ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 09:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800786

 

ราคาทองวันที่ 3 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400 บาท…

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.17 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท

 

ทวยราษฎร์แซ่ซ้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800652

 

ภายหลังทรงมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อคืนวันที่ 1 ธ.ค.2559 แล้วภาคธุรกิจของประเทศไทยหลากหลายสาขา ก็ได้ร่วมกันถวายพระพร และความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยความดังต่อไปนี้

“ภาคเอกชน เชื่อมั่นว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้นำของชาติที่เข้มแข็ง และพระองค์ท่านคงจะสืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง และสานต่อโครงการในพระราชดำริมาดำเนินงานต่อไป เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนชาวไทยทุกคนก็พร้อมปฏิบัติตนให้เป็นคนดี มีความพอเพียงในการดำรงชีวิต จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ตลอดไป” นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ด้าน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค โดย นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวคำถวายพระพรในนามพนักงานว่า เนื่องในมหามงคลสมัยแห่งการขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ขอตั้งสัตยาธิษฐาน ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง เคารพกฎหมาย เป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน สงบสุข รู้รักสามัคคี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ตราบนานเท่านาน พร้อมขอน้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางปฏิบัติในการทำความดีให้กับแผ่นดินไทยต่อไป…ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในวโรกาสอันเป็นมหามงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ปวงข้าพระพุทธเจ้าในนามสมาคมธนาคารไทย องค์กรส่วนรวมของธนาคารพาณิชย์ไทย ภายใต้ร่มพระบารมี อันเป็นหน่วยงานในภาคการเงินการธนาคารที่มีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้เจริญรุ่งเรือง ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน และขอถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นพระมิ่งขวัญ และทรงเป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของปวงชนตราบนิรันดร์

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่เคารพเทิดทูนสูงสุดของชาวไทยเสมอมา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่จึงเป็นศูนย์รวมการยึดเหนี่ยวหัวใจของคนไทยทั้งประเทศให้รวมพลังเพื่อสร้างสรรค์ความดีให้กับประเทศชาติ ชาวไทยทุกคนน้อมใจขอให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” ขณะที่ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นความปลาบปลื้มของคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นสถาบันที่สำคัญที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาโดยตลอด ภาคเอกชน และประชาชนคนไทยทุกคน ขอถวายพระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยตราบนานเท่านาน

ด้าน นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ถวายพระพรด้วยคำกล่าวที่ว่า ปวงข้าพระพุทธเจ้า สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว และปวงสมาชิกของสมาคมฯขอกราบถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขอให้พระองค์เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าตลอดกาลนาน.

 

“บอย” ยืนยันช่องวันไม่มีแผนร่วมมือพีพีทีวี เอาเงินมาลงทุนทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800647

 

นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เจ้าของช่อง One 31 ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปิดรับผู้ถือหุ้นใหม่ของช่องวัน (one 31) จะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยการบริหารงานทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพ เช่น มีสต๊อกละครเพิ่มมากขึ้นจากเดิมอาจมีข้อจำกัด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จะเพิ่มทุนอีก 1,905 ล้านบาท โดยเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บริษัทประนันท์ภรณ์ จำกัด ซึ่งมีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.98% ซึ่งหลังเพิ่มทุน บริษัทประนันท์ภรณ์จะเข้ามาถือหุ้นเดอะ วัน ในสัดส่วน 50% ส่วนกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ลดการถือหุ้นเหลือ 25.50% และกลุ่มนายถกลเกียรติ เหลือ 24.50%

“เราไม่ได้ขายหุ้น แต่เราเพิ่มทุน ส่วนการที่ไม่ได้เพิ่มทุนเอง แต่ขายหุ้นเพิ่มทุนให้คนอื่นนั้น จะทำให้เราแข็งแรงมากกว่า เพราะเราต้องการนักลงทุนที่มีความพร้อมมาช่วย และการที่ผมต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลง เพื่อเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นใหม่นั้น ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมมองแค่ว่ามันจะช่วยให้ช่องแกร่งขึ้น มีโอกาสมากขึ้น โดยเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนจะนำมาใช้ในการลงทุนทั้งหมด ไม่ได้เข้ากระเป๋าใครและไม่ได้เอาไปใช้หนี้”

ส่วนความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี ซึ่งถือหุ้นโดยกลุ่มปราสาททองโอสถเช่นกันนั้น ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นคนละช่องกัน ความร่วมมือก็คงเป็นในลักษณะทั่วไปที่ไม่ต่างจากช่องอื่นๆ.

 

ก้าวไม่พ้น! รวยกระจุกจนกระจาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800646

 

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้ติดตามสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย พบว่า ความยากจนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยในปี 2558 มีสัดส่วนคนยากจนหรือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,644 บาท อยู่ที่ 7.2% ของประชากรทั้งหมดลดลงจากปี 2557 ที่สัดส่วนอยู่ที่ 10.5% หรือคิดเป็นจำนวนลดลงจาก 7.1 ล้านคน เหลือ 4.85 ล้านคน ลดลง 2.25 ล้านคน เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร การลดรายจ่ายและต้นทุนการผลิต การจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพและบรรเทาปัญหาหนี้สิน การจัดหาตลาดและที่ดินทำกิน รวมทั้งการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้พบว่าลดลงแต่ยังอยู่ในระดับที่สูง โดยกลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้สูงสุด มีสัดส่วนการถือครองรายได้สูงถึง 35% สูงกว่าประชากร 10% ที่มีรายได้ต่ำสุดถึง 22 เท่า ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งกลุ่ม 10% ที่มีรายได้น้อยที่สุด มีสัดส่วนถือครองรายได้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มยากจนเรื้อรัง ยากต่อการเข้าถึงและพัฒนาศักยภาพ ส่วนความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินพบว่า สินทรัพย์ทางการเงินกระจุกตัวอยู่ในคนจำนวนน้อย โดยบัญชีเงินฝากประมาณ 0.1% ของบัญชีทั้งหมด มีวงเงินฝากรวมกันสูงถึง 49.2%ของเงินฝากทั้งหมด ขณะที่การถือครองที่ดินของกลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้สูงสุด มีสัดส่วนถือครองที่ดินถึง 61.5% สูงกว่าประชากรที่เหลืออีก 90% ที่มีสัดส่วนถือครองที่ดินเพียง 38.5%

นอกจากนี้ยังพบว่ามีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการทางสังคมในส่วนของบริการภาครัฐ ซึ่งแม้จะมีการขยายการให้บริการอย่างทั่วถึงแล้ว แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำในการจัดบริการภาครัฐที่มีคุณภาพทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมทั้งการคุ้มครองแรงงานที่มีประกันทางสังคมครอบคลุมเพียง 36.3%.

 

กรมชลสนองรับสั่งแก้อุทกภัย ปรับยุทธศาสตร์น้ำ 12 ปีก้าวสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800637

 

กรมชลประทานสนองพระราชดำรัส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำระยะยาว 12 ปี เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประเทศและ จัดการอุทกภัยแบบยั่งยืน

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความห่วงใยพสกนิกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยมีพระกระแสรับสั่งเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2559 ผ่านทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทรงกำชับให้ดูแลในเรื่องอุทกภัยให้ดีที่สุด ไม่ประสงค์ให้ปัญหาอุทกภัยมาซ้ำเติมความทุกข์โศกของพสกนิกรชาวไทยหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต และทรงกำชับให้ดูแล 2 จังหวัดเป็นพิเศษ คือ จังหวัดสิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนนั้น ทางกรมชลประทานได้เข้าไปแก้ปัญหาด้วยการลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงตามลำดับ เพื่อไม่ให้มวลน้ำระลอกใหม่ซ้ำเติมปัญหาอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงและเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ต่างๆ

ล่าสุด ทางกรมชลประทานได้เร่งสนองพระราชดำรัส ปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ (พ.ศ.2558-2569) ระยะเวลา 12 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการชลประทานในระยะยาวให้เกิดความยั่งยืน โดยกรมชลประทานมีหน้าที่รับผิดชอบ 2 ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำ และยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอุทกภัย

สำหรับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1. การจัดการความต้องการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้น้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ 10% 2. การจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (โซนนิ่ง) เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้น้ำต่อหน่วยให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสม

3. เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บแหล่งน้ำเดิมให้เต็มศักยภาพ และลดการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทาน 10% พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กในลุ่มน้ำที่มีศักยภาพการพัฒนาต่ำ รวมทั้งดำเนินการพัฒนาที่ดินใช้เพื่อการเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ทั่วถึง โดยการวางผังจัดรูปที่ดิน การจัดระบบชลประทาน การจัดสร้างถนนหรือทางลำเลียงในไร่นา การปรับระดับพื้นที่ดิน การบำรุงดิน การวางแผนการผลิตและจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร

4. จัดหาแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรน้ำฝน ให้เพียงพอต่อการทำเกษตรเพื่อยังชีพอย่างน้อย 1 ฤดูกาล โดยการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,700 ล้าน ลบ.ม. ขุดสระน้ำในไร่นา 270,000 บ่อ พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 1.04 ล้านไร่ และสนับสนุนแหล่งน้ำชุมชน 1,715 แห่ง

5. พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ โดยเน้นลุ่มน้ำที่มีแหล่งเก็บกักน้ำต่ำ และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ให้เพียงพอกับความต้องการขั้นพื้นฐานในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการพัฒนาพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน รวมทั้งพัฒนาโครงการแหล่งน้ำใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ โดยมีปริมาณน้ำที่สามารถจัดการได้ไม่น้อยกว่า 9,500 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 7.2 ล้านไร่ 6. การจัดหาน้ำต้นทุนในรูปแบบพิเศษ ได้แก่ ระบบผันน้ำและระบบเชื่อมโยงแหล่งน้ำตามศักยภาพ และข้อจำกัดเพื่อรองรับพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมทั้งพื้นที่ขาดแคลนน้ำด้านต่างๆ ในระดับสูง

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม จะดำเนินการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ และระบบส่งน้ำในภาคตะวันออก จากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมาก เช่น ลุ่มแม่น้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ไปรองรับพื้นที่ที่มีน้ำน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นใหม่ อาทิ จังหวัดตาก สระแก้ว สงขลา เป็นต้น

ส่วนยุทธศาสตร์การจัดการอุทกภัย แบ่งออกเป็น 6 ด้านเช่นกัน ได้แก่ 1. การปรับปรุงลำน้ำสายหลักและสาขา อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน เป็นต้น โดยเพิ่มอัตราการไหลมากกว่า 10% รวมระยะทาง 870 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจจำนวน 185 แห่ง

2. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสียหายจากน้ำหลากล้นตลิ่ง และน้ำท่วม 15% ของพื้นที่เป้าหมาย 450,000 ไร่ และความเสียหายพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับวิกฤติ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ปราจีนบุรี ชัยภูมิ พื้นที่ติดแม่น้ำโขงภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ได้แก่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นครศรีธรรมราช ชุมพร และตรัง

3.พัฒนาพื้นที่รองรับน้ำนองในลุ่มเจ้าพระยาเพื่อชะลอน้ำหลากขนาดใหญ่ 4.ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจจำนวน 185 แห่ง 5.จัดทำและปรับปรุงผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและลุ่มน้ำ 15 แห่ง 6.สนับสนุนการปรับตัวและหนีภัยโดยเฉพาะกลุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกลุ่มลุ่มแม่น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.

 

กรมการขนส่งทางบก จัดเก็บภาษีรถเดือน ต.ค.ในเขต กทม.กว่า 579 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800441

 

กรมการขนส่งทางบก จัดเก็บภาษีรถประจำปีในเขต กทม.เฉพาะเดือน ต.ค. 59 ได้กว่า 579 ล้านบาท พร้อมมุ่งมั่นพัฒนางานทุกด้านอย่างมืออาชีพ สร้างความพึงพอใจและการยอมรับจากประชาชนต่อไป

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนสามารถเลือกชำระภาษีรถประจำปีผ่านช่องทางต่างๆ เฉพาะเดือน ต.ค. 59 สามารถจัดเก็บภาษีรถในเขต กทม.ได้ทั้งสิ้น 579,977,623.50 บาท ซึ่งพบว่าประชาชนยังนิยมใช้บริการรับชำระภาษีรถประจำปี ณ สำนักงานขนส่ง กทม.พื้นที่ 1–5 ของกรมการขนส่งทางบกมากที่สุด จำนวน 331,178 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 391,194,662.70 บาท

ขณะที่ อันดับที่ 2 ได้แก่ การใช้บริการรับชำระภาษีรถผ่านช่องทาง “เลื่อนล้อ ต่อภาษี” (Drive Thru for Tax) ชำระภาษีโดยไม่ต้องลงจากรถ จำนวน 62,571 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 108,749,202.51 บาท และการใช้บริการชำระภาษีรถที่ห้างสรรพสินค้า ในวันเสาร์–อาทิตย์ ตามโครงการ “ช้อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax) มีผู้ใช้บริการ จำนวน 35,489 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 51,053,963.94 บาท

ขณะเดียวกัน การรับชำระภาษีรถผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://www.dlte-serv.in.th สามารถจัดเก็บภาษี ได้ทั้งสิ้น 11,511,682.15 บาท และที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ให้บริการทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–15.00 น. สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 9,500,022.17 บาท

นอกจากนี้ เป็นการรับชำระภาษีรถผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 6,399,132 บาท ผ่านไปรษณีย์และผ่านโทรศัพท์มือถือ จัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 1,568,958.03 บาท ซึ่งปัจจุบันเจ้าของรถสามารถชำระภาษีรถล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน โดยต้องเป็นรถที่ไม่ค้างชำระภาษีรถเกินกว่า 1 ปี สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี ต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) มาแสดงด้วย

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก มุ่งมั่นพัฒนางานด้านบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานบริการ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก ที่ต้องการพัฒนารูปแบบการให้บริการประชาชนให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการสภาพสังคมปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์ของประชาชน

นายณันทพงศ์ กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างเช่นการนำระบบ QR Code มาเป็นช่องทางเข้าถึงแอพพลิเคชั่น DLT eForm ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นให้ข้อมูลการให้บริการด้านทะเบียนและภาษีรถ เช่น หลักฐานที่ใช้ ขั้นตอน สถานที่ดำเนินการ พร้อมดาวน์โหลดหรือกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ Smart Phone เพื่อนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทั้งสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดระยะเวลาในการติดต่อราชการ

นอกจากนี้ ได้จัดตั้ง“ศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center : GECC)” เพื่อให้บริการประชาชนติดต่อสอบถามข้อมูล และให้คำแนะนำต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกตั้งแต่ที่เดินทางมาติดต่อราชการ โดยให้จัดตั้งศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ที่กรมการขนส่งทางบก จตุจักร สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–4 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ

 

คนกรุงแพลนเที่ยวสิ้นปี คาดเงินสะพัด 4.4 หมื่นล้าน เชียงใหม่ยังเนื้อหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800382

 

คนกรุงแพลนเที่ยวสิ้นปี คาดเงินสะพัด 4.4 หมื่นล้าน เพิ่มจากปีที่แล้ว 5% จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ พบส่วนใหญ่เที่ยวในประเทศ จังหวัดยอดฮิตยังคงเป็นเชียงใหม่ ควักจ่ายค่าอาหารเครื่องดื่มเฉลี่ย 1-2 พันบาทต่อคนต่อทริป…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนกรุงเทพฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ พบว่า 66.0% มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอย่างน้อย 1 ทริป ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว/เพื่อน โดยปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 คือ เชียงใหม่ รองลงมา คือ เชียงราย, เลย, กระบี่ และชลบุรี ซึ่งแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ไม่ต่างจากผลการสำรวจในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก

นอกจากนี้ จำนวนคนกรุงเทพฯ อาจเที่ยวเพิ่มขึ้น 6.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 และก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ต่างๆ มูลค่าประมาณ 44,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แรงหนุนส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการภาครัฐ ที่มุ่งหวังกระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้

จากผลสำรวจข้างต้นชี้ให้เห็นโอกาสทางธุรกิจ แม้ภาคธุรกิจในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากตลาดคนกรุงเทพฯ แต่ผู้ประกอบการในเมืองรอง ควรใช้จังหวะนี้นำเสนอบริการ, แพ็กเกจท่องเที่ยวเชื่อมโยง เช่น ธุรกิจนำเที่ยวใช้จังหวะที่ภาครัฐมีมาตรการนำค่าบริการจากบริษัทนำเที่ยวมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงเดือน ธ.ค. 2559 อาจนำเสนอแพ็กเกจทัวร์รับลมหนาวเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง แพ็กเกจทัวร์รับลมชมทะเลอันดามัน ภูเก็ต-กระบี่-พังงา เป็นต้น โดยในส่วนนี้ ภาครัฐอาจเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เพื่อทำให้เมืองท่องเที่ยวรองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อให้การเดินทางระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักและรองมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ด้านการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัด พบว่า ประมาณ 64.7% ใช้จ่ายด้วยเงินสด รองลงมา คือ ใช้จ่ายด้วยเงินสดและบัตรเครดิตในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีการใช้จ่ายส่วนใหญ่สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคนต่อทริป รองลงมา ค่าใช้จ่ายที่พัก ประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อคนต่อทริป และค่าใช้จ่ายสำหรับของฝากของที่ระลึก ประมาณ 500-1,000 บาทต่อคนต่อทริป.

 

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานดินวังสระปทุม เป็นของมหามงคล ‘ดินของพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 18:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800357

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานดินจากวังสระปทุม เพื่อนำมารวมกับดินมหามงคลจาก 76 จังหวัด เพื่อจัดทำ “ดินของพ่อ” เป็นที่ระลึกแก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน “ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559” ณ สะพานภูมิพล 1

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.59 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่คณะผู้จัดงาน “ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559” เป็นอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานดินจากวังสระปทุม ซึ่งถือเป็นดินมหามงคลจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำมารวมกับดินมหามงคลจาก 76 จังหวัด โดย ททท. ได้นำดินทั้งหมดมาจัดใส่เป็นถุง “ดินของพ่อ” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน “ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559” ในวันที่ 5 ธันวาคม 2559 ณ สะพานภูมิพล 1

สำหรับแนวคิดในการจัดทำ “ดินของพ่อ” นั้น ผู้ว่าการ ททท. กล่าวต่อว่า เนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศให้เป็นวัน “ดินโลก” (World Soil Day) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการจัดการปัญหาเรื่องดินเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎรทุกจังหวัด ดังนั้น เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำนักงาน ททท. ในประเทศ 40 แห่ง จึงได้รวบรวม “ดินมหามงคล” จากโครงการในพระราชดำริ สถานที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญในพื้นที่ 77 จังหวัด ซึ่งพระองค์ท่านเคยเสด็จฯ และทรงงานอย่างหนักด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ดินจากต้นไม้ทรงปลูก รวมทั้งดินจากศาลหลักเมืองและดินจากศาสนสถานที่สำคัญ

อาทิ ดินจากสถานที่ทรงงานและสถานที่ประทับ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ดินจากต้นพิกุลทรงปลูก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ดินจากงานศึกษาพัฒนาปรับปรุงดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ดินจากอ่างเก็บน้ำช่องกล่ำบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสระแก้ว ดินจากบริเวณต้นโพธิ์คู่พระบารมี วัดหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ดินจากศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ ฯลฯ

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานดินจากวังสระปทุมอันเป็นดินจากสถานที่เป็นเสมือนบ้านที่ประทับหลังแรกในประเทศไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หลังจากได้เสด็จนิวัตจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสอีกด้วย ดินทั้งหมดจะจัดทำเป็นของที่ระลึกใส่เป็นถุงดินของพ่อ จำนวน 19,999 ชุด มอบให้ผู้เข้าร่วมงานร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559 ณ สะพานภูมิพล 1 ซึ่งได้จัดพิธีรวมดินมหามงคลทั่วประเทศ จากดินของพ่อ สู่ดวงใจของคนไทย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานควบคุมประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ กรมชลประทาน ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับกิจกรรมร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 5 ธันวาคม 2559 ณ สะพานภูมิพล 1 ตั้งแต่เวลา 05.00–08.00 น. เพื่อร่วมถวายมหาสังฆทานแด่พระสงฆ์ 999 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร่วมเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด ให้กึกก้อง และเขียนโปสการ์ดจารึกคำปฏิญาณทำความดี แสดงออกถึงความจงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งผู้เข้าร่วมงาน 50,000 คนแรกจะได้รับเข็มกลัดที่ระลึกรูปเลข 9 อีกด้วย.

 

ค่าจ้างขยับแค่จิ๊บๆ สวนทางคนเบี้ยวหนี้รูดปื๊ด เกิน 3 เดือน พุ่ง 16.9%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800321

 

สภาพัฒน์ เผยไตรมาส 3 คนว่างงานทรงตัว 3.6 แสนคน เงินเดือนเอกชนขยับแค่ 0.2% พบเบี้ยวหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน พุ่ง 16.9% ส่วนผู้มีรายได้น้อยรับสวัสดิการรัฐ ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบวงเงิน 1 แสน อึ้ง! พันกว่าคน หนี้เกินตัว 3 ล้าน…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาส 3/59 การว่างงานยังคงทรงตัว โดยมีผู้ว่างงาน 362,513 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% เทียบกับ 0.92% ในไตรมาส 3/58 โดยทั้งผู้ที่เคยและที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% และ 3.4% ตามลำดับ สอดคล้องกับจำนวนผู้ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานที่เพิ่มขึ้น 21.2% ส่วนจำนวนผู้ว่างงานแฝงลดลงถึง 20.3% จากจำนวนผู้รอฤดูกาลลดลงมาก 28.4% และผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ และต้องการทำงานเพิ่มลดลง 6% โดยผู้ที่ทำงานต่ำระดับก็ลดลงเช่นกันโดยลดลงถึง 13.4%

ส่วนด้านรายได้พบว่า ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 0.4% เมื่อหักเงินเฟ้อ 0.3% ทำให้ค่าจ้างเงินเดือนแท้จริงที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.2%

ในส่วนหนี้สินครัวเรือน พบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวชะลอลงเหลือ 5.2% ส่วนความสามารถในการชำระหนี้มีแนวโน้มลดลง จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.60% ในไตรมาส 2/59 เป็น 2.73% ในไตรมาสนี้ รวมทั้งลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน เพิ่มขึ้นจาก 3.20% ในไตรมาส 2/59 มาอยู่ที่ 3.26% ในไตรมาสนี้

ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับมีมูลค่า 11,538 ล้านบาท ลดลง 31.1% และคิดเป็นสัดส่วน 3.5% ของยอดสินเชื่อคงค้าง สำหรับการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตมีมูลค่า 11,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% และคิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากช่วงก่อนหน้ามีธนาคารบางแห่งไม่จัดชั้นให้ลูกหนี้ด้อยคุณภาพเป็นเอ็นพีแอล แต่หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการอย่างเข้มงวดทำให้เอ็นพีแอลในกลุ่มดังกล่าวสูงขึ้น

เมื่อพิจารณาการก่อหนี้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้นของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2559 พบว่า มีผู้ที่รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และมีอายุเกิน 18 ปี มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,321,775 คน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ผู้รับจ้างทั่วไป และผู้ว่างงาน

ทั้งนี้ ผู้ที่มาลงทะเบียนทุกคนล้วนเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบส่วนใหญ่เป็นหนี้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แต่หากเป็น การกู้ในวงเงินตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป จะมีสัดส่วนของการกู้นอกระบบสูงกว่าในระบบมาก สะท้อนถึงการไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินปกติได้เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนหรือไม่มีเอกสารรายได้ประกอบการขอสินเชื่อ มีผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบวงเงินเกิน 100,000 บาท จำนวน 903,619 คน หรือคิดเป็น 10.9% ของผู้ที่มาลงทะเบียนทั้งหมด

นอกจากนี้มี 14,484 คน ที่กู้เงินนอกระบบ วงเงินเกิน 1 ล้านบาท มี 1,009 คน ที่กู้เงินนอกระบบวงเงินเกิน 3 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการสร้างหนี้ที่เกินตัวและต้องแบกรับภาระการผ่อนชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตและอาจส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ จึงต้องมีการบริหารจัดการทั้งด้านเจ้าหนี้และลูกหนี้ควบคู่กันไป.

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 10.72 จุด ดัชนียังอยู่ที่ 1,501.66 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800292

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 10.72 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,501.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,834.65 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 2 ธ.ค. 59 พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 10.72 จุด เปลี่ยนแปลง 0.71% ดัชนีอยู่ที่ 1,501.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,834.65 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,518.29 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,498.57 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขาย 5 อันดับแรก 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)