“คลัง” ออกพันธบัตรแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798531

 

จัมพ์สตาร์ตเศรษฐกิจไทยดันปีหน้าโต 4%

รัฐบาลเตรียมออกพันธบัตร 100,000 ล้านบาท นำมาจัดงบให้กลุ่มจังหวัดทำโครงการ “ประชารัฐสร้างไทย” กลุ่มละ 5,000–6,000 ล้านบาท “อภิศักดิ์” ชี้ไม่กระทบวินัยการคลัง หวังช่วยเศรษฐกิจจัมพ์สตาร์ตในปีหน้าโต 4% ดึงเอกชนหันมาลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุมว่า รัฐบาลจะทำโครงการประชารัฐสร้างไทย โดยการออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินในประเทศวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ให้กลุ่มจังหวัดดำเนินโครงการที่เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เป็นความร่วมมือของผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน ภาคราชการ ภาคการ ศึกษาและประชาชนในพื้นที่ กลุ่มจังหวัดละประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้เติบโตทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้งบประมาณเป็นสำคัญ ปรับจากการใช้งบประมาณเชิงหน้าที่มาสู่การทำตามยุทธศาสตร์ และได้เริ่มมาตรการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่กระจายไปสู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลลงทุนมากขึ้น แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ พยายามเติมเต็มให้เศรษฐกิจเติบโตได้พอสมควรจากการเข้าไปช่วยเหลือให้คนยากจนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อจากนี้ไปจะพัฒนากลุ่มจังหวัดให้มีบทบาทจัดทำโครงการตามจุดอ่อนจุดแข็ง ความเหมาะสมของพื้นที่ ช่วยพัฒนาตนเองให้เกิดความแข็งแรงทั้งจากภายนอกและภายใน”

นายสมคิดกล่าวว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจประเทศไทยจะไปได้ดี จะมีโครงการขนาดใหญ่เริ่ม ทยอยออกมา ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วว่าใครจะทำโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ และรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเปิดซองประมูลกลางเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่รถไฟทางคู่จะทยอยออกมาเช่นกัน

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า จากนี้ไปกลุ่มจังหวัดมีเวลาทำแผนงานโครงการประมาณ 1 เดือน กับอีก 1 สัปดาห์ โดยกำหนดให้เสนอโครงการภายในสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. 2560 จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.จะทราบวงเงินที่ทางกลุ่มจังหวัดต้องการ และเวลาที่เหลือในเดือน ม.ค. จะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรให้ประชาชนในประเทศซื้อ ซึ่งปัจจุบันฐานะทางการเงินการคลังของไทยยังดีอยู่มาก เพื่อนำเงินมาใช้ทำโครงการตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.2560 เป็นต้นไป กำหนดใช้เงินให้เร็วและให้หมดภายในปีงบประมาณ 2560 หรือประมาณเดือน ก.ย.2560 ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่ากู้เงินมาเสียดอกเบี้ยแล้วไม่นำไปใช้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีช่องว่างที่สามารถกู้เงินเพิ่มโดยยังรักษาวินัยการเงินการคลังได้อีกประมาณ 220,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 42% หากกู้เพิ่มเต็ม 220,000 ล้านบาท จะอยู่ที่ 45% แต่รัฐบาลเลือกที่จะกู้เพิ่ม 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อีกประมาณ 1% จาก 42% เป็น 43% ยังอยู่ในวิสัย ที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ หากเงินที่ลงไปสู่พื้นที่ 100,000 ล้านบาท ในครั้งนี้มีรอบหมุนไม่มาก จะช่วยให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวได้ 3.4-3.5% แต่ถ้ามีรอบหมุนที่มากขึ้นและเอกชนหันมาลงทุนก็จะขยายตัวได้ 4%

นายอภิศักดิ์กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังไม่เติบโตเต็มที่ตามศักยภาพ เนื่องจากเอกชนยังไม่ยอมลงทุน ทั้งที่รัฐบาลให้การส่งเสริมได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย และอำนวยความสะดวกเต็มที่ ซึ่งเอกชนก็มีเงินอยู่จำนวนมาก มีรายได้ดี แต่เก็บเงินไว้ ไม่ยอมลงทุน หรือบางรายก็ไปลงทุนในต่างประเทศ เรียกว่านัดแล้วไม่มา ในปีหน้าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 3.3-3.4% ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงมองหาว่ามีกำลัง ส่วนไหนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จึงเห็นว่ามีช่องว่างที่จะกู้เงินได้อีก 220,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลจะนำมาใช้แค่ครึ่งเดียว เพื่อทดลองให้กลุ่มจังหวัดมีงบประมาณไปดำเนินการ จะได้พัฒนาตนเองก้าวไปสู่กลุ่มจังหวัด 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

“เม็ดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่จะลงไปสู่กลุ่มจังหวัดในเดือน ก.พ.ปีหน้านี้ จะเป็นการจัมพ์สตาร์ต หรือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของไทยด้วย เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ และเชื่อว่า เมื่อภาคเอกชนเห็นว่ามีเงินก้อนใหญ่ลงไป จะทิ้งโอกาสไม่ได้ จะหันกลับมาลงทุน อย่างไรก็ตามขอฝากให้ช่วยกันดูโครงการว่าให้เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน อย่าให้เหมือนโครงการในอดีต ที่ประชาชนไม่อยากได้ แต่มีโครงการไปตั้งไว้ในหมู่บ้าน ไม่ได้ใช้ประโยชน์”.

 

รัฐทุบโต๊ะสั่งคุมราคา-คุณภาพอัญมณี แก้ปัญหานักท่องเที่ยวถูกหลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 22:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798271

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ สั่งตั้งคณะกรรมการฯ คุมคุณภาพและราคาอัญมณี ไม่ให้มีการหลอกลวงนักท่องเที่ยว ขณะที่ กอบกาญจน์ จ่อดันไทยเป็นศูนย์กลางช็อปปิ้ง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการหารือเรื่องการอำนวยความสะดวกกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ว่า ได้มอบหมายให้สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอัญมณี อาทิ สมาคมอัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับมาตรฐาน ไปตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวต่างๆ โดยจะนำร่องที่ด้านธุรกิจการค้าเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ก่อน

ทั้งนี้ มองว่าเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ เป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบการซื้อเครื่องประดับจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากนี้รัฐบาลจึงต้องการสร้างมาตรฐานของสินค้ากลุ่ม เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนที่ผ่านมาที่มีการจำหน่ายอัญมณีปลอม หรือการตั้งราคาขายอัญมณีจนเกินจริง

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เตรียมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับในการช็อปปิ้งเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ภายใต้รูปแบบจิวเวลรี่ฮับบี้ รูบีแคปปิตัล เวดดิ้งริงส์เซนเตอร์ ผ่านการสร้างเรื่องราว อาทิ คนไทยมีฝีมือ ด้านการเจียระไน เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าว และทำให้เป็นสินค้าช็อปปิ้งสำคัญของนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้ได้ 5-10%

นายสมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่สนใจจะใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอัญมณีเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาทต่อคน โดยที่ผ่านมาที่มีนักท่องเที่ยวจีนพบเจอว่าซื้ออัญมณีปลอมไปนั้น ร้านค้าเหล่านั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม โดยปัจจุบันสมาชิกของสมาคมมีประมาณ 1,550 ร้านค้า

อย่างไรก็ตาม หากหลังจากนี้มีการตรวจสอบพบว่า นักท่องเที่ยวไม่พึงพอใจในการซื้ออัญมณี จะสามารถคืนสินค้าได้ ภายใต้เงื่อนไข หากซื้อภายใน 24 ชั่วโมง ได้รับเงินคืน 100% หากซื้อแล้ว 90 วันได้เงินคืนได้ 90% ซื้อแล้ว 45 วันได้เงินคืน 50%

 

ทางหลวงชนบท เน้นแผนเชิงรุก คุมเข้มรถบรรทุกน้ำหนักเกินทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798071

 

กรมทางหลวงชนบท บูรณาการร่วมมือทหาร-ตร. เน้นแผนเชิงรุก จัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ เข้มงวดรถบรรทุกน้ำหนักเกินทั่วประเทศ หวังลดความเสียหายของถนน ลดการเกิดอุบัติเหตุ …

วันที่ 30 พ.ย.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าน้ำหนักเกินกำหนดทั่วประเทศ ในการนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก บูรณาการร่วมมือกับจังหวัด กระทรวงมหาดไทย ทหารและตำรวจ เพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ในการจัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ ไม่ให้มีรถบรรทุกน้ำหนักเกินในพื้นที่ของประเทศ เพื่อลดความเสียหายของถนนและลดการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อสั่งการดังกล่าว ในส่วนของกรมทางหลวงชนบท จึงได้กำหนดมาตรการในการดำเนินงานโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น จัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่แบบบูรณาการกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมทางหลวง ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งการปรับเพิ่มแผนการดำเนินงานเน้นการทำงานเชิงรุกในสายทางที่มีความเสี่ยงในการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เข้มงวดให้การควบคุม กำกับน้ำหนักบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเพิ่มปริมาณความถี่ ในการตั้งด่านชั่งน้ำหนัก

ปรับแผนเน้นเข้าดำเนินการกำกับควบคุมน้ำหนักบรรทุกในสายทางที่มีความเสี่ยงที่จะมีการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เช่น สายทางที่มีแหล่งวัสดุก่อสร้าง โรงงานน้ำตาล ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ อยู่ในสายทาง เพื่อเป็นการควบคุมน้ำหนักบรรทุกจากต้นทาง

ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามนโยบายรัฐบาล โดยควบคุมและไม่อนุญาตให้รถบรรทุกน้ำหนักเกินและไม่อนุญาตให้มีการผ่อนผันเรื่องน้ำหนักรถบรรทุกอ้อย ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเมษายน จะเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ตลอดจนการควบคุมพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยงจะบรรทุกน้ำหนักเกิน เช่น ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านเชียงของ จ.เชียงราย และด่านมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ระยะกลาง ได้กำหนดแผนในการก่อสร้างสถานีด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ ในพื้นที่สายทางที่มีปริมาณรถบรรทุกสูง ถนนสายหลัก โดยวิเคราะห์ความเหมาะสมจากปัจจัยทางด้านวิศวกรรม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่กรมทางหลวงชนบท ใช้เพื่อกำกับป้องปรามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน

ระยะยาว ทางกรมทางหลวงชนบท จะประสานกับกระทรวงคมนาคม/กรมทางหลวง เพื่อที่จะเสนอแนวคิดให้มีการแก้ปัญหาควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีประสิทธิภาพ และมีบทลงโทษรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ผลจากการกระทำความผิด ต้องรวมถึงผู้จ้างวาน/เจ้าของกิจการ มีการปรับเป็นอัตราก้าวหน้า เช่น ครั้งที่ 1 ปรับ 20% ของมูลค่ารถที่ทำความผิด ครั้งที่ 2 ปรับ 50% ของมูลค่ารถที่ทำความผิด ครั้งที่ 3 ให้ทำการยึดพาหนะ ให้เป็นทรัพย์สินของราชการ สามารถนำมาขายทอดตลาด เพื่อนำมาชดเชยค่าซ่อมบำรุง, ผู้กระทำความผิดต้องมีส่วนรับผิดชอบในการซ่อมฟื้นคืนสภาพให้แก่ถนน แม้ถนนจะอยู่ระหว่างค้ำประกันสัญญา, สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับยานพาหนะที่ขัดขืนไม่เข้าชั่งให้ถือเป็นกรณีแสดงเจตนากระทำความผิด เป็นต้น

 

คมนาคม ชงงบปี 61 ขยายถนน-ลดความลาดชัน เส้นเชียงใหม่-เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 18:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798087

 

คมนาคม เตรียมเสนอของบประมาณ ปี 2561 ขยายถนน 4 เลน ปรับลดความลาดชัน เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ให้เหลือ 8% หวังลดอุบัติเหตุช่วงลงเขา …

วันที่ 30 พ.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าในการขยายทางหลวงจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ว่า ในช่วงที่ผ่านอุทยานแห่งชาติขุนแจ จ.เชียงราย ระยะทาง 9.75 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่อนผัน เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำขั้นที่ 2 เพื่อลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ โดยพบว่า ปริมาณรถที่วิ่งผ่านเส้นนี้ช่วงเชียงใหม่-ดอยนางแก้ว ในช่วงต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1.06 หมื่นคัน และสูงสุด 3.91 หมื่นคัน

ขณะเดียวกัน ก็จะของบประมาณปี 2561 ในการขยายเส้นทางจราจรช่วงดอยสะเก็ด-บ้านแม่เจดีย์ จ.เชียงราย ระยะทาง 9.25 กิโลเมตร เพื่อมาเชื่อมต่อเส้นทางเชื่อมต่อเชียงใหม่-เชียงรายให้สมบูรณ์ รวมทั้งจะทำการปรับสโลปความลาดชันของเส้นทางดังกล่าว ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 10% ให้เหลือ 8% เพื่อลดอุบัติเหตุเส้นทางช่วงลงเขา ช่วงเชียงราย-เชียงใหม่

นอกจากนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ภาคเอกชนได้เสนอให้ขยาย เส้นทางร้องกวาง จ.แพร่-งาว จ.ลำปาง ซึ่งเป็นเส้นทางจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปเชียงรายที่สั้นที่สุด และเป็นเส้นทางที่เชื่อมรถโดยสารจากภาคอีสาน โดยกระทรวงคมนาคมจะเจรจากับสำนักงบประมาณ เพื่อของบประมาณปี 2561 ในการขยายเส้นทางเชื่อมโยงให้สมบูรณ์

ด้านความคืบหน้าโครงการรถไฟรางคู่ เส้นเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กิโลเมตร 26 สถานี มูลค่าการลงทุนรวม 7.69 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างทางวิศวกรรม (รวมค่าจ้างที่ปรึกษา) 7.31 หมื่นล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 7,292 แปลง จำนวนพื้นที่ 9,661 ไร่ มูลค่า 3,808 ล้านบาท ขณะนี้ ได้ทำการศึกษาออกแบบและผ่านรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว เหลือรอเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรจุลงแผนปฏิบัติการปี 2560

“กระทรวงฯ จะพยายามเร่งรัดออกประกวดราคาให้ได้ ภายในปี 2560 ตามที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดมา รวมทั้งได้ปรับการออกแบบใหม่ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เนื่องจากครม. ได้กำชับขอให้หลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางอุโมงค์ต้นไม้ที่ จ.เพชรบูรณ์และแพร่”

สำหรับโครงการดังกล่าว มีมูลค่าการลงทุนรวม 7.69 หมื่นล้านบาท ของ 3 จ.แพร่-พะเยา-เชียงราย มีอุโมงค์ 3 แห่ง อุโมงค์แรก อ.สอง จ.แพร่ ยาว 6.4 กม. ซึ่งยาวที่สุดในประเทศ อุโมงค์ที่สอง อ.เมืองพะเยา 2.8 กม. และอุโมงค์สุดท้าย อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย 3.6 กม. ตลอดระยะทาง มีระบบป้องกันอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เช่น สะพานข้าม ทางยกระดับ

อย่างไรก็ดี ได้เดินทางไปร่วมประชุมว่าด้วยการประชุมขนส่งที่ยั่งยืน ซึ่งจัดโดยองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยง (คอนเน็กติวิตี้) ทั้งในส่วนของประเทศที่เป็นแลนด์ล็อกและหมู่เกาะ โดยเน้นเรื่องของการสร้างถนนและทางรถไฟ เพื่อเชื่อมออกสู่ประเทศที่มีท่าเรือ รวมทั้งเชื่อมโยงกับเส้นทางตามยุทธศาสตร์ 1 Belt 1 Road ของจีน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่แถบเอเชียกลาง

นายอาคม กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการเชื่อมระบบขนส่งในแต่ละระบบ (มัลติโมดูล) ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นด้านระบบราง เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะในเมือง เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมทั้งความปลอดภัยในการขนส่งคมนาคม เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากสถิติทั่วโลกเฉลี่ย 1,000 ล้านคน/ปี ซึ่งส่วนใหญ่ 90% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และยังได้หารือกันถึงการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดนตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส)

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 7-10 ธ.ค. นี้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปร่วมประชุม รมว.คมนาคมอาเซียน ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เพื่อหารือความร่วมมือความมั่นคงด้านการคมนาคมขนส่งและการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและรัสเซีย

 

กรมพัฒน์ฯ ดึงค้าส่ง-โชห่วย 6 พันร้าน ลดราคาสินค้า เซฟค่าครองชีพ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797962

 

กรมพัฒน์ฯ จับมือ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ร้านค้าส่งปลีกในท้องถิ่นกว่า 6,000 ร้านค้า ใน 60 จังหวัด จัดงานลดราคาสินค้าพิเศษรับปีใหม่ 20-80% เริ่ม 1 ธ.ค. 59 ถึง 31 ม.ค. 60 คาดเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท ลดค่าครองชีพได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน …

วันที่ 30 พ.ย. 59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และร้านค้าส่ง-ปลีก ที่ได้รับการพัฒนาจากกรมฯ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าภายใต้ชื่องาน “ค้าส่งรวมใจ โชห่วยไทยคู่สังคม” ซึ่งจะจัดเป็นวาระพิเศษ ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 59-31 ม.ค. 60 รวม 2 เดือน โดยมีเครือข่ายร้านโชห่วยกว่า 6,000 ร้านค้า ใน 60 จังหวัด เข้าร่วมจัดงาน และจะลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลง 20-80% เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัด

สำหรับการจัดมหกรรมลดราคาสินค้าในครั้งนี้ จะเป็นการลดราคาสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายในท้องถิ่น หรือสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ซึ่งจะเข้าร่วมลดราคาถึง 80% ถือเป็นการเปิดตัวสินค้าที่ผลิตโดยคนในท้องถิ่น จำหน่ายและบริโภคในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ก่อนที่จะขยายเป็นสินค้าในระดับจังหวัด คาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพได้ไม่ต่ำกว่า 100-150 ล้านบาท

“การจัดงานเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในการซื้อหาสินค้าราคาถูกในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกระทรวงฯ จะร่วมกับห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ จัดงานลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ถึง 21 วัน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 59-4 ม.ค. 60 แต่ในส่วนของ กรมฯ จะเป็นการรุกช่วยเหลือลงลึกไปถึงประชาชนในระดับท้องถิ่น ตำบล อำเภอ โดยใช้กลไกของร้านโชห่วยที่มีกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อช่วยเหลือคนในต่างจังหวัด”

อย่างไรก็ตาม กรมฯ มั่นใจว่าการจัดงานนี้ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเกิดการเกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการมาแล้วรวม 9 ครั้ง มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 3,954 ล้านบาท

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กรมฯ และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ยังได้ร่วมกันจัดทำข้าวถุง “โชห่วย ช่วยชาวนา-ข้าวดีมีราคา ชาวนามีสุข” เพื่อ “ทำดีถวายพ่อหลวง” โดยนำข้าวสารที่รับซื้อจากชาวนาโดยตรงมาบรรจุถุง และนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ที่เดินทางจากทั่วประเทศ ที่มาเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณท้องสนามหลวงด้วย จำนวน 20,000 ถุง และเตรียมนำแจกจ่ายให้แก่องค์กรการกุศลอื่นๆ ที่ต้องการด้วย

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.06 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798117

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 13.06 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 69,967.04 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 30 พ.ย.59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 13.06 จุด เปลี่ยนแปลง 0.87% ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 69,967.04 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

‘ไปรษณีย์ไทย’ ขยายเวลาบริการถึง 2 ทุ่ม เริ่ม กทม.-ปริมณฑล-ศูนย์การค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798006

 

บริษัท ไปรษณีย์ไทย ขยายเวลาให้บริการลูกค้าถึง 20.00 น. เริ่มพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล และศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ…

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 59 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายเวลาในการให้บริการไปรษณีย์ถึงเวลา 20.00 น. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมไปถึงเคาน์เตอร์ให้บริการภายในศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผู้ใช้บริการสามารถฝากส่งสิ่งของได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ท่าอากาศยาน และเคาน์เตอร์ให้บริการไปรษณีย์ในศูนย์การค้า อาทิ หลักสี่ สามเสนใน จตุจักร ลาดพร้าว คลองจั่น หัวหมาก ยานนาวา บางนา อ่อนนุช พระโขนง ภาษีเจริญ ซีคอนสแควร์ เซ็นทรัลซิตี้บางนา เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า ซีคอนสแควร์ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เมกะ บางนา เดอะมอลล์นครราชสีมา Asawann Shopping Complex 1 กาดสวนแก้ว และจีซีเอสเชียงใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบรายชื่อ และช่วงเวลาการให้บริการของที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศได้ ที่เว็บไซต์ ไปรษณีย์ไทย หรือสอบถามข้อมูลการใช้บริการเพิ่มเติมที่ THP Contact Center 1545

 

เลื่อนจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อย เริ่ม 3 ธ.ค. เช็กชื่อทางเว็บสรรพากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798022

 

ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตรวจชื่อได้ที่เว็บสรรพากร-แบงก์รัฐที่ยื่นลงทะเบียน ด้าน ปลัดคลัง เผย มาตรการลดภาระค่าน้ำ-ไฟ อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วน ช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 จ่อเข้า ครม.เร็วๆนี้…

วันที่ 30 พ.ย.59 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ว่า ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องการตรวจสอบผลการลงทะเบียน สามารถเข้าไปที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร แล้วกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตน โดยระบบจะแจ้งผลการลงทะเบียนให้ทราบ

ส่วนใครที่ไม่สะดวกเข้าตรวจสอบทางเว็บไซต์ สามารถสอบถามได้จากทางธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารกรุงไทย ที่ได้ยื่นลงทะเบียนเอาไว้

สำหรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว จ่ายเพียงครั้งเดียว ระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค. 2559 โดยผู้มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชี 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–100,000 บาท จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชี 1,500 บาท

ทั้งนี้ ผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ในปี 2559 เพื่อรับสวัสดิการจากภาครัฐนี้ สามารถลงทะเบียนได้ในปีหน้า โดยรัฐบาลกำหนดวันลงทะเบียนไว้คือ สามารถลงทะเบียนในวันที่ 1-30 กันยายนของทุกปี

ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยการโอนเงินให้ประชาชนที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8.3 ล้านคน ตามมาตรการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. ว่า จะดำเนินการเป็นรอบๆ เริ่มวันที่ 1-30 ธ.ค.59 แต่กระทรวงคลังขอเลื่อนไปเริ่มจ่ายเป็นวันที่ 3 ธ.ค. เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนทั้งภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร 8.3 ล้านรายอีกครั้ง เพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดและป้องกันความผิดพลาด โดยหลังจากตรวจสอบเรียบร้อยจะดำเนินการตามขั้นตอนจ่ายเงินทันที

ส่วนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ที่มีข่าวว่าจะเลื่อนมาเร็วขึ้นนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับมอบนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่หากฝ่ายนโยบายสั่งการมาก็พร้อมดำเนินการได้ทันที เพราะไม่ยุ่งยาก และรัฐบาลต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยเข้ามาใช้สิทธิให้มากที่สุดพร้อมยืนยันการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ไม่เหมือนการใช้งบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเหมือนที่ผ่านมา และหลังจากนี้การช่วยเหลือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับมาตรการลดภาระค่าน้ำ-ค่าไฟ ให้กับผู้มีรายได้น้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งอาจจะทำคู่กับการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยอีกรอบ

นอกจากนี้ ได้เสนอมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณา คาดว่าจะมีการพิจารณาในเร็วๆ นี้ สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการได้เสนอไปมากกว่า 1 สัปดาห์ที่เคยดำเนินการในปีก่อน ส่วนวงเงินที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 15,000 บาทเช่นเดิม สำหรับรายละเอียดคงต้องขึ้นกับ ครม.จะเป็นผู้พิจารณา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แจงขั้นตอน โอนเงินผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน ผ่านบัญชีแบงก์รัฐ ธ.ค.นี้

 

11เดือน ไทยส่งออกข้าว 9.18 ล้านตัน มั่นใจ ทั้งปีตามเป้า 9.5 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797936

 

พาณิชย์ เผย 11 เดือน ไทยส่งออกข้าวได้แล้ว 9.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.7% มั่นใจทั้งปี ได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ปลื้ม ข้าวหอมมะลิไทย ชนะเลิศรางวัลประกวดข้าวดีเด่นของโลกปี 59 …

วันที่ 30 พ.ย. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการส่งออกข้าวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-28 พ.ย. 59 ว่า มีการขออนุญาตส่งออกรวมทั้งสิ้น 9.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.70% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 คิดเป็นมูลค่า 4,159 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.55% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 145,000 ล้านบาท มั่นใจว่าการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 59 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 9.5 ล้านตัน

ทั้งนี้ นอกจากปริมาณข้าวส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ในด้านราคาส่งออกข้าวไทยปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว โดยข้าวทั้ง 3 ชนิดคิดเป็นสัดส่วน 77% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด โดยประเทศผู้นำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรกอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย ได้แก่ เบนิน, ไอวอรีโคสต์, ญี่ปุ่น, จีน, แองโกลา, แคเมอรูน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, คองโก และโมซัมบิก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 59 ผลผลิตข้าวของไทยออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อรองรับ และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกรมฯ ได้เร่งจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ข้าวไทยสามารถแข่งขันด้านราคากับข้าวจากประเทศคู่แข่ง เพราะราคาไม่ได้ห่างกันมากแล้วในปัจจุบัน และมีความได้เปรียบด้านคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งปริมาณการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นการสำรองข้าวไว้จำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่กำลังใกล้เข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์”

นอกจากนี้ ในเดือน พ.ย. 59 ข้าวหอมมะลิไทยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดข้าวดีเด่นของโลกประจำปี 2559 (The World’s Best Rice Award) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานประชุมข้าวโลก ครั้งที่ 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดโดย นิตยสารต่างประเทศ The Rice Trader รางวัลดังกล่าว ช่วยตอกย้ำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

นางดวงพร กล่าวว่า ส่วนปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันที่ผ่านมา ทำให้เกิดมิติใหม่ในวงการค้าข้าวของไทย โดยเกษตรกรไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ให้นำข้าวที่ผลิตออกมาจำหน่ายโดยตรง ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค ทำให้เกิดสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ สะท้อนถึงความเกื้อกูลของสังคมไทยที่อาจพัฒนาไปสู่ช่องทางการค้าที่พัฒนามากขึ้นในอนาคต

 

เนสท์เล่อัดแคมเปญ-ราคากระตุ้นกำลังซื้อปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797977

 

“เนสท์เล่ (ไทย)” เปิดตัวแคมเปญ “เนสท์เล่ โอ้โห” กระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปีและเทศกาล โดยนำขบวนสินค้าในพอร์ตยอดนิยมขายในราคาสุดคุ้ม พร้อมมอบของพรีเมียม…

น.ส.สมฤดี บุญให้เจริญ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารและบริการทางการตลาด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ กล่าวว่า เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่เหนียวแน่น ล่าสุด ได้จัดแคมเปญ “เนสท์เล่ โอ้โห” ขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ช่วงสุดท้ายของปี 2559 โดยมั่นใจว่า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่า พร้อมทั้งของพรีเมียมถูกใจ จะสร้างปรากฏการณ์โอ้โหให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายของปีได้แน่นอน

ทั้งนี้ เนสท์เล่ คัดสรรผลิตภัณฑ์ยอดนิยมหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับแคมเปญนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกจับจ่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รสชาติอร่อย มีคุณค่าโภชนาการในราคาประหยัดและถูกใจทุกคนในครอบครัว เช่น ไมโล เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ และเนสวิต้า ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่และสาวๆ ที่มีคุณค่าจากใยอาหารและธัญพืชโฮลเกรน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เนสกาแฟเบลนด์ แอนด์ บรู ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด ที่ผลิตจากเทคโนโลยีพิเศษเอกสิทธิ์เฉพาะ ที่ช่วยกักเก็บความหอมอร่อยกลมกล่อมของกาแฟแท้ๆ คั่วบดละเอียด โดยสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่กับแคมเปญดังกล่าวได้แล้ว ที่ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ร่วมรายการทั่วประเทศ วันนี้ ถึง 4 ม.ค. 2560 พร้อมรับของพรีเมียมฟรี ณ จุดขายตามเงื่อนไข ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nestle.co.th หรือ สอบถามที่ Call Center 02-657-8601.