สศก.ชี้มาตรการรัฐแทรกแซงราคาข้าว ไม่ถึงเกษตรกรรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247176

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 16.19 น.

1 ธ.ค.59 นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพข้าวของรัฐบาล ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.59 – 28 ก.พ.60 ว่า โครงการดังกล่าวในส่วนของเกษตรกรรายย่อยจะไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวขายสดไปแล้ว และขณะนี้ข้าวที่เหลืออยู่จะเป็นในส่วนของเกษตรกรรายใหญ่ที่มีข้าวเหลืออยู่ในมือ อีกทั้งระยะเวลาของการดำเนินโครงการน้อยไป จึงมองว่าโครงการนี้จะไม่ช่วยยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น จึงคาดว่าราคาข้าวในอนาคตจะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน ที่ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 8,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้าราคาตันละ 6,700 – 7,200 บาท

ด้าน นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สศก.เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าว ว่า ปัจจุบันราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตข้าวล้นตลาดโลก จากสต็อกข้าวสะสมที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และการผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณผลผลิตข้าวโลกในปี 2559/60 มีจำนวน 483.8 ล้านตันข้าวสาร ใช้บริโภคประมาณ 478.4 ล้านตันข้าวสาร โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการายงานว่า ในปี 2559 / 60 โลกมีสต็อกข้าวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.6 เป็น 121.7 ล้านตัน อีกทั้ง หากรวมปริมาณการผลิตข้าวของโลกเท่ากับจำนวนสต็อกข้าว จะทำให้ขนาดของอุปทานข้าวสูงกว่าความต้องการบริโภคมาก และสต็อกที่มีการสะสมอยู่จำนวนมาก จากนั้นจะเป็นแรงกดดันราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มลดต่ำลงจากราคาข้าวในตลาดโลก พบว่าปัจจุบันมีราคาที่สูงกว่าข้าวจากหลายประเทศ ประมาณร้อยละ 13 – 16 และเมื่อพิจารณาราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมาพบว่าแนวโน้มในตลาดโลกมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง

กรมชลเร่งระบายน้ำท่วมขัง พื้นที่ปลูกหอมมะลิเมืองย่าโม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247073

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำลำสะแทด เขต อ.บัวใหญ่ อ.ประทาย อ.บ้านเหลื่อม และ อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากจากพื้นที่ต้นน้ำในเขต อ.แก้งสนามนาง และ อ.บัวใหญ่ ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์สองฝั่งลำสะแทด ในเขต อ.ประทาย อ.โนนแดง และ อ.พิมาย ก่อนไหลลงสู่ลำสะแทด ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 2 ฝั่งลำสะแทดในพื้นที่ อ.พิมาย อ.ประทาย อ.เมืองยางจ.นครราชสีมา และ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ (กข.105) และอยู่ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน จนได้รับผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง

ทั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พิจารณาหาแนวช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ซึ่งเบื้องต้นได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตัดถนนสายกระเบื้องนอก-บุ่งเบาในพื้นที่ อ.เมืองยาง เพื่อช่วยระบายน้ำในลำสะแทดให้เร็วขึ้น และเมื่อระดับน้ำในลำสะแทดลดลง น้ำที่ท่วมขังนาข้าวในท้องทุ่งสัมฤทธิ์ทั้ง 2 ฝั่งลำสะแทดก็จะไหลลงสู่ลำสะแทดสะดวกขึ้นตามไปด้วย โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันภายใน 22 ชั่วโมง อาทิ กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอเมืองยาง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระเบื้องนอก และสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดนครราชสีมาที่สนับสนุนสะพาน bearing เป็นต้น

วางกรอบยกระดับพัฒนา‘สหกรณ์’ สร้าง‘SMART Network’เสริมแกร่งทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247076

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดทิศทางการทำงานโดยยังคงมุ่งเน้นประโยชน์และการพัฒนาความเข้มแข็งสู่สมาชิกผ่านกลไกสหกรณ์เป็นสำคัญซึ่งมีทั้งดำเนินการในแผนงานต่อเนื่องและงานริเริ่มใหม่ ภายใต้กรอบ 3 ด้าน คือ 1.การพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรม และของสหกรณ์ และ 3.การดำเนินโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้กรอบแนวคิด “Back to Members”ซึ่งเป็นแนวคิดการทำงาน ที่มุ่งเน้นให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สามารถส่งต่อการให้บริการไปยังสมาชิกสหกรณ์ได้มากยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาบุคลากรให้เป็น SMART Officer และการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็น SMART COOP ด้วยการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ให้มีความเป็นSMART Business และพัฒนาความเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งของขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบ ทั้งด้านการเงินการผลิต และการตลาด หรือ SMART Network ซึ่งจะส่งผลทำให้สามารถพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็น SMART Members โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ พัฒนาสหกรณ์ให้สามารถการดูแลให้บริการสมาชิก ให้กินดี อยู่ดี มีความสุข ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ซึ่งเมื่อสมาชิกมีความเข้มแข็งก็จะส่งผลย้อนกลับมาพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง มั่นคง อย่างยั่งยืน โดยจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการดำเนินการตาม แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังกำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ให้ส่งต่อการให้บริการ สร้างความกินดีอยู่ดีแก่สมาชิก เพื่อให้สอดคล้องและขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดว่า “2560 ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ทำการเกษตรโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดต้นทุนการผลิต/เพิ่มผลผลิต โดยมีกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการแบบธุรกิจการเกษตร บริหารการเงิน การบัญชีการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งในการจะปฏิบัติงานให้บรรลุภารกิจและเป้าหมายที่กล่าวมานั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือของท่าน และบุคลากรทุกหน่วยงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งต้องบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ด้วย

ถกร่วม7ชาติเอเชียลุยแก้‘ไอยูยู’ ไทยดันนโยบายประมงร่วมอาเซียนสางปัญหาภายในปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247075

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคเอเชีย เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) ระดับภูมิภาค ซึ่งจัดโดย กระทรวงมหาสมุทรและการประมง เกาหลีใต้ ร่วมกับหน่วยงานเอ็นจีโออาทิ มูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) กลุ่มสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ที่โรงแรมเวสอิน โชซัน กรุงโซล เกาหลีใต้

โดย พล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภูมิภาคเอเชีย 7 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา ศรีลังกา และเกาหลีใต้ รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศ และภาคเอกชน มาร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเกี่ยวกับแนวทางการขจัดการทำประมง IUU รวมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การจัดการทรัพยากรด้านประมงอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย ได้ใช้ประโยชน์จากเวทีนี้ในการแสดงถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดนโยบายการจัดการความยั่งยืนของทะเลและทรัพยากรประมงซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการประมงของไทย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต โดยได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย และปัญหาแรงงานในภาคการประมงเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่องช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการประมงของประเทศ และยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานทั้งระบบและภาคการประมง กระทั่งสหรัฐอเมริกาได้ปรับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยจากระดับเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 เฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม การจัดการทรัพยากรทางทะเล ไม่สามารถกระทำให้สำเร็จได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงได้ขอความร่วมมือจากมิตรประเทศในภูมิภาค ประเทศคู่ค้า และองค์การระหว่างประเทศ ควรมีการบริหารจัดการทรัพยากรในมิติต่างๆ ในทิศทางเดียวกัน ตามที่ได้ประกาศไว้ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ “อา-มาฟ” (AMAF) ครั้งที่ 38 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า ประชาคมอาเซียน ควรกำหนดนโยบายประมงร่วมกัน เพื่อกำหนดเป้าหมายและแผนเป็นขั้นตอน โดยปี 2560 ไทยจะจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนชาวประมงจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประมาณเดือนมีนาคม 2560 พร้อมทั้งการประชุมวิชาการด้านการบริหารทรัพยากรประมง ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลก ประมาณเดือนกรกฎาคม 2017 เพื่อประชาคมอาเซียนจะสามารถนำผลที่ได้จากการประชุมทั้ง 2 ครั้ง จากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน อันรวมถึงผู้ประกอบการประมงทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในทุกระดับการผลิต มาประกอบการร่างนโยบายประมงร่วมกัน ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนในประชาคมอาเซียนก้าวเดินไปด้วยกัน

“การประชุมในระดับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคเอเชีย เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับสิ่งทีประเทศไทยได้มุ่งมั่นดำเนินการ และหวังว่าประชาคมอาเซียนจะร่วมกันผลักดันจุดยืนการทำประมงอย่างยั่งยืนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2562 และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในการจัดทำ “นโยบายประมงร่วมอาเซียน” โดยแสวงหาร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิก องค์กรระดับภูมิภาค และองค์กรระหว่างประเทศ และพันธมิตรจากทั่วโลก และจะนำผลที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อกำหนดนโยบายประมงสู่ความยั่งยืนต่อไป” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

แตกใบอ่อน : ผลาญเงินเปล่าๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247072

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ถือเป็นการต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานไปโดยปริยาย สำหรับการประกาศหยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ชั่วคราวของ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” เพื่อร่วมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ภายหลังจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ได้แจ้งประกาศนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของปวงชนชาวไทย

เพราะฉะนั้นประเด็น “โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่” จะได้เกิดหรือไม่ ก็ยังคงเป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องติดตามรอดูกันต่อไป ซึ่งกว่าจะได้ดูภาคใหม่กันอีกทีก็คงต้องรอหลังจาก “โพลล์” ที่“บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์รมว.พลังงาน สั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปสำรวจความคิดเห็นของคนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อีกครั้งว่า มีความต้องการที่แท้จริงอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากเตือนไปถึงรัฐบาลและกระทรวงพลังงานในฐานะผู้กำกับนโยบาย เกี่ยวกับการทำโพลล์ที่ พล.อ.อนันตพร สั่งให้ไปทำนั้น ถ้าอ่านตามคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.พลังงาน ก็คงไม่แคล้วว่าหน่วยงานที่รับไปทำต้องเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ในฐานะต้นเรื่องหรือเจ้าของโครงการ

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็น่ากลัวว่า หากสุดท้ายผลโพลล์ออกมาสรุปว่า ชาวบ้านสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า แล้วจะได้รับการยอมรับจริงหรือไม่

ที่พูดไม่ได้ต้องการแสดงความ “ดูถูก” หรือไม่มั่นใจ กฟผ. ถึง “ความเป็นกลาง”

แต่ที่จำเป็นต้องพูด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานะของ กฟผ. ในสายตาชาวบ้านเวลานี้ ไม่ต่างจากการเป็น“ผู้มีส่วนได้เสีย” จากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดังนั้นการให้ กฟผ. ไปทำโพลล์สำรวจความเห็นของชาวบ้านก็เจ๊งสิครับ ใครจะเชื่อถือ

มันก็เหมือนที่ผมถามนั่นแหละว่า หากสุดท้ายผลโพลล์ออกมาสรุปว่า ชาวบ้านสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า แล้วจะได้รับการยอมรับจริงหรือไม่ และทำให้การคัดค้านจบลงได้หรือไม่

ผมว่าไม่นะ

เพราะเรื่องลักษณะนี้ใช่ว่าจะไม่มีบทเรียน ก่อนหน้านี้ กฟผ. เองก็เคยอ้างว่าล่ารายชื่อชาวบ้านที่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามาได้ 1.5 หมื่นรายชื่อ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มที่คัดค้านอยู่ดีแถมยังต้องโดนถล่มตามมาอีกว่ามีการเล่นเกม “ใต้ดิน” เพื่อให้ได้รายชื่อเหล่านั้นมา

ดังนั้นถ้ายังขืนให้ กฟผ. เป็นผู้ทำโพลล์สำรวจความคิดเห็น สุดท้ายก็คงไม่แคล้วลงเอยแบบเดิม นั่นคือ ไม่ได้รับการยอมรับ

ผมเห็นด้วยนะครับกับการสอบถามความคิดเห็นของคนในพื้นที่ แต่ก็ต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ที่สำคัญกระบวนการสำรวจจะต้องตรงตามหลักวิชาการ มีการออกแบบคำถามที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียและมิติปัญหาได้ทั้งหมด รวมทั้งดำเนินการด้วยวิธีการที่โปร่งใสเป็นที่ยอมรับ

ถ้าจะทำก็ต้องทำแบบนี้ครับ

ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าทำมันเลย ผลาญเงิน ผลาญทองกันไปเปล่าๆ

มะลิลา

เปิดผลศึกษาปริมาณน้ำ ข้าวแปลงใหญ่‘ลพบุรี’/แนะใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247074

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จ.ชัยนาท (สศท.7) ได้ทำการศึกษาปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ลพบุรี เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำ ศึกษาปริมาณการใช้น้ำ ประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจ และเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการผลิตของข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.ลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ กข โดยวิธีหว่านน้ำตม ปีเพาะปลูก 2558/59 ที่เป็นสมาชิกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตำบลสนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี จำนวน 51 ราย

ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการใช้น้ำ(Water Footprint) ของข้าวพันธุ์ กข สำหรับการผลิตข้าวเปลือก 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,075.08 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณน้ำฝน (Green Water Footprint) 493.90 ลูกบาศก์เมตร น้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) 581.18 ลูกบาศก์เมตร ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 4,104.34 บาท/ไร่ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 1,935.93 บาท ต้นทุนการผลิตข้าวเมื่อรวมต้นทุนค่าน้ำเฉลี่ย 4,394.93 บาท/ไร่ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 1,645.34 บาท โดยปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างรายได้จากการปลูกข้าว 5.62 บาท

ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐควรกำหนดมาตรการด้านการเกษตร นอกจากการสนับสนุนความรู้และปัจจัยการผลิตแล้ว ควรพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรควบคู่ไปด้วย และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำ และเกษตรกรควรเลือกพันธุ์ให้เหมาะสม นำเทคโนโลยี หรือแนวคิดใหม่ๆมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว จะเป็นข้อมูลนำไปจัดทำแนวทางบริหารจัดการน้ำและส่งเสริมการปลูกพืช นำไปสู่การใช้ทรัพยากรการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการหาแนวทางมาตรการจูงใจการปลูกพืชได้ต่อไป

นครปฐมจัดงานยักษ์ ‘กินสัตว์น้ำปลอดภัย’ 2-11ธค.ที่กำแพงแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246950

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายกำจัด ราชคำ ประมงจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดนครปฐม ได้จัดงานเทศกาล “กินสัตว์น้ำปลอดภัย ตอน กินกุ้งใหญ่ ไปกำแพงแสน” ระหว่างวันที่ 2–11 ธันวาคม ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบว่า จ.นครปฐม เป็นแหล่งผลิตและแหล่งส่งออกสัตว์น้ำที่มีการส่งเสริมเครือข่ายธุรกิจสัตว์น้ำที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ยังมุ่งให้เป็นเวทีนำเสนอความก้าวหน้าเทคโนโลยีของธุรกิจประมงในพื้นที่ ภายใต้รูปแบบของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy)

ทั้งนี้ในงานจะมีกิจกรรมการหลากหลายรูปแบบ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระราชกรณียกิจด้านการประมงในหลวงรัชกาลที่ 9 การประกวดปลากัด การแข่งขันกินกุ้งพร้อมชิมฟรี “เมนูต้มยำกุ้งกระทะยักษ์ การสาธิตเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ การสาธิตและฝึกอบรมอาชีพด้านประมงหลากหลายหลักสูตร การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ราคาพิเศษจากกลุ่มเกษตรกร ตลอดจน การลุ้นรับของรางวัล ฟรี จึงขอเชิญชวนประชาชนชาว จ.นครปฐม และใกล้เคียง มาเที่ยวช็อป ชิม ชม สินค้าดีมีคุณภาพ ระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคมนี้

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246955

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

3.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาด้านข้าวมีน้อย ไม่พอเพียง

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สัมพันธ์กับข้อ 2 ความจริงควรรวมกันได้ แต่ที่แยกมาพูดนี้ก็เพื่อที่จะเน้นถึงความสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และต้องเยียวยาแก้ไข ไม่งั้นก็เข้าวงจรเดิมตามที่กล่าวไปบ้างแล้วหากจะให้มีการทำงานแบบเบ็ดเสร็จก็จะต้องเพิ่มกำลังพลตลอดสายภารกิจ ได้แก่ กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ วิจัยพัฒนา ผลิตเมล็ดพันธุ์ การส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาชาวนา การพัฒนาแปรรูป และการพัฒนาการเก็บเกี่ยวและการตลาด รวมทั้งภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น งานเครื่องจักรเครื่องกลข้าว งานข้อมูลสถิติ การงานกฎหมายข้าวและสิทธิประโยชน์ต่างๆ งานประสานงานต่างประเทศ และแม้แต่งานด้านสังคมวัฒนธรรมข้าว อย่างเช่น กรมประมง และกรมปศุสัตว์

แต่กระนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องจำนวนบุคลากร แน่นอนว่าจะต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยแน่นอน ยิ่งรัฐบาลยุคผ่านๆ มามีนโยบายชัดเจนที่จะลดกำลังคนภาครัฐลง เพราะมีปัญหาด้านงบประมาณ ข้อเสนอนี้จึงอาจเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อมาดูถึงอัตรากำลังข้าราชการในปัจจุบัน รวมทั้งบรรดาพนักงานราชการและลูกจ้าง พบว่ารัฐต้องเสียงบประมาณโดยเฉพาะอัตราจ้างเหมามากมหาศาลในแต่ละปี เพราะทุกหน่วยงานไม่สามารถเพิ่มกำลังได้ ก็เลี่ยงไปใช้วิธีจ้างเหมาแทน ถึงแม้ว่าวิธีการนี้จะแน่ใจว่า ในระยะยาวจะทำให้รัฐเสียงบประมาณน้อยลงเพราะไม่ต้องจ่ายค่าบำเหน็จบำนาญรวมทั้งสวัสดิการต่างๆ แต่เมื่อดูถึงรายจ่ายปัจจุบัน อัตราการลดลงของงบด้านบุคลากรก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ถ้าอย่างนั้นก็นำเอารายจ่ายส่วนนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านข้าวที่ยังต้องการอีกมากจะได้ไหมครับ

อีกทางเลือกหนึ่งที่พูดไปแล้วอาจไม่ถูกใจผู้บริหารกรม แต่ก็จำเป็นต้องพูด และเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกท่านก็คงจะเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนย่อย กล่าวคือ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองปัจจุบันมีจำนวนบุคลากรที่เป็นข้าราชการรวม 37,523 คน แยกเป็นรายกรมดังนี้ (1) กรมส่งเสริมการเกษตร 9,851 คน (2) กรมชลประทาน 6,441 คน (3) กรมปศุสัตว์ 4,716 คน(4) กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3,231 คน (5) กรมประมง 2,668 คน (6) กรมวิชาการเกษตร 2,247 คน (7) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2,010 คน (8) กรมพัฒนาที่ดิน 1,546 คน(9) สำนักงานปลัดกระทรวง 1,277 คน (10) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1,202 คน (11) กรมการข้าว 913 คน (12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 657 คน (13) กรมหม่อนไหม 350 คน (14) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 204 คน (15) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 200 คน (หมายเหตุ ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย) จะเห็นได้ว่ากำลังคนที่อยู่ในกรมการข้าว มีเพียงน้อยนิด

อย่างไรก็ดี อาจมีคำถามติงว่า การเอาคนคนหนึ่งไปรับงานเพียงหนึ่งชิ้น(ข้าวอย่างเดียว) จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองหรือ ขอตอบว่า ในเมืองไทยเห็นมีเยอะแยะที่หน่วยงานเอาคนไปทำอยู่เรื่องเดียว ในเมื่อข้าวมีความสำคัญยิ่งและชาวนาก็เป็นพลเมืองโดยส่วนใหญ่ ถ้ารัฐไม่เห็นความสำคัญ ปล่อยให้เป็นไปอย่างเดิม ก็เห็นปัญหากันอยู่ แล้วจะไปเสียดายอะไรอีกครับ แต่ถ้ายังห่วงว่าการแก้ไขปัญหาด้านข้าวจะทำให้สิ้นเปลือง งั้นก็ลองคิดเขย่าคนในกระทรวงเกษตรฯ สักหน่อยไม่ดีหรือครับ ไหนๆ ก็จะปฏิรูปทั้งที

4.โครงสร้างการบริหารจัดการเรื่องข้าวขาดการมีส่วนร่วม

ประเด็นนี้มุ่งเน้นปรับโครงสร้างทางด้านการบริหารและการตัดสินใจด้านข้าวของประเทศ ทฤษฎีที่ปล่อยให้กลไกตลาดเดินไปโดยอิสระตามธรรมชาติ เห็นแล้วว่าชาวนาไทยผลิตข้าวเกือบตาย แต่หาร่ำรวยไม่ คนที่รวยคือผู้รวบรวม แปรรูป และส่งออก ทั้งนี้เพราะชาวนาส่วนมากขาดอำนาจต่อรอง รัฐยังเข้าไม่ถึงในการช่วยเหลือเสริมพลังอำนาจชาวนาผู้ส่งออกและโรงสี เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของวงจรการค้าข้าวของประเทศ ตลาดไม่ได้เป็นของผู้ขาย ผมจึงเสนอให้มีผู้แทนชาวนาเข้าไปเป็นสมาชิกของคณะกรรมการเกี่ยวกับนโยบายข้าวแห่งชาติด้วย ให้มีสิทธิ์มีเสียงในการเสนอนโยบายเกี่ยวกับข้าวในทุกด้าน โดยที่รัฐต้องให้ความสำคัญ ข้อเสนอนี้ที่ผ่านมามีผู้ทักท้วงว่า ชาวนาอาจเสนอในสิ่งที่ไม่เข้าท่า ยังมีวิสัยทัศน์ที่แคบ ก็อาจเป็นอย่างที่ว่าอยู่บ้าง ผู้นำชาวนายุคก่อนๆ อาจจะติดยืดอยู่กับผลประโยชน์ที่ถูกยื่นให้ แต่ทุกวันนี้ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ผมเห็นนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยให้สัมภาษณ์ตามสื่อ ไม่ว่าในเรื่องของการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น การเก็บข้าวไว้ในมือชาวนาให้นานเพื่อรอราคา ชัดเจนในกระบวนการคิดว่าถ้าได้รับการร่วมมือจากพี่น้องชาวนาโดยทั่วไป การแก้ไขปัญหาชาวนาจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

แนวทางที่ผมจะเสนอภายใต้ข้อนี้ ศึกษาจากแนวทางการบริหารจัดการยางพารา และปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย รวมทั้งการบริหารจัดการอ้อย/น้ำตาลทราย และกาแฟของบราซิล คือเขาจะมีคณะกรรมการบริหาร (Board) และสภามนตรี (Council) สำหรับการกำหนดนโยบายและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ สำหรับสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร และสภามนตรีก็แน่ละครับต้องมีชาวนา ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกข้อของห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายราชการ โรงสี ผู้ซื้อรวบรวมข้าวผู้ส่งออก ผู้ทำข้าวถุง และผู้บริโภค และอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะกรรมการบริหารจะเป็นฝ่ายตัดสินใจ ส่วนสภามนตรีจะเป็นฝ่ายรวบรวมข้อมูลและเสนอความต้องการเบื้องต้น และเมื่อระบบเป็นอย่างนี้คณะกรรมการบริหารก็จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และแน่นอนเมื่อเป็นองค์กรเบ็ดเสร็จ ผู้บริหารสูงสุดกระทรวงข้าว หรือชื่ออื่นเป็นฝ่ายเลขานุการ และรับผิดชอบนำนโยบายทุกเรื่องลงสู่การปฏิบัติอาศัยกำลังรบที่ได้รับการจัดสรรให้อย่างเต็มอัตราศึก

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้น เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาด้านข้าวส่วนหนึ่งตามความคิดของผม ก็อยากเสนอแนะไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างยิ่ง หากผู้กำหนดนโยบายเห็นประโยชน์ก็ขอได้โปรดนำไปพิจารณา ทั้งนี้แนวทางที่ว่าเป็นแต่เพียงหลักการกว้างๆ เท่านั้น ในทางปฏิบัติยังคงมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องดำเนินการต่อไป ก่อนจบ อาจมีประเด็น แล้วหากจะมีคนถามว่า ถ้าทำงานข้าวเป็นองค์ใหญ่องค์กรเดียวได้ จะไม่มีคนคิดจะตั้งกรมกล้วย กรมเผือก กรมมันอีกหรือ (ความจริงยางพาราทำแล้ว คือ การยางแห่งประเทศไทย) ก็ขอยกคำอภิปรายในสภาของขุนวิเทศดรุณการ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ในคราวประชุมเมื่อช่วงปี 2496 ระหว่างการเสนอตั้งกรมการข้าวยุคนั้นใจความว่า “ตามที่มีการท้วงติงว่า หากตั้งกรมการข้าวได้แล้ว คราวต่อไปอาจมีการเสนอตั้งกรมกล้วย กรมเผือก กรมมันเข้ามาอีก ข้าพเจ้าขอเรียนว่า อันว่าเรื่องข้าวนี้ สมัยก่อนเป็นถึงกระทรวง คือ เวียง วัง คลัง นา แต่พอมายุคหลังก็ไปยุบเขาเล็กลง การที่รัฐบาลเสนอขอตั้งเป็นกรมอีก ก็พิจารณากันดีแล้วถึงความสำคัญของข้าวสำหรับเมืองไทยว่าเป็นการสมควร หากแต่ต่อไปในภายภาคหน้า แม้นว่า กล้วย เผือก มัน มีความสำคัญเทียบเท่าข้าวแล้ว รัฐบาลก็คงปฏิเสธในความสำคัญไม่ได้ ที่จะจัดตั้งกรมกล้วย กรมเผือกตามที่ท้วงติง” ใช่ครับ ข้าวคือพืชคู่บ้าน ชาวนาคือคนคู่เมือง ใครไม่เห็น แต่ผมเห็น ก็ขอเรียกร้องทุกฝ่ายช่วยกันครับ

“ซี 10”

ส่องเกษตร : ข่าวดีๆรับรัชกาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246954

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
449007

ประเทศไทยตอนนี้ถือได้ว่า มีพระมหากษัตริย์ พระองค์ใหม่แล้ว หลังจากเมื่อวันอังคาร 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้เรียกประชุมวาระพิเศษ เพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องที่ได้รับแจ้งจากครม.ให้อัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า”กรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ จากนั้นจะให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ”

ทั้งนี้ มีการขยายความเพิ่มจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมว่า ประธาน สนช.น่าจะเข้าเฝ้าฯ เพื่ออัญเชิญพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่วันที่ 30 พ.ย.หรือไม่ก็ 1 ธ.ค.นี้

แม้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะเสด็จสวรรคตได้ 50 วันแล้วก็ตาม ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ยังคงอยู่ในอารมณ์แห่งความโศกเศร้าอาลัยอยู่มิคลาย แต่แผ่นดินไทยก็มิอาจที่จะร้างกษัตริย์อยู่นานเกินไป ถึงเวลาอันสมควรต้องเป็นไปตามกฎหมายและธรรมเนียมราชประเพณีแต่โบราณ

ซึ่งวาระแห่งการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ก็นับเป็นเรื่องมหามงคลของแผ่นดิน ที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์เศร้าของพสกนิกรได้ด้วย

ผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนคนไทย ร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ แห่งจักรีวงศ์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สำหรับเรื่องราวในแวดวงการเกษตรตอนนี้ ก็มีเรื่องดีๆที่ถือเป็นข่าวดีประเดิมเริ่มรัชกาลที่ ๑๐ ก็ว่าได้ นั่นคือ ข่าวราคาพืชเศรษฐกิจสำคัญๆของไทยตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว, มันสำปะหลัง, ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ต่างพากันฟื้นตัวขึ้นยกแผง พ้นจากช่วงที่เคย”ตกต่ำสุดขีด”แล้ว

โดยในส่วนของราคาข้าวเปลือก ซึ่งเมื่อต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมายังเป็นปัญหาใหญ่เพราะราคาที่ตกต่ำสุดขีดของข้าวหอมมะลิ แต่ล่าสุดนี้ ราคาที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานเป็นรายวันในตลาดสำคัญๆ ล้วนดีดตัวขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ อดีตเลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทยระบุว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตอนนี้ขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิความชื้นไม่เกิน 15% โรงสีรับซื้อเฉลี่ยตันละ9,500 ถึง 10,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยตันละ 1,500 บาทจากช่วงก่อนที่รัฐบาลจะออกโครงการจำนำยุ้งฉาง ขณะที่ทิศทางราคาช่วงเดือนธ.ค.นี้ คาดว่า จะไม่ต่ำลง เพราะเป็นปลายฤดูเก็บเกี่ยว ปริมาณข้าวออกใหม่เหลือน้อยแล้ว

ส่วนมันสำปะหลัง นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทยชี้ว่า ปัจจุบันราคาหัวมันสดเฉลี่ยทุกเปอร์เซ็นเชื้อแป้งอยู่ที่ กก.ละ 2 บาท ถือเป็นราคาที่ดีและสูงขึ้นมากจากช่วง 3-4 เดือนก่อนที่ราคาตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเหลือแค่กก.ละ 1 บาทถึง 1.20 บาท

สำหรับยางพาราที่เคยราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ช่วงหลายเดือนก่อนนี้ ล่าสุดนายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทยเผยว่า ตอนนี้ราคากลับพุ่งขึ้นมาสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยยางแผ่นดิบชั้น 3 ทั้งราคาในท้องถิ่นและราคาประมูล ณ ตลาดกลางหลายจังหวัดขึ้นมาแตะที่ระดับกก.ละ 65 บาท เป็นครั้งแรกแล้ว

เช่นเดียวกับปาล์มน้ำมันซึ่งนางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาฯสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทยชี้ว่า ปัจจุบันผลปาล์มทะลายได้ราคาดีเฉลี่ยอยู่ที่ระดับกก.ละ 6 บาท อันเนื่องจากผลกระทบภัยแล้งที่ผ่านมา ทำให้ปีนี้ผลผลิตค่อนข้างน้อย ยิ่งเดือนธ.ค.นี้ ผลผลิตยังน้อย แต่ความต้องการสูง

ที่ขอนำข่าวดีๆ ของราคาพืชผลการเกษตรซึ่งเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด มาเขียนถึงในคอลัมน์นี้ ก็เพื่อเป็นการเริ่มต้นรัชกาลใหม่ด้วยนิมิตหมายอันดี ด้วยความหวังว่า ชีวิตของเกษตรกรไทยตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จะได้อยู่ดีมีความสุขต่อไปด้วยเทอญ

สาโรช บุญแสง

ไทยขับเคลื่อนข้อตกลง‘TFA’ สศก.ชี้ช่วยหนุนนำเข้า-ส่งออกสินค้าการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246949

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตามบทบัญญัติภายใต้ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade FacilitationAgreement: TFA) ข้อ 23.2ซึ่งไทยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม2558 โดยคณะอนุกรรมการ มีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักและมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมเป็นองค์ประกอบ

เนื้อหาของความตกลงดังกล่าว ประกอบด้วยบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติด้านการนำเข้า ส่งออก และผ่านแดนของสินค้า ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลที่มีความสําคัญสําหรับผู้ค้า เช่น อัตราภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียม กฎหมาย กฎระเบียบการออกคําวินิจฉัยล่วงหน้าเกี่ยวกับพิกัดของสินค้า การชําระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย การยอมรับให้ใช้สําเนาแทนเอกสารตัวจริง การพยายามนําระบบ Single Window มาใช้งาน เสรีภาพในการขนส่งสินคาผ่านแดนโดยการไม่เก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดนเว้นแต่เพื่อเป็นค่าบริการ หลักเกณฑ์เงื่อนไขด้านความร่วมมือกันของหน่วยงานศุลกากร เป็นต้น

ทั้งนี้ ความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะมีส่วนสนับสนุนให้กระบวนการปฏิบัติด้านการนำเข้า ส่งออก และผ่านแดนของสินค้า มีความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความโปร่งใส ช่วยลดภาระต้นทุน ระยะเวลา โดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเสียหายง่าย นอกจากนี้ความตกลงดังกล่าว ยังสอดคล้องกับนโยบายของไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการค้าและการลงทุน โดยการลดต้นทุนรวมของการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการลดต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนเวลา และลดความไม่แน่นอน สำหรับการนำเข้า การส่งออก และผ่านแดนสินค้าซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทย