ส่องเกษตร : คุณค่าแห่งการรวมใจช่วยชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245931

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
449007

ข้าวเปลือกยังคงมีปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะกระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อยแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นสัญญาณดีขึ้นมากก็คือ อารมณ์ความรู้สึกของชาวนา ที่ดูจะลดความทุกข์ร้อนกังวลลงไปไม่ใช่น้อย ด้วยไม่เพียงแต่การที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือในการ “รับจำนำยุ้งฉาง” เท่านั้น(ขออภัยที่ยังใช้คำนี้อยู่ เพราะเป็นคำที่คนรับรู้เข้าใจกันทั่วไปแล้ว แม้ว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกไม่ให้เรียกว่า “จำนำยุ้งฉาง” ก็ตาม)แต่ยังเป็นเพราะกระแสที่ทุกภาคส่วนของสังคมได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ในการที่จะช่วยเหลือขายข้าวให้ได้ราคาดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ต่างระดมมาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าวลดต้นทุนให้หลายพื้นที่ ทำให้ขวัญกำลังใจชาวนาย่อมดีขึ้น

จากตัวเลขรายงานราคาสินค้าเกษตรรายวันที่เผยแพร่โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ราคาข้าวนาปี:ชนิดข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ณ วันจันทร์ที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ในตลาดสำคัญๆ ล้วนขยับขึ้น เช่น ตลาดกลางพืชไร่ที่ศรีสะเกษ จากตันละ 8,000 บาทเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มเป็น 8,200 บาท, โรงสีไฟไทยเจริญวัฒนาจากตันละ 8,750 บาทเพิ่มเป็น 9,580 บาท, โรงสีกิจทวี ยโสธรจากตันละ 8,400 บาทเป็น 9,200 บาท,โรงสีสหพัฒนา จ.บุรีรัมย์ จากตันละ 8,500 บาทเป็น 9,000 บาท เป็นต้น

จะเห็นว่า หลายๆโรงสีสำคัญๆมีการขยับราคากันขึ้นมา ขณะที่โรงสีของสหกรณ์การเกษตรอย่างเช่น โรงสีสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ขยับราคาสูงขึ้นมาเป็นสัปดาห์แล้ว จากตันละ 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท เป็นต้น

ซึ่งต้องนับว่า สหกรณ์การเกษตรกำลังมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยกันดึงราคาข้าวให้กระเตื้องขึ้น ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดมาสีเอง บรรจุถุงและจัดจำหน่าย ขณะที่หลายหน่วยงานก็ได้สนับสนุนเครื่องสีข้าวให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนหน่วยราชการต่างๆ และภาคเอกชน มีการจัดโครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา โดยเปิดพื้นที่ในหน่วยงานต่างๆ และตามห้างสรรพสินค้าให้เป็นจุดจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิจากสหกรณ์การเกษตร เป็นการเพิ่มช่องทางตลาดให้ หรือช่วยด้วยการตลาด “ออนไลน์” ของเหล่าคนดัง-เซเลบฯต่างๆ เพิ่มความตื่นตัวให้คนไทยช่วยกันซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ทำให้ขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าขบวนการสหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดึงซัพพลายหรือความต้องการข้าวเปลือก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร แล้วกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกที่ทำนา โดยชาวนาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรถึงประมาณ 1.8 ล้านคนหรือ ราว 50% ของชาวนาทั้งประเทศ 3.6 ล้านคน

แม้มีบางคนที่มองโลกในแง่ร้าย อาจมองว่า สิ่งที่ภาคส่วนต่างๆกำลังช่วยกันทำนี้ ก็แค่กระแสฉาบฉวย ช่วยได้เฉพาะหน้าเล็กน้อย แต่ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างยั่งยืนได้ก็ตาม แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีแล้ว บรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือชาวนาเต็มกำลังเช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมาโดยตลอด เมื่อมีปัญหาข้าวเปลือกของชาวนาราคาตกต่ำ แต่เมื่อชาวบ้านทั้งหลายไปหาซื้อข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุงตามห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป กลับยังคงมีราคาแพง จนทำให้เกิดเสียงบ่นกันอยู่เสมอว่า “ข้าวเปลือกถูก แต่ข้าวสารแพง” นั่นก็เป็นที่ทราบกันว่า เป็นเพราะกลไกตลาดที่พ่อค้าคนกลางสร้างขึ้น ที่ทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่แต่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ

การส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร เพื่อดำเนินการให้ครบวงจร ปลูกข้าวได้ผลผลิตข้าวเปลือก แล้วก็สีเป็นข้าวสารเอง บรรจุถุงนำไปจำหน่ายเอง ได้ราคาที่สมเหตุผล จึงนับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ช่วยทั้งชาวนาแล้วยังช่วยผู้บริโภคด้วย แต่ที่ผ่านมา “การทำตลาดไม่เป็น”หรือขาดช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญ

บรรยากาศการร่วมมือร่วมใจช่วยชาวนาในเวลานี้ จึงควรที่จะรักษาไว้ ทำกันไปเรื่อยๆ และต่อยอดให้นำไปสู่การใช้ขบวนการสหกรณ์การเกษตรในการดูแลแก้ไขปัญหาราคาข้าว รวมถึงราคาพืชผลการเกษตรอื่นๆ ให้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สาโรช บุญแสง

ชาวนายิ้มถ้วนหน้า ครม.อนุมัติสินเชื่อ อุ้มข้าวเหนียวด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245972

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ชาวนายิ้มถ้วนหน้า

ครม.อนุมัติสินเชื่อ

อุ้มข้าวเหนียวด้วย

เท2หมื่นล.ปล่อยกู้

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวการปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 (เพิ่มเติม) โดยเป็นการขยายกรอบการดำเนินงานให้ครอบคลุมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้จากเดิมครอบคลุมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเปลือกเจ้าเท่านั้น

ทั้งนี้ในส่วนของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (ข้าวเหนียว) ปีการผลิต 2559/60นั้นจะอยู่ในกรอบเดียวกับที่ได้ดำเนินโครงการของข้าวหอมมะลิและข้าวเปลือกเจ้า จำนวน 2 ล้านตันข้าวเปลือก โดยมีระยะเวลาให้สินเชื่อ ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2559 – 28 ก.พ. 2560 ขณะที่ภาคใต้ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 2560โดยข้าวเหนียวที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีความชื้นไม่เกิน 15% และสิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จะให้สินเชื่อในอัตราไม่เกิน 90% ของราคาตลาด จากราคาตลาดเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 1.05 หมื่นบาทต่อตัน ดังนั้นเกษตรกรจะได้รับวงเงินสินเชื่อ อยู่ที่ 9,500 บาทต่อตัน

นอกจากนี้เกษตรกรจะได้รับค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกอีกตันละ 1,500 บาท โดยจ่ายเป็นค่าเตรียมข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการในวันเบิกรับเงินกู้ 1,000 บาท และจะจ่ายเพิ่มอีก 500 บาท ในวันที่ไถ่ถอนข้าวเปลือกจากการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน ทำให้ในส่วนนี้ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 2.37 หมื่นล้านบาท และวงเงินค่าใช้จ่ายอีก 3,970 ล้านบาท

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ซึ่งกำหนดวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเหนียวทุกจังหวัดทั่วประเทศ อยู่ที่ตันละ 2,000 บาท (กำหนดไร่ละ 800 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่) หรือไม่เกินครัวเรือนละ 1.2 หมื่นบาท จะใช้วงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 1.24 หมื่นล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่าย และรัฐบาลจะชดเชยต้นทุนเงินในอัตราFDR+1 (ปัจจุบัน FDR อยู่ที่ 1.225% ต่อปี)

อย่างไรก็ตามในส่วนมาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ที่ดำเนินการมา 3 โครงการ (ข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว) ใช้วงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น4.1หมื่นล้านบาท ขณะที่โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกโครงการ อยู่ที่ 3.08 หมื่นล้านบาท และมีวงเงินงบประมาณ ทั้งสิ้น 5,670 ล้านบาท

นายณัฐพร ยังกล่าวว่า ที่ประชุมครม.ยังมีมติอนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 2,000 แปลง แปลงละไม่เกิน 10 ล้านบาท กรอบวงเงินสินเชื่อจำนวน 20,000 ล้านบาท ให้กับกลุ่มเกษตร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร ที่ได้รับสินเชื่อจากโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2559/2560 แล้ว โดยให้สามารถใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนพ.ย.2559-เดือนเม.ย.2570

ทั้งนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อแปลงละไม่เกิน 10 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.01 ต่อปีตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ขณะที่ระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้ คือตั้งแต่ เดือนธ.ค.2559-เดือนธ.ค.2564  และให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ธ.ก.ส.ในอัตราร้อยละ 3.00 ต่อปี หรือจำนวน 3,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังประชุมครม.ว่า รัฐบาลมีแผนที่จะแก้ไขปัญหาเกษตรแบบครบจงจรและยั่งยืนโดยปี60-61จะมุ่งเน้นเชิงโครงสร้าง ซึ่งรัฐบาลได้พยายามทำเกษตรแปลงใหญ่ รัฐวิสาหกิจชุมชน บริษัทประชารัฐ และจะส่งเสริมให้ทำยุ้งฉางขึ้นมาอีก พร้อมกันนี้จะวางแผนเชื่อมโยงสร้างไซโลต่อในอนาคต เพื่อเก็บรักษาได้ในระยะเวลานาน แต่เป็นของประชาชน โดยร่วมกับภาคเอกชนแบบประชารัฐ ส่วนธุรกิจเอกชนก็ทำของตัวเองไป สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก สามารถถ่วงดุลราคาในวันข้างหน้า ตนคิดแบบนี้ไม่ใช่แต่จะให้เงิน เพราะไม่ยั่งยืน แต่มันก็จำเป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้มีปัญหาทั้งโลก

ขณะที่นายโกศล เทียนเสมอ ชาวนาอายุ33 ปี ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้ปัญหาราคาข้าวหอมมะลิ ยังตกต่ำมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยชาวนาจ.สุรินทร์ ยังขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีรับซื้อในราคากิโลกรัมละ6 บาทเหมือนช่วงเดือนก่อน ไม่ได้ราคาดีขึ้นอย่างที่หน่วยงานภาครัฐกล่าวอ้างว่าหลังจากรัฐบาลมีโครงการรับจำนำยุ้งฉางชะลอปริมาณข้าวออกสู่ตลาดแล้วทำให้ราคาขยับตัวขึ้นแต่อย่างใด

“ชาวนาอยู่ในช่วงกำลังจะเก็บเกี่ยว ถ้าราคาข้าวหอมมะลิ 105 ยังเป็นอย่างนี้ ทั้งทุ่งกุลา คงร้องไห้กันจริงๆ ตอนนี้จึงมีการเริ่มปรับตัวรวมกลุ่มกันสีข้าวหอมมะลิ 100%ใส่ถุงจำหน่าย 5 กก.150 บาท วางขายตามปั้มน้ำมัน ทำให้ได้ราคามากขึ้น แต่ยังมีข้าวที่กำลังออกมาอีกมาก จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ ลงไปช่วยรับซื้อข้าวสารโดยด่วน ได้ที่เบอร์โทร 086-3590137 ผมเป็นตัวกลางให้กับชาวนาของอำเภอรัตนบุรี จ.สุรินทร์ “นายโกศล กล่าว

สสอค.รำลึกสมาชิก สร้างสถานปฏิบัติธรรมอุทิศผู้ล่วงลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245934

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายอุทัย ศรีเทพ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย (สสอค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมาทางสสอค.ได้ร่วมกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้ง 7 กลุ่มวิชาชีพซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการสร้างสวัสดิการให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศเมื่อยามเสียชีวิต มาแล้วกว่า 5 ปี ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพงานทำบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2559 ณ วัดป่าภูเหล็กวนาราม บ้านโพนสะอาด ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดยมีดร.ก๊ก ดอนสำราญ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นประธานโดยโครงการกฐินสามัคคีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ห้องสุขา และเสริมสร้างผลบุญบารมีอุทิศส่วนกุศลให้กับเพื่อนสมาชิกที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับยอดกฐินประจำปี 2559 นี้มียอดรวมจำนวน 1,042,145 บาท อนึ่งก่อนวันทำบุญทอดกฐินครั้งนี้ สสอค. ได้มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ ยศปัญญา ผู้จัดการสมาคม จัดประชุมปฏิบัติการ กำกับ ติดตาม ด้านการเงิน และทะเบียนสมาชิก ได้แก่ คณะกรรมการ และผู้จัดการศูนย์ประสานงาน สสอค. ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 120 คน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพงานด้วย

‘บิ๊กฉัตร’อึ้ง!นั่งฮ.ตรวจนาข้าว เจอน้ำท่วมนับหมื่นไร่ สั่งกรมชลฯช่วยเหลือด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245935

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.47 น.

22 พ.ย.59 ที่สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางตรวจเยี่ยมการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิช่วยชาวนา และปล่อยขบวนคาราวานรถบรรทุกข้าวกว่า 10 คัน ส่งข้าวแปรรูปไปที่สหกรณ์ภาคใต้ จำหน่ายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำโดยผ่านกลไกสหกรณ์ ซึ่งยังมีเกษตรกรนำรถบรรทุกข้าวเปลือกหอมมะลิจอดรอเข้าคิวขายให้สกรณ์จำนวนมาก

จากนั้น รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ดูนาข้าวที่ถูกน้ำท่วมนานเป็นสัปดาห์ จนเสียหายเป็นวงกว้างไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ที่ ต.ชีวาน ในเขต อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ระหว่างนั่งเฮลิคอปเตอร์ เห็นน้ำท่วมนาข้าวใกล้เก็บเกี่ยวพื้นที่กว้างเป็นหมื่นไร่ ซึ่งตนเข้าใจว่าชาวนาเกี่ยวข้าวไม่ได้เป็นอย่างไร ตนรู้สึกเสียใจที่วันนี้ยังแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ได้สั่งการ โดยเฉพาะอธิบดีกรมชลประทาน ต้องระดมเครื่องสูบน้ำมาช่วยทันที เอามาให้มากที่สุด หากไม่พอให้ประสานจังหวัดอื่น นำมาเร่งสูบน้ำออกจากนาข้าวโดยเร็วที่สุด อาจกู้คืนนาข้าวมาได้สัก 50% ก็ยังดี และภายใน 6 เดือน ต้องทำคลองซอย ช่วยระบายน้ำฝนลงคลองชลประทาน

“จริงๆ นะ ผมไม่ได้รับรายงานเรื่องน้ำท่วมนาข้าวมากขนาดนี้มาก่อน ผมจึงต้องมาฟังจากรายงานในพื้นที่ ผมสั่งไปแล้ว ต่อไปอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมากที่สุดกับเกษตรกร สั่งทุกวัน แม้แต่วันเสาร์ยังโทรมาสั่งผมให้ทำอย่างไร แก้ไขปัญหาให้เกษตรกรทำเกษตรได้มีชีวิตมีความสุข ดูแลครอบครัวได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน นายสมผัส สินสวัสดิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านซาด ต.ชีวาน ได้พาเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมนาข้าวหอมมะลิ ทุ่งสัมฤทธิ์ เสียหายหลายครัวเรือน มาร้องเรียน และนำทาง รมว.เกษตรฯ ไปดูนาข้าวจมน้ำ โดยขอร้องให้กรมชลประทานมาขุดคลองระบายน้ำ เพราะมีถนนกั้นกลางทุ่งนา ทำให้ฝนตกท่วมมาตลอดทุกปีเกี่ยวไม่ได้ จมน้ำหมดมาเป็นสัปดาห์ ในพื้นที่สองสามตำบล ขอให้มาแก้ถาวร เพราะชาวนาสูบน้ำออกไม่ไหว ท่วมเป็นหมื่นไร่ ได้ร้องเรียนทุกรัฐบาล เดือดร้อนมาทุกปี ไม่มีใครมาแก้ไขให้ มาเจอ รมว.เกษตรฯ ดีใจมาก ขอบคุณรัฐบาลนี้ที่มาช่วยชาวบ้านได้จริง

‘บิ๊กฉัตร’มั่นใจมาตรการรัฐ พยุงราคา’ข้าว’ไม่ตก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245929

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.32 น.

22 พ.ย.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ที่สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา ว่า สหกรณ์ทั่วประเทศตั้งเป้าซื้อข้าวจากเกษตรกร 2 ล้านตัน โดยให้เพิ่มตันละ 200 บาท ข้าวหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% ในราคา 11,200 บาทต่อตัน และเพิ่มอีก 200 บาท ในข้าวขาว ที่กำลังออกสู่ตลาดมาก มั่นใจมาตรการรัฐบาลพยุงราคาข้าวได้เพื่อช่วยเกษตรกร

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การผลิตข้าว อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ผลผลิตข้าวไม่สมดุลกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาข้าว ตกต่ำ ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมการข้าวช่วงเดือน พ.ย.59 มีผลผลิตข้าวเปลือกออกสู่ตลาด 25.156 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็น ข้าวหอมมะลิ 10.791 ล้านตัน (ณ วันที่ 30 ก.ย.59) กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ โดยดำเนินมาตรการสนับสนุนการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวแบบครบวงจร ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และการสนับสนุนสินเชิ่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60

นอกจากนี้ ได้ใช้ระบบสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาโดยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม โดยใช้กลไกราคาของสหกรณ์เป็นตัวนำตลาด เนื่องจากมีระบบการสุ่มตรวจสอบคุณภาพข้าว ระบบการชั่งน้ำหนักที่ได้มาตรฐาน และการกำหนดราคาที่ไม่เอาเปรียบสมาชิกและเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้บูรณาการดำเนินงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมสหกรณ์ มีการปรับปรุงคุณภาพและแปรรูปข้าวเปลือกให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมให้เกิดระบบ GMP ในโรงสีของสหกรณ์ และพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเก็บรักษาคุณภาพข้าวรวมไปถึงการเพิ่มมูลค่า

“ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดีในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก จากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในราคาที่เป็นธรรม มีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดแบบครบวงจร โดยใช้ระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการด้านการตลาดในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับผลการรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 16 พ.ย.59 สหกรณ์ 97 ในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้ดำเนินการรวบรวมข้าวเปลือกยอดสะสมรวม 191,247 ตัน มูลค่า 1,383.99 ล้านบาท แบ่งเป็น ข้าวขาว จำนวน 43 สหกรณ์ รวบรวมข้าวเปลือก 107,700.75 ตัน มูลค่า 674.49 ล้านบาท ข้าวหอมปทุม จำนวน 1 รวบรวมข้าวเปลือก 2,138.68 ตัน มูลค่า 16.93 ล้านบาท ข้าวหอมมะลิ จำนวน 42 สหกรณ์ รวบรวมข้าวเปลือก 60,480.62 ตัน มูลค่า 538.52 ล้านบาท และข้าวเหนียว จำนวน 11 สหกรณ์ รวบรวมข้าวเปลือก 20,926.95 ตัน มูลค่า 154.05 ล้านบาท

ชาวนาร้องสื่อข้าวหอมมะลิ105ร่วงหนัก วอนหน่วยงานรัฐหาช่องทางขายด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245861

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.49 น.

“ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ หนักมาก โร่ร้องสื่อข้าวหอมมะลิ105ราคายังร่วงหนัก เหลือ 6 บาทต่อกก.หวั่นราคาตกอีกช่วงเก็บเกี่ยว วอนหน่วยงานรัฐหาช่องทางขายให้ด่วน โวยโครงการจำนำยุ้งฉาง ไม่ได้อยากช่วยชาวนาจริง”

22 พ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกศล เทียนเสมอ ชาวนาอายุ 33 ปี ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ปัญหาราคาข้าวหอมมะลิ ยังตกต่ำมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยชาวนาจ.สุรินทร์ ยังขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีรับซื้อในราคากิโลกรัมละ6 บาทเหมือนช่วงเดือนก่อน ไม่ได้ราคาดีขึ้นอย่างที่หน่วยงานภาครัฐกล่าวอ้างว่าหลังจากรัฐบาลมีโครงการรับจำนำยุ้งฉางชะลอปริมาณข้าวออกสู่ตลาดแล้วทำให้ราคาขยับตัวขึ้นแต่อย่างใด และตอนนี้ชาวนาเร่งเก็บเกี่ยวกันกำลังอยู่ในข่วงข้าวทุ่งกุลากำลังแก่เต็มที่ ซึ่งทั้งทุ่งกุลา คงร้องไห้กันจริงๆราคาข้าวหอมตกอย่างหนักกำลังออกสู่ตลาด

“ชาวนาภาคอีสานส่วนใหญ่ ได้ยินข่าวโครงการนี้ แต่คิดว่ารัฐบาลคงไม่ได้อยากช่วยจริง และไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวนาปัจจุบันนี้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วต้องขายโรงสีทันที เพื่อนำเงินสดมาหมุนเวียนใช้จ่ายที่รออยู่ทั้งค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าคนขนข้าว ค่าปุ๋ยยา ค่าโรงเรียนลูกหลาน กินใช้ในชีวิตประจำวันอีก ไม่มีใครเสียเวลาตากข้าวเพื่อเอาขึ้นยุ้งฉาง  เพราะต้องรีบขายนำเงินมาใช้จ่าย และไม่มีใครเสียเงินสร้างยุ้งฉางมาเก็บข้าวอีกหลายหมื่นบาท ซี่งรอบหน้าก็ยังปลูกข้าวต่อไปแม้จะขาดทุนเพราะดีกว่าปล่อยว่างที่นาไว้เฉยๆ ทั้งนี้ภายในอ.รัตนบุรี ได้เริ่มปรับตัวรวมกลุ่มกันสีข้าวหอมมะลิ 100%ใส่ถุงจำหน่าย 5 กก.150 บาท  วางขายตามปั้มน้ำมัน ทำให้ได้ราคามากขึ้น แต่ยังมีข้าวที่กำลังออกมาอีกมาก จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ ลงไปช่วยรับซื้อข้าวสารโดยด่วน ได้ที่เบอร์โทร 086-3590137 ผมเป็นตัวกลางให้กับชาวนาของอำเภอรัตนบุรี จ.สุรินทร์ “นายโกศล กล่าว

ชาวหนองหินแสดงความจงรักภักดี แปรอักษรถวายอาลัยพ่อหลวง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245852

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.37 น.

22 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ สนามฟุตบอล โรงเรียนหนองหินวิทยา นายประโยชน์ สมศักดิ์ นายอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ร่วมกับโรงเรียนหนองหิน ผู้ปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการหน่วยงาน  กลุ่มพลังมวลชน ทุกหมู่เหล่า ในอำเภอหนองหิน ร่วมร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี
นายอำเภอหนองหิน นำกล่าวคำปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่พสกนิกรชาวไทย อีกทั้งทรงบันดาลให้เกิดการพัฒนาประเทศทุกด้านตลอดมาเป็นเวลา 70 ปี
หลังจากที่มีการถวายอาลัยและแสดงความจงรักภักดี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เสร็จแล้ว ทางนักเรียน ผู้ปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการแปรอักษร เป็นเลข 9 ที่มีความหมายว่าเกิดในรัชกาลที่ 9 และมีตัวอักษร หนองหิน ที่ชาวหนองหินได้แสดงความจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอปวงชนชาวไทย

 

ประกบผู้ส่งออกข้าว-แปรรูปข้าว ติวเข้มมาตรการสกัดวืดขาย‘จีน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรค ของจีน (AQSIQ) ได้กำหนดมาตรการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวส่งออกไปจีน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ส่งออกข้าวมาจีนทุกประเทศทำการตรวจประเมิน เพื่อคัดเลือกผู้ผลิตและแปรรูปข้าวที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยสำหรับผู้ผลิตต่างชาติของข้าวนำเข้า ของ AQSIQ

กรมวิชาการเกษตร จึงร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมการข้าว ดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าว และเสนอรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าว 134 ราย ให้ AQSIQ พิจารณาขึ้นทะเบียน ซึ่ง AQSIQ ได้ทยอยดำเนินการตรวจประเมิน เริ่มจากผู้ที่เคยส่งออกข้าวไปจีน มีกำลังการผลิตสูง และมีคุณสมบัติตามมาตรฐาน โดยเมื่อเร็วๆนี้ AQSIQ แจ้งว่ามีผู้ผลิตและแปรรูปข้าวชุดแรกได้รับการขึ้นทะเบียนจาก AQSIQ แล้วกว่า 80% แต่หลังจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะไม่สามารถส่งออกข้าวไปจีนได้

ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงจะจัดประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ผลิตและแปรรูปข้าวที่จะรับการตรวจประเมินในครั้งต่อไป และจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้คำแนะนำในการปรับปรุงโรงงาน ปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะเร่งประสานกับ AQSIQ ให้จัดส่งคณะผู้แทนเดินทางมาตรวจประเมินโดยเร็วที่สุด เพื่อรับประกันว่าการส่งออกข้าวไทยไปจีนจะเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่างเกษตรกรท้องถิ่นช่วยลดต้นทุน l สศก.เปิดผลประเมินการส่งเสริมใช้เครื่องจักรกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245693

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานเกษตร พบว่า ในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา สามารถสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นได้ 3,305 ราย และพัฒนาความรู้ผู้ประกอบธุรกิจบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในชุมชน 107 ราย สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 104.09 และ 107 ตามลำดับ

สำหรับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 12 จังหวัด ซึ่งเป็นเกษตรกรในกิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น 285 ราย และผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรชุมชน 49 ราย พบว่า ก่อนร่วมโครงการ เกษตรกรที่ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นร้อยละ 78 มีความรู้พื้นฐานการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการชำรุดเสียหายของเครื่องจักรกลการเกษตร ยังต้องใช้วิธีจ้างช่างทั้งในและนอกชุมชนซ่อม ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยช่างท้องถิ่นระดับ 1 มีค่าใช้จ่ายในการจ้างซ่อมเฉลี่ย 2,129.13 บาท/เครื่อง/ปี

อย่างไรก็ตาม หลังอบรมเกษตรกรร้อยละ 94 นำความรู้ไปปฏิบัติใช้ ทั้งการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรของตนเอง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,373.04 บาท/เครื่อง/ปี หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างซ่อมลงได้ 756 บาท/เครื่อง/ปี ส่วนช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 และ 3 สามารถให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกรข้างเคียง ทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายจากการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,477 บาท/ราย/ปี

สำหรับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพธุรกิจฯ ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมใน 3 หลักสูตร ได้แก่ การเพาะกล้า/ดำนาข้าว การเก็บเกี่ยวข้าว และการสีข้าว มีศักยภาพในการให้บริการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20 ราย/ปี มีผลประกอบการ (กำไร) เพิ่มขึ้น 35,917 บาท/ปี และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ลดลง 36,209 บาท/ปี

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานในระยะต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมด้านเครื่องจักรและมีความสนใจเรียนรู้ทางด้านช่าง ในการฝึกปฏิบัติจริงควรใช้เครื่องจักรที่ชำรุดมาเป็นเครื่องมือในการฝึก นอกจากนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน ควรดำเนินการลักษณะศูนย์บริการซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตรในหมู่บ้าน ให้เกษตรกรที่มีศักยภาพเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการ รวมทั้งผลักดันให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการสร้างงานให้คนในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย

รักษ์เกษตร : เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245694

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คำถาม ผมขอความรู้เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่
เพื่อความเข้าใจ นะครับ

องอาจ ประมวลศิลป์

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการ คือ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการมีภูมิคุ้มกัน และ 2เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม

ขั้นตอนของการพัฒนา แบ่งออกได้ 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น เริ่มต้นจากการมุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกร ที่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร โดยการใช้แนวทางการจัดทำแหล่งน้ำขนาดเล็กในฟาร์ม เช่น การขุดบ่อขุดสระ ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำ ส่วนที่ดินการเกษตรอื่น จะใช้ในการผลิต เพื่อใช้ในครอบครัว และขายผลผลิตส่วนเกินเพื่อเป็นรายได้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับครอบครัว ในขั้นตอนนี้ เกษตรกรไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องจัดความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนเกษตรกร โดยจัดสรรที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัย แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 คือ

1) พื้นที่ขุดสระ 30% ให้เก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำ และพืชน้ำต่างๆ

2) พื้นที่นา 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือน ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งตนเองได้

3) พื้นที่ปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภค ก็นำไปจำหน่าย

4) พื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10%

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรได้เริ่มต้นปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นแล้ว มีความพอเพียง และความมั่นคงในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนต่อมา จึงเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจ ซึ่งการร่วมมือกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มโดยรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือกันตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะทำให้ชุมชนโดยรวมเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น

ในขั้นนี้ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรเอง ต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการ ในด้านต่างๆ คือ ในด้านการผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก ในด้านการตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย ในการศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง ในด้านความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ ที่พอเพียง ในด้านสวัสดิการ ในแต่ละชุมชน ควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัย มีกองทุนไว้ให้กู้ยืม เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ และในด้านสังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นกลาง จนประสบความสำเร็จเบื้องต้น
นำก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า โดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในระดับประเทศ เพื่อยกระดับการทำธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การทำความร่วมมือกับธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนในธุรกิจ หรือการทำข้อตกลงกับบริษัท เพื่อขายผลผลิตในประเทศ มีการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เกษตรกรก็จะขายข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ โดยซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง เกษตรกรสามารถซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง และธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีโครงการ มากมายหลายตัวอย่าง ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบให้เกษตรกร ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้ เพี่อนำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็มีผู้นำแนวทางตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปพัฒนาต่อยอดมากมาย และประสบผลสำเร็จจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ

 

นาย รัตวิ