“พิชัย” ซัดรัฐบาลแจกเงินสูญเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249920

ปชป., เหลื่อมล้ำ, ประชานิยม, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, พิชัย, ซัด, รัฐบาล, แจก, เงิน, สูญเปล่า

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 23 พ.ย. 2559

“พิชัย” ซัดรัฐบาลแจกเงินสูญเปล่า

“พิชัย” ซัดรัฐบาลแจกเงินสูญเปล่า ซ้ำรอยประชาธิปัตย์ สร้างความเหลื่อมล้ำ แนะ แก้ปัญหาระยะยาว ชี้ประชานิยม หวังคะแนนนิยม

 

23 พ.ย. 59 – นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นของขวัญปีใหม่จำนวน 1,500 บาท ถึง 3,000 บาท ว่า ตามที่ตนเคยเตือนแล้วว่าเศรษฐกิจปลายปีจะถดถอย แต่รัฐบาลก็ออกมาเถียงว่ายังคงดี แต่ในที่สุดก็ต้องออกมายอมรับ โดยเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งที่เคยบอกว่าไม่จำเป็น แต่การแจกเงินในแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่พยายามจะช่วยเหลือประชาชนในภาวะลำบาก แต่จะไม่ได้เกิดประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะเศรษฐกิจในภาพรวมยังแย่อย่างมากจากการลงทุนที่หดหาย และการส่งออกที่ลด รายได้ของประเทศหายไปมาก เศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้องแก้ในภาพรวมของทั้งประเทศมากกว่าการแจกเงินให้กับประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ต่างจากเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ทำไปแล้วศูนย์เปล่า ซึ่งรัฐบาลน่าจะเรียนรู้จากบทเรียนการแจกเงินสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่เกิดประโยชน์เลย แถมมีคำถามอีกว่า การแจกเงินแบบนี้เป็นประชานิยมหรือไม่ และทำให้ประเทศเสียหายด้วยหรือไม่

ทั้งนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น เพราะผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ การใช้งบประมาณทั้งหมด 12,759 ล้านบาท เพื่อแจกให้กับประชาชนบางกลุ่มจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนที่ยังลำบากและไม่ได้รับจะรู้สึกถูกทอดทิ้งเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ ดังนั้นจึงควรใช้เงินนี้กับโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนทุกภาคส่วนให้มากที่สุด

นายพิชัย กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลแจกเงินประชาชนแล้วประเทศเจริญ รัฐบาลคงไม่ต้องมาคิดนโยบายและสร้างโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆให้กับประเทศแล้ว รัฐบาลควรพัฒนาแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่องให้ประชาชน ดีกว่านโยบายที่ให้ผลแค่ระยะสั้นแบบนี้ ประสบการณ์ก็มีแล้วจากสมัยประชาธิปัตย์ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ใช้แล้วก็หมดไป รัฐบาลควรคิดให้เบ็ดมากกว่าที่จะให้ปลา เพราะประขาชนยังนำไปหากินในอนาคตได้

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าอาจจะเป็นการหาเสียงของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง เพราะคะแนนความนิยมของรัฐบาลที่ผ่านมาตกต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น เรื่องราคาข้าว และราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ตกต่ำมาก จึงทำให้ต้องหาทางออกโดยการแจกเงินเพื่อหวังฟื้นคะแนนนิยมที่ยังทรุดหนัก.

 

“อัศวิน”เตรียม 6 นโยบายเพื่อคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249914

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  23 พ.ย. 2559

“อัศวิน”เตรียม 6 นโยบายเพื่อคนกรุง

“อัศวิน”เตรียมเปิดนโยบายธ.ค.นี้ ชู 6 ประเด็น “สะอาด-สะดวก-ปลอดภัย-คุณชีวิตดี-วิถีพอเพียง-ก้าวหน้าสู่สากล”

          23 พ.ย. — รายงานข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) แจ้งว่า ภายในเดือนธ.ค.นี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จะร่วมแถลงนโยบายการบริหารงานกทม.อย่างเป็นทางการ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.สะอาด จะมีการเร่งรัดการจัดเก็บขยะในพื้นที่สาธารณะ และพัฒนาการการกำจัดขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลอง การจัดทำตลาดให้มีความสะอาด จัดทำทางเท้าสะดวกปลอดภัย นอกจากนี้จะบริหารราชการด้วยความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนติดตามการบริหารงบประมาณร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) 2.สะดวก จะเร่งรัดปรับปรุงระบบระบายน้ำเร่งรัดการระบายน้ำ การลอกท่อระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่แก้มลิงในอาคาร การแก้ไขปัญหาจุดตัดทางแยกของถนน การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบหลัก ระบบรอง และทางเลือก การพัฒนาปรับปรุงป้ายอัจฉริยะ การนำระบบสารสนเทศมาใช้จัดการจราจร ตลอดจนการจัดระเบียบทางเท้าและสาธารณูปโภค

           3.ปลอดภัย จะมีการปรับสภาพแวดล้อมกำจัดจุดเสี่ยง การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) เพิ่ม Public eyes (สายตาประชาชน) เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแล และ Private security หรือ การป้องกันภัยภาคเอกชน 4.คุณภาพชีวิตดี วิถีพอเพียง จะพัฒนาโรงเรียนกทม. พัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพ พัฒนาหอสมุดเมือง พัฒนาห้องสมุดชุมชน พัฒนาด้านการท่องเที่ยวการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกทม. นอกจากนี้จะเพิ่มขีดความสามารถการให้การบริการทางการแพทย์และอนามัย รวมทั้งเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข ตลอดจนเตรียมพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

             5.การมีส่วนร่วมบูรณาการสานเครือข่าย โดยเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะ ธุรกิจจิตอาสา การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง และการใช้ระบบสาระสนเทศส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่าย 6.ทันสมัยก้าวหน้าสู่สากล จะพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของสำนักงานเขต ปรับปรุงระบบไอที เพื่อการบริการและการสนับสนุนไอที เพื่อการบริหารงาน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเมือง

             รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2559 เรื่อง การให้ผู้ว่าราชการ กทม. พ้นจากตําแหน่ง และการแต่งตั้งผู้ว่าราชการ กทม. โดย 1 ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. พ้นจากตําแหน่ง ให้ผู้ดํารงตําแหน่งรองผู้ว่าราชการ กทม. อยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ พ้นจากตําแหน่ง และ 2 ให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการ กทม. เป็นผู้ว่าราชการ กทม. และให้มีรองผู้ว่าราชการ กทม. ไม่เกิน 4 คนตามที่ผู้ว่าราชการ กทม. แต่งตั้งตาม ม.49 (3) และ ม.55 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ.2528 จนกว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. หรือ คสช. มีคําสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น การแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าราชการ กทม. ให้กระทําได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี

           จากนั้นในวันที่ 21 ต.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ได้แต่งตั้งรองผู้ว่าฯกทม. จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน 2.นายจักกพันธุ์ ผิวงาม 3. นางวรรณวิไล พรหมลักขโณ และ 4.นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รวมทั้งแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.และที่ปรึกษา อีก 9 ราย ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ราย เลขานุการผู้ว่าฯกทม.และผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯกทม. 5 ราย เพื่อเข้ามาบริหารงานกรุงเทพมหานคร

‘พาณิชย์’ เร่งแก้ไข หลังเกษตรกรร้องไม่มีโรงงานรับซื้อข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797277

 

‘พาณิชย์’ เร่งแก้ไขปัญหาข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ หลังเกษตรกรร้องไม่มีโรงงานรับซื้อ เร่งประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศช่วย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.59 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงฯ จะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หลังจากที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จ.นครราชสีมา เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ในเครือของผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ เพราะเกรงว่าเมื่อนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์แล้วส่งออกเนื้อสัตว์ อาจทำให้ประเทศผู้นำเข้ากีดกันการนำเข้าได้ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อม และบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

สำหรับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นกำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ แต่มีรายชื่อได้รับการช่วยเหลือจากโครงการประกันรายได้เมื่อปี 49 ซึ่งจะขอความร่วมมือให้จังหวัดเป็นผู้รับรองเกษตรกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่ไม่มีรายชื่อในฐานการช่วยเหลือประกันรายได้เมื่อปี 49 จะให้กลุ่มสหกรณ์รวบรวมรายชื่อมาให้กระทรวงพาณิชย์ จากนั้นกระทรวงฯ จะประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ อาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจด้วย หากได้ราคาเท่ากัน อาจจูงใจให้เกษตรกรบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนได้ สำหรับราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิล่าสุด โรงงานอาหารสัตว์รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 7.30-7.60 บาท ถ้าพื้นที่นอกเอกสารสิทธิจะรับซื้อที่กก.ละ 6.30-6.60 บาท

สำหรับกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ร่วมกับชาวไร่ข้าวโพดประมาณ 50 คน เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการควบคุมสินค้าและบริการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ในกรณีลดภาษีนำเข้าข้าวสาลีจาก 27% เป็น 0% และปล่อยให้มีการนำเข้าข้าวสาลีมาทำลายราคาข้าวโพดภายในประเทศนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการลดภาษี แต่เป็นการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

 

ครม.ไฟเขียวให้ชาวประมงกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปลี่ยนอาชีพอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797142

 

ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย อนุมัติเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ชาวประมงขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปลี่ยนอาชีพได้ พร้อมขยายเวลาโครงการสินเชื่อถึง 30 เม.ย.60 …

วันที่ 29 พ.ย. 59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย โดยอนุมัติให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์สำหรับการขอรับสินเชื่อ ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือชาวประมง โดยให้การขอรับสินเชื่อสามารถครอบคลุมไปถึงกรณีที่ชาวประมงจะขอเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย รวมทั้งอนุมัติให้ขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 60

นายณัฐพร กล่าวว่า วันนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบในหลักการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพิ่มเติม หลังจากเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบในหลักการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือตามโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือชาวประมง “ประมงไทย ก้าวไกลสู่สากล” ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาทไปแล้ว

โดยวันนี้ ได้มีการขออนุมัติให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของวงเงินให้การช่วยเหลือดังกล่าว จากเดิมเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการประมง ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่ต้องการนำเงินไปปรับปรุงเรือประมง หรือเปลี่ยนเครื่องมือทำการประมง รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนควบให้ถูกกฎหมาย แต่เนื่องจากมีชาวประมงจำนวนมาก มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าว แต่ไม่ต้องการประกอบอาชีพประมงอีกต่อไปแล้ว โดยต้องการเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นแทน เช่น ชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และชาวประมงในพื้นที่จันทบุรี จะขอเปลี่ยนอาชีพไปทำการเพาะปลูก เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง การทำปศุสัตว์ การแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นต้น

“วงเงินเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้ที่ 500 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันมีผู้มาเข้าร่วมโครงการแล้ว 129 ราย คิดเป็นวงเงินกู้ 128 ล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 352 ล้านบาท วันนี้ ครม.จึงอนุมัติให้สามารถเพิ่มวัตถุประสงค์ของการกู้เงินให้ครอบคลุมกรณีชาวประมงที่จะขอเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย ขณะเดียวกัน ให้ขยายระยะเวลาโครงการออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.60” ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ระบุ

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.60 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797127

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.24% ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,000.47 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 29 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.24% ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,000.47 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน).

 

บขส. เตรียมพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน ถ.กำแพงเพชร 2 สร้างจุดจอดรถตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797072

 

บขส. ทุ่มงบกว่า 145 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 ก่อสร้างสถานีจอดรถตู้โดยสาร รองรับประชาชน พร้อมเปิดให้บริการ 1 พ.ค. 60 …

วันที่ 29 พ.ย. 59 พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหารถตู้โดยสารว่า ตามที่ บขส. ได้ดำเนินการตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, สายใต้ปิ่นเกล้า, เอกมัย) พบว่า ปัญหาร้องเรียนที่เกิดจากรถตู้โดยสารลดลง สามารถควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร รวมถึงแก้ปัญหาจราจร และปัญหาผู้มีอิทธิพลได้

นอกจากนี้ เพื่อให้การจัดระเบียบรถตู้โดยสารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของการใช้พื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เป็นพื้นที่จอดรถตู้ พบว่า ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความแออัดของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ที่พักคอยผู้โดยสาร ไม่เพียงพอ บขส. จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 ซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีขนส่งฯ จตุจักร เป็นสถานีจอดรถตู้โดยสารที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องจำหน่ายตั๋ว ห้องพักผู้โดยสาร ร้านค้า ห้องน้ำ และที่จอดรถ โดยใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 145 ล้านบาท

ทั้งนี้ บขส.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 สำหรับสถานีจอดรถตู้โดยสาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 มีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ แบ่งการพัฒนาพื้นที่ เป็น 3 เฟส โดยเฟสแรก บขส.จะพัฒนาเป็นสถานีจอดรถตู้โดยสาร ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว (อาคารเบา) เป็นสถานีปิด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สามารถจอดรถตู้โดยสารได้ 154 ช่องจอด มีที่จอดรถยนต์ให้ผู้มาใช้บริการสถานีฯ ประมาณ 110 คัน รถจักรยานยนต์ 200 คัน และสามารถรองรับผู้โดยสารในช่วงเวลาที่หนาแน่นได้ถึง 1,500–2,000 คน ซึ่งปกติผู้โดยสารรถตู้ที่สถานีขนส่งฯ จตุจักร จะมีวันละ 30,000 คน ส่วนพื้นที่เฟส 2 และ เฟส 3 จะใช้เป็นที่จอดรถสำรองวินรถตู้, รถโดยสารขนาดใหญ่ และในอนาคตจะสร้างสะพานลอยเชื่อมต่อระหว่างสถานีขนส่งฯ จตุจักร กับสถานีจอดรถตู้โดยสารด้วย

 

ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว หักลดหย่อนเพิ่มเป็น 3 หมื่นบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797042

 

ครม. เห็นชอบมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว นำรายจ่าย 1-31 ธ.ค. หักลดหย่อนเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท ขณะที่ มาตรการช็อปช่วยชาติ ยังไม่ได้มีการพิจารณา “กอบศักดิ์” ยัน จะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมแน่นอน …

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ประชุมครม. ยังไม่ได้มีการพิจารณามาตรการช็อปช่วยชาติ แต่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมครม. ในช่วงต่อไป ซึ่งมีเพียงการอนุมัติมาตรการส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น

ด้าน นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และขณะเดียวกันเป็นช่วงประชาชนเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามการท่องเที่ยวผิดกฎหมายอาจจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นระยะสั้นๆ กระทรวงการคลัง จึงเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้มีเงินได้ ซึ่งจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยกำหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.-31 ธ.ค.59 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมทั้งหมดไม่เกิน 15,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 15,000 บาท เมื่อช่วง 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 ซึ่ง 2 มาตรการนี้ รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการนี้จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีประมาณ 150 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกัน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่ให้เกิดไหลออกไปนอกประเทศ และยังเป็นการดึงผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และโรงแรมให้เข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย.

 

คืนนี้ 4 ทุ่ม! ปิดสะพานรัชโยธินเสมือนจริง ก่อนถกอีกครั้ง 6 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797006

 

ได้ข้อสรุป 4 ทุ่มคืนนี้! ปิดสะพานรัชโยธินเสมือนจริง ยาวไม่มีกำหนด ลดช่องจราจรเหลือ 1-2 ช่อง ก่อนถกอีกครั้ง 6 ธ.ค.นี้ ประเมินสถานการณ์ กำหนดวันรื้อสะพานอีกครั้ง …

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รรท.รองผบ.ตร. เป็นประธานประชุมแก้ไขปัญหาจราจร หลังรื้อถอนสะพานข้ามแยกรัชโยธิน โดยมี พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท.รองผบช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รรท.ผบก.จร. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร. (สนข.)

พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ทดลองปิดสะพานข้ามแยกดังกล่าว เพื่อสังเกตการณ์จราจรว่าติดขัด หรือมีปัญหาบริเวณใดบ้าง ตั้งแต่วันที่ 22 -28 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้ตำรวจเป็นผู้เปิด-ปิดสัญญาณไฟด้วยตนเองตามแยกต่างๆ แทนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และนำกล้องจากแยกใกล้เคียงแยกรัชโยธินมาตรวจสอบปริมาณรถที่กระจายตัวออก เบื้องต้น เมื่อวันที่ 22 พ.ย.มีผู้ใช้ถนนเพียง 1 รายที่โทรศัพท์มาแจ้งปัญหา และพบว่า รูปแบบจัดการจราจรดังกล่าว ยังถือว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยช่วงเวลาที่รถติดสาหัสที่สุดช่วง 07.00-07.30 น. และ 18.00-18.30 น.

อย่างไรก็ตามในคืนนี้ (29 พ.ย.) เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จะปิดสะพานเสมือนจริง โดยปิดยาวไม่มีกำหนดเวลาแบบที่เคยทำมา และลดช่องจราจรจาก 3 ช่องเหลือ 1-2 ช่อง ในกรณีมีรถแบ็กโฮที่ใช้ในการก่อสร้าง และช่องจอดรถประจำทาง รวมถึงจะนำเครื่องมือตรวจวัดจำนวนรถมาติดตามแยกทั้ง 49 แยก ในพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก และแยกที่เชื่อมต่อกับแยกรัชโยธิน เพื่อนำมาคำนวณหาปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้น และตรวจสอบสภาพปัญหาที่แท้จริง

นอกจากนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มาให้คำแนะนำ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาสังเกตการณ์ 7 วัน และจะนัดประชุมประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ หากไม่ต้องแก้ไขแล้ว จะนัดวันรื้อสะพานและก่อสร้างตามแผนต่อไป โดยยืนยัน เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด

 

พาณิชย์ ปลื้มผลเจรจาขายข้าว หอมมะลิร้อยเอ็ดมีออเดอร์ 1.47 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796976

 

พาณิชย์ปลื้ม! เผยโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวสารของพาณิชย์จังหวัดสำเร็จเกินคาด ล่าสุด จ.ร้อยเอ็ด จับคู่ธุรกิจซื้อขายข้าวหอมมะลิกว่า 1.47 แสนตัน มูลค่ากว่า 2.5 พันล้าน ส่วนจังหวัดอื่น เชื่อมโยงการซื้อขายได้ 2.37 ล้าน กก. มูลค่ากว่า 70 ล้าน …

วันที่ 29 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทยอยรายงานผลการเชื่อมโยงตลาดข้าวสารให้กับเกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายข้าวสาร ทั้งการจำหน่ายตรงให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ ซึ่งพบว่า ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิ และจับคู่ธุรกิจในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 ที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการค้าข้าว และภาคเอกชน เข้าร่วม 123 ราย มีการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวหอมมะลิระหว่างเกษตรกร และผู้ประกอบการค้าข้าวรวม 26 คู่สัญญา ปริมาณ 147,855 ตัน แบ่งเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ 81,800 ตัน ข้าวสารหอมมะลิ 66,055 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,542.73 ล้านบาท

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต่างๆ ยังได้รายงานผลการดำเนินการเชื่อมโยงตลาดข้าวสาร ตั้งแต่วันที่ 1-25 พ.ย.59 โดยสามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าวสารได้รวม 2.378 ล้านกิโลกรัม มูลค่าราว 70.517 ล้านบาท

“การเชื่อมโยงตลาดข้าวสาร ส่งผลให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการค้าขายปกติ และยังส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้น ทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงฯ จะยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวสารให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วันที่ 29 พ.ย.59 ราคาข้าวสารขาว 5% ตันละ 11,700-11,800 บาท จากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ตันละ 11,500-11,600 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% (ความชื้น 15%) จ.พระนครศรีอยุธยา ตันละ 7,450-7,550 บาท ปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ตันละ 7,400-7,500 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ฤดูกาลผลิตปี 59/60 (ความชื้น 15%) จ.บุรีรัมย์ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท จากสัปดาห์ก่อนเฉลี่ยตันละ 9,700-9,800 บาท ขณะที่ราคาส่งออกข้าวไทยเทียบกับประเทศคู่แข่ง พบว่า ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย (เอฟโอบี) ตันละ 364 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนาม ตันละ 345 เหรียญสหรัฐฯ อินเดีย ตันละ 350 เหรียญสหรัฐฯ และปากีสถาน ตันละ 355 เหรียญสหรัฐฯ.

 

พาณิชย์ ขอคนไทยช่วยชาวนา ซื้อข้าวมอบเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 14:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796897

 

พาณิชย์ รณรงค์คนไทยช่วยชาวนาซื้อข้าว-ผลิตภัณฑ์จากข้าว มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่กัน หวังช่วยกระตุ้นการบริโภค พร้อมสั่งทุกหน่วยงานในสังกัด ใช้ข้าวมอบเป็นของที่ระลึก เน้นข้าวคุณภาพดี ข้าวหลากสี …

วันที่ 29 พ.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งรณรงค์ให้ประชาชนคนไทย ร่วมแรงร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือชาวนา โดยขอให้ใช้ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว มาจัดเป็นกระเช้าปีใหม่ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่กันและกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อข้าว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่อง ทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลดีต่อชาวนา ที่จะขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในการนำข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวเป็นของขวัญปีใหม่นั้น ประชาชนสามารถเลือกซื้อข้าวชนิดพิเศษต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นของขวัญได้ เพราะข้าวไทยมีหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสีชนิดต่างๆ เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าวออร์แกนิก และข้าวที่ได้รับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ซึ่งเป็นข้าวที่บริโภคแล้วดีต่อสุขภาพ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยมีผลการศึกษายืนยันชัดเจน

ส่วนผลิตภัณฑ์จากข้าว ก็มีหลากหลายที่สามารถนำไปใช้เป็นของขวัญปีใหม่ได้ เช่น น้ำมันรำข้าว ของว่างและขนมขบเคี้ยว เนยขาวและครีมเทียม กะทิ เครื่องดื่มที่ทำจากข้าว อาหารเสริมที่ทำจากข้าว และยังมีเครื่องสำอางที่ทำจากข้าว เช่น แป้งฝุ่น แป้งพัฟ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในระดับกรม และหน่วยงานที่อยู่ในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ให้ใช้ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว มอบเป็นของขวัญปีใหม่ รวมถึงมอบเป็นของที่ระลึก กรณีมีการจัดงานหรือจัดกิจกรรมในช่วงนี้ โดยให้เน้นข้าวคุณภาพดี ข้าวสี และข้าวจีไอ เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทยอีกทางหนึ่ง