กรมวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิดแห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238317

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ตรวจสารกำจัดศัตรูพืช, พิษวิทยา, มวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิด, แห่ง, แรก, ของ, ไทย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ตรวจสารกำจัดศัตรูพืช, พิษวิทยา, มวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิด, แห่ง, แรก, ของ, ไทย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ตรวจสารกำจัดศัตรูพืช, พิษวิทยา, มวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิด, แห่ง, แรก, ของ, ไทย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ตรวจสารกำจัดศัตรูพืช, พิษวิทยา, มวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิด, แห่ง, แรก, ของ, ไทย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ตรวจสารกำจัดศัตรูพืช, พิษวิทยา, มวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิด, แห่ง, แรก, ของ, ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

กรมวิทย์เปิดแล็ปตรวจสารกำจัดศัตรูพืชกว่า500ชนิดแห่งแรกของไทย

กรมวิทย์เปิดห้องแล็ปพิษวิทยา ตรวจสารกำจัดศัตรูพืชได้ไม่น้อยกว่า 500 ชนิด แห่งแรกของไทย เตรียมให้บริการในอีก 6 เดือนข้างหน้า

       เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวในการตรวจเยี่ยมและเปิดห้องปฏิบัติการพิษวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า ศูนย์แห่งนี้นับเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกของไทย ที่สามารถตรวจสารกำจัดศัตรูพืชได้ไม่น้อยกว่า 500 ชนิด รองรับการส่งออกผักผลไม้ไทยจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นมีคำกล่าวที่ว่าคนปลูกไม่กล้ากิน หากทำเรื่องการตรวจสอบสารเหล่านี้ได้จะเป็นการช่วยคุ้มครองผู้บริโภค

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการพิษวิทยา หรือศูนย์พิษวิทยา ตั้งอยู่ที่อาคาร 9 สังกัดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการด้านพิษวิทยา และชีวเคมี พัฒนาการตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างน้อย 500 ชนิด ในผักและผลไม้เพื่อการส่งออก และการพิสูจน์เห็ดพิษด้วยวิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ด รวมถึงเป็นผู้ดำเนินแผนทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการด้านพิษวิทยา นอกจากนี้ ยังเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิง และเป็นศูนย์ข้อมูลด้านพิษวิทยาให้การสนับสนุนด้านวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ห้องปฏิบัติการเครือข่าย ตลอดจนนำองค์ความรู้ด้านพิษวิทยาสื่อสารเตือนภัยสุขภาพให้กับประชาชน

“ศูนย์พิษวิทยาตั้งขึ้นเนื่องจากกรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) ส่งคืนผักผลไม้ของไทย เนื่องจากตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืช ทำให้รัฐบาลไทยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการพิษวิทยาขึ้น ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถตรวจสารกำจัดศัตรูพืชได้ไม่น้อยกว่า 500 ชนิด ตามที่อียูกำหนด ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการพิษวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะเปิดให้บริการตรวจผักผลไม้ ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์พิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. โทร.02-9510000 ต่อ 99717, 99492, 99722”นพ.อภิชัยกล่าว

 

สธ.ขอคัดกรองโรคผู้ต้องขังอภัยโทษ1.2หมื่นคนก่อนปล่อยตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238309

คัดกรองโรค, ผู้ต้องขัง, ปิยะสกล สกลสัตยาทร, คัด, กรอง, โรค, ผู้, ต้อง, ขัง, อภัยโทษ, หมื่น, ก่อน, ปล่อยตัว

การศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

สธ.ขอคัดกรองโรคผู้ต้องขังอภัยโทษ1.2หมื่นคนก่อนปล่อยตัว

สธ.ขอเข้าคัดกรองโรคผู้ต้องขังอภัยโทษก่อนปล่อยตัว เน้นเอดส์-วัณโรค-สุขภาพจิต สร้างความปลอดภัยให้ผู้ต้องขัง-ประชาชน สกัดโรคแพร่ระบาดซ้ำรอยอดีต

        เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีจะมีการอภัยโทษและปล่อยตัวนักโทษประมาณ 12,000 คนว่า กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นจะต้องประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอเข้าตรวจคัดกรองโรคในผู้ต้องขังที่จะได้รับการอภัยโทษก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยด้านการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังและประชาชน  เนื่องจากในอดีตช่วงปี 2529 เคยมีกรณีที่มีการปล่อยตัวนักโทษประมาณ 30,000 คน ทำให้มีการแพร่กระจายของโรคเอดส์อย่างไม่น่าเชื่อ จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอีก

“ต้องมีการตรวจคัดกรองโรคให้กับผู้ต้องขังที่จะได้รับการอภัยโทษทั้งหมด โดยเฉพาะวัณโรค และโรคเอดส์ รวมถึงโรคอื่นๆ ซึ่งได้มอบหมายให้ปลัดสธ.ไปดำเนินการเพื่อพิจารณาดูว่าจำเป็นต้องตัดกรองเรื่องไหน อย่างไรบ้าง  หากผู้ต้องขังได้รับการคัดกรองโรคก่อนก็จะเป็นการช่วยผู้ต้องขังและป้องกันโรคแพร่กระจายสู่สังคม อีกทั้งผลการคัดกรองจะสะท้อนไปกับการดูและบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่แอดอัดแลจำเพาะด้วย”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตามที่รัฐมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทยโดยให้มองผู้เสพยาเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษานั้น สธ.จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงยุติธรรมเรื่องของการโยนย้ายผู้ติดยาเสพติดซึ่งจากนี้จะถือเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษามาให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแล โดยเบื้องต้นจะค่อยๆ ผ่องถ่ายออกมาคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ในการถ่ายโอน ส่วนรายละเอียดว่าจะโอนผู้ป่วยกลุ่มแรกมาให้กระทรวงดูแลเท่าไหร่ จะกำหนดกลุ่มผู้ป่วยอย่างไรบ้างนั้นจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 18 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองก็มีการเตรียมความพร้อมรับมือเรื่องการดูแลแล้วบ้างส่วน และอยู่ในระยะของการลงรายละเอียด เช่น การตั้งทีมขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ และการอนุมัติเพิ่มอัตรากำลังคนในสังกัดกรมสุขภาพจิต เป็นต้น

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  หากจะมีการอภัยโทษและปล่อยตัวผู้ต้องขังในช่วงเดือนธันวาคม 2559 สธ.มีเวลาดำเนินการคัดกรองโรคผู้ต้องขัง โดยจะเน้นพิจารณา 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.วัณโรค 2.โรคเอดส์ 3.สุขภาพจิต 4.สิทธิการรักษาหลังได้รับการปล่อยตัว  และ5.การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว เพราะหากในใบส่งตัวว่ามาจากเรือนจำ อาจได้รับการตีตราจากสังคม  ทั้งนี้ จะวางแผนการดำเนินการอย่างเป็นระบบและเร่งดำเนินการ

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพจิตของผู้ต้องขังในเรือนจำของกทม.แห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีทุกประเภทรวมถึงคดียาเสพติดด้วยนั้นพบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตกว่าร้อยละ 30 บางคนมีปัญหาติดยาเสพติดร่วมกับปัญหาทางด้านจิตเวช ทั้งนี้ การโอนถ่ายผู้ป่วยติดยาเสพติดในนั้นอาจจะเพิ่มภารงานมากขึ้น อย่างทั่วประเทศมีเรือนจำ 143 แห่ง แต่มีโรงพยาบาลจิตเวชเพียง 17 แห่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้มีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐในการตรวจและบำบัดผู้ติดยาเสพ แต่เบื้องต้นอยากให้มีการเพิ่มอัตรากำลังคนมากพอสมควรเนื่องจากปัจจุบันคนไม่พออยู่แล้ว

 

แพทย์เผยอาชีพที่ใช้นิ้วมือมากเสี่ยงเป็น “โรคนิ้วล็อก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238276

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา, กรมการแพทย์, นิ้วล็อก, แพทย์, เผย, อาชีพ, ที่, ใช้, นิ้วมือ, มาก, เสี่ยง, เป็น, โรค, นิ้ว, ล็อก, โรคนิ้วล็อก
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา, กรมการแพทย์, นิ้วล็อก, แพทย์, เผย, อาชีพ, ที่, ใช้, นิ้วมือ, มาก, เสี่ยง, เป็น, โรค, นิ้ว, ล็อก, โรคนิ้วล็อก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 16 ส.ค. 2559

แพทย์เผยอาชีพที่ใช้นิ้วมือมากเสี่ยงเป็น “โรคนิ้วล็อก”

แพทย์เผยอาชีพที่ใช้นิ้วมือมากเสี่ยงเป็น “โรคนิ้วล็อก” แนะใช้เครื่องทุ่นแรงแทนการหิ้ว-ยก ใส่ถุงมือ-ห่อหุ้มด้ามจับเวลาใช้อุปกรณ์ช่าง ไม่กำหรือบีบเครื่องมือนานๆ

         นพ.สุพรรณ  ศรีธรรมมา  อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า  โรคนิ้วล็อก เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบมากในช่วงอายุ 40-50 ปี  ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มต้นเจ็บบริเวณฐานนิ้ว ขยับนิ้วมือเจ็บ การงอและการเหยียดนิ้วฝืด สะดุด จนเกิดอาการล็อก เหยียดนิ้วไม่ออกหรืองอนิ้วไม่เข้า นิ้วแข็งบวมชา นิ้วเกยกัน กำมือไม่ลง นิ้วโก่งงอ หากไม่ได้รับการรักษา นิ้วข้างเคียงก็จะยึดติดแข็งจนใช้งานไม่ได้  สาเหตุเกิดจากการใช้งานของมืออย่างรุนแรง เช่น การบีบกำ หิ้วของหนักซ้ำๆ จนปลอกหุ้มเอ็นบวมหดรัด ขาดความยืดหยุ่น เป็นผลให้เส้นเอ็นเคลื่อนตัวผ่านปลอกเอ็นไม่สะดวก กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นๆ คือ ผู้ที่ใช้มือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ

เช่น แม่บ้านที่หิ้วถุงพลาสติกหนักๆ หิ้วถังน้ำซักบิดผ้า กำมือสับหมูหรือไก่ รวมทั้งผู้ที่มีอาชีพในลักษณะที่ใช้งานนิ้วมือมากๆ เช่น คนทำสวนที่ใช้กรรไกร มีด ตัดหรือฟันกิ่งไม้  ใช้จอบ เสียม ขุดดิน  คนขายของหิ้วสินค้าเดินเร่ขาย  ช่างไฟฟ้า ช่างโทรศัพท์ ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ ช่างปูน ช่างตัดเสื้อผ้า ช่างทำผม ช่างเจียระไนพลอย คนส่งน้ำขวด คนส่งแก๊ส คนทำขนม นวดแป้งและซาลาเปา  พนักงานธนาคาร ที่หิ้วถุงเหรียญหนักๆ เป็นประจำ  นักกอล์ฟ นักแบดมินตัน หมอฟัน นักเขียน ครู นักบัญชี อาชีพเหล่านี้ควรต้องระวังเป็นพิเศษ

“การรักษาโรคนิ้วล็อก ในระยะแรกหากผู้ป่วยมีอาการเพียงเจ็บฐานนิ้ว ควรพักการใช้งานมือที่รุนแรง แช่น้ำอุ่นรับประทานยา เพื่อลดการอักเสบ ลดบวม ลดปวด  กายภาพบำบัด ด้วยการใช้เครื่องดามนิ้วมือ นวดเบาๆ ใช้ความร้อนประคบ ออกกำลังกายเหยียดนิ้ว  ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่เป็นการรักษาแบบชั่วคราวและมีข้อจำกัดคือไม่ควรฉีดยาเกิน 2-3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค สำหรับผู้ป่วยที่เป็นในระยะรุนแรงมีอาการยึดติดที่รุนแรงหรือนิ้วติดล็อกจำเป็นต้องผ่าตัด เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง”นพ.สุพรรณกล่าว

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า โรคนิ้วล็อกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการระมัดระวังการใช้งานของนิ้วมืออย่างถูกสุขลักษณะ จะสามารถช่วยป้องกันการบาดเจ็บของปลอกหุ้มเอ็นและนิ้วล็อกได้  โดยควรปฏิบัติ ดังนี้ ไม่หิ้วถุงหรือตะกร้าหนักๆ ใช้วิธีการอุ้มประคองแทน  ไม่ควรบิดผ้า/ซักผ้าด้วยมือจำนวนมากๆ ใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับเวลาใช้อุปกรณ์ช่าง ไม่กำหรือบีบเครื่องมือนานๆ  ใช้รถเข็นของที่หนัก และใช้เครื่องทุ่นแรงแทนการหิ้วหรือยก

นอกจากนี้ ควรกายภาพมือง่ายๆ ก่อนที่นิ้วจะล็อก  โดยยืดกล้ามเนื้อแขน มือ นิ้วมือ ยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อย  ทำ 6-10 ครั้ง/เซต  บริหารมือ นิ้วมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วมือ และกล้ามเนื้อมือ หรืออาจถือลูกบอลในฝ่ามือก็ได้ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้งอ-เหยียดนิ้วมือ โดยใช้ยางยืดช่วยต้าน แล้วใช้นิ้วมือเหยียดอ้านิ้วออก ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อยๆปล่อย ทำ 6-10 ครั้ง/เซต หากปฏิบัติตามข้อแนะนำดังกล่าวจะสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ้วล็อกและทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

“อนันต์” รับปากนั่งปธ.สอบวินัยขรก.สกสค.ให้เสร็จก่อนเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238193


ทุจริต, สอบวินัยร้ายแรง, บ.บิลเลี่ยนฯ, อนันต์, รับปาก, นั่ง, สอบ, วินัย, ขรก, ให้, เสร็จ, ก่อน, เกษียณ, พินิจศักดิ์, อนันต์ ระงับทุกข์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 15 ส.ค. 2559

“อนันต์” รับปากนั่งปธ.สอบวินัยขรก.สกสค.ให้เสร็จก่อนเกษียณ

“พินิจศักดิ์” เผย “อนันต์ ระงับทุกข์” ตอบรับนั่งประธานสอบวินัยข้าราชการสกสค.กรณีบ.บิลเลี่ยนฯ เร่งสรุปให้เสร็จก่อนเกษียณ 30 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ไปตรวจสอบการดำเนินการกรณีมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาบริษัทบิล เลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด ซึ่งพบว่าการทำงานมีความล่าช้าและพบว่าเปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งสอบสวนด้วย โดยให้ดูว่าเกิดปัญหาที่จุดใดนั้น ว่า  เนื่องจากคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด ถูกทักท้วงว่าคำสั่งไม่สมบูรณ์ ประกอบกับตัวประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ นายอนันต์ ระงับทุกข์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ดังนั้นสำนักงาน สกสค.จึงได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯขึ้นมาใหม่ และมีการแก้ไขถ้อยคำให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นแล้ว

นายพินิจศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประธานคณะกรรมการสอบสวนฯนั้น ตนยังเห็นว่านายอนันต์ ยังเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม เนื่องจากได้เริ่มต้นและรู้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวดี โดยได้พูดคุยกับนายอนันต์ ซึ่งก็รับปากว่าจะตอบรับเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนฯให้ใหม่ พร้อมทั้งจะเร่งดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อไม่ให้ติดปัญหาเรื่องการเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตนได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ รมว.ศึกษาธิการ ทราบแล้ว

ด้านนาย ธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์  ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้า ของ สกสค. กล่าวว่า  การดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารธนชาตให้กับ สกสค. เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการอนุมัติ ปิดบัญชี และเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาสกสค. ได้ส่งเรื่องให้อัยการเป็นผู้ทำเรื่องฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงินคืนจากธนาคารธนชาตแล้ว แต่ทางอัยการส่งหนังสือ แจ้งกลับมาว่า มีเหตุขัดข้อง ในการดำเนินการฟ้องแพ่งธนาคารธนชาต ดังนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์  จึงสั่งการให้สกสค. ส่งหนังสือสอบถามไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง เพราะจุดเริ่มต้นของการฟ้องเรียกค้าเสียหาย มาจากข้อแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดิน  เมื่อทางอัยการมีหนังสือแจ้งมาเช่นนี้ ก็ต้องถามกลับไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร จากนี้จะต้องรอคำตอบจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้ตรวจการแผ่นดินอาจจะตอบกลับมาแล้ว แต่เรื่องยังค้างอยู่ที่ สกสค. หรือไม่

 

ยกระดับมาตรฐานเลี้ยงโคนมนำร่อง 12 วิทยาลัยเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238191

วิยาลัยเกษตรฯ, ลัย, เลี้ยงโคนม, ยกระดับ, มาตรฐาน, เลี้ยง, โคนม, นำร่อง, วิทยาลัย, เกษตร, วิทยาลัยเกษตรฯ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 15 ส.ค. 2559

ยกระดับมาตรฐานเลี้ยงโคนมนำร่อง 12 วิทยาลัยเกษตรฯ

สอศ.จับมือสมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมฯ ร่วมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและฝึกอาชีพเลี้ยงโคนม ใน วทษ.12 แห่ง ได้เรียนรู้เชิงธุรกิจ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนและฝึกอาชีพการเลี้ยงโคนม ระหว่าง สอศ.และสมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ว่า สอศ.ตระหนักว่าการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาให้ก้าวสู่อาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างเข้มแข็ง นักเรียน นักศึกษาจะรู้เพียงแค่การเลี้ยงโคนมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นจะต้องเรียนรู้ในเชิงการบริหารธุรกิจอย่างครบวงจรด้วย อาทิ การบริหารน้ำนมดิบ มาตรฐานการเลี้ยงโคนม เป็นต้น ดังนั้น จึงได้จับมือกับสมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิก ประมาณ 2,000 คน ผลิตน้ำนมดิบได้มากถึง 219,000 ตัน ถือได้ว่ามีความรู้ มีประสบการณ์ตรงทั้งทางวิชาชีพและทางธุรกิจ ดังนั้น การร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง สอศ.และสมาคมฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจัดการเรียนการสอนและฝึกอาชีพการเลี้ยงโคนมในทุกมิติ

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี (2559-2563) โดยมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) เข้าร่วม 12 แห่ง ได้แก่ วษท.ศรีสะเกษ วษท.บุรีรัมย์ วษท.ขอนแก่น วษท.สระแก้ว วษท.ลพบุรี วษท.เพชรบุรรี วษท.นครสวรรค์ วษท.อุทัยธานี วษท.ตาก วษท.กำแพงเพชร วษท.สุโขทัย และ วษท.สงขลา โดยนักเรียน นักศึกษาทุกคนจะได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สำคัญ สอศ.ยังหวังให้ วษท.12 แห่งนี้เป็นแกนนำในการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้ ศึกษาวิจัยและวางแผนการผลิตกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม รองรับการเติบโตของธุรกิจได้ในอนาคต อาทิ รู้ได้ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้าสามารถธุรกิจฟาร์มโคนมต้องการ ผู้จัดการฟาร์มเท่าไร นักวิเคราะห์ วิจัยน้ำนมเท่าไร เป็นต้น

ด้าน นายสุรชัย ศิริมัย นายกสมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม กล่าวว่า สมาชิกของสมาคมฯ เป็นกลุ่มเกษตรกรของสหกรณ์โคนมไทยและมีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่มีโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ โรงงานผลิตนมยูเอชที มีแหล่งน้ำนมดิบที่หมุนเวียนอยู่ในระบบจำนวนมาก ซึ่งสมาคมฯมีความยินดีที่จะร่วมกับ สอศ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกประสบการณ์ให้กับนักเรียน นักศึกษาจาก วษท.ทุกคน เพราะเป้าหมายของเราก็ต้องการดูแลให้เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงโคนมมีความเข้ม แข็ง ซึ่งปัจจุบันสมาคมฯยังได้ร่วมกับวษท.พัทลุง ในการสนับสนุนเพื่อพัฒนาโรงงานพาสเจอร์ไรซ์และโรงงานยูเอชทีของวิทยาลัยให้ มีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

 

 

ตรวจวิเคราะห์นมโรงเรียนพบไม่ผ่านมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238156

อภิชัย มงคล, เนื้อนมไม่รวมไขมัน, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, นมโรงเรียน, ตรวจ, วิเคราะห์, โรงเรียน, ไม่, ผ่าน, มาตรฐาน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 15 ส.ค. 2559

ตรวจวิเคราะห์นมโรงเรียนพบไม่ผ่านมาตรฐาน

ตรวจวิเคราะห์นมโรงเรียนพบไม่ผ่านมาตรฐาน 24.9 % เนื้อนมไม่รวมไขมันต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะที่แบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน

         นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า  ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 ศูนย์ทั่วประเทศ สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และสำนักงานสาธารณสุข(สสจ.)ทั่วประเทศ ได้ร่วมกันเฝ้าระวังคุณภาพของนมโรงเรียนทั้งชนิดพาสเจอร์ไรส์และยูเอชที โดยตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านโภชนาการ ได้แก่ เนื้อนมไม่รวมไขมัน ไขมัน และโปรตีน และด้านจุลชีววิทยา ได้แก่ จำนวนแบคทีเรียทั้งหมด จุลินทรีย์บ่งชี้สุขลักษณะการผลิต เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม (Coliform) และเชื้ออีโคไล (E. coli) และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซีลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) เชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes) เชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella spp.) และเชื้อสเเตปฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 350 (พ.ศ. 2556) เรื่องนมโค

ในช่วงปี 2555-2558 ได้ตรวจวิเคราะห์นมโรงเรียน จำนวน 1,750 ตัวอย่าง แยกเป็นชนิดพาสเจอร์ไรส์ 1,190 และยูเอชที 560 ตัวอย่าง ผลการตรวจพบว่า ไม่ได้มาตรฐาน 436 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 24.9 ในจำนวนนี้เป็นนมชนิดพาสเจอร์ไรส์ 321 ตัวอย่าง และยูเอชที 115 ตัวอย่าง สาเหตุที่ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการ 290 ตัวอย่าง ด้านจุลชีววิทยา 95 ตัวอย่าง และไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งด้านโภชนาการและจุลชีววิทยา 51 ตัวอย่าง ด้านโภชนาการส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเนื้อนมไม่รวมไขมันต่ำกว่ามาตรฐาน ทางด้านจุลชีววิทยาพบว่านมชนิดพาสเจอร์ไรส์ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 6.9 จุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิตที่ไม่ดี ร้อยละ 3.1 และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 3.8 ขณะที่ชนิดยูเอชที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากพบแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 2.9  เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 0.9

“จากข้อมูลการตรวจพบนมโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมมือกันวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหาคุณภาพนมโรงเรียนและเร่งดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาอย่างจริงจัง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนมโรงเรียนว่ามีความปลอดภัย เด็กไทยมีโภชนาการที่ดีมีพัฒนาการที่สมวัยและไม่มีเด็กที่จะต้องได้รับผลกระทบจากนมที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”นพ.อภิชัยกล่าว

         นพ.อภิชัย กล่าวอีกว่า ข้อแนะนำในการดื่มนมให้ได้ประโยชน์และปลอดภัย สำหรับนมพาสเจอร์ไรส์ เป็นนมที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เพื่อทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและลดปริมาณจุลินทรีย์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงต้องเก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 8 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 7-10 วัน และมีการควบคุมอุณหภูมิในการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม ตั้งแต่โรงงานผลิต ระหว่างการขนส่งนมไปยังโรงเรียน จนถึงการเก็บรักษาที่โรงเรียนก่อนแจกจ่ายให้นักเรียนดื่ม และก่อนดื่มควรสังเกตเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำนมมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน และมีสี กลิ่น รสปกติ

ส่วนนมยูเอชที เป็นนมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายจุลินทรีย์ จึงสามารถ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นาน6-9 เดือน แต่ไม่ควรเก็บนมไว้ที่อุณหภูมิสูง และไม่วางกล่องนมให้ถูกแสงแดดโดยตรง ในการขนส่งและเก็บรักษา ควรบรรจุกล่องนม               ในลังกระดาษและไม่ซ้อนลังหลายชั้น เพราะกล่องนมอาจเสียหาย เกิดรอยรั่วซึม ทำให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปในกล่องนมทำให้นมเสียได้ และเมื่อเปิดกล่องแล้วดื่มไม่หมด ควรนำนมที่เหลือไปเก็บไว้ในตู้เย็นและดื่มให้หมดภายใน 3-5 วัน

 

รมว.สธ.ขอผู้ใหญ่เป็นคนกลางช่วยเคลียร์แพทย์ถูกคนไข้เตะก้านคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238148

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาท, รพ.แม่ใจ, เตะก้านคอ, รมว, ผู้ใหญ่, เป็น, คนกลาง, ช่วย, เคลียร์, แพทย์, ถูก, คนไข้, เตะ, ก้านคอ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 15 ส.ค. 2559

รมว.สธ.ขอผู้ใหญ่เป็นคนกลางช่วยเคลียร์แพทย์ถูกคนไข้เตะก้านคอ

รมว.สธ.ขอผู้ใหญ่เป็นคนกลางช่วยเคลียร์แพทย์ถูกคนไข้เตะก้านคอ เชื่อผู้ป่วยทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีผู้ป่วยเตะก้านคอแพทย์ รพ.แม่ใจ จ.พะเยาขณะทำการรักษาในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของผู้ป่วย และไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย เชื่อว่าหากได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเรื่องจะไม่ลุกลาม จึงอยากให้มีผู้ใหญ่ในพื้นที่ช่วยเป็นคนกลางพูดคุยทำความเข้าใจกับทั้ง 2 ฝ่าย

“อยากให้เข้าใจว่าผู้ป่วยและญาติเองเมื่อมารักษาก็มีความรู้สึกเครียด ว้าวุ่นใจ ไม่แน่ใจในอาการป่วย ระหว่างการดูแลรักษาพยาบาลก็ต้องไม่หุนหันพลันแล่นทั้งสองฝ่าย ส่วนที่บอกว่าแพทย์อาจพูดจาไม่ดีนั้น ตอนนี้ต่างคนต่างออกมากล่าวโทษกัน จึงควรจะมีคนกลางที่เป็นผู้ใหญ่มาช่วยทำความเข้าใจและช่วยประสานไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยปกติก็จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่แล้ว แต่ละแห่งก็ต้องคอยดูเหตุการณ์ว่าผิดปกติหรือไม่ เรียกว่ามีการเตรียมความพร้อม แต่เหตุการณ์เช่นนี้เราบอกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่การเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยมีอยู่แล้ว

 

4 หนุ่มมทร.ธัญบุรี ดึงสติคนไทย คิดก่อนโพสต์ ศึกษาก่อนแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237853

ดึงสติ, หนุ่, ธัญ, บุรี, ดึง, สติ, คนไทย, คิด, ก่อน, โพสต์, ศึกษา, แชร์, หนุ่มมทรธัญบุรี, ดึงสติคนไทย, คิดก่อนโพสต์, ศึกษาก่อนแชร์, เยาวชนรุ่นใหม่, แต่งกายดี มีวินัย ใส่ใจคุณธรรม มีสัมมาคารวะ, แป๊ะ, ฮิว, แบงค์, ออย

ดึงสติ, หนุ่, ธัญ, บุรี, ดึง, สติ, คนไทย, คิด, ก่อน, โพสต์, ศึกษา, แชร์, หนุ่มมทรธัญบุรี, ดึงสติคนไทย, คิดก่อนโพสต์, ศึกษาก่อนแชร์, เยาวชนรุ่นใหม่, แต่งกายดี มีวินัย ใส่ใจคุณธรรม มีสัมมาคารวะ, แป๊ะ, ฮิว, แบงค์, ออย


ดึงสติ, หนุ่, ธัญ, บุรี, ดึง, สติ, คนไทย, คิด, ก่อน, โพสต์, ศึกษา, แชร์, หนุ่มมทรธัญบุรี, ดึงสติคนไทย, คิดก่อนโพสต์, ศึกษาก่อนแชร์, เยาวชนรุ่นใหม่, แต่งกายดี มีวินัย ใส่ใจคุณธรรม มีสัมมาคารวะ, แป๊ะ, ฮิว, แบงค์, ออย

ดึงสติ, หนุ่, ธัญ, บุรี, ดึง, สติ, คนไทย, คิด, ก่อน, โพสต์, ศึกษา, แชร์, หนุ่มมทรธัญบุรี, ดึงสติคนไทย, คิดก่อนโพสต์, ศึกษาก่อนแชร์, เยาวชนรุ่นใหม่, แต่งกายดี มีวินัย ใส่ใจคุณธรรม มีสัมมาคารวะ, แป๊ะ, ฮิว, แบงค์, ออย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ส.ค. 2559

4 หนุ่มมทร.ธัญบุรี ดึงสติคนไทย คิดก่อนโพสต์ ศึกษาก่อนแชร์

4 หนุ่ม มทร.ธัญบุรี ดึงสติคนไทย คิดก่อนโพสต์ ศึกษาก่อนแชร์ : ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

ปัจจุบันโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของผู้คนที่ชอบความครวดเร็ว และเกาะติดโซเชียล  หลายกิจกรรมที่ถูกโพสต์เป็นข้อความ รูปภาพ หรือกระทั่งคลิปวิดีโอ จึงมีผลทั้งในแง่การสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวกให้เกิดการตื่นตัว และตระหนักในข้อดี ข้อเสีย ขณะที่อีกหลาย ๆ โพสต์ก็กระแสที่เกิดขึ้นก็เปรียบเสมือนบทลงโทษทางสังคมมาสู่ตัวผู้โพสต์เอง ในบางกรณีขยายผลไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย

“เยาวชนรุ่นใหม่” นับเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสื่อโซเชียลมากและปฏิเสธไม่ได้ว่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาไปแล้ว  โดย นายวิรัช โหตระไวศยะ รองอธิการบดีด้านพัฒนานักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของทุกคนเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่เข้าถึงสื่อเหล่านี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะวัยรุ่น ตนในฐานะที่ดูแลด้านการพัฒนานักศึกษา ก็พยายามนำสื่อออนไลน์มาใช้อย่างสร้างสรรค์  ใช้ด้วยภาษาที่สุภาพ ยกตัวอย่าง ผลสำเร็จของการนำมารณรงค์โครงการการไหว้ และการแต่งกายถูกระเบียบ “แต่งกายดี มีวินัย ใส่ใจคุณธรรม มีสัมมาคารวะ” เวลาที่เจอนักศึกษา นักศึกษาจะยกมือไหว้

“ส่วนตัวตนเองจะโพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ 3 ประเด็นหลักๆ คือ การโพสต์ให้ข้อคิด การโพสต์ให้กำลัง ให้คำปรึกษา และการโพสต์ชื่นชมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล ทุกวันนี้การพูดคุยสื่อสารตัวต่อตัวน้อยมาก ส่วนใหญ่นักศึกษาจะพูดคุยการสื่ออนไลน์ จึงอยากให้ครูบาอาจารย์หรืออาจารย์ที่ปรึกษา ใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือช่วยในการให้คำปรึกษา แต่ข้อควรระวังควรใช้ภาษา ถ้อยคำที่สุภาพ เพราะว่าทุกวันนี้สังคมไทยวุ่นวาย น่าเป็นห่วง อยากให้เป็นสังคมไทยที่เอื้ออาทรให้กันและกัน”นายวิรัช กล่าว

อุปนายกองค์การนักศึกษาคนที่ 1 “แป๊ะ” นายเอกศักดิ์ วิสฤตาภา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอุตสาหกรรมอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เล่าว่า ไม่รู้ว่า Social media กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของตนเองตั้งแต่เมื่อไร เพราะว่า ตนเองต้องโพสต์รูปภาพและข้อความลงทุกวัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพในการทำกิจกรรมขององค์การนักศึกษา จุดประสงค์ของการโพสต์ภาพ ตนเองอยากให้รุ่นน้องได้เห็นถึงการทำกิจกรรม และมาทำกิจกรรมกันเยอะๆ มีบ้างที่โพสต์ข้อความบ่นในการทำงาน แต่จะระมัดระวังให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังเอาไว้คุยกับพ่อและแม่ เพราะว่า พ่อแม่ของตนเองเล่นด้วย ทุกคนรับรู้เกี่ยวกับภัยของ Social media ฉะนั้นต้องระมัดระวัง ซึ่งตอนนี้มีกฎหมาย พรบ.คอมพิวเตอร์ ออกมา ขอให้ทุกคนจงระมัดระวัง

ทางด้านฝ่ายประธานรับฟังความคิดเห็น สภานักศึกษา มทร.ธัญบุรี “ฮิว” นายรัฐพล ฉิมมี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าว่า  สื่อ Social media เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงวัยรุ่นได้ดีที่สุด สามารถทำให้เด็กธรรมดาหนึ่งคน กลายเป็นเน็ตไอดอลภายในค่ำคืน หรืออาจกลายเป็นผู้ร้ายภายในค่ำคืน ฉะนั้นควรมีสติในการทำอะไรก็ตาม ควรพิจารณาให้ดี ไม่ควรคิดเพียงอยากเป็นผู้นำ ต้องการความเห็นอกเห็นใจ ที่สำคัญคลิปขายของที่ลงในโลกออนไลน์ควรมีความพอดี ไม่หลอกลวงผู้บริโภค

“แบงค์” นายอภิสิทธิ์ ต้นสกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ รองประธานฝ่ายนักศึกษาสัมพันธ์ องค์การนักศึกษา เล่าว่า ในการโพสต์ เฟซบุ๊ก (facebook) ทุกคนชอบคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง แต่จริงๆ แล้ว เฟซบุ๊ก เป็นพื้นที่สาธารณะ ถ้าไม่ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว จะทำให้เพื่อนใน เฟซบุ๊ก สามารถเห็นข้อความที่โพสต์ลงไป ฉะนั้นจะทำอะไรควรมีการคิดก่อนโพสต์ จะได้ไม่ส่งผลต่อตัวเองภายหลัง โดยตัวอย่างมีให้เห็นทุกวันในสังคมไทย ทั้งเรื่องของความรู้สึกต่างๆ ที่ไปสะกิดใจของคนไทยหลายๆ คน รวมไปจนถึงเรื่องความละเอียดอ่อนของความรู้สึก ยิ่งคนเราได้ไปพบไปเจออะไรมา ปัจจุบันต้องโพสต์ เพื่อให้คนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็น หรือกดไลท์กดแชร์ ตนเองยอมรับว่าเป็นหนึ่งคนที่ชอบกดแชร์ข่าวสารที่เกิดขึ้น แต่ตนเองจะเข้าไปอ่านกระทู้ทุกครั้งก่อน เพื่อหาข้อมูลความเป็นจริงก่อนที่จะแชร์ออกไป เพราะว่าถ้าเรื่องที่ตนเองแชร์ไปถ้าไม่จริง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย

ส่วน “ออย” นายธนภัทร ยอดสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ประธานชมรมวิทยุสมัครเล่น มทร.ธัญบุรี เล่าว่า การที่จะโพสต์อะไรมันเหมือนดาบ 2 คม ถ้าโพสต์ในทางสร้างสรรค์จะส่งผลดีต่อตัวเราเอง ทำให้คนที่เห็นรู้สึกดี ซึ่งส่วนตัวจะโพสต์จะโพสต์เรื่องที่ไม่กระทบต่อคนอื่นๆ ที่เห็น “โพสต์เรื่องที่เราสบายใจ คนอื่นจะสบายใจไปด้วย” จงพึงคิดเสมอว่า เรื่องในใจที่เราโพสต์ลงไปใน เฟซบุ๊ก  ต่อไปจะไม่ไปเป็นเรื่องในใจ สิ่งดีๆ ในสังคมไทย เป็นสิ่งที่ดี ควรจะกดแชร์กดไลท์ แต่สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรจะส่งเสริม

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์อะไรลงไปในโลก Social media สิ่งใดที่ไม่สร้างสรรค์ และเป็นการทำลาย หรือกระทบคนอื่น ไม่ควรจะโพสต์ ฉะนั้นคิดก่อนโพสต์ ศึกษาก่อนแชร์กันด้วยนะ

ทปสท.ชี้กกอ.ต้องใช้ม.44แก้ปัญหาอุดมศึกษาให้เด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237844


กกอ., ม.44, ทปสท., ทปสทชี้กกอต้องใช้ม44, แก้ปัญหา, อุดมศึกษา, ให้, เด็ดขาด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ส.ค. 2559

ทปสท.ชี้กกอ.ต้องใช้ม.44แก้ปัญหาอุดมศึกษาให้เด็ดขาด

ประธานทปสท.ชี้ กกอ.ควรใช้อำนาจม.44 ที่ให้จัดการปัญหาธรรมาภิบาลในอุดมศึกษาให้เด็ดขาด ระบุยังมีปัญหาสะสม ต้องเร่งแก้ไขหากปล่อยเป็นวงจรอุบาทว์สุดท้ายม.44 ก็ไม่ช่วย

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) กล่าวว่า ภายหลังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 ออกมาเพื่อจัดระเบียบและแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 จนถึงขณะนี้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ปรากฎว่ามีสถาบันอุดมศึกษาเพียง 2 แห่งเท่านั้นคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิ ที่ถูกดำเนินการตามคำสั่งนี้ ส่วนที่เหลือยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปรากฎข่าวว่ามีอีกอย่างน้อย 20 สถาบันที่จะถูกดำเนินการด้วย ม.44 และล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ เป็นประธานก็พบว่ามีมหาวิทยาลัย 12 แห่งเข้าข่ายที่จะถูกดำเนินการตามม.44 เพราะมีปัญหาธรรมาภิบาลและจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพและกกอ.ได้มีการตั้งกรรมการลงไปตรวจสอบ

“มีคำถามเกิดขึ้นทันทีกับชาวอุดมศึกษาว่าก่อนหน้าที่บอก 20 แห่งมาตอนนี้มีเพียง 12 แห่งแล้วอีก อย่างน้อย 8 สถาบันหายไปไหน  เพราะอะไร  นี่ยังไม่นับรวมกับความไม่มั่นใจก่อนหน้านี้ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกอ. ที่ไปนั่งเป็นนายกและกรรมการสภาในหลายสถาบัน ซึ่งกรณีนี้ทาง ทปสท. เคยทักท้วงไปหลายครั้งแล้วให้ท่านลาออก เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.44 ได้อย่างเที่ยงธรรม”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแต่งตั้งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลเกษียณอายุราชการ ซึ่งทาง ทปสท.ได้นำเสนอพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้ใช้อำนาจตามข้อ 2 ม.44 ดำเนินการ เนื่องจากศาลปกครองได้เคยตัดสินแล้วว่าเป็นการแต่งตั้งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบหรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ปัญหาและความขัดแย้งเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีก เนื่องจากหลายสถาบันอธิการบดีครบวาระ และกำลังมีการสรรหาใหม่ ส่วนใหญ่คนเดิมที่เกษียณล้วนอยากเป็นต่อ และก็ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้สภาเลือกตัวเองกลับมาเป็นอีก แน่นอนหาก กกอ.ไม่ดำเนินการใด ๆ วงจรอุบาทว์ ปัญหาความขัดแย้งในการสรรหา เกิดการฟ้องร้องจนไม่สามารถแต่งตั้งอธิการบดีได้ก็จะกลับมาอีก สุดท้าย ม.44 ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

 

ความ(รัก)แบบแม่ยุคใหม่ …. ทำลูกไม่อึดอัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237829


มะลิ, สวนดุสิต, วันแม่, ความรัก, แบบ, แม่, ยุคใหม่, ลูก, ไม่, อึดอัด, ความรักแบบแม่ยุคใหม่, ทำลูกไม่อึดอัด, วันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ, ช่อสบู่ดอกมะลิ, รักแม่


มะลิ, สวนดุสิต, วันแม่, ความรัก, แบบ, แม่, ยุคใหม่, ลูก, ไม่, อึดอัด, ความรักแบบแม่ยุคใหม่, ทำลูกไม่อึดอัด, วันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ, ช่อสบู่ดอกมะลิ, รักแม่


มะลิ, สวนดุสิต, วันแม่, ความรัก, แบบ, แม่, ยุคใหม่, ลูก, ไม่, อึดอัด, ความรักแบบแม่ยุคใหม่, ทำลูกไม่อึดอัด, วันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ, ช่อสบู่ดอกมะลิ, รักแม่

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ส.ค. 2559

ความ(รัก)แบบแม่ยุคใหม่ …. ทำลูกไม่อึดอัด

ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ และบริสุทธิ์เสมอ เพราะความรักของผู้เป็นแม่ ไม่ได้คาดหวัง มีเพียงความหวังดีต่อลูกเท่านั้น : ปภาวรินทร์ สังฆพรหม ประชาสัมพันธ์ มสด.

 “วันที่ 12 สิงหาคม  วันแม่แห่งชาติ” ถือเป็นวันสำคัญที่ทำให้ลูกได้ทำสิ่งดีๆ ส่งต่อความรักระหว่างแม่ลูกในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การมอบการ์ด บอกรัก กราบเท้าท่านด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ ฯลฯ ต่างคนต่างมีวิธีแสดงความรักที่แตกต่างกันออกไป ลองมาฟังน้องๆ และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.)ดูบ้างว่าพวกเขาเหล่านี้ มีวิธีการบอกรักแม่อย่างไร?

เริ่มที่เฟรชชี่น้องใหม่ นส.ปนัดดา ตรีรีตน์ (มิ้ว)  นักศึกษาชั้นปีที่ 1สาขาวิชาธุรกิจการโรงแรมโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ กล่าวถึงเทศกาลวันแม่ ว่า ตนเป็นเด็กจังหวัดอ่างทอง ซึ่งทุกปี ยังคงอยู่กับแม่และครอบครัวที่โน้น แต่ปีนี้ ถือเป็นปีแรกที่ไม่อยู่กับครอบครัว  จึงตั้งใจจะกลับบ้านหาแม่เหมือนทุกครั้งที่เคยเป็นมา การที่ต้องมาเรียนต่างบ้าน ไกลจากคุณแม่ เป็นเรื่องที่ไม่ชินและมีความคิดถึงครอบครัวไม่น้อย เพราะตนถูกเลี้ยงดูแบบใกล้ชิด สนิทกับคุณแม่มาก คุณแม่ให้ความรักและความอบอุ่นเหมือนเพื่อนกัน หลายคนอาจมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกสมัยใหม่ (จะดีหรือเปล่า?) แต่สำหรับตนคิดว่า ดีมาก เราสามารถพูดคุยและปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ทำให้เรากล้าที่จะพูด กล้าที่จะปรึกษา

โดยปีนี้ ตนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของนศ. เป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ “ช่อสบู่ดอกมะลิ” ภายใต้แบรนด์ UNI (มสด.) บรรจุในกล่องสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกมะลิ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะซื้อเป็นของขวัญกลับไปไหว้ขอพรคุณแม่ด้วยคะ

ด้านน.ส. อุรัสยา สุทธิประภา (พลอย) นักศึกษาชั้นปี2สาขาวิชาการบริการลูกค้า คณะวิทยาการจัดการ กล่าวต่อว่า ตนมีพี่น้องฝาแฝด พลอยกับแพร เลยเป็นภาระหนักของการเลี้ยงลูกคนเดียวอย่างคุณแม่ แต่ตนไม่เคยรู้สึกว่าขาดพ่อเลย เพราะแม่ให้ความรักอย่างดีเยี่ยม บางคนคิดว่าเมื่อลูกขาดพ่อแล้วจะมีปมด้อย แต่สำหรับตนไม่ใช่ กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ได้ความรักอย่างเต็มที่ ความผูกพันธ์ระหว่างแม่ลูกเลยมากขึ้นทุกปี พอเราสนิทกับแม่เหมือนเพื่อน เรื่องของการเปิดใจคุยก็ตาม ตนพูดได้เต็มปากว่าแม่รู้ทุกเรื่อง รู้ทุกความเคลื่อนไหว แม้กระทั่งเรื่องความรัก แม่ก็คอยแนะนำและดูอยู่ห่างๆ เลยทำให้ความรู้สึกของการเป็นลูกไม่อึดอัด มีอะไรก็อยากปรึกษาแต่แม่เท่านั้น ซึ่งวันแม่ปีนี้ ตั้งใจพาคุณแม่ไปทานร้านอาหารที่ท่านชอบ แอบเก็บเงินที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงในการทำงานพิเศษมอบให้แม่ด้วย ถือเป็นการทดแทนบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูเรามา ส่วนเพื่อนๆคนไหน ยังไม่กล้าบอกรัก ให้ถือโอกาสเอาวันแม่12 สิงหาคม เป็นการบอกรักแม่นะคะ เพราะหากคุณไม่กล้าลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ไม่รู้วันข้างหน้าแม่จะอยู่กับเราหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตนส่งกำลังใจช่วยเชียร์เพื่อนๆทุกคนเลยคะ

สุดท้ายหนุ่มใต้กลับใจ นายพิพัฒน์พล เพ็ญเกิด (บอนด์) บุคลากรกองประชาสัมพันธ์สวนดุสิต กล่าวเสริมสำหรับเทศกาลวันแม่ ว่า ตนเติบโตในครอบครัวข้าราชครู การเลี้ยงดูจึงเคร่งครัด ต้องอยู่ในกรอบ ทำให้บ่อยครั้ง เผลอทำให้พ่อและแม่เสียใจ เพราะตนเป็นเด็กเกเร ไม่ยอมเรียนบ้าง ไม่กลับบ้านบ้าง ติดเพื่อนบ้าง แต่พอวันหนึ่งที่ต้องมาใช้ชีวิตเรียนต่อที่กรุงเทพฯเพียงคนเดียว จึงทำให้คิดได้ การที่ท่านว่ากล่าวตักเตือนมันเป็นเรื่องจริง สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จึงกลับตัวกลับใจเป็นคนดี แต่เรื่องการบอกรักแม่นั้น ยังมีความเขินอาย แต่การกระทำชัดเจน ตนจะเข้าไปกอดไปหอมทุกครั้งเมื่อได้กลับบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ปีนี้ไม่ได้กลับ เพราะติดงานและติดเรียนปริญญาโท จึงตั้งใจจะส่งไลน์หรือข้อความไปบอกรักแทน ซึ่งตนคิดว่าของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การสำเร็จการศึกษาปริญญาโท จากเด็กเกเรคนหนึ่ง ที่แม่ต้องคอยเป็นห่วงแต่ปัจจุบันมีงานทำและเรียนต่อให้แม่ได้ แม่น่าจะภูมิใจกับลูกคนนี้แล้วแหละครับ จึงฝากถึงทุกคนๆ ใครที่ไม่กล้าบอกรักแม่ ลองใช้วิธีแบบตนดูก่อนก็ได้ ลองส่งข้อความหาท่าน ให้เทศกาลวันแม่เป็นช่องทางการบอกรัก และทำตัวเองให้มีคุณค่า เป็นคนดีของสังคม แค่นี้ก็เป็นตอบแทนบุญคุณท่านแล้ว สุขสันต์วันแม่นะครับ

วันแม่ปีนี้อย่าเขินอายที่จะแสดงความรักกับแม่ ด้วยการบอก “รักแม่” เพราะความรักของแม่จะเป็นเกราะคุ้มภัยให้ลูกทุกคนพ้นอันตราย ..