เปิดตัวe-Bookด้านสุขภาพลดเข้าใจผิดแชร์มั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238513

เปิดตัว, eBook, ด้าน, สุขภาพ, เข้าใจผิด, แชร์, มั่ว, กินตาม Social Media, ไขข้อข้องใจด้านอาหารและโภชนาการ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

เปิดตัวe-Bookด้านสุขภาพลดเข้าใจผิดแชร์มั่ว

สมาคมโภชนาการฯ –กรมอนามัย-สสส. จัดประชุมวิชาการโภชนาการเชิงรุกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดตัว e-Book และอินโฟกราฟฟิค ลดความเข้าใจผิดแชร์ข้อมูลมั่ว

            วันที่ 17 ส.ค. ที่ห้องประชุมสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ แถลงข่าวเรื่อง “กินตาม Social Media” และการประชุมวิชาการโภชนาการ ครั้งที่ 10 “เรื่อง โภชนาการเชิงรุก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 18 – 20 ตุลาคม 2559 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม ในวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ซึ่งจัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย

ศ.เกียรติคุณ พญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  กล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการโภชนาการฯ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านอาหารและโภชนาการตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารและโภชนาการของประเทศในมุมมองต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน และสร้างความตระหนักถึงปัญหาในอนาคตและร่วมหาแนวทางในการพัฒนาต่อไป

สำหรับเนื้อหาในการประชุมมุ่งหวังให้เกิดการวางแผนในเชิงรุกโดยเริ่มตั้งแต่การเข้าใจสถานการณ์การบริโภคและสุขภาพคนไทย มีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจมากมายจากวิทยากรทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เช่น การบรรยายเรื่อง Global Action Plan for the Prevention and Control of NCDs จาก WHO และ Nutrition and Healthcare Management for Aging and Longevity: Japan Model จากวิทยากรชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการธุรกิจอาหารเพื่อโภชนาการของคนไทย, แนวโน้มสถานการณ์ด้านอาหารและโภชนาการของประเทศไทย, การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกัน NCDs ในประเทศไทย, ขับเคลื่อนเชิงรุก สร้างสุขผู้สูงวัยไทย, Healthy diet, Fact or Fake Check ก่อน Share, App 60 days best of me ลดพุงลดโรคใน ๖๐ วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral presentation) และแบบโปสเตอร์ (Poster presentation) รวมกว่า 70 เรื่อง สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.tcn-conference.com/ หรือสอบถามได้ที่เบอร์ 081-7018345 และ Email: tcn.conference@gmail.com

พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมโภชนาการฯ ร่วมกับกรมอนามัยได้จัดพิมพ์เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ eBook โดยใช้ชื่อว่า “ไขข้อข้องใจด้านอาหารและโภชนาการ” โดยพิจารณาหาข้อเท็จจริงทางวิชาการเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ประชาชน สำหรับเนื้อหาประกอบไปด้วยประเด็นที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือเป็นข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง บางข้อมูลส่งต่อแล้วทำให้เกิดการปฏิบัติที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยาวได้ อาทิ

การแนะนำให้กินไข่ดิบ แต่ในความเป็นจริงแล้วไข่ดิบปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์มากอาจทำให้ท้องเสียได้ ย่อยยาก อีกทั้งมีโปรตีนที่จะไปจับวิตามินบางตัวในร่างกายทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินไปใช้ได้ อีกทั้งการสนับสนุนให้กินไข่ขาวเพราะมีโปรตีนมากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะกล้ามเนื้อร่างกายจะเพิ่มขึ้นได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องคุณค่าอาหาร และการออกกำลังกาย เป็นต้น

สำหรับประเด็นการส่งเสริมให้กินน้ำผลไม้แยกกาก แต่จากผลงานวิจัยแล้วการกินผลไม้ทั้งลูกมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแน่นอน เพราะมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิรสระ อีกทั้งการกินน้ำผลไม้แยกกากยังอาจทำให้ร่ายการได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปอีกด้วย

ส่วนการสนับสนุนให้กินน้ำมันมะพร้าวมากกว่าน้ำมันประเภทอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมันมะพร้าวไม่มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีไขมันอิ่มตัวสูง การบริโภคมากเกินไปจะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน

ส่วนประเด็นการส่งต่อที่ร้อนแรงที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องการส่งเสริมให้กินทุเรียนเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนกับข้ออ้างนี้ เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง ทุเรียน 1 เม็ดให้พลังงานถึง 130 กิโลแคลอรี การกินทุเรียนครั้งละ 4-6 เม็ด จะเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน (หรือการกินอาหาร 2 มื้อเลยทีเดียว)

นอกจากนี้ eBook จะไขข้อข้องใจในประเด็นที่มีการส่งต่อกันแล้ว ยังมีเนื้อหาแนะนำการบริโภคและดูและสุขภาพที่ถูกต้องเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอนามัยที่ดี เช่น แนะนำปริมาณการกินข้าวและแป้งให้พอดี เหมาะสมในแต่ละวัยโดยไม่อ้วน และได้รับพลังานเพียงพอ การแนะนำการกินผลไม้ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะตอนเช้าเสมอไป สามารถกินได้ทั้งวันๆ ละ 3-5 ส่วน

รวมทั้งแนะนำปริมาณการกินไข่ให้เหมาะสมในแต่ละวัย เช่น เด็ก 1-5 ปี วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ควรกินวันละ 1 ฟอง ส่วนผู้ป่วนเบาหวาน ไขมันในเลือกสูง ความดันสูงไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง/สัปดาห์

ผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามเนื้อหาใน eBook ได้ทาง http://www.ebooks.in.th/anamaibook/ และนอกจากได้จัดพิมพ์ eBook แล้ว สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยและกรมอนามัย ยังได้จัดทำอินโฟกราฟฟิค สรุปเนื้อหาเผยแพร่ทางสื่อโซเซียล เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารอีกทางหนึ่งด้วย ด้วยหวังว่า ทั้ง eBook และอินโฟกราฟฟิค จะเป็นคำตอบด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการนี้ต่อญาติพี่น้องและเครือข่ายต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การบริโภคอาหารให้มีโภชนาการและสุขภาพที่ดี

 

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238490

การศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

          17ส.ค.2559 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย สโมสรนักศึกษา คณะเกษตรศาสตร์ ไอเดียผุดรับน้องแนวใหม่ แบบสร้างสรรค์เชิงเกษตร “มือเรียวรอเกี่ยวรวง” รากฐานของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต คือเกษตรกรรมและธรรมชาติ โดยชวนน้องใหม่ดำนา สืบสานอนุรักษ์ประเพณีลงแขกดำนา เรียนรู้วิถีชีวิตเชิดชูอาชีพเกษตรกร ยกเป็นหนึ่งครัวของโลก โดยมีรุ่นพี่-รุ่นน้องกว่า600คน ร่วมลงแขกดำนา บนพื้นที่8ไร่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และประทับใจ ณ แปลงฝึกทดลอง คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯในส่วนพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวพันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ105เป็นข้าวเจ้า ที่ปลูกบนพื้นที่8ไร่ ระหว่างปักดำก็มีการพูดคุยหยอกล้อกัน ร้องเพลงสนุกสนาน และมีการนำป้ายรณรงค์ต่างๆปลูกจิตสำนึกที่ดีแก่น้องใหม่ด้วย

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสนุกสนานร่วมกันคือการแข่งขันดำนา ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักสนุกสนาน ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการลงแขกดำนา “มือเรียวรอเกี่ยวรวง” รุ่นพี่และรุ่นน้องก็มานั่งวงล้อมรับประทานอาหารร่วมกัน อีกหนึ่งบรรยากาศที่อบอุ่น เปรียบเสมือนว่าเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว”กันเกรา ช่อที่29ม.อุบลฯ”

นายวีระพล โพธิปัตย์ นายกสโมสรนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ กล่าวนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการรับน้องแบบสร้างสรรค์ ที่สนองนโยบาย และมาตรการที่ สกอ.ได้อย่างชัดเจน ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กำหนดรูปแบบของการรับน้องอย่างชัดเจน เน้นสร้างสรรค์ อบอุ่น และประทับใจสร้างความภาคภูมิใจในคณะและสถาบัน นำไปสู่การเป็นบัณฑิตที่ดีแก่สังคม ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ทีมาแล้วกว่า25รุ่น

 

ตัดสิทธิสอบครูพัฒนาท้องถิ่นเกือบ 1 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238482

ตัดสิทธิ, ครูพัฒนาท้องถิ่น, ตัด, สิทธิ, สอบ, ครู, พัฒนา, ท้องถิ่น, เกือบ, หมื่น, หมื่นคน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

ตัดสิทธิสอบครูพัฒนาท้องถิ่นเกือบ 1 หมื่นคน

สกอ.ตรวจสอบคุณสมบัติสมัครสอบทุนครูพัฒนาท้องถิ่น ถูกตัดสิทธิ์เกือบ 1 หมื่นคน จากผู้สมัครเกือบ 3.9 หมื่นคน คาดเด็กสนใจสมัครจนลิมตรวจสอบคุณสมบัติ

น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าสอบคัดเลือกโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2559 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า จากผู้สมัครทั้งสิ้น จำนวน 39,400 คน ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ 30,174 คน ไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ 9,226 คน สาเหตุเนื่องจากขาดคุณสมบัติ ดังนี้ ส่งเอกสารไม่ครบตามที่กำหนด จำนวน 7,609 คน จบการศึกษาไม่ตรงกับสาขาที่ประกาศรับสมัคร จำนวน 1,439 คน  ส่งเอกสารการสมัครเกินระยะเวลาที่กำหนด จำนวน105 คน ผลการเรียนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 72  คน และเป็นพระภิกษุ 1 รูป ซึ่งหากผู้สมัครที่มีข้อสงสัยเรื่องรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสามารถติดต่อได้ที่ สกอ. หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2610-5348, 0-2610-5358-9 และ0-2610-5369

ทั้งนี้ การตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งเงื่อนไขในการสมัคร การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบและไม่มีสิทธิ์สอบ  สกอ. ตรวจสอบตามเอกสารและข้อเท็จจริงที่ผู้สมัครได้ยื่นและรับรองตนเองในใบสมัคร ดังนั้น หากปรากฎภายหลังว่าผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติและไม่ดำเนินการตาม ประกาศรับสมัคร จะถือว่าไม่มีสิทธิสอบ และไม่มีสิทธิ์ในการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลการทางการศึกษา

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีคุณวุฒิหรือสาขาวิชาที่ผู้สมัครนำมาสมัครยังไม่ชัดเจนว่าคณะกรรมการข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ให้การรับรองหรือไม่ และตรงกับสาขาวิชา/แขนง วิชาตามที่ประกาศรับสมัครหรือไม่ หรืออยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับคุณวุฒิให้ผู้สมัครเข้าสอบไปก่อน โดยมีเงื่อนไข หากพบภายหลังคุณวุฒิหรือสาขา/วิชาที่นำมาสมัคร ก.ค.ศ. ยัง ไม่ได้รับรองก่อนเปิดรับสมัคร หรือมีคุณวุฒิและหรือวิชาไม่เป็นไปตามประกาศการรับสมัคร ให้ถือว่าผู้สมัครรายนั้นขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการทันที

“สาเหตุที่จำนวนผู้ขาดคุณสมบัติมีจำนวนมากเกือบหมื่นคน น่าจะมาจากเด็กอยากเข้าโครงการมาก เพราะถ้าสอบได้จะมีงานทำทันที โดยไม่ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจน ขณะที่สกอ.มี การกำหนดคุณสมบัติหลายข้อ เพื่อต้องการคัดเลือกคนดี คนเก่ง มาเป็นครูจริง ๆ ขอฝากผู้สมัครทุกคนอย่าตรวจสอบข้อมูลการสมัครทางเวบไซต์อื่น ๆ เพราะอาจจะเกิดข้อผิดพลาด และทำให้เสียสิทธิ์การสอบ ย้ำขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่ เวบไซต์ สทศ.www.niets.or.th/protbyohec/ หรือสกอ. www.mua.go.th เท่านั้น” น.ส.อาภรณ์ กล่าว

 

สกศ.เดินหน้าจัดตั้งสมัชชา 77 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238488

แผน 3 ระยะย, สกศ., 77 จังหวัด, สกศ, เดินหน้า, จัดตั้ง, สมัชชา, จังหวัด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

สกศ.เดินหน้าจัดตั้งสมัชชา 77 จังหวัด

สกศ.เดินหน้าจัดตั้งสมัชชา 77 จังหวัดพร้อมวางแผนขับเคลื่อน 3 ระยะ ได้แก่ เตรียมการ ทดลองขับเคลื่อน และการพัฒนา ตั้งเป้าสร้างสมัชชาเครือข่ายนอกประเทศด้วย

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำลังเร่งดำเนินการจัดทำร่างแนวทางการดำเนินงานสมัชชาการศึกษา ที่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์ระดับภูมิภาคมาแล้ว โดยจะมีผู้แทนภาคีเครือข่ายสมัชชาการศึกษาทั่วประเทศจากทุกจังหวัดเข้าร่วม ระดมความคิดเห็น และวิเคราะห์แนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า เครือข่ายความร่วมมือในการจัดตั้งสมัชชาการศึกษา 77 จังหวัดนั้น ควรเกิดจากฐานรากของสังคมและมาจากความร่วมมือจากทุกองค์กรและทุกภาคส่วน ไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น

สำหรับการดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก การเตรียมการที่ต้องมีความชัดเจน เพื่อกำหนดวิธีการจัดตั้งองค์กรเครือข่ายฯ โครงสร้าง บทบาทหน้าที่ โดยมีฐานมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา เครือข่ายการศึกษาในพื้นที่ ประชาชน ครูภูมิปัญญา ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาหอการค้าจังหวัด สภาวัฒนธรรมจังหวัด องค์กรทางศาสนา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแนวทางประชารัฐของรัฐบาล

ดร.กมล กล่าวต่อไปว่า ระยะที่ 2 เป็นระยะทดลองการขับเคลื่อนสมัชชาฯ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาตามบริบทของแต่ละจังหวัด และเป็นการรวบรวมจัดทำฐานข้อมูลของแต่ละจังหวัดเพื่อการวิเคราะห์ตามสภาพ ปัญหา รวมทั้งจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานและขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการ ศึกษาเชิงพื้นที่ และ ระยะสุดท้ายระยะที่ 3  การพัฒนาสมัชชาฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างมั่นคงและยั่งยืน นอกเหนือจากการเผยแพร่ความสำเร็จที่ได้จากการขับเคลื่อนสมัชชาฯ ระดับจังหวัดแล้ว ยังเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมัชชาฯ 77 จังหวัด ตลอดจนเครือข่ายสมัชชาฯ นอกประเทศ

“การดึงศักยภาพของปราชญ์ชาวบ้าน ครูภูมิปัญญาไทย ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ในท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้หรือสร้างอาชีพที่ตอบสนองกับตลาดแรง งานในพื้นที่ โดยระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมยกระดับพัฒนาการศึกษาต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต ทั้งนี้ สมัชชาการศึกษา 77 จังหวัด จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาระดับพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อรองรับการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ที่จะประกาศใช้ต่อไป”ดร.กมล กล่าว

 

องค์การเภสัชฯสำรองยาฯ3แสนชุดช่วยน้ำท่วมเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238480

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

องค์การเภสัชฯสำรองยาฯ3แสนชุดช่วยน้ำท่วมเหนือ

องค์การเภสัชกรรม สำรองยาและเวชภัณฑ์ 3 แสนชุด พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ

            17ส.ค.2559นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเปิดเผยว่า จากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยดังกล่าว องค์การเภสัชกรรมในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีภาระหน้าที่หลักในการวิจัยและพัฒนายาและเวชภัณฑ์ พร้อมกระจายยารองรับระบบสาธารณสุขของประเทศ จึงได้จัดเตรียมยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย ประกอบด้วยยาชุดผู้ประสบภัย ประกอบด้วย ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ ยารักษาน้ำกัดเท้า ผงน้ำตาลเกลือแร่ สำลี พลาสเตอร์ปิดแผล แอลกอฮอล์จำนวน 300,000 ชุด รองรับภัยพิบัติดังกล่าวแล้ว และพร้อมที่จะจัดส่งยาให้ทันทีเมื่อได้รับการประสานจากกระทรวงสาธารณสุข

 

เคาะแล้ว 30 ร้านค้าศูนย์กระจายสินค้าองค์การค้าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238437

องค์การค้า, ศูนย์กระจายสินค้าขององค์การค้าฯระดับจังหวัด, เคาะ, แล้ว, ร้านค้า, ศูนย์, กระจาย, สินค้า, องค์, การค้า, เคาะแล้ว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

เคาะแล้ว 30 ร้านค้าศูนย์กระจายสินค้าองค์การค้าฯ

องค์การค้าฯจับมือ 30 ร้านค้าเซ็นเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับจังหวัด สัญญา 3 ปีมัดจำร้านค้าละ 4 ล.บาท ชี้ช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา(สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์  ประธานคณะทำงานรมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าฯ มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขององค์การค้าฯ ระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า อาทิ แบบเรียน สื่อการเรียนการสอน ทั้งอำนวยความสะดวกร้านค้า สถานศึกษา ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและยังช่วยลดต้นทุนการขายรวมถึงลดค่าขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมาองค์การค้าฯ ได้ประกาศรับสมัครร้านค้าเอกชนทั่วประเทศ เข้าร่วมเป็นศูนย์กระจายสินค้าขององค์การค้าฯ ระดับจังหวัด ระหว่างวันที่ 20 ก.ค.-5 ส.ค. 2559 ปรากฎว่ามีร้านค้าสนใจสมัคร จำนวน 36 ร้านค้า ในจำนวนนี้ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ มีโกดังเก็บสินค้า มีประวัติเคยเป็นพันธมิตรทางการค้ากับองค์การค้าฯ  เพียง 34 ร้านค้าเท่านั้น

ดร.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆนี้องค์การค้าฯ ได้มีการจัดประชุมชี้แจงการดำเนินการและได้มีการเซ็นสัญญากับผู้ประกอบการ 30 ร้านค้าครอบคลุมทุกภูมิภาค เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยร้านค้าจะต้องวางเงินมัดจำให้องค์การค้าฯ ร้านละ 4 ล้านบาท รวมเป็นเงินมัดจำทั้งสิ้น 120 ล้านบาท โดยจะนัดจ่ายเงินมัดจำวันที่ 9 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม องค์การค้าฯจะจ่ายดอกเบี้ยให้ร้านค้าร้อยละ 1 ต่อปีและจะคืนเงินให้หลังสิ้นสุดสัญญา จากนี้ทั้ง 30 ร้านค้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าขององค์การค้าฯระดับจังหวัด จะสามารถสั่งจองหนังสือ และสินค้าอื่น ๆ ขององค์การค้าฯ ได้ทันที ผู้สนใจสินค้าคุณภาพดีราคาถูก สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าฯ ไม่จำเป็นต้องมาถึงร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งองค์การค้าฯตั้งเป้าจะเปิดให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด

“วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขององค์การค้าฯระดับจังหวัด ก็เพื่อปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้ สร้างรายได้องค์การค้าฯ ถือเป็นอีกก้าวที่ทำให้องค์การค้าฯมีความมั่นคง ส่วนปัญหาการขาดทุนเดิมทีองค์การค้าฯ มีภาวะขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 400 กว่าล้านบาท แต่จากการปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ ลดรายจ่าย ปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้  พบว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา ภาวะการขาดทุนลดลงมาเหลือ 130 ล้านบาท และหากปีนี้องค์การค้าฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้ถึงเป้าหมายที่ 65 ล้านบาท หากทำสำเร็จก็จะไม่ประสบภาวการณ์ขาดทุน และจะถือว่าเป็นอีกแรกที่ทำธุรกิจได้กำไรในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งองค์การค้าฯพยายามขับเคลื่อนทุกเรื่องให้เกิดประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลมากที่สุด”ดร.สุเทพ กล่าว

กรมวิทย์เจ๋งตรวจวัณโรคจากเลือดรู้ผลเร็วกว่าเดิม7เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238429

ตรวจวัณโรคจากเลือด, ยีนย่อยยาต้าน, นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์, กรม, วิทย์, เจ๋ง, ตรวจ, วัณโรค, จาก, เลือด, รู้, เร็ว, กว่า, เดิม, เท่า

การศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

กรมวิทย์เจ๋งตรวจวัณโรคจากเลือดรู้ผลเร็วกว่าเดิม7เท่า

กรมวิทย์เจ๋งตรวจวัณโรคจากเลือด รู้เร็วกว่าเดิม7เท่า อีก6เดือนให้บริการ เปิดตรวจยีนย่อยยาต้านครั้งแรกของโลก ช่วยแพทย์รักษาผู้ป่วยดีขึ้น ลดภาวะตับอักเสบจากผลของยา

       ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำงานวิชาการ วิจัย ค้นคว้าและให้บริการในเรื่องการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งหากนำมาแปลงสู่การนำไปใช้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน  ซึ่งการทำงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเรื่องวัณโรคเป็นตัวอย่างที่ดี ที่วิจัย ค้นคว้าแล้วสามารถนำไปใช้ได้เลย เนื่องจากกรมควบคุมโรคมีการนำเสนอว่าปัญหาของโรคที่สำคัญมากคือวัณโรค โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยา ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากมายในการควบคุม ป้องกันและรักษาโรค

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวนำเสนอผลงานกรมในรอบ 9 เดือนว่า ผลงานในระดับครอบครัว อย่างเช่น ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียวและไจกา(JICA)พัฒนาวิธีตรวจระดับการแสดงออกของยีนในเลือดเพื่อวินิจฉัยวัณโรค และเปิดให้บริการตรวจยีนย่อยสลายยารักษาวัณโรคไอโซไนอาซิด(Isoniazid)ครั้งแรกของโลก ซึ่งผลตรวจถูกต้อง 100 % ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสม ลดปัญหาเชื้อวัณโรคดื้อยาและภาวะตับอักเสบจากการใช้ยาเกินขนาด และตรวจสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรง เช่น  ยาโรคเก๊าท์ โรคลมชัก ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายการรักษา และลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์

“ปัญหาหนึ่งของไทยคือการวินิจฉัยวัณโรคได้ช้า ส่งผลให้การควบคุมโรคทำได้ช้าด้วย ทั้งที่ 30 % ของคนไทยมีเชื้อวัณโรค ทั้งที่ก่อและไม่ก่อให้เกิดอาการ หากสามารถตรวจวินิจฉัยได้เร็วก็จะช่วยให้สามารถควบคุมโรคได้เร็วขึ้น”นพ.อภิชัยกล่าว

นพ.สุรัคเมธ  มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในการวิจัยและพัฒนาเกี่ยววัณโรคของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ดำเนินการเสร็จแล้ว 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยวัณโรค โดยการตรวจเลือดเพื่อดูยีนบางตัวที่ทำงานมากกว่าปกติในผู้ป่วยวัณโรค คล้ายกับการพบเม็กเลือดขาวจำนวนมากในเลือกที่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งประเทศอังกฤษก็ทำวิจัยเรื่องนี้เช่นกัน ผลออกมาตรงกัน จึงสามารถนำวิธีการตรวจนี้มาใช้ในการวินิจฉัยผู้ป่วยวัณโรคจากเลือดได้ ซึ่งสามารถทราบผลได้ภายใน 2 วัน ในขณะที่การตรวจโรคด้วยวิธีการเพาะเชื้อแบบเดิมใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 14 วัน เร็วกว่าเดิม 7 เท่า

“คาดว่าจะเปิดให้บริการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยวัณโรคได้ช่วงปลายปี 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เรื่องการทราบผลเร็วนั้นเป็นข้อดีข้อหนึ่งของการตรวจเลือดหาเชื้อวัณโรค  แต่สิ่งสำคัญยังช่วยประกอบการรักษาด้วย เนื่องจากพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นวัณโรคหรือไม่นั้น แพทย์จำเป็นต้องให้ยารักษาวัณโรคไปก่อน ซึ่งยาดังกล่าวจะมีผลข้างเคียงพบได้ร้อยละ 5 เช่น เกิดภาวะตับอักเสบ และเกิดผื่น การตรวจนี้ที่ทราบผลเร็วขึ้นก็จะช่วยลดปัญหาผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น ปัจจุบันมีการวิจัยต่อเนื่องโดยร่วมกับรพ.ศิริราชดูคนไข้เด็กว่าช่วยวินิจฉัยได้เร็วแค่ไหน”นพ.สุรัคเมธกล่าว

นพ.สุรัคเมธ กล่าวอีกว่า และ2.การตรวจวินิจฉัยยีนย่อยยาต้านวัณโรค ซึ่งพบว่าคนไข้วัณโรคไทย 30% จะมียีนย่อยยาต้านวัณโรคช้า ทำให้การย่อยยาทำได้ช้า ส่งผลให้ระดับยาในเลือดสูง มีความเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบเพิ่มขึ้น 8 เท่า โดยมีการเริ่มให้บริการแล้ว ด้วยการตรวจคนไข้วัณโรคที่มีภาวะตับอักเสบของสถาบันโรคทรวงอก พบว่ามียีนย่อยยาช้า แพทย์จึงได้ทำการปรับยาต้านวัณโรคลง ส่งผลให้คนไข้สามารถรับประทานยาที่จำเป็นต้องรับประทานได้ครบทุกตัว

“กรมฯยังมีโครงการศึกษาวิจัยถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคที่จ.เชียงรายและเชื้อวัรโรคดื้อยาที่จ.กาญจนบุรีด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่าการตรวจแบบนี้ราคาถูกมาก สามารถนำมาใช้ในการตรวจประจำได้ และการถอดรหัสทำให้ทราบว่าเมืองไทยมีเชื้อวัณโรค 2 ตัว ที่เจอบ่อย และมีความแตกต่างกัน โดย 1 ตัวทำให้ป่วยหนักมากกว่าอีกตัว และอีกตัวดื้อยามากกว่าอีกตัว  ”นพ.สุรัคเมธ กล่าว

 

ศธ.ถกค่าใช้จ่ายพื้นฐานจี้ร.ร.รัดเข็มขัดค่าน้ำ-ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238334

วิจัยของมธ., หมวดการจัดการเรียนการสอน, รายหัว, สพฐ., ค่าใช้จ่าย, พื้นฐาน, จี้, รัดเข็มขัด, ค่า, น้ำ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

ศธ.ถกค่าใช้จ่ายพื้นฐานจี้ร.ร.รัดเข็มขัดค่าน้ำ-ไฟ

เผยข้อมูลวิจัยค่าใช้จ่ายพื้นฐานของ มธ.เบื้องต้นพบรัฐต้องเพิ่มงบค่าน้ำ-ค่าไฟ ให้ร.ร.ถึงปีละ 1 พันล. ขณะที่แต่ละปีร.ร.ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ อยู่ที่ 3.5 พันล.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมค่าใช้จ่ายรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา (สช.) ว่า เนื่องจากพบว่าโรงเรียนได้นำงบประมาณของเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งอยู่ในรายการค่าใช้จ่ายการจัดการเรียนการสอน ของโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ โดยในส่วนนี้ สพฐ.ได้กำหนดให้จ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภค หรือ ค่าน้ำ ค่าไฟไม่เกิน 5% แต่ในความเป็นจริงก็พบว่าโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เกินอยู่มาก ทั้งนี้ สพฐ.ได้มอบให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ไปทำการศึกษาวิจัยสำรวจค่าใช้จ่ายพื้นฐานของโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อหาตัวเลขค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เหมาะสมของโรงเรียนในแต่ละขนาด เบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

“งานวิจัยนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ยังต้องไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ ค่าไฟเป็นการสำรวจการใช้ไฟทั่วไป ไม่ได้รวมถึงค่าแอร์ ค่าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ขณะที่ข้อมูลของ สพฐ.พบว่าโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งผมได้มอบให้สพฐ.ไปดูในรายละเอียดแต่คงไม่ไปขอเงินจากรัฐบาลเพิ่มเติม แต่จะบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเองซึ่งตรงนี้ทุกโรงเรียนต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย และจะต้องไม่เบียดบังเงินรายหัวของเด็ก ขณะเดียวกัน ให้สพฐ.ไปดำเนินการแยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงเรียน ที่อยู่ในค่าใช้จ่ายการจัดการเรียนการสอนให้ชัดเจน ต้องทำให้สังคมได้ทราบว่าเงินอุดหนุนรายหัวเท่าไร เงินบริหารจัดการเท่าไร เพราะของเดิมปนกันอยู่ก็มีโอกาสที่ผู้บริหารโรงเรียนจะนำเงินไปใช้ได้หลายรูปแบบ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่เก็บเงินจากผู้ปกครองเลย เพราะในบางครั้งก็เป็นความต้องการของผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานได้รับสิ่งดี ๆ แต่จะพยายามลดภาระของผู้ปกครองมากที่สุด ดังนั้นออกให้ชัดเจน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการดูแลเด็กพิการเรียนร่วมปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 แสนคนให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การจัดหาครูผู้ช่วย และการจัดหาสื่อการเรียนการสอนพิเศษ คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 196 ล้านบาท ซึ่งเร็ว ๆ นี้ ตนจะหารือกับผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาศึกษาพิเศษ (สศศ.) ของ สพฐ.เพื่อนำงบประมาณมาจัดสรรดำเนินการ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 หรือปีงบประมาณ 2560   สำหรับการดูแลเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจนนั้น ศธ.จะนำตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ หรือ ลงทะเบียนคนจน ที่ปัจจุบันมีลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านคนมาประกอบการพิจารณากับตัวเลขเด็กยากจนของ ศธ.ที่มีอยู่ประมาณ 2.8 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม หรือ ท็อปอัพเดือนละ 3,500 บาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม ศธ.จะมีการสำรวจกลุ่มนี้เพิ่มเติมเพื่อคัดกรองให้ได้ตัวเลขแท้จริง และดูแลเด็กยากจนได้โอกาสทางการศึกษา

 

เตรียมนำผลหารือขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0คุยในทปอ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238333


ไทยแลนด์ 4.0, ม.วิจัย, วิจัย 5 ด้าน, เตรียม, นำผล, หารือ, ขับเคลื่อน, ไทยแลนด์, คุย, ทปอ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

เตรียมนำผลหารือขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0คุยในทปอ.

ประธาน ทปอ.เผยเตรียมนำผลหารือขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 พูดคุยในทปอ.21 ส.ค.นี้ พร้อมเร่งประสานราชภัฏ ราชมงคล เป็นเครือข่ายสร้างงานวิจัยโดยมี 9 ม.วิจัยเป็นแกนนำหลัก

ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ ทปอ.ประชุมร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 หรือ ไทยแลนด์ 4.0 นั้น บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยได้สื่อสารกับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศโดยตรง โดยทปอ.ได้รับทราบนโยบายและได้นำเสนอปัญหาต่างๆ  ทั้งนี้ นายกฯได้ขอให้มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักในการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมในการพัฒนาประเทศ โดย ร่วมมือกับภาคเอกชนในรูปแบบประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม ทปอ.ได้ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น งบฯการวิจัย ซึ่งขอให้เป็นงบฯผูกพัน เพราะงานวิจัยแต่ละเรื่องไม่สามารถเสร็จภายใน 1 ปี , การแก้ไขระเบียบพัสดุเพื่อปลดล็อกการทำวิจัย เช่น การใช้เครื่องมือกับภาคเอกชน หรือ การนำเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนมาใช้จ่ายในงานวิจัยให้คล่องตัวขึ้น, การเปิดทางให้อาจารย์ นักวิจัย ในมหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ถือเป็นการปฏิบัติราชการ  ทั้งขอให้รวมแหล่ง ทุนวิจัยที่มีอยู่ในประเทศให้มีเอกภาพ โดยมีคณะกรรมการกลางพิจารณาจัดสรรฯงบฯวิจัย โดยต้องเป็นการวิจัยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ยังได้ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้อาจารย์และมหาวิทยาลัย มีส่วนร่วมในผลงานหรือนวัตกรรมที่คิดค้น เนื่องจากที่ผ่านมาการจดลิขสิทธิ์นั้น ภาคเอกชนที่เป็นแหล่งทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งปัญหาต่างๆนั้น นายกฯ รับปากที่จะแก้ไขตามที่ ทปอ.เสนอ

ประธาน ทปอ. กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ ตนจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม ทปอ.ในวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพราะถือเป็นเรื่องด่วน อย่างไรก็ตามนายกฯ ต้องการให้การทำวิจัยเพื่อตอบสนองคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งทปอ.ได้เสนอให้รัฐบาลจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย 3 กลุ่มใหญ่คือ มหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง และมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน  ซึ่งที่ประชุมได้มอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการ และที่ผ่านมาก็เคยมีการแบ่งกลุ่มแต่ยังไม่ชัดเจน เช่น ม.วิจัย 9 แห่ง ดังนั้น ทปอ.ก็จะเข้าไปร่วมมือกับ สกอ.ในเรื่องนี้ โดยจะประสานการทำงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน  โดยม.วิจัยทั้ง 9 แห่ง ก็จะเป็นเจ้าภาพด้านต่างๆที่จะสร้างเครือข่าย ซึ่งสามารถนำผลงานวิจัยที่ ทปอ.มีอยู่ ส่งต่อให้มหาวิทยาลัยราชภัฎ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน นำไปแก้ไขปัญหาของชุมชน ขณะที่ มรภ. ก็นำปัญหาของพื้นที่มาทำวิจัยร่วมกับเครือข่าย เพื่อสนองตอบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ตามนโยบายนายกฯ

ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า หลังจากนี้ ทปอ. จะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยการคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการวิจัยใน 5 ด้าน ได้แก่ ไบโอเทค ไบโอเมท แมคคาทรอนิกส์ โรบอทติก และดิจิตอล ซึ่งจะมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ เป็นเครือข่ายสนับสนุน และต้องตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ทั้งนี้ ลักษณะของงานวิจัยจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจจะต้องมีการหารือร่วมกับทางสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ด้วย เนื่องจาก สอศ. ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เป็นช่วงต่อของงานวิจัย

 

แห่สมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรกกว่า 2 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238330


กศจ.60 จังหวัด, กศจ., สมัครสอบครูผู้ช่วย, แห่, สมัคร, สอบ, ครู, ผู้ช่วย, วัน, แรก, กว่า, หมื่น, หมื่นคน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

แห่สมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรกกว่า 2 หมื่นคน

สพฐ.เผยตัวเลขรับสมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรก จำนวน 21,277 คน โดยกศจ.บุรีรัมย์ สมัครมากที่สุดถึง 1,652 คน คาดปิดรับสมัครจะมียอดผู้สมัครเป็นแสนคน

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มอบหมายให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 1/2559 โดยมีกศจ. 60 จังหวัดและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มีตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัครจำนวนทั้งสิ้น  2,561 อัตรา ใน 55 กลุ่ม วิชา รับสมัครระหว่างวันที่ 15-21 ส.ค.นั้น  โดย ในวันที่15 ส.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการรับสมัครครูผู้ช่วยได้รับรายงานว่า มีผู้มาสมัครถึง 21,277 คน โดย กศจ.ที่มีจำนวนผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กศจ.บุรีรัมย์ 1,652 คน กศจ.นครศรีธรรมราช 958 คน กศจ.กาญจนบุรี 955 คน กศจ.หนองคาย 574 คน และกศจ.บึงกาฬ 853 คน คาดว่าเมื่อปิดรับสมัครจะมีคนมาสมัครร่วมแสนคน

ทั้งนี้ จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขัน วันที่ 1 ก.ย. สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 17 ก.ย. สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 18 กันยายน สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 19 ก.ย. และประกาศผลสอบแข่งขัน วันที่ 29 ก.ย. จากนั้นจะเร่งบรรจุเพื่อให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 2 /2559.