เตือนสภาพอากาศเย็น ‘ไรแดงแอฟริกัน’โผล่ บุกถล่ม‘สวนทุเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246611

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จากสภาพอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้าระยะนี้ให้เฝ้าระวังการระบาดของไรแดงแอฟริกัน โดยมักพบการเข้าทำลายในระยะที่ทุเรียนเตรียมออกดอก เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียน ในระยะนี้จะพบใบแก่ถูกทำลายมีสีหม่น หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ต้นทุเรียนแสดงอาการใบซีด ไม่เขียว และไม่เป็นมันเหมือนใบปกติ หากระบาดรุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ใบทุเรียนหลุดร่วงอย่างรวดเร็ว ต้นทุเรียนจะหยุดชะงักการเจริญเติบโต และมีผลต่อการติดดอกและผลของทุเรียนได้

กรณีฝนเริ่มทิ้งช่วง อากาศแห้งแล้งและมีลมพัดแรง ให้เกษตรกรควรรีบสำรวจส่องดูไรแดงแอฟริกันบริเวณด้านบนใบเพสลาดและด้านหน้าใบแก่ภายในสวนทุเรียน ซึ่งสามารถเห็นไรแดงแอฟริกันได้ด้วยตาเปล่า โดยจะสามารถพบเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มวิ่งเคลื่อนไหวไปมา หากพบการเข้าทำลายของไรแดงแอฟริกันเกษตรกรควรพ่นด้วยสารฆ่าไร คือ สารโพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรและควรพ่นสารสลับชนิดกัน

เตือนอย่าสอดไส้‘ยางตาย’ กยท.แนะเกษตรกรผลิตยางก้อนคุณภาพขายได้ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246610

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย แนะนำเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ผลิตยางก้อนอย่างมีคุณภาพ ไม่สอดไส้ยางตายหลังพบในบางพื้นที่ มีการส่งขายยางก้อนไม่มีคุณภาพเตือน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางและความเชื่อมั่นของคู่ค้า ทั้งนี้ กยท. ทุกจังหวัด จะติดตามเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกรชาวสวนยาง

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กระบวนการผลิตยางแท่งในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ ต้องใช้ยางก้อนที่มีคุณภาพดีเท่านั้น หากมียางตายหรือวัสดุแปลกปลอมเจือปน เมื่อนำไปผลิตแล้ว จะส่งผลให้ยางไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และทำให้ยางเสื่อมคุณภาพเร็ว ซึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตยางชั้นนำ จะมีกระบวนการตรวจสอบที่ค่อนข้างละเอียด เกษตรกรบางพื้นที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่มีความเข้าใจในกระบวนการผลิตทั้งระบบ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลิตวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพและจำหน่ายสู่ตลาด ดังนั้น หากเกษตรกรต้องการขายผลผลิตให้ได้ราคาดี จะต้องรักษาคุณภาพของยางด้วย โดย กยท. จะเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงการผลิตยางก้อนขนาดใหญ่ และยางก้อนถ้วยที่ดี และมีคุณภาพ โดยการยางแห่งประเทศไทยในทุกๆ เขต จังหวัด และสาขา จะให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ ได้นำเรื่องดังกล่าว เสนอต่อกรมวิชาการเกษตร เพื่อพิจารณาใช้กฎหมายเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม โดยให้มีการกำหนดวิธีการทำสวนยาง (วิธีผลิตยางก้อนถ้วย) อาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (6) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนหารือพิจารณาในการออกเป็นข้อกฎหมายได้หรือไม่ต่อไป เพื่อควบคุมคุณภาพในการผลิตยางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

เกษตรบูรณาการ : เสียงไม่ดัง เลยฟังไม่ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246613

251598

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มาแล้วเจ้าข้าเอ้ย มีเรื่องมาบอก… สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องที่กระทรวงเกษตรฯฮือฮากัน และตามหาที่มากันยกใหญ่ว่า เรื่องเป็นไงมาไง คงหนีไม่พ้นเรื่อง วันครบรอบของกระทรวงเกษตรฯว่า ที่แท้จริงเขาตั้งกันมากี่ปีกันแน่ หลังจากที่มีข่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรี  “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ดันถามมากลางที่ประชุมระหว่างการเดินทางมาแวะเวียนเยี่ยมเยือนกระทรวงเกษตรฯ  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เพราะเรื่องนี้มีคนบอกว่า ในที่ประชุมไม่มีใครตอบได้ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงหันไปถามท่านปลัดฯ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” แต่ท่านเงียบ ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด จนเรื่องนี้เข้าหูกระจอกข่าวเข้า จึงนำไปเขียนบอกเล่าให้คนไทยในสังคมได้รับรู้เท่านั้นเอง

แต่หลังจากที่มีทั้งข่าวและคอลัมน์เขียนไป งานนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ถึงกับเต้นผาง จากเก้าอี้ว่า ทำไมกระจอกข่าว ถึงไปเขียนข่าวกันอย่างนี้มันสร้างผลเสียไม่สร้างสรรค์   ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้างหละ เขียนข่าวไม่คิดบ้างหละ  สุดท้ายต้องบอกว่า ท่านปลัดฯ “ธีรภัทร” ต้องออกมาบอกด้วยตัวของตัวเองว่า ฝากบอกพวกเขียนข่าวเขียนคอลัมน์ด้วยนะว่า “ผมตอบได้ครับ แต่พอดีวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ยินเอง และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านไม่ได้ยินเช่นกัน “อ้าวฟังกันให้ดีนะขอรับ ชาวบ้านร้านรวง เจ้าข้าเอ๊ยท่านปลัดตอบได้นะครับ ว่ากระทรวงเกษตรฯ ตั้งมาแล้ว 124 ปี เพียงแต่ท่านนายกรัฐมนตรีเองที่ไม่ได้ยินคำตอบเท่านั้นเอง รับทราบกันทั่วหน้านะขอรับประชาชน “โปรดฟังอีกครั้งท่านปลัดฯท่านเก่งท่านตอบได้ครับว่ากระทรวงเกษตรฯ ตั้งมาแล้ว 124 ปีนะครับ” แจ้งให้แล้วนะครับท่านปลัด…..

เออว่าแต่ว่า แปลกใจจริง ทำไมท่านปลัดพูดอะไร พูดไปก็ไม่ค่อยมีใครได้ยิน แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ยิน มิน่าหล่ะ ท่านสั่งใครในกระทรวงไปถึงไม่ค่อยมีใครทำตาม สงสัยไม่มีใครได้ยินท่านนี่เอง เรื่องนี้ท่านคงปรับตัวเองแล้วหละว่าต้องเลือก สั่งหรือบอกผ่านไมค์ หรือสั่งการผ่านเสียงตามสาย ให้ได้ยินกันทั่วหน้า เผื่ออะไรจะได้ยินชัดขึ้นซึ่งงานที่สั่งการไปมันอาจจะเดินหน้าได้เร็วมากขึ้นเพราะที่ผ่านมา อืดเป็นเรือเกลือ ยังไงลองดูนะขอรับท่านปลัด เผื่อได้จัดซื้อจัดจ้างอีกสักโปรเจกท์

ตามติดมาอีกเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ในภายหน้าอีกไม่กี่เดือน หากยังดึงดันกันต่อไป นั้นคือ เรื่องการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดทดแทนการปลูกข้าว ว่ากันว่า 2.5 แสนไร่ ตามเป้าหมายส่วนใครจะได้ประโยชน์หรือไม่ไม่ทราบเอาเป็นว่าอย่างนี้ ข้าวโพด วันนี้ใช้เวลาการปลูก 4  เดือน ถึงจะเก็บเกี่ยวได้ นั้นคือหากส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพดแทนข้าวก็ควรจะปลูกในช่วงไม่เกินเดือนพฤศจิกายน เท่านั้นหากยาวไป ช่วงปลายมกราคม คิดกันดู จะเจออะไร ทั้งแล้งทั้งฝน ซึ่งหากปลูกช่วง กุมภาพันธ์จะเก็บเกี่ยวช่วงมิถุนายน เข้าฝนแล้ว ข้าวโพดไม่ถูกกับฝน แล้วใครจะรับซื้อ ระวังนะครับ มันจะสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรมากกว่าการแก้ปัญหานะขอรับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก

ราชดำเนิน

‘กรมชลฯ’สนธิกำลังทหาร เร่งระบายน้ำกู้นาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246587

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.27 น.

กรมชลประทาน สนธิกำลังกองทัพภาค2 หน่วยงานในพื้นที่กู้นาข้าว เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่นาข้าวหอมมะลิในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และจ.บุรีรัมย์ หลังถูกน้ำท่วมขัง เหตุจากฝนตกหนัก

27 พ.ย. 59 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งกรมชลประทานและหน่วยงานในพื้นที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมนาข้าวเกษตรกรทันที หลังจากได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำลำสะแทด อำเภอบัวใหญ่ อำเภอประทาย อำเภอบ้านเหลื่อม และอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากจากพื้นที่ต้นน้ำในเขตอำเภอแก้งสนามนาง บัวใหญ่ ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์สองฝั่งลำสะแทด ในเขตอำเภอประทาย อำเภอโนนแดง และอำเภอพิมาย ก่อนไหลลงสู่ลำสะแทด ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 2 ฝั่งลำสะแทดในพื้นที่อำเภอพิมาย อำเภอประทาย อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ (กข.105) เป็นส่วนใหญ่ และอยู่ระหว่างรอการเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน จนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

“หน่วยงานในพื้นที่ได้สนธิกำลังหาแนวช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่นาข้าวทุ่งสัมฤทธิ์ ในเบื้องต้นได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยการตัดถนนสายกระเบื้องนอก-บุ่งเบา ในพื้นที่อำเภอเมืองยาง เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำในลำสะแทดให้เร็วขึ้น และเมื่อระดับน้ำในลำสะแทดลดลง น้ำที่ท่วมขังนาข้าวในท้องทุ่งสัมฤทธิ์ทั้ง 2 ฝั่งลำสะแทด ก็จะไหลลงสู่ลำสะแทดสะดวกขึ้นตามไปด้วย การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันภายใน 22 ชั่วโมง ประกอบด้วย กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอเมืองยาง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระเบื้องนอก และสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดนครราชสีมา ที่สนับสนุนสะพาน Bearing โดยกรมชลฯได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่นาข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบันระดับน้ำได้ลดลง และสามารถนำรถเกี่ยวข้าวเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวหอมมะลิได้แล้ว” นายสัญชัย กล่าว

ผบ.ทอ.ให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร ในงาน’ทัพฟ้าช่วยชาวนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246383

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.24 น.

25 พ.ย.59 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เยี่ยมชมและให้กำลังใจเกษตรกรที่ร่วมจำหน่ายข้าวในงาน “ทัพฟ้าช่วยชาวนา” พร้อมประเดิมซื้อข้าว 1 ตัน เฉลี่ยจากทุกร้านที่มาจำหน่าย ทั้งนี้กองทัพอากาศ จัดพื้นที่สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) ถนนพหลโยธิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ให้เกษตรกรนำข้าวและผลิตผลการเกษตรมาจำหน่ายฟรี ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2559 เวลา 10.00น. – 23.00 น. พร้อมจัดรถขนส่งข้าวจากในพื้นที่เพื่อมาจำหน่าย และจัดที่พักให้ฟรี เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร โดยมีผู้ลงทะเบียนนำข้าวเข้ามาจำหน่ายเบื้องต้น จำนวน 80 คน เช่น เกษตรกรเครือข่ายปลูกฮัก กลุ่มข้าวอินทรีย์ และข้าวเพื่อสุขภาพ กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา อ่างทอง ฯลฯ โดยข้าวที่นำมาจำหน่าย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ (100%) ข้าวหอมมะลิ T1 ข้าวเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิค) ข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นต้น รวมจำนวนประมาณ 143 ตัน พร้อมผลิตผลการเกษตรอื่นๆ เช่น มะนาว ฟักข้าว องุ่น ฯลฯ

สำหรับบรรยากาศในการจัดงานวันแรก มีข้าราชการทหารอากาศ และประชาชนในพื้นที่โดยรอบสนามธูปะเตมีย์ เดินทางมาช่วยอุดหนุนพี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กองทัพอากาศยังได้จัดพื้นที่ภายในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ ร้านค้าสวัสดิการทหารอากาศ (ท่าดินแดง) และร้านค้าสวัสดิการทหารอากาศ (สีกัน) สำหรับการจำหน่ายข้าวและผลิตผลการเกษตรอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่สนใจ รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

เลาะรั้วเกษตร : นายกฯพอใจผลงาน…แต่ข้าราชการ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246260

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จู่โจมเยี่ยมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ชนิดที่บอกให้ทราบล่วงหน้าไม่นาน เพราะไม่ต้องการให้มีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก แต่ถึงกระนั้นบิ๊กฉัตร ก็จัดการต้อนรับได้อย่างรวดเร็ว ทั้งห้องประชุม การนำเสนอผลการดำเนินงาน อาหารกลางวัน การจัดพื้นที่ให้นายกฯ ยืนแถลงข่าว ที่สำคัญคือ ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างก็อยู่กันกระจัดกระจายคนละทิศละทาง มารวมตัวกันได้ทันเวลา ก็แสดงว่ารู้ตัวล่วงหน้านานพอสมควร

การเยี่ยมเยียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการรับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีได้จู่โจมไปกระทรวงคมนาคมมาก่อนแล้ว และมีข่าวว่าจะมากระทรวงเกษตรฯ ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน แต่ต้องยกเลิกกะทันหัน จนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวันพุธ วันที่มีการประชุมผู้บริหาร
ของกระทรวง ประจำสัปดาห์อยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีมาเยี่ยนเยียนก็เพียงจัดอะไรพิเศษขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น..อย่างนี้เรียกว่า….จู่โจมไม่จริง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ เป็นผู้นำเสนอผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ประกอบด้วย

การแก้ปัญหาภัยแล้ง การยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. การปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ การเกษตรแปลงใหญ่ 600 แปลง จำนวน 1.5
ล้านไร่ ที่สามารถจะลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตได้พร้อม ๆ กัน โครงการแผนที่เกษตร Agri Map ปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์

พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี และ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่หน่วยงานต่างๆ เร่งทำกันโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แล้ววาดฝันว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เท่าเทียมกับอาชีพอื่น จะทำเกษตรแปลงใหญ่ให้ได้ 14,500 แปลง เพิ่มขีดความสามารถของข้าราชการ และปรับปรุงระบบการบริหารงานโดยยึดศาสตร์พระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีสหกรณ์เป็นกลไกการขับเคลื่อน

ยังมีเรื่องของการแก้ปัญหา IUU ที่เงียบหายไปแล้วจากหน้าหนังสือพิมพ์ การแก้ปัญหานมโรงเรียน เกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 ราย รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เสริมว่าในปี 2560 จะเน้นการทำเกษตรแปลงใหญ่ ใช้ ศพก. 882 ศูนย์เป็นตัวอย่างของการทำการเกษตรที่เหมาะสมและยกมาตรฐานสินค้าเกษตร

ข่าวว่านายกรัฐมนตรีพึงพอใจกับผลงานที่กระทรวงเกษตรฯ รายงาน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชม โดยเฉพาะการแก้ปัญหา IUU พร้อมทั้งขอให้ทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท เกษตรทฤษฎีใหม่ที่สามารถทำได้ทั้งในครอบครัว และในชุมชน เพื่อลดรายจ่าย ที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนและในชุมชนก็จำหน่ายได้ รวมทั้งสามารถขยายการผลิตให้เพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

นายกรัฐมนตรียังฝากไว้ด้วยว่าข่าวเชิงลบที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ต้องรีบแก้ไข หรือชี้แจงทันทีก่อนที่จะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

แต่หลังจากข่าวนายกรัฐมนตรีพอใจและชื่นชมผลงานของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ไม่กี่วัน มีคนโพสต์ Key message คือคำพูดประกอบภาพ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อ้างอิงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ว่า “ที่ผ่านมา กระทรวงเหมือนคนเป็นอัมพาต รัฐมนตรีคิดได้ สมอง ทำงาน แต่แขนขา คือข้าราชการ ไม่กระดิก ถึงเวลาที่ข้าราชการต้องทำงานกันแล้ว”

มีเสียงตอบโต้มาจากโซเชียลมีเดียทันทีว่า นโยบายปรับเปลี่ยนไม่เว้นแต่ละวัน ผู้บริหารปรับเปลี่ยนทุกปี ทำงานไม่มีวันหยุดจนขนาดนี้แล้วยังกล่าวหากันว่าข้าราชการไม่ทำงานอีกหรือ แล้วผลงานที่เอาไปรายงานนายกฯน่ะใครทำ….”

นายกรัฐมนตรีเตือนแล้วข่าวในโซเชียลมีเดียมันกระจายรวดเร็ว ป่านนี้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ จิตตกกันหมดแล้ว

แว่นขยาย

เคลื่อนงานสิ่งแวดล้อม ทส.ขันนอตหน่วยงานในพื้นที่นำไปปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246257

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้จัดประชุมขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมจากนโยบาย…สู่การปฏิบัติการในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานระดับพื้นที่ อาทิ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1-16 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด 76 จังหวัด และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งหน่วยงานส่วนกลางในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมกว่า 250 คน

ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว เพื่อบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและในพื้นที่ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษของประเทศ อาทิ การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการน้ำเสีย การจัดการมลพิษทางอากาศ การตรวจและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการให้ความรู้ การรณรงค์สร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดความ
ร่วมมือจากทุกภาคส่วนและเกิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานระหว่างกัน โดยเฉพาะประเด็นการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจการทำงานในทิศทางเดียวกัน และมีการดำเนินงานแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศให้เป็นระบบแบบแผนและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยกำกับให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ที่ ครม. เห็นชอบแล้ว ซึ่งภายใน 1 ปี มีเป้าหมายที่จะให้เกิดการจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลงร้อยละ 5 จากปี 2559 หมู่บ้าน/ชุมชน ร้อยละ 100 ทั่วประเทศมีการจัดตั้งจุดรวมของเสียอันตรายชุมชน ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ ร้อยละ 85 ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและปริมาณกากอุตสาหกรรมร้อยละ 70 ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

‘ศรีลังกา’ส่งทีมขอศึกษาข้อมูล จัดกระบวนสนับสนุนปลูกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246256

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ไทยและศรีลังกา เป็นประเทศสมาชิกของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) และสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) โดยกรมพัฒนาการยาง ศรีลังกา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาเยือน กยท. เพื่อขอศึกษาข้อมูลด้านการดูแล สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางในเขตพื้นที่ปลูกใหม่ ตั้งแต่การจัดการสวนยาง การจัดการวัสดุปลูก การจัดการแปลงเพาะพันธุ์ยาง การควบคุมโรคและแมลง การแปรรูปยาง โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำยางขั้นต้น การตลาด และวิธีปฏิบัติสำหรับการปลูกยางในเขตปลูกยางใหม่ เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่ปลูกยางใหม่ของประเทศศรีลังกา

นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศศรีลังกา เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตยางที่มีพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศประมาณ 7 แสนกว่าไร่ และปริมาณผลผลิตยาง ประมาณ 80,000 ตันต่อปี โดยผลผลิตของประเทศ ศรีลังกาได้ลดลงติดต่อกันหลายปี เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง และบางครั้งมีฝนตกหนักมากเกินไป ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศคล้ายคลึงกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ดังนั้น รัฐบาลศรีลังกา ตระหนักและให้ความสำคัญในการพัฒนายางพาราของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาด้านผลผลิตที่ลดลง และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการส่งออกวัตถุดิบอันดับ 1 ของโลก ในขณะเดียวกัน กยท.เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบในประเทศไทย ทำให้การศึกษากระบวนการดำเนินงานต่างๆ ในการพัฒนายางพารา จะต้องบริหารจัดการตั้งแต่การวิจัย การสนับสนุน การพัฒนาและการแก้ไข เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

คลอดแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง l รองรับพื้นที่เพาะปลูก10.35ล้านไร่-หนุนลดทำนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246258

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2559/2560 เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ คิดเป็นปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 31,245 ล้านลูกบาศก์เมตร
(ลบ.ม.) สามารถสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศได้ประมาณ 10.35 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรัง 3.91 ล้านไร่
พืชไร่-พืชผัก 0.65 ล้านไร่ พืชอื่นๆ 3.57 ล้านไร่ รวมกับพื้นที่ส่งเสริมให้ปลูกพืชทดแทนข้าวนาปรังในเขตชลประทาน
ทั่วประเทศอีก 2.22 ล้านไร่ ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการปรับลดพื้นที่การทำนาปรังในเขตชลประทาน เพื่อให้ผลผลิตเหมาะสมกับความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชหลากหลายและพืชปุ๋ยสด ทดแทนการทำนาปรัง

สำหรับในพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้วางแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2559/60 ด้วยการใช้น้ำจากเขื่อนหลัก 4 แห่ง(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 2559-30 เม.ย. 2560 ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน รวมกันเป็นจำนวน 9,704 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร การรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 1,450 ล้านลูกบาศก์เมตรและการเกษตร 3,400 ล้านลูกบาศก์เมตร และสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2560 อีก 3,754 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในส่วนของการจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรนั้น ได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้รวมกันประมาณ 5.03 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังประมาณ 2.60 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.08 ล้านไร่ พืชอื่นๆ 0.97 ล้านไร่ และพืชที่ได้ส่งเสริมให้เพาะปลูกแทนข้าวอีกประมาณ 1.38 ล้านไร่

อนึ่ง ในส่วนของเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถสนับสนุนการใช้น้ำในภาคการเกษตรได้ จำเป็นต้องวางแผนการจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม สำหรับเฉพาะการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ เท่านั้น มีจำนวน 5 แห่ง ได้แก่
เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ จ.นครราชสีมา เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถสนับสนุนการทำนาปรังได้ คงเหลือน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ และพืชใช้น้ำน้อย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และเขื่อนบางลาง จ.ยะลา

ติวเข้มประเมินโครงการ‘Climate Change’ สศก.วางฐานภาคเกษตรปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246261

วันศุกร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประเมินโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ระหว่างวันที่ 23–25 พฤศจิกายน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศของภาคเกษตรและการพัฒนาการจัดทำแผนการปรับตัวแห่งชาติ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ได้รับความเห็นชอบ ในการลงนามความร่วมมือเข้าร่วมโครงการ ซึ่งดำเนินการโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยโครงการ ครอบคลุมผลผลิต 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตรในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบูรณาการการเงินในเรื่องของภูมิอากาศ 2) บูรณาการแผนด้านการปรับตัวภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 ในแผนการปรับตัวแห่งชาติ 3) เสริมสร้างความเข้มแข็งของการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านการปรับตัวในภาคเกษตร และ 4) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่แผนการปรับตัวภาคเกษตร

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตด้านที่ 2) บูรณาการแผนด้านการปรับตัวภายใต้
ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 ในแผนการปรับตัวแห่งชาติ โดยโครงการอบรม จะมีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการประเมินแผนงาน โครงการ และงบประมาณ เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน และผลตอบแทนจากการดำเนินงานมาตรการปรับตัว เป็นต้น ซึ่งการดำเนินโครงการ ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก UNDP

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี เรียบร้อยแล้ว โดย 1 ใน 5 ของยุทธศาสตร์ 20 ปี คือการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน เนื่องจากได้คำนึงถึงปัญหาการทำเกษตรที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ทรัพยากรทางการเกษตรเสื่อมโทรม ประกอบกับการเกิดภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ที่มีความรุนแรงและมีความถี่สูงขึ้น โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีแนวทางในการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติ นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 และร่วมจัดทำแผนการปรับตัวแห่งชาติด้านการเกษตร ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดเพื่อให้ภาคเกษตรของไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรับมือและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้

ดังนั้น การอบรมดังกล่าว จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ ได้ทราบถึงการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ สำหรับการวางแผนงาน การออกแบบโครงการ โดยมีการบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขั้นตอนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศและภูมิภาคต่อไป