นายกฯ นิวซีแลนด์ไขก๊อก หลังบริหารประเทศ 8 ปี อ้างเหตุผลทางครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 00:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802791

 

จอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีแห่งนิวซีแลนด์ ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งในสัปดาห์หน้า โดยอ้างสาเหตุว่ามาจากเหตุผลทางครอบครัว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธ.ค. นายจอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีแห่งนิวซีแลนด์ สร้างความประหลาดใจแก่คนในประเทศ ด้วยการประกาศระหว่างการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ หลังจากเป็นผู้นำบริหารประเทศมานาน 8 ปี โดยอ้างสาเหตุการไขก๊อกครั้งนี้ว่ามาจากเหตุผลทางครอบครัว

นายคีย์ นายกรัฐมนตรี 3 สมัย ผู้ได้รับความนิยมจากประชาชน กล่าวว่า งานของเขาจำเป็นต้องได้รับความเสียสละอย่างใหญ่หลวงจากเหล่าผู้ที่เป็นที่รักที่สุดของเขา และลูกๆ ของเขาก็ต้องเผชิญกับการกดดันที่เกินระดับปกติธรรมดา “สิ่งที่ผมสามารถพูดได้คือ ผมได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีให้กับงานนี้ไปแล้ว ผมไม่เหลืออะไรจะมอบให้อีกแล้ว”

ขณะเดียวกัน นายคีย์ยังกล่าวถึงภรรยาซึ่งแต่งงานกันมา 32 ปีในการให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุ ‘นิวส์ทอล์ค’ ด้วยว่า “พวกเราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการลาออก และเธอก็ชอบความคิดที่ว่าผมจะได้อยู่ที่บ้านมากขึ้น แต่ไม่มีการยื่นคำขาดใดๆ”


รองนายกรัฐมนตรี บิล อิงลิช

ทั้งนี้ คาดว่ารองนายกรัฐมนตรี บิล อิงลิช จะรับช่วงบริหารประเทศต่อจากนายคีย์ จนกว่าพรรคเนชันนัลของเขาจะจัดการหยั่งเสียงคอคัส เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

อนึ่ง จอห์น คีย์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์สมัยแรกเมื่อปี 2008 หลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเหนือนาง เฮเลน คลาร์ค จากพรรคแรงงาน ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง เขาแทบไม่เคยตกเป็นข่าวอื้อฉาวเลย จนได้ฉายาจากสื่อท้องถิ่นว่า ‘เทฟลอน จอห์น’ เขายังมีผลการนำพานิวซีแลนด์ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 และพาประเทศออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกด้วย

 

นายกฯ อิตาลีประกาศลาออก หลังพ่ายยับประชามติปฏิรูปรัฐสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802776

 

มัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลีประกาศเรื่องการลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามสัญญา หลังจากเขาพ่ายแพ้ย่อยยับในการลงคะแนนเสียงประชามติปฏิรูปรัฐสภาที่เขาเป็นผู้ผลักดันเอง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งแล้วในวันจันทร์ที่ 5 ธ.ค. หลังจากผลการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีการปฏิรูปรัฐสภาที่เขาเป็นคนผลักดันเมื่อวันอาทิตย์ ออกมาว่า มีผู้โหวตไม่สนับสนุนถึง 60% ต่อยอมรับ 40% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ 70% จากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด โดยล่าสุดเขาเดินทางเข้าพบประธานาธิบดี แซร์จิโอ มัตตาเรลลา แล้ว เพื่อหาทางผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนหลังจากเขาลงจากอำนาจ

อย่างไรก็ตามนายเรนซี ยังไม่ยืนหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายในเวลา 18:30น. วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 00:30น. วันอังคารตามเวลาไทย) โดยมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากนายเรนซีลงจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีอาจแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการนำโดยพรรคประชาธิปไตยของนายเรนซี ให้บริหารประเทศไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งในปี 2018

ทั้งนี้ นายกฯ เรนซีใช้ตำแหน่งของตัวเองเป็นเดิมพันในการลงประชามติครั้งนี้ โดยต้องการจะลดอำนาจของวุฒิสภาซึ่งปัจจุบันมีเท่ากับสภาผู้แทนราษฎรลง ด้วยการลดจำนวนสมาชิกลงจาก 315 คน เหลือเพียง 100 คน เพื่อให้กระบวนการออกกฎหมายที่ยุ่งยากมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยออกมาโต้แย้งว่า การปฏิรูปนี้เป็นการให้อำนวจนายกรัฐมนตรีมากเกินไป

การลงประชามติครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกลุ่มรณรงค์โหวตโน ซึ่งเป็นการรวมกันของพรรคสายประชานิยมนำโดยพรรค ขบวนการ 5 ดาว ที่ต้องการให้อิตาลีออกจากกลุ่มยูโรโซน (แต่ยังอยู่ในสหภาพยุโรป) และกลุ่มที่ไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาผู้อพยพ

ผลประชามติยังถูกมองว่าเป็นผลเสียต่อสหภาพยุโรป แต่นักการเมืองในแสดงท่าที่สงบต่อผลลัพธ์ที่ออกมา และยืนยันว่าจะไม่มีวิกฤติใดๆ เกิดขึ้น เช่นนาย เยอรูน ดิสเซลบลูม ประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป ที่ระบุว่า จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจริงๆ ในอิตาลีหรือธนาคารของอิตาลี ปัญหาที่มีในวันนี้ก็คือปัญหาที่มีอยู่แล้วเมื่อวาน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวของอิตาลี เนื่องจากธนาคารของอิตาลียังคงอ่อนแอ และประเทศมีหนีสินถึง 133% ของอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มยูโรโซนรองจากกรีซ หมายความว่า ธนาคารหลายแห่งของแดนมักกะโรนีจำเป็นต้องมีการ รีไฟแนนซ์ หรือ การกู้เงินก้อนใหม่เพื่อนำไปใช้คืนหนี้ก้อนเก่า แต่การแก้ปัญหาในภาคธนาคารท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

 

‘อาเบะ’ จ่อเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางเยือน ‘เพิร์ล ฮาร์เบอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802762

 

ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น วางแผนจะไป เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางไปสถานที่ซึ่งถูกแดนอาทิตย์อุทัยโจมตีจนกลายเป็นชนวนให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 แห่งนี้…

สำนักข่าว เจแปนไทม์ส ของญี่ปุ่นรายงานในวันที่ 5 ธ.ค. ว่า นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่น ประกาศในคืนวันจันทร์ที่ 5 ธ.ค. ว่า เขาเตรียมจะเดินทางไป เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในรัฐฮาวาบ ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ วันที่ 26-27 ธ.ค. เพื่อร่วมประชุมครั้งสุดท้ายกับประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงสิ้นปี

คำประกาศของนายอาเบะเกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนถึงวันครบรอบ 75 ปีที่ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบลอบโจมตีอ่าวเพิร์ล (เพิร์ล ฮาร์เบอร์) เมื่อ 7 ธ.ค. ปี 1941 จนทำให้ทหารและพลเรือนอเมริกันเสียชีวิตมากกว่า 2,400 คน และส่งผลให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายอาเบะระบุว่า การเดินทางครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสดุดีทหารทั้งสองฝ่ายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนั้น

“เราต้องไม่ทำให้โศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก” นายอาเบะบอกกับผู้สื่อข่าว “ผมอยากจะส่งคำสัญญานี้ และในเวลาเดียวกัน ผมก็อยากจะส่งข้อความแห่งการกลับมาปรองดองกันอีกครั้งระหว่างญี่ปุ่น และสหรัฐฯ” นายกรัฐมนตรีแดนอาทิตย์อุทัยกล่าวเสริมด้วยว่า เขาได้ตกลงร่วมกับประธานาธิบดีโอบามาแล้วในการพูดคุยนอกรอบการประชุมเอเปกเมื่อเดือนก่อน ว่าจะเดินทางเยือนเพิร์ล ฮาร์เบอร์ด้วยกัน

ขณะเดียวกัน ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรื่องการพบปะที่รัฐฮาวายในวันที่ 27 ธ.ค. โดยการเดินทางเยือนของผู้นำทั้งสองคนจะแสดงให้เห็นพลังของความปรองดองที่เปลี่ยนจากอดีตปรปักษ์ให้กลายเป็นมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งรวมตัวกันด้วยผลประโยชน์ร่วมและค่านิยมร่วม

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า ชินโสะ อาเบะ จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางเยือนเพิร์ล ฮาร์เบอร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ภริยาของเขาคือนาง อะคิเอะ ได้เดินทางเยือนอ่าวแห่งนี้ก่อนแล้ว เพื่อสวดมนต์ภาวนาและวางดอกไม้ที่อนุสาวรีย์เรือรบหลวง ยูเอสเอส แอริโซนา นอกเมืองโฮโนลูลู

 

ชาวไทยในซิดนีย์ แปรอักษรเลข ๙ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802612

 

ชาวไทยในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ร่วมใจแปรอักษรเลข ๙ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยเนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 59 นายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำนครซิดนีย์ รายงานว่าที่ Tumbalong Park, Darling Harbour นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ เป็นแม่งานจัดเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี นางรุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ ผอ.ททท.สำนักงานซิดนีย์ พี่น้องชาวไทยรวมทั้งชาวต่างชาติในซิดนีย์และพื้นที่ใกล้เคียง เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายณัฐพล ขันธหิรัญ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ กล่าวว่า ในวันนี้พวกเราได้มาแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้เป็นเรื่องของจิตใจ ที่มีใจจงรักภักดี ใจที่ปรารถนาให้พระองค์ทรงเป็นหลักชัยและแสงสว่างนำทางตลอดไป พวกเราจะหลอมดวงใจทุกดวงให้เป็นหนึ่ง เป็นพลังแห่งความสามัคคี เพราะความสามัคคีเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศชาติมั่นคง เมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นความจริงที่ประจักษ์ตลอดมา ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามโดยแท้ เราโชคดีที่มีแผ่นดินสมบูรณ์



นางรุจิรัศมิ์ กล่าวว่า ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาครัฐวิสาหกิจสำนักงานซิดนีย์ ขอกล่าวถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกท่านที่มาร่วมงานล้วนต้องการมีส่วนร่วมแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรากฐานที่ดี ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ สะท้อนแนวพระราชดำริ และสายพระเนตรอันยาวไกล เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น มาเพื่อทบทวนว่า เราจะเดินตามรอยพระบาทเพื่อไม่ให้สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด 70 ปี ถูกลืมเลือน เราจะดูแลรักษา และสานต่อให้แข็งแกร่งต่อไปได้อย่างไร การที่เราจะรักในหลวงได้ดีที่สุด คือทำหน้าที่ดูแลและรักษาสิ่งที่พระองค์ท่านสอน เราเชื่อว่า ความเชื่อ ความปรารถนา และความฝันของพระองค์ จะถูกสานต่อโดยประชาชนของพระองค์เอง

จากนั้นได้มีการเชิญตัวแทนจากทีมประเทศไทย สื่อมวลชนไทยในซิดนีย์ ชุมชน และสมาคมต่างๆ รวมทั้งสิ้น 29 คน ขึ้นกล่าวแสดงความอาลัย สดุดี และร่วมสานต่อปณิธานความดี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนละ 2 นาที พร้อมทั้งมีการเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ และฉายวีดิทัศน์พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้ชม ก่อนจบพิธี ด้วยการยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยพร้อมเพรียงกัน


ผู้สื่อข่าว รายงานต่อว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีอย่างเป็นทางการของสถานกงสุลใหญ่ฯ พี่น้องชาวไทยในซิดนีย์ ได้พร้อมใจรวมตัวกันแปรอักษรเป็นตัวเลข ๙ และคำว่า S Y D ซึ่งย่อมาจากคำว่า ซิดนีย์ (Sydney) โดยให้คนสวมที่เสื้อสีขาว แปรอักษรเป็นตัวเลข ๙ และแปรอักษรตัว S Y D พร้อมถือเทียนไฟพลาสติกที่เตรียมกันมาให้สว่างไสวไปทั่วพื้นที่ ส่วนคนที่สวมชุดดำยืนล้อมรอบตัวอักษรดังกล่าว ซึ่งภาพที่ออกมานับเป็นภาพที่สวยงาม ตราตรึงใจยิ่งนัก และถือเป็นความร่วมมือร่วมใจครั้งสำคัญอีกครั้งของชุมชนไทยในซิดนีย์ ที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นมา ถือเป็นความสมัครสมานสามัคคีของคนไทยในต่างแดน ที่มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่แผ่นดินไทย แม้จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่ยังทรงสถิตอยู่ในใจพสกนิกรไทยทั่วโลกตราบนานแสนนาน

นางสโรบล ธีระนุกูล Hilliam กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันที่คนไกลบ้านอย่างพวกเราได้พร้อมใจกันแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าเราได้เกิดและเติบโตในรัชกาลของพระองค์ เรามีความสุขและความเจริญกับสิ่งที่พระองค์มอบให้กับเรา ผู้เป็นเสมือนลูกมาเป็นเวลา 70 ปี ซึ่งยาวนานมาก ตั้งแต่รุ่นพ่อและแม่ของเรา ซึ่งก็เป็นพสกนิกรของท่าน เรารู้สึกซาบซึ้งในการมาร่วมแสดงความอาลัยในครั้งนี้ ซึ่งหลายๆ คนก็ได้เดินทางมาจากที่ต่างๆ จากนอกเขตซิดนีย์ มาร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพร้อมเพรียง เราจะธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศของประเทศไทย ดังที่ท่านเสมือนมอบสิ่งนี้ดั่งชีวิตของพระองค์ เราจะเดินตามรอยพระบาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนเราและคนไทย จะสานต่อในสิ่งที่พ่อสอน ต่อไปนี้ลูกจะขอตั้งใจทำในสิ่งดีที่พ่อสอนลูกตลอดไป และตลอดชีวิต



น.ส.ปิยะธิดา หมัดป้องตัว กล่าวว่า วันนี้หลังเลิกงานก็รีบวิ่งมาที่นี่ทันที เพราะอยากมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยในซิดนีย์ ที่ได้ร่วมกันแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งแม้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระองค์ก็ยังคงอยู่ในใจของตนตลอดเวลาและตลอดไป ทุกวันนี้ก็ได้สืบสานปณิธานของพระองค์หลายอย่าง โดยเฉพาะการอยู่อย่างพอเพียง และการแสดงความรักของลูกที่มีต่อแม่ ซึ่งพระองค์ทรงรัก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า มาก ตนได้เห็นสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก และได้ปฏิบัติตามรอยพระองค์ตลอดมา หากวันหน้ามีลูกก็จะนำสิ่งนี้ รวมทั้งคำสอนต่างๆ ของพระองค์ ไปสอนลูก พร้อมทั้งจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์ให้ลูกได้รับรู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของไทยนั้น ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชน และทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของพสกนิกรชาวไทยอย่างไรบ้าง ซึ่งลูกๆ ควรสืบสานปณิธานความดีของพระองค์ต่อไป





สหรัฐฯ ส่งสารวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ‘ร.9’ รำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802657

 

สหรัฐฯ ส่งสารรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง ร.9” เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา และกราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์…

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. นายจอห์น แครี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ส่งสารเนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 5 ธันวาคม ระบุว่า ในนามของประธานาธิบดีโอบามา และประชาชนชาวอเมริกัน ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมายังประชาชนชาวไทย โดยปีนี้นับเป็นปีที่เศร้าสลด ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ซึ่งหากพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ วันที่ 5 ธันวาคมนี้จะเป็นวันครบรอบ 89 ปีแห่งวันเสด็จพระราชสมภพของพระองค์ พวกเราน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ครองแผ่นดินด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และพระวิริยะอุตสาหะที่ทรงทุ่มเทอุทิศพระองค์เพื่อพสกนิกร อีกทั้ง รำลึกถึงน้ำพระราชหฤทัยไมตรีที่ทรงมอบให้แก่สหรัฐอเมริกาตลอดมา

ปวงชนชาวอเมริกันขอกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมทั้งขอเทิดพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระบรมชนกนาถ ด้วยการยึดมั่นในความพยายามสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราทั้งสองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

มิตรภาพระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับประชาชนชาวไทยนี้ ยืนยาวมาร่วม 200 ปี สหรัฐอเมริกา มีความปรารถนายิ่งที่จะพัฒนาความร่วมมืออันยาวนาน และยังผลดียิ่งนี้ให้เป็นปัจจัยส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศเราทั้งสอง รวมถึงนานาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ปวงชนชาวอเมริกันขอกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมทั้งส่งความปรารถนาดีมายังประชาชนชาวไทย ขอให้ประสบความสุขสงบ และความเจริญรุ่งเรืองตลอดปีที่จะถึงนี้.

 

ไฟคลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ธ.ค. 2559 07:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802242

 

ไฟสีแดงฉานโหมไหม้อาคารสตูดิโองานศิลปะที่ถูกดัดแปลงเป็นสถานบันเทิงในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ คลอกผู้คนที่กำลังปาร์ตี้สนุกสนานดับสยองอย่างน้อย 9 ศพ ขณะที่ตำรวจประเมินเหยื่อพระเพลิงตาย 40 ศพ.

 

จับตาอาลีบาบาเจาะ “คลาวด์” สุดห่วงฐานข้อมูลประเทศไทยไม่ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802946

 

“พาณิชย์” เตรียมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงกับ “อาลีบาบา” ช่วง “สมคิด” ยกทัพประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน สัปดาห์นี้ เน้นส่งเสริมและพัฒนา SME ค้าขายผ่านเว็บดัง ทั้ง Lazada, Tmall Global และ Alibaba จากเดิมจะลงนาม MOU ที่ร่วมมือแบบลงลึก และผูกมัดไทยเกินไป จับตาอาลีบาบารุกระบบ Cloud ของไทย ห่วงข้อมูลสำคัญไม่ปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำคณะฝ่ายไทยเดินทางไปประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ที่ประเทศจีน นอกจากนี้ยังจะหารือกับนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป และผู้บริหารบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการลงทุนในไทยด้วย โดยในการพบปะกับนายแจ็ค หม่า จะมีการร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent : LOI) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทย โดยนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และบริษัท Alibaba.com Singapore E-Commerce Private Limited เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) ของไทยให้เข้าสู่ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หรือทำการค้าขายผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ของอาลีบาบา

โดยสาระสำคัญของ LOI ได้แก่ การอำนวย ความสะดวกให้ SME ไทยเข้าสู่การค้าขายออนไลน์ ทั้งในประเทศและในระดับโลก, ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพ SME ให้ค้าขายออนไลน์ ทั้งในประเทศ เช่น Lazada.com และในระดับโลก เช่น Alibaba.com และ Tmall Global.com, ความร่วมมือในการปรับปรุงเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยทั้งระบบ, การสนับสนุนให้ไทยสร้างระบบ E-Commerce, ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร ของไทยในด้านดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบา จะลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เป็นกรอบความร่วมมือกันที่มีความลึกมากกว่านี้ แต่ภายหลังจากถูกทักท้วง กระทรวงพาณิชย์จึงได้ปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญใน MOU ให้เหลือเพียงหนังสือแสดงเจตจำนง ที่เป็นเพียงกรอบความร่วมมือแบบกว้างๆเท่านั้น

สำหรับสาระสำคัญของ MOU ที่แต่เดิมจะลงนามร่วมกัน มุ่งไปที่ความร่วมมือพัฒนาศักยภาพ SME ไทยให้ทำการค้าขายทางออนไลน์, สนับสนุนให้ SME และผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่การผลิต เปิดร้านค้าออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา ทั้ง Lazada, Tmall Global และ Alibaba.com, สนับสนุนให้ใช้ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment), อำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ รวมถึงขั้นตอนการเสียภาษี, จัดหาวัตถุดิบในการผลิต ทั้งในประเทศและในโลก, ส่งผู้เชี่ยวชาญของอาลีบาบามาฝึกอบรมบุคลากรไทยให้สามารถสร้างแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และจะนำบุคลากรไทยไปฝึกงานที่อาลีบาบา 1 ปี

ขณะเดียวกัน อาลีบาบาจะสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของไทยด้านดิจิทัล และระบบ E-Commerce โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ส่วน Alibaba Cloud จะสนับสนุนรัฐบาลไทยในการพัฒนาระบบรับฝากข้อมูล (Cloud) เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0, มีส่วนร่วมในการพัฒนาโปรแกรมที่เรียกว่า Create @ Alibaba Cloud สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ (Start Up) ของไทยและใช้ระบบ Cloud ของอาลีบาบาในการส่งเสริมการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยทั้งในตลาดจีน และตลาดโลก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการลงนามใน LOI แล้ว ต้องจับตาดูว่าทั้งรัฐบาลไทยและอาลีบาบาจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร และจะดำเนินการตาม MOU หรือไม่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ Cloud ซึ่งถือเป็นระบบข้อมูลสำคัญของประเทศในทุกด้าน เช่น ข้อมูลของประชาชน ข้อมูลด้านการเกษตร การค้า การเงิน เป็นต้น และก่อนหน้านี้ อาลีบาบาได้พยายามหารือกับไทยในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรของไทยกับหุ้นส่วนในเครือเว็บไซต์ Alibaba.com เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกรายย่อยของไทย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องความปลอดภัยทางข้อมูล และความปลอดภัยผ่านระบบ Cloud

ทั้งนี้ หากอาลีบาบาแลกเปลี่ยนข้อมูลและมีความร่วมมือกับไทยผ่านระบบ Cloud จริง ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะอาลีบาบาจะได้ข้อมูลของประเทศไทยอย่างง่ายดาย เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System: MIS) ของทุกส่วนราชการ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนราชการ เพื่อนำข้อมูลนี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านต่างๆของรัฐบาล รวมถึงนำข้อมูลไปไว้ในระบบ Cloud ด้วย จึงถือว่าข้อมูลเหล่านั้นสำคัญมาก และเกิดความกังวลว่า ข้อมูลที่อยู่ในระบบ Cloud จะไม่ปลอดภัย ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยิ่งทำให้ไม่มีความมั่นใจว่าข้อมูลที่จัดเก็บไว้จะปลอดภัยและมั่นคงต่อประเทศชาติ

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับอาลีบาบา ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาคนของไทยให้สามารถค้าขายทางออนไลน์ โดยผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบาได้ เช่น SME เพราะตลาดกลางซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตของอาลีบาบาได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักของไทยและมีผู้บริโภคมหาศาล หากสินค้าไทยสามารถเข้าไปค้าขายในเว็บไซต์ของอาลีบาบาได้ จะทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากสามารถคลิกเข้าไปเลือกชมและเลือกซื้อได้ ส่งผลให้สินค้าไทยขายดีมากขึ้น และบุกเจาะตลาดได้อย่างกว้างขวาง

“ถ้าคนไทยมัวแต่กลัวว่าอาลีบาบาจะเข้ามารุกตลาดของไทยมากเกินไป ทั้งด้านการค้า การเงิน การลงทุนขอให้เลิกคิด เราอย่ากลัว เพราะถ้ากลัว คงไม่ต้องทำอะไร สิ่งที่รัฐบาลทำล้วนแต่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการและประเทศไทยทั้งสิ้น”.

 

ลุ้นมาตรการปลุกกำลังซื้อคนไทย คลังชง ครม.กระตุ้นเศรษฐกิจ เข็น “ช็อปช่วยชาติ” รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802937

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช็อปช่วยชาติให้ ครม.พิจารณา โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทั้งหมด 17 วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15-31 ธ.ค.59 โดยผู้ที่มีเงินได้สามารถนำใบเสร็จมาหักค่าลดหย่อนได้ 15,000 บาท ในปีภาษี 2559 ที่ต้องยื่นภาษีระหว่างเดือน ม.ค.จนถึง มี.ค.2560 ทั้งนี้มาตรการช็อปช่วยชาติที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นมาตรการเดิมที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดยเมื่อปีที่แล้ว มาตรการช็อปช่วยชาติมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท แต่มีข้อดีคือ รัฐบาลสามารถกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคช่วงปลายปีได้ โดยพิจารณาจากยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น 6,000-7,000 ล้านบาท รัฐบาลก็ไม่ได้สูญเสียรายได้

“มาตรการช็อปช่วยชาติจะเป็นมาตรการสุดท้ายของปีนี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 3.3% ได้อย่างแน่นอน ส่วนในปีนี้นั้นกระทรวงการคลังได้เตรียมงบกลางปี 100,000 ล้านบาท ให้แก่ 18 กลุ่มจังหวัด เอาไว้ใช้จ่ายตามยุทธศาสตร์ของประเทศเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าโครงการมีความพร้อมภายในเดือน ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังก็จะออกพันธบัตรได้ทันทีไม่เกินเดือน ก.พ.2560”

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ สบน.อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะออกพันธบัตรในวงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นงบประมาณกลางปี 2560 ของรัฐบาล โดย สบน.มีความสามารถที่จะออกพันธบัตรได้ทันที หากสำนักงบประมาณตกลงโครงการลงทุนต่างๆร่วมกับ 18 กลุ่มจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยเสร็จเรียบร้อย โดยในหลักการ สบน.คงไม่ออกพันธบัตรครั้งเดียว 100,000 ล้านบาท แต่จะออกพันธบัตรตามความต้องการใช้เงินเป็นหลักเช่น ครั้งละ 5,000-10,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยและยังเป็นการประหยัดเงินงบประมาณอีกด้วย

“สภาพคล่องของธนาคารไม่มีปัญหาเพราะมีเงินอยู่ในระบบมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลก็ยังพอรับได้ แม้ว่ากลางเดือน ธ.ค.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอน และส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของไทยบ้างแต่ก็ไม่รุนแรง”.

 

“ธนะศักดิ์” มือปราบโรงแรมเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802932

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าโรงแรมและที่พักที่เปิดแบบผิดกฎหมายไม่อยู่ในการควบคุมของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โรงแรม พ.ศ.2547 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ในปัจจุบันทั่วประเทศมีโรงแรมและที่พักผิดกฎหมายเฉลี่ย 60% ของห้องพักทั้งหมด แต่จากที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมายทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ให้กวาดล้าง หรือเร่งแก้ปัญหาโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมาย จึงเชื่อว่าโรงแรมหรือห้องพักผิดกฎหมายจะลดลงหรือเข้าสู่ระบบตามกฎหมายมากขึ้นแน่นอน

ด้านนายภูริต มาศวงศ์ศา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากการสำรวจโรงแรมและห้องพักทั้งหมดใน จ.ภูเก็ต มี 2,700 แห่ง รวม 200,000 ห้อง แบ่งเป็น 1.โรงแรมถูกกฎหมายจำนวน 900 แห่ง หรือ 18,000 ห้อง 2.โรงแรมขออนุญาตถูกต้องแต่ก่อสร้างไม่ได้รับอนุมัติ เพราะมีปัญหาบางประการ เช่น มีที่จอดรถไม่ตรงคุณสมบัติการเป็นโรงแรม ไม่มีบันไดหนีไฟ ฯลฯ มี 1,000 แห่ง หรือ 25,000 ห้อง 3.โรงแรมหรือห้องพักที่ขออนุญาตไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นบ้านพัก เปิดให้เช่ารายวัน รายเดือนไม่อยู่ในการควบคุมของ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 หรือประมาณ 78% ของห้องพักทั้งหมดในเกาะภูเก็ต ซึ่งเป็นผลทำให้โครงสร้างและระบบการจัดการโรงแรมของภูเก็ตผิดปกติอย่างมาก หากเทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2554 ราคาโรงแรมในสิงคโปร์ ราคา 2,000 เหรียญสหรัฐฯต่อวัน แต่ปีนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้น 30% หรือราคา 300 เหรียญฯต่อวัน ขณะที่โรงแรมในภูเก็ตเมื่อ 6 ปีก่อน ราคา 4,000-5,000 บาทต่อวัน แต่ปีนี้ราคาลดลงเหลือ 2,000 บาทต่อวัน ราคาถอยหลังลงเรื่อยๆ

“ขณะนี้คนในภูเก็ตนำบ้านพักมาเช่ารายวันจำนวนมากจนกลายเป็นการทำลายอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต จึงอยากให้รัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหา โรงแรมเถื่อน โรงแรมผิดกฎหมาย ที่มีจำนวน 75% ของห้องพักที่ถูกต้องตามกฎหมาย จนฉุดราคาห้องพักลดลง 50-60% เหลือแค่ 2,000 บาทต่อคืน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ได้แรงหนุนกลุ่มธนาคาร-ข้อมูล ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802971

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยดาวโจนส์ทำนิวไฮใหม่อีกครั้ง ตามหลังรายงานที่แสดงให้เห็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคบริการ และการเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 5 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 45.82 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 19216.24 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 12.76 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 2204.71 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 53.24 จุด หรือ 1.01% ปิดที่ 5308.89 จุด

ในวันจันทร์ สถาบันการบริหารอุปทาน (ISM) เปิดเผยข้อมูลการเติบโตในภาคที่ไม่ใช่การผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือน พ.ย. ซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี

ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทกลุ่มธนาคารยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในการประชุมเดือน ธ.ค. ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งลดลงอย่างหนักหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ช่วยหนุนแนสแด็ก.