‘ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง’ Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524745

'ทุกคนมีสถานที่แห่งความสุขของตัวเอง' Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน

โดย  รอนแรม  ภาพ : Go Journey Together

เธอเชื่อว่า การเดินทางสร้างความสุขและความทรงจำ เธอจึงอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางผ่านเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน โดย แอนน์-สุพรรณิการ์ ชารีนิวัตร นักผลิตคอนเทนต์ และผู้เสพติดการเดินทาง ชอบธรรมชาติ ชอบออกไปเห็นฟ้า เห็นน้ำ เห็นภูเขา เห็นบ้านเมือง และผู้คน

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แอนน์เล่าว่า อาจเริ่มตั้งแต่สมัยทำงานด้านสื่อใหม่ๆ ทำรายการสารคดีที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อหาข้อมูลและถ่ายทำ การเดินทางจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปโดยปริยาย

“เหตุผลที่ทำเพจขึ้นมาเพราะความอยากล้วนๆ” เธอกล่าวต่อ

“เราเป็นคนเสพติดการเที่ยวมาตลอด และทำงานด้านสื่อที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศอยู่แล้ว จึงอยากทำเรื่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์แบบง่ายๆ เลยชวนรุ่นน้อง (โย่-ฐิวากร ศรีลิโก) มาทำเพจด้วยกัน ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายภาพเป็นหลัก ส่วนแอนน์จะดูแลส่วนเนื้อหา การนำเสนอ รวมถึงออกทริปถ่ายภาพเล่าเรื่องในมุมมองที่สัมผัสและรู้สึก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จนตอนนี้แอนน์กลายเป็นคนที่อยู่นิ่งนานๆ ไม่ได้แล้ว มันจะเฉา ต้องเคลื่อนตัว พาตัวเองไปในที่ใหม่เหมือนการได้กดรีเฟรชตัวเอง ซึ่งมันได้ผลเสมอ”

แอนน์ยังกล่าวด้วยว่า การเปิดเพจครั้งแรกย่อมเป็นเรื่องยากเพราะความไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร เธอจึงใช้วิธีคิดเดียวกับการทำรายการทีวีคือ หากลูกเพจคือผู้ชม ทุกอย่างที่นำเสนอจะต้องมีประโยชน์และสามารถหยิบไปใช้ได้

ดังนั้น ทุกโพสต์จึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากออกเดินทาง

“การที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ อย่างแรกคือ รูปเราต้องสวย ซึ่งต้องสวยแบบไม่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และสามารถดึงดูดใจให้คนอยากไปตาม อย่างถัดมาคือ เนื้อหา โดยข้อมูลแต่ละช่วงต้องตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงนั้น เพื่อให้คนเดินทางตามได้จริงในตอนนั้นเลย

ลักษณะของเนื้อหาจะเขียนตามความรู้สึกนึกคิดของเราคือ เราไปเจออะไรมาแล้วรู้สึกยังไง เรามีความรู้สึกกับภาพตรงหน้านั้นยังไง เวลาลูกเพจอ่านและดูรูปเขาจะได้รู้สึกไปพร้อมกัน รวมทั้งยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมด้วย”

เพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน เริ่มต้นทำเมื่อเดือน พ.ค.ในปีที่ผ่านมา โดยแสนไลค์แรกได้มาตอนที่เพจมีอายุเพียง 5 เดือนจากโพสต์แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เรื่อง “ที่นี่…เชียงใหม่ ไปเท่าไหร่…ไม่มีเบื่อ” ที่ตอนนี้มียอดแชร์มากกว่า 1.7 แสนครั้ง กระทั่งปัจจุบันเพจมีคนติดตามทะลุ 2 แสนคนแล้ว

เธอเล่าต่อว่า ชื่อ Go Journey Together มาจากการที่เธอชอบเที่ยวไปกับเพื่อน ซึ่งการเดินทางไปด้วยกันคือ การใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง คนรัก หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง

“การเดินทางจะสร้างความสุข สร้างความทรงจำ เราเชื่อว่าทุกคนมีที่ที่เป็นความสุขของตัวเอง ดังนั้น เราต้องออกเดินทางไปหา และความสุขอาจมาในรูปแบบของความเหนื่อย ความลำบาก ผิดแผน หลงทาง หรือเรื่องเหนือความคาดหวังต่างๆ แต่ประสบการณ์พวกนี้แหละ จะทำให้เรานึกถึง และย้อนถึงเวลาที่มันผ่านไปแล้ว”

