หนุนลดคาร์บอน 7 พันตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812646

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ไทยฮอนด้า) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ 1.7 ล้านคันต่อปี เครื่องยนต์อเนกประสงค์ 3 ล้านหน่วยต่อปี ได้ร่วมกับบริษัท เอ็นเอส โอจี เอ็นเนอร์จี โซลูชั่นส์ (ไทยแลนด์) จำกัด (NSET หรือเอ็นเซ็ท) ผู้ให้บริการด้านธุรกิจพลังงานแก่โรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศพันธกิจในการเริ่มวางระบบผลิตพลังงานร่วมบนพื้นที่ภายในบริษัทไทยฮอนด้าที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยระบบผลิตพลังงานร่วมแห่งนี้ จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการภายในเดือน ก.พ. 2561 สำหรับเทคโนโลยีของระบบจะสนับสนุนให้ไทยฮอนด้าสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าพร้อมพลังงานร่วม ได้แก่ ไอน้ำ น้ำร้อน และน้ำเย็น สู่กระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสมและเต็มกำลัง ช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตได้ถึง 13% ต่อปี พร้อมทั้งเพิ่มเสถียรภาพให้ระบบการจ่ายพลังงานของโรงงานไทยฮอนด้า โดยผลจากการลดพลังงานทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละกว่า 7,000 ตันคาร์บอน ทั้งนี้ ไทยฮอนด้าและเอ็นเซ็ทคาดว่าระบบพลังงานสะอาดใหม่นี้จะร่วมสนับสนุนให้สังคมไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ.

 

กำเงินเตรียมช็อป “เทอร์มินอล 21 โคราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812636

 

นายประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวศูนย์การค้า “เทอร์มินอล 21 โคราช” อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ โดยการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ระยะยาว มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายการลงทุนจากเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ในตลาดภูมิภาค โดยใช้จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) เป็นจังหวัดนำร่อง เนื่องด้วยศักยภาพของจังหวัดนี้มีจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ประชากรผู้ที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวของโครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ จึงทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสการลงทุนในโครงการนี้

“เทอร์มินอล 21 โคราช ได้กำหนดคอนเซปต์ไว้ให้เป็น “แลนด์มาร์กใหม่ ใจกลางเมืองโคราช” ท่าอากาศยานแห่งการช็อปปิ้ง ในบรรยากาศแบบมาร์เกตสตรีทจาก 7 มหานครแห่งการช็อปปิ้งระดับโลก กับแนวคิดความเป็นศูนย์การค้า Innovative Shopping Mall ที่มีการผสมผสานระหว่างฟู้ด, แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ แบบครบวงจร”

สำหรับในปีหน้า 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 700 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ อยู่ที่ประมาณ 55,000 คนต่อวัน และจะมีผู้ใช้บริการศูนย์อาหาร Pier 21 ไม่ต่ำกว่าที่เทอร์มินอล 21 อโศก อยู่ที่ประมาณ 4,000 คนต่อวัน โดยมีรายได้สะพัดที่ 400,000 บาทต่อวัน อีกทั้งในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการโรงแรมขนาด 400 ห้องเพิ่มที่เทอร์มินอล 21 โคราชด้วย คาดใช้เงินลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท.

 

เดินหน้ารถไฟฟ้าชมพู-เหลือง มั่นใจก่อสร้างทัน ยอดใช้พุ่ง2ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812632

 

(แฟ้มภาพ)

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี มูลค่า 53,490 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง มูลค่า 51,810 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ทางกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ซึ่งประกอบด้วยบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จะหารือกับ รฟม.เจรจาต่อรองราคา และการพิจารณารายละเอียดต่างๆ ร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังจากบีเอสอาร์ชนะการประกวดราคา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุป และสามารถลงนามในสัญญาได้ ซึ่งอาจจะเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดลงนามไว้ในเดือน เม.ย. ปี 60

ด้านนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบีทีเอส กล่าวว่า โครงการนี้ บีทีเอสถือหุ้น 75% ซิโน-ไทย 15% และผลิตไฟฟ้าราชบุรี 10% โครงการนี้จะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน นับจากวันลงนามและให้บริการเดินรถอีก 30 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จบริษัทจะมีรถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการรวม 3 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบัน รถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง ระยะทาง 139 กิโลเมตร (กม.) มีผู้โดยสารใช้บริการรวมประมาณ 1.7-2 ล้านคนต่อวัน.

 

ชู’ธุรกิจท่องเที่ยว’เป็น’เรือธง’ทำรายได้เข้าประเทศมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ธ.ค. 2559 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812601

 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปลื้ม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกว่า 500 ราย เข้าร่วมสัมมนา“เสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องของธุรกิจท่องเที่ยว” รองนายกฯ พล.อ.ธนศักดิ์ ให้คำมั่น รบ.มุ่งยกระดับ-ปลัดทท.เร่งวางรากฐาน

วันที่ 15 ธ.ค. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้องของธุรกิจท่องเที่ยว” ที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา กรุงเทพฯ จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม กว่า 500 ราย เข้ารับฟังแนวทางการปฏิบัติทางภาษีอากรที่ถูกต้อง จากอธิบดีกรมสรรพากรโดยตรง โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการสัมมนาด้วย

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายในการจัดการปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ และต้องการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยให้มีคุณภาพ ตลอดจนสร้างธรรมมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ตนจึงมีแนวความคิดที่จะให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการให้ความรู้และช่วยชี้นำแนวทางการประกอบธุรกิจให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันนี้ นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้รับความร่วมมือทั้ง 4 ฝ่าย คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนระดับสูงจากรัฐบาลมาให้คำมั่นกับผู้ประกอบการ ว่า รัฐบาลมุ่งสู่การยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพและพร้อมจะเดินเคียงข้างภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และตนในฐานะปลัดกระทรวงฯเป็นผู้ให้คำมั่นว่า กระทรวงฯพร้อมสนับสนุนและจัดระเบียบเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มความสามารถ

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรม สรรพากร ให้เกียรติมาแนะนำแนวทางที่ถูกต้องในระบบภาษีแก่ผู้ประกอบการ และสุดท้ายคือภาคเอกชน ที่ให้ความสนใจมาร่วมสัมมนากันอย่างคับคั่งกว่า 500 ชีวิต จนต้องจัดเก้าอี้เสริมแทบจะล้นห้องประชุม

พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับวงการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย นับจากนี้จะเป็นมิติใหม่ และเชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว “ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะวางรากฐานและยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เป็นเรือธง ที่จะนำรายได้เข้าประเทศให้ได้มากที่สุด อีกทั้งรายได้นั้นต้องกระจายสู่ชุมชน และคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง” นายพงษ์ภาณุ กล่าว.

 

มาแล้วธนาคารในเซเว่น ซีไอเอ็มบีไทย บุกทำสาขา พุ่งเป้าจับลูกค้ารายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812471

 

วันนี้ก็มาถึง! ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย บุกเซเว่นอีเลฟเว่นทำสาขาย่อย บริการเงินฝาก เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ เริ่มทดลองที่สาขาสีตบุตร เป็นที่แรก พุ่งเป้าจับฐานลูกค้ารายย่อย

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.59 นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เราได้ทำการเปิดสาขาแห่งใหม่ล่าสุดที่ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยกับการเข้าไปเปิดสาขาในร้านสะดวกซื้อ



ทั้งนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย สาขขาดังกล่าวเปิดดำเนินการโดยเช่าพื้นที่ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร 2 ซึ่งเป็นร้านเซเว่นฯ เปิดใหม่ ที่ถูกออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ มีพื้นที่กว้างขวาง และลานจอดรถ โดยธนาคารจะให้บริการเปิดบัญชีเงินฝาก บริการโอนเงินด่วนระหว่างประเทศ บริการแลกเงินตราต่างประเทศ บริการสินเชื่อรายย่อย บริการบัตรเดบิต และบัตรเครดิต ซึ่งธนาคารได้นำนวัตกรรม DSE หรือ Digital Solution Engagement ซึ่งเป็นการให้บริการสินเชื่ออนุมัติรวดเร็วด้วยบัตรประชาชนใบเดียวมาไว้ที่สาขาแห่งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะเริ่มทดลองกับเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาสีตบุตร 2 ก่อน ส่วนจะขยายการเปิดสาขายย่อยในร้านสะดวกซื้อเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ต้องขอดูผลการตอบรับของลูกค้า หากผลตอบรับดี แบงก์อาจขยายต่อไปอีกเรื่อยๆ


นายอดิศร กล่าวอีกว่า การที่ธนาคารปรับกลยุทธ์ด้านช่องทางสาขานั้น แม้สาขาน้อยลง แต่ธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งมีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มเกือบเท่าตัวจาก 20,000 เพิ่มเป็น 50,000 ราย ส่วนธุรกรรมงินฝากก็ไม่ได้ลดลง และเม็ดเงินที่ลูกค้านำมาลงทุนกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนภาพความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์ตามทำเล และลูกค้าตอบรับการบริการมากขึ้น

“ผมมองว่าการที่แบงก์เข้าไปเปิดสาขาในร้านสะดวกซื้อ เป็นนวัตกรรมการให้บริการทางการเงินที่สร้างสรรค์การให้บริการลูกค้า วันนี้ ธนาคารไม่ได้เป็น ‘One bank for all’ ดังเช่นสมัยก่อน ที่ลูกค้าทุกกลุ่มทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างเดินเข้าสาขาเดียวกัน ใช้บริการเคาน์เตอร์เดียวกัน วันนี้แบงก์ให้บริการตามเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงความต้องการที่หลากหลาย และ แบงก์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการหาพื้นที่ของตัวเองอีกต่อไป”

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 1.60 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812317

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 1.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,530.71 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 15 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 1.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,519.65 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,530.71 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

วิจัยกสิกรฯ ชี้เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก โอกาสกนง.หั่นดอกเบี้ยลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812296

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก

ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)

อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน

พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก

ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)

อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน

พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.

 

ราคาทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 2 ครั้ง รวม 250 รูปพรรณขายบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812307

 

ทองปิดตลาดครั้งที่ 2 ตลอดทั้งวันราคาปรับลดลงรวม 250 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 ขายออกบาทละ 19,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 59 รายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงลดลงต่อเนื่อง หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นอีก 0.25% โดยตั้งแต่ช่วงเช้าสมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 200 บาท กระทั่งความเคลื่อนไหว ครั้งที่ 2 เวลา 14.18 น. ราคาลดลงอีก 50 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองลดลง 250 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250.00 ขายออกบาทละ 19,350.00 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850.00

 

บริษัทตั้งใหม่เดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 28% หลังรัฐหนุนร้านทองเข้าสู่ระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812251

 

กรมพัฒน์ฯ เผยยอดจดตั้งบริษัทใหม่ เดือน พ.ย. 5,799 ราย เพิ่มขึ้น 28% เหตุร้านทองแห่จดเพิ่ม หลังรัฐสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบ ส่วนยอดจดเลิกลด 12% มั่นใจทั้งปีทำได้เกินเป้า 6.3-6.5 หมื่นราย …

วันที่ 15 ธ.ค.59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศเดือน พ.ย.59 ว่า มีจำนวน 5,799 ราย เพิ่มขึ้น 707 ราย หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ที่มีจำนวน 5,092 ราย และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.58 ซึ่งมีจำนวน 4,520 ราย เพิ่มขึ้น 1,279 ราย หรือเพิ่มขึ้น 28%

ส่วนสถิติการจดเลิก เดือน พ.ย.59 มีจำนวน 2,397 ราย เพิ่มขึ้น 809 ราย หรือเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ที่มีจำนวนเลิก 1,588 ราย และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.58 ที่มีจำนวน 2,722 ราย ลดลง 325 ราย หรือลดลง 12%

สาเหตุที่เดือน พ.ย.59 มีการจดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น เพราะมีการจดทะเบียนธุรกิจร้านทองเพิ่มขึ้น หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากกว่าผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยสถิติจดตั้งใหม่ 5 อันดับแรก พบว่า ธุรกิจขายปลีกเครื่องประดับ สูงสุดเป็นอันดับแรก 803 ราย รองลงมา คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป 649 ราย อสังหาริมทรัพย์ 351 ราย ภัตตาคารและร้านอาหาร 120 ราย ให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 115 ราย ส่วนสาเหตุที่จดเลิก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ไม่มีการประกอบการ โดยมีธุรกิจที่จดเลิกมากที่สุด คือ ธุรกิจค้าสลาก

“ผ่านมา 11 เดือน ยอดจดตั้งบริษัทใหม่ทำได้สูงถึง 59,878 ราย เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มั่นใจว่ายอดจดตั้งใหม่ทั้งปีจะทำได้ถึง 63,000-65,000 ราย สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 60,000 ราย เพราะแนวโน้มธุรกิจจดตั้งใหม่จะเพิ่มขึ้น จากการผลักดันให้ร้านค้าทอง ร้านขายยา จดทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงยังมีธุรกิจที่ตั้งใหม่ เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นการลงทุนของรัฐด้านโครงการพื้นฐานคมนาคม การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น 1,355,900 ราย มูลค่าจดทะเบียน 40.42 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ 646,460 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 15.77 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 466,230 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,152 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 179,078 ราย

 

ธปท. สำรองธนบัตร 1.5 แสนล้าน รองรับการใช้จ่าย ปชช. ช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812262

 

ธปท. เตรียมสำรองธนบัตร 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน รองรับการใช้จ่ายประชาชนช่วงปีใหม่ ขณะที่ แบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ พร้อมใจอัดเงินสดสำรองให้เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในสาขา-ตู้เอทีเอ็ม พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมเบิก-ถอน เงินสดข้ามเขต ..

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงสิ้นเดือน ธ.ค. 2559 และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ประชาชนมีความต้องการใช้ธนบัตรในระดับสูงกว่าปกติ โดยประมาณการว่า ธนาคารพาณิชย์จะมีการเบิกจ่ายธนบัตรจาก ธปท. ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลปีใหม่ 2560 เป็นมูลค่าสุทธิประมาณ 150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.0% ซึ่ง ธปท. ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการไว้อย่างเพียงพอ

มีรายงานข่าว จากธนาคารกรุงเทพ (BBL) ว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2559-วันที่ 3 ม.ค. 2560 ได้สำรองเงินสดไว้ให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่มเติมจากภาวะปกติ ประมาณ 60,000 ล้านบาท ผ่านช่องทางบริการเอทีเอ็มที่มีเกือบ 10,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม

ทั้งนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการทางการเงินของธนาคารกรุงเทพผ่านสาขาไมโคร ที่เปิดบริการภายในห้างสรรพสินค้าและจุดชุมชนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ได้ตามปกติในช่วงดังกล่าว โดยสาขาธนาคารทั่วประเทศ จะเปิดทำการปกติตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย เตรียมสำรองเงินสด ใช้ช่วงวันดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 32,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นการสำรองเงินสดผ่านช่องทางสาขา จำนวน 11,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินสำรองสำหรับสาขาในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 4,400 ล้านบาท และสาขาในเขตภูมิภาคจำนวน 6,600 ล้านบาท

สำหรับการสำรองเงินสดเพื่อเครื่องเอทีเอ็ม (K-ATM) ที่มีอยู่จำนวนกว่า 8,900 เครื่องทั่วประเทศ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการสำรองเพื่อบรรจุเครื่องเอทีเอ็มในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 10,000 ล้านบาท และเอทีเอ็มในเขตภูมิภาคจำนวน 11,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดสำรองเพื่อเครื่อง ATM จะสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 5-6% เนื่องจากแนวโน้มการใช้โดยเฉลี่ยในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อน

เช่นเดียวกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เตรียมสำรองเงินสด สำหรับการให้บริการที่สาขาและเครื่องกรุงศรีเอทีเอ็ม เพื่อรองรับการเบิกถอนเงินของลูกค้าและประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2559-4 ม.ค. 2560 รวมทั้งสิ้น 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% จากการเบิกใช้ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่ 9,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสดสำรองสำหรับบริการผ่านเครื่องกรุงศรีเอทีเอ็ม จำนวน 8,000 ล้านบาท และผ่านช่องทางสาขาของธนาคารจำนวน 3,000 ล้านบาท

ด้านธนาคารกรุงไทย มีการสำรองเงินสดในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2559 – 4 ม.ค.2560 อยู่ที่ 71,515 ล้านบาท เพิ่ม 5% จากปีก่อน เงินสำรองเพื่อให้บริการผ่านตู้กดเงินสด ATM กว่า 50,000 ล้านบาท และสำรองเพื่อให้บริการตามสาขาอยู่ที่ประมาณ 21,500 ล้านบาท.