วย ซึ่งกรมประมง ร่วมมือกับจังหวัดแนวชายทะเล เช่น จ.ตราด จ. ประจวบคีรีขันธุ์ ที่เคยเป็นแหล่งหอยลายชุกชุมอุดมสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศ ที่สำคัญการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ชาวประมง เห็นชอบกันพื้นที่แนวเขตอนุรักษ์ 300 ไร่ในท้องทะเล จ.ตราด โดยมีประกาศกระทรวงเกษตรฯห้ามจับสัตว์น้ำในช่วงใกล้ชายฝั่ง 4.5 พันเมตร

อีกทั้งชาวประมงพื้นบ้านได้กำหนดเรื่องวันและเวลาในการออกทะเลเพื่อควบคุมการทำประมงมากเกินทรัพยากร และทางกรมให้ความรู้พัฒนาร่วมกันสร้างเครื่องมือใหม่ในการใช้คราดหอยลาย เรียกว่า”กระดึ้บ”ทดแทนการใช้ตะแกรงคราดแบบเดิม ที่มีเหล็กยาวเจาะลึงใต้ดินใต้ทะเลถึง 1 เมตร ซึ่งเป็นเครื่องมือทำลายล้างทำให้พันธุ์สัตว์อื่นเสียหายไปด้วย คาดว่าใช้เวลาจากนี้ 3 ปีแนวโน้มทะเลไทยดีขึ้นในการฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำให้กลับคืนมาอย่างยั่งยืน หลังจากที่กรมประมง ได้นำพันธุ์สัตว์มาปล่อยในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้ขยายพันธุ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการติดตามประเมินศึกษาอัตราการอยู่รอดเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์น้ำ

ด้าน นายมนตรี ธรรมโชติ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านแหลมเทียน ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด กล่าวว่าปริมาณหอยลายที่ท้องทะเลบริเวณนี้แต่ก่อนมีมาก ชาวประมงคราดหอยลายมีรายได้ 1-2,000 บาทต่อวัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 500-1,000 บาทเพราะมีเรือประมงเกิดขึ้นมาก และยังมีการลักลอบเข้ามาคราดหอยลายจากเรือประมงใหญ่ จนบางช่วงประชากรหอยลายหายไปหลายปี ชาวบ้านจึงร่วมกลุ่มกัน ทำงานร่วมกับกรมประมง กันเขตพื้นที่อนุรักษ์ และตกลงร่วมกับจังหวัดไม่ทำประมงใกล้ชายฝั่ง มีการตั้งเวรยามลาดตระเวนช่วยทางการป้องกันเรือประมงพาณิชย์ลักลอบ หากเข้ามาได้ครางหอยลายรอบเดียว ก็ได้กว่า 10 ตัน ยิ่งตอนนี้ราคาแพงโลละ 60 บาท จากเมื่อก่อนโละ 10-20 บาท ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยพัฒนาการเกษตร ในการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์หอยลายในบ่อดินเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถ้าทำสำเร็จจะทำให้อาชีพมั่นคงขึ้นหากจับทะเลอย่างเดียวต่อไปคงไม่มีให้จับ

 

ตรวจค้นรง.ผลิตปุ๋ยปลอมอายัดแล้ว100ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247389

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.30 น.

3 ธ.ค. 59 นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำกำลังสารวัตรเกษตร  ของสวพ.3 จ.ขอนแก่นเข้าตรวจโรงงานผลิตวัสดุบำรุงดิน (สารฟื้นฟูปรับสภาพดิน)ในต.บ้านโนน อ.ซัมสูง จ.ขอนแก่น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า  ได้รับเบาะแสจากกลุ่มสารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร สารวัตรเกษตรจึงได้เข้าตรวจค้นตามอำนาจหน้าที่พบวัสดุบำรุงดินซึ่งมีการบอกส่วนประกอบของปุ๋ยไว้บนกระสอบและมีการโฆษณาขายให้เกษตรกรนำไปใช้  แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยกับกรมวิชาการเกษตร พร้อมกับพบวัสดุบำรุงดินบรรจุถุงพร้อมจำหน่าย  วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตต่างๆจึงได้สุ่มเก็บตัวอย่างตามหลักวิชาการเพื่อส่งเข้าตรวจวิเคราะห์และอายัดสินค้าประมาณ100ตันและอุปกรณ์การผลิตทุกอย่างในโรงงานดังกล่าวไว้  เพื่อคุ้มครองมิให้นำไปขายให้เกษตรกรอีกต่อไปโดยมีเจ้าของโรงงานรับทราบการดำเนินการดังกล่าว

กรมประมงปล่อยหอยลาย-พันธุ์กุ้งแชบ๊วย ฟื้นฟูบริหารจัดการ-เน้นมีส่วนร่วมชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247388

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 14.18 น.

“กรมประมง จับมือ สกว.ปล่อยลูกหอยลาย 1 ล้านตัว พันธุ์กุ้งแชบ๊วย 8 ล้านตัว ตามแนวทางพระราชดำริ ทรงให้ฟื้นฟูบริหารจัดการยั่งยืน เน้นการมีส่วนร่วมจากชุมชน ร่วมเป็นหูเป็นตาป้องกันทรัพยากรท้องถิ่น วอนชาวประมง หยุดคราดลอยลาย ภายใน 1 ปี จะมีหอยลายเพิ่มขึ้น 500 ล้านตัว คืนความสมบูรณ์ให้ทะเลไทย”

3 ธ.ค. 59 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณหาดช่องช้าง ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด กรมประมง และ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเษตรฯ(สกว.) ร่วมกันจัดกิจกรรม”คืนหอยลายสู่ทะเลตราด สนองแนวพระราชดำริ” โดยมอบลูกหอยลาย ขนาด 0.5 -1 ซม.จำนวน 1 ล้านตัว ให้กับตัวแทนชุมชนอ่าวใหญ่ และปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 8 ล้านตัว เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นางวารินทร์ ธนาสมหวัง ผู้ทรงวุฒิกรมประมง กล่าวว่าทรัพยากรลอยลายในทะเลไทยอยู่ในสภาพวะขาดแคลน จึงจัดทำการเพาะเลี้ยงหอยลายเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเลี้ยงในบ่อดิน การปล่อยสู่ธรรมชาติเพื่อติดตามกระจายตัวในพื้นที่เหมาะสม มีชุมชนมีส่วนร่วม ทำให้ทราบลักษณะปัญหา การจัดการประมง ลดผลกระทบการทำประมงทำลายระบบนิเวศน์ และทรัพยากรทะเล

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.) กล่าวว่าได้ให้เงินสนับสนุน 6 ล้านบาทในการวิจัยกับกรมประมง จ.ตราด มุ่งเน้นวิจัยการมีส่วนร่วมชุมชน ชาวประมง เพื่อฟื้นฟูหอยลายมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะนี้ประสบปัญหาผลิตลอยลายธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วในภาวะขาดแคลน ส่งเสริมชาวประมงมีส่วนร่วมอนุรักษ์ ก่อให้เกิดเความยั่งยืนในอาชีพ  ส่งมอบลูกหอยลาย ขนาด 0.5 ขึ้นไป จำนวน1 ล้านตัว ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ และสนับสนุนเพาะเลี้ยงในบ่อดิน ที่จ.ตราด ระยอง ชลบุรี เหมาะสมที่สุด เพาะเลี้ยงแล้วกลับคืนสู่ทะเล

“ในการปล่อยครั้งนี้ ปล่อยลูกหอยลาย 1 ล้านตัว เหลือรอดเป็นพ่อแม่พันธุ์ 1 แสนตัว เกิดลูกหอย 500 ล้านตัวภายใน1 ปี เกิดเพิ่มมูลค่าไปถึง 350 ล้านบาท ขอให้ชาวชุมชน อดใจรอจะมีความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืน”นางพรรณพิมล กล่าว

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้ตรวจราชการกรมประมง กล่าวว่าได้ร่วมกับจังหวัดกันเขตพื้นที่สำหรับฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำเช่นหอยลาย เพราะเป็นสัตว์น้ำอ่อนไหว บางครั้งหายไปถึง 5-6 ปี ขณะนี้สภาวะหอยลายอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ต้องได้รับการฟื้นฟู กลับมาใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ปล่อยให้ชาวประมงคราดจนหมด ถ้าเราปล่อยลูกหอยเร่งให้เกิดพ่อแม่พันธุ์เร็วขึ้นภายใน8 เดือนนี้ รวมทั้งห้ามเรือลากทำนอกชายฝั่งเข้ามาในพื้นที่เขตประกาศ 3 ไมล์ทะเล ห้ามเรือประมงคราดหอยลาย ประกอบเรือยนต์ และห้ามเครื่องมือ8 ชนิด อาทิ เครื่องมือครอบช้อนยกปลากระตัก อวนช่อง ตาลึก300 ช่องตา ที่สำคัญประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วม ปล่อยเลี้ยงเป็นหูเป็นตา ร่วมกันเฝ้าระวังเรือลักลอบ ทำให้การฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรหลังการปล่อยพันธุ์สัตว์ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญ จะสามารถอนุรักษ์ทะเลไทยและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนตามพระราชดำรัสในหลวง

เกษตรกรบุรีรัมย์ร้องยธ. จัดหาทนายสู้คดีบ.ปุ๋ยฟ้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247307

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 17.11 น.

2 ธ.ค. 59 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม นายธนากร จีนกลาง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรยางพารา อ.โนนสุวรรณ พร้อม เกษตรกรผู้เสียหายในพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ และ อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 20 ราย เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อนายธวัชชัย ไทยเขียว และ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีสิงห์ทวีโชค ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน หลังทำพยานหลักฐานเป็นเท็จและปุ๋ยไม่ได้คุณภาพตามที่ระบุในโครงการส่งเสริมอาชีพของคนบุรีรัมย์

นายธนากร กล่าวว่า พวกตนมาร้องต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือจัดหาทนายว่าความให้ สืบเนื่องมาจากกลุ่มเกษตรกร 2,000 ครอบครัว ถูกฟ้องร้องคดีเรียกให้จ่ายเงินค่าปุ๋ยอัดเม็ดในโครงการอุดหนุนเงินให้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ตามโครงการส่งเสริมอาชีพคนบุรีรัมย์ปี 2555-2558 และโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปี 2555 ซึ่งทางเกษตรอำเภอแจ้งว่าเป็นการแจกจ่ายให้สมาชิกแบบให้เปล่าดังเช่นทุกปี ก่อนทำสัญญาส่งต่อ อบจ.บุรีรัมย์ และ ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติโครงการดังกล่าว แต่ต่อมาเกิดปัญหาขึ้นเกี่ยวกับสัญญาสั่งซื้อปุ๋ยกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีสิงห์ทวีโชค โดยไม่ทราบรายละเอียด จากนั้นทางบริษัทปุ๋ยฯดังกล่าวได้ฟ้องเรียกเงินจากเกษตรกรฯที่ลงชื่อในเอกสารใบสั่งซื้อและรับสินค้า ซึ่งเป็นเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่ อบจ.บุรีรัมย์ ได้นำมาให้ลงรายชื่อที่ระบุว่าเพื่อรับการสนับสนุนปุ๋ยแบบให้เปล่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่บางรายเข้าไปเกี่ยวข้อง และช่วงกลางปี 2559 เคยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อนส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่้เกี่ยวข้องตรวจสอบแต่ก็ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้แต่อย่างใด

“กลุ่มเกษตรกรแปลกใจว่าทำไมยื่นเรื่องผ่านผู้ว่าฯบุรีรัมย์  ให้จัดหาทนายความว่าความคดีให้แต่ไม่คืบหน้าทั้งที่ผ่านมา9เดือนแล้ว ทำให้ศาลเลื่อนพิจารณาคดีมาหลายครั้งล่าสุดเลื่อนนัดให้เป็นวันที่ 27ม.ค.2560 ดังนั้น วันนี้กลุ่มผู้เสียหายจึงเดินทางมากระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือให้จัดหาทนายจากส่วนกลางว่าคดีให้ เพราะไม่มั่นใจทนายความในจังหวัด อีกทั้ง ขณะนี้มีคดีเกี่ยวข้องกับเกษตรกรอีก 5 อำเภอที่ประสบปัญหาและต้องเข้ากระบวนการทางศาล “นายธนากร กล่าว

ด้านนายธวัชชัย กล่าวว่า ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เสียหายเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับ กระทรวงยุติธรรม ทั้งหมด 88 กลุ่ม 5 อำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์เนื่องจากกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยตนในฐานะเลขานุการกองทุนยุติธรรมพร้อมอนุมัติให้ แต่ขอตรวจสอบรายละเอียดข้อระเบียบและสิทธิเงื่อนไขก่อน อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีเร่งด่วนก็พร้อมพิจารณาเร่งรัด และอาจจะจำเป็นต้องประสานไปยังสภาทนายความฯเพื่อให้ช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ดุษฎี เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรม ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่ช่วยส่งข้อมูลให้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ดังนั้น จะส่งข้อมูลไปให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พิจารณาเร่งรัดการช่วยเหลือเพราะมีอีกหลายคดีเกิดขึ้นในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมมีความตั้งใจดูแลช่วยเหลือประชาชนไมได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด

เปิดตลาดข้าวเปลือกมุกดาหาร สร้างกลไกแข่งขันปั่นราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247173

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเสฐียรพงษ์ อินเพน สหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับส่วนราชการใน จ.มุกดาหาร จัดงานตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้เกิดกลไกการแข่งขันรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกของเกษตรกรให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น รวมทั้งได้รับความเป็นธรรมทางด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. มุกดาหาร จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยมีนายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานในการเปิดตลาดนัดข้าวเปลือก และประชาสัมพันธ์ เชิญชวน รณรงค์ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายภายในงาน เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยมี สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. มุกดาหาร จำกัด ได้ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการจัดสถานที่จัดงานตลาดนัดข้าวเปลือก และจะได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อดำเนินการจัดงานตลาดนัดข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายข้าวมากขึ้นต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานวันนี้ นับเป็นเรื่องที่ดีที่จะส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ให้มีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพดีเพื่อการจำหน่าย จึงถือได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเกิดการแข่งขันรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกของเกษตรกร โดยเกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น รวมทั้งได้รับความเป็นธรรมทางด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร

ดันระบบ‘วนเกษตร’ ออป.หนุนปลูกพืชร่วม‘สวนป่า’สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247177

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อ.อ.ป. เดินเครื่องส่งเสริมระบบ “วนเกษตร” หนุนปลูกพืชเกษตรร่วมกับ “สวนป่าเศรษฐกิจ” ช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

นายพิชัย รุจิโรจน์สุวรรณ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า การพัฒนาสวนป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยการบริหารจัดการพื้นที่เน้นความยั่งยืน ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานของ อ.อ.ป. นอกจากจะมีวัตถุประสงค์หลักในการนำไม้ออกไปใช้ประโยชน์ตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดผลผลิตไม้อย่างยั่งยืน และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่ อ.อ.ป. ให้ความสำคัญและทำควบคู่กันไป คือ การเปิดโอกาสให้ชุมชนโดยรอบสวนป่า ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าร่วมกันแบบ “ระบบวนเกษตร” ปลูกพืชเกษตรที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในระยะเวลา 1-3 ปี

เรื่องการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ที่ดินสวนป่า นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้การดำเนินงานสวนป่าดำเนินการควบคู่กับชุมชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาจะพบว่าราษฎรโดยรอบ สวนป่า มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อ.อ.ป. จึงมีนโยบายให้ราษฎรในท้องที่เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่สวนป่าได้ชั่วคราว โดยการปลูกพืชเศรษฐกิจ พืชเกษตรระยะสั้นระหว่างแถวไม้ยืนต้น เช่น ข้าว ข้าวโพด ปอเทือง ถั่วชนิดต่างๆ มันสำปะหลัง และสับปะรด ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ แก้ไขปัญหาไม่มีที่ดิน ทำกิน ลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเป็นที่ทำกิน และปัญหาการอพยพแรงงานท้องถิ่นออกนอกพื้นที่ ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชให้แก่พื้นที่ และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมโดยการกักเก็บคาร์บอนไว้ในส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ซึ่งล้วนมีผลต่อเนื่องไปถึงการบรรเทาสภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย

‘ไทย-โสมขาว’กอดคอขยายการค้า ไก่สดแช่แข็งลอตแรกถึงเกาหลีใต้-คาดดันส่งออกเพิ่ม3พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247178

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“บิ๊กฉัตร” ลงนามความร่วมมือสนับสนุนและอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตร “ไทย-เกาหลีใต้” ชี้ช่วยสร้างกลไกเอื้อการนำเข้า-ส่งออกระหว่าง 2 ประเทศ เผยไก่สดแช่แข็งไทยลอตแรกไปถึงแล้ว หลัง “โสมขาว” ปลดล็อกคำสั่งแบนจากกรณี “หวัดนก” มั่นใจดันยอดส่งออกเพิ่มอีกกว่า 3 พันล้าน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้ เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรกับ นายคิม แจ ซู รมว.เกษตร อาหาร และกิจการชนบท ของเกาหลีใต้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทั้ง 2 ประเทศจะมีความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันได้ใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากเอ็มโอยูนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตร รวมถึงแก้ไขปัญหาทางเทคนิคระหว่างกัน ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางให้ประเทศไทยได้ขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะด้านการเกษตรไปยังเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรในอนาคต

“สาระสำคัญของเอ็มโอยูนั้น มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งเสริมการค้า สร้างความร่วมมือในการพัฒนาด้านการเกษตร รวมถึงสัตว์บกและพืช การพัฒนาองค์กรของเกษตรกรและสหกรณ์ การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย และข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนาร่วมด้านการเกษตร รวมถึงส่งเสริมการติดต่อระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากการลงนามในเอ็มโอยูดังกล่าว และการหารือในรายละเอียดที่คณะทำงานภายใต้เอ็มโอยูของทั้ง 2 ประเทศ จะประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันความร่วมมือต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังได้ใช้โอกาสนี้ขอบคุณฝ่ายเกาหลีใต้ที่เปิดตลาดไก่สดแช่เย็นแช่แข็งให้ไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกไก่สดแช่เย็นไปเกาหลีใต้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากที่ไทยประสบปัญหาไข้หวัดนก พร้อมทั้งยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยจะดำเนินการตามเงื่อนไขการนำเข้า เพื่อให้ผู้บริโภคเกาหลีใต้ได้บริโภคไก่สดแช่เย็นแช่แข็งที่มีคุณภาพความปลอดภัย และได้มาตรฐานจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยถือว่ามีความพร้อมในการเตรียมการเพื่อส่งออกไก่สดแช่เย็น แช่แข็งมายังเกาหลีใต้ เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งความคืบหน้าในการเจรจาและขั้นตอนต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระยะๆ เพื่อให้เตรียมกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อปริมาณความต้องการนำเข้า โดยเนื้อไก่ดิบสดแช่แข็งของไทยลอตแรกที่ผลิตเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ได้ส่งออกไปยังเกาหลีใต้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าไทยจะกลับมาส่งออกไปยังเกาหลีใต้ได้เฉลี่ย 3-4 หมื่นตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาทเหมือนเช่นที่ผ่านมา ทั้งนี้การเปิดอนุญาตให้ไทยนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการส่งออกไก่สดแช่เย็นและไก่ปรุงสุกของไทยในภาพรวม จากที่ก่อนหน้านี้ไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และรัสเซียได้แล้ว

‘มือใหม่’ถอดใจเกษตรอินทรีย์ สศท.3ชง4แนวทางปรับเปลี่ยน/ยันได้ผลผลิตสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247175

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้สำรวจเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ใน จ.หนองคาย ปี 2559 พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน 1-3 ปี จากเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่เข้าใจการทำเกษตรอินทรีย์ และไม่ได้นำความรู้จากการอบรมไปปฏิบัติในฟาร์ม รวมทั้งปัญหาเรื่องน้ำ สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้บางรายถอดใจกลับไปทำเกษตรเคมีเช่นเดิม

ส่วนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 3 ปี หรือได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตจะค่อยๆ สูงขึ้นตามคุณภาพของดินและปริมาณน้ำ รวมถึงการบำรุงดูแลรักษา แต่ยังประสบกับปัญหาเรื่องตลาดรองรับผลผลิตมีน้อย จึงส่งผลให้ราคาขายไม่แตกต่างจากราคาสินค้าเกษตรปกติ แต่เกษตรกรกลุ่มนี้ยังมุ่งมั่นทำเกษตรอินทรีย์ต่อไป ด้วยคำนึงถึงสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และผู้บริโภค รวมทั้งคาดหวังว่าใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับ จะทำให้สามารถขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ในราคาสูง

จากปัญหาและความคาดหวังดังกล่าว สศท.3 จึงได้เสนอแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จ.หนองคาย ปี 2560-2564 ด้วย 4 แนวทาง คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี รวมทั้งผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ในเบื้องต้น แล้วมุ่งสู่การผลิตให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในประเทศและระดับสากล 2.พัฒนาการตลาด เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ โดยรวมกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปสินค้า จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า หรือตลาดกลางสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว ปรับตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียม อีกทั้งปรับปรุงส่วนผสมทางการตลาด (4P) ได้แก่ พัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์และความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด

3.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร Cluster เกษตรอินทรีย์ให้มีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้ สามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมมาปรับใช้ได้ในฟาร์ม (Smart Farmer) รวมถึงสามารถเจรจาการค้าดังเช่นเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) และ 4.น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

เลาะรั้วเกษตร : ยุทธศาสตร์ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247172

281225166

วันศุกร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ต้นปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยราชการต่างๆ จัดทำยุทธศาสตร์การดำเนินงานของหน่วยงานในช่วงระยะเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) คงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดทำยุทธศาสตร์ช่วงระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ เพราะขนาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแต่ละแผนก็ยังใช้ระยะเวลาเพียง 5 ปี เท่านั้น เหตุผลที่ต้องวาดฝันกันยาวนานถึง 20 ปีนี้ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร แล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเออออห่อหมกด้วยหรือไม่ก็ไม่ทราบ ช่วง 20 ปีจะเกิดเหตุอะไรที่สำคัญๆ ที่กระทบกับยุทธศาสตร์นี้บ้างหรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดาได้

เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาล และสั่งการมา หน่วยงานก็ต้องทำด้วยระยะเวลาที่จำกัดเพียงไม่กี่วัน คนที่รับผิดชอบในการจัดทำก็ต้องนั่งเทียนวาดฝันกันให้บรรเจิดไปเลย เพราะถูกบังคับมา แม้จะไม่ใช่นักวางแผน ไม่ใช่นักจัดทำยุทธศาสตร์ แต่ก็พอจะพิจารณาด้วยเหตุและผลได้ว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งเปรียบเสมือนทิศทางของการพัฒนาประเทศนั้น ควรต้องระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน และมองในภาพรวมทั้งหมดของแต่ละสาขาของการพัฒนา ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำ เพื่อให้เสร็จทันตามที่ต้องการ

ยุทธศาสตร์การพัฒนา 20 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดวิสัยทัศน์ ไว้ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ

สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยทีมเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 390,000 บาท/คน/ปี เกษตรกรทุกคนเป็น smart farmer สถาบันเกษตรกรทั้งหมดมีความเข้มแข็ง และมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยมีเป้าหมาย GDP ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ต่อปี
ฟาร์ม โรงงาน และสถานประกอบการได้มาตรฐาน จัดทำแปลงใหญ่ให้ได้จำนวน 14,500 แปลง หรือ 90 ล้านไร่

เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายว่างานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้รับการพัฒนาต่อยอดนำไปสู่การใช้ประโยชน์ร้อยละ 80 เกษตรกรทุกคนเข้าถึงและนำเทคโนโลยีงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 10 ล้านไร่
พื้นที่เกษตรได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูปีละ 2 ล้านไร่ พื้นที่ชลประทานมีจำนวน 42.78 ล้านไร่

พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เป็น Smart Officer / Smart Researcher ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย

ในแต่ละยุทธศาสตร์มีแนวทางการดำเนินงานระบุไว้ แต่จะดำเนินการได้ตามนั้นหรือไม่ไม่ยืนยัน อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พูดถึงเรื่อง “น้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตรไว้น้อยมาก บอกแต่เพียงจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้มี 42.78 ล้านไร่ ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การเกษตรของไทยซึ่งมีประมาณ 150 ล้านไร่ ในปัจจุบัน พื้นที่ชลประทานรวมทั้งพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากน้ำชลประทานรวมแล้วประมาณ 40 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13 ของพื้นที่เกษตรเท่านั้น การจะพัฒนาด้านการผลิตอื่นๆ ถ้าปราศจากน้ำแล้ว ปัญหาคงตามมาอีกมากมาย เหมือนอย่างที่รัฐบาลเผชิญมาแล้วในปีที่ผ่านๆ มา

ตัวเกษตรกรเองจะให้เป็น Smart Farmer ทั้งหมดภายใน 20 ปี ก็คงต้องถามทายาทเกษตรกรในปัจจุบันว่าจะมีสักกี่รายที่จะสืบทอดอาชีพการเกษตรต่อจากพ่อแม่ และพัฒนาให้ก้าวหน้าทันสมัยขึ้น ขณะเดียวกันการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรของสถาบันการศึกษาต่างๆ คงต้องผลักดันให้มีการพัฒนาหลักสูตรให้รองรับยุทธศาสตร์ 20 ปีนี้ด้วย

กระทรวงเกษตรฯ เอง ก็คงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานให้รองรับภารกิจ ตามยุทธศาสตร์นี้ด้วยเช่นกัน เผลอๆ คนที่เขียน หรือคนที่ประกาศยุทธศาสตร์นี้ อาจจะไม่มีอายุยืนยาวได้เห็นยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จเสียด้วยซ้ำ

มันนานเกินไปจริง ๆ

แว่นขยาย