ในฐานะที่เดินทางมาแล้วทั่วประเทศไทย และหลายประเทศในโลกใบนี้ แอนน์สารภาพว่า ยังคงหลงรักประเทศไทยและยังเป็นประเทศสุดเจ๋งในใจของเธอตลอด

เพราะประเทศไทยมีครบทุกอย่างทั้งภูเขา ทะเล ป่าไม้ อากาศร้อน อากาศหนาว และมีจุดปลายทางที่สวยงามที่อยากไปเห็นกับตาตัวเอง

“การเดินทางสอนให้เราอดทน ทั้งอดทนที่จะรอคอยไปเจอความสุข และอดทนเพื่อจะไปเจอความทุกข์ความวุ่นวาย การเดินทางทำให้รู้ตัวเองว่า เราสามารถปรับตัวหรือรับมือกับเรื่องต่างๆ ที่เหนือการควบคุมได้ยังไงบ้าง และทำให้เรายอมรับตัวเองมากขึ้นด้วย”

พร้อมกับที่เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า

“เราอยากให้ทุกคนออกเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ออกไปหาที่ที่จะเป็นความสุขความทรงจำและใช้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นกับใครก็ได้ ส่วนโกเจอร์นีย์ทูเก็ตเธอร์ก็จะยังคงออกเดินทางสะสมที่แห่งความสุขต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเช่นกัน”

ติดตามการเดินทางของเธอได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Go Journey Together เจอนี่ไปด้วยกัน และในเดือน ธ.ค.นี้ เตรียมพบกับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ www.gojourneytogether.com

 

‘ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย’ ปะทะ ‘ทะเลบัวแดงหนองหาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524737

'ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย' ปะทะ 'ทะเลบัวแดงหนองหาน'

 โดย/ภาพ : จำลอง บุญสอง

หากกล่าวถึงทะเลบัวแดงของไทย ต้องยกให้ “ทะเลบัวแดงหนองหาน” จ.อุดรธานี พื้นที่ทะเลสาบน้ำจืดที่มีชื่อติดอันดับโลก สถานที่ที่อุดมไปด้วยดอกบัวสีชมพูหรือบัวสาย หรือที่เราเรียกกันว่าบัวแดงตามธรรมชาติขนาดหลายพันไร่ โดยมันจะชูช่อในช่วงเดือน ธ.ค.-ก.ค. ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเดินทางสู่ภาคอีสานจำนวนมาก

ทะเลบัวแดงหนองหาน

หนองหานคือทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขต อ.กุมภวาปี และพื้นที่บางส่วนใน อ.ประจักษ์ศิลปาคม ของ จ.อุดรธานี โดยทะเลบัวแดงจะค่อยๆ บานตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. บานเต็มที่ช่วงเดือน ม.ค. และค่อยๆ โรยในปลายเดือน ก.พ. จนกระทั่งหมดฤดูกาลทะเลบัวแดงราวเดือน มี.ค. บัวแดงหรือบัวสายนั้นจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ก่อนแสงแดดจะร้อนจัดจนกลีบดอกต้องหุบตัว

10 บัวสาย

นักท่องเที่ยวสามารถชมบัวแดงอย่างใกล้ชิด โดยการนั่งเรือท้องแบนของชาวบ้านไปตามร่องน้ำ เพื่อถ่ายภาพกับเหล่าบัวสาย ชมฝูงนกท้องถิ่นและนกอพยพ รวมถึงแวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนวัดกลางน้ำ โดยใช้เวลาล่องเรืออย่างจุใจได้ถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที

01 ทะเลภูเขาหินปูนยามเช้าเหนือหมู่บ้านชนเผ่าหยีที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อีกฟากหนึ่งของอีกประเทศ ณ “ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย” ที่ตั้งอยู่ในอำเภอชิวแป๊ะ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้รับการโปรโมทจากสื่อในประเทศจีนว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีบัวหลวงยิ่งใหญ่และสวยงาม จนทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับขึ้นมา

02 ล่องเรือชมทิวทัศน์สองข้างทาง

ทุกวันนี้มีชาวจีนนับล้านๆ คนเดินทางมาท่องเที่ยวพื้นที่ชุ่มน้ำขนาด 388 ตร.กม.แห่งนี้ เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของทะเลบัวหลวง ซึ่งในพื้นที่นั้นประกอบด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่รวมกันมากถึง 54 ทะเลสาบติดต่อกัน ท่ามกลางภูเขาหินปูนที่เรียงรายล้อมรอบพื้นที่

03 ฝักบัวหลวง

ทว่า เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา คณะคาราวานไทย-จีนมีโอกาสได้ไปเยือนพื้นที่ดังกล่าว แต่น่าเสียดายที่ดอกบัวหลวงไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ทิ้งไว้เพียงใบบัวนับล้านๆ ใบพลิ้วลมฝนเพื่อรอลมหนาวมาเยือนในไม่อีกกี่เพลาข้างหน้า ช่วงนี้จึงเป็นช่วงพักตัวของมัน โดยใบบัวทุกใบมีรอยหนอนบุ้งเจาะกินตามวงจรชีวิตธรรมชาติที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างนี้ในทุกๆ ปี

08 นกกระสาแดงที่มาหากินในหนองหาน

แม้ว่ามันจะดูไม่สวยงามเหมือนตอนมีดอกบัวหลวงสีชมพูและสีขาว แต่เมื่อเห็นใบบัวพลิ้วรวมกันนับพันๆ ไร่ ทุกคนก็สามารถจินตนาการได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ในยามที่มันออกดอกบานสะพรั่งในช่วงเดือน ก.ค. หรือช่วงฤดูฝนของยูนนาน ซึ่งหวังว่าคงได้มีโอกาสกลับมาชื่นชมสักครั้งในยามฤดูบัวบาน

11 นักท่องเที่ยวไทยบนเรือท้องแบนของชาวบ้านบ้านเดียม

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปชมทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮยทำได้ 2 ทาง คือ ใช้รถไฟฟ้าที่บรรทุกคนได้กว่า 20 คน พาไปยังจุดที่มีบัวอยู่รอบๆ เกาะขนาดย่อมที่รัฐบาลท้องถิ่นตระเตรียมสะพานข้ามไว้ให้นักท่องเที่ยวไปดู หรือใช้เรือยนต์ขนาดใหญ่ บรรทุกคนได้ประมาณ 50 คน วิ่งไปตามเส้นทางน้ำในทะเลบัวหลวง (แบบที่คนไทยเช่าเรือท้องแบนชมทะเลบัวแดงหนองหาน) ซึ่งงานนี้ก็ย่อมต้องเสียเงินค่าบริการกันไป แต่ได้อรรถรสของธรรมชาติบนผืนน้ำอย่างใกล้ชิด

07 ล่องเรือชมทะเลบัวแดง

ในช่วงที่บัวหลวงไม่ออกดอกก็ไม่ต้องลงเรือไปดู จะเสียเงินเปล่า ให้นั่งรถไปดีกว่าเพราะราคาถูก แถมยังมีโอกาสได้ถ่ายรูปบรรยากาศทะเลใบบัวกับทิวเขาหินปูน 312 ยอด โดยยามเช้าของฤดูหนาวเช่นช่วงนี้ บริเวณยอดบึงจะอบอวลไปด้วยหมอกหนาวของฤดูกาลแบบภาคเหนือของไทย แต่เสียดายอีกที่อยู่รอไม่ได้!

09 วันดีคืนดีก็จะมีช่างภาพเอานางแบบมาถ่ายรูปในทะเลบัวแดง

นอกจากนี้ บริเวณรอบพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าหยี ชนเผ่าที่หากินอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำมานานนม ไม่ต่างอะไรกับชาวไตลื้อที่อยู่ริมน้ำโขงนั่นแหละ แต่ตอนนี้ดูไม่ออกแล้วว่าคนไหนเป็นชนเผ่าหยี คนไหนเป็นฮั่น เพราะพวกฮั่นเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่จนเกือบหาชนเผ่าหยีแท้ๆ ไม่ได้แล้ว

หลังจากขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลบัวหลวง ตกสายหน่อยนักท่องเที่ยวมักออกไปนั่งเรือพายที่ชนเผ่าหยีเป็นคนพายให้ไปชมตามลำน้ำ ระหว่างที่พายเรือจะมีการเอาขันหรือกระป๋องเล็กๆ สาดใส่กัน เอาไม้พายตีน้ำใส่กันเป็นที่สนุกสนาน จึงไม่แปลกว่าทำไมระหว่างเดินทางมาขึ้นเรือ มีถังน้ำพลาสติกกับขันน้ำพลาสติกขายพร้อมกับอาหารพื้นเมืองของชนเผ่าหยี โดยทุกคนเต็มใจที่จะเล่นโดยเฉพาะเด็กๆ และหนุ่มสาวที่ซื้อถังน้ำและขันไปในมือ ส่วนช่างภาพที่ถือกล้องอย่างพวกเราก็ไม่ต้องห่วง เขาจะไม่สาดเราแน่ เขารู้ว่าไม่ได้มาเล่น เพราะไม่มีถังและขันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมเล่นอยู่ในมือ

ไกด์ยังให้ข้อมูลต่อว่า พื้นที่อุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำ 388 ตร.กม. มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้จริงเพียง 165 ตร.กม.เท่านั้น เพราะนอกนั้นเป็นภูเขาหินปูน พื้นที่อยู่อาศัย (ริมน้ำและบ้านบนน้ำ) และพื้นที่นา แต่ในพื้นที่ร้อยกว่าตารางกิโลเมตรนั้นก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากถึง 265 แห่งทีเดียว และความที่เป็นภูเขาหินปูน มันจึงกำเนิดถ้ำใหญ่จากการกัดเซาะของฝนถึง 83 ถ้ำ มีสัตว์บก 16 ชนิด ครึ่งบกครึ่งน้ำ 6 ชนิด ปลา 18 ชนิด มีนกทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพรวมแล้ว 142 ชนิด โดยอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำก่อตั้งขึ้นในปี 2554 ซึ่งเป็นอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งเดียวของมณฑลยูนนาน มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400-1,500 เมตร

ผมไปแล้วก็นึกถึงทะเลบัวแดงบ้านเรา น่าจะเป็น “สถานที่ท่องเที่ยวพี่น้อง” กันได้ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันก็ต้องบอกว่ามันคนละบริบทกัน เพราะที่นั่นคือทะเลบัวหลวงที่สีสันอาจจะไม่สวยสดเท่าทะเลบัวแดงที่มีสีสดใสฉูดฉาดกว่า แต่ถ้าเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยทะเลภูเขาหินปูนแล้วที่ยิ่งใหญ่แล้ว เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ ทางที่ดีไทยและจีนควรจะจัด 2 บึงนี้ให้เป็นบึงคู่แฝดกัน แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวกันน่าจะดีกว่า วิน-วินด้วยกันทั้งสองประเทศ และก็นั่งยันนอนยัน ตีลังกายันเลยว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่คู่แข่งทางการตลาดของบัวแดงไทย เพราะมันต่างวัฒนธรรมภาษาและบริบทของพื้นที่กัน

ทั้งนี้ การจัดคาราวานสานสัมพันธ์ไทย-จีน เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2557 ภายใต้ชื่อ อัลไตสู่ประเทศไทย โดยครั้งนั้นมีรถเข้าร่วมเพียง 6 คัน ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในปี 2558 ใช้ชื่อว่า 1,500 ไมล์ เส้นทางสายไหมตามรอยพุทธศาสนา มีจำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการครั้งนั้น 10 คัน ครั้งที่ 3 เป็นโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจากดินแดนเจงกิสข่านมองโกเลียในเมืองออโดส สู่เหนือ อีสาน กลางของไทย และในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ โครงการคาราวานรถยนต์ สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวล้านช้างแม่โขง ไทย-จีน ครอบคลุมเส้นทางเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง เข้าสู่ลาว ไทย กัมพูชา รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 31 วัน

………..ใต้ภาพ……….

00 (รูปเปิด) ทะเลบัวหลวงผูจื่อเฮย แฝดคนละฝากับทะเลบัวแดงหนองหาน

01 ทะเลภูเขาหินปูนยามเช้าเหนือหมู่บ้านชนเผ่าหยีที่ตั้งอยู่ริมน้ำ

02 ล่องเรือชมทิวทัศน์สองข้างทาง

03 ฝักบัวหลวง

04 เล่นสาดน้ำกันระหว่างนั่งเรือไปชมทิวทัศน์ โดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน

05 สะพานข้ามเกาะที่ไปยืนชมทะเลบัวหลวงได้

06 เรือนับพันลำรอนักท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวนับล้านคน

07 ล่องเรือชมทะเลบัวแดง

08 นกกระสาแดงที่มาหากินในหนองหาน

09 วันดีคืนดีก็จะมีช่างภาพเอานางแบบมาถ่ายรูปในทะเลบัวแดง

10 บัวสาย

11 นักท่องเที่ยวไทยบนเรือท้องแบนของชาวบ้านบ้านเดียม

 

ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังรวยด้วยแร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/524731

ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังรวยด้วยแร่

รัฐ South Australia ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย มีเมืองหลวงชื่อว่า แอดิเลด (Adelaide) เป็นเมืองที่มีสีสันและมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย มีการวางผังเมืองที่ดี จึงทำให้ Adelaide เป็นเมืองที่สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบ ไม่มีปัญหาเรื่องการจราจรแออัด เพราะการจัดผังเมืองที่ดีนี่เอง นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองตามแผนที่ได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าอยากสะดวกสบายขึ้น ก็สามารถใช้บริการรถรางหรือรถแทรม (Tram) ก็มีไว้ให้บริการ อาจจะใช้เวลาช้าหน่อย แต่นั่นก็ทำให้เราได้มีเวลาทอดมองวิวทิวทัศน์อันสวยงามของสองข้างทางอย่างเต็มตามากขึ้น

ตัวเมือง Adelaide เป็นเมืองหลวงของรัฐชายฝั่ง แต่กลับไม่ได้อยู่ติดทะเล สาเหตุเพราะว่าที่ตั้งปัจจุบันนี้มีน้ำท่าสมบูรณ์กว่า ผู้นำในสมัยนั้น ก็เลยเลือกมาตั้งเมืองใหม่ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำและทิวเขา แต่ถ้าหากคนในเมืองจะออกมาเที่ยวทะเลก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมีรถรางวิ่งตรงจากใจกลางเมืองใช้เวลาสัก 30 นาที ก็มาถึงเมืองชายฝั่งทะเลที่ชื่อว่า เกรนเนลก์ ซึ่งถือว่าเป็นย่านชานเมืองที่มีชื่อเสียงของ Adelaide เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ไกลจากบริเวณชายหาด มีย่าน Jetty Road ที่เป็นถนนคนเดินทอดยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ขนานไปกับแนวรถราง เป็นถนนเส้นเดียวใน Adelaide ที่มีรถรางวิ่งจากหัวถนนไปถึงปลายถนน เป็นย่านที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบ Shopping แถวนี้มีร้านค้ามากมาย มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีม ร้านเสื้อผ้า รวมถึงร้านเครื่องประดับด้วย นักท่องเที่ยวที่ได้มามักจะชื่นชอบที่นี่มากกว่าในตัวเมืองด้วยซ้ำ เพราะมีวิวทิวทัศน์อันสวยงาม พร้อมด้วยโรงแรมที่พักร้านค้า ร้านอาหารที่หลากหลายกว่าในเมืองนั่นเอง

บางทีเราก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ว่าชาวออสเตรเลี่ยน เขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่กลับแห้งแล้ง สามารถเพาะปลูกและอยู่อาศัยได้บางพื้นที่แค่นั้นเอง แต่ในขณะเดียวกัน ภายใต้ผืนดินอันแห้งแล้ง กลับอุดมไปด้วยแร่ธาตุมีค่ามากมาย ดังนั้น ถ้ามาออสเตรเลียโดยเฉพาะออสเตรเลียใต้แล้ว เขาบอกว่าที่นี่คือแหล่งของเครื่องประดับที่ชื่อโอปอล เป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง ที่มีความมันวาว มีสีสันหลากหลาย บางคนก็เชื่อว่าหินสีชนิดนี้เป็นหินแห่งโชคลาภ ว่ากันว่าโอปอลที่เห็นสวยงามทั่วไปในโลกนั้น 95 เปอร์เซ็นต์ มาจากออสเตรเลีย

ในเมื่อเป็นรัฐที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุด ค่าน้ำใน South Australia จึงถือว่าแพงที่สุดในประเทศเลยเช่นกัน การแก้ปัญหาเรื่องน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก South Australia จึงใช้วิธีสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับภูมิภาคนี้ เช่น South Para Reservoir แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะสามารถเก็บกักน้ำได้เต็มอ่างทุกปี บางทีรอถึง 5 ปี กว่าน้ำจะเต็มอ่าง น้ำที่นี่จึงเป็นของหายากและมีคุณค่า ดังนั้นพื้นที่บริเวณอ่างเก็บกักน้ำจึงเป็นพื้นที่หวงห้าม ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปข้างในเด็ดขาด เมื่อน้ำเป็นของหายากและราคาแพงเช่นนี้ แม้ในฐานะนักท่องเที่ยวอย่างเราก็ควรใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าเหมือนชาวเมืองเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แม้จะมีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยภาพรวมแล้ว South Australia ก็จะคล้ายๆ กับรัฐอื่นตรงที่ค่าครองชีพแพงมาก เพราะว่านี่คือประเทศที่มีค่าแรงแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ทำให้ที่นี่นอกจากค่าน้ำแพงแล้ว ค่าไฟก็ยังแพงถึงขั้นติดอันดับโลกด้วย มีการเปรียบเทียบไว้ว่า ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมของ South Australia แพงกว่าค่าไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในรัฐนี้ มาจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลยังต้องให้เงินอุดหนุนอยู่ และเงินอุดหนุนดังกล่าวนั้นก็เรียกเก็บมาจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนนั่นเอง

พลังงานไฟฟ้าใน South Australia กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นพลังงานหมุนเวียนนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากพลังงานลม ตามมาด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า South Australia มีทุ่งกังหันลม อยู่ทั้งหมด 16 แห่งด้วยกัน ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวชายฝั่ง มีกำลังการผลิตรวมกว่า 1,473 เมกะวัตต์ เรื่องค่าไฟฟ้าแพงนอกจากจะเป็นภาระของประชาชนแล้ว ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด พื้นที่ใน South Australia จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Black out อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอ วิธีการแก้ปัญหาส่วนหนึ่งที่เคยทำก็คือดึงเอาไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในรัฐใกล้เคียงมาเสริม แต่ล่าสุดโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวก็ปิดตัวลง South Australia ก็กลับมามีปัญหาอีกเช่นเดิม นโยบายทางการเมือง ที่ให้คำสัญญากับเรื่อง “Green & Clean jobs” สร้างเครดิตให้รัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเหมืองถ่านหินของทั้งประเทศ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า จากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจึงเติบโตได้ยาก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศตามมา

ด้วยความที่ประเทศนี้มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของ South Australia ยังอยู่ได้ เพราะมีรายได้จำนวนมากจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งถือว่าเป็น Back bone หรือกระดูกสันหลังของประเทศ ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Adelaide ประมาณ 600 กิโลเมตร ก็จะมี Olympic dam mine เป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุด สร้างรายได้ให้กับรัฐ South Australia มากที่สุดเพราะเป็นแหล่งทองแดงใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกและมีปริมาณสำรอง Uranium มากที่สุดในโลก หากขึ้นไปทางเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ก็มี Leight Creek ที่เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ถึงแม้มีเหมืองถ่านหิน เอกชนก็ไม่กล้าลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐนี้ เพราะนโยบายภาครัฐอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและแสงอาทิตย์มากกว่าประกอบกับกระแสการต่อต้านถ่านหินจากกลุ่มองค์กรอิสระก็ยิ่งทำให้รัฐบาลปรับแผนยากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีการแสดงความเห็นว่า กระแสต่อต้านเหล่านั้นเกิดจากการสนับสนุนของเครือข่ายจากประเทศอื่น ดังที่ Tony Abbott อดีตผู้นำประเทศเคยกล่าวไว้ “มีเครือข่ายสมรู้ร่วมคิดระดับโลก พยายามต่อต้านอุตสาหกรรมถ่านหินของออสเตรเลีย และทำลายการจ้างงานในออสเตรเลีย ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำลายผู้ใช้พลังงานทั่วโลก ที่ต้องการเชื้อเพลิงราคาถูก” อีกทั้ง Malcolm Turnbull ก็มีการตำหนิกลุ่มต่อต้าน ที่มีต่างประเทศหนุนหลังอีกด้วย เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นทางการเมือง ถึงขั้นที่ Matt Canavan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร เรียกร้องให้กลุ่มต่อต้านเปิดเผยรายได้และการใช้เงินเพื่อกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลมาแล้ว การรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วยทำให้เราเข้าใจเงื่อนไขของประเทศนี้มากขึ้น

นอกจากเรื่องแร่ธาตุแล้ว อุตสาหกรรมหลักของที่นี่อีกอย่างก็คือ อุตสาหกรรมไวน์ เพราะว่ามีพื้นที่อยู่ในหุบเขาใกล้กับแม่น้ำสายหลัก มีสภาพอากาศที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการเพาะปลูