เศรษฐกิจซบโฆษณาหด เจ้าสัวได้ทีแห่ฮุบสื่อหาช่องพีอาร์สินค้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802207

 

โบรกฯชี้บรรดาเจ้าสัวกลุ่มทุนขนาดใหญ่แห่ฮุบกิจการสื่อทีวีดิจิทัล เหตุธุรกิจแข่งขันสูง-รายได้โฆษณาหด เจ้าของเดิมแบกภาระไม่ไหวจำเป็นต้องยอมเพิ่มทุนให้กลุ่มใหม่ที่มีทุนหนาเข้ามาช่วยพยุงกิจการ ขณะที่บรรดาเจ้าสัวทุนหนาก็ต้องการมีสื่อในมือเพื่อเป็นช่องทางทำตลาดโฆษณาสินค้าในเครือ ชี้ 9 เดือนกลุ่มมีเดียในตลาดหุ้นกำไรหด 53%

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสื่อหรือมีเดียโดยเฉพาะทีวีดิจิทัลปิดกิจการหรือถูกซื้อถูกเทกโอเวอร์จากบรรดาเจ้าสัวหรือกลุ่มทุนรายใหญ่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงในการหารายได้หรือโฆษณา เพราะมีจำนวนผู้เล่นหรือคู่แข่งจำนวนมาก ขณะที่มีรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจสูงเช่นกัน โดยเฉพาะการจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่สูง ทำให้บริษัทมีปัญหาขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ

ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องลดงบ ประมาณด้านการตลาด โดยเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาในการซื้อสื่อ ส่งผลให้รายได้หรือกำไรของธุรกิจสื่อที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลดลงอย่างมาก โดย 9 เดือนแรกของปี ธุรกิจกลุ่มสื่อและการจัดงานอีเวนต์ 13 บริษัทยกเว้นสื่อสิ่งพิมพ์ มีกำไร 1,201 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 53% ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ขาดทุนถึง 5 บริษัท “แนวโน้มธุรกิจมีเดียประสบปัญหารายได้ลดลงและขาดทุนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากผลประกอบการของกลุ่มบริษัทในหมวดมีเดียรายใหญ่ เช่น บีอีซี, อสมท, แกรมมี่, อาร์เอส และอมรินทร์พริ้นติ้ง และกลุ่มจัดงานอีเวนต์ ต่างมีรายได้และกำไรลดลงจนขาดทุน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูง และมีผู้ประกอบการจำนวนมากมาแย่งเม็ดเงินโฆษณา”

นายมงคลกล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์การเข้ามาเทกโอเวอร์ธุรกิจสื่อของบรรดาเจ้าสัวเจ้าของกลุ่มทุนขนาดใหญ่มี 4 ปัจจัยหลักๆ คือ ผู้ประกอบการต้องการลดภาระต้นทุนด้วยการขายหุ้นส่วนหนึ่งให้กลุ่มทุนที่มีเงินทุนหนาสายป่านยาว ขณะที่ผู้ที่เข้ามาเทกโอเวอร์ก็ต้องการมีสื่อในมือเพื่อใช้สื่อในมือเป็นช่องทางในการทำตลาดให้กับสินค้าในเครือบริษัทตนเอง และมองว่าเป็นการลงทุนในอนาคตเพราะธุรกิจใกล้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจทีวีดิจิทัลช่องวันได้เพิ่มทุน 1,905 ล้านบาท โดยขายหุ้นเพิ่มทุนให้บริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด ซึ่งมีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ทายาทของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ส่งผลให้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 50% ในช่องวัน และก่อนหน้านี้ บมจ. อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง ก็ได้แจ้งเพิ่มทุนขายหุ้นให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจในเครือไทยเบฟเวอเรจ มูลค่า 850 ล้านบาททำให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 47.62% หลังอมรินทร์พริ้นติ้งฯยอมรับว่าประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มซีพีของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ก็เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อและทีวีดิจิทัล “ทรูฟอร์ยู”.

 

โพสต์อย่างไรไม่คุก? 5 ข้อต้องรู้ร่างฯ พ.ร.บ.คอมฯ โฉมใหม่ โหดสะเทือนใจชาวเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799312

 

ถึง…ชาวเน็ตที่รัก

ชาวเน็ตที่รัก พวกเธอรู้ไหม?…ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ไลฟ์สไตล์การท่องเน็ตของพวกเธออาจจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล หากเธอถามฉันว่าทำไม ฉันก็จะตอบเธอว่า ณ เวลานี้ ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับล่าสุด กำลังจะถูกเข็นออกมาให้พวกเธอได้ใช้พร้อมกันอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้แล้วนะ (ขณะนี้ กำลังอยู่ในวาระการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามกำหนดการคาดว่า จะพิจารณาเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2559 และประกาศใช้ภายในเดือนเมษายน 2560) เพราะฉะนั้น ชาวเน็ตที่รัก ฉันเป็นห่วงเธอเหลือเกิน ฉันเกรงว่าเธอจะไม่รู้ไม่เข้าใจ จนเผลอไผลไปท่องเน็ตโดยไม่ระวัง แล้วโชคร้ายจะมาเยือนเธอนะ

ชาวเน็ตที่รัก ฉัน(ผู้สื่อข่าว) มี 5 ข้อน่ารู้ที่เธอควรสละเวลามาอ่านสักนิด ฉันคัดมาจากหลากหลายแง่มุมเชียวนะ และฉันเชื่ออย่างที่สุดว่า สักวันหนึ่งมันจะมีประโยชน์กับตัวเธอไม่มากก็น้อย เธอลองอ่านดู…

เกริ่นก่อนเข้าเรื่องสักนิดว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1) นั้น แรกเริ่มเดิมทีมีวัตถุประสงค์มุ่งเอาผิดการทำเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค และการใช้ไฟล์ปลอมเพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ (เช่น ปลอมเว็บไซต์ข่าว, สร้างเพจปลอมเป็นดารา เป็นต้น) แต่ด้วยความที่กฎหมายเขียนเอาไว้ว่า “ผู้ใด… นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน&rrdquo; และด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมามาตรา 14(1) จึงถูกนำมาตีความเพื่อใช้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ ซึ่งเป็นการบังคับใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน


ที่ผ่านมามาตรา 14(1) มักถูกนำมาตีความเพื่อใช้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทออนไลน์
1. ฉบับใหม่ ไม่รวมหมิ่นประมาท

ชาวเน็ตที่รัก ฉันจะเริ่มนับเป็นข้อที่ 1 : จากเหตุข้างต้น สุรางคณา วายุภาพ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การบังคับใช้ในลักษณะดังกล่าว อาจทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ผิดเพี้ยนไป ดังนั้น คณะกรรมาธิการพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการใส่ถ้อยคำให้รัดกุมกว่าเดิม

กระนั้น ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้จึงแก้ไข มาตรา 14(1) ด้วยการเพิ่มข้อความว่า “ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะฉะนั้น มาตรา 14(1) จึงเปลี่ยนมาเป็น “ผู้ใดโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

โดย ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายและหนึ่งในคณะกรรมการร่างฯ กล่าวย้ำว่า “มาตรา 14(1) ไม่นำมาใช้กับคดีหมิ่นประมาท โดยคณะกรรมาธิการฯ มองว่า ไม่มีปัญหาเรื่องตีความแน่นอน ไม่ใช่หมิ่นประมาทครับ ขีดเส้นใต้ห้าร้อยเส้นครับ ไม่ใช่หมิ่นประมาท และหน่วยงานต่างๆ ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนี้”


พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับนี้จึงแก้ไข มาตรา 14(1) ด้วยการเพิ่มข้อความว่า “ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคล”
2. โพสต์สร้างความเสียหายให้ประเทศ-บริการสาธารณะ-โครงสร้างพื้นฐาน เสี่ยงคุก 5 ปี

ข้อ 2 : ในมาตรา 14(2) ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้เพิ่มฐานความผิดให้กว้างขึ้นกว่าเดิม โดยมีการเพิ่มเติมลงไปว่า “หากมีผู้โพสต์ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

โดย สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และบล็อกเกอร์ แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า อันที่จริงแล้ว พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ควรใช้ปกป้องธุรกิจ เพื่อนำพาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และควรใช้เพื่อป้องกันการโจมตีไซเบอร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยตรง แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับลิดรอนเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า เจตนาของกฎหมายนี้คืออะไรกันแน่


เกิดการตั้งคำถามที่ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ลิดรอนเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนหรือไม่
3. สั่งบล็อกได้ทันที แม้ไม่ผิดกฎหมาย

ข้อที่ 3 : มาตรา 20 ของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการจัดทำร่างประกาศฯ การบล็อกคอนเทนต์ โดยให้คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ (คณะกรรมการมี 5 คน โดย 2 คนเป็นผู้แทนจากภาคเอกชน) มีอำนาจวินิจฉัย สามารถสั่งบล็อกหรือลบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาขัดต่อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี แม้จะไม่ผิดกฎหมายใดๆ ก็สามารถบล็อกได้ทันที ซึ่งประเด็น “บล็อกคอนเทนต์” ที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้ ได้ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

โดย คณาธิป ทองรวีวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น แสดงความกังวลในเรื่องนี้ว่า “ใน พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรา 20/1 เรื่องการบล็อกคอนเทนต์นั้น หากเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย หรือผิด พ.ร.บ.คอมฯ แต่คณะกรรมการกลั่นกรองเห็นว่า มีผลต่อความสงบเรียบร้อย เขาก็สามารถสั่งให้บล็อกได้ทันที ซึ่งกรณีนี้อาจไปกระทบต่อปัญหาเรื่องเสรีภาพของประชาชนได้ และผลสุดท้ายการตัดสินก็จะไปสิ้นสุดที่ศาล ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าศาลจะใช้เกณฑ์ใดในการตัดสิน เพราะศีลธรรมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกว้าง และยากต่อการนิยาม”

ขณะที่ พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่า “ในเรื่องของการขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้น ถ้าบัญญัติไว้ไม่ครอบคลุมก็จะขาดไป หรือบางเรื่องอาจอยู่เกินความหมายที่ให้ไว้ ซึ่งที่ผ่านมา มีการพูดถึงเนื้อหาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยว่าแค่ไหนและอย่างไร ศาลก็ให้ข้อมูลว่าเรื่องใดบ้างที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และมีคำพิพากษาอยู่มาก แต่เป็นเรื่องยากจริงๆ ครับ ที่จะบอกว่าแค่นั้นแค่นี้ ส่วนการบล็อกคอนเทนต์ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้โดยลำพัง หรือนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ แต่นี่เป็นเรื่องของกระบวนการที่ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน”


“บล็อกคอนเทนต์” ได้ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง
4. มาตรา 16 ลบหน้าประวัติศาสต์ไทย?

ข้อที่ 4 : มาตรา 16/2 ในกรณีที่พบข้อมูลที่เป็นความผิด ศาลอาจสั่งให้ทำลายข้อมูลได้ ซึ่งผู้ใดที่รู้ว่ามีข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในคอมพิวเตอร์ ต้องทำลาย ไม่เช่นนั้นจะต้องรับโทษครึ่งหนึ่งของคนโพสต์

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากเครือข่ายพลเมืองเน็ต แสดงความกังวลต่อเรื่องดังกล่าวว่า “ผมมองว่า เรื่องนี้จะไปกระทบบรรดาคนที่ทำหน้าที่ในห้องสมุด, จดหมายเหตุ, งานวิจัย หรือคลังข้อมูลข่าวต่างๆ เพราะถ้าหากว่าวันหนึ่งศาลตัดสินว่าผิดและให้ทำลาย ก็ต้องลบใช่หรือไม่ และสมมติว่า ในกรณีที่มีนักการเมืองคนหนึ่งบอกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลามีคนตายคนเดียว ถ้าต่อมาศาลมีคำสั่งว่าต้องลบข้อมูลดังกล่าวเพราะเป็นเท็จ นั่นแสดงว่าเราก็ต้องไปลบข่าวนี้ใช่ไหม แล้วในอนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า จะไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมว่า นักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดแบบนี้ คำถาม คือ เรากำลังจะลบประวัติศาสตร์หรือไม่”

โดย ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมาย และหนึ่งในคณะกรรมการร่างฯ อธิบายเหตุผลของมาตรานี้ ว่า หลักสิทธิที่จะถูกลืม หรือ right to be forgotten นั้น เป็นพื้นฐานของการเขียนร่างมาตรา 16 เพราะเมื่อข้อมูลอะไรไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วจะไม่ค่อยถูกลบออก ยกตัวอย่างเช่น ผมถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามคนบนบีทีเอส ต่อมา ศาลตัดสินว่าไม่ได้ลวนลาม แต่เวลาเข้าไปเสิร์ชชื่อของ “ไพบูลย์” บนอินเทอร์เน็ต ก็อาจจะมีข้อมูลอันเป็นเท็จอยู่ว่า คนนี้ลวนลามและลามกมาก เพราะฉะนั้นข้อมูลนี้ก็ต้องถูกลบออก ทั้งกูเกิล และเฟซบุ๊ก


5. ผู้ให้บริการ เก็บข้อมูลนานขึ้น จากไม่เกิน 1 ปี เป็นไม่เกิน 2 ปี

ข้อที่ 5 : ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 ฉบับปัจจุบัน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน ข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ ไว้ไม่เกิน 90 วัน หรือในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 ปี แต่ร่างแก้ไขใหม่ มาตรา 26 กำหนดว่า ในกรณีจำเป็นอาจสั่งให้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 2 ปี

ขณะที่ มาตรา 18 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งให้เก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดที่เจ้าหน้าที่ต้องการเอาไว้ก่อนได้ โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลา

รักและเป็นห่วง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์


 

“ยูบิลลี่” หวังช็อปช่วยชาติหนุนยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802192

 

น.ส.อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับเพชรและเพชรกะรัต เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมายอมรับว่ายอดขายลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากบรรยากาศความโศกเศร้าของประชาชน แต่หลังจากบริษัทได้ออกแคมเปญกระตุ้นยอดขาย และร่วมมือกับพันธมิตร เช่น เอไอเอส บัตรเครดิต และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทำให้ปัจจุบันยอดขายกลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว และมั่นใจว่าช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเหมือนเช่นทุกปี นอกจากนี้ ธุรกิจยังได้รับผลบวกจากมาตรการช็อปช่วยชาติที่รัฐบาลเตรียมเสนอเข้า ครม.ในเร็วๆนี้ โดยสินค้าทางร้านมีใบเสร็จรับเงิน ที่ลูกค้าสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งน่าจะช่วยหนุนยอดขายไตรมาส 4 ให้เพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นเข็มกลัดรูปโบที่มีความละเอียดและสวยงามให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้ออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่มากถึง 90-95 แบบ ซึ่งบริษัทเพิ่งได้รับรางวัลองค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดยได้ใช้นวัตกรรมการผลิตเครื่องประดับที่สวมใส่สบายคำนึงถึงสรีระของผู้สวมใส่ การออกแบบ ตลอดจนนวัตกรรมด้านการตลาด การสื่อสาร การบริหารบุคลากร ทั้งนี้ ช่วง 9 เดือนแรกของปีมียอดขาย 997.78 ล้านบาท ลดลงจากปี 58 ที่มียอดขาย 1,086.62 ล้านบาท หรือลดลง 8.17% แต่ได้ปรับปรุงต้นทุนดำเนินงานทำให้กำไรสุทธิขึ้นมาที่ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไร 84 ล้านบาท.

 

“ทรู” สบช่องขอลดค่าธรรมเนียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802196

 

(พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร)

พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มาหารือเพื่อขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ในส่วนที่นำส่งเป็นรายได้ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) จัดเก็บในอัตรา 3.75% ของรายได้ต่อปี ซึ่งปัจจุบันกองทุนมีเงินราว 24,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มทรูได้แจ้งว่า ขณะนี้กลุ่มทรูได้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐกลุ่มการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยทรูจะร่วมวางโครงข่ายโทรคมนาคมพร้อมให้บริการราว 3,342 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโครงการตามแนวนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อทรูได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐแล้ว ควรนำค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนี้มาหักลดหย่อนได้หรือไม่ โดยจะนำหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เร็วๆนี้

“การลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในส่วนที่เป็นรายได้ของกองทุน กทปส.นั้น ได้มีการพูดคุยกันหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากต้องรอให้สำนักงาน กสทช.กำหนดเงื่อนไขการหักลดหย่อนก่อนว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดบ้าง นอกจากนี้ กสทช.มีศูนย์การเรียนรู้ของ กสทช.ราว 1,000 แห่ง หากเปิดให้เอกชนมาบริหารจัดการต่อ เอกชนจะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้หรือไม่ เนื่องจากศูนย์การเรียนรู้ของ กสทช.นั้น กสทช.จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 3 ปี แต่เมื่อพ้นระยะเวลานี้ไปแล้ว ศูนย์ต้องสามารถเลี้ยงตัวเองได้ หรือให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รับผิดชอบต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องถูกนำมาพิจารณาด้วย”.

 

เรคกูเลเตอร์เดินหน้า! ลุยซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802202

 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่าเรคกูเลเตอร์ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดหาไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบอัตราค่าไฟฟ้าคงที่ (FiT) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งมีเป้าหมายการรับซื้อ 80 เมกะวัตต์ โดยสามารถตรวจ สอบจุดเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้า (Feeders) กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.59- 21 ก.พ.60 โดยจะเปิดให้ยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าวันที่ 1-2 มี.ค.60 และจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก วันที่ 31 มี.ค.60 ทั้งนี้ผู้ได้รับคัดเลือกต้องลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ภายใน 31 ก.ค.60 เพื่อที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในวันที่ 31 ธ.ค.62 พร้อมทั้งได้ประกาศข้อมูลพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมโครงการ 8 พื้นที่ ได้แก่ 1.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลตำบลนครหลวง พระนครศรีอยุธยา 2.อบจ.นนทบุรี 3.อบจ.ระยอง 4.อบจ.หนองคาย 5. เทศบาลเมืองกระบี่ จ.กระบี่ 6.เทศบาลนครแม่สอด จังหวัดตาก 7.เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และ 8.ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขม และศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร.

 

ขนส่ง เผย ปชช.ส่วนใหญ่ พึงพอใจในภาพรวมคุณภาพบริการรถโดยสารสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/801177

 

ขนส่ง เผยผลการประเมินคุณภาพบริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ปีงบฯ 59 ระบุ ประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมร้อยละ 71.20 แต่ยังต้องปรับปรุงมารยาทในการให้บริการ การขับรถ สภาพตัวรถ จำนวนเที่ยวการเดินรถ พร้อมแจ้งผู้ประกอบการ เร่งพัฒนา เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานระดับสากล …

วันที่ 3 ธ.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการรถโดยสารสาธารณะให้มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ด้วยการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่ใช้บริการระบบขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 โดยได้นำผลจากประเมินและข้อเสนอมาประกอบการพัฒนาคุณภาพบริการรถโดยสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับในปีงบประมาณ 2559 จากผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่ใช้บริการทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 7,415 คน พบว่าประชาชนพึงพอใจการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในภาพรวมเฉลี่ย ร้อยละ 71.20 จำแนกความพึงพอใจของประชาชนที่ใช้บริการรถแต่ละประเภทได้ ดังนี้ รถหมวด 1 กทม. (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเส้นทางภายใน กทม.) ประชาชนมีความพึงพอใจเพียงร้อยละ 63.12 ส่วนใหญ่ พบปัญหาเกี่ยวกับความตรงต่อเวลาในการให้บริการ

รถหมวด 4 กทม. (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการเส้นทางสายใหญ่และสายย่อยอยู่รอบ กทม. เช่น รถเมล์เล็กในซอยหรือสองแถว) ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 65.87 พบปัญหาการให้บริการของพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร

รถหมวด 2 (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเส้นทางที่เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดในจังหวัดต่างๆ) ประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุดถึงร้อยละ 76.66 โดยเฉพาะด้านการบริการจัดการเดินรถและการเข้าถึงได้โดยง่ายของระบบบริการขนส่ง ส่วนที่ต้องปรับปรุงคือการให้บริการของพนักงานจำหน่ายตั๋วภายในสถานีขนส่งและท่ารถ

รถแท็กซี่มิเตอร์ ภาพรวมทั่วประเทศ ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 69.41 ความเชี่ยวชาญในเส้นทางสูงสุด ในขณะที่มารยาทในการขับรถอยู่ในเกณฑ์ต้องปรับปรุง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 75.68 โดยเฉพาะความเพียงพอของจำนวนรถให้บริการ

สำหรับผลการประเมินคุณภาพการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในส่วนภูมิภาค รถหมวด 3 (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเส้นทางเริ่มต้นจังหวัดหนึ่งไปสิ้นสุดอีกจังหวัดหนึ่งระหว่างเส้นทางผ่านเขตจังหวัดต่างๆ) ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 73.78 โดยเฉพาะในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร

รถหมวด 1 ภูมิภาค (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเส้นทางที่ระยะทางส่วนใหญ่อยู่ในเขตเทศบาลใดเทศบาลหนึ่ง) ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 73.99 เกี่ยวกับความเหมาะสมของป้ายหยุดและจุดจอดรถพึงพอใจมากที่สุด ส่วนความตรงต่อเวลาพึงพอใจน้อยสุด

ในขณะที่รถหมวด 4 ภูมิภาค (รถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเส้นทางที่มีจุดต้นทางปลายทางอยู่ระหว่างจังหวัดกับอำเภอ หรืออำเภอกับอำเภอในจังหวัดเดียวกัน) ประชาชนมีความพึงพอใจร้อยละ 71.13 แม้ในภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก แต่ยังต้องปรับปรุงเกี่ยวกับสภาพรถโดยสาร โดยเฉพาะด้านความสะอาด

ทั้งนี้ การสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท เป็นการวบรวมข้อมูลและประมวลผลจากผู้ใช้บริการโดยตรง ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ และสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยกรมการขนส่งทางบก จะส่งผลสำรวจความคิดเห็นให้ผู้ประกอบการพิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะต่อไป พร้อมทั้งนำผลการสำรวจดังกล่าว ไปพัฒนาระบบการขนส่งทางถนนให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ รวมทั้งผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

 

รฟท. แจ้งปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางเดินรถสายใต้ 3-4 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/801201

 

รฟท. แจ้งปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางเดินรถสายใต้ วันที่ 3-4 ธ.ค. หลังเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ เผย ขบวนรถเส้นทางสายใต้ กรุงเทพ-กันตัง และกรุงเทพ-นครศรีธรรมราช สามารถเปิดเดินถึงแค่สถานีชุมทางทุ่งสง ส่วนเส้นทาง กรุงเทพ-สุไหงโกลก ยังเปิดให้เดินรถได้ตามปกติ …

วันที่ 3 ธ.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนเกิดปริมาณน้ำฝนสะสมเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ล่าสุด การรถไฟฯ ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ว่ายังคงมีฝนตกไหลแรงและปริมาณน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทบต่อการเปิดเดินรถในบางส่วน และคาดว่าสถานการณ์ฝนตกและระดับน้ำยังไม่ลดจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2559


ดังนั้น การรถไฟฯ ขอชี้แจงสถานการณ์การเปิดให้บริการเดินรถ และการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทางของรถไฟในเส้นทางสายใต้ในวันที่ 3-4 ธันวาคม 2559 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสาร ดังนี้ ในเส้นทางสายใต้จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดตรังและจังหวัดนครศรีธรรมราช ขบวนรถสามารถเดินขบวนรถได้ถึงสถานีชุมทางทุ่งสงเท่านั้น ส่วนเส้นทางกรุงเทพ-สุไหงโกลก ยังเปิดเดินขบวนรถได้ตามปกติ

ทั้งนี้ จากการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทาง ส่งผลให้ขบวนรถด่วนที่ 83/84 กรุงเทพ-ตรัง-กรุงเทพ ขบวนรถเร็วที่ 167/168 กรุงเทพ-กันตัง-กรุงเทพ ขบวนรถด่วนที่ 85/86 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ และขบวนรถเร็วที่ 173/174 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ ที่ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 3-4 ธันวาคม 2559 จะสิ้นสุดปลายทางสถานีชุมทางทุ่งสง


สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดตรังและนครศรีธรรมราชแล้ว การรถไฟฯ จะนำรถยนต์ไปอำนวยความสะดวกขนส่งผู้โดยสารจากสถานีทุ่งสงส่งไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป ส่วนการเดินรถเส้นทาง กรุงเทพ-สุไหงโกลก-กรุงเทพ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่บำรุงทางได้ตรวจสอบเส้นทางแล้ว พบว่า แม้ปริมาณน้ำสองข้างจะมีปริมาณมากแต่ยังไม่เอ่อล้นเข้าท่วมทาง ส่งผลให้สามารถเดินรถได้ตามปกติ ขณะที่เส้นทางสายปาดังเบซาร์ ระดับน้ำยังอยู่ในระดับปกติ สามารถเดินรถได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้สั่งการให้ฝ่ายการช่างโยธาเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยขอให้พนักงาน-เจ้าหน้าที่ บำรุงทางตรวจทางและเฝ้าระวังตรวจสอบระดับน้ำตลอดเวลา พร้อมเตรียมแรงงานและเครื่องมือบำรุงทางให้มีความพร้อมประจำในที่ตั้ง ขณะที่ด้านวัสดุได้เตรียมหินโรยทางเก็บกองไว้ที่ย่านสถานีบางกล่ำ จะนะ และเกาะสะบ้า เช่นเดียวกับด้านเครื่องกลบำรุงทางหนัก ได้ประสานหน่วยรถอัดหิน ประจำที่ย่านสถานีชุมทางทุ่งสง และประจำที่ย่านสถานีวัดควนมีด


ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และมาตรการด้านความปลอดภัยอำนวยการเดินรถเส้นทางสายใต้อย่างเต็มกำลัง เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางแก่พี่น้องประชาชนคนไทยสูงสุด แต่อย่างไรก็ดี ขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ยังคงพยากรณ์อากาศว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดก่อนเดินทางได้ที่สายด่วน โทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เตรียมพบกับ Let’s Sale ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ กับสินค้าแบรนด์เนมลดสูงสุด 90%!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 ธ.ค. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800891

 

พลาดไม่ได้กับงาน Let’s Sale ที่ คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ พบกับสินค้าแบรนด์เนมจากแบรนด์ดัง อาทิ Burberry, Coach, Emporio Armani, Hugo Boss, Longchamp, MCM, Michael Kors, Polo Ralph Lauren, Tod’s, Tory Burch, ลดสูงสุด 90% ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2559 – 15 มกราคม 2560

สำหรับลูกค้าที่คิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และ ภูเก็ต รวมถึง คิง เพาเวอร์ ศรีวารี พัทยา และ ภูเก็ต พบกับโปรโมชั่น End of Season Sale ลดสูงสุด 60% ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 15 มกราคม 2560


คึกคัก! เปิดเดินรถไฟสายใต้รุ่นใหม่ ‘ทักษิณารัถย์’ เที่ยวปฐมฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 11:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800856

 

บรรยากาศเปิดขบวนรถไฟสายใต้รุ่นใหม่เที่ยวปฐมฤกษ์ ด่วนพิเศษที่ 31 “ทักษิณารัถย์” รับส่งผู้โดยสารเที่ยวแรก หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ในเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับความสนใจจาก ปชช. จำนวนมาก

วันที่ 3 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเปิดขบวนรถไฟสายใต้รุ่นใหม่เที่ยวปฐมฤกษ์ ด่วนพิเศษที่ 31 “ทักษิณารัถย์” เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นขบวนรถไฟรับส่งผู้โดยสารรุ่นใหม่เที่ยวแรก ในเช้าวันนี้ โดยได้รับความสนใจจากประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ภายในขบวนรถไฟ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สะอาด ทันสมัย และปลอดภัย


ทั้งนี้ ขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดให้บริการครบทั้ง 4 เส้นทางแล้ว คือ เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ “อุตราวิถี” เส้นทางกรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ “อีสานวัตนา” เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ “อีสานมรรคา” และ เส้นทางกรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ “ทักษิณารัถย์” ผู้โดยสารสามารถใช้บริการได้ทุกเส้นทาง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร.ฟ.ท.พร้อมให้บริการรถไฟรุ่นใหม่ กทม.-เชียงใหม่ เที่ยวแรกเริ่ม 11 พ.ย.

 

แนะซีอีโอรับมือเทรนด์ปีหน้า กำหนดกลยุทธ์ดิจิตอลลุยธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800807

 

“มายรัม” แนะซีอีโอไทยรับมือเทรนด์ 2017 กำหนดกลยุทธ์ดิจิตอลเร่งทรานส์ฟอร์มใช้นวัตกรรมพิชิตยอดขาย เพิ่มทางรอดธุรกิจ…

น.ส.อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มายรัม (ประเทศไทย) จำกัด เครือข่ายดิจิตอลเอเยนซี่กลุ่ม WPP กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของธุรกิจต่างๆ ของไทยในยุคดิจิตอลทรานส์ฟอร์มเมชั่นว่า ความเคลื่อนไหวทางดิจิตอลเกิดขึ้นต่อเนื่องและรวดเร็วมากขึ้นทุกปี นักการตลาดทุกวันนี้ คุ้นชินกับการใช้ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางปกติของการสื่อสารพูดคุยของผู้คน การสั่งซื้อสินค้า หรือ การชำระเงินออนไลน์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของนักช็อปออนไลน์เท่ากับสิทธิพิเศษ หรือ กระแสโซเชียล จนกล่าวได้ว่า ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ก้าวสู่การใช้ดิจิตอลเต็มตัว ทำให้วันนี้ ซีอีโอ 100% ขยับตัวและเร่งใช้กลยุทธ์ดิจิตอลมากขึ้นในทุกระดับ นอกจากปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องคิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดโลกด้วย เพราะดิจิตอลสร้างโอกาสทางธุรกิจไปได้ทุกมุมโลก

ทั้งนี้ ผลสำรวจความเห็นของ 100 ซีอีโอ โดยสื่อและมายรัม ล่าสุดในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2559 พบว่า ซีอีโอเกือบทุกอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและมองว่าธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับกระแสเศรษฐกิจดิจิตอล ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางธุรกิจและการแข่งขันที่โหมกระหน่ำในปีหน้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กังวลแทนการกล่าวถึงเทรนด์ของดิจิตอลเช่นทุกปี

น.ส.อุไรพร กล่าวต่อว่า ขอเสนอ 5 ปัจจัยหลักสำหรับผู้บริหารและนักการตลาด เพื่อใช้ประกอบการวางกลยุทธ์ดิจิตอลตามเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้นในปี 2017 ให้เหมาะกับธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่รู้เท่าทันการใช้ดิจิตอลในยุคสมาร์ทดิจิตอล หรือ 2017: The Year of Smarter Digital โดยเริ่มจากการวางเป้าหมาย การใช้ดิจิตอลขององค์กร ดังนี้ ถูกทาง: Smart Way กำหนดแผนดิจิตอลทรานส์ฟอร์มเมชั่น 
ถูกต้อง: Smart Work – ใช้ดิจิตอลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและโอกาส ถูกเป้า: Smart Target – กำหนดการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม 
ถูกจุด: Smart Conversion – ใช้ดิจิตอลจับการขาย และถูกใจ: Smart Service – ให้บริการที่โดนใจลูกค้า

“ในยุคที่การค้าถูกช่วงชิงได้ด้วยดิจิตอลดิสรัพชั่น หรือ จากแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งทางดิจิตอล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ใหญ่ และแบรนด์ดังระดับโลก ต้องกำหนดกลยุทธ์ดิจิตอลที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้ 2017 เป็นปีที่สดใสและก้าวเข้าสู่ปีแห่งสมาร์ทดิจิตอลตามหลักการ 5 ข้อที่นำเสนอในครั้งนี้ และช่วยให้องค์กรตัดสินใจลงทุน เลือกใช้เครื่องมือตามเทรนด์ดิจิตอลที่ตอบโจทย์ได้คุ้มค่า ทำให้แข่งขันได้ในธุรกิจอย่างมั่นใจ” น.ส.อุไรพร กล่าว.