กนอ.รับซื้อข้าวหอมมะลิ5พันตัน’2016 สหกรณ์‘เกษตรวิสัย’ช่วยจัดหา-บรรเทาทุกข์ชาวนา2แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246951

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ดำเนินโครงการ “อุตสาหกรรมร่วมใจ ช่วยชาวนาไทยขายข้าว” เพื่อช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือก สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด เป็นผู้จัดหาข้าวสารหอมมะลิ 100% คุณภาพดีมาส่งมอบให้แก่ กนอ.จำนวน 5,000 ตัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสั่งซื้อข้าวสารหอมมะลิตามโครงการดังกล่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้

นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด กล่าวว่า รู้สึกดีใจอย่างมากที่ กนอ.ให้ความช่วยเหลือชาวนาไทย เพราะช่วงที่ผ่านมาชาวนาไทยเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กหลายแห่งที่หาตลาดขายข้าวได้ยาก ซึ่งทางสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด พยายามช่วยเหลือชาวนาโดยการรับซื้อข้าวจากชาวนาราคาที่สูงกว่าตลาด แล้วนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว เพื่อให้ได้ข้าวเกรดพรีเมียมส่งถึงมือผู้บริโภคต่อไป ทั้งนี้ ข้าวที่จะนำมาส่งมอบให้ กนอ.จะเป็นข้าวที่ได้มาจากทั้งสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด และรับซื้อจากคลัสเตอร์กลุ่มข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดีไม่รมสารเคมี และจำหน่ายราคาถูกกว่าซื้อจากพ่อค้าคนกลาง โดยข้าวบรรจุถุง 5 กิโลกรัม จำหน่ายเพียง 165 บาท

ขณะที่ นายพีรพนธ์ กิจโกศล สหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด เป็นแกนหลักของเครือข่ายคลัสเตอร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 20 สหกรณ์ 5 จังหวัด ที่มีศักยภาพในการรวบรวมข้าวเปลือกของพี่น้องชาวนาสมาชิกสหกรณ์แล้วนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารด้วยโรงสีข้าวของสหกรณ์เองกำลังการผลิต 120 ตัน/วัน ซึ่งการสั่งซื้อข้าวของนิคมอุตสาหกรรมครั้งนี้ จะเป็นรายได้และเกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวนาโดยตรง ส่งผลให้สหกรณ์ตั้งราคารับซื้อข้าวหอมมะลิเกี่ยวสดได้ราคา ณ วันนี้ 8.70 บาท/กก. พี่น้องชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้จะได้อานิสงส์อย่างทั่วถึง

 

สปท.หนุนวาง‘กลไก’ ตอบแทนระบบนิเวศ จัดการทรัพยากรชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246780

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.เอกชัย จันทร์ศรี ประธานกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นใน สปท. เพื่อวางแนวทางการนำหลักการ “กลไกการตอบแทนคุณระบบนิเวศ” หรือPayment for Ecosystem Services (PES)มาใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

ทั้งนี้ “กลไกการตอบแทนคุณระบบนิเวศ” เป็นแนวคิดในการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มาส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการระบบนิเวศ เช่น น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือทิวทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ได้ตระหนักถึงต้นทุนแท้จริงของบริการระบบนิเวศ และหันมาแบ่งสรรปันส่วน เพื่อตอบแทนต้นทุนเหล่านี้ให้กับผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศนั้นๆ เป็นไปเพื่อความมั่นคงยั่งยืนของบริการระบบนิเวศที่จะได้รับ ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ที่ดูแลรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ มีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน มีศักยภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความยั่งยืนในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

กรมวิชาการฯจัด‘HORTEX 2016’ เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านพืชสวนเกษตรกรจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246779

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้จัดงานพืชสวนก้าวหน้า ครั้งที่ 14 (HORTEX2016) ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีต.ตะปอน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ในระหว่างวันที่24-27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยด้านการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ให้เกษตรกรนำไปใช้ในการผลิตพืชให้ได้ผลสัมฤทธิ์ เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งพัฒนาอาชีพเกษตรกรของไทยให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง และมีความยั่งยืน การจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการสวนรูปแบบใหม่ที่มีความสะดวก ประหยัด คุ้มค่า เช่น การตัดแต่งทรงพุ่ม การจัดการระบายน้ำ การวางผังปลูกแบบใหม่ และการใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคน เนื่องจากไม้หลักในภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย สละเงาะ ลองกอง และกล้วยไข่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่เกษตรกรได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่น อะโวคาโด การให้ปุ๋ยในไม้ผล การทำปุ๋ยหมัก และการค้าผลไม้ในรูปแบบE-commerce

การจัดงานครั้งนี้ เป็นเวทีนำเสนอวิทยาการใหม่ๆ และทราบถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจัดการของพืชสวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับนักวิชาการ โดยมีการเสวนาเผยแพร่ความรู้ในหลายหัวข้อ อาทิ อะโวคาโดพืชทองของยุคนี้, พันธุ์ การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวอะโวคาโด, การคัดสายต้นอะโวคาโดที่เหมาะสมกับประเทศไทย และสถานการณ์ การตลาด และความเป็นไปได้ในการปลูก
อะโวคาโดในจังหวัดจันทบุรี เป็นต้น

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า จังหวัดจันทบุรี ยังได้พิจารณาคัดเลือก ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เป็นสินค้าการท่องเที่ยวประเภทแหล่งท่องเที่ยว (Grand Destination) และอยู่ในโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด PLUS โดยเน้นถึงความโดดเด่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของจังหวัด ซึ่งถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246783

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สำหรับรายละเอียดของปัญหาและแนวทางที่จะแก้ไขปรับปรุง มีดังนี้

1.กลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกับการตลาดข้าวขาดการรวมศูนย์

ปัญหานี้พูดง่ายๆ หมายถึง กระทรวงผู้รับผิดชอบด้านการผลิตข้าว กับการตลาดข้าวในประเทศไทยอยู่แยกกัน กล่าวคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลด้านการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ทำไมผมจึงว่าการแยกกันอยู่ไม่ดีแล้วถ้าจะเอาเรื่องการผลิตและการตลาดมารวมกันจะดีอย่างไร ข้อเสียของการแยกกันทุกวันนี้มีอยู่มากมาย ตัวอย่าง เช่น การวางแผนปริมาณการปลูก กับปริมาณความต้องการข้าวแต่ละปีไม่สอดคล้องกัน และ มีข้อถกเถียงมาโดยตลอด ฝ่ายเกษตรก็ว่าคุณพาณิชย์ช่วยบอกปริมาณความต้องการข้าวมาหน่อยสิในปีนี้ผมจะได้วางแผนปริมาณการผลิตข้าวได้ถูก ฝ่ายพาณิชย์ก็ว่าคุณเกษตรก็บอกมาก่อนสิว่าคุณจะผลิตได้เท่าไหร่ ผมจะได้ไปวางแผนขายได้ถูกต้อง สุดท้ายต่างคนต่างไม่มีข้อมูลให้แก่กัน จนกระทั่งถึงวันเก็บเกี่ยว คุณเกษตรก็ว่า คุณพาณิชย์ช่วยเอาข้าวไปขายให้ได้ราคาหน่อย หากราคาตกหรือขายไม่ได้ คุณพาณิชย์ก็ต่อว่า ก็คุณเกษตรผลิตสินค้าข้าวไม่ได้คุณภาพ ต้นทุนแพง จะขายได้อย่างไร ราคาจึงตก ต่างโทษกันไปมาระหว่างสองกระทรวง เวลามีคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับข้าว ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงพาณิชย์ต่างตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเป็นเลขานุการใหญ่ แต่ก็ด้วยความที่พลังมากกว่า ปลัดพาณิชย์ก็เอาตำแหน่งนี้ไปทุกครั้ง และก็เป็นคณะกรรมการที่ใหญ่เทอะทะ เพราะมีหลายหน่วยงานเหลือเกินที่ทำเรื่องข้าว แล้วเราจะปล่อยให้สภาพเป็นอย่างนี้หรือ

ที่ยกมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องซึ่งพูดไปก็จะอายเขามากขึ้น ฉะนั้น เมื่อโอกาสอันงามมี ก็ตัดสินใจเอาเรื่องการตลาดข้าวมาอยู่ในกระทรวงด้านการผลิตเสียเถอะ เอามาอยู่ภายใต้คนรับผิดชอบคนเดียวทำเบ็ดเสร็จ จะได้ไม่ต้องโทษใคร โทษได้แต่ตัวเองเท่านั้น เงินงบประมาณก็คงลดไปได้อีกเยอะ ถามว่า แล้วเคยมีไหมที่กระทรวงเกษตรไทยเราดูแลด้านการตลาดด้วย มีสิ พวกผลไม้ ยางพารา สินค้าประมง ปศุสัตว์ก็ทำโดยกระทรวงเกษตร แล้วทำไมสินค้าข้าวจะเอามารวมไม่ได้ ถามต่อไปว่าแล้วเอามารวมกันดีอย่างไร ตอบเบื้องต้นโดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลว่า ก็ประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ประเทศในยุโรป หรือแม้แต่ญี่ปุ่น มาเลเซีย เขายกสินค้าเกษตรทุกชนิดมาให้กระทรวงเกษตรทำแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ผลิตยันขายเลย ทำแบบนี้แล้วสำเร็จ แล้วทำไมเราไม่เอามาเป็นแบบอย่างบ้างล่ะ ประเทศที่เรื่องผลิตและเรื่องตลาดแยกกันอยู่เหมือนเราปัจจุบัน ก็เช่น กัมพูชา ลาว ก็เห็นอยู่ว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน แล้วเราจะเอาตามอย่างกระนั้นหรือ

2.หน่วยงานด้านการผลิตข้าวขาดการบูรณาการ

ข้อที่แล้วพูดถึงเฉพาะด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งประเทศไทยอยู่คนละกระทรวง แต่ข้อนี้คงไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงเฉพาะหน่วยเดียว คือ กระทรวงด้านการผลิต ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่นเอง แนวคิดด้านการบูรณาการสำหรับประเทศไทยมีการพยายามผลักดันมานานเป็นสิบๆ ปี จนในที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติและมีประสบการณ์ตรง บรรลุแล้วว่า มันเป็นเพียงคำกล่าวที่สวยหรู เท่ และหลงใหลเคลิบเคลิ้มสำหรับเฉพาะผู้ที่นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ หรือสมัยก่อนใช้คำว่าหอคอยงาช้างเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวแบบเบ็ดเสร็จ ก็จงตื่นจากความฝันเสียเถอะ

ตอนตั้งกรมการข้าวมาเมื่อปี 2549 ก็คิดกันครั้งหนึ่งแล้วว่าจะให้เป็น “สำนักงานข้าวแห่งชาติ” ที่ทำเบ็ดเสร็จตั้งแต่ผลิตยันขาย มีการไปศึกษารูปแบบตัวอย่างการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาก็ทำแบบนี้ ก็สรุปว่าแนวคิดข้างต้นต้องเอามาใช้ในประเทศไทย เพราะเห็นว่าข้าวและชาวนาสำหรับประเทศไทยมีความสำคัญที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่เอาไปเอามาคงต้านพลังแฝงไม่ไหว เลยได้กรมการข้าว ที่เขียนภารกิจไว้อย่างยิ่งใหญ่ แต่เป็นองค์กรที่ง่อยเปลี้ยเสียขา มีคนทำงานที่เป็นนักวิชาการเพียง 600 คนเศษ แถมยังเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้น ที่เฉือนมาจากกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ตามลำดับ

ส่วนเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือผู้ที่จะไปทำงานกับชาวนาไม่มีเลย ต้องฝากงานไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรและอื่นๆ งบประมาณด้านการส่งเสริมข้าวในพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งไม่ได้ สำนักงบประมาณไม่ยอม เพราะถือว่าภารกิจด้านข้าวอยู่ที่กรมการข้าว ทางแก้ไข คือกรมการข้าวต้องเป็นผู้ตั้งงบประมาณ และโอนไปให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าวเองก็สั่งงานต่างๆ ไปยังพื้นที่ไม่ได้ ต้องผ่านกรมส่งเสริมการเกษตร อย่างนี้มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร หลายคนก็งงว่าใครกันแน่ที่ทำเรื่องข้าว ชาวนาก็งง แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด/อำเภอก็งง เวลามีประชุมระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการที่รับผิดชอบในภาพรวมก็งง หนักกว่านั้นถ้างานข้าวในระดับพื้นที่จะต้องรับผิดชอบโดยกรมการข้าว (ตามชื่อกรม) ยังมีอีกตั้ง 43 จังหวัดที่ไม่มีศูนย์วิจัยข้าว หรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งอยู่ ผู้ว่าจะเรียกใคร

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ของปัญหา ยังมีอีกเยอะที่จะยกมาพูดเพื่ออธิบายความล้มเหลวของคำว่าบูรณาการ แต่ไม่อยากพูดมากเพราะจะทำให้ทุกฝ่ายไม่สบายใจ เอาเป็นว่า น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องทำให้องค์กรข้าวบ้านเรามีเอกภาพอย่างแท้จริง มีเครื่องมือกลไกอย่างพร้อมมูล เหมือนทหาร ที่มีทั้งฝ่ายเสนาธิการ และมีกำลังรบเป็นของตนเอง ไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ เวลาสั่งงานสั่งการมีสายตรงให้คุณให้โทษได้ มีหลายคนพูดว่า บ้านเราแปลก เอางานหลักเป็นงานฝาก แล้วอย่างนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เรื่ององค์กรทำเบ็ดเสร็จนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลองไปดูประวัติศาสตร์กรมการข้าวยุคปี 2496 ก่อนยุบปี 2515 ตอนนั้นกรมการข้าวมีเจ้าหน้าที่ทั้งข้าวจังหวัด และข้าวอำเภอ ทำงานรับผิดชอบเรื่องข้าวในเกือบทุกมิติ

ผมเสนอว่าควรปรับโครงการหน่วยงานด้านข้าวอีกครั้งแม้บางคนถึงกับเสนอว่าให้ตั้งกระทรวงข้าว แต่ผมไม่คาดหวังขนาดนั้น แม้ทุกวันนี้ประเทศไทยมีกระทรวงสำหรับภารกิจที่กระจอกงอกง่อยมากมายก็เถอะ ผมเพียงเสนอให้มีองค์กรข้าวที่ใหญ่และทำทุกเรื่องภายใต้คนรับผิดชอบคนเดียว โดยจะใช้ชื่ออะไรก็ตามและนี้เป็นเงื่อนไขที่สองครับ

“ซี 10”

ปราจีนฯยกระดับมาตรฐานเกษตร ยึดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246781

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี(สศท.6) ได้วางแผนขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2560 และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ตามกรอบแนวทางปี 2560 คือ“ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” โดยเน้นให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการบริหารจัดการแบบธุรกิจเกษตร การบริหารจัดการเงินและบัญชีต้นทุน บริหารการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องและสร้างแบรนด์สินค้าด้านการเกษตรที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกระบวนการผลิตสะอาดปลอดภัยได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายบุญลาภ โสวัณณะ รักษาราชการผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนงานใน จ.ปราจีนบุรี แบ่งเป็นในส่วนของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี2559/60 มี 3 ด้าน คือ 1.ด้านการผลิต ได้แก่ โครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีปี 2559/60 โครงการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่หลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2560 และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2559/60 2.ด้านการเงิน ได้แก่ โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 การดูแลหนี้สินเดิม และเสถียรภาพการผลิต และ 3.ด้านการตลาด ได้แก่ การดูแลเสถียรภาพราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ชาวนาให้เพียงพอและต้นทุนต่ำ

นอกจากนี้ยังมีโครงการตามนโยบาย รมว.เกษตรและสหกรณ์ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 7 ศูนย์ 7 อำเภอ 2.การส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ 4 แปลง ได้แก่ แปลงใหญ่มันสำปะหลัง แปลงใหญ่ทุเรียน แปลงใหญ่ข้าว อ.บ้านสร้าง และแปลงใหญ่ข้าว อ.ศรีมหาโพธิ 3.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoningby Agri-Map) ในพื้นที่ทำการผลิตไม่เหมาะสม91,998 ไร่ โดยนำร่องปรับเปลี่ยนในส่วนของข้าวที่ ต.นาแขม และมันสำปะหลังที่ ต.หนองกี่ และ ต.แก่งดินสอ 4.การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แปลงใหม่ 4 แปลง แปลงต่ออายุ 2 แปลง และ 5.ธนาคารสินค้าเกษตร ได้แก่ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ธนาคารโคกระบือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ธนาคารโคนมทดแทน และธนาคารข้าวสถาบันเกษตรกร

รักษ์เกษตร : สร้างเสริมประสิทธิภาพของดิน ด้วยปุ๋ยพืชสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246778

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พืชตระกูลถั่วที่สามารถย่อยสลายได้รวดเร็ว ที่นิยมทำใช้มีอะไรบ้างครับ ขอทราบความรู้คุณสมบัติ และวิธีการปลูกด้วยครับ

องอาจ กรองงานคำ

อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

คำตอบ พืชตระกูลถั่วที่ใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสดได้เร็ว ได้แก่ โสน ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วแปบ ทั้ง 4 ชนิด มีลักษณะเฉพาะในความชอบดินน้ำ หรือคุณสมบัติทนเค็มต่างกัน ดังนั้นหากใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่จะเกิดประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อย่างแน่นอน พืชตระกูลถั่วที่ปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด นิยมใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่นา หรือที่ปลูกพืชไร่จะได้ผลดีที่สุด พืชตระกูลถั่วกลุ่มนี้เมื่อสับกลบดินแล้วจะเน่าเปื่อยสลายตัวกลายเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว เพราะมีจำนวนใบมาก ลำต้นไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

โสน นิยมใช้โสนอัฟริกัน เป็นสายพันธุ์ฤดูเดียวสามารถขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วไป และสภาพน้ำขังทนเค็ม นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดนาข้าว หรือในระบบปลูกพืชหมุนเวียน พืชแซมแบบเป็นแถบกับข้าวโพดใช้เมล็ดหว่านอัตรา 3-8 กก./ไร่ ถ้าใช้อัตราเมล็ดสูงจะได้ต้นเล็กซึ่งไถกลบง่าย อายุออกดอก 50-90 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูปลูก พร้อมที่จะไถกลบหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินตั้งแต่อายุ 45 วันขึ้นไป ให้น้ำหนักสด 2-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน 12-20 กก./ไร่ เมื่อปลูกเป็นพืชคลุมดินข้ามปีจะช่วยควบคุมวัชพืชรักษาความชื้นในดิน และป้องกันไฟป่า มีประโยชน์ต่อพืชที่มีการไถพรวนน้อยครั้งหรือไม่มีการไถพรวน เช่น หลังจากหยอดหรือหว่านเมล็ดพืชหลักแล้วตัดต้นให้ชิดดินใช้เป็นวัสดุคลุมดิน

การปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ปลูกได้ในสภาพดินทั่วไปทั้งที่ดอนและลุ่ม โดยปลูกแบบหยอดเป็นหลุมหรือโรยเมล็ดเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 75-100 ซม. หยอดเป็นหลุมระยะระหว่างหลุมประมาณ 20-50 ซม. อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก 3-5 กก./ไร่ ปลูกช่วงต้นฝนหรือกลางฝน
เมื่อปลูกไปแล้ว 1 เดือน ให้พรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตราประมาณ 20 กก./ไร่กลบโคน

นอกจากนี้ โสนยังสามารถปลูกได้ในนาข้าวพร้อมกับปักดำข้าว โดยปลูกเป็นแนวขนานกับคันนา 2-3 แถว เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองอายุเก็บเกี่ยวไม่แน่นอน แต่ทั่วไปมักเก็บเกี่ยวเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง โดยเริ่มเก็บฝักแก่หรือตัดทั้งต้นเมื่อสุกแก่ประมาณ 75% นำต้นมาตากแดดบนลานจากนั้นนวดและฝัดเมล็ด ผลผลิตเมล็ดได้ประมาณ 80-200 กก./ไร่

ปอเทือง เป็นพืชฤดูเดียวทนแล้ง ขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วไปโดยเฉพาะพื้นที่ดอนที่มีการระบายน้ำดี สามารถใช้เป็นพืชหมุนเวียนหรือพืชแซมในระบบปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด อ้อย ปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในนาข้าว โดยใช้เมล็ดหว่านอัตรา 5 กก./ไร่ อายุออกดอกประมาณ 50 วัน พร้อมที่จะไถกลบหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินให้น้ำหนักพืชสดประมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน 10-20 กก./ไร่ ปอเทืองในช่วงอายุ 20-30 วัน หากไถกลบจะย่อยสลายอย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับเตรียมดินตกกล้าหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและการงอกของเมล็ดพืชหลักหรือควบคุมวัชพืช

การปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ควรปลูกในพื้นที่ดอนปลายฝนระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนโดยหยอดเมล็ดเป็นแถวหรือเป็นหลุมระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 75-100 ซม. การปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก50×100 ซม. หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดประมาณ 3 กก.ต่อไร่ เมื่อปลูกประมาณ 1 เดือนให้พรวนดินและใส่ปุ๋ยกลบโคนโดยใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 20 กก./ไร่ จากนั้นเมื่ออายุประมาณ 120-150วันสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยตัดต้นตากแดดบนลานเมื่อนวดและฝัดแล้วจะได้ผลผลิตเมล็ดประมาณ 80-120 กก./ไร่

ถั่วพร้า ขึ้นได้ดีในสภาพอากาศทั่วไป ในพื้นที่ดอนระบายน้ำดี ทนแล้ง สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ดินเค็มและที่ร่มเงา เป็นพืชล้มลุกจนถึงข้ามปี ทรงพุ่มใบกว้างทอดยอดเป็นเถาได้ พันธุ์ที่ใช้เป็นชนิดล้มลุกเมล็ดสีขาวและสีแดง สามารถปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในระบบพืชไร่หรือนาดอน ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเมื่ออายุ 2 เดือน ให้น้ำหนักสดประมาณ 3 ตัน/ไร่ ให้ไนโตรเจนประมาณ10-20 กก./ไร่ ใช้เป็นพืชแซมหรือคลุมดินในสวนไม้ผลหรือปลูกเป็นพืชคลุมดินในระบบปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่มีการไถพรวน เพื่อควบคุมวัชพืชรักษาความชื้นและการงอกของเมล็ดพืชหลัก เช่น ข้าว เป็นต้น

ถั่วแปบ เป็นพืชเมืองร้อนอายุปีเดียวหรือข้ามปี ทรงพุ่มตั้งตรงทอด ยอดเป็นเถาเลื้อยมีหลายพันธุ์ต่างกันตามลักษณะสีของเมล็ด เช่น สีน้ำตาล สีขาว ทนแล้ง ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด มีการระบายน้ำดียกเว้นดินที่มีน้ำท่วมขัง ใบจะร่วงและตาย สามารถปลูกเป็นพืชคลุมดินในระบบปลูกพืชแซม หรือพืชหมุนเวียนกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง หรือมันสำปะหลัง หรือใช้ปลูกเป็นพืชหมุนเวียนระบบไถกลบ เป็นปุ๋ยพืชสดใช้อัตราเมล็ด 6-8 กก./ไร่หว่านหรือปลูกเป็นหลุม 50×50 ซม. จะให้น้ำหนักพืชสดประมาณ 4-5ตัน/ไร่สามารถใช้ปลูกพืชคลุมดินในสวนผลไม้ เช่น มะพร้าว กาแฟ หรือปลูกร่วมกับหญ้าที่เป็นพืชอาหารสัตว์ได้

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดีนั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งได้แก่ ลักษณะของดินที่จะปลูกเนื่องจากพืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ นั้น ขึ้นได้ดีในดินไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูกเสียก่อน ก็จะดีครับเกษตรที่สนใจปลูก สามารถขอยืมเมล็ดพันธุ์เบื้องต้นได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ที่ใกล้บ้านท่าน

นาย รัตวิ

ปลื้ม!’ฝนหลวง’ในหลวงรัชกาลที่9 สร้างความชุ่มชื่นแผ่นดินจอร์แดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246710

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 10.59 น.

28 พ.ย.59 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร , นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้แทนจากกรมเอเชียใต้ ผู้แทนเอกอัคราชฑูต ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน และคณะ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนโครงการการดัดแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยีฝนหลวง ระหว่างไทยกับจอร์แดน ณ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

โดย นายสุรสีห์ กล่าวว่า คณะฝ่ายไทยได้หารือในกรอบเอ็มโอยูความร่วมมือทางวิชาการ ทดลองวิจัย และพัฒนาให้สัมฤทธิ์ผล โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ทางจอร์แดนสามารถปฎิบัติทำฝนหลวงได้ด้วยตนเอง ซึ่งฝ่ายจอร์แดน มีผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตร กระทรวงน้ำและการชลประทาน กระทรวงวางแผนและความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมอุตุนิยมวิทยา กองทัพอากาศ เพื่อเห็นชอบในแผนการปฏิบัติการภายใต้ความร่วมมือระหว่างปี 2559 – 2562 สรุปผลใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.บุคลากรของจอร์แดนมีความรู้ด้านเทคโนโลยีการปฏิบัติการฝนเทียม ด้วยการฝึกอบรมและศึกษาดูงานที่ไทย ซึ่งทางฝ่ายไทยได้มีการจัดอบรมให้ไปแล้ว จำนวน 3 ครั้ง และหากทางจอร์แดนมีความประสงค์เข้ารับการอบรมเพิ่มเติมหรือศึกษาดูงาน ทางฝ่ายไทยก็พร้อมที่จะดำเนินการให้ตามความจำเป็น

2.การสาธิตปฏิบัติการทำฝนในประเทศจอร์แดน โดยฝ่ายไทยได้ไปดำเนินการทดลองทำฝนหลวงแล้วเดือน มี.ค.59 3.วัสดุอุปกรณ์และสารฝนหลวงมีความพร้อมใช้งาน โดยจอร์แดนดำเนินการตามคำแนะนำของไทย 4.การทดลองประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในจอร์แดน ซึ่งโดยฝ่ายจอร์แดน กำหนดขึ้นบินทำฝนหลวงอย่างน้อย 10 ครั้งต่อปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยวิเคราะห์สภาพอากาศแล้วมีความชื้นเหมาะสมที่จะขึ้นบินปฎิบัติการได้ ซึ่งมีทีมนักบิน นักวิทยาศาสตร์ และเครื่องบินของกองทัพอากาศของจอร์แดนที่มีศักยภาพพร้อมเพิ่มปริมาณน้ำทุกกิจกรรมและสร้างความชุ่มชื้นให้กับประเทศจอร์แดน เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพราะมีฝนตกน้อยมาก และ 5.มีระบบการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ ตั้งคณะทำงานในระดับต่างๆ ทั้งสองฝ่าย และมีการรายงานผลงานเป็นระยะ โดยฝ่ายไทยมีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในวันจันทร์นี้ด้วย

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยประสบปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพัฒนาเทคโนโลยีสร้างฝนหลวงช่วยราษฎรไทย และถ่ายทอดให้กับประเทศต่างๆ นำไปบรรเทาภัยแล้งได้ผล ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมสร้างฝนเทียมเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดำเนินงานโครงการทดลองด้วยเทคนิคที่ล้ำสมัยมาอย่างต่อเนื่อง

พณ.วอนค้าปลีก จัดข้าวถุงใส่กระเช้า ระดมขายวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246690

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พณ.วอนค้าปลีก

จัดข้าวถุงใส่กระเช้า

ระดมขายวันปีใหม่

ดันราคาช่วยชาวนา

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตสินค้าและห้างค้าปลีกต่างๆที่จัดทำกระเช้าของขวัญปีใหม่ ให้เพิ่มรายการข้าวสารบรรจุถุงลงในกระเช้าปีใหม่ด้วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนา ลดปัญหาข้าวล้นตลาด และรณรงค์การบริโภคข้าวชนิดต่าง ๆ ส่วนขนาดบรรจุนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการที่จะดำเนินการ พร้อมกันนี้ ได้ขอให้จัดทำกระเช้าที่มีราคาหลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคและช่วยลดภาระประชาชนที่ต้องการหาซื้อสินค้า

“กรมฯได้ย้ำเรื่องคุณภาพสินค้า และยังเข้มงวดเรื่องวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในกระเช้าด้วย โดยปีนี้กำหนดให้สินค้าแต่ละรายการ ต้องเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุระบุไว้เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่มกราคม2560และมีแยกรายละเอียดรายการ วันหมดอายุ ที่ชัดเจน โดยสั่งการให้ค้าภายในจังหวัด ออกตรวจสอบและเข้มงวดการใช้กฎหมายเพื่อกำกับดูแล โดยเฉพาะการลงโทษกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและขายสินค้าราคาเกินจริง ซึ่งปีนี้ กรมฯ จะเข้มงวด และทำความเข้าใจผู้ประกอบการให้มากขึ้นอีก เพื่อลดปัญหาการร้องเรียนเรื่องสินค้าในกระเช้าไม่ได้คุณภาพ หรือราคาไม่คุ้มค่า” นางนันทวัลย์ กล่าว

ด้าน นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานในพื้นที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมนาข้าวเกษตรกรทันที หลังจากได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำลำสะแทดเขตอำเภอบัวใหญ่ อำเภอประทาย อำเภอบ้านเหลื่อม และอำเภอแก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากจากพื้นที่ต้นน้ำในเขตอำเภอแก้งสนามนาง บัวใหญ่ ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์สองฝั่งลำสะแทด ในเขตอำเภอประทาย อำเภอโนนแดง และอำเภอพิมาย ก่อนไหลลงสู่ลำสะแทด ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 2 ฝั่งลำสะแทดในพื้นที่อำเภอพิมาย อำเภอประทาย อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ (กข.105)เป็นส่วนใหญ่ และอยู่ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน จนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

“หน่วยงานในพื้นที่ได้สนธิกำลังหาแนวช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่นาข้าวทุ่งสัมฤทธิ์ในเบื้องต้นได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตัดถนนสายกระเบื้องนอก-บุ่งเบา ในพื้นที่อำเภอเมืองยาง เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำในลำสะแทดให้เร็วขึ้น และเมื่อระดับน้ำในลำสะแทดลดลง น้ำที่ท่วมขังนาข้าวในท้องทุ่งสัมฤทธิ์ทั้ง 2 ฝั่งลำสะแทด ก็จะไหลลงสู่ลำสะแทดสะดวกขึ้นตามไปด้วย การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันภายใน 22 ชั่วโมง ประกอบด้วย กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอเมืองยาง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระเบื้องนอก และสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดนครราชสีมา ที่สนับสนุนสะพาแบริ่ง โดยกรมชลฯได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่นาข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบันระดับน้ำได้ลดลง และสามารถนำรถเกี่ยวข้าวเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวหอมมะลิได้แล้ว” นายสัญชัย กล่าว

รายงานพิเศษ : แนวคิดการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246614

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา แก้ไขกันมาหลายสมัยหลายรัฐบาลแต่ไม่ปรากฏความสำเร็จให้เห็น ทั้งๆ ที่ข้าวและชาวนาคือ พืชคู่บ้าน คนคู่เมือง สำหรับประเทศไทยมาแต่ยุคกรุงสุโขทัย ข้าวราคาถูก ถูกเอาเปรียบอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ชาวนาส่วนใหญ่ยากจนอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แต่เอาเถอะ สมัยที่ผ่านๆ มานโยบายและอำนาจในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลดูเหมือนจะกระท่อนกระแท่น ขาดหกตกหล่น หรือแม้กระทั่งอาจแฝงไปด้วยเล่ห์กลผลประโยชน์ ขาดความจริงใจ จึงทำให้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับข้าวและชาวนายังคงไม่หมดไป เรียกได้ว่า โอกาสและจังหวะอาจจะยังไม่เป็นใจ หรือบางครั้งบางคราวก็เป็นใจแล้ว กลับขาดคนดีจริงใจมาดำเนินการแก้ไข

แต่…เมื่อได้พิจารณาถึงห้วงเวลาอันแสนวิเศษสุดดังเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ วันที่มีนายกรัฐมนตรีที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงปราศจากผลประโยชน์ทั้งในทางการเมืองและทรัพย์ศฤงคาร รวมทั้งมีอำนาจพร้อมสรรพที่จะกระทำการใดๆ ก็ได้วันที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่เก่งและกล้าชน กล้าลุย อีกทั้งเป็นเพื่อนรักกับนายกรัฐมนตรี ที่พร้อมจะจับมือเดินไปด้วยกันในทุกเรื่อง วันที่มีผู้นำชาวนาที่เข้าใจและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้ด้วยลำแข้งของตนเองโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขอเพียงทางรอดของพี่น้องชาวนา หากเราจะปล่อยให้โอกาสและจังหวะอันงามในการสะสางปัญหาข้าวและชาวนาให้หมดไปอย่างยั่งยืนนี้ผ่านไป หรือไม่สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาสในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างเอื้ออำนวย ก็เป็นที่น่าเสียดายและก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อชาวนาไทยไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ท่านคงไม่มีโอกาสอีกต่อไปที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวของท่าน เพราะโอกาสและจังหวะอันงามเช่นนี้ หากจะนับย้อนไปในอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 หรือ 80 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยเห็นว่าจะมีช่วงเวลาใดที่จะเหมาะสมเปรียบเทียบได้

การที่จะแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาให้บรรลุผลอาจมีหลายหลากวิธีการ แต่ในทรรศนะของผม เห็นว่าสิ่งจำเป็น 4 ประการที่จะต้องมี คือ (1) มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ทำจริงจากผู้กำหนดนโยบาย (2) มีแนวทางหรือวิธีการที่ดีจริง (3) มีกลไกดีจริงที่สามารถนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปปฏิบัติให้บรรลุผล และ (4) ชาวนาและทุกฝ่ายให้ความร่วมมือจริง

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เอื้อดังได้กล่าวมาแล้วสิ่งจำเป็นหรือเงื่อนไขข้อที่ (1) และข้อ (4) นั้นมีแล้วพร้อมแล้วส่วนข้อที่ (2) ก็พอมีและอาจช่วยกันคิดเพิ่มเติมภายหลังได้ข้อเขียนนี้จึงให้น้ำหนักไปในข้อ (3) คือเรื่องของกลไกในการนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปสู่การปฏิบัติ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าส่วนมากแนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนานั้นพอมีอยู่แล้ว ถามว่า แล้วดีไหม มีประสิทธิภาพไหม ก็เห็นในระดับสากลต่างประเทศทั่วๆ ไป เขาก็นำมาใช้กันแล้วก็ได้ผล ยกตัวอย่างได้แก่ ด้านโครงสร้างการผลิต เช่น การปรับปริมาณการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการ ด้านวิชาการ เช่น การพัฒนาชนิดพันธุ์ข้าวหรือเทคโนโลยีการเพาะปลูก ด้านการเพิ่มมูลค่า เช่น การแปรรูปผลผลิตข้าว หรือแม้แต่ด้านการตลาด เช่น การร่วมกันผลิตและร่วมกันขาย เป็นต้น ดังนั้นก็ต้องถามต่อไปว่า แล้วเมื่อนำเอาแนวทางหรือวิธีการเหล่านี้มาใช้กับประเทศไทยแล้วทำไมไม่ได้ผลนั่นแหละจึงเป็นที่มาอันเป็นสมมุติฐานของผมว่า น่าจะเป็นปัญหาที่ข้อ (3) ซึ่งหมายความว่า กลไกการนำเอาแนวทางหรือวิธีการไปปฏิบัติ สำหรับบ้านเมืองเราน่าจะมีปัญหาบกพร่อง ผมจึงลงความเห็นฟันธงว่า เราจำเป็นต้องมุ่งแก้ไขจุดนี้เป็นประการสำคัญก่อน และคำว่า “กลไก” ที่ว่านี้จะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่องของ“โครงสร้างหน่วยงานและบุคลากรภาครัฐ” ซึ่งผมเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน คือ

1.กลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกับการตลาดข้าวขาดการรวมศูนย์

2.หน่วยงานด้านการผลิตข้าวขาดการบูรณาการ

3.เจ้าหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาด้านข้าวมีน้อย ไม่พอเพียง

4.โครงสร้างการบริหารจัดการเรื่องข้าวขาดการมีส่วนร่วม

“ซี 10”

ราคาข้าว-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดต่อเนื่อง สศก.แจงอยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากฉุดราคารับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246612

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการรักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนตุลาคม 2559 ลดลงร้อยละ 1.17 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพาราเนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ปาล์มน้ำมันเนื่องจากสต็อกน้ำมันปาล์มดิบลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบซื้อขายล่วงหน้าตลาดมาเลเซียเพิ่มสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เนื่องจากสต็อกข้าวของผู้ประกอบการมีเพียงพอ จึงชะลอการรับซื้อข้าว เพื่อรอผลผลิตฤดูกาลใหม่ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับมีการนำเข้าข้าวสาลี มาทดแทนมันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

ทั้งนี้หากเทียบกับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาพรวมดัชนีราคาลดลงร้อยละ 9.38 สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพาราเนื่องจากแหล่งผลิตยางพาราที่สำคัญในภาคใต้มีฝนถึงร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากและฝนตกทำให้คุณภาพไม่ค่อยดีสับปะรดโรงงานเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา ไก่เนื้อและไข่ไก่เนื่องจากการบริโภคลดลงจากช่วงเทศกาลกินเจ กุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนพฤศจิกายน 2559 คาดว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าและสับปะรดโรงงาน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.85 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สับปะรดโรงงาน และปาล์มน้ำมัน และสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน และมังคุด โดยในเดือนพฤศจิกายน 2559 คาดว่า ดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2559 สินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนตุลาคม 2559 ได้แก่ ข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร เดือนตุลาคม 2559 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2558 ร้อยละ 4.63 จากการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สับปะรดโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน