‘สุวิทย์’พอใจผลกระตุ้นราคาข้าวเปลือกกาฬสินธุ์ แนะเป็นกลไลตลาดโรงสีให้มีการระบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246189

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.14 น.

“สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ติดตามปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เผยพอใจแผนการกระตุ้นราคาจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะการชะลอการรับซื้อแนะเป็นการเปิดกลไกตลาดโรงสีให้มีการระบายข้าวซึ่งมีการรับซื้อถึงตันละ 9,500 บาท

24 พ.ย. 59 เวลา 09.30 น. ที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ เข้าติดตามปัญหาการรับซื้อข้าวเปลือกที่มีราคาตกต่ำ พร้อมกับรับการแก้ไขปัญหาและแผนการกระตุ้นราคาข้าวเปลือก ที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จังหวัดกาฬสินธุ์ และบริษัทโรงสีข้าวอิสเทิร์นไรซ์ มิลด์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์

โดยในฤดูกาลผลิตปี 2559-2560 เฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่การเพาะปลูกข้าวรวม 1,446,552 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวร้อยละ 71 ส่วนข้าวเจ้าหอมมะลิ คิดเป็นร้อยละ 29 ที่คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมจำนวน 519,836 ตัน เป็นข้าวเหนียว  364,977 ตัน เป็นข้าวเจ้าหอมมะลิ 152,241 ตัน และข้าวเจ้าขาว จำนวน 2,617 ตัน ซึ่งเกษตรกรกำลังเริ่มนำข้าวออกมาจำหน่ายให้กับทางโรงสี

ทั้งนี้ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีปัญหาในเรื่องราคา รวมไปถึงต้นทุนการเก็บเกี่ยว จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการชะลอการรับซื้อจนทำให้ทางโรงสีสามารถระบายข้าวออกจากสต๊อกข้าวได้มากขึ้น และเปิดให้มีการรับซื้อ จนทำให้ราคาข้าวหอมมะลิมีการรับซื้อได้ถึงตันละ 9,500 – 10,000 บาท และ ข้าวเหนียวมีการรับซื้อได้ถึงตันละ 8,500 – 11,000 บาทตามอัตราค่าความชื้นและรวมค่าชดเชยที่ราคาจะลดลงไป นอกจากนี้ในส่วน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. ก็ได้ดำเนินการในการชดเชยต้นทุนการผลิตซึ่ง สำนักงานเกษตรจังหวัดก็สามารถดำเนินการและจ่ายเงินชดเชยได้ตามนโยบาย ประกอบกับมีการจัดตลาดนัดที่สามารถนำข้าวเปลือกของเกษตรกรมาสีเป็นข้าวขาวแล้วทำการจำหน่ายได้โดยตรง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แผนการชะลอการรับซื้อและการช่วยเหลือของจังหวัดกาฬสินธุ์ ถือเป็นแนวทางที่ดีสามารถแก้ไขปัญหาราคาข้าวให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้รับการประสานจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงสี จะจัดส่งรถสีข้าวเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่มีทุนและยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ ซึ่งในด้านราคานั้น ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายในการทำการค้าส่งที่จะต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องของการส่งออกข้าว ทั้งนี้ในอนาคตยังจะหามาตรการในการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทางให้กับเกษตรกรด้วย

 

กู้วิกฤติวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าว กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือเอกชนเปิดจุดจำหน่ายทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246093

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.50 บาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวและเป็นการระบายข้าวออกจากพื้นที่การผลิตให้มากที่สุด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนองนโยบายดังกล่าวโดยเปิดพื้นที่บริเวณอาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวทั่วประเทศนำข้าวสารชนิดต่างๆ มาจำหน่ายภายใต้ชื่อ “กรมส่งเสริมการเกษตรจัดจำหน่ายข้าวสารช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าว” เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ข้าวจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเบื้องต้นสัปดาห์แรกจะมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวกล้องงอก ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมินำข้าวสารหอมมะลิ 105 คุณภาพดีบรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาทมาจำหน่าย และวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวจังหวัดสุรินทร์ได้นำข้าวสารหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวอินทรีย์บรรจุถุงละ 3 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 35 บาท หรือเฉลี่ยถุงละ 100 บาท และยังมีข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิใหม่นำมาจำหน่ายร่วมด้วย เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงร่วมกันอุดหนุนและเป็นการช่วยเหลือชาวนาผู้ผลิตข้าว

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด ซึ่งมีปั๊มน้ำมันกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ และบริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ซึ่งมีร้านไทวัสดุสาขาต่างๆ จำนวน 42 สาขา กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดรวม 36 จังหวัด ให้ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าว โดยเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำข้าวสารจากสหกรณ์การเกษตรมาจำหน่ายในปั๊มน้ำมันและร้านค้าไทวัสดุ ทั้ง 2 หน่วยงานต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวขณะนี้มีอยู่ประมาณ 350 กลุ่ม ที่มีโรงสีข้าวในชุมชนและสามารถแปรรูปเป็นข้าวสารได้ โดยมีกำลังการผลิตและแปรรูปข้าวตั้งแต่ขนาด 0.5 ตันขึ้นไปต่อวัน ส่วนการให้ความช่วยเหลือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณามาตรการสินเชื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ขนาดเล็ก และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในการจัดตั้งโรงสีชุมชน โรงอบลดความชื้นข้าว และลานตากข้าว โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พิจารณาปล่อยสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 0.01 ให้แก่สหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีความสนใจรวมกลุ่มจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน โรงอบ และลานตาก ให้สมาชิกกลุ่มบริหารจัดการเอง โดยไม่ต้องไปอาศัยโรงสีขนาดใหญ่และพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

ด้าน นายกำชัย หลุยยะพงศ์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัดเปิดเผยว่า สาขาส่วนใหญ่ของไทวัสดุอยู่ในพื้นที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ทั้งสวนผลไม้และพืชไร่ รวมทั้งการทำนา โดยเฉพาะสาขาในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง จึงได้ประสานงานกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในการช่วยหาชาวนาหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่กรมดูแลอยู่ ให้เข้ามาขายข้าวในพื้นที่ที่ไทวัสดุจัดให้ฟรีทั้ง 42 สาขาทั่วประเทศระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม โดยเกษตกรสามารถติดต่อผ่านผู้จัดการสาขาหรือแผนกบริการลูกค้าของไทวัสดุได้ทุกสาขา

กรมตรวจบัญชีฯขับเคลื่อน‘Thailand 4.0’ ชูวิสัยทัศน์5ปีสหกรณ์-เกษตรกรมีระบบบริหารการเงินคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246092

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการพัฒนางานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีแผนขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.คุณประโยชน์ของการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลจะต้องเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนและนำไปสู่การพัฒนาสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม 2.สร้างผู้บริหารสหกรณ์เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาสหกรณ์แห่งอนาคต 3.คุณประโยชน์ของการทำบัญชีและบริหารการเงินที่มีคุณภาพ จะต้องเป็นที่ประจักษ์ต่อเกษตรกรได้อย่างกว้างขวางชัดเจนและเข้าถึงได้ 4.มีระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพในการรองรับภารกิจที่เร่งด่วน ท้าทาย และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถสร้างความเป็น AUDITOR ให้มีความชัดเจนและเป็นจริง

สำหรับแผนกลยุทธ์กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พ.ศ.2560–2564 ได้กำหนดโมเดลการพัฒนาเป็น “CAD 4.0 : Value-Based Strategies”ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ภายในปี 2564สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยในปี 2560 เป็นปีแรกที่เริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยการใช้โมเดลนวัตกรรมเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่า“Innovation for Valuable Information”ให้สามารถนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจและสนับสนุนสหกรณ์และเกษตรกรให้มีความพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการสอบบัญชีสหกรณ์ระบบควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีสหกรณ์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาผู้สอบบัญชีให้เป็น Smart Auditorซึ่งจะนำไปสู่ “Real AUDITOR”:องค์กรมืออาชีพพัฒนามาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีของผู้บริหารสหกรณ์และพัฒนาระบข้อมูล เพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารสหกรณ์(COOP Smart Decision) เพื่อให้เป็นผู้บริหารสหกรณ์ยุคดิจิทัล นอกจากนั้น ยังได้ริเริ่มงานใหม่ด้วยการสร้างระบบสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์แบบ RealTime สร้างสื่อดิจิทัลการเรียนรู้ทางบัญชี และสร้างเกษตรกรสมัยใหม่ด้วยบัญชีสู่วิถีธุรกิจแนวทางประชารัฐนำไปสู่การเป็นเกษตรกรยุค Thailand 4.0

“นอกจากปฏิบัติงานตามภารกิจหลักที่กรม รับผิดชอบแล้ว ยังต้องบูรณาการงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้หน่วยงานที่อยู่ในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยกันพัฒนาความเป็นอยู่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพ ให้เกษตรกรและประชาชน มีการนำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการในการดำเนินชีวิต” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

แตกใบอ่อน : ความจริงแค่ครึ่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246089

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่เปรียบเสมือน“ฝีหนอง” เม็ดใหญ่ที่อักเสบอย่างหนัก จะรอก็เพียงอย่างเดียว คือ ฝีจะแตกขึ้นมาวันไหนเท่านั้น สำหรับกรณีการผลักดันโครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.กระบี่ ซึ่งล่าสุดก็มีการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” ที่พากันมาปักหลักทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลฝั่งสำนักงาน ก.พ. เพื่อเรียกร้องให้ยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลักดันให้กระบี่เป็นพื้นที่นำร่องดำเนินการเรื่อง “พลังงานหมุนเวียน” เพื่อการพึ่งตนเอง 100%

ทั้งนี้แม้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามออกมาเบรกกระแสความแรงของกลุ่มภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งดูเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงไปในกองไฟให้คุโชนขึ้นมาอีก เพราะพูดไม่พูดเปล่าแต่นายกฯกลับยังมาทำเหมือน “ขู่” ชาวบ้านให้ระวังผลกระทบที่ในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาไฟติดๆ ดับๆ ที่อาจตามมาอย่างแน่นอน

“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอวันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้นสร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ผมไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน”

นายกฯพูดแบบนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ

เพราะจริงๆแล้ว ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ประเด็นปัญหาเรื่องไฟฟ้าในภาคใต้โดยเฉพาะกรณีไฟตกครั้งที่รุนแรงเมื่อปี 2556 เป็นเพราะไฟฟ้าในภาคใต้ไม่พอใช้จริงหรือไม่

ทั้งนี้ฝ่ายภาคประชาชนเขามองว่า ปัญหาไฟฟ้าในภาคใต้ที่เกิดขึ้นคราวนั้น ความจริงไม่ได้เกิดจากกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกว่า โดยจากตัวเลขเมื่อปี 2556 ภาคใต้ใช้พลังงานไฟฟ้สูงสุด 2,683 เมกะวัตต์ ซึ่งภาคใต้เองมีกำลังผลิตติดตั้ง 2,415.7 เมกะวัตต์ เมื่อรวมไฟฟ้าอีก 3 ระบบที่เข้ามาเสริม ได้แก่ สายส่งจากภาคกลาง 650 เมกะวัตต์ การแลกไฟฟ้ากับประเทศมาเลเซียอีก 300 เมกะวัตต์โรงไฟฟ้าใหม่จะนะ ชุดที่ 2 จำนวน 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าฉุกเฉิน จ.สุราษฎร์ธานี 234 เมกะวัตต์ เฉลี่ยแล้วรวมทั้งสิ้น 4,065.7 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินในปัจจุบันถึงปี 2571

สิ่งนี้เองเป็นประเด็นที่ถูกนำมาตั้งข้อสงสัยถึงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับพร้อมกันใน 14 จังหวัดภาคใต้นาน 6 ชั่วโมง เมื่อ 21 พฤษภาคม 2556 ว่า เป็นความล้มเหลวของระบบการจ่ายไฟมากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกข้อ คือ “ต้นทุน” การผลิตไฟฟ้า ซึ่งฝ่ายสนับสนุนตั้งแต่ในระดับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานต่างเชื่อกันเหลือเกินว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกมากเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่น โดยเฉพาะการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหมุนเวียน

ดังนั้นจึงมักมีคำขู่ตามออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ให้ระวังค่าไฟจะสูงขึ้น?

แต่ผมไม่มั่นใจเช่นกันว่า นายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน หรือใครก็ตามที่ออกมาพูดด้วยประโยคเหล่านี้ จะรู้ หรือมีใครมารายงานข้อมูลที่ครบถ้วนบ้างหรือไม่ว่า การคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณต้นทุน “ทางตรง” เท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วมันยังมีต้นทุน “ทางอ้อม” ที่แฝงอยู่อย่างมหาศาล

ผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน ฝุ่นละอองจากการขนส่ง ผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะการท่องเที่ยว

เหล่านี้โรงไฟฟ้าไม่ต้องจ่ายครับ คนที่จ่ายมันคือประชาชน คือชาวบ้าน

เขาถึงไม่คิดเป็นต้นทุน และราคามันถึงได้ถูกยังไงล่ะครับ

ชาวบ้านสมัยนี้ไม่ได้โง่นะครับ

ถ้ายังขืนพูดความจริงกันไม่หมด เพียงหวัง “จะเอาให้ได้” อยู่แบบนี้ ระวังจะจบไม่สวยนะครับ

มะลิลา

ไทยเปิดเวทีระดมสมองชาติอาเซียน เพิ่มประสิทธิภาพยับยั้งประมงไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246090

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายชำนาญ พงษ์ศรี ผู้อำนวยการกรมประมงต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมประมงร่วมกับศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการดำเนินการตามมาตรการของรัฐเจ้าของท่า เพื่อส่งเสริมการจัดการประมงและลดการทำประมง IUU” ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของท่าเพื่อป้องกัน ยับยั้ง ขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมของ FAO เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยการประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการของเจ้าของท่า (Port State Measures : PSM) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงของ IUU การตรวจสอบเรือประมงและสินค้าประมง ณ ท่าเทียบเรือ ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

นายชำนาญ กล่าวเสริมว่า มาตรการรัฐเจ้าของท่า เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้มาตรการ IUU มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมาตรการรัฐเจ้าของท่าหรือ Port State Measures : PSM นี้เป็นมาตรการที่จะใช้ควบคุมเรือต่างชาติหรือเรือธงต่างชาติที่จะเข้ามาขนส่งผลผลิตทางการประมงขึ้นท่าเรือที่กำหนดไว้ ซึ่ง พ.ร.ก.ประมง ฉบับใหม่นี้ประเทศไทยได้กำหนดท่าขึ้นปลาสำหรับเรือต่างชาติไว้ทั้งสิน 27 แห่งทั่วประเทศซึ่งถือว่ามีจำนวนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับท่าเรือขึ้นปลาของต่างประเทศ แต่ด้วยในระยะเริ่มต้นของประเทศไทยจงได้กำหนดไว้ที่ 27 ท่าในเบื้องต้นและในอนาคตคาดว่าจะมีการลดจำนวนลงเพื่อความเหมาะสม

คพ.ติดอันดับ‘โปร่งใส’ ตั้งเป้าปีหน้าขยับขึ้นท็อปเทนหน่วยงานคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246091

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า การดำเนินงานของภาครัฐ นอกจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว คุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ คพ. หากมองถึงผลกระทบจากการทุจริตโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่านในอดีต ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันยังรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ คพ. ได้รับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นอันดับที่ 1 ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และเป็นอันดับที่ 28 จาก 148 หน่วยงานระดับกรม และจากหน่วยงานเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 8,279 หน่วยงาน โดยคพ.ได้คะแนน 83.59 ซึ่งจัดเป็นหน่วยงานที่มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานสูงมาก

สำหรับดัชนีชี้วัดในการประเมินมีด้วยกัน 5 ดัชนี ได้แก่ 1.ความโปร่งใส 2.ความพร้อมรับผิด 3.การปลอดการทุจริตในการปฏิบัติงาน 4.วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร 5.คุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน โดย คพ.ได้คะแนนสูงสุดในดัชนีที่ 3 คือการปลอดการทุจริตในการปฏิบัติงาน 96.13% ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2560 คพ.ตั้งเป้าหมายไปให้ถึงอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ

ทั้งนี้ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เป็นเครื่องมือที่มีเนื้อหาการสำรวจเกี่ยวกับการดำเนินงานที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามจรรยาบรรณ การบริหารงานอย่างมีจริยธรรม ตลอดจนการจ่ายหรือเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยสำรวจทั้งในมิติการรับรู้ คือ สำรวจความคิดเห็นของผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้เสียกับหน่วยงานภาครัฐ และในมิติหลักฐานเชิงประจักษ์ คือ การสำรวจหลักฐานการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประเมินผลระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้รับทราบแนวทางในการปรับปรุง หรือพัฒนาในเรื่องคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

 

เม็กซิโกปลดล็อคนำเข้ากุ้งไทย พอใจผลประเมิน-คาดส่งออกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246033

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.30 น.

23 พ.ย.59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่ากระทรวงเกษตรฯ ของเม็กซิโก ได้อนุญาตให้นำเข้ากุ้งจากไทยแล้ว หลังจากที่ได้มีการสั่งระงับการนำเข้า ตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคตายด่วน (EMS) ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจากมาตราการการปลดล็อดที่เกิดขึ้น จะส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งไทยไปยังเม็กซิโกมากขึ้น และถือเป็นอีกชองทางหนึ่งที่จะนำรายได้เข้าประเทศอีกทาง

ทั้งนี้ กรมประมงได้เร่งประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ ของเม็กซิโก ในการเชิญเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจประเมินระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของกรมประมง รวมทั้งโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาประเมินเมื่อวันที่ 24 – 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผลการพิจารณาพบว่า เม็กซิโกพอใจและเชื่อมั่นในการดำเนินการของประเทศไทย จึงได้อนุญาตให้นำเข้ากุ้งจากไทยได้

ด้าน นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า เม็กซิโกมีเงื่อนไขให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยของเม็กซิโก ภายใน 15 วัน โดยระบุว่า การจะนำเข้ากุ้งแช่แข็ง และ/หรือกุ้งแช่เย็น หรือกุ้งปรุงสุก ลูกปลานิล และสินค้าอาหาร จำเป็นจะต้องนำส่งตัวอย่างใบรับรองสุขอนามัย (Origin Health Certificate) ของสินค้าต่างๆ ภายใน 15 วัน (รวมวันเสาร์และอาทิตย์) โดยขณะนี้กรมประมงได้ส่งตัวอย่างใบรับรองสุขอนามัยให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งให้ฝ่ายเม็กซิโกเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของการเพิ่มตลาดส่งออกกุ้งไทยอีกช่องทางหนึ่งด้วย

‘คลองภักดีรำไพ’แล้วเสร็จสมบูรณ์ แนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมจันท์-เพิ่มพื้นที่ชลประทาน5พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245933

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สุทธิศักดิ์ เชี่ยวพานิช ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างคลองภักดีรำไพ ภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันท์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วหลังจากดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างก่อสร้าง กรมชลประทาน ได้เปิดช่องทางน้ำ พร่องน้ำจากแม่น้ำจันท์ในช่วงฤดูฝน เพิ่มช่องทางระบายน้ำจากบริเวณฝายยาง ตำบลจันทนิมิตลงสู่ทะเล สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองจันทบุรีได้เป็นอย่างดี ทำให้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาเขตเมืองจันท์ ไม่เกิดภาวะน้ำท่วมทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี

“ปีที่ผ่านมา คลองภักดีรำไพได้เริ่มเปิดใช้งานบางส่วน มีฝนที่ตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำจันทบุรีมีมากจนเกือบล้นตลิ่ง แต่เพราะทรงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดสร้างคลองผันน้ำสายใหม่ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานชื่อว่า คลองภักดีรำไพ ทำให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว ลดปัญหาผลกระทบน้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรี ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อราษฎรแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการประกอบอาชีพ และรายได้ของประชาชน ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย พลอย และอัญมณี รวมทั้งการค้าขายอื่นๆ บริเวณตลาดพลอยถนนศรีจันท์ ซอยกระจ่างต้องหยุดดำเนินกิจการ รวมทั้งถนนริมน้ำ จันทบูรณ์ ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหนัก คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละกว่า 1,000 ล้านบาท”

นายสุทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนัก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของเมืองจันทบุรี ตอนบนเป็นภูเขามีความลาดชันสูง ส่วนตอนล่างเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล หากมีฝนตกที่ตอนบน น้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างผ่านกลางเมืองจันทบุรี จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ ประกอบกับจังหวัดจันทบุรีอยู่ในเขตลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีปริมาณฝนมากเฉลี่ยถึงปีละ 2,600 มิลลิเมตร(มม.)/ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2542 ที่เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ปริมาณฝนตกเฉลี่ยอยู่ที่ 3,500 มม.สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรและราชการเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 9 กล่าวต่อว่า เมืองจันทบุรีไม่มีแหล่งชะลอหรือเก็บน้ำขนาดใหญ่ ชีวิตราษฎรขึ้นอยู่กับน้ำจากฝนอย่างเดียว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความห่วงใย อยากให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข จึงทรงมีพระราชดำริว่า ต้องหาวิธีระบายน้ำโดยที่ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนพร้อมกับเก็บน้ำไว้ได้ด้วย ทางรัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมชลประทานศึกษาหาวิธีการแก้ไข จึงเป็นที่มาของ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริเต็มรูปแบบ โดยทำการขุดคลองผันน้ำสายใหม่ หรือคลองภักดีรำไพ ความยาว 11.6 กิโลเมตร แยกจากแม่น้ำจันทบุรีก่อนเข้าถึงตัวเมือง เพื่อผันน้ำส่วนเกินศักยภาพของแม่น้ำจันทบุรีที่รองรับปริมาณน้ำได้ 500 ลบ.ม./วินาที ไม่ให้ไหลเข้าสู่ตัวเมืองจันทบุรี แล้วระบายออกสู่ทะเล โดยสามารถผันน้ำจากแม่น้ำจันทบุรี ได้สูงสุด 300 ลบ.ม./วินาที พร้อมประตูระบายน้ำไว้ทำหน้าที่ควบคุมน้ำอีก 11 แห่ง ตอนนี้เสร็จสมบูรณ์ สามารถรองรับน้ำหลากได้ และยังช่วยแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำอีกด้วย

“กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ที่ให้ผันน้ำและเก็บกักน้ำซึ่งยังประโยชน์ให้แก่ราษฎรจังหวัดจันทบุรี ซึ่งคลองภักดีรำไพยังเป็นแหล่งกักน้ำจืดได้อีกประมาณ 2 ล้านลบ.ม. เกษตรกรที่อยู่ใกล้กับแนวคลองสามารถสูบน้ำไปใช้ได้ เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกจำนวน 5,000 ไร่ อีกทั้ง 2 ฝั่งคลองเป็นถนนคอนกรีต ทัศนียภาพดีประชาชนสามารถใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจได้อีกด้วย” นายสุทธิศักดิ์ กล่าว

จัดงาน‘วันยุวเกษตรกรโลก’ ฝึกหัดงานเกษตรให้เยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245930

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เครือข่ายยุวเกษตรกรโลกได้ถือให้วันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันยุวเกษตรกรโลก” เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ของทุกประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยปีนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดจัดงานฉลอง “วันยุวเกษตรโลก” ร่วมกับสมาคมยุวเกษตรสากลแห่งประเทศไทย (IFYE Thailand) ภายใต้แนวคิด “4-H ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง” ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จ.กาญจนบุรี เพื่อให้ยุวเกษตรกรผู้มาร่วมงานได้เรียนรู้ฝึกหัดการขยายพันธุ์พืช และจำหน่ายสินค้าการเกษตรผ่านสื่อ Social Network ตลอดจนสร้างกลุ่มยุวเกษตรกรให้เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์งานยุวเกษตรกรในยุค Thailand 4.0 โดยผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ยุวเกษตรกร จำนวน 200 คน เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน ครูที่ปรึกษา อีกจำนวน 50 คน รวม 250 คน

โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ การจัดฐานการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นด้านการเกษตร ได้แก่ การขยาย Cactus ในกระถาง,การเพาะถั่วงอกมือถือ, ตลาดเกษตรออนไลน์, เศรษฐกิจพอเพียง (ปลูกผักในภาชนะเหลือใช้), การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น จิ้งหรีด ชันโรง, กิจกรรมรื่นรมย์ชมสวนกล้วย และ English inAgriculture เพื่อให้ยุวเกษตรกรได้มีประสบการณ์พื้นฐานการเกษตรและการทำงานเป็นกลุ่ม รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้นใหม่เพื่อขยายผลต่อไปอย่างน้อย 9 กลุ่ม 9 โรงเรียน เป็นการเตรียมความพร้อมภาคเกษตรในอนาคต

สหกรณ์ร่วมสานต่องานที่พ่อทำ สร้างฝายชะลอน้ำ89แห่งฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245932

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าร่วมกิจกรรม “สานต่องานที่พ่อทำ สร้างฝายชะลอน้ำ 89 ฝาย” ซึ่งโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 15 กลุ่มบริษัทอึ้งง่วนไต๋อีซูซุเซลส์ จำกัด และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริเกี่ยวกับฝายชะลอน้ำมาฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งต้นน้ำ รวมถึงทำให้เกิดการอนุรักษ์หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยมีนางฉัตรพรราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธาน ณ บริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำหุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า พื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดซื้อที่ดินให้กับราษฎรเพื่อใช้ในการทำมาหากิน จำนวน 12,000กว่าไร่ ตั้งแต่ปี 2512 โดยเป็นพื้นที่ที่พสกนิกรอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เนื่องจากรพระองค์ได้ใช้ศาสตร์ของพระราชาในการพัฒนาพื้นที่ เช่น น้ำ ดิน อาชีพ เพื่อให้พสกนิกรที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ได้มีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้ร่วมกันทำฝายชะลอน้ำ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เพราะ “น้ำคือชีวิต”และน้ำเป็นสิ่งก่อเกิดกำเนิดสิ่งที่อุดมสมบูรณ์ โดยพระองค์ได้พยายามพลิกฟื้นพื้นที่ที่มีแต่ความแห้งแล้ง ให้เขียวขจี พร้อมมีพระราชดำริให้หน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมกับประชาชน พัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาดิน และพัฒนาอาชีพ จนพื้นที่หุบกะพงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในปัจจุบัน และมีผู้สนใจเมาเยี่ยมชมกิจการ เยี่ยมชมศูนย์สาธิตเรียนรู้ เพื่อนำไปต่อยอดในการดำรงชีวิตให้มีความเข้มแข็งตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมอบไว้ให้กับพสกนิกร

“ฝายชะลอน้ำ 89 ฝาย เป็นสิ่งหนึ่งที่อยากให้ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เห็นความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง การสร้างฝาย ถือเป็นการสร้างแหล่งน้ำในชุมชน มีการชะลอน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี อย่างน้อยการอยู่ร่วมกัน ช่วยตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ มีกลไกที่จะธำรงรักษาพื้นที่ให้มีความชุ่มชื้น ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความคิดเห็นร่วมกันว่า วันนี้ ควรจะทำส่วนนี้ให้มีความเข้มแข็งและต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่หุบกะพง เป็นการเริ่มต้น ส่วนในพื้นที่อื่นๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะพยายามกระจายแนวคิดแบบนี้ไปทุกที่ที่มีสหกรณ์ และมีโครงการพระราชดำริอยู่เพื่อให้กิจกรรมเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำเกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว