‘พาณิชย์’ สั่งติดตาม 3 กลุ่มสินค้า หวั่นโฉยขึ้นราคา รับค่าแรงเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800076

 

พาณิชย์ แบ่ง 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ นมผง นมสด อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปุ๋ยเคมี ยาป้องกัน-กำจัดศัตรูพืช หวั่นถูกฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหลังค่าแรงเพิ่ม พร้อมขอความร่วมมือให้สินค้า 205 รายการต้องแจ้งราคา…

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อติดตามดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้า หลังจากที่ประชาชนมีความกังวลว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาทต่อวัน ที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 60 จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตเปลี่ยนแปลงราคา ได้แก่ นมผง นมสด อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก เหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและเคลือบโครเมี่ยม ปุ๋ยเคมี ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช

ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องแจ้งต้นทุนให้ทราบก่อนเปลี่ยนแปลงราคา ได้แก่ นมข้นหวาน ผงซักฟอก กระดาษชำระ ปูนซีเมนต์ สายไฟฟ้า แบตเตอรี่รถยนต์ ยางรถยนต์ เป็นต้น และกลุ่มสินค้ากำกับดูแล 205 รายการ นอกเหนือจากสินค้าควบคุมที่มีมาตรการกำกับไว้ ซึ่งจะติดตามดูแลต้นทุนและราคาอย่างใกล้ชิด ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน และขอความร่วมมือผู้ประกอบการแจ้งราคาจำหน่ายก่อนเปลี่ยนราคา ได้แก่ ข้าวสารบรรจุถุง น้ำมันพืช น้ำปลา สบู่ ยาสีฟัน แชมพู สังกะสี ไม้อัด เป็นต้น

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้าน้อยมาก จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะปรับราคาสินค้า รวมทั้งการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมีขั้นตอนที่กรมฯ จะพิจารณา ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ทันที ซึ่งจะดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปริมาณสินค้ามีเพียงพอไม่ขาดแคลน มีปริมาณครบถ้วนถูกต้อง และไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้า

“กรมฯ จะเข้มงวดดูแลทั้งต้นทางและปลายทาง โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการบริหาร และมาตรการเสริม รวมทั้งกำหนดสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งในปี 59 ได้กำหนดสินค้าและบริการควบคุม 45 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 42 รายการ และบริการ 3 รายการ รวมถึงสินค้าติดตามดูแล 205 รายการ ได้ติดตามดูแลต้นทุนและราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน”

อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตสินค้ามีเหตุผลที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา กรมฯ พร้อมจะพิจารณาให้ โดยยึดหลักพิจารณาปรับขึ้นราคาจะต้องสมเหตุสมผล ราคาเป็นธรรม ไม่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินควร และแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภค หากประชาชนพบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบพฤติกรรมทันที เพื่อดำเนินการทางด้านกฎหมายกับผู้ที่ฉวยโอกาสต่อไป

 

30 พ.ย. เปิดยื่นเดินรถโดยสาร เส้นปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 12:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799917

 

กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนผู้ประกอบการ ยื่นคำขออนุญาต เดินรถโดยสารประจำทาง หมวด 3 สายที่ 380 เส้นทางปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก เปิดรับคำขอตั้งแต่ 30 พ.ย.59-13 ม.ค.60…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเส้นทางในการเดินรถโดยสารประจำทางหมวด 3 สายที่ 380 ปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้รับความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางยิ่งขึ้น และยังเป็นการพัฒนาระบบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารสาธารณะให้สามารถแข่งขันกับบริการขนส่งสาธารณะอื่นที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทัดเทียม และสอดคล้องกับความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเปิดรับคำขออนุญาตประกอบการขนส่งในเส้นทางสายดังกล่าว ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจสามารถยื่นคำขออนุญาตประกอบการขนส่ง ตั้งแต่ 30 พ.ย. 2559 – 13 ม.ค. 2560

ทั้งนี้ การเปิดรับคำขอในเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางดังกล่าว ได้กำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับการเดินรถ โดยใช้รถโดยสารธรรมดาและหรือรถสองแถว (รถลักษณะมาตรฐาน 3) จำนวน 3 – 8 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 6 เที่ยว (ไป 3 เที่ยว กลับ 3 เที่ยว) อัตราค่าโดยสารตลอดสาย 22 บาท สำหรับเส้นทางเดินรถเริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดปราจีนบุรี ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3071 (ถนนเทศบาลดำริ) แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 319 แยกขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3481 ผ่านโรงเรียนวัดโบสถ์ บ้านบางพลวง วัดหัวไผ่ อำเภอบ้านสร้าง บ้านบางกระเบา บ้านคลองหอทอง บ้านบางเตย บ้านหัวสะแก บ้านบางแตน ถึงบ้านหอกหาย แยกขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3124 ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง แยกขวาไปตามถนนเทศบาล 2 ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางตลาดบ้านบางขนาก (จังหวัดฉะเชิงเทรา) ระยะทางตลอดสาย 46 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ สามารถยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน ได้แก่ สภาพของรถ การเป็นเจ้าของรถ แผนด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม สถานที่เก็บซ่อมและบำรุงรักษารถ จุดพักรถต้นทางและปลายทาง แผนการให้บริการ แผนการจัดการเดินรถ แผนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวรถและผู้โดยสาร ฐานะความมั่นคงของผู้ขอ หรือประวัติการประกอบการขนส่งในอดีต เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบการขนส่ง.

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 10:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799756

 

ทองไทยเปิดตลาดขึ้น 100 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายบาทละ 20,400 ขณะที่ทองนิวยอร์ก ปิดร่วงวันที่ 3 ปรับลด 4.5 ดอลลาร์ จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400

ทั้งนี้ราคาทองไทยปรับขึ้นเช้านี้ สวนกับตลาดทองคำนิวยอร์กที่ปิดร่วงเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) ติดต่อกัน 3 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นและตลาดน้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นขานรับมติการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)

นอกจากนี้ นักลงทุนยังชะลอการซื้อขายก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน พ.ย.ในวันนี้ โดยสัญญาทองคำตลาด โคแมกซ์ ส่งมอบเดือน ก.พ.ร่วงลง 4.5 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 1,169.40 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 กษัตริย์นักบินผู้ทรงพระปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799692

 

อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ว่าทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน

โดยเฉพาะทางด้านการบินที่ทรงมีความชำนาญในการบังคับอากาศยานชนิดต่างๆ ทั้งอากาศยานทหาร และอากาศยานพาณิชย์ ยากที่จะมีผู้ใดเสมอเหมือน จนทรงได้รับการขนานนามเป็น “กษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี”

ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการด้านการบินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงทุ่มเทพระวรกายด้านการบินอย่างจริงจังมาตลอดหลายสิบปี เริ่มตั้งแต่ครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ ประเทศออสเตรเลีย ได้ทรงศึกษาหลักสูตรด้านการทหารเป็นระยะเวลา 4 ปี ที่โรงเรียนคิงส์สกูล นครซิดนีย์ และวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา

ระหว่างทรงศึกษา ทรงสนพระราชหฤทัยในด้านเครื่องยนต์ โปรดการต่อโมเดลรถถัง เรือรบ และเครื่องบินทหารเป็นพิเศษเฉกเช่นพระราชบิดา หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูนในปี พ.ศ.2518 พระองค์ทรงฝึกฝนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านวิทยาการการบินอย่างต่อเนื่อง


ในปี พ.ศ.2519 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรด้านการบินเพิ่มเติมอย่างหลากหลาย อาทิ หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี และแบบโจมตีติดอาวุธ จนสามารถขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ประเภทต่างๆได้จนทรงพระชำนาญ ทำให้ทรงต่อยอดพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการบินเพิ่มพูนยิ่งขึ้น โดยทรงฝึกฝนเครื่องบินปีกตรึงแบบต่างๆ ไปจนถึงเครื่องบินขับไล่ด้วย

ปี พ.ศ.2523 ขณะที่พระองค์ทรงติดตาม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทรงเข้ารับการฝึกฝนบนเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา และต่อมาระหว่างปี พ.ศ.2525-2526 ได้ทรงศึกษาหลักสูตรการบินเปลี่ยนแบบเป็นเครื่องบินขับไล่แบบ บ.ข.18ข (F-5E) และหลักสูตรเครื่องบินขับไล่ชั้นสูงที่ฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ รัฐอริโซนา ในเวลานั้นพระองค์ทรงสะสมชั่วโมงบินได้มากกว่า 2,000 ชั่วโมง นับเป็นสิ่งที่ยากนักสำหรับนักบินทั่วโลกจะกระทำได้


ด้วยมีพระอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัยความละเอียดถี่ถ้วน และแม่นยำในขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก และเรียนรู้วิทยาการการบินต่างๆได้อย่างรวดเร็วกว่านักบินทั่วไป อีกทั้งยังทรงรอบรู้เทคนิคการบินใหม่ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมกับทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการบินสมัยใหม่แก่กองทัพอากาศไทย…

กระทั่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 พระองค์ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบ บ.ข.18ข (F-5E) และ บ.ข.18ค (F-5E) ของกองทัพอากาศ โดยทรงสอนทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ตลอดจนทรงเข้าร่วมการฝึกซ้อมและการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศต่างๆอีกด้วย

ด้วยพระปรีชาสามารถนี้พระองค์มีพระราชวินิจฉัยต่อว่า วิทยาการทางการบินของเครื่องบินพาณิชย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงมีพระราชประสงค์ทรงฝึกบินในฐานะนักบินพาณิชย์เพิ่มเติม โดยในปี 2547 ทรงเริ่มฝึกการบินเครื่องบินลำเลียง เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์นำไปสู่การบินเครื่องพาณิชย์อย่างจริงจัง และด้วยพระปรีชาสามารถในความรู้ทางการบินเป็นอย่างดีนี่เอง ทำให้พระองค์สามารถฝึกฝนการบินตามหลักสูตรการบินพาณิชย์จนได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก จากกรมการขนส่งทางอากาศ รวมถึงทรงได้รับใบอนุญาตครูฝึกภาคอากาศ และผู้ตรวจสอบนักบินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ในเวลาต่อมา

ในปี 2548 พระองค์ได้ทรงเข้ารับการฝึกฝนตามหลักสูตรกัปตันของสายการบินแห่งชาติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และทรงเริ่มปฏิบัติการการบินจนได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำแหน่ง “นักบินที่ 1” ในปี 2549 แม้ขณะนั้นพระองค์จะมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจการบินของบริษัทการบินไทยอย่างสม่ำเสมอ จนมีความเข้าพระราชหฤทัยในเรื่องการบินพาณิชย์เป็นอย่างดี


อีกทั้งยังมีพระวิสัยทัศน์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบินต่างๆอีกมากมาย จนกระทั่งในปี 2552 บริษัทการบินไทยได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำแหน่ง “ที่ ปรึกษาพิเศษ” ทั้งยังทรงเป็นองค์ประธานศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติการของบริษัท
การบินไทย โดยพระราชทานคำแนะนำ อันก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการกิจการของสายการบินแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรมนานัปการ

ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมีความห่วงใยในความทุกข์ร้อนของราษฎรไทย ประกอบกับมีพระประสบการณ์ในด้านการบินสูง พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเครื่องพระราชพาหนะไปทรงเยี่ยม และพระราชทานขวัญกำลังใจแก่ราษฎรในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพระเมตตาที่มีต่อราษฎรไทยที่ประสบอุทกภัยและประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์มีพระราชดำริให้บริษัทการบินไทย จัด “เที่ยวบินพิเศษมหากุศล” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินที่ 1 นำผู้โดยสารเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และกลับจากท่าอากาศยานเชียงใหม่สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ในโอกาสที่บริษัทการบินไทยครบรอบการดำเนินธุรกิจ 50 ปี พระองค์ยังมีพระมหากรุณาธิคุณปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นนักบินที่ 1 ใน “เที่ยวบินพิเศษมหากุศล” อีกครั้ง ในการนำคณะพุทธศาสนิกชนชาวไทยเดินทางไปกราบสังเวชนียสถาน ณ สาธารณรัฐอินเดีย และนำรายได้จากเที่ยวบินพิเศษขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสมทบทุนมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานในพระองค์ (ม.ท.ศ.) และสมทบกองทุนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้วย

ด้วยพระราชหฤทัยที่ทุ่มเทอุตสาหะฝึกฝนด้านวิทยาการการบินอย่างจริงจังตลอดหลายสิบปีนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบินในการประกอบพระราชกรณียกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านการทหารแก่กองทัพไทย และยังถ่ายทอดวิทยาการความรู้ นำมาใช้พัฒนากิจการการบินเชิงพาณิชย์ และสายการบินแห่งชาติอย่างอเนกอนันต์ อันเป็นคุณูปการใหญ่ยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทยที่ได้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของ “กษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี”.

 

หุ้นสหรัฐปิดผสม ดาวโจนส์ทำนิวไฮ-แนสแด็กดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 06:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799686

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพฤหัสบดี แต่ดาวโจนส์ทำนิวไฮ จากแรงหนุนกลุ่มธนาคารและอุตสาหกรรม แต่การเทขายต่อเนื่องในบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีฉุดแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ธ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 68.35 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 19191.93 จุดส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 7.73 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 2191.08 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 72.57 จุด หรือ 1.36% ปิดที่ 5251.11 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ดาวโจนส์ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่เช่น เจพีมอร์แกน เชส และโกลด์แมน แซกส์ ที่ปรับขึ้น 2.0% กับ 3.4% ตามลำกับ ขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริก และโบอิ้ง ก็เพิ่มขึ้น 2.1% กับ 1.2% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม แนสแด็กยังคงได้รับผลกระทบจากการเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเฟซบุ๊ก (-2.8%), อินเทล (-2.7%) และเทสลา มอเตอร์ (-4.0%)

 

สกัดเสื้อดำคุณภาพต่ำเต็มตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799601

 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ได้ร้องเรียนมายังกรมการค้าภายใน โดยขอให้กรมช่วยตรวจสอบคุณภาพของเสื้อดำ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะ พบมีคุณภาพต่ำ และมีวางขายเต็มท้องตลาด มีทั้งปัญหาสีตก เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ยไม่ได้คุณภาพ เบื้องต้นได้ทำหนังสือถึงกรมศุลกากร เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบใบรับรองคุณภาพสินค้าจากประเทศผู้ผลิต เพื่อสกัดไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานการผลิตของไทย เข้ามาจำหน่ายในประเทศ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

ด้านนายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้เสื้อดำเริ่มล้นตลาด หลังผู้ประกอบการบางส่วนสั่งนำเข้าเสื้อดำคุณภาพต่ำจากประเทศจีนกว่า 1 ล้านตัว เข้ามาทำตลาด และบางรายเร่งกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัจจุบันแม้ความต้องการเสื้อดำยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคก็ซื้อน้อยลง คาดว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะสมดุลในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า.

 

“อภิศักดิ์” ชง ครม.ทำงบกลางปี คลังฝันจีดีพีปี 2560โตสูงสุด5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799596

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะออกพันธบัตรมูลค่า 100,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินดังกล่าวไปมอบ ให้กับกลุ่มจังหวัด เพื่อนำไปลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอจัดทำงบประมาณกลางปี 2560 เนื่องจากงบประมาณปี 2560 มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 จึงไม่สามารถเพิ่มเติมรายจ่ายนอกเหนือจากที่ระบุเอาไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2560 ได้

“พันธบัตร 100,000 ล้านบาท จะออกได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มจังหวัดกำหนดโครงการที่จะลงทุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะกู้เงินภายในประเทศ ด้วยการออกพันธบัตรในต้นปีหน้า เป็นพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชน ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ ส่วนหากมีวงเงินเหลือหลังนำไปใช้ทำโครงการกลุ่มจังหวัดจะนำเงินไปลงในกองทุนหมู่บ้านต่อ ซึ่งการทำโครงการของกลุ่มจังหวัด ในหลักการจะมียุทธศาสตร์ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอยู่แล้ว ให้ทำโครงการเป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากเดิมอาจเป็นแผน 5-10 ปี แต่เมื่อมีงบประมาณมาให้แบบนี้ ก็สามารถขยับแผนเข้ามาทำโครงการได้เลย โดยโครงการจะให้ประชารัฐ ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันทำ จุดประสงค์หลัก คือ การอยู่ดีกินดีของคนในพื้นที่”

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า นอกจากเงินจากโครงการประชารัฐสร้างไทยวงเงิน 100,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะจัดสรรให้กลุ่มจังหวัดไปทำโครงการแล้ว ยังมีวงเงินลงทุนในส่วนของรัฐวิสาหกิจประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาท คาดว่าปีหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ตามศักยภาพที่ 4% และสูงสุดที่ 5%.

 

กลุ่มเซ็นทรัลวิ่งสู้ฟัด! ลุ้นมาตรการรัฐปลุกกำลังซื้อเดือนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799586

 

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พลาซา และเซ็นทรัล เฟสติวัล เปิดเผยว่า ที่ภาครัฐพยายามหาแนวทางต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยววันที่ 1-31 ธ.ค.59 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 15,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากที่เคยมีมติอนุมัติให้นำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 มาหักลดหย่อนภาษีจำนวน 15,000 บาท หากรวม 2 รายการ ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 30,000 บาท “มาตรการดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่ดี ส่วนที่รัฐเตรียมออกพันธบัตร 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดงบให้กลุ่มจังหวัดทำโครงการประชารัฐสร้างไทยกลุ่มละ 5,000-6,000 ล้านบาทนั้น โดยส่วนตัวมองว่าจะช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทการดำเนินธุรกิจช่วง 1 เดือนสุดท้ายของปี ได้เตรียมงบกว่า 300 ล้านบาท จัด “ไลเทิิน อัพ ทูเกตเตอร์” (Lighten Up Together) นำดวงไฟกว่า 10 ล้านดวง ตกแต่งศูนย์การค้าทุกแห่ง ควบคู่กับการจัดงานเทศกาลของขวัญที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.59-15 ม.ค.60 ตั้งเป้าว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้า ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ ที่มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากถึง 30 สาขา เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30%.

 

Health News : แฟลชไดรฟ์ตรวจไวรัสเอชไอวีจากหยดเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245440

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนของอังกฤษร่วมกับดีเอ็นเอ อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทในสหรัฐกำลังพัฒนาแฟลชไดรฟ์ซึ่งเป็นแท่งเก็บข้อมูลที่ใช้งานร่วมกับยูเอสบีให้เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีจากเลือดผู้ติดเชื้อที่ให้ผลแม่นยำและรวดเร็ว เพียงแค่หยดเลือดผู้ติดเชื้อบนจุดที่กำหนดไว้บนแฟลชไดรฟ์ เชื้อเอชไอวีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นกรด ชิปในแฟลชไดรฟ์จะเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่สามารถอ่านค่าได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆ เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถตรวจวัดปริมาณเชื้อไวรัสได้อย่างสม่ำเสมอเหมือนผู้ป่วยเบาหวานตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือดของตนเอง ช่วยให้ผู้ติดเชื้อดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการตรวจวัดในปัจจุบันต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 วัน ต้องส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องทดลองปฏิบัติการ และเสียค่าใช้จ่ายสูง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปรัมบานัน’ ภูมิเทวาลัยที่ยิ่งใหญ่ของอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245445

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การศึกษาศิลปกรรมของชวาบาหลีกับสถาบันอยุธยาศึกษานั้น หากไม่จูงมือ ธนิตสร เพชรถนอมช่างภาพมือแสงเงาแล้วก็จะหาภาพงามจากเทวาลัยของศาสนาฮินดูที่เป็นจุดเริ่มต้นของปราสาทหินต่างๆในประเทศอาเซียนไม่ได้เลย ด้วยในคริสต์ศตวรรษแรกนั้นมีชาวฮินดูจากอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางเผยแพร่มาสู่ประเทศที่อยู่ทางทะเลใต้หรืออุษาคเนย์ ทั้งที่อพยพเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิและไปอยู่ถึงอินโดนีเซียซึ่งมีการเดินทางอพยพอย่างต่อเนื่องจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 จนทำให้มีอิทธิพลและความเชื่อถือในศาสนาฮินดูนั้นขยายวงกว้างออกไป โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง จนผสมผสานกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติในที่สุดโดยเฉพาะภาษาสันสกฤต และภาษาปัลวะนั้น ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นภาษาชวาเก่า ชวาใหม่ และอักษรอินโดนีเซียอื่นๆ วัฒนธรรมส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียที่รับมาจากชาวฮินดูนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ดังเห็นได้จากสถาปัตยกรรม ประติมากรรมรูปปั้นวรรณคดี ดนตรี นาฏศิลป์ และการเล่นพื้นเมือง ซึ่งยังคงมีอยู่ในบาหลี และลอมบอร์กตะวันตก แม้จะมีพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาทจากอินเดียตามมาเผยแผ่ในอินโดนีเซียระหว่างปี พ.ศ.643-743 นั้นก็ตาม ระยะแรกๆ ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนถึงสมัยอาณาจักรศรีวิชัย พุทธศาสนาจึงรุ่งเรืองมากขึ้น

ต่อมาปี พ.ศ.1215 จึงได้มีศูนย์กลางพุทธศาสนาอยู่ที่เมืองปาเลมบัง ในเกาะสุมาตราและชวาตอนกลางเช่นเดียวกับพุทธศาสนาได้ขยายขึ้นมาถึงสุวรรณภูมิตอนใต้จนเมื่อสิ้นสุดอาณาจักรศรีวิชัยพุทธศาสนาก็เสื่อมลงส่วนศาสนาฮินดูนั้นยังมีความเข้มแข็งและมีการสร้างเทวสถานสำคัญขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะ “ปรัมบานัน”(Prambanan) นั้นในอินโดนีเซีย เรียกว่า จันดีปรัมบานัน(Candi Prambanan) หรือจันดีราราจงกรัง (Candi RaraJonggrang) เป็นเทวสถานศาสนาฮินดูที่มีความสำคัญ ตั้งอยู่ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันออกประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นมหาวิหารศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์และอินโดนีเซีย มหาวิหารแห่งนี้มีจุดเด่นที่พระปรางค์ขนาดใหญ่สูงถึง 47 เมตร“ปรัมบานัน” นี้ เรียกตามภาษาอินโดนีเซียว่า วัดโลโรจงกรัง (Loro Jongrang Temple) วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.1390 หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน ก็ถูกทอดทิ้งและถูกปล่อยให้ทรุดโทรมตามกาลเวลา พ.ศ.2349 (ค.ศ.2006) ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นบนเกาะชวาจึงทำความเสียหายอย่างมากให้แก่ “ปรัมบานัน”จนบรรดาสิ่งก่อสร้างหลายแห่งโดยเฉพาะเทวาลัยขนาดเล็กที่อยู่รายรอบปรางค์ประธานนั้นได้พังเสียหายหนัก จนถึงปี พ.ศ.2461(ค.ศ.1918) จึงได้มีการบูรณะวัดขึ้นใหม่ โดยได้บูรณะสิ่งก่อสร้างหลักที่สำคัญจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) ปราสาทหินปรัมบานันแห่งนี้ต่อมาได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 15ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย เมื่อปี พ.ศ.2534ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวัดปรัมบานัน” อันเป็นผลจากสถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นตัวแทนแสดงผลงานชิ้นเอกที่ทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์และเป็นตัวอย่างสิ่งก่อสร้างโดดเด่นอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ปรัมบานันนั้นเป็นกลุ่มเทวสถานที่ก่อสร้างด้วยหินจำนวนหลายหลัง ลักษณะคล้ายเทวาลัยหรือปราสาท โดยสร้างเทวาลัยหลัก 8 หลัง อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเทวาลัยขนาดเล็กเป็นบริวารมีมากกว่า 200 หลังมีแนวกำแพงล้อมรอบเทวาลัย ขนาดใหญ่ 3 หลัง โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก คล้ายเจดีย์ทรงกลีบมะเฟืองที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดีย เทวาลัยประธานหลังกลางเด่นที่สุดสูงถึง 47 เมตร เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นถวายแด่พระอิศวร ส่วนอีกสองหลังที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นเทวาลัยทิศเหนือสร้างถวายแด่พระนารายณ์ และเทวาลัยทิศใต้สร้างขึ้นถวายแด่พระพรหม รอบเทวาลัยนั้นมีภาพสลักนูนทำจากหินลาวาภูเขาไฟ ประดับกำแพงนั้นประณีตงดงามมากเป็นภาพ เรื่องพระผู้เป็นเจ้า เรื่องรามายณะและเรื่องราวจากตำนาน จึงทำให้เป็นเทวสถานแห่งศิลปกรรมมรดกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียน