มุมนี้มีนัด : 16 พฤศจิกายน 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/244815

587585

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

l ‘เคทีซี’จัดกิจกรรมอ่านเพื่อพ่อ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เชิญท่านสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรม “อ่านเพื่อพ่อ ส่งต่อความสว่าง เพื่อผู้พิการทางสายตา” ผ่านแอพพลิเคชั่น “Read for the Blind” โครงการที่จัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานและผู้ที่สนใจร่วมกันอ่านหนังสือ หรือบทความเพื่อน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดย นายณัฐวุฒิ  อมรวิวัฒน์ ผู้ริเริ่มจัดทำแอพพลิเคชั่น Read for the Blind จะร่วมให้ข้อมูลถึงการใช้งานของแอพฯ และนางสาวชลทิพย์ ยิ้มย่องผู้ดูแลระบบข้อมูลข่าวสารสำหรับคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ พูดคุยถึงประเภทของหนังสือหรือบทความที่คนตาบอดยังขาดแคลนและให้ความสนใจ ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อปสาธิตขั้นตอนการบันทึกเสียง ในวันพฤหัสบดีที่17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10.30-12.00 น. (ลงทะเบียนเวลา 10.00 น.) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 18 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ปากซอยสุขุมวิท 33

l วิธีการดูแลสุขภาพ

ผุสดี สุจิตจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินแบลคมอร์ส จากประเทศออสเตรเลีย จัดงาน Blackmores Livemore VIP Days 2016 เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงวิธีการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัยได้ด้วยตัวเองโดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเผยนโยบาย BLACKMORES serves every stage of lives กลยุทธ์การตลาดแบ่งผลิตภัณฑ์ตามกลุ่มผู้บริโภค ภายในงานพบกับ พญ.ธิศรา วีรสมัยหัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยโรงพยาบาลพญาไท 1 ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Be a Well Being สุขภาพดี ทุกช่วงวัยใครว่ายาก?” พร้อมด้วยกาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ นิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ และ จีระนันท์ พิตรปรีชา ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดูแลสุขภาพ ในวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

l แบงค็อก เวิลด์ วอทช์ ครั้งที่ 16

WATCH GALLERIA (วอทช์ แกลเลอเรีย) เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “แบงค็อก เวิลด์ วอทช์ ครั้งที่ 16” งานนาฬิกาครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน-31 ธันวาคมนี้ ที่เดอะมอลล์ทุกสาขา, เอ็ม โพเรียม, พารากอน และบลูพอร์ต และระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน-7 ธันวาคมนี้ ที่อีเว้นท์ ฮอลล์ และไลฟ์สไตล์ อเวนิวเดอะมอลล์ บางแค และเดอะมอลล์ บางกะปิ โดยรวบรวมนาฬิกาแบรนด์ดังกว่า 180 แบรนด์ชั้นนำ อาทิ MIDO (มิโด้), SEIKO (ไซโก้), CASIO(คาสิโอ), ORIS (โอริส), LONGINES(ลองจิ้นส์), GUCCI (กุชชี่) ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ ส่วนลดสูงสุดถึง 70% สมาชิกบัตร M CARD รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5% หรือลดสูงสุด 12.5% เมื่อใช้ M POINT เท่ากับยอดซื้อ เป็นต้น

l สุดคุ้มกับโปรโมชั่นโดนใจ

เซเดอร์เร่เก้าอี้หนังปรับนอนเกรดพรีเมียมจัดโปรโมชั่นพิเศษสุดท้ายปี ฉลองเปิดศูนย์จำหน่ายครบรอบ 1 ปีเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ขอเชิญเลือกซื้อเก้าอี้หนังปรับนอน เซเดอร์เร่เป็นของขวัญให้แก่คนรัก กับโปรโมชั่นสุดคุ้ม 2 ต่อ คือ ต่อ 1 ลดราคา 30% ต่อ 2 ซื้อ 1 แถม 1 ฟรี เฉพาะเก้าอี้หนังปรับนอน รุ่นสกาเนีย (Scania) และรุ่นคาไซ (Kasai) มี 2 เฉดสีให้เลือก ได้แก่ สีขาว (off white) และ สีดำ (Rolls-Royce black) ตั้งแต่ 19 พ.ย.-19 ธ.ค. 2559 (ไม่จำกัดจำนวน) สนใจเลือกซื้อ และทดลองนั่ง ที่โชว์รูม ZEDERE (เซเดอร์เร่) ชั้น 1 บลูโซน เมกาบางนา โทร.02-1051176 หรือ http://www.zedere.com

สวย เป๊ะ ปัง! สวยแซ่บวัยไหนก็สร้างได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470186

สวย เป๊ะ ปัง! สวยแซ่บวัยไหนก็สร้างได้

โดย…ชุติมา-พุสดี ภาพตรีรัก : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ภาพอมรศรี : วิศิษฐ์ แถมเงิน ภาพรุ่งทิพย์ : Solitaire

“ถ้าไม่ถามกันตรงๆ ก็เดาไม่ถูกหรอกว่า (พวกเธอ) อายุเท่าไร?!!!”

ประโยคที่กลายเป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย แทบไม่มีใครปฏิเสธว่าใช้คำว่า “สวยสมวัย” กับผู้หญิงสมัยนี้ยากเสียเหลือเกิน เพราะพวกเธอดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น แล้วถ้าอัพเดทเทรนด์วงการความงามล่าสุด คือ คงความอ่อนเยาว์ให้ได้มากที่สุด ก็ยิ่งทำให้การดูแลความงามยุคใหม่มีตัวช่วยหญิงสาวมากมาย หน้าใสเด้งหุ่นดีเดาอายุ (จริง) ยากกันยิ่งขึ้นไปอีก

สามสาวสามวัย ที่ไปไหนมาไหนก็รับคำชมแบบกระหน่ำ แถมขอเคล็ดลับเรื่องความสวยเป๊ะตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมผิวเนียนสวยใสจังคะ?!!! หุ่นเซี้ยะแบบนี้ไปฟิตเนสที่ไหนเอ่ย?!! สามสาวมีคำตอบให้เก็บทิปส์ความงามกัน ใครอยากสวยแซ่บแถมแลดูอ่อนเยาว์จนน่าประหลาดใจในแบบพวกเธอกันบ้าง อะไรบ้าง ตามมาอ่านเก็บเคล็ดลับกัน

“สตรองทั้งกายและใจ”สวยสง่าสาวเลข 4

“Gravity” คำนี้แสลงใจอย่างมากสำหรับสาววัยเลข 4 อัพ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ลาแมร์ เวิร์กกิ้งมัมของลูกชายสองคน บอกพร้อมเสียงหัวเราะ แต่ก็คือคำเตือนใจให้รักษาหุ่นไว้ได้เป๊ะ ชุดออกกำลังกายโชว์หน้าท้องแบนราบดูสวยสุขภาพดี บั้นท้ายแน่นสตรองจนต้องเอ่ยปากชม และต้นแขนที่คงความเรียวและลีนช่างน่าอิจฉายิ่งนัก

อมรศรี บอกวิธีคงความงามมี 4 เคล็ดลับ โยคะคือเคล็ดลับแรก ข้อสอง จิตใจสดชื่น ข้อสาม ดูแลเรื่องอาหาร และข้อสี่การพักผ่อนและการท่องเที่ยว ก็คือปัจจัยบำรุงความงามสำหรับคุณแม่คนสวยบุคลิกเปรี้ยวปราดเปรียวคนนี้อีกด้วย

อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร

 

“ตั้งแต่เริ่มเข้าสตูดิโอโยคะ ดิฉันหลงใหลขนาดที่ว่าไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างเดียวแล้วค่ะ แต่เรียนเพื่อ Certified เป็นครูโยคะ ทำให้เราค้นพบอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือการฝึกเวิร์กเอาต์ทางร่างกาย และเวิร์กอินทางจิตใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ วันต้องฝึกๆๆ และฝึกจนขาดไม่ได้แบบนั้นนะคะ วันไหนไม่ว่างก็หาเวลาไปทำเสริมในวันอื่น ไม่เครียดว่าต้องเต็มชั่วโมง ดิฉันเน้นความสมดุลทั้ง 4 ข้อนี้ค่ะ ชีวิตจึงต้องจัดตาราง เพราะการมีลูกชายสองคนช่วงวัย 10 ขวบ บอกเลยว่าชีวิตไม่ง่ายค่ะ”

ส่วนคำว่าแรงโน้มถ่วงโลก กราวิตี้ ที่ว่า อมรศรี บอกอย่างไม่ซีเรียสพร้อมเสียงหัวเราะสิ่งนี้มาพร้อมกับผู้หญิงวัยนี้ละ ผู้หญิงสวยๆ อย่างเราก็ต้องต่อสู้กับมันสิคะ!!!

“หางตาตกเริ่มมาค่ะ แก้มเริ่มย้อย คอเริ่มเป็นเส้น นี่คือสิ่งที่เราเห็นตัวเองชัดๆ ในกระจก แต่คนอื่นไม่เห็นหรอก เพราะไม่ได้พินิจพิจารณาเราขนาดนั้น ถามว่ากลัวไหม? กลัวค่ะ โยคะช่วยได้บ้างในเรื่องแก้มย้อย เช่น ท่าเฮดสแตนด์ ก็ทำให้เลือดไหลสูบฉีดลงใบหน้า การฝืนด้วยแรงต้านก็ช่วยได้ค่ะ ส่วนคอต้องโปะครีมให้มากขึ้นจากเคยแต่ให้ความสำคัญแค่ใบหน้า ส่วนตาก็อาจจะต้องแอบสามีไปทำ (หัวเราะ) เขาเป็นฝรั่งอเมริกันไม่นิยมเรื่องศัลยกรรม

“ดิฉันคิดว่าตัวเลขวัยเลขสี่ มีผลต่อจิตใจผู้หญิงแน่นอนค่ะ ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนบอกฉันเป็นตั้งแต่เลขสามแล้ว แต่ตอนนั้นดิฉันเริ่มชีวิตคู่กำลังมีความสุขและมีลูกชาย 2 คนวัยใกล้เคียงกันก็มีอะไรให้ทำมากมาย ไม่มีเวลาคิด พอถึงตอนอายุย่างเข้าวัยหลักสี่นี่คิดมากค่ะ บอกเลย คิดไม่ออกว่าชีวิตช่วงต่อไปจะมีอะไรให้ทำอีก มีหมดแล้ว สามี ลูก บ้านอบอุ่น แล้วจะมีอะไรให้ตื่นเต้นในชีวิตนี้อีก? ก็ต้องกลับมาขอบคุณโยคะอีกค่ะ เพราะเป็นศาสตร์ให้เราได้คิดถึงความไม่แน่นอน วันนี้เราทำท่านี้ได้ พรุ่งนี้ปวดเข่าทำไม่ได้แล้ว มันทำให้เราปลงกับร่างกายตัวเองและรู้ชัดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ชีวิตต้อง Let it go ปลดอัตตาที่มีในตัวเองทั้งหมด

อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร

“ส่วนผิวพรรณคำตอบก็คือใช้ลาแมร์มา 16 ปีแล้ว (หัวเราะ) แต่ต่อให้ใช้ครีมแพงขนาดไหนถ้าใจหดหู่ใบหน้าก็ไม่ใส สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลจิตใจค่ะ ดิฉันเลือกการอยู่กับตัวเอง ทริปล่าสุด 10
วันไปเที่ยวคนเดียวที่เบอร์ลิน แล้วปิดโซเชียลมีเดียทิ้งจากความเป็นเมีย แม่ และความเป็นลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่ เป็นการลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำ เป็นวิธีรีเฟรชตัวเองได้ดีที่สุด กลับมาแล้วเป็นสาวขึ้นมาอีก (หัวเราะ) กล้าทำในสิ่งที่เราไม่เคยกล้าอีกหลายๆ อย่างนะคะ”

คำสารภาพสาวเลข 5  “ฉันหลงใหลในสรีระตัวเอง”

ถ้าไม่บอกคงเดาไม่ถูกเลยว่า บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี อดีตนักร้อง นักแสดงและนางแบบสาวสุดเซ็กซี่ เจ้าของเพลงฮิต “มีแฟนรึยังจ๊ะ” จะเข้าสู่วัย 50 กะรัตอย่างเต็มตัวแล้ว เพราะลำพังหน้าตาที่ยังดูอ่อนกว่าวัยยังไม่ชวนให้ตาร้อนเท่ากับเมื่อได้เห็นรูปร่างเอวบางของเธอที่เพื่อนร่วมวัยเห็นยังต้องอิจฉา วัยรุ่นเห็นยังต้องอาย ยอมแพ้ให้กับหน้าท้องที่แบนราบ เอวคอดกิ่วที่ 24 นิ้วของเธอ เห็นแล้วอดตั้งคำถามเสียงดังจนทะลุออกมานอกใจไม่ได้ว่า เธอทำได้อย่างไร?”

“เคล็ดลับของบุ๋มทั้งง่ายๆ และราคาไม่แพงเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำตัวให้มีความสุขเข้าไว้ อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นตัวการทำลายผิว นอกจากไม่เครียดแล้ว ด้วยความที่เราอ่านหนังสือ ศึกษาเรื่องความสวยความงามเยอะ บุ๋มพบว่าอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเราได้ความสวยมาแบบไม่ต้องลงทุนเยอะ คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่ไปกับการดื่มน้ำมากๆ ตั้งแต่บุ๋มไปอยู่แอลเอตอนอายุ 32 ปี ชีวิตบุ๋มเปลี่ยนไปเยอะเลย เรากลายเป็นคนที่นอนเยอะ (มาก) ในวันหยุด คือเราจะไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเลยนะ เพราะต้องการให้ร่างกายได้นอนพักแบบไม่จำกัด ฝึกตัวเองให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ พยายามลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา เพราะเป็นอีกหนึ่งตัวการทำลายผิว กิจวัตรของบุ๋มทุกเช้าหลังตื่นนอนคือ ดื่มน้ำก่อนเลย 1 แก้ว และตั้งนาฬิกาเตือนในมือถือเพื่อให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ทุก 2 ชั่วโมง”

บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี

 

นอกจากเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมจากภายในแล้ว เธอยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 วัน ถ้าช่วงไหนต้องการความเฟิร์มเป็นพิเศษ อาจจะเข้ายิมหนักขึ้น เพราะผู้หญิงเมื่อเริ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ระบบเผาผลาญในร่างกายไม่ดีเหมือนเก่า บางครั้งที่เห็นว่าผิวหนังดูหย่อนคล้อย ก็ไม่ใช่เพราะไขมันอย่างเดียว แต่บางครั้งเป็นน้ำที่ทำให้เราดูบวม ซึ่งน้ำเหล่านี้การจะกำจัดออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วยการลดการกินเค็ม มีระเบียบในการกินอาหาร มื้อเช้า มื้อกลางวันอาจจะกินได้เต็มที่ แต่ถ้าหลัง 6 โมง เน้นกินเฉพาะผัก ซุป ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน

“เราอาจจะไม่ใช่คนสวยเพอร์เฟกต์ แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและมีวินัย ข้อได้เปรียบของเรา อาจเพราะเราตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก เลยไม่ต้องเครียด (หัวเราะ) ถามว่าการมีวินัยกับตัวเองทำให้ชีวิตเราบางครั้งไม่มีความสุขมั้ย ไม่นะ เพราะถ้าจะบอกว่าเราหลงใหลในเรือนร่างตัวเองก็ไม่ผิด ทุกเช้าบุ๋มจะมีความสุขกับการยืนอยู่หน้ากระจกเต็มตัว เพื่อสำรวจรูปร่างของตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นว่ารูปร่างของเรายังอยู่ในแบบที่เราต้องการ มันคือความภูมิใจนะ”

ด้วยความที่สาวๆ แต่ละคนอาจมีนิยามคำว่าหุ่นเซี๊ยะสุดปังไม่เหมือนกัน แต่สำหรับบุ๋ม ตรีรัก เธอนิยามสั้นๆ ถึงหุ่นเป๊ะในความหมายของเธอคือ หุ่นที่สมส่วน สร้างความมั่นใจให้กับเราได้ ทุกวันนี้เธอบอกว่ามีความสุขกับรูปร่างของตัวเอง เธอจะชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยเฉลี่ยน้ำหนักจะอยู่ที่ 47-48 กิโลกรัม อวบสุดๆ คือ 49-50 กิโลกรัม ปกติแล้วเธอจะไม่ปล่อยให้ขึ้น-ลงเกินนี้ ส่วนที่เหลือก็แค่หมั่นสำรวจร่างกาย จุดที่เธอเน้นหลักๆ ว่าต้องไม่หย่อนคล้อย มีไขมันกวนใจคือ ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา ส่วนเรื่องการศัลยกรรมเพื่อสวยทางลัด สาววัย 50 ยังแจ๋ว ย้ำชัดว่า

“เราเองฐานะปานกลาง ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ที่จะพึ่งเทคโนโลยีเพื่อย้อนวัย ขอสวยดูดีแบบประหยัดดีกว่าค่ะ”

รุ่งทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

 

“อายุเป็นเพียงตัวเลข” ความมั่นใจผู้หญิงเลข 6

“บ่อยมากๆ ค่ะ คนไม่รู้อายุจริงๆ ของเรา ก็เข้ามาถามดิฉันเป็นประจำ ก็ต้องบอกตัวเลขแบบเฮิร์ทๆ ขำๆ นะคะกับช่วงวัยนี้” รุ่งทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เซเลบริตี้นักประชาสัมพันธ์เจ้าของบริษัท ดี พร้อม คอมมิวนิเคชั่น บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่าพอเผยตัวเลขอายุไปในความรู้สึกแบบกึ่งเซ็งกึ่งแฮปปี้ ที่เซ็งเพราะทุกครั้งที่ตอบก็ต้องบอกกับตัวเองไปด้วยว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” ส่วนเรื่องแฮปปี้ก็คือประโยคเต็มไปด้วยคำชื่นชมที่ตามมา

“คนก็ชมค่ะว่าเราดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง หรือบางคนที่ถามอายุน้อยกว่าเราแต่ก็ดูสูงวัยกว่าเราอีก แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดิฉันเพอร์เฟกต์ เพราะกว่าจะคงสภาพความอ่อนวัยไว้ให้ได้ ก็ต้องดูแลหลายอย่างทั้งสกินแคร์สำคัญมากค่ะ แต่ก็ต้องควบคู่ทั้งนวัตกรรมเป็นอีกตัวช่วย เลเซอร์ อันเทร่า โบทอกซ์ริ้วรอยบ้าง แต่ดิฉันไม่ชอบกดดันตัวเองว่าต้องสวยเป๊ะ พยายามดูแลตัวเองว่าต้องไม่มากและไม่น้อยเกินไป ทำปีละ 2 ครั้งค่ะ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องการใช้ชีวิต บอกเลยว่าดิฉัน Young at Heart สมัยวัยรุ่นเคยแอบคุณพ่อ (พล.อ.ท.เฉลิม จิตตินันท์) ท่านเป็นทหารเข้มงวดหวงลูกสาวมาก ดิฉันอยากใส่ขาสั้นก็ต้องแอบใส่ ก่อนออกจากบ้านก็ใส่กระโปรงไม่สั้นมาก แต่พอออกนอกบ้านก็เปลี่ยนเป็นมินิสเกิร์ต (เล่าพลางหัวเราะชอบใจ) แต่ไม่ถึงขนาดไมโครสั้นกุดนะคะ เพราะมีคนขับรถรับส่งก็ต้องมีข้อจำกัดดูแลตัวเองบ้าง ซึ่งทุกวันนี้ดิฉันก็ยังใส่กางเกงขาสั้นอยู่นะคะ เพราะชอบจริงๆ ดิฉันชอบแต่งตัวเซ็กซี่นิดๆ แต่ไม่ใช่โป๊นะคะ อย่างเช่นเสื้อก็ชอบบ่าเดียวมากๆ รู้สึกว่าใส่แล้วสวย รสนิยมการแต่งตัวแบบนี้ขาต้องตึง ต้นแขนต้องไม่หย่อน แล้วมีเพียงวิธีเดียวค่ะ คือการออกกำลังกายอย่างหนัก เคยวิ่งบนเครื่องจนคิดว่านี่ฉันจะตายคาเครื่องไหมนี่ (หัวเราะ)

“ส่วนต้นแขนบอกเลยค่ะสาวๆ อย่าปล่อยตัว ตรงจุดนี้เอาลงยากมาก ดิฉันออกกำลังด้วยท่าครอสเทรนนิ่งทั้งท่าฉีกแขน ทั้งท่าบิดต้นแขนแรงๆ ก็ยังไม่เล็กลง แต่ถ้าไม่ทำจะน่ากลัวกว่านี้นะคะ”

ใครๆ ก็บอก รุ่งทิพย์ คือสาวสวยเท่เปรี้ยวจี๊ดระดับตัวแม่ ความสวยเฉี่ยวคือโลโก้ติดตัว มีเคล็ดลับส่วนตัวคือการแต่งหน้าสโมคกี้อาย ปากสีเข้มแมทยึดสไตล์นี้ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร สร้างเอกลักษณ์ความงามในวัยเลข 6 แซ่บไม่รู้ลืม

 

รวมพลัง ‘พ่อ แม่’ ขับเคลื่อนสุขภาพอนาคตของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 17:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470102

รวมพลัง ‘พ่อ แม่’ ขับเคลื่อนสุขภาพอนาคตของชาติ

โดย…วราภรณ์

รากเหง้าของปัญหาของโรคอ้วนในเด็กไทย คือ การมีสุขนิสัยต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น การกินอาหารไม่มีประโยชน์ เป็นสาเหตุต้นๆ ด้วยการคำนึงถึงปัญหานี้ ภาคเอกชนและภาครัฐบาลนำโดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) แม่งานใหญ่ในการผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกลุ่มรักลูก (บริษัท อาร์แอลจี) จัดทำโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) เพื่อจุดประกายให้พ่อแม่ และผู้มีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก เพื่อช่วยกันสร้างเยาวชนรุ่นใหม่วัย 3-12 ปีที่แข็งแรง โดยการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยสำคัญ ได้แก่ การกินอาหารให้หลากหลายเพิ่มผักผลไม้ เลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับ เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

เด็กไทยกินอาหารให้พลังงานสูงแต่คุณภาพต่ำ

ปีนี้ถือเป็นปีแรกของการทำโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพฤติกรรมเด็กชั้นนำของไทย มาร่วมช่วยกันขับเคลื่อนการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยที่ถูกต้องแก่เยาวชน อาทิ ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีเด็กไทยจำนวนมากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ รับประทานผักผลไม้น้อย ดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไปต่อวัน และทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพียงวันละไม่เกิน 45-60 นาทีเท่านั้น

“การแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัญหาระดับชาติ การจัดการกับปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย   ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กทุกคนต้องช่วยกัน พวกเราทุกคนต้องร่วมผนึกกำลังเพื่อส่งเสริมการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยที่ดีให้เด็กตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานให้น้อยลง และทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น” ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าว

 

 

สร้างพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์กลายเป็นนิสัยที่ยั่งยืน

ออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพของเด็กไทยที่เราเผชิญอยู่นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และเธอเชื่อว่าการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีอย่างยั่งยืนไปตลอดชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ในปีแรกของการดำเนินโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” จึงเน้นที่การปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในเด็กตั้งแต่อายุ 3-5 ขวบ

“เราเชื่อว่าโครงการนี้จะจุดประกายการขับเคลื่อนสังคมให้ร่วมกันดูแลเยาวชนไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้แข็งแรง  สุขภาพของเด็กไทยอยู่ในมือของพวกเรา ขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันเพื่อเด็กสุขภาพดี เพื่ออนาคตที่ดีของสังคมไทย”

ด้าน กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์  ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า การศึกษาปัญหาและระบุ 3 สุขนิสัยที่เราต้องปลูกฝังให้เด็กทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ได้แก่ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความหลากหลาย และเพิ่มปริมาณผักผลไม้ การเลือกดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดให้มากขึ้น และเลือกที่จะขยันขยับ ทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เพื่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ

มื้ออาหารของฮีโร่

กลวิธีที่จะดึงดูดให้เด็กๆ มีพฤติกรรมการกินที่ดีซึ่งจะติดตัวเขาไปตอนโต หนึ่งก็คือการหาเครื่องมือที่สร้างสรรค์ “มื้ออาหารของฮีโร่” (Hero Meal) เครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมที่พึงประสงค์เหล่านี้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน กนกทิพย์ กล่าวว่า การสร้างสรรค์เครื่องมือ “มื้ออาหารของฮีโร่ (Hero Meal)” จะช่วยทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและกระตุ้นให้เด็กๆ อยากใช้ อยากร่วมมือ ประกอบด้วย ถาดฮีโร่ ถ้วยฮีโร่ เมนูฮีโร่ สมุดฮีโร่พร้อมสติ๊กเกอร์ และข้อมูลสร้างฮีโร่ เพื่อช่วยให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี กระตุ้นการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพดีของเด็กได้ง่ายๆ  ขณะเดียวกันก็ช่วยให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กสามารถกำหนดอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมแก่เด็กในทุกมื้อ

 

“เมนูฮีโร่เป็นเมนูที่เชฟชั้นนำของไทยหลายท่าน อาทิ เชฟดวงพร ทรงวิศวะ เชฟอภินันท์ เศวตวรรณกุล และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปรุงง่ายจากวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงที่หาได้ไม่ยาก ราคาไม่แพง และเด็กๆ ชอบ ส่วนสมุดและสติ๊กเกอร์ฮีโร่ เป็นเครื่องมือในการให้รางวัลแก่เด็ก พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กในการติดตามการสร้างพฤติกรรมสุขภาพของเด็ก และเรายังมีข้อมูลสร้างฮีโร่เป็นข้อมูลอิงหลักวิชาการที่พัฒนาขึ้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้และเทคนิคแก่พ่อแม่ในการปลูกฝังพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดีให้กับเด็กๆ ในรูปแบบที่สนุก และประยุกต์ใช้ได้ง่าย โดยครอบคลุม 3 เรื่องหลักคือ เมนูสร้างสรรค์ การพัฒนาพฤติกรรมเด็ก และโภชนาการ ซึ่งเผยแพร่ทาง Facebook.com/U4HKThailand”

ปัญหาหลักเด็กไทยกินอาหารไม่หลากหลาย

นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล กล่าวถึงโครงการว่า โครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ระดมพลังจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และองค์กรเอกชน เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดีผ่านกระบวนการ
รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดตามมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมของเด็กๆ

“ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ทั้งกับเด็ก ครอบครัว รวมถึงประเทศชาติของเรา เพราะพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ได้ส่งผลด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของวินัยอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย”

ด้าน ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เป็นปัญหาของเด็กไทยว่า หลักๆ เลยคือเด็กไทยมัก
รับประทานอาหารไม่หลากหลาย ทำให้ขาดสารอาหาร และที่สำคัญคือดื่มน้ำน้อย โครงการนี้จึงเป็นการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ถูกสุขลักษณะ ให้เป็นไปในเชิงบวก รวมทั้งเรื่องของการส่งเสริมให้พ่อแม่และครูอาจารย์มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวคิด “มื้ออาหารของฮีโร่” เป็นตัวแทนของผู้ที่มีพลัง มาเติมพลังและจูงใจเด็กๆ ให้กินอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีได้ในอนาคต

 

‘กินดี’ ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสร้างวินัยในการรับประทานอาหารให้เด็กๆ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอาหารที่ดีเปรียบเหมือนเวลาเราปลูกต้นไม้แล้วใส่ปุ๋ยดี ใช้ดินดี ทำให้ต้นไม้นั้นเติบโตแข็งแรง เด็กก็เช่นกัน หากเขาได้รับอาหารที่ดีถูกต้องตามหลักโภชนาการตั้งแต่เด็ก จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง มีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม ซึ่งจะเสริมส่งให้เขาประสบความสำเร็จใน
ชีวิตได้

ด้าน ผศ.ดร.กิตติ สรณเจริญพงศ์ จากสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทัศนะว่า โครงการนี้เป็นมากกว่าการลงทุนที่จะหวังผลกำไร เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

“จากการที่ผมเดินทางมาเกือบรอบโลกในฐานะนักวิจัยด้านโภชนาการ ทำให้เห็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่อยู่รอบๆ ตัวเรื่องอาหาร แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือระบบอาหารกลางวันของประเทศญี่ปุ่น ที่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะเห็นว่าอาหารกลางวันเด็กไทยมีระบบการจัดการที่ดีใกล้เคียงกัน บ้านเราอุดมสมบูรณ์กว่าหลายประเทศ เงินไม่ใช่ตัวหลักแต่ใจต้องมาก่อน ตอนนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ทีละน้อย
หลังจากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) ที่จะช่วยกันผลักดันทำสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ เพราะอยากเห็นเด็กไทยมีสุขภาพดีและเป็นคนดีที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติของเราต่อไป”

‘ลูก’ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่

ช่วงเวลาที่แม่ได้เข้าครัวและทำอาหารที่ดีและมีประโยชน์กับลูกตัวน้อยนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสำหรับลูกน้อย เชฟดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของรางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2012 คือหนึ่งในเชฟที่ร่วมสร้างสรรค์เมนูฮีโร่สำหรับโครงการ กล่าวว่า สุขภาพของลูกนั้นสำคัญทั้งกายและใจ เมื่อลูกโตขึ้นจะเป็นอย่างไรก็เพราะฝีมือของพ่อแม่ในวันนี้ ถ้าอยากให้ลูกของเราโตไปแล้วมีความสุข เราต้องดูแลเขาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจตั้งแต่วันนี้ ถือเป็นรากฐานในการใช้ชีวิตของลูกต่อไปในอนาคต ซึ่งการดูแลด้านสุขภาพของลูก ทำได้โดยการเตรียมอาหารที่ดีและมีประโยชน์ให้แก่เด็ก เช่น การสร้างสรรค์เมนูสำหรับลูกน้อยที่รวมเอาสารอาหารจากผักและผลไม้ที่หลากหลายมาคิดเป็นมื้ออาหารให้ลูกได้กิน ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับในการสร้างสรรค์เมนูให้ลูกเลยทีเดียว เพราะในอนาคตหากลูกไปเจออาหารที่แปลกๆ เขาจะได้กินได้

“การให้ลูกได้ลองกินผักชนิดต่างๆ ให้หลากหลายที่สุดเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกได้ลองกิน แล้วจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะชอบหรือไม่ชอบ การเอาเด็กเข้าครัวแล้วเด็กจะมีความใกล้ชิดกับอาหาร เขาจะมีส่วนร่วมกับอาหาร สุดท้ายเขาจะยอมกิน การเข้าครัวด้วยกันพ่อแม่จะได้สอนว่าผักอันนี้ดีอย่างไร เด็กจะได้จดจำ เช่น การใช้ดอกไม้มาปรุงอาหารเด็กจะรู้สึกตื่นเต้น เขาจะได้รู้ว่าดอกไม้ก็กินได้นะ เมนูที่พ่อแม่ควรครีเอทให้ลูกกินควรมีความสมดุล เช่น มีทั้งหมู ปลา ไข่ ผักครบ อย่างหมูต้องใส่กระดูกลงไปบ้าง เด็กจะได้รู้ว่าหมูมาจากไหน ปลาก็ต้องมีก้างด้วย เป็นต้น”

ในปีแรก โครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) ได้ระดมความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเริ่มต้นที่ 4 โรงเรียนนำร่อง คือโรงเรียนอรรถวิทย์ โรงเรียนโสมาภานุสสรณ์ โรงเรียนวัดหนัง และโรงเรียนวัดปทุมวนาราม โดยมีการนำเครื่องมือต่างๆ ไปทดลองใช้กับนักเรียนอนุบาลอายุระหว่าง 3-5 ขวบที่เข้าร่วมโครงการราว 800 คน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในระหว่างนั้นผู้เชี่ยวชาญของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะติดตามผลและประเมินปัจจัยความสำเร็จ ตลอดจนสรุปข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาและขยายผลโครงการในปีต่อไป ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจเพราะเด็กๆ หันมากินอาหารที่หลากหลายขึ้น

 

เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ใช้ความสามารถทำดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469872

เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ใช้ความสามารถทำดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เชื่อว่าคนไทยคงคุ้นหน้าหนุ่มหน้าตี๋จิตใจงามคนนี้อยู่บ้างแล้ว เขาคือ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล  ผู้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในรูปแบบการ์ตูน ให้กับประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยและกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บไว้เป็นที่รำลึกถึงพระองค์

หัวใจนี้อุทิศถวายพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

เบล-เศรษฐพร กราฟฟิกดีไซเนอร์ บริษัท มิวท์ (Mute) ผู้ให้บริการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และโฆษณาทุกประเภท มักจะใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาปักหลักวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสไตล์การ์ตูนที่เป็นลายเส้นของเขา โดยเฉพาะบนฟุตปาทถนนด้านหน้ากระทรวงกลาโหม ตรงข้ามพระบรมหาราชวัง ให้กับประชาชนด้วยหัวใจเปี่ยมล้นความสุข

กิจกรรมนี้เขาเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2559 ถึงวันนี้ศิลปินหน้าใสวัย 28 ปี ยังคงใช้ความสามารถและความถนัดของตัวเองที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กทำความดีที่แสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหาที่สุดมิได้อย่างแน่วแน่

“ตอนนี้เกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,000 คนแล้วครับ จริงๆ ตอนแรกเบลตั้งเป้าวาดแจกพี่น้องประชาชนให้ได้ 1,000 คนก็จะขอพักก่อน เพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรต่อไปได้บ้าง แต่พอไปวาดวันไหนๆ ผู้คนก็ยังอยากได้ ต่อคิวเข้าแถวกันเกินจำนวนกระดาษที่เตรียมไปวาดครั้งละ 100 ใบ ซึ่งในเมื่อประชาชนยังอยากได้เบลเลยวาดต่อและคงทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่จำนวนเท่าไร แต่เบลมีความสุขกับสิ่งที่ทำนี้มาก” กราฟฟิกดีไซเนอร์เผยเป้าการวาดภาพที่ตั้งไว้

ร่วมกับเอกชนเผยแพร่พระอัจฉริยภาพ

นอกจากการวาดให้กับประชาชนที่ไปสนามหลวงเพื่อกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วนักวาดภาพประกอบฝีมือดีและอารมณ์ดีคนนี้ยังได้เดินทางไปวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ให้กับประชาชนในที่ต่างๆ ที่ถูกเชิญไป พร้อมกันนั้นยังได้ร่วมกับเอกชนบางรายทำโปสการ์ดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แจกจ่ายให้กับประชาชนในเร็วๆ นี้ด้วย

“เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเบลได้รับเชิญให้ไปวาดที่ห้างเดอะมอลล์ บางแค วาดฟรีนะครับ เป็นกิจกรรมที่ทางห้างจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 วาดตั้งแต่ 4 โมงไปจนถึง 6 โมงเย็นก็เตรียมไป 100 ใบ หมดเกลี้ยงเหมือนกัน ทุกคนมีความสุขที่ได้รูปของพระองค์ท่านกลับบ้าน เบลเองก็สุขใจปลื้มใจที่ได้ทำให้ทุกคนมีความสุข

“นอกจากนี้ เบลยังร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง วาดภาพชุด ‘ในหลวง…ในความทรงจำ’ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะเพื่อน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระเกรียติคุณของพระองค์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพปีที่ 89 วันที่ 5 ธ.ค. 2559 มีทั้งหมด 9 ภาพ อาทิ ภาพกับคุณทองแดง ภาพทรงกล้อง ภาพทรงเรือใบ ภาพทรงออกแบบเรือใบ ภาพทรงงาน ภาพทรงงานศิลปะ ภาพทรงดนตรี โดยจะมีการผลิตโปสการ์ดจำนวน 9,999 ใบ ชุดหนึ่งจะมีทั้ง 9 ภาพ แจกประชาชนที่สนามหลวงในเร็วๆ นี้” เบลเล่าถึงจับมือกับเอกชนเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

นักวาดภาพประกอบอนาคตไกล เล่าต่อว่า ในวันที่ 17 ธ.ค. จะเดินทางไปวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กับประชาชนที่ร้านอาหารลิตเติ้ล ทรี การ์เด้นท์ จ.นครปฐม ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงเวลาบ่าย 3 โมงโดยประมาณ หากใครที่ไปรับประทานอาหารที่ร้านก็ให้เขาวาดรูปให้ได้เลยซึ่งได้เตรียมกระดาษไปจำนวน 100 ใบ

“ร้านนี้เจ้าของร้านกับเบลรู้จักกันมาก่อน คือเขาเจอเบลในอินสตาแกรมก็ทักทายและรู้จักกัน จริงๆ แล้วเบลไปร้านนี้บ่อยแต่ไม่เคยเจอเจ้าของร้านตัวจริงสักที พอวันหนึ่งเขาเดินเข้ามาชวนและบอกว่าวันที่ 17-18 ธ.ค. มีตลาดนัดพอดี แล้วทางร้านก็ได้จัดแกลเลอรี่เพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เลยชวนผมนำผลงานมาจัดแสดงซึ่งผมก็โอเคและบอกว่าจะขอวาดรูปในหลวงให้คนที่มาในงานด้วยในวันที่ 17 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดของคุณพ่อเบลพอดี ก็จะไปตั้งแต่ 10 โมงและอยู่จนถึงบ่าย 3-4 โมง ใครที่ไปแถวนั้นก็เชิญไปรับพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ฝีมือของเบลได้ครับ”

เบล หรือที่คนรู้จักในชื่อ Painterbell เจ้าของ Instagram whitepaperand เผยต่อว่า ช่วงนี้มีงานวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เข้ามาเยอะ เนื่องจากหลายๆ ห้างและหลายๆ ที่ได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระองค์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ การวาดภาพในหลวงก็จะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยพลาดและเขาก็มักจะถูกเชิญไปวาดอยู่บ่อยๆ

วาดด้วยใจน้อมถวายในหลวง

ทั้งนี้ ภาพของการยืนวาดรูปตลอด 2-3 ชั่วโมงให้กับประชาชนที่ต่อแถวยาวเหยียดแทบไม่ได้หยุดพักในแต่ละครั้งนั้น ต้องยอมรับในหัวจิตหัวใจของศิลปินหนุ่มผู้นี้ที่เต็มไปด้วยความอดทนอย่างยิ่ง เขาไม่เคยบ่นว่าปวดและไม่เคยขอหยุดพักแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่ความมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาวาดให้ทุกคนที่ยืนรอคิวด้วยใบหน้าที่ยังสดใสไม่ได้รู้สึกถึงความเมื่อยล้าออกมา

“วันแรก (16 ต.ค.) วาด 100 ใบ รู้สึกเกร็งเหมือนกันเพราะยืนวาดไม่ถนัดอยู่แล้ว เกรงภาพจะออกมาไม่สวย แล้วคนเยอะมากช่วงนั้น วันที่ 2 (17 ต.ค.) เป็นวันหยุดเลยเอาไป 200 ใบพร้อมซองพลาสติกสำหรับใส่ วาดจนรู้สึกว่านิ้วล็อก (หัวเราะ) เลยครับ แต่ว่าหลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้ วาดได้คล่องโดยใช้ปากกาเมจิกสีดำวาด

“ภาพต้นแบบที่เบลเตรียมไว้มี 6 ภาพ เช่น ภาพทรงกล้อง ภาพทรงต่อเรือใบ ภาพกับคุณทองแดง ภาพเด็กน้อยนั่งถวายบังคม ฝึกวาดอยู่ 2 ชั่วโมงก็ออกจากบ้าน ไม่ยากเพราะเป็นลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเบลอยู่แล้ว โดยภาพที่ถูกขอให้วาดมากที่สุดน่าจะเป็นภาพทรงกล้องที่รายละเอียดมากกว่าภาพอื่นๆ แล้วก็มีภาพกับคุณทองแดงเด็กๆ และคนที่ชอบสุนัขมักจะให้วาด แต่ทุกครั้งที่วาดเสร็จเบลจะเขียนชื่อเล่นเจ้าของภาพและตามด้วยความคำว่า รักในหลวง เสมอ”

นักวาดภาพประกอบน้ำใจงาม เล่าว่า การที่เขาออกมาวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กับประชาชนนั้นเป็นความตั้งใจที่อยากจะทำความดีถวายเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ โดยไม่ได้หวังในชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ แค่ทำในฐานะพสกนิกรที่จงรักภักดีคนหนึ่งเหมือนที่หลายๆ คนทำเท่านั้น

“ช่วงแรกๆ จะเห็นว่ามีจิตอาสาออกมาช่วยกันมากมาย บางคนทำอาหารมาแจกจ่ายพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน บางคนช่วยเก็บขยะ บางคนช่วยประสานงานทำความเข้าใจให้กับผู้ที่มากราบพระบรมศพ มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็รับส่งฟรี แม้แต่ดารานักแสดงก็มาช่วยกัน เบลเองก็คิดว่าไหนๆ ตั้งใจมากราบพระบรมศพและตัวเองมีความสามารถด้านวาดภาพจึงตั้งใจมาวาดภาพในหลวงในแบบฉบับตามลายเส้นของเราให้กับประชาชน

“อย่างไรก็ตาม ตอนที่ทำเบลไม่ได้คิดหรอกว่าจะต้องเป็นข่าว ก็แค่อยากวาดรูปพระองค์ท่านให้กับประชาชนเท่านั้น ไปๆ มาๆ มีสื่อมาสัมภาษณ์เยอะเลย มีเชิญไปออกรายการต่างๆ แรกๆ ก็ตกใจเหมือนกันแต่หลังๆ เริ่มปรับตัวได้ ตอนนี้ไปไหนก็มีคนจำได้ และมีงานเข้ามาเยอะ วันนี้ผมรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจมาทำตรงนี้โดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากเลย ทุกคนที่อยู่รอบตัวผม พ่อ แม่ น้องๆ เพื่อนร่วมงานก็พลอยดีใจไปด้วย”

เบลยอมรับว่า เป็นความประทับใจมากที่สุดในชีวิตเพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรเพื่อคนจำนวนมากและทำด้วยความตั้งใจและเต็มใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทว่าสิ่งที่ได้มาสุดแสนประทับใจมาก มีทั้งคำอวยพรและคำขอบคุณไม่ว่าจะจากเด็ก ผู้ใหญ่ สามารถรับรู้ได้ถึงพลังบวก โดยในวันหนึ่งฝนตกก็มีคนคอยกางร่มให้ขณะวาดรูป

“เบลรู้สึกดีจริงๆ ที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุข ขณะเดียวกันเบลเองก็ได้รับสิ่งดีๆ กลับมามากมายทั้งที่เบลไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่อยากทำถวายและอยากให้ทุกคนได้ภาพของพระองค์ท่านกลับบ้านไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น แต่มันเหมือนทำดีได้ดีนะ มีงานเข้ามาเยอะ สื่อเชิญไปออกรายการ ผู้คนรู้จักมากขึ้นด้วยพระบารมีของพระองค์แท้ๆ เลย ขอกราบขอบพระคุณพระอง์ท่านที่ทำให้เบลได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต”

ทรงเป็นแรงบันดาลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

เบลยอมรับว่า ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เขาเริ่มหันมาศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น เพราะในครั้งที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ไม่ได้ศึกษาอะไรเกี่ยวกับพระองค์มากนัก ส่วนใหญ่จะรับรู้ข้อมูลพระราชกรณียกิจตามสื่อเท่านั้น

“ยอมรับเลยว่าสมัยก่อนไม่ค่อยได้อ่านพระราชกรณียกิจของพระองค์อะไรมาก ก็เห็นตามสื่อต่างๆ บางทีดูแล้วผ่านไม่ได้ลงดีเทลหรือศึกษาข้อมูลจริงจังว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง แต่พอเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้เบลต้องกลับไปอ่านใหม่ ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ให้มากขึ้น ยิ่งเบลวาดรูปพระองค์ท่านก็จำเป็นที่เบลต้องรู้จักพระองค์ให้มากเท่าที่จะมากได้”

ดัวยเหตุนี้ เขาจึงพยายามกลับไปดูภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงงานและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่เกิด ก็ได้รู้ว่าพระองค์ทรงทำอะไรมากมายให้กับประเทศชาติและประชาชนคนไทย และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เขาเกิดความฮึกเหิมในการที่จะทำความดีต่อไป

“ตอนนี้เวลาเบลเดินไปไหนเห็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านแล้ว ยิ่งสร้างบันดาลใจให้เบลอย่างมาก พระองค์ทรงทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐให้กับประเทศชาติเยอะจนไม่อาจนับได้ เบลรู้สึกเลยว่านี่แหละคือต้นแบบที่ยิ่งใหญ่ของเบล ทุกครั้งที่เห็นพระบรมรูปของพระองค์เบลรู้สึกได้ถึงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ พระองค์คือผู้ที่เติมเต็มจิตให้เบลมีพลังในการทำงานมากขึ้นหลายเท่า”

ชีวิตตอนนี้แฮปปี้ที่สุด

เศรษฐพร เล่าว่า เวลานี้ถือเป็นช่วงที่มีความสุขในชีวิตอย่างมากเพราะทั้งงานประจำและร้านสติ๊กเกอร์ส่วนตัว John and Lulu ลงตัวที่สุด โดยกับงานประจำที่บริษัท มิวท์ ซึ่งทำมา 7 ปี ตั้งแต่เรียนจบแฮปปี้ตลอด เพื่อนร่วมงานน่ารัก หัวหน้าใจดี พนักงานไม่เยอะและอยู่กันแบบครอบครัว

“เชื่อไหมพอทุกคนรู้ว่าเบลมาวาดรูปในหลวงที่สนามหลวงชื่นชมกันใหญ่ หัวหน้าดีมากเลยถึงขนาดว่าถ้าเบลจะลางานไปวาดรูปในหลวงที่สนามหลวงก็ยังได้ เบลทำงานที่นี่ด้านกราฟฟิกดีไซน์ด้วยความสนุกมาก ทำงานอยู่หน้าคอมฯ ได้เห็นงานใหม่ๆ ดูผ่านออนไลน์ มันก็สนุกดีไม่เคยซีเรียส เพราะไม่ชอบเครียด เบลจะทำงานอย่างมีความสุข เริ่มงานตั้งแต่ 10 โมงไปจนถึง 6 โมง พอกลับมาบ้านก็มาวาดรูปสติ๊กเกอร์ของเราขายในไลน์

“คือเบลร้านมีสติ๊กเกอร์ของตัวเองชื่อ John and Lulu ซึ่งเป็นการ์ตูนที่เบลคิดขึ้นมาเอง John คือเบล ส่วน Lulu ก็หมายถึงคนใกล้ตัว เช่น น้อง เพื่อน และสัตว์เลี้ยง เช่นแมวที่เบลเลี้ยงอยู่ก็เอามาอยู่ในสติ๊กเกอร์ John and Lulu ตอนนี้มีขายถึง 3 ซีซั่นแล้ว โดยเฉพาะซีซั่น 3 เพิ่งเปิดขายมาได้ 3-4 วันนี้ สามารถโหลดได้เลยโดยเสิร์ชคำว่า Painterbell ในไลน์สติ๊กเกอร์ก็จะเห็นผลงานของเบล”

เบลพูดถึงสติ๊กเกอร์ซีซั่น 3 ของเขาว่า ค่อนข้างออกไปทางแฟชั่นนิดๆ โดยซีซั่น 1-2 รูปสติ๊กเกอร์ John and Lulu จะแต่งตัวปกติ แต่พอซีชั่น 3 ก็จะเปลี่ยนชุดเป็นแนวแฟชั่น และยังมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามา เช่น แมวที่เขาเก็บมาเลี้ยง ซึ่งเวลาวาดเขาก็จะดึงเอาคาแรกเตอร์ของของแมวออกมาเพื่อให้สติ๊กเกอร์มีมูฟเมนต์ที่ดูน่ารักน่าใช้ขึ้น

อยากรู้ว่าสติ๊กเกอร์ของเบลสวย น่ารัก น่าใช้แค่ไหนลองโหลดมาใช้ดู ง่ายๆ แค่เสิร์ชคำว่า Painterbell ในไลน์สติ๊กเกอร์คุณก็พร้อมเป็นเจ้าของทันที

 

วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ สิ่งช่วยผ่อนคลายและแรงบันดาลใจทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469871

วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ สิ่งช่วยผ่อนคลายและแรงบันดาลใจทำงาน

โดย…วราภรณ์ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

แพ็ค-วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ นักบริหารหนุ่มวัย 27 ปี เขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้งและสร้างแบรนด์ธัญพืชอาหารเพื่อสุขภาพ Diamond Grains กราโนล่า สูตรคลีนสไตล์โฮมเมด ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักสุขภาพ โดยเขามีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องการลงทุนของบริษัท

ด้วยดีกรีปริญญาตรี ด้านการค้าระหว่างประเทศ จาก University of International Business and Economics กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนแห่งการสร้างแบรนด์ การศึกษาในประเทศที่การค้าขายเจริญรุ่งเรืองและเป็นมหาอำนาจแห่งหนึ่งของโลก ทำให้วุฒิกานต์รู้เทรนด์ของโลกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาที่อาหารเพื่อสุขภาพก้าวไปไกลมากกว่าเมืองไทย ประกอบกับเขาชื่นชอบกินอาหารสุขภาพอยู่แล้ว และอาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกิน ดังนั้นการทำธุรกิจในหมวดอาหารดีที่สุด อีกทั้ง 5 ปีที่แล้วอาหารสุขภาพในเมืองไทยยังไม่บูม เขาจึงพัฒนาอาหารสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย ซึ่งผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะคนหันมากินอาหารเช้าเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

ลองไปดูของ 7 สิ่งที่สะท้อนแนวความคิดการใช้ชีวิตของนักบริหารรุ่นใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร

 

1 อาหารเช้า

“ก่อนทำโปรดักต์ออกมา เราทำแบบสอบถามและรู้ว่าคนไทยไม่ค่อยชอบกินอาหารเช้า แต่ถ้ามีอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย อีกทั้งยังกินง่าย ช่วยระบบขับถ่ายก็ตอบโจทย์ลูกค้า ผมคิดว่าอาหารเช้าจำเป็น เหมือนร่างกายเราหลับอยู่ พอตื่นมาปุ๊บก็ต้องทำงาน ถ้าเราขาดอาหารเช้า จะรู้สึกไม่สดชื่น ปวดหัวได้ ดังนั้นอาหารเช้าสำคัญกับผมมากครับ”

 

2 ลำโพง

“เวลาผมรู้สึกเครียดกับงาน การฟังเพลงช่วยผมผ่อนคลายได้มาก ดังนั้นคุณภาพของลำโพงสำคัญ ลำโพงตัวเก่งของผมรุ่น A2 Portable Bluetooth speaker แบรนด์แบงค์ แอนด์ โอลาฟเซ่น เวลาได้ฟังเพลงเพราะจากเครื่องเสียงดีๆ ช่วยให้ผมหายเหนื่อยได้ การฟังเพลงทำให้เหมือนเราได้หลุดออกไปอีกโลกหนึ่ง อย่างชื่อแบรนด์สินค้าของผม ก็คิดได้ตอนนั่งฟังเพลง บางทีคิดงานตลอดเราคิดไม่ออกหรอก แต่เวลาที่ได้นั่งพักผ่อนความคิดจะแล่นมาก ลำโพงอันนี้ก็สะดวกพกไปไหนก็ได้ เพลงที่ผมชอบส่วนใหญ่เป็นแนวป๊อป เพลงคลาสสิก และเพลงบรรเลงเปียโน”

 

3 รถยนต์

“ผมซื้อรถยนต์ BMW เอ็กซ์ 4 เป็นรถแวน คูเป้ ชอบเพราะไม่เหมือนเอสยูวีทั่วไป สิ่งที่ผมชอบคือศึกษาดูรุ่นของรถยนต์ เจอคันนี้รู้สึกชอบมากเพราะรูปลักษณ์ท้ายรถดูดีไซน์โค้งมนสวยงาม อีกทั้งสมรรถนะดี สามารถพาผมไปได้ทุกที่แม้ถนนจะทุลักทุเลแค่ไหน มันจะพาผมลุยไปได้ เช่น ผมต้องไปดูวัตถุดิบที่อยู่ชนบทนิดหนึ่ง ขับรถเก๋งไปไม่ได้ คันนี้สมบุกสมบันได้ ซื้อมาได้หนึ่งปีแล้ว โดยซื้อจากน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มเทจากการทำงานของผมเองทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมาก”

 

4 ไม้กายสิทธิ์ 

“ชิ้นนี้เป็นของสะสมที่ผมได้ตอนไปเที่ยวที่ดิสนีย์แลนด์ อเมริกา ในนั้นมีสถานที่หนึ่งคือ เมืองของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สามารถใช้ไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่ ร่ายมนต์ไปตามสถานที่ต่างๆ ก็จะมีน้ำพุ่งออกมา สนุกมาก อยู่ในนั้นทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของเวทมนตร์ เหมือนที่อ่านในหนังสือเลยครับ รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก ไม้กายสิทธิ์เป็นสิ่งที่ทำให้เรารำลึกถึงถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยว อีกทั้งการท่องเที่ยวยังช่วยผมเปิดมุมมองได้ไอเดียใหม่ๆ เช่น เมืองของแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีจริงๆ”

 

5 กระเป๋าสตางค์

“ชิ้นนี้แฟนซื้อให้ผมเมื่อวันคล้ายวันเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์หลุยส์วิตตองรุ่นนี้ เป็นรุ่นที่ดีไซน์ดูเรียบๆ ใช้ได้นาน ที่แฟนซื้อให้เพราะเขาจำได้ว่าผมเคยบอกว่า อยากได้แล้วเขาก็จำ แล้วก็ซื้อให้ผมจริงๆ มันเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจว่า แฟนผมเขาละเอียดอ่อนและใส่ใจต่อความเป็นผม เขารู้ว่าผมชอบอะไร และจดจำได้ กระเป๋าใบนี้ผมจึงรักมากและใช้ติดตัวตลอดครับ”

 

6 กระเป๋าใส่นามบัตร

“ใบนี้แฟนก็ซื้อให้ผมอีก เพราะมันเป็นลายเดียวกับกระเป๋าสตางค์หลุยส์วิตตอง  ผมเคยบอกว่า ผมอยากได้เพราะใส่นามบัตรในกระเป๋าสตางค์ก็ตุงทำให้เสียทรงเปล่าๆ ก็ถามเขาว่าทำไมซื้อให้ แฟนบอกว่าเห็นผมทำงานหนัก ซึ่งการทำธุรกิจของตัวเองยุคแรกๆ ต้องฝ่าฟันมาก กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท เราต้องทุ่มเททุกอย่างทั้งแรงกายแรงใจ พอรู้ว่าผมอยากได้แฟนก็ซื้อให้เหมือนเป็นของขวัญที่ผมทำงานหนัก ทำให้ผมรู้สึกหายเหนื่อย  มันแสดงถึงความใส่ใจ และดีตรงเป็นสิ่งที่ผมอยากได้และสามารถใช้ได้จริงๆ”

 

7 ชา

“ผมชื่นชอบการดื่มชามากๆ โดยเฉพาะมื้อหลังจากกินอาหารเช้าแล้ว ชารสที่ผมชอบมากๆ คือ อิงลิช เบรกฟาสต์ กับเอิร์ลเกรย์ยี่ห้อ 1823 Tea Lounge By Ronnefeldt  มากเพราะมีกลิ่นที่หอม ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ท้องรู้สึกสบาย รสชาตินุ่มลิ้นมากครับ จริงๆ การจิบชาเหมือนเป็นการพักผ่อนได้เหมือนกันครับ”

 

PROBLEM&FEAR Makeover

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469867

PROBLEM&FEAR Makeover

โดย…ชลญ่า

สำคัญที่ต้องดูดีจากข้างในด้วย

บุคลิกภาพทางกายเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายจากรูปร่าง หน้าตา กิริยา ท่าทาง มารยาท ภาษากายต่างๆ การแต่งตัว การพูดการจา การแสดงออกต่างๆ ตลอดจนความสะอาด สุขภาพอนามัย ฯลฯ ถ้าหน้าตาดี หุ่นดี ท่าทางดี อากัปกิริยาดีมารยาทเรียบร้อย การแต่งตัวที่ดูดีและเหมาะสมกับกาลเทศะ พูดจาดี มีจังหวะจะโคนน่าฟัง มีสัมมาคารวะ เหล่านี้เป็นต้นจะยิ่งทำให้บุคลิกภาพภายนอกดูดีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

ทว่า การที่บุคลิกภายนอกดูดี แต่ถ้าข้างในคือในส่วนของอารมณ์และจิตใจไม่ดี มักอารมณ์เสีย ชอบคิดไม่ดีอันนำไปสู่การทำไม่ดี ก็พลอยฉุดให้ภาพลักษณ์หรือบุคลิกภายนอกดูไม่งามและไม่ดีในสายตาคนที่พบเห็นด้วย เพราะฉะนั้นบุคลิกภาพภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรต้องมี และถ้ามีก็จะเสริมให้บุคลิกภาพทางกายงดงาม ดูน่าศรัทธาและเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

1.ต้องมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์โลภ โกรธ หลง ไม่ให้เกิดขึ้นในใจ หากไม่สามารถควบคุมความโลภของตนเองไว้ได้ ต่อไปก็จะเกิดการคดโกง การทุจริต การลักขโมย เบียดบัง ช่อโกง หนีภาษี หรือทำอะไรอื่นที่ผิดกฎหมาย เวลาทำอะไรก็จะหวังแต่ผลประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ศีลธรรม ตลอดจนจารีตประเพณี

หากเกิดอารมณ์โกรธก็จะมีอาการหงุดหงิด ขุ่นเคือง ไม่พอใจ บางทีไม่สามารถควบคุมสติ ขาดการยั้งคิดอาจทําให้การตัดสินใจผิดพลาด หรือทํางานบกพร่อง สร้างความเสียหายให้กับงาน ตัวเอง และองค์กร เป็นต้น หากอารมณ์ตกอยู่ภายใต้โมหะก็อาจหลงมัวเมาเดินในทางผิด เช่น อบายมุข สิ่งเสพติดต่างๆ ทําให้ละทิ้งหน้าที่การงานจนต้องถูกไล่ออก หรือละทิ้งครอบครัวจนอาจทําให้ครอบครัวแตกแยกในที่สุด

ในทางกลับกัน ถ้าสามารถควบคุมอารมณ์และรักษาใจตัวเองไว้ได้ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด ยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดีต่อคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง คนอื่นเห็นก็ชม คนที่มาคุยด้วยก็ชื่นชอบ อย่างนี้เรียกว่างามจากข้างในฉายออกมาถึงข้างนอก

2.มีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานจะทําให้มีจิตมุ่งมั่นในการทํางาน ทุ่มเทในการทํางานทั้งร่างกายและจิตใจและพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทํางานด้วยใจรักและทํางานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ก็ยังได้

3.มีความสามารถในการตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการตัดสินใจของตน โดยให้มุ่งองค์กรได้รับผลประโยชน์สูงสุดและเกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ทั้งนี้ แม้บุคลิกภาพภายนอกจะดูดีแค่ไหนก็คงไม่ยั่งยืน หากตราบใดที่ภายในคือจิตใจไม่มั่นคง มีความลังเล กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าตัดสินใจ ตลอดจนมีทัศนคติไม่ดีและมักอารมณ์เสีย เช่น โกรธง่าย โมโหร้าย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เสียบุคลิกภาพและภาพลักษณ์อย่างยิ่ง

ภาพ… รอยเตอร์ส

 

บุคลิกของประธานที่นำการประชุม

ความสามารถในการนำประชุมยังเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร เนื่องจากสภาพภายในห้องประชุมจริงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับภายในสถานที่ทำงาน เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายอย่างคล้ายๆ กัน เช่น มีหลายๆ คนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันประชุม อาจมีเรื่องของบุคลิกภาพของแต่ละคน ทัศนคติ มุมมอง ความรู้ความเข้าใจ หรืออาจมีความขัดแย้งกันอยู่ก็เป็นได้

รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การเป็นประธานผู้นำประชุมจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดคือประสิทธิผลที่จะได้จากการประชุม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของคนระดับผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรในการทำหน้าที่นี้ ซึ่งต้องใช้เทควิธีการต่างๆ ที่ใช้ในการประชุมและส่วนหนึ่งที่ต้องมีคือบุคลิกภาพส่วนตัวที่สำคัญประกอบด้วย

1.การมีภาวะผู้นำ เป็นคุณลักษณะที่มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นในทางบวก ทำให้เกิดพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุม

2.มีความมั่นใจในตนเอง โดยผู้นำการประชุมต้องศึกษารายละเอียดของหนังสือเชิญประชุม กำหนดการประชุม รวมถึงวาระการประชุมอย่างดี และมั่นใจว่าจะสามารถบริหารการประชุมให้สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการประชุม ทั้งนี้ อากัปกิริยา ท่าทาง น้ำเสียง คำพูด และสายตาของประธานที่ประสานกับสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจะเป็นดัชนีชี้ความมั่นใจได้อย่างดี

3.มีทักษะในการคิดและวิเคราะห์ โดยมีความชัดเจนในขั้นตอนการคิด วิเคราะห์ และการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ตลอดจนสามารถสรุปประเด็นและสรุปกิจกรรมในแต่ละวาระการประชุม พร้อมทั้งทำการมอบหมายงานได้อย่างถูกต้องและชัดเจน

4.มีความยุติธรรม กล่าวคือมีความเป็นธรรมในการให้โอกาสแก่สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ได้แสดงความคิดเห็นโดยเสรี รวมถึงมีความยุติธรรมในการตัดสินใจมอบหมายกิจกรรมต่างๆ

5.มีความสุขุมนุ่มลึก โดยต้องพยายามควบคุมตนเองให้ปราศจากความเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่มีอารมณ์โกรธฉุนเฉียว แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาร้ายแรงขององค์กรก็สามารถใช้ความเยือกเย็นและสมาธิเข้าคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยปราศจากความตื่นตระหนก

6.มีทักษะในการสื่อสาร นำเสนอประเด็นผ่านสื่อการพูด สื่ออื่นตามความเหมาะสม มีทักษะในการสรุปประเด็นให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย รวมถึงการสั่งการที่กระชับ การตัดบทไม่เยิ่นเย้อ และควรมีทักษะในการฟังจากผู้เข้าร่วมประชุมที่อาจจะมีวิธีการพูดในรูปแบบต่างๆ

 

Love Co Workers

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469865

Love Co Workers

โดย…วราภรณ์

ทำงานต้องมีสติ

ประเด็นที่ จันทนา สุขุมานนท์ อดีตรองประธานบริหารการตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ได้กล่าวถึงหนักๆ ในการทำงานของสุภาพสตรี ในคอร์สการฝึกอบรม “สตรี คือ สติ” ที่จัดโดย เสถียรธรรมสถาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือ ทำงานต้องมีสติ งานนี้เป็นหนึ่งในโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต สตรีวัยทำงาน สู่ความสุขทุกมิติ ด้วยการเสริมสร้างสติและปัญญา เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำในการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับสตรีวัยทำงานโดยมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในโครงการนี้กว่า 400 องค์กร

จันทนา กล่าวว่า สมัยก่อนผู้หญิงจะไม่ค่อยได้รับการโปรโมทในตำแหน่งบริหารระดับสูง แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งระดับสูงในองค์กรต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อย่างตัวเองก็เป็นผู้หญิงที่ทำงานในวงการของผู้ชาย ซึ่งส่วนมากผู้หญิงจะถูกมองว่า ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ดังนั้นเราจึงต้องฝึกฝนในเรื่องของการมีสติ เพราะสติแปลว่า ต้องรู้ตัว เพื่อให้มีสติเป็นเครื่องเหนี่ยวนำจิตใจ รวมทั้งใช้อารมณ์ให้น้อยลง และใช้เหตุผลมาถ่วงดุลแทน ซึ่งการอบรมคอร์สนี้ได้ออกแบบเนื้อหาต่างๆ ให้ครอบคลุมและเรียนรู้ในทุกมิติ เหมือนเป็นการล้างใจของตัวเอง เพื่อจะได้รับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง และกลายเป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีสติอยู่กับตัว และมีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นคนที่ดีคู่สังคมด้วย

ด้าน นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สสส. เผยหัวใจหลักของการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่คนในองค์กร คือ องค์ความรู้และการจัดการ โดยพบว่า บันไดสู่องค์กรสุขภาวะ ประกอบด้วยความสุข 8 ประการ หรือ  Happy 8 คือ Happy Body สุขภาพดี Happy Heart น้ำใจงาม Happy Relax การผ่อนคลาย Happy Brain หาความรู้ Happy Soul มีคุณธรรม Happy Money บริหารการเงิน Happy Family ครอบครัวดี และ Happy Society สังคมดี

โดยแนวทางการเสริมสร้างสุขภาวะสตรีวัยทำงานต้องทำคู่ขนาน 2 ด้าน คือ การสร้างการรับรู้และทัศนคติที่ดีในการพัฒนาคุณภาพแรงงานสตรีทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และกระทรวงแรงงาน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทและลักษณะงานที่แตกต่างกัน และการส่งเสริมให้สถานประกอบการปรับปรุงสิ่งที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในที่ทำงานสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร ที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาสุขภาพกายและจิตที่สตรีอีกด้วย

 

เพิ่มไฟในการทำงาน

เคยไหมที่ทำงานไปได้สักระยะหนึ่งแล้วจะเกิดการอ่อนล้า หมดไฟ ควาามท้าทายและความกระตือรือร้นในการทำงานหายไป หรือมีเรื่องมาทำให้หมดกำลังใจในบางครั้ง หากเรากำลังประสบสภาวะเช่นนั้นอยู่ เราต้องปรับแนวคิดและตั้งเป้าหมายใหม่ เพื่อจุดไฟขึ้นในตัวอีกครั้งหนึ่ง

JobThai.com มีคำแนะนำเพื่อการขับเคลื่อนตัวคุณให้ก้าวต่อไปในวันที่รู้สึกเหมือนหมดไฟในการทำงาน

1.ไม่มีใครช่วยคุณได้ นอกจากคุณ จำเอาไว้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในหน้าที่การงาน ส่วนหนึ่งมันมาจากผลงานและการกระทำของคุณในขณะปัจจุบัน ปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นยืนด้วยความเชื่อมั่น คำนวณความเสี่ยง และเดินเข้าหาโอกาสที่คุณคิดว่าสมควรจะได้รับ แต่ต้องมีความพอดี ไม่ดิ้นรนหรือทะเยอทะยานจนเกินไป หากมีเพื่อนสนิทหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำคุณด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

2.ไม่ยอมแพ้ การยอมแพ้เป็นสิ่งที่อันตราย มันจะทำลายความเป็นมืออาชีพของคุณ ไม่ว่าคุณจะต้องเจอกับแรงกดดันต่างๆ ที่คอยบั่นทอนความหวัง จนเลิกคว้าโอกาส แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณว่าจะยอมแพ้หรือมองมันเป็นแรงผลักดันในการก้าวต่อไป

3.เลือกที่จะสู้ หากมีเพื่อนร่วมงานที่มองคุณเป็นคู่แข่งขัน หรือมีหัวหน้างานที่คอยจับผิดอยู่ทุกเวลา สถานการณ์แบบนี้ย่อมสร้างความลำบากให้ชีวิตการทำงาน และคุณก็เลี่ยงมันได้ยาก คุณต้องวางตัวให้ดี และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเข้าไปทะเลาะด้วย สิ่งที่คุณต้องสู้คือใจตัวเอง อย่าเสียเวลาหรือพลังงานไปกับคนเหล่านั้น ตั้งใจทำงานในส่วนของเราให้เต็มที่ โดยให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากงานเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวคุณ

4.ไม่เปรียบเทียบกับใคร หลายคนมักรู้สึกไม่ดีเมื่อเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแต่งกาย รถยนต์ ที่อยู่อาศัย รวมถึงอาชีพการงาน และเมื่ออยู่ในสถานที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานของคุณย่อมมีคนที่มีความสามารถหลากหลายระดับ คุณอาจรู้สึกชื่นชมคนที่เก่งกว่า หรือทำงานได้ดีกว่า ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีหากจะใช้ความชื่นชมที่มีนั้นกระตุ้นตัวเองสู่ความสำเร็จ แต่หากการชื่นชมเปลี่ยนเป็นการเปรียบเทียบ มันจะหันกลับมาบั่นทอนจิตใจตัวเองได้

5.อย่ากดดันตัวเอง คุณต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ และสร้างเป้าหมายเพื่อที่จะผลักดันให้ก้าวต่อไป หาแรงบันดาลใจใหม่ และพยายามทำในสิ่งที่คุณอยากทำ หากคุณต้องการที่จะไปถึงจุดหมายก็ต้องพบกับอุปสรรคและความยากลำบาก อย่าให้ความกดดันทำให้คุณก้าวไปไหนไม่ได้ ใช้การแข่งขันและโอกาสที่ผ่านมาเพื่อเรียนรู้และพัฒนา เลิกบ่นหรือเอาแต่หาข้อเสียที่เกิดขึ้น เพราะมันจะทำให้คุณหมดกำลังใจ

6.พัฒนาความสามารถให้หลากหลาย การมีความสามารถหลายด้านในตัวเองเป็นเรื่องที่ดี เตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่าอย่าท้อ คุณต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความได้เปรียบในชีวิตการทำงาน ถ้าคุณมีทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาให้ตัวเองทำงานได้หลากหลายขึ้น คนอื่นๆ ในที่ทำงานย่อมต้องสังเกตเห็นพัฒนาการ ซึ่งมันจะช่วยส่งเสริมให้คุณก้าวหน้าได้เร็วขึ้นและมั่นคง

7.หาสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด ถ้าเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้คุณหมดไฟในการทำงาน คือ คุณมีความสนใจในเรื่องใหม่ๆ แล้ว ก็อาจจะหมายถึงการต้องเปลี่ยนแปลง การยอมจำใจอยู่ที่เดิมเพื่อทำงานที่ไม่เหมาะสมกับตัวคุณคงไม่ใช่เรื่องดี หากได้ทำในสิ่งที่รักจะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม แม้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในกรอบเวลาที่คาดหวังไว้ แต่ยิ่งมุ่งมั่นก้าวไปบนเส้นทางที่เป็นของตัวเอง คุณจะมีโอกาสเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย และจะได้โบนัสพิเศษ คือ การมีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วัน เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างแท้จริง

 

Money Better

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469864

Money Better

โดย…โยโมทาโร่

จัดการอารมณ์ที่ทำงาน

ในสายงานบางตำแหน่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังหน้าไฟรองรับอารมณ์คนอยู่ตลอดเวลา เช่น งานคอลเซ็นเตอร์ งานฝ่ายบัญชี งานแผนกดูแลลูกค้า ซึ่งจะต้องเจอกับคนที่มาติดต่อด้วยปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ทำงานที่ต้องเจอกับผู้คนมากมาย แต่ก็อาจจะได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนพาให้คุณหัวเสีย วิธีจัดการเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ ซึ่งทำให้คุณต้องกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนอื่น การบริหารความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยให้คุณผ่านพ้นสถานการณ์แบบนี้ไปได้

มองให้เป็นเรื่องตลก

คนอารมณ์เสียง่ายมักเก็บเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นอารมณ์เสมอ และที่แย่กว่าก็คือพวกเขามักจะเห็นคนอื่นเป็นที่ระบายอารมณ์ อารมณ์โกรธ ขุ่นมัว สามารถถ่ายทอดให้กันได้ราวกับโรคร้ายทางใจ แต่หากคุณใช้ภูมิต้านทานมองให้เป็นเรื่องตลก เช่น “นายคนนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ” หรือ “ป้าคนนี้หัวเสียอะไรมากมายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แก้ไขได้ง่ายๆ สงสัยจะเข้าวัยทอง” หรือ “สงสัยแฟนเพิ่งทิ้งมาเมื่อคืน” มองให้เป็นเรื่องขบขันในใจและคุณจะไม่อารมณ์เสียไปตามเกมของพวกเขา วิธีแบบนี้เป็นการดูหมิ่นคนหรือไม่ ถ้าจะผิดก็ผิดแค่ทางใจ ตราบใดที่ไม่แสดงออกทางกายก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

เมตตาให้มาก

บางคนสามารถทำให้คุณอารมณ์เสียได้ ด้วยคำพูดถากถาง ล้อเลียน ทำให้คุณอับอาย หัวเสียหรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่าหัวร้อน ให้ใช้ความเมตตากับคนเหล่านี้ให้มาก เพราะงานวิจัยจิตวิทยาล้วนบอกตรงกันว่า คนที่ชอบล้อเลียน ถากถางผู้อื่นให้อับอายนั้น มักจะมีปมด้อยในครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทาง คุณพ่อดุและเคี่ยวเข็ญมากเกินไป มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นประจำ คนในครอบครัวมักต่อว่าด่าทอให้เกิดความบอบช้ำทางใจ พวกเขาจึงลดปมด้อยของตัวด้วยการมีนิสัย ล้อเลียนผู้อื่น พูดจาถากถาง ตะโกนด่าผู้อื่นอับอายเพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองดูดี บางคนหนักถึงขั้นสามารถพูดชมตัวเองต่อหน้าคนอื่นได้ หากเจอบุคคลเหล่านี้ควรใช้หลักเมตตาเห็นใจพวกเขาให้มาก และอวยพรให้พวกเขาได้ไปอยู่ในสถานที่ดีๆ กับพวกเขาโดยเฉพาะ

จัดการด้วยคำพูด

แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอีคิวสูงแต่หากเจอสถานการณ์เหล่านี้ทุกวันก็คงไม่ไหว ดังนั้นการลดสถานการณ์ชวนอารมณ์เสียด้วยการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในสคริปต์ของคนที่ทำงานคอลเซ็นเตอร์ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงานลูกค้า โดยตรงมักจะแนะนำให้ลดอารมณ์คุกรุ่นของอีกฝ่ายด้วยการพูดว่า “เรารับเรื่องไว้แล้วเดี๋ยวจะรีบจัดการปัญหาให้ค่ะ/ครับ” เป็นการให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา “ตอนนี้เราพบสาเหตุแล้วกำลังดำเนินการแก้ไขให้แล้วจะติดต่อกลับไป” เป็นการถ่วงให้เวลาช่วยทำให้อารมณ์อีกฝ่ายสงบลงแต่ถ้าคุณไม่ติดต่อกลับไปอารมณ์โกรธของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว “เชิญนั่งพักดื่มน้ำก่อนแล้วเดี๋ยวทางเราจะเข้าไปสอบถามปัญหานะคะ/ครับ” เป็นการบอกให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวว่าเขาอยู่ในอารมณ์โกรธมากเกินไปทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง การพูดโต้ตอบอย่างถูกต้องไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้สถานการณ์เย็นลงแต่ยังช่วยให้คุณไม่ต้องรองรับอารมณ์คนและยังหาทางแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย

 

3 สิ่งที่ควรลดในปี 2560

ใกล้จะสิ้นปี 2559 กันแล้วหลายคนเริ่มกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ในปีที่ผ่านมาแล้วตั้งเป้าหมายใหม่ในชีวิต แต่เราเชื่อว่าเกือบทุกคนมักจะตั้งเป้าทุกอย่างให้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้ให้มากขึ้น เที่ยวให้บ่อยขึ้น หรือหาเวลาดูแลคนที่รักมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ส่วนมากแล้วเราแทบจะไม่เคยตั้งเป้าการลดเลยนอกจากเรื่องน้ำหนักตัว และนี่คือสิ่งที่เราแนะนำให้ลดในปี 2560

ลดการใช้โซเชียลมีเดีย

เชื่อไหมว่าในเวลา 24 ชั่วโมง เราใช้เวลาจ้องมองสมาร์ทโฟนไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เวลาเหล่านี้หมดไปกับการแชต การอ่านข่าวดราม่า การหาสินค้า และการดูไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย หากคุณลดเวลาการดูให้เหลือเท่าที่จำเป็นคุณจะมีเวลาเพิ่มขึ้นไปกับการทำงานหรืออ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ คุณอาจจะแย้งว่าแล้วการอ่านสาระในโซเชียลมีเดียที่แชร์ต่อๆ กันมานั้นไม่ดีหรือ การอ่านสาระในโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ดี แต่สาระนั้นเป็นเพียงการคัดย่อ ซึ่งจะทำให้คุณรู้แต่ผลที่จะเกิด แต่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไรอันจะนำสู่องค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ และที่สำคัญที่สุดสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นสาระนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน หากคุณนิยมอ่านในสมาร์ทโฟนจริงๆ เราแนะนำเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ซึ่งคุณจะได้องค์ความรู้แบบเต็มๆใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือมากที่สุด

ลดสิ่งที่ทำร้ายร่างกาย

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักจะทำร้ายตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ทำร้ายด้วยการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ บ้างก็ทำร้ายตัวเองด้วยการรับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัด หรือทำร้ายตัวเองด้วยการอดหลับอดนอนดูซีรี่ส์จนดึกดื่นและฝืนตื่นแต่เช้า เราทำร้ายตัวเองทุกวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ลองตั้งเป้าการลดสิ่งเหล่านี้ดูเพื่อชีวิตที่ยืนยาว ส่วนเรื่องการลดน้ำหนักหากพยายามมาแล้วหลายปีก็ทำไม่ได้ปีนี้ก็ขอให้ลดต่อไป แต่อย่าไปประกาศให้ใครรู้ก็พอ เผื่อว่าทำไม่ได้ตามเป้าคำพูดนั้นจะได้ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจเราเอง

ลดการใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย

เรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อกาแฟแก้วละ 30 บาท การซื้อขนมวันละ 50 บาท รายได้ที่ดูไม่มากในแต่ละวันแต่เมื่อรวมกันทั้งเดือนคุณอาจจะพบว่าเป็นรายจ่ายมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งเดือน ซึ่งคุณสามารถนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้เกิดผลงอกเงย เช่น หากคุณชอบการดื่มกาแฟจริงๆ คุณอาจลงทุนจะซื้อเครื่องชงกาแฟติดบ้านสักชุด จะช่วยลดค่ากาแฟต่อวันในระยะยาว และเหลือเงินไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากจะทำได้มากขึ้น

 

แชร์ประสบการณ์ 1 วัน ที่ฉันเป็นเชฟทำซูชิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469862

แชร์ประสบการณ์ 1 วัน ที่ฉันเป็นเชฟทำซูชิ

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

“อาหารญี่ปุ่น” เป็นที่นิยมเพราะความที่รสชาติอร่อย และยังมีหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย “ซูชิ” ก็เป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นแถวหน้าที่รู้จักกันทั่วโลก ข้าวญี่ปุ่นและเนื้อปลาหรืออาหารทะเลสดๆ จัดแต่งเป็นชิ้นพอดีคำ ได้กลิ่นหอมวาซาบิเตะจมูก แตะโชยุนิดนึงเพิ่มรสชาติ เรียกได้ว่าเป็นความอร่อยที่เรียบง่าย ไม่ต้องปรุงแต่งหลายขั้นตอนเลย

แต่รู้หรือไม่ ว่ากว่าจะมาเป็นซูชิให้เราทานกันเนี่ย มันไม่ได้ง่ายแค่เอาเนื้อปลามาโปะบนข้าวนะคะ เร็วๆ นี้เราเพิ่งมีโอกาสได้ไปร่วมเวิร์กช็อป เรียนทำซูชิที่ Shinminato Sushi Academy ที่จังหวัดโทยามา ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นมาค่ะ เลยขอนำประสบการณ์และความรู้กลับมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

Shinminato Sushi Academy หรือชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า &>6032;&>8234;&<2377;&<2375;&>2654; (Shinminato Sushi Juku) นี้ เพิ่งก่อตั้งมาเมื่อปีที่แล้ว (2015) นี่เอง เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองท่าเรือ จับซีฟู้ดสดๆ ใหม่ๆ มาได้ทุกวัน ชาวบ้านแถวนี้เลยประกอบอาชีพชาวประมงกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของโรงเรียนเห็นว่าในเมื่อคนเปิดร้านซูชิเยอะและ แต่ยังไม่มีคนเปิดโรงเรียนสอนทำซูชิ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ จึงได้เริ่มเปิดโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่โรงเรียนแบบเต็มรูปแบบ ออกแนวร้านซูชิที่เปิดโอกาสให้แขกได้ลองทำด้วยตัวเอง เป็นเวิร์กช็อปสั้นๆ เสียมากกว่า แต่ก็ทำให้ที่นี่กลายเป็นที่นิยมในบรรดานักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับคอร์สของที่นี่ เริ่มเปิดคลาสได้ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ค่าเรียนก็มีให้เลือกหลายราคา ทั้งทำซูชิ 8 ชิ้น/2,800 เยน/คนทำซูชิ 10 ชิ้น/3,500 เยน/คน ทำซูชิ 12 ชิ้น/7,000 เยน/คน ในวันนั้นเราได้ทดลองทำเซต 10 ชิ้น เริ่มแรกคือ เมื่อมาถึงทางโรงเรียน เจ้าหน้าที่ก็จะเอาเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่น (ฮัปปิ) มาให้ใส่ เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนาน เหมาะสำหรับถ่ายรูปเล่นวอร์มอัพก่อน จากนั้นอาจารย์ก็จะจัดเตรียมวัตถุดิบในการทำไว้บนโต๊ะ ประกอบไปด้วย ข้าวสวย และเนื้อปลาชนิดต่างๆ แล่สำเร็จไว้แล้ว และวาซาบิ ทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย จากนั้นใส่ถุงมือพลาสติก แล้วฉีดน้ำยากันข้าวติดมืออีกชั้นเป็นการเตรียมความพร้อม

เริ่มจากการปั้นข้าวเป็นก้อนเสียก่อน โดยข้าวที่หยิบขึ้นมานั้นต้องมีน้ำหนัก20 กรัม (อาจารย์ให้เครื่องชั่งมาวางไว้ข้างๆ ทุกคนเลยค่ะ) บีบหลวมๆ ให้เป็นก้อนยาวๆ ไม่ต้องให้แน่นมาก เพราะความอร่อยของซูชิอยู่ที่ข้าวนุ่มๆ ไม่อัดแน่นแบบโอนิกิริ (ข้าวปั้นสามเหลี่ยม) จากนั้นหยิบเนื้อปลาขึ้นมา ใช้นิ้วป้ายวาซาบิทาลงไป มากน้อยแล้วแต่ความชอบ แล้ววางลงบนก้อนข้าว จัดแต่งให้สวยงาม เท่านี้ก็ได้ซูชิ 1 ชิ้นแล้วล่ะ สำหรับชิ้นที่รูปร่างแปลกออกไปอย่างไข่ปลาหรือไข่หวาน ก็จะมีการเอาสาหร่ายมาพันรอบๆ ด้วย

และอาจารย์ยังได้ให้ความรู้เราเพิ่มเติม เช่น คำถามที่ว่า “ทำไมเชฟซูชิของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ถึงเป็นผู้ชาย” คำตอบคือ “จริงๆ แล้วไม่มีกฎห้ามผู้หญิงทำซูชิ เพียงแต่ว่าโดยธรรมชาติแล้วอุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงจะอุ่นกว่าผู้ชายดังนั้นเวลาหยิบจับเนื้อปลาสด อาจจะทำให้รสชาติเปลี่ยนได้นั่นเอง ผู้หญิงเลยไม่นิยมเป็นเชฟซูชิ”

 

“กว่าจะเป็นเชฟซูชิที่เก่งได้ ต้องใช้เวลาฝึกฝนกี่ปี” อาจารย์ตอบว่า “อย่างน้อยต้องสั่งสมประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ถึงจะเก่ง อย่างตัวอาจารย์เองนี่ก็ทำขายในร้านมา 45 ปีแล้ว”

“ทำไมถึงต้องใส่วาซาบิลงในซูชิ” อาจารย์ตอบว่า “นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว วาซาบิยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจากอาหารสดอีกด้วย”

เรียกได้ว่าไปเรียนคราวนี้ไม่ใช่แค่อร่อยและสนุกเท่านั้น แต่ยังได้ความรู้กลับมาอีกเพียบ สำหรับคนที่อยากชมบรรยากาศในการเรียนแบบวิดีโอ ก็เข้าไปชมที่ช่อง youtube @Reiko.ws หรือในเพจ facebook Reiko.ws ได้เลยค่ะ และคนที่อยากไปลองสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเองบ้าง ก็ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sushiacademy.toyama.jp เลยค่ะ การเดินทางใช้เวลา 45 นาทีจากสนามบินโทยามาด้วยรถยนต์ หรือใช้เวลา 20 นาทีจากสถานีชินคันเซนชินโทยามา เราคิดว่าเดินทางด้วยรถยนต์น่าจะสะดวกที่สุด ดังนั้นใครจะไปก็ขอแนะนำให้เช่ารถยนต์ขับไปนะคะ เดี๋ยวนี้บริการรถเช่าในญี่ปุ่นมีมากมาย แถมยังขับง่าย เพราะพวงมาลัยอยู่ข้างเดียวกับเมืองไทย ถนนก็โล่งไม่ค่อยมีมอเตอร์ไซค์ด้วย ไปเป็นกลุ่มหลายๆ คนน่าจะสนุกดีหวังว่าจะพอเป็นตัวเลือกในทริปครั้งต่อไปให้ทุกคนได้นะคะ

 

ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469688

ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เป็นไทพับลิชชิ่ง/อนุชิต นิ่มตลุง

เมื่อโครงสร้างอายุของประชากรกำลังเปลี่ยนไปทั้งสังคมโลกและสังคมไทย อาจทำให้คำว่า “บั้นปลายชีวิต” เปลี่ยนไปจากความรับรู้เดิม อันที่จริงสังคมไทยถูกจัดให้เป็นสังคมสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 2547 และตามหลักสถิติเราก็สามารถประมาณการได้ว่า ภายในปี 2574 หรืออีกไม่เกิน 15 ปีจากนี้ สังคมไทยจะถูกยกระดับเป็น “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” (Aged Society) สัดส่วนประชากรผู้สูงวัยคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด!

“ชาญชรา” เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดผลึกความรู้ ชุดงานวิจัยฉบับเคี้ยวง่าย ภายใต้การพัฒนาระบบหนังสือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยคัดสรรในชุดโครงการ “มิติทางเศรษฐกิจของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยจากหลายสถาบันที่ได้พยายามเชื่อมโยงให้เห็นปัญหาในทุกมิติ สร้างความตื่นรู้ ขณะเดียวกันคือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ หนึ่งในทีมนักเขียน เล่าว่า หนังสือชาญชราจับประเด็นเรื่องสังคมสูงวัย โดยใช้บทสัมภาษณ์เป็นกลวิธีเล่าเรื่อง ผู้สัมภาษณ์มี 2 คน ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์คือ ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยที่ติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรมาอย่างต่อเนื่อง

วีรพงษ์

 

นั่นก็เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านงานวิจัยได้ง่ายขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการนำงานวิจัย “ลงจากหิ้ง” ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของหนังสือชุดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือจึงถูกจัดทำให้บางที่สุด เล็กที่สุด เบาที่สุด เพื่อทำให้มันถูกอ่าน เพื่อที่หนังสือจะได้ทำความเข้าใจกับผู้คนในสิ่งที่มีความสำคัญต่อไป

“หน้าที่ของชาญชราก็คือการเปิดประเด็นหรือเปิดบทสนทนาของคนในสังคมถึงเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดถูกย่อยในรูปแบบของบทสัมภาษณ์ที่บางๆ เบาๆ อ่านง่าย ฝ่ายหนึ่งถาม อีกฝ่ายหนึ่งตอบ ย่อยประเด็นองค์ความรู้ของงานวิจัยที่ถูกบดละเอียด เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย คนทั่วไปอ่านแล้วไม่หนักเกินไป”

ศ.ดร.วรเวศม์ ผู้ให้สัมภาษณ์ เล่าว่า ไทยกำลังมีประชากรวัยทำงานมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา คิดเป็น 48 ล้านคน หรือ 71.4% ของประชากรทั้งหมดในปี 2014 ขณะที่อาเซียนจะมีกำลังแรงงานอายุ 15-64 ปี จำนวนมากที่สุดราว 500 ล้านคน ในปี 2050 ข้อท้าทายสำหรับไทยก็คือ เราจะสามารถพัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อเพิ่มผลผลิตของประเทศไทยได้อย่างไร ในเมื่อไทยกำลังจะเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในอาเซียนในอีก 15 ปีข้างหน้า

“อัตราการเติบโตของประชากรสูงวัยของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 2 เท่าในอีก 15 ปีข้างหน้า จึงมีความสำคัญมากที่ประชากรของเราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ทั้งในมิติของการเงิน การออม และในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว

 

ลองมองดูชีวิตของคนคนหนึ่งที่จะต้องมีลมหายใจอยู่ต่อไปอีกนานหลังเกษียณ เมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา อะไรคือความมั่นคงทางการเงิน เงินออมของตัวเองหรือเงินเกื้อหนุนจากบุตรหลาน เงินบำนาญหรือเงินสงเคราะห์จากรัฐ จะดีกว่าหรือไม่หากทุกฝ่ายมาช่วยกันมองใหม่รื้อใหม่ในทุกมิติ สังคมสูงวัยในอนาคตกำลังต้องการการสร้างกรอบและกติกาใหม่ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวัยชรา

“จะเห็นว่าคนที่เกษียณตอนอายุ 55-60 ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกันอยู่เลย แล้วเขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน ตรงนี้เป็นผลกระทบอย่างหนึ่ง บางทีอาจต้องมีการปรับสมดุลใหม่ระหว่างชีวิตวัยทำงานกับชีวิตหลังเกษียณ เพราะต่อจากนี้ไป ช่วงเวลาที่คุณอยากจะเอนจอยไลฟ์หลังเกษียณ มันอาจจะนานเป็นพิเศษ”

สุดท้ายแล้วคือการสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการออม การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเมื่อสูงวัย อีกทั้งควรจะสร้างงานที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยังคงมีความสามารถหรือมีรายได้ เพื่อดูแลตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป สุดท้ายแล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของคนอื่น หากคือเรื่องของเรา เรื่องของคนอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกคน

“ชาญชรา” หากมัวรอให้ถึงวันนั้นวัยนั้น โดยไม่คิดเตรียมการวางแผนการใช้ชีวิตเสียตั้งแต่วันนี้ ถึงตอนนั้นทุกอย่างอาจสายเกินไป ความรู้มิควรเก็บไว้บนหิ้ง ถึงเวลาที่สังคมต้องแชร์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผลึกความรู้:ชุดงานวิจัยเคี้ยวง่าย ยังประกอบด้วย Relearning คนพรมแดนรัฐชาติ คอร์รัปชันในสังคมสีเทา และสันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