ผวา! รถบรรทุกพุ่งใส่ฝูงชนที่ตลาดคริสต์มาสในเบอร์ลินดับ 9 เจ็บครึ่งร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816207

 

รถบรรทุกคนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ผู้คนที่ตลาดคริสต์มาสในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน โดยตำรวจเชื่อว่าเป็นการจงใจก่อเหตุ แต่ไม่ชัดว่าเป็นการก่อการร้ายหรือไม่…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่ตลาดขายของงานคริสต์มาส ที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ใกล้ถนนคูร์เฟอร์สเตนดัมม์ ย่านการค้าหลังในภาคตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีก 50 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หน้าโบสถ์ ไคเซอร์ วิลเฮล์ม อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตำรวจเชื่อว่า เหตุการณ์นี้เป็นการจงใจ และคนขับรถถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน เสียชีวิต แต่ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ


รถบรรทุกที่ใช้ในการก่อเหตุ

ขณะที่นาง เอมมา รุชตัน พยานผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า รถบรรทุกคันนี้พุ่งเข้ามาโดยไม่ชะลอความเร็วลงเลย และวิ่งเข้าใส่ทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนด้วยความเร็วประมาณ 40 ไมล์ต่อชั่วโมง ไม่มีทางที่นี่จะเป็นอุบัติเหตุอย่างแน่นอน

อีกด้านหนึ่ง สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Royal Thai Embassy, Berlin ว่า อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างประเทศสหพันธ์ฯ และตำรวจสันติบาลแผนกคณะทูตต่างประเทศ ประชาชนไทยสามารถแจ้งหรือสอบถามข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินได้ที่หมายเลขฉุกเฉิน +49 152 0351 9139 และ +49 162 520 7553

 

นอร์เวย์-จีน ฟื้นสัมพันธ์การทูต 6 ปีหลังมอบโนเบลสันติภาพ หลิว เสี่ยวโป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 04:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816162

 

ประเทศนอร์เวย์และจีน ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว หลังจากระงับความสัมพันธ์กันมา 6 ปี เพราะนอร์เวย์มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้หลิว เสี่ยวโป…

สำนักข่าวต่งประเทศรายงานว่า ประเทศนอร์เวย์และจีน ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และสานต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอีกครั้งแล้ว ยุติการแช่แข็งความสัมพันธ์ทางการทูต 6 ปี ซึ่งมีชนวนเหตุจากการที่นอร์เวย์ตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่นาย หลิว เสี่ยวโป นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ชาวจีน

นาย เบอร์เก เบรนเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนอร์เวย์ บอกกับสำนักข่าว เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ ของจีนว่า เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศใช้เวลา 3 ปี ในการเจรจาเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์และจีนกลับมาอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง “3 ปีเป็นเวลาที่นาน แต่เมื่อเราสร้างความเชื่อใจครั้งใหม่ขึ้นมาได้ เราจึงออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะในวันนี้”

อย่างไรก็ตาม นายเบรนเดระบุด้วยว่า เรื่องการมอบรางวัลโนเบลให้แก่นายหลิว เสี่ยวโป เมื่อปี 2010 ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเด็นการเจรจา

ด้านนาย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า นอร์เวย์ทบทวนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเหตุผลที่เป็นอุปสรรคของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและนอร์เวย์ และหารืออย่างจริงจังกับจีนในเรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์

ทั้งนี้ นายหลิว เสี่ยวโป ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2009 ด้วยโทษจำคุก 11 ปี จากข้อหายั่วยุให้เกิดการบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ต่อมาในปี 2010 เขาได้รับเลือกให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการต่อสู้อันยาวนานและปราศจากความรุนแรงเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในประเทศจีน

 

เหล้าแพง! ชาวบ้านไซบีเรียดื่ม ‘น้ำมันอาบน้ำ’ แทนสุรา ดับสลด 49 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816092

 

ชาวบ้านในเมืองเออร์คุตสก์ ในแคว้นไซบีเรียของรัสเซีย จำนวนกว่า 49 คน เสียชีวิตจากการดื่มน้ำมันอาบน้ำ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ โดยชาวบ้านนำมาดื่มแทนสุราเนื่องจากมีราคาแพง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายดีมิทรี เบิร์ดนิคอฟ นายกเทศมนตรีเมืองอีร์คุตสก์ ในแคว้นไซบีเรียของประเทศรัสเซีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. หลังมีรายงานว่ามีชาวบ้านในเมือง 49 คนเสียชีวิต และอาการสาหัสอีก 9-16 คน จากการดื่มน้ำยาสำหรับอาบน้ำที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ปริมาณมากเข้าไป

เหตุการณ์ล่าสุดตอกย้ำปัญหาเรื่องการบริโภคสิ่งแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่น ยาผสมเอธานอล, น้ำยาล้างกระจก และน้ำหอม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีประชากรรัสเซียกว่า 12 ล้านคนที่ดื่มสิ่งแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้เป็นประจำ

กรณีการเสียชีวิตที่เมืองอีร์คุตสก์ เกิดจากการดื่มน้ำมันอาบน้ำถูกเรียกว่า ‘โบยารีชนิก’ (Boyaryshnik) ของปลอม โดยผลิตภัณฑ์นี้รู้จักกันในฐานะสิ่งแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูก โดยมีราคาสูงสุดเพียง 40 รูเบิล (ราว 23 บาท) ต่อขวด ถูกยิ่งว่าวอดก้าที่ราคาต่ำที่สุดเสียอีก และถึงขั้นถูกนำมาวางจำหน่ายผ่านเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติสาธารณะด้วย

ตามที่ระบุไว้ในสลาก ส่วนประกอบ 93% ของ โบยารีชนิก ประกอบด้วยเอธานอล, สารสกัดจากพืชฮอว์ธอร์น และน้ำมันเลมอน แต่ผลการตรวจสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของเมธานอลด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง อย่างไรก็ตาม บนสลากมีคำเตือนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามบริโภค

คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียเปิดเผยว่า พวกเขาค้นพบโรงงานนอกกฎหมายในเมืองอีร์คุตสก์ ซึ่งผลิต โบยารีชนิก และ วอดก้ายี่ห้อดังปลอมอีกหลายชนิด พวกเขายังจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 คนในวันจันทร์ และยึดน้ำมันอาบน้ำ โบยารีชนิก ปริมาณกว่า 2,000 ลิตรจากร้านค้าแผงลอยต่างๆ ทั่วเมืองอีร์คุตสก์ เพื่อไม่ให้มีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ตกถึงมือผู้บริโภคอีก

ทั้งนี้ นอกจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว นายเบิร์ดนิคอฟยังออกคำสั่งห้ามขายผลิตภัณฑ์ของเหลวที่มีส่วนผสมออกแอลกอฮอล์และไม่ได้ผลิตมาเพื่อการบริโภคอีกด้วย

อนึ่ง การติดสุรายังคงเป็นปัญหาใหญ่ในรัสเซีย โดยผลการสำรวจในปี 2014 ชี้ว่า ชายชาวรัสเซียถึง 1 ใน 4 เสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี เทียบกับสหราชอาณาจักรที่มีเพียง 7% และพบด้วยว่า ผู้ใหญ่ชาวรัสเซียดื่มวอดก้าโดยเฉลี่ยปีละ 20 ลิตร ขณะที่ในชาวสหราชอาณาจักรดื่มสุราโดยเฉลี่ยปีละ 3 ลิตรเท่านั้น

 

ด่วน! มือปืนยิงดับเอกอัครราชทูตรัสเซียในตุรกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 01:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816071

 

มือปืนก่อเหตุลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศตุรกี กลางงานพิธีเปิดงานจัดแสดงภาพถ่ายในกรุงอังการา โดยคนร้ายตะโกนก้องหลังก่อเหตุด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันเดรย์ คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศตุรกี ถูกมือปืนไม่ทราบฝ่าย ยิงเสียชีวิตระหว่างที่เข้ากำลังกล่าวในพิธีเปิดงานจัดแสดงภาพถ่ายที่ ศูนย์จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ ‘ชาดัส ซานัต มาคีซี’ ในกรุงอังการา เมืองหลวงของประเทศตุรกี เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค.


ผู้ต้องสงสัยถือปืนยืนอยู่ข้างร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงของนาย อันเดรย์ คาร์ลอฟ (ไม่อยู่ในภาพ)

จากวิดีโอช่วงเวลาเกิดเหตุที่มีผู้ถ่ายเอาไว้ได้ แสดงให้เห็นฉากการยิงนายคาร์ลอฟผู้ยืนอยู่หลังโพเดียม ขณะที่มือปืนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขาตะโกนว่า “อัลเลาะห์ อัคบาร์” (พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) ก่อนจะพูดเป็นภาษาตุรกีว่า “อย่าลืมอเลปโป อย่าลืมซีเรีย มีเพียงความตายที่จะนำข้าออกจากที่นี่ได้ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการกดขี่ครั้งนี้ จะต้องชดใช้ทีละคน”


มือปืนถูกระบุว่าชื่อ เมิร์ต อัลตินตัส เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล (ภาพจาก twitter / @michaelh992)

ตามรายงานของสื่อตุรกี มือปืนรายนี้ถูกระบุว่าชื่อ เมิร์ต อัลตินตัส เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล เหตุการณ์นี้ยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาปิดล้อม และจัดการมือปืนผู้ก่อเหตุ ส่วนนายคาร์ลอฟ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบชะตากรรม ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ก่อนจะมีการยืนยันการเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทั้งจากทางการตุรกีและกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย


ผู้ต้องสงสัยเป็นมือปืน ติดเข็มกลัดที่เป็นสัญลักษณ์ของตำรวจเอาไว้ด้วย (ภาพจาก twitter / @AbraxasSpa )

ด้านนายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ ทราบข่าวการลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีแล้ว และพวกเขาขอประณามพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนายคาร์ลอฟด้วย

 

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน ‘ลาการ์ด’ ผอ.IMF ผิดจริงละเลยหน้าที่ แต่ไม่ลงโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 23:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816031

 

ศาลฝรั่งเศสมีคำตัดสินในวันจันทร์ ระบุนาง คริสตัน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ผิดจริงฐานละเลยหน้าที่ กรณีการศาลอนุญาโตตุลาการส่งจ่ายเงินชดเชยมหาศาลให้นักธุรกิจอดีตเจ้าของอาดิดาส…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ผู้พิพากษาของประเทศฝรั่งเศสมีคำพิพากษาตัดสินให้นาง คริสตัน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีความผิดจริงในข้อหาละเลยหน้าที่ จากการที่เธอไม่คัดค้านคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการ ที่ตัดสินให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมากให้แก่นายแบร์นาร์ด ตาปี อดีตเจ้าของบริษัท อาดิอาส เมื่อปี 2008 สมัยที่เธอยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส

ในคำตัดสินของศาล ผู้พิพากษาไม่ได้พบว่านางลาการ์ดละเลยหน้าที่ในกรณีที่เธอตัดสินใจหาทางยุติคดีความนอกศาลกับนายตาปี แต่ศาลระบุว่า นางลาการ์ดล้มเหลวในการคัดค้านคำสั่งจ่ายเงินจำนวน 400 ล้านยูโร (ราว 1.49 หมื่นล้านบาท) ต่างหากที่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ และนำไปสู่การใช้เงินของรัฐไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาไม่มีการตัดสินลงโทษเธอ

นาง มาร์ทีน รัคท์ มาโด อธิบายสาเหตุที่ไม่มีการลงโทษนางลาการ์ดว่า การตัดสินควรคำนึงถึงบริบทของวิกฤติการเงินทั่วโลก ซึ่งนางลาการ์ดเผชิญด้วย นอกจากนี้ นางลาการ์ดยังมีชื่อเสียงและจุดยืนในระดับสากลที่ดี ด้วยเหตุนี้ศาลจึงไม่ลงโทษเธอในคดีซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดคือจำคุก 1 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะไม่ลงโทษนางลาการ์ด แต่การมีคำตัดสินเช่นนี้ทำให้นางลาการ์ดมีความเสี่ยงจะเสียตำแหน่งผู้อำนวยการ IMF เช่นเดียวกับกรณีของนาย โดมินิก สเตราส์ คาน ผอ.ไอเอ็มเอฟรุ่นก่อนที่ต้องลาออกในปี 2011 เพราะพัวพันเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ โดยทนายความของนางลาการ์ดออกมากล่าวทันทีหลังศาลมีคำพิพากษาว่า พวกเขาจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาล

 

ซูจีประชุมรมว.อาเซียน หารือวิกฤติโรฮีนจา โดนจวกแหลกละเมิดสิทธิมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 19:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815917

 

ออง ซาน ซูจี จัดประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน หารือวิกฤติการณ์ชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่ หลังโดนองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติ ล่าสุด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลออกรายงานจวกแหลกกองทัพเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งกราดยิง เผาบ้านเรือน และหมู่บ้าน ข่มขืนผู้หญิง

เมื่อ 19 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา จัดประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศชาติสมาชิกสมาคมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่นครย่างกุ้ง เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม เพื่อหารือกันถึงวิกฤติการณ์เรื่องชาวมุสลิมโรฮีนจา ที่รัฐยะไข่ ในเมียนมา ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลเมียนมากำลังถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติโจมตีอย่างหนัก

วันเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกรายงานล่าสุด ‘WE ARE AT BREAKING POINT ’Rohingya Persecuted in Myanmar , Neglectd in Bangladesh ระบุกองทัพเมียนมามีส่วนรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิต่อชาวโรฮีนจาอย่างกว้างขวางในรัฐยะไข่ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เพราะมีทั้งการกราดยิง เผาบ้านเรือนและหมู่บ้าน ไปจนถึงการข่มขืนหญิงชาวโรฮีนจา ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งระหว่างปฏิบัติการปราบปรามชาวโรฮีนจาอย่างรุนแรง โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ พร้อมกับชี้ว่า ซูจีล้มเหลวในการแสดงท่าทีดังกล่าว



นายราเฟดี จามิน ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า กองทัพเมียนมา พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนชาวโรฮีนจาอย่างโหดร้ายและเป็นระบบ ด้วยปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรง มีผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ครอบครัว และหมู่บ้านต่างๆ ถูกโจมตี และทำร้ายผ่านวิธีการลงโทษแบบรวมหมู่

“ปฏิบัติการที่น่าชิงชังของทหารดังกล่าว อาจเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งโจมตีพลเมืองอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ โดยอาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เรามีความกังวลว่าเรื่องราวความโหดร้ายทารุณที่เราได้รับทราบ อาจเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ในขณะที่กองทัพเมียนมามีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิเหล่านี้ ออง ซาน ซูจี เองก็ล้มเหลวที่จะปฏิบัติตามความรับผิดชอบทางการเมืองและศีลธรรมของตน โดยไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือประณามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่แต่อย่างใด” แถลงการณ์จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล


พร้อมกันนั้น ยังระบุว่า จากการสัมภาษณ์เหยื่อและการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สามารถยืนยันได้ว่าทหารเมียนมาได้เผาทำลายอาคารบ้านเรือนของชาวโรฮีนจากว่า 1,200 แห่ง โดยในบางกรณีเป็นการเผาทั้งหมู่บ้าน ประจักษ์พยานหลายคนเล่าถึงการใช้อาวุธของทหาร ซึ่งดูเหมือนจะมีการใช้ปืนยิงจรวดแบบอาร์พีจี เพื่อทำลายบ้านเรือนประชาชนด้วย หมู่บ้านที่ถูกทำลายอย่างหนักคือ หมู่บ้านที่มีการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มติดอาวุธ แสดงให้เห็นว่าทหารใช้ปฏิบัติการเหล่านี้เพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ

นอกจากนั้น ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่หลายหมื่นคน ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติด้านมนุษยธรรม หลังทางการเมียนมามีคำสั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรมทั้งหมดเดินทางเข้าสู่ตอนเหนือของรัฐยะไข่ แม้ว่าก่อนวันที่ 9 ตุลาคม ระดับภาวะขาดอาหารในพื้นที่จะอยู่ในขั้นรุนแรงมากแล้วก็ตาม โดยประชาชนนับ 1.5 แสนคนต้องพึ่งพาอาหารแจกเพื่อประทังชีวิต มีประชาชนอย่างน้อย 30,000 คน ถูกบีบให้ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนของตนอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวมุสลิมโรฮีนจารัฐยะไข่ หนีทหารเมียนมา ข้ามชายแดนเข้าบังกลาเทศ

 

เพื่อนปาร์ก กึน เฮ ขึ้นศาลนัดแรก ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา คนฟังแน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815851

 

ชเว ซุน ซิล ขึ้นศาลครั้งแรก ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา หลังตกเป็นจำเลยในคดีอื้อฉาวมานานเกือบ 2 เดือน จนทำประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ โดนสมาชิกสภาถอดถอนจากตำแหน่งไปแล้ว

เมื่อ 19 ธ.ค. 59 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานความคืบหน้าคดีอื้อฉาวครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ ว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. นางชเว ซุน ซิล วัย 60 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ ระหว่างถูกนำตัวขึ้นศาลพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก และยังเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกหลังจาก นางชเว ได้เดินทางไปให้ปากคำต่อคณะอัยการในกรุงโซล ในข้อหาเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม และโดนอัยการสั่งควบคุมตัวเพราะเกรงว่านางจะหลบหนีออกนอกประเทศ

สำนักข่าวยอนฮัพ ในเกาหลีใต้ รายงานว่า นางชเวได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อัยการตั้งข้อหาเล่นงานเธอทั้งหมด ขณะที่ ทนายความของนางชเวได้แย้งข้อหาของอัยการว่า ลูกความของตนไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ หรือจำเลยคนอื่นๆ ในข้อหานี้ รวมทั้งยังได้ปฏิเสธข้อหาทุจริต ใช้อำนาจบารมีของประธานาธิบดีปาร์ก ไปกดดันให้บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทในเกาหลีใต้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิที่นางชเวตั้งขึ้นมา


สำหรับประธานาธิบดีปาร์ก ซึ่งได้ถูกสมาชิกสภาแห่งชาติลงมติถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญที่มีเวลา 180 วัน ว่าจะถอดถอนจากตำแหน่งผู้นำเกาหลีใต้หรือไม่นั้น อัยการได้ระบุว่า นางสาวปาร์ก กึน เฮ อายุ 64 ปี บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีปาร์ก จุง ฮี อยู่ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เพียงแต่ในขณะนี้เธอได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้นางสาวปาร์ก ไม่ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี


ส่วนอดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีปาร์ก 2 คน ที่ถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาเดียวกับนางชเวนั้น ไม่ได้ถูกนำตัวมาขึ้นศาลพิจารณาคดีในวันนี้ ซึ่งมีประชาชนมาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีจำนวนมาก และต้องยืนรอต่อแถวยาวนานเกือบชั่วโมง ขณะที่ ทนายความของจำเลยทั้งสองบอกว่า ลูกความของตนปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดีปาร์ก

 

ซาซา กาบอร์ ปิดตำนาน ดาวค้างฟ้าฮอลลีวูด ลาโลก ด้วยวัย 99

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815792

 

ซาซา กาบอร์ จากไปอย่างสงบ จากภาวะหัวใจล้มเหลว ด้วยอายุ 99 ปี ปิดฉากดาวค้างฟ้า ระดับตำนานของฮอลลีวูด ที่โลดแล่นบนถนนมายา มานานนับ 60 ปี และยังเป็นเซเลบคนดังสุดสวย ที่เคยผ่านชีวิตแต่งงานมามากถึง 8 ครั้ง

เมื่อ 19 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ซาซา กาบอร์ ดาวค้างฟ้าระดับตำนานฮอลลีวูด เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 99 ปี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค จากภาวะหัวใจล้มเหลว โดย นายเฟรดเดอริก ฟอน อันฮัลท์ ผู้เป็นสามี เปิดเผยข่าวเศร้าครั้งนี้ทั้งน้ำตากับนักข่าวเอเอฟพี ว่า ซาซา กาบอร์ ภริยาของเขาได้จากไปอย่างสงบ ที่บ้านพัก โดยมีเพื่อนสนิท และคนในครอบครัวอยู่รอบข้าง


ซาซา กาบอร์ และ เฟรดเดอริก ฟอน อันฮัลท์ สามีคนสุดท้าย

ตามประวัติ ซาซา กาบอร์ ดาราหญิงระดับตำนานของฮอลลีวูด เกิดเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ปี 1917 ในกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงฮังการี ความสวยของซาซา ทำให้เธอเคยครองตำแหน่งนางงามฮังการี เมื่อปี 1936 แต่ต่อมาต้องถูกถอดมงกุฎ โดนปลดจากตำแหน่งเพราะไปโกหกเรื่องอายุตอนมาสมัครประกวดนางงาม จากนั้น ซาซา กาบอร์ ได้อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และก้าวเข้าสู่แวดวงบันเทิง ได้โลดแล่นเป็นดาราฮอลลีวูดมายาวนาน นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 เคยแสดงภาพยนตร์มามากกว่า 70 เรื่อง อาทิ Moulin Rouge (1952) และ Queen of Outer Space (1958) ขณะที่ ความสวยและเก่งของ ซา ซา กาบอร์ ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า ในฐานะที่เป็น เซเลบริตี้คนดัง


ซาซา กาบอร์ (คนกลาง)

ซาซา กาบอร์ (คนที่ 2 จากซ้าย)ในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ครั้งที่ 12 เมื่อปี 1959

ความสวยและมีเสน่ห์ของซาซา กาบอร์ ทำให้เธอผ่านการแต่งงานมามากถึง 8 ครั้ง เร่ิมตั้งแต่แต่งงานครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี และมาแต่งครั้งสุดท้ายกับเฟรดเดอริก ฟอน อัลฮัลท์ เมื่อตอนที่เธออายุเกือบ 70 ปีแล้ว โดยซาซา กาบอร์ มีบุตรสาวคนเดียว คือ คอนสแตนซี ฟรานเชสกา ฮิลตัน ซึ่งเกิดกับคอนราด ฮิลตัน ทายาทโรงแรมชื่อดัง‘ฮิลตัน’ ซึ่งเป็นชายที่เธอแต่งงานด้วยเป็นคนที่ 2 และครองชีวิตคู่อยู่ด้วยกันระหว่างปี 1942-1974 โดยซาซา กาบอร์ ยังมีเหลน คือ ปารีส ฮิลตัน ไฮโซสาวคนดังที่ชาวโลกรู้จักชื่อเสียงเป็นอย่างดีอีกด้วย


ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ เครื่องบินรัสเซียตกไซบีเรีย รอดหมด แต่สาหัส 16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815697

 

(ภาพประกอบ:เครื่องบินIlyushin IL-18 )

เครื่องบินอิลยูชิน IL-18 ของกองทัพรัสเซีย ตกที่เขตไซบีเรีย ขณะขอลงจอดฉุกเฉิน สุดเหลือเชื่อ ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 39 ราย รอดชีวิตทั้งหมด เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บ 23 ราย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 16

เมื่อ 19 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เครื่องบิน Ilyushin IL-18(  อิลยูชิน IL-18) ของกองทัพรัสเซีย ซึ่งได้นำผู้โดยสาร 32 คนและลูกเรือ 7 คน ทะยานออกจากเมืองคานสก์ ประสบเหตุตกขณะลงจอดฉุกเฉิน ใกล้เมืองทิคซี ของสาธารณรัฐซัคคา หรือสาธารณรัฐยาคูเทีย เขตไซบีเรีย ของประเทศรัสเซีย เมื่อ 19 ธ.ค. เดชะบุญ ผู้โดยสารและลูกเรือไม่มีใครเสียชีวิต โดยมีผู้บาดเจ็บ 23 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และในจำนวนนี้ 16 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ บีบีซี เผยว่าก่อนหน้านี้ มีรายงานมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนี้ 27 ราย

สำนักข่าว TASS ในรัสเซียแจ้งว่า นักบินได้ขอลงจอดฉุกเฉิน ขณะอยู่ห่างจากเมืองทิคซีประมาณ 30 กม. เมื่อเวลา 04.45 น. ของเช้าวันที่ 19 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น และตกกระแทกพื้น จนเครื่องบินแตกเป็น 3 ส่วน โดยหลังรับทราบเหตุร้าย ทางกระทรวงฉุกเฉินของรัสเซีย ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 จำนวน 3 ลำไปยังจุดเครื่องบินตกทันที

 

สาวงามเปอร์โตริโกสุดปลื้ม คว้ามงกุฎมิสเวิลด์ 2016 สาวอินโดฯ รองอันดับ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ธ.ค. 2559 14:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815592

สเตฟานี เดล วอลเล สาวงามจากเปอร์โตริโก ดีใจสุดขีด คว้ามงกุฎมิสเวิลด์ 2016 บนเวทีประกวดรอบสุดท้ายที่สหรัฐฯ ตามด้วยสาวงามจากโดมินิกัน ได้รองอันดับ 1 และสาวงามจากอินโดฯ ที่ดูสวยสง่า ครองตำแหน่งรองอันดับ 2 ส่วนน้องไดร์ สาวงามจากไทยเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย

เมื่อ 19ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการประกวดนางงามโลก หรือ Miss World 2016 (มิสเวิลด์ 2016 ) ที่เมืองออกซ์เซน ฮิลล์ รัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นว่า น.ส.สเตฟานี เดล วอลเล สาวงามจากเปอร์โตริโก วัย 19 ต้องดีใจอย่างที่สุด เมื่อกลายเป็นสาวงามที่คว้ามงกุฎมิสเวิลด์ 2016 ไปครอง จากการประชันโฉมกับสาวงามจาก 117 ประเทศทั่วโลก ขณะที่สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน น.ส.ยาริตซา มิกูเอลลินา เรเยส รามิเรซ คว้าตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง และ น.ส.นาตาชา แมนนูลา สาวงามจากอินโดนีเซีย คว้าตำแหน่งรองอันดับสอง

นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับภูมิภาคอาเซียน เพราะนอกจาก น.ส.นาตาชา แมนนูลา จากอินโดนีเซีย จะได้ตำแหน่งรองอันดับสองแล้ว น.ส.แคตริโอนา เอลิซา เกรย์ สาวงามจากฟิลิปปินส์ ยังเข้าสู่รอบ 5 สาวงามคนสุดท้าย เช่นเดียวกับ สาวงามจากเคนยา อีเวลีน นจัมบี ด้วย ขณะที่ น้องไดร์ จิณณ์ณิตา บุดดี สาวสวยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สาวงามจากไทย เข้ารอบ 20 คนสุดท้ายเช่นกัน


5 สาวงามที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย

ส.สเตฟานี เดล วอลเล สาวงามจากเปอร์โตริโก คว้ามงกุฏมิสเวิลด์ 2016

สำหรับ นางสาวเดล วอลเล สาวงาม ตาคม หน้าหวาน จากเปอร์โตริโก ผู้ครองมงกุฎมิสเวิลด์คนใหม่ สามารถพูดได้ทั้งภาษาสเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส และมีความฝันอยากเข้าวงการบันเทิง โดยเดล วอลเล นับเป็นสาวงามคนที่ 17 ของประเทศเปอร์โตริโก ที่สามารถครองมงกุฎมิสเวิลด์ นับตั้งแต่เริ่มมีการประกวดเมื่อปี ค.ศ. 1951