หวังฐานผลิตเซลล์แสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802926

 

(แฟ้มภาพ)

นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนและพัฒนาแร่ควอตซ์ ในประเทศไทย โดย กพร.อยู่ระหว่างจัดทำนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ เพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ซึ่งหากสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากแร่ควอตซ์ในประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาล ก่อให้เกิดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงและมีมูลค่าสูงในประเทศ อีกทั้งทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง สามารถแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่นๆได้ และประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตซิลิกอนเกรดโลหกรรมซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นโลหะผสมอะลูมิเนียม และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในภูมิภาคอาเซียนได้

สำหรับศักยภาพแร่ควอตซ์สามารถนำไปพัฒนาเป็นซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ โดยประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่ควอตซ์คุณภาพ 25 ล้านตัน ผลิตซิลิกอนเกรดแสงอาทิตย์ได้ 6 ล้านตัน ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 1 ล้านเมกะวัตต์ สร้างรายได้ให้ประเทศไม่น้อยกว่า 3.6-4.5 ล้านล้านบาท โดยพื้นที่ที่พบว่าเป็นแหล่งแร่ควอตซ์ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณ 997,000 ตัน เพชรบุรี มีปริมาณ 97,000 ตัน สระแก้ว มี 400,000 ตัน ระยอง มีปริมาณ 7.56 ล้านตัน จันทบุรี มีปริมาณ 20,000 ตัน และราชบุรีมีปริมาณ 16 ล้านตัน สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า หากมีการใช้งานที่ถูกวิธี และการดูแลรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ใช้งานได้นานถึง 20-30 ปี โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม.

 

เกษตรยกระดับสหกรณ์ ตั้งศูนย์กลางบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802922

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ ภายใน 2-5 ปีข้างหน้า เพื่อจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลพัฒนาความพร้อมระบบฐานข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีสากล และแก้ไข พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยในเดือน ม.ค.2560 จะนำเรื่องการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นกับผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และเสนอคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์แห่งนี้ จะนำเงินสภาพคล่องส่วนเกินของสหกรณ์ทั่วประเทศ ไปบริหารจัดการให้สหกรณ์เกิดความเข้มแข็งในอนาคต

ด้านนายวิณโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับรูปแบบศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ จะมีลักษณะใกล้เคียงกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด คือ เป็นการรวมกลุ่มและรวมเงินทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ตามความสมัครใจ เพื่อทำหน้าที่บริการทางการเงินให้แก่สมาชิก แต่ในส่วนของศูนย์ฯจะบริหารงานที่เป็นมืออาชีพ มีคณะทำงานที่มาจากภาคทางการเงิน ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ

“รูปแบบของจัดตั้งคณะกรรมการ กฎระเบียบและกลไกการบริหาร รวมถึงจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากต้องศึกษารูปแบบที่เหมาะสมก่อน โดยภายในเดือน ธ.ค.นี้ จะเร่งยกระดับสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมาก”.

 

ตำตา “บิ๊กตู่” ก๊อปเพจของปลอมฟ้องพาณิชย์ แจ้นหารือ “เฟซบุ๊ก” ปราบด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802917

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยปราบขายของปลอมผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ หลังบิ๊กตู่ ก๊อบปี้หน้าเพจฟ้อง รมว.พาณิชย์ จ่อถกเฟซบุ๊กสิงคโปร์ช่วยดูแล พร้อมหารือเจ้าของสิทธิ์ช่วยรีพอร์ตเฟซบุ๊กให้มากขึ้น หวังกดดันให้ปิดบัญชีขายของปลอม ระบุจับได้แล้ว 3 ราย รอกฎหมายคอมฯออกใช้จัดการคนผิดได้เร็วขึ้น

นายทศพล ทังสุบุตร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา รักษาการอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ประสานสำนักงานสาขาของเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่สิงคโปร์ เพื่อให้ช่วยดูแลกรณีมีการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบัญชีของเฟซบุ๊ก และขายผ่านวีดิโอถ่ายทอดสด (Facebook Live) โดยขอให้ช่วยปิดบัญชีที่ขายสินค้าละเมิด หากมีการกดรายงาน (Report) เข้าไปยังเฟซบุ๊ก เพราะเป็นการขายของที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าจริง

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังตัวแทนเจ้าของสิทธิ และเจ้าของสิทธิสินค้ายี่ห้อต่างๆ ที่ถูกนำมาปลอมแปลง และนำไปจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊ก ไลฟ์ ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม ผ้าพันคอ เสื้อผ้า นาฬิกา แว่นตา เป็นต้น ให้ช่วยกดรายงานไปยังเฟซบุ๊ก ในกรณีที่พบเจอบัญชีที่นำสินค้าปลอมของตนเองจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งจะช่วยกดดันให้เฟซบุ๊กจัดการกับบัญชีที่ขายสินค้าปลอมได้เร็วขึ้น

“เวลาคนส่งรายงานหรือรีพอร์ตไป เฟซบุ๊กจะรับทราบว่าบัญชีนั้นๆ ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่หากไม่มากพอ เฟซบุ๊กก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเป็นเจ้าของสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของสินค้าที่ถูกละเมิด แล้วรีพอร์ตเข้าไป เฟซบุ๊กจะให้ความสำคัญ และรีบดำเนินการให้ เพราะเฟซบุ๊กก็มีนโยบายไม่ให้จำหน่ายสินค้าละเมิดชัดเจนอยู่แล้ว”

นายทศพลกล่าวต่อว่า สำหรับการจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าทางเฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ขณะนี้กรมฯ สามารถดำเนินการได้โดยใช้ พ.ร.บ.เครื่องหมาย การค้า หากเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น หนัง เพลง ก็จะใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โดยหากตรวจสอบพบจะแจ้งตำรวจจับกุมดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบเฟซบุ๊ก และเว็บขายสินค้าปลอม โดยใช้วิธีการตรวจสอบไอพี สืบค้นที่อยู่ และสืบค้นจากบัญชีธนาคารที่ให้โอนเงิน เมื่อรู้ตัวชัดเจนแล้วก็จะขอศาลออกหมายค้นและจับกุมทันที

“ตอนนี้ เรายังไปสั่งปิดเว็บที่ขายของปลอมไม่ได้ หรือปิดบัญชีเฟซบุ๊กไม่ได้ ต้องใช้วิธีตรวจ สอบและหาตัวคนทำ คนขายของปลอมให้เจอแล้วเข้าไปจับกุม ล่าสุดได้ตรวจสอบจนเจอแม่ค้าที่ขายของปลอมบนเฟซบุ๊ก จากนั้นตำรวจได้นำหมายค้นและนำกำลังจับกุมแล้ว 3 ราย โดย 2 รายอยู่ที่กรุงเทพฯ และอีก 1 ราย ที่ชลบุรี และยังได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ถ้าเจอจะจับกุมต่อไป”

อย่างไรก็ตาม หากต่อไป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อยู่ระหว่างการผลักดันมีผลบังคับใช้จะทำให้สามารถขอให้ศาลสั่งปิดเว็บไซต์ หรือบัญชีเฟซบุ๊กที่ขายสินค้าปลอมได้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบการขายสินค้าปลอมผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ และได้ก๊อบปี้หน้าเพจ ส่งให้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ จึงได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารีบแก้ไขปัญหา โดยการขายสินค้าปลอมผ่านเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊ก ไลฟ์กำลังนิยม เนื่องจากทำให้คนซื้อสามารถเห็นสินค้า และสั่งซื้อได้ทันที.

 

เที่ยวปีใหม่สุขใจซื้อเบี้ย 100 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802907

 

(นายสุทธิพล ทวีชัยการ)

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.ได้ร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย จัดทำโครงการกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลสุขใจ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชน ที่นิยมเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในเทศกาลปีใหม่ ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก โดยให้ประชาชนจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 100 บาท ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุด 100,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี เปิดจำหน่ายวันที่ 1 ธ.ค.2559-15 ม.ค.2560

ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเทศกาลสุขใจ ให้ความคุ้มครองผลประโยชน์การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ มือ หรือเท้าหรือสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย หรือขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ 100,000 บาท แต่กรณีการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และหรือขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ ให้ความคุ้มครอง 50,000 บาท ประชาชนที่สนใจสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ภายในงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษมในเดือน ธ.ค.นี้ รวมถึงซื้อผ่านตัวแทน นายหน้าบริษัทประกัน ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุก เทสโก้โลตัส โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ผู้ซื้อประกันภัยต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปี-60 ปี

นายกรกฤต คำเรืองฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวประกันภัยอุบัติเหตุใหม่ ประกัน 30 บาทดูแลทุกอุบัติเหตุ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล สำหรับรายย่อยผู้มีรายได้น้อย ด้วยเบี้ยประกันภัยราคาถูกเพียง 30 บาท คุ้มครองนาน 30 วัน มอบความคุ้มครอง การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุดถึง 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งฯลฯ

 

ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย สศอ.ดันส่งออกพุ่ง 1 ล้านล้าน จ้างทีดีอาร์ไอศึกษาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802912

 

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อทำการศึกษาโครงการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกับระบบการผลิต การตลาดและการลงทุนในอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย มีเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นอันดับ 1 ในอาเซียนภายในปี 2564 เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเป็น 1 ล้านล้านบาท จากปี 2558 มีมูลค่าการส่งออก 500,000 ล้านบาท

สำหรับผลการศึกษาพบว่าภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา จะต้องดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ โดยต่อยอดโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น และยกระดับ “บางกอกแฟชั่นวีก” เป็นงานระดับภูมิภาค ส่งเสริมการจดทะเบียนสินค้า ป้องกันการลอกเลียนแบบ ส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน ให้เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยส่งเสริมการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย การปรับบทบาทของสถาบันเฉพาะทางหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาสิ่งทอ เน้นการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และการตลาด และยกระดับบุคลากร มุ่งพัฒนาช่างเทคนิคและช่างฝีมือหัตถกรรม เปลี่ยนมุมมองสู่สากล และการอำนวยความสะดวกการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอนให้กับคนไทย

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจะต้องร่วมกับประเทศเป้าหมายในอาเซียน ที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมคือ อินโดนีเซีย ซึ่งกลุ่มผู้รับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (โออีเอ็ม) ของไทย ควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ สำหรับสินค้าคุณภาพปานกลางและสูง เพราะมีประชากรจำนวนมาก และแรงงานราคาถูก รวมถึงกลุ่มโออีเอ็มควรใช้เวียดนาม เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯและยุโรป

สำหรับประเทศเมียนมา ผู้ประกอบการควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก เพราะมีแรงงานราคาถูกและเพิ่งเปิดประเทศเหมาะที่ผู้ประกอบการจะรีบเข้าไปบุกเบิกธุรกิจ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำ ขณะที่สิงคโปร์ เหมาะเป็นฐานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นประเทศต้นแบบในการพัฒนาเอสเอ็มอี และใช้เป็นฐานการตลาด เพราะมีกำลังซื้อสูง และควรเน้นสินค้าตลาดเฉพาะการจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ.

 

คนไทยตามล่าหา “เน็ตหมู่บ้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802902

 

(พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร)

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ต และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 3,920 แห่ง ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่การดำเนินการอีกครั้ง เพื่อความรอบคอบว่าไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโครงการโรงเรียนประชารัฐ ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้ปรับเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ที่จะมาดำเนินการโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน มิ.ย.-ก.ค.2560 หลังจากนั้นจะเปิดประมูลหาผู้มาดำเนินการ เพื่อเริ่มติดตั้งในปี 2560 และแล้วเสร็จในปี 2561

“การดำเนินการโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ต 3,920 แห่ง วงเงิน 10,000 ล้านบาท อาจไม่แล้วเสร็จตามกำหนดที่ให้แล้วเสร็จในปี 2560 เนื่องจาก กสทช.มีกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ไม่ให้ซ้ำซ้อนการกำหนดเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) การเปิดเวทีรับความคิดเห็นสาธารณะ ที่แต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาดำเนินการ”

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดีอี เซ็นคำสั่งเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานกำกับและติดตามการดำเนินงานโครงการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ที่มีตนเป็นประธาน ขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุมเพื่อติดตามงานเนื่องจากต้องรอคณะทำงานกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีปลัดดีอีเป็นประธาน กำหนดกรอบการทำงานก่อนจึงจะสามารถติดตามงานได้.

 

“ลักษ์ชัวร์รี่” สบช่องคนไทยสุขภาพฟีเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802897

 

นายคมศานต์ จิวากานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลักษ์ โฮเทล ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายหมอนเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “ลักษ์ชัวร์รี่” เปิดเผยว่า ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพทุกรูปแบบยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการทำตลาด ด้วยการเข็นสินค้าเครื่องนอน ภายใต้แบรนด์ “ลักษ์ชัวร์รี่” เข้ามาทำตลาด โดยใช้หมอนเป็นตัวนำร่องบุกเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อระดับกลาง (B+) ที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน ชูจุดขายหมอนโรงแรม 6 ดาว บุกทุกช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะงานแสดงสินค้า งานแฟร์ ออกบูธตามสำนักงานออฟฟิศ หน่วยงานราชการ และคอมมูนิตี้มอลล์ 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ตั้งเป้าสิ้นปี 59 ทำยอดขายได้ 230 ล้านบาท เติบโต 65% จากปี 58 ที่ทำได้ 150 ล้านบาท และแตะ 330 ล้านบาทในปี 60 “จากนี้ไปจะบุกเต็มสูบ และขยายตลาดครอบคลุมทุกช่องทางจำหน่าย เพื่อช่วงชิงตลาดจากแบรนด์ใหญ่ๆ รวมถึงอินเตอร์แบรนด์ หลังปล่อยให้สินค้าขายด้วยตัวเองมาตั้งแต่เริ่มทำตลาดปี 56 ที่เชื่อว่าจะแย่งฐานลูกค้าและตลาดจากแบรนด์ต่างๆได้ เพราะคุณภาพสินค้า บริการ ราคา และให้ลูกค้าทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งยังไม่มีใครทำในตลาดหมอน”.

 

“เอสเอ็มอี” รองเท้าไทยกระอัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802892

 

(นายธำรง ธิติประเสริฐ)

นายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยโดยคาดว่า อุตสาหกรรมรองเท้าปีนี้จะเติบโตระดับ 0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมรองเท้าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงและส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเอสเอ็มอี หากไม่ปรับตัวก็แข่งขันได้ลำบาก เพราะขณะนี้ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อส่งออกอันดับ 1 ในเอเชียคือจีน รองลงมาคือเวียดนาม โดยทั้ง 2 ประเทศ ได้เปรียบค่าจ้างแรงงานเมื่อเทียบกับไทย ส่วนแนวโน้มในปี 2560 คาดว่าการส่งออกรองเท้าจะมีการเติบโตขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่อาจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่คาดว่าจะดีกว่าปีนี้

นายชนินทร์ จิตโกมุท นายกสมาคมผู้ผลิตรองเท้าไทย กล่าวว่า ยอดขายรองเท้าในประเทศปีนี้ลดลงไป 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเพราะกำลังซื้อในประเทศหดตัว และที่สำคัญ ยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะคนจีนนิยมซื้อรองเท้าจากประเทศไทย เพราะมีการออกแบบที่ทันสมัยถูกรสนิยมของคนจีนที่เห็นว่ารองเท้าคือส่วนประกอบหนึ่งของแฟชั่น ในการแต่งตัวที่ประเทศจีน ขณะที่กลุ่มรองเท้ากีฬายอดส่งออกหายไป 90% เพราะผู้รับจ้างผลิตของไทยปิดกิจการเพราะแข่งเวียดนามไม่ได้.

 

ขนส่งทางบก เตรียม 6 โครงการความปลอดภัย เป็นของขวัญปีใหม่ให้ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 20:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802721

 

ขนส่งทางบก เตรียมส่งมอบ 6 โครงการความปลอดภัย เป็นของขวัญปีใหม่ 2560 ให้แก่ประชาชน มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการเดินทาง

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ขนส่งเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ประชาชน ด้วยการอำนวยความสะดวก สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยในการเดินทาง ด้วย 6 โครงการสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จัดกิจกรรม ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง ซึ่งในปีนี้ ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 59–31 ม.ค. 60 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ประชาชน โดยจะให้บริการตรวจความพร้อมของรถเบื้องต้นฟรี 20 รายการ ณ จุดบริการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ก่อนการเดินทาง จัดกิจกรรมตามโครงการรวมพลัง สร้างสำนึกดี ผู้ขับขี่ไร้แอลกอฮอล์ ส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ร่วมกับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะ ควบคุม กำกับ ดูแลพนักงานขับรถในสังกัด ตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ (0%) ตลอดการเดินทาง โดยจะดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดจุดพักรถในเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ พร้อมทั้งเดินหน้าจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด เน้นมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงสร้างการยอมรับของประชาชนและผู้ประกอบการ

ในส่วนของการยกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ ได้จัดทำโครงการ TAXI OK / TAXI VIP ยกระดับแท็กซี่ทั่วไทย มั่นใจบริการคุณภาพ ออกแบบระบบการให้บริการทั้งพนักงานขับรถ เจ้าของรถ และผู้ประกอบการ ให้มีคุณภาพมาตรฐาน การให้บริการมีความปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมและส่งเสริมระบบการให้บริการ เช่น GPS Tracking และแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย

ส่วนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก ยังคงเดินหน้านำเงินรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยส่วนหนึ่ง มาจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการที่ประสบภัยทางถนน อาทิ ขาเทียม แขนเทียม รถนั่งสำหรับผู้พิการ เตียงนอน รถสามล้อโยกภายใต้โครงการ Happiness for All: ความสุขทั่วไทย ส่งความปลอดภัยให้ทุกคน และจะเริ่มมอบอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการตั้งแต่เดือน ม.ค. 60 เป็นต้นไป

นายสนิท กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกจะเดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง และพัฒนางานตามหน้าที่ ภารกิจในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง โดยได้จัดทำโครงการน้อมนำพระราชปณิธาน เป็นข้าราชการที่ดีของประชาชน สืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสร้างสรรค์คุณประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติสืบไป เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัย ได้รับบริการที่รวดเร็ว เท่าเทียม และเป็นธรรม

 

รฟท. งดเดินรถขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ สายใต้ถึงแค่ทุ่งสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 11:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802441

 

การรถไฟฯ แจงสถานการณ์งดเดินขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ และการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางการเดินรถสายใต้ หลังเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยขบวนรถในเส้นทางสายใต้ทุกขบวน กรุงเทพฯ-กันตัง กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ-ยะลา และกรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก สามารถเดินรถถึงแค่สถานีชุมทางทุ่งสง

วันที่ 5 ธันวาคม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนเกิดปริมาณน้ำฝนสะสมเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ล่าสุด การรถไฟฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่บำรุงทาง ฝ่ายการช่างโยธา ลงพื้นที่สำรวจและซ่อมแซมปรับปรุงทางด้วยการลงหินและอัดหิน เพื่อให้สามารถเดินรถได้ตามปกติตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2559 แต่เนื่องจากเช้าวันนี้ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมว่า ยังคงมีฝนตก น้ำไหลแรงและปริมาณน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดทางทรุดในเส้นทางหลายช่วงในเขตจังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช กระทบต่อการเปิดเดินรถในบางส่วน และคาดว่าสถานการณ์ฝนตกและระดับน้ำยังไม่ลดลงจนถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2559


การรถไฟฯ จึงขอชี้แจงสถานการณ์ความคืบหน้าการให้บริการเดินรถ และการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางของรถไฟในเส้นทางสายใต้ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์และความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร ดังนั้นการรถไฟฯ จึงประกาศงดเดินขบวนรถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ ที่ 31/32 กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ และขบวนรถทุกขบวนสามารถเดินรถได้ถึงสถานีชุมทางทุ่งสงเท่านั้น

ทั้งนี้ จากการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทาง จึงส่งผลให้ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37/38 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ ขบวนรถเร็วที่ 171/172 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 41/42 กรุงเทพฯ-ยะลา-กรุงเทพฯ ขบวนรถเร็วที่ 169/170 กรุงเทพฯ-ยะลา-กรุงเทพฯ ขบวนรถด่วนที่ 83/84

กรุงเทพฯ-ตรัง-กรุงเทพฯ ขบวนรถเร็วที่ 167/168 กรุงเทพฯ-กันตัง-กรุงเทพฯ ขบวนรถด่วนที่ 85/86 กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ และขบวนรถเร็วที่ 173/174 กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ ที่ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 5-6 ธันวาคม 2559 จะสิ้นสุดปลายทางที่สถานีชุมทางทุ่งสง ในส่วนของขบวนรถท้องถิ่นที่วิ่งระหว่างสถานีชุมทางหาดใหญ่-ชุมทางทุ่งสง งดเดินรถทุกขบวน

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ยะลา และสุไหงโก-ลกแล้ว การรถไฟฯ จะนำรถยนต์ไปอำนวยความสะดวกขนส่งผู้โดยสารจากสถานีชุมทางทุ่งสงส่งไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป


นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การรถไฟฯ ยังได้สั่งการให้ฝ่ายการช่างโยธาเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยขอให้พนักงาน-เจ้าหน้าที่บำรุงทางตรวจสอบสภาพเส้นทางและเฝ้าระวังตรวจสอบระดับน้ำตลอดเวลา พร้อมเตรียมแรงงานและเครื่องมือบำรุงทางให้มีความพร้อมประจำในที่ตั้ง ซึ่งถ้าระดับน้ำลดลงแล้ว เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมเส้นทางให้สามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

“การรถไฟฯ ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และมาตรการด้านความปลอดภัยอำนวยการเดินรถเส้นทางสายใต้อย่างเต็มกำลัง เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางแก่พี่น้องประชาชนคนไทยสูงสุด แต่อย่างไรก็ดีขอให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดก่อนเดินทางได้ที่สายด่วน โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง” นายวุฒิชาติ กล่าว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– รถไฟสายใต้ยังอัมพาต น้ำท่วมราง 2 จุด ไปไกลสุดแค่ ทุ่งสง