สพฐ.กำชับทุกร.ร.ดูแลเด็กหลังมีเหตุฉุดนร.หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239140

สตรีนนทบุรี, สพฐ., สพฐ, กำชับ, ทุก, ดูแล, เด็ก, หลัง, เหตุ, ฉุด, หญิง, การุณ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

สพฐ.กำชับทุกร.ร.ดูแลเด็กหลังมีเหตุฉุดนร.หญิง

“การุณ” สั่งทุกเขตพื้นที่ฯ กำชับร.ร.เฝ้าระวัง ดูแลนักเรียน หลังเกิดเหตุฉุดนักเรียนหญิงม.6 ร.ร.สตรีนนทบุรี ชี้ก่อเหตุอุกอาจ

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุการณ์คนร้าย 3 คนขับรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ จับตัวนักเรียนนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีนนทบุรี ว่า ตนได้รับรายงานจาก นายวีระพงศ์ เดชาบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 3 ว่าทางโรงเรียนสตรีนนทบุรี แจ้งว่าเมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้าย 3 คนขับรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ จำทะเบียนไม่ได้จับตัวนักเรียนหญิงชั้นม.6 ขณะ ออกจากบ้านเดินทางมาโรงเรียน โดยเหตุเกิดบริเวณท่าน้ำนนท์ ใกล้ศาลากลางหลังเก่า นักเรียนถูกบังคับจับตัวขึ้นรถวิ่งมาตามถนนพิบูลย์สงคราม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวรถติดค่อนข้างมาก คนร้ายกลับรถบริเวณทางกลับใกล้คอนโดลุมพินี ย้อนกลับไปทางสะพานพระราม 5 นัก เรียนพยายามร้องให้คนช่วย และต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถเปิดประตูรถและใช้เท้าคาประตูรถไว้ ทำให้ประตูรถปิดไม่ได้และเนื่องจากรถติด คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงถีบนักเรียนตกลงจากรถแล้วขับรถหนีไป ซึ่งนักเรียนได้รับบาดเจ็บ ฟกช้ำ ทั้งนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนได้แจ้งความเรียบร้อยแล้ว

นายการุณ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ในช่วงเช้าตนได้ประสานไปเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามความคืบหน้าในการสืบหา ตัวคนร้าย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าได้มีการลงพื้นที่จริงตามเส้นทาง ซึ่งมีการติดตั้งกล้องซีซีทีวีไว้ด้วย หากมีความคืบก็จะรีบแจ้งให้ทราบ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต ทั่วประเทศว่า ขอให้แจ้งทุกสถานศึกษาในสังกัด เฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยของนักเรียน รวมถึงให้แจ้งแก่นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนได้ทราบข่าว และรับทราบพฤติกรรมของคนร้ายเพื่อช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้าย เช่นนี้ต่อไป

“เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ควรเกิดขึ้น ผมได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ฯแจ้งทุกโรงเรียนในสังกัดระมัดระวัง ขณะเดียวกันได้รายงานให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ทราบแล้ว ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”นาย การุณ กล่าว

 

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ 6-15 ก.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239136

6-15 ก.ค.2560, เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ, ไทย, เจ้าภาพ, จัด, แข่งขัน, เคมี, โอลิมปิก, ระหว่างประเทศ, 615, กค60, 6-15, เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ 6-15 ก.ค.60

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 ประจำปี 2560 เฉลิมพระเกียรติ “เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ” เจริญมายุครบรอบ 60 พรรษา วันที่ 6-15 ก.ค.2560

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แถลงข่าว “การจัดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49” ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลักษณ์ อัครราชกุมารี “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์”  ในโอกาสทรงเจริญมายุครบ 60 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2560  ซึ่งพระองค์ทรงมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศาสตราจารย์ทางด้านเคมี โดย รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันทั่วโลกพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เพราะฉะนั้น กำลังคนที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ที่จะมาช่วยคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และองค์ความรู้ใหม่จึงเป็นที่ต้องการเพราะมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง ศธ.ได้กำหนดนโยบายเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนรูปแบบการสอนสะเต็มศึกษา ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนากำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ มากขึ้น

“สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะส่งเสริมเยาวชนที่สอดคล้องการพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยปีนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมการแข่ง 80 ประเทศ  ในส่วนประเทศไทยได้คัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมแข่งขันแล้ว 4 คน อย่างไรก็ตาม เวทีนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริม ศักยภาพนักเรียนกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ ยังกระตุ้นความสนใจให้ครูและนักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ปลัดศธ. กล่าว

 

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239126

นักวิชาการสาธารณสุข, ตัดตำแหน่ง, ร้อง, ตัด, ตำแหน่ง, นักวิชาการ, สาธารณสุข, ให้, วิชาชีพ, อื่น, 627, อัตรา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ค้านมติอ.ก.พ.สธ.โอนตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 627อัตราไปให้วิชาชีพอื่น ร้องรมว.-ปลัดสธ.ยกเลิก ขณะที่รองปลัดสธ.แจงต้องแบ่งให้วิชาชีพอื่นที่ขาดแคลนด้วย

       เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายสมบัติ ชูเถื่อน เลขาธิการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า  ขณะนี้มีความเป็นห่วงจากผลการประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ที่มีมติให้ปรับปรุงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปกำหนดเป็นตำแหน่งใหม่ จำนวน 627 อัตรา ยกตัวอย่าง เดิมมีตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข(นวก.สธ.) ไว้ 1 อัตราที่โรงพยาบาลชุมชน(รพช.)แห่งหนึ่ง แต่เมื่อมีมติดังกล่าว กลายเป็นว่าเปลี่ยนจากนวก.สธ. ไปเป็นนักรังสีการแพทย์ ทำให้ตำแหน่งนวก.สธ.หายไป ซึ่งจะส่งผลต่อคนที่มาสอบและต้องการสอบเข้าตำแหน่งนวก.สธ. ซึ่งจะเห็นชัดในวันที่ 27สิงหาคมนี้ จะมีผู้ที่ทำการสอบวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง(ภาค ข.) ในตำแหน่ง นวก.สธ.ประมาณ 820  รายและตำแหน่งเจ้าพนักงานสาธารณสุข(จพ.สธ.)จำนวน 80 ราย ดังนั้น เครือข่ายวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ทั้ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข สมาคมหมออนามัย และมูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย จึงขอเรียกร้องศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) และนพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. ให้ยกเลิกมติดังกล่าว และจะเข้ายื่นหนังสือในวันที่ 23 สิงหาคมนี้

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ด้านนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กล่าวว่า ได้มีหนังสือถึงชมรมต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้องกรณีนี้ โดยก่อนอื่นอยากให้มองย้อนไปว่า เรื่องตำแหน่งอัตราของ นวก.สธ.  และ จพ.สธ.เป็นเรื่องสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่อนุมัติอัตราตำแหน่งกว่า  3 หมื่นตำแหน่งแบ่งออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละ 7,547 อัตรา โดยกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ผูกพันอยู่ จึงมีการขออนุมัติต่อ โดยแต่ละตำแหน่งจะมีสัดส่วนของแต่ละวิชาชีพ ซึ่งกรณีนวก.สธ. และจพ.สธ.นั้น ครม.อนุมัติเฉพาะตำแหน่งปริญญาตรี จะเข้าข่ายเพียงนวก.สธ.เท่านั้น โดยเดิมจะได้เพียง  205 อัตรา แต่สธ.จัดสรรเพิ่มอีก205 อัตรา รวมเป็น 410 อัตรา

 ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

           “ตำแหน่งที่มีการปรับเปลี่ยน เป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับความจำเป็น อย่างนักรังสีทางการแพทย์ ต้องมีเพราะยังมีรพ.อีกกว่า 100 แห่งไม่มีนักรังสีทางการแพทย์ ทั้งที่มีความจำเป็นเนื่องจากต้องมีการฉายเอ็กซเรย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยและส่วนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขออัตราตำแหน่งเดิมที่เคยตกลงไว้ จึงอยากให้กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องศึกษาเรื่องนี้ว่า จริงๆ เป็นเพราะอะไร และทางกระทรวงฯก็ไม่ได้ทิ้งขว้างเพราะอย่างที่จะมีการสอบอีกกว่า800 คนนั้น เราก็จะมีตำแหน่งไว้ให้อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว ใครสอบได้ ก็ต้องมีมาไม่มีการปล่อยทิ้งเหมือนที่ไปสร้างความเข้าใจผิดๆกัน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

 

ลงล็อค 5 อรหันต์สรรหาเลขาฯสปสช.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239105


วรากรณ์ สามโกเศศ, บัตรทอง, เลขาธิการสปสช., คณะกรรมการสรรหา, ล็อค, อรหันต์, สรรหา, เลขาฯ, สปสช, ใหม่, ลงล็อค, รศดรวรากรณ์

การศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ลงล็อค 5 อรหันต์สรรหาเลขาฯสปสช.ใหม่

ลงล็อค 5 อรหันต์สรรหาเลขาฯสปสช.ใหม่ รมว.สธ.ดึง “รศ.ดร.วรากรณ์”มาช่วย ขณะที่ผู้แทนอปท.ส่ง “ผศ.ภญ.ดร.นิยดา” รับสมัครผู้สนใจ 25 ส.ค.- 16ก.ย.59

          จากกรณีที่คณะกรรมหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดปสช.)มีมติไม่รับรองนพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เป็นเลขาธิการสปสช.แทนนพ.วินัย สวัสดิวร ที่หมดวาระ ซึ่งมติบอร์ดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสปสช.ใหม่ จำนวน 5 คน โดยให้ประกอบด้วยบุคคลจาก 5 องค์ประกอบ คือ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ผู้แทนจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากวิชาชีพด้านสาธารณสุข และผู้แทนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ทั้งนี้ เปลี่ยนจากผู้แทนจากภาคเอกชนเป็นผู้แทนจากอปท.แทนเนื่องจากบอร์ดสปสช.ในสัดส่วนตัวแทนภาคเอกชนขอสละสิทธิที่จะเสนอชื่อบุคคลเป็นกรรมการสรรหานั้น

ลงล็อค 5 อรหันต์สรรหาเลขาฯสปสช.ใหม่

ล่าสุด  เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) กล่าวว่า ขณะได้รายชื่อบุคคลที่จะเป็นคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสปสช.ครั้งใหม่ครบทั้ง 5 คนแล้ว ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เป็นผู้แทนจากรมว.สธ. 2. นายโกวิทย์ มีกรุณา ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ  3.ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี  ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ผู้แทนอปท. 4.นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิ และ5.นางทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล ผู้แทนวิชาชีพด้านสาธารณสุข  จากนี้ตนจะลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาก่อนดำเนินการตามกระบวนการสรรหาต่อไป โดยจะรับสมัครบุคคลเข้ารับการคัดเลือกตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม- 16 กันยายน 2559

ลงล็อค 5 อรหันต์สรรหาเลขาฯสปสช.ใหม่

       “ขณะนี้ได้รายชื่อบุคคลที่จะเป็นคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสปสช.คนใหม่ครบทั้ง 5 คนแล้ว ในส่วนของรศ.ดร.วรากรณ์ที่เป็นแทนจากรมว.สธ.นั้น เพราะท่านเป็นคนกลางที่ดี ส่วนท่านไหนจะเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯทั้ง 5 ท่านจะพิจารณาคัดเลือกกันเอง”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

 

ยุโรปจัดไทยพื้นที่สีแดงโรคซิกา คร.แจงเพราะระบบเฝ้าระวังดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239065


ซิกา, ไทยพื้นที่สีแดง, ศูนย์ควบคุม ป้องกันโรคสหภาพยุโรป, กรมควบคุมโรค, นพ.อำนวย กาจีนะ, เด็กศีรษะเล็ก, ยุโรป, จัด, ไทย, พื้นที่, สีแดง, โรค, แจง, เพราะ, ระบบ, เฝ้า, ระวังดี

ซิกา, ไทยพื้นที่สีแดง, ศูนย์ควบคุม ป้องกันโรคสหภาพยุโรป, กรมควบคุมโรค, นพ.อำนวย กาจีนะ, เด็กศีรษะเล็ก, ยุโรป, จัด, ไทย, พื้นที่, สีแดง, โรค, แจง, เพราะ, ระบบ, เฝ้า, ระวังดี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ยุโรปจัดไทยพื้นที่สีแดงโรคซิกา คร.แจงเพราะระบบเฝ้าระวังดี

คร.แจงยุโรปจัดไทยพื้นที่สีแดงโรคซิกา ระบบเฝ้าระวังดี มีข้อมูลรายงาน ยันสถานการณ์ไม่ต่างประเทศในอาเซียน รับมีเด็กไทยคลอดศีรษะเล็ก ปัดผลจากซิกา เร่งศึกษาเชื่อมโยง

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรปจำแนกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ว่าประเทศไทยมีสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาในระดับสีแดง ซึ่งหมายถึงมีการแพร่กระจายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรค เช่น บราซิล ปารากวัย เปรู โคลัมเบีย เอกวาดอร์และโบลิเวีย เป็นต้น นับเป็นประเทศที่สถานการณ์น่ากังวลที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่ในระดับสีเหลืองที่มีผู้ป่วยประปรายในรอบ 3 เดือน ส่วนประเทศลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา อยู่ในระดับสีฟ้าที่ไม่พบผู้ป่วยในรอบ 3 เดือน และเมียนมาร์อยู่ในระดับสีเทาอ่อน ไม่มีรายงานนั้น

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า การจำแนกสถานการณ์ของโรคพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น มีข้อมูลรายงานหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่เฉพาะแต่จำนวนผู้ป่วยที่พบเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ของโรคซิกาในประเทศไทยจากมุมมองของคนที่ทำงานด้านสุขภาพ ระบุว่า การที่ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยมากกว่าทุกปีและพบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยมีระบบการตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ห้องแล็ป)ที่ดีกว่าหลายๆประเทศ ทำให้สามารถรายงานกรณีพบผู้ป่วยได้มากกว่าประเทศอื่น ซึ่งอาจจะไม่ได้รายงานการพบผู้ป่วย หรือไม่มีข้อมูล เพราะไม่ได้มีการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ จึงอยากให้ยึดรายงานขององค์การอนามัยโลกหรือฮูเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศให้ประเทศใดห้ามเดินทางท่องเที่ยวเนื่องจากโรคซิการะบาดแต่อย่างใด

“จริงๆสถานการณ์โรคของไทยไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน ปีนี้ในไทยมีสถานการณ์ที่แตกต่างจากปีก่อนๆที่พบเฉลี่ย 1-2 รายต่อปี โดยปีนี้พบผู้ป่วยมากกว่าทุกปี เป็นผลจากนโยบายในการเฝ้าระวังโรค ที่ให้มีการสอบสวนโรคทุกครั้ง ทุกกรณีที่มีผู้ป่วยเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นโรค จะดำเนินการจนครบกระบวนกานทางระบาดวิทยา โดยหากมีรายงานผู้ป่วยจะส่งทีมนักระบาดวิทยาลงพื้นที่ทันทีเพื่อตรวจและสอบสวนโรค ที่สำคัญผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยก็จะส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยแม้ค่าส่งตรวจจะแพงราว 2,000 บาทต่อราย”นพ.อำนวยกล่าว

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า กรมได้มีการศึกษาย้อนหลัง 5 ปีจากสิ่งส่งตรงของผู้ป่วยซิกาเดิมที่มีการเก็บไว้ในคลังจากที่พบผู้ป่วยในไทยเฉลี่ยปีละ 1-2 ราย ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะมีผู้ป่วยมากกว่าที่มีรายงานผู้ป่วย เพื่อศึกษาดูว่าสถานการณ์ของโรคเป็นอย่างไร สำหรับกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยติดตามหญิงตั้งครรภ์ทุกรายที่อยู่ในพื้นที่พบโรค แต่ยังไม่พบว่าหญิงท้องที่อยู่ในพื้นที่เจอโรคมีการคลอดทารกที่มีศีรษะเล็กจากโรคซิกา แต่มีรายงานพบเด็กศีรษะเล็ก แต่อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากโรคซิกาเพียงอย่างเดียว

“ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาความเชื่อมโยงว่าเด็กที่คลอดมามีศรีษะเล็กกับโรคซิกาว่ามีเหตุโยงกันหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ กรมได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและร่วมมือกับศูนย์ควบคุม ป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา ในการศึกษาเจาะลึกเรื่องนี้ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมต่อไป”นพ.อำนวยกล่าว

 

ทปอ.ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239025

ไทยแลนด์4.0, ทปอ, ตั้ง, คณะทำงาน, ขับเคลื่อน, ไทยแลนด์, สุชัชวีร์

การศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ส.ค. 2559

ทปอ.ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0

ทปอ.เร่งปรับตัวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทั้งการเรียนการสอน สร้างงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมตั้งคณะทำงานประสานกับทีมของรัฐบาล เลือก “สุชัชวีร์” คุมทปอ.คนใหม่

            เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ทปอ. ว่า ตนได้รายงานที่ประชุมทปอ.รับทราบถึงการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรับทราบนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมอบให้มหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งที่ประชุมเห็นร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว และมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ของทปอ.มีรศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นประธาน  ทำหน้าที่ประสานงานกับคณะทำงานของรัฐบาล ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นประธาน

ทั้งนี้ จากนี้มหาวิทยาลัยจะต้องเร่งปรับปรุงตนเอง โดยปฏิรูปการเรียนการสอน ที่ต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในรูปแบบสหกิจศึกษา ที่เน้นให้นักศึกษาได้ปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ พัฒนาให้เด็กมีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ เพื่อที่ต่อไปในอนาคตบัณฑิตที่จบไปมีงานทำได้ทันที ส่วนภาคเอกชนก็ได้กำลังคนตามต้องการ ซึ่งหากภาคเอกมาสนับสนุนด้านการศึกษาก็ยังได้รับการลดหย่อนภาษี 300% นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และตรงความต้องการประเทศ ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยต้องกลับไปทบทวนบทบาทของตนเองว่าเด่น เชี่ยวชาญด้านใด ซึ่งทปอ.ไม่อยากให้เหมือนกัน

“ทปอ.ชื่นชมที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างชัดเจน แต่ก็อยากให้มีการตั้งคณะทำงานวางแผนขับเคลื่อนให้ชัดเพื่อให้การทำงานเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้  ซึ่งประชุมมีข้อเสนอด้วยว่าอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขอุปสรรคในการทำงานทั้งการปลดล็อคกฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานคล่องตัว ขณะเดียวขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยเพิ่มขึ้น ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าในปีงบประมาณ 2560 จะปรับงบฯวิจัยจากเดิม 0.6%ของผลิตภัณฑมวลรวมประเทศ หรือ จีดีพี เพิ่มเป็น 1%ของจีดีพี หรือประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติรับรองการแก้ไขข้อบังคับประโครงสร้าง ทปอ.และสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) โดยกำหนดให้ประธาน ทปอ.มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปีจากเดิม 1 ปี พร้อมกันนี้ได้เลือก ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล.เป็นประธาน ทปอ.คนใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

 

หมอประเวศชี้ทิศทางปฏิรูปการเรียนรู้ต้องปฏิวัติจิตสำนึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238960

ปฏิรูปการเรียนรู้, หมอ, ประเวศ, ชี้, ทิศทาง, ปฏิรูป, การเรียนรู้, ต้อง, ปฏิวัติ, จิตสำนึก
ปฏิรูปการเรียนรู้, หมอ, ประเวศ, ชี้, ทิศทาง, ปฏิรูป, การเรียนรู้, ต้อง, ปฏิวัติ, จิตสำนึก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ส.ค. 2559

หมอประเวศชี้ทิศทางปฏิรูปการเรียนรู้ต้องปฏิวัติจิตสำนึก

หมอประเวศชี้ทิศทางปฏิรูปการเรียนรู้ ต้องปฏิวัติจิตสำนึกและสัมพันธภาพแบบใหม่ เปลี่ยนจากความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นแนวราบ

               เมื่อวันที่ 20-21 สิงหาคม ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเวทีวิชาการ “สานพลังการเรียนรู้ เพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน : วิถีสู่โรงเรียนคุณภาพเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน” โดยมีเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษา และภาคีเครือข่ายคนทำงานเพื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อวิถีสู่การสร้างโรงเรียนคุณภาพเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน : รากฐานของการพัฒนาประเทศว่า เด็กและเยาวชนเป็นสะพานสู่การพัฒนาทั้งหมดเพราะเชื่อมโยงกับโรงเรียน ภาคเอกชน ประชาสังคม ท้องถิ่น ชุมชน อย่างไรก็ตามสัมพันธภาพในสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นสัมพันธภาพเชิงอำนาจแนวดิ่งแม้บางครั้งจะเป็นเจตนาที่ดีก็ตามแต่ธรรมชาติของสมองจะมีปฏิกิริยาต่อสู้ โรงเรียนจึงต้องเปลี่ยนจากอำนาจแนวดิ่งเป็นสัมพันธภาพแนวราบโดยเปิดออกไปสัมพันธ์กับความจริงของชีวิตและสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ

“การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องตระหนักว่าไม่มีใครเหมือนกันในโลก อย่าทำลายเยาวชนด้วยการยัดเยียดให้ท่องวิชาเหมือนกัน เยาวชนทุกคนต้องเก่งในทางที่ต่างกัน คนไทยทุกวันนี้ขาดความอดทน ไม่มีสมาธิอยู่ได้นานๆเพราะวิธีการเรียนที่เปลี่ยนเป็นคาบๆ ไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบได้นานๆ ดังนั้นการศึกษาต้องวางแผนให้เด็กได้ทำสิ่งที่ชอบได้นานๆ ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิและความอดทน คนไทยยังขาดทักษะการจัดการซึ่งเป็นอันตรายมากในการทำงาน เพราะการศึกษาเน้นแต่ท่องวิชา หากให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติจะเป็นการฝึกทักษะการจัดการ ทั้งนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความซับซ้อนไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพังต้องอาศัยศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ร่วมกันนั่นคือ การปฏิวัติจิตสำนึกและสัมพันธภาพแบบใหม่ เพราะทุกคนมีจิตสำนึกมีสมองส่วนหน้าเหมือนกัน ครูจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนได้ค้นพบและเป็นเมล็ดพันธุ์ความดีที่จะช่วยกู้สิ่งเหล่านี้”ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีสุขภาวะที่ดีการให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเป็นพลเมืองของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 จึงต้องสร้างทักษะที่จำเป็นโดยเฉพาะทักษะที่ตลาดแรงงานโลกต้องการในอีก 4 ปีข้างหน้า ได้แก่ ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการบุคคล และการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีโจทย์ท้าทายต่อการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ทั้งภาวะน้ำหนักเกินพบว่า 1 ใน 4 ของเยาวชนไทยเป็นโรคอ้วนโดยพบแนวโน้มการกินเครื่องดื่มหวานในกลุ่มเด็กเล็กเพิ่มขึ้น ภาวะสังคมก้มหน้าซึ่งปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือถึง 4.2 ชั่วโมงต่อวัน โดยส่วนใหญ่ใช้งานไปกับสื่อโซเซียลมีเดียรวมถึงกระแสโปเกม่อนที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน  และภาวะการเกิดน้อยด้อยคุณภาพ ในปี 2557 มีทารกที่เกิดจากแม่วัยรุ่นวันละ 334 คน โรงเรียนจึงถือเป็นฐานการทำงานที่สำคัญเพราะส่งผลถึงเด็กและเยาวชนโดยตรง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ผู้เรียนเป็นสุข ทั้งร่างกาย จิตใจ ทักษะชีวิต ความเป็นพลเมืองดี และความรักในการเรียนรู้ จึงต้องทำทั้งการลดปัจจัยเสี่ยง จัดโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ให้โรงเรียน สภาพแวดล้อม ครอบครัว และชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยทำงานร่วมกันของคน 4 กลุ่ม คือ ผู้ปกครองและชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร  และครู

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายการศึกษาที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเพราะการจัดทำแผนเชิงนโยบายส่วนใหญ่วางแล้วให้ผู้อื่นรับไปทำ การถ่ายทอดนโยบายจึงเป็นการทำงานจากบนลงล่างโดยใช้วิธีการฝึกอบรม ทำเอกสาร งานนำร่อง การตีความจึงเป็นไปคนละทิศทางกลายเป็นภาระของครูและโรงเรียน ขณะเดียวกันในระดับสถานศึกษามีหลายแห่งที่ถูกพัฒนาจากล่างขึ้นบน แต่ไม่สามารถขยายผลได้เพราะขาดการเชื่อมโยงกับระดับนโยบายซึ่งเป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่ขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนบทบาทการจัดการศึกษาที่ส่วนกลางจะเล็กลง ทำหน้าที่กำกับเชิงนโยบายเพื่อกระจายอำนาจให้จังหวัดเป็นฐานเพื่อเชื่อมโยงจากบนสู่ล่างและล่างขึ้นบน โดยแบ่งการปฏิรูปการศึกษาออกเป็น 77 จังหวัดตามความหลากหลายและบริบทของพื้นที่ ดังนั้นสิ่งที่จังหวัดต้องเคลื่อนตัวครั้งสำคัญคือการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาคนของจังหวัดและการบริหารบุคคล จึงร่วมกับสสส.ในการจัดทำหลักสูตรภูมิสังคมโดยมองถึงคุณลักษณะและสมรรถนะของเด็กในแต่ละบริบทพื้นที่เพื่อนำไปสู่หลักสูตรการปรับใช้เป็นหลักสูตรของสถานศึกษาในทางปฏิบัติ

 

หวังใช้สื่อเสริมศักยภาพครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238958

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, หวัง, ใช้, สื่อ, เสริม, ศักยภาพ, ครู, ศูนย์, พัฒนา, เด็กเล็ก
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, หวัง, ใช้, สื่อ, เสริม, ศักยภาพ, ครู, ศูนย์, พัฒนา, เด็กเล็ก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ส.ค. 2559

หวังใช้สื่อเสริมศักยภาพครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

สสส.รุกหนักเสริมศักยภาพครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เน้นสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์หัวใจสำคัญพัฒนาเด็ก ปลื้มเด็ก 2-6 ปี มีพัฒนาการ-พฤติกรรมดีขึ้นทุกด้าน

              วันที่ 20 ส.ค. ที่โรงแรมริชมอนด์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัด “อบรมเชิงปฏิบัติการปฐมนิเทศครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปี 3” ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2559 เพื่อเสริมศักยภาพ เติมความรู้ ให้ครูผู้ดูแลเด็ก ให้มีความรู้ความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อ กิจกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้เติบโตอย่างมีสุขภาวะที่ดีครบทุกด้าน และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม พร้อมกับเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เข้าร่วมโครงการฯ

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เด็กๆถูกแวดล้อมด้วยสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ จากภูมิทัศน์สื่อในสังคมไทยที่เปลี่ยนไปอย่างมาก เนื่องจากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (new media) รวมทั้งการนำเสนอทั้งเนื้อหาและรูปแบบที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กของสื่อกระแสหลัก โครงการฯได้พัฒนาทักษะและความสามารถในการใช้สื่อของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กๆ

โครงการนี้ เกิดขึ้นจากการทำงานเชิงรุกของแผนสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม และแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา โดย สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะของเด็กปฐมวัยในศูนย์ ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ  การติดตามเสริมศักยภาพและสร้างแรงบันดาลใจในพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนทุนเพื่อการพัฒนาสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์ฯ โดยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ ตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 138 ศูนย์ และปี 2558 จำนวน  200 ศูนย์ รวมแล้ว 338 ศูนย์กระจายครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ทั่วประเทศ  มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ เป็นเด็ก 20,517  คน  ครู 1,332 คน โดยในปีนี้มีการจัดอบรมเพิ่มอีกจำนวน 175 ศูนย์ โดยมีศพด.ต้นแบบจำนวน 17 ศูนย์ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนเป็นพี่เลี้ยงและแหล่งเรียนรู้ของศพด.อื่นๆ

นอกจากนี้พบว่า เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น  3 ลำดับแรก 1. ด้านวินัยและความรับผิดชอบ รู้จักถูกผิด เช่น เก็บของเล่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75.51 จากเดิม ร้อยละ 34.88  2. ด้านความฉลาดรู้ทางด้านสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางกาย เช่น มีการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75.34 จากเดิมร้อยละ 40.08 และ 3. ความสัมพันธ์ ความรู้จักผูกพัน การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น  มีทักษะในการสื่อสาร อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้  เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 73.57 จากเดิม ร้อยละ 37.68 ดังนั้น ผลลัพธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก คือ เด็กมีความสุขและมีสุขภาวะที่ดี มีพัฒนาการทางด้านร่างกายดีขึ้น เด็กได้เรียนรู้สังคมมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น และมีทักษะด้านภาษามากขึ้น

ด้าน น.ส.เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน  กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการปฐมนิเทศครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพครู ทำให้ครูมีความสามารถในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก สร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตของเด็ก ให้มีความความฉลาดรู้ด้านสื่อ มีความฉลาดรู้ทางสุขภาพ ความตื่นรู้ทางปัญญา โดยใช้กระบวนการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสร้างพลเมืองเด็กที่มีจิตสำนึกและมีพัฒนาสมวัยในทุกด้าน ปัจจุบันเกิดเครือข่ายครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลงาน ปรึกษาเรื่องการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ FB: มหัศจรรย์ศพด. มีสมาชิก 834 คน และใช้ Fanpage Facebook ชื่อมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ เพื่อแบ่งบันข้อมูลเรื่องการทำงานทำให้กระบวนการทำงานเกิดการขยายผลและต่อยอดความคิดได้อย่างกว้างขวาง

น.ส.สายใจ คงทน กลุ่ม We are Happy  แกนหลักในการติดตามเสริมศักยภาพโครงการ กล่าวว่านอกจากการอบรมปฐมนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กผ่านประสบการณ์ตรงในการอบรมเชิงปฏิบัติการแล้ว  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนเพื่อดำเนินการพัฒนาสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก ทั้งด้านการส่งเสริมการอ่าน  การเสริมทักษะในการประยุกต์ใช้สื่อสร้างสรรค์รวมถึงสื่อชุมชน  ตลอดจนได้รับองค์ความรู้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมสุขภาพทุกมิติ  โดยเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมจากครอบครัว ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น ตลอดจนได้รับการเสริมศักยภาพผ่านกระบวนการติดตามแบบเสริมพลังตลอดช่วงระยะเวลาการดำเนินโครงการ  ผลการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจาก 2 ปีที่ผ่านมาคือ คุณครูเห็นคุณค่าและภูมิใจในงานที่ทำ พ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์ให้มีความพร้อมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และสิ่งสำคัญคือเด็กๆมีความสุขที่ได้มาศูนย์และได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่คุณครูจัดขึ้นในทุกวัน

 

แรงงานมุ่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238819

สถานประกอบการดีเด่น, แรงงาน, มุ่ง, สร้าง, ความเชื่อมั่น, นักลงทุน, กระตุ้น, เศรษฐกิจ, ไทย
สถานประกอบการดีเด่น, แรงงาน, มุ่ง, สร้าง, ความเชื่อมั่น, นักลงทุน, กระตุ้น, เศรษฐกิจ, ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 19 ส.ค. 2559

แรงงานมุ่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

ก.แรงงาน มอบรางวัล 860 สถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในและต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานประจำปี 2559 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพคเมืองทองธานี ว่า การรับรางวัลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์ที่ดีของสถานประกอบกิจการที่ลูกจ้างและนายจ้างต่างตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันแบบเป็นหุ้นส่วน ซึ่งส่งผลดีต่อศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในประชาคมอาเซียน รวมถึงเวทีการค้าโลก เนื่องจากลูกค้าเชื่อมั่นว่าสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเกิดจากความร่วมมือของลูกจ้างและนายจ้าง จะเป็นแรงจูงใจให้นายจ้างในสถานประกอบการได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี โดยพนักงานได้ทำงานมีความสุขปราศจากข้อขัดแย้ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง

ส่วนผู้ประกอบการจะทำงานด้วยความราบรื่น ได้ผลผลิตที่ดีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ขณะที่ภาครัฐจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติได้ว่าประเทศไทยมีระบบแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานที่ดี สอดรับกับนโยบายปัจจุบันรัฐบาลกำลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้คนทำงานในทุกระบบของประเทศไทยมีรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมอย่างยั่งยืน

นางสาวพรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ดำเนินการจัดประกวดสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน เพื่อเป็นการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการให้นายจ้าง ลูกจ้าง ตระหนักถึงความสำคัญของการปรึกษาหารือร่วมกันในระบบทวิภาคี ลดปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ก่อให้เกิดสันติสุขในวงการแรงงานอันนำไปสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สำหรับปีนี้มีสถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินได้รับรางวัลดีเด่นจำนวน 860 แห่ง ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศ 10 ปีติดต่อกัน 137 แห่ง รางวัลเชิดชูเกียรติ 5 ปีติดต่อกัน 282 แห่ง และรางวัลระดับประเทศ 441 แห่ง

 

 

จุฬาฯปลื้มหลักสูตรการจัดการทางวัฒนธรรม ติดอันดับ 33 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238813

จุฬา, หลักสูตรการจัดการทางวัฒนธรรม, จุฬาฯ, ปลื้ม, หลักสูตร, การ, จัดการ, ทางวัฒนธรรม, ติดอันดับ, ของ, โลก, ของโลก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 19 ส.ค. 2559

จุฬาฯปลื้มหลักสูตรการจัดการทางวัฒนธรรม ติดอันดับ 33 ของโลก

จุฬาฯ ปลื้มหลักสูตรxศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม ได้รับการจัดอันดับที่ 33 ของโลกโดย โดย Eduniversal Best Masters Ranking 2015 – 2016

รศ.ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม (Master of Arts in Cultural Management) บัณฑิตวิทยาลัย และคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า  หลักสูตรปริญญาโทสาขาการจัดการทางวัฒนธรรม  เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 เป็นหลักสูตรสหสาขาวิชา   มี 5 คณะที่ร่วมวางหลักสูตร ได้แก่ คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  คณะนิเทศศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  โดยเริ่มจากเปิดสอนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ต่อมาหลักสูตรฯได้ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลงานด้านศิลปวัฒนธรรม จึงได้มีการเปิดหลักสูตรคู่ขนานเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนทางไกล และหลักสูตรภาษาไทย

ปัจจุบันหลักสูตรการจัดการทางวัฒนธรรมมีการเรียนการสอนใน  3 สาขาวิชา ได้แก่ การจัดการการท่องเที่ยว เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องมรดกวัฒนธรรมที่เป็นกายภาพ เช่น โบราณสถาน ชุมชน ฯลฯ การจัดการการแสดง ซึ่งรวมไปถึงการจัดการดนตรี การแสดงต่างๆ ทั้งที่เป็นสากลและประเพณีนิยม และการจัดการด้านหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์” มีนิสิตประมาณ 80 – 100 คน ผู้ที่เข้ามาเรียนมีทั้งที่มาจากสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กฎหมาย บัญชี การแสดง การท่องเที่ยว ศิลปกรรม อักษรศาสตร์ และนิเทศศาสตร์

รศ.ดร.ศุภกรณ์ กล่าวว่า การที่หลักสูตรฯ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก  เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการมีสัมพันธภาพอันดีมีการเชื่อมโยงหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในระดับนานาชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้าง Peer reviews เพราะทุกปีจะมีการส่งนิสิตไปเรียนรู้ในต่างประเทศ ทั้งในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและองค์กรที่มีการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สำคัญๆ ของโลก เช่น UNESCO หรือองค์กรที่ดูแลเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของโลก ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีอาจารย์ที่ทำงานวิจัยในด้านนี้และมีการเขียนตำรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลักสูตรฯ เป็นที่รู้จัก นอกจากนี้หลักสูตรฯ ยังมีความเป็นนานาชาติ โดยอาจารย์ครึ่งหนึ่งเป็นอาจารย์ชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ในด้านนี้เป็นอย่างดี

ผู้สนใจหลักสูตรการจัดการทางวัฒนธรรม จุฬาฯ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.macmthai.grad.chula.ac.th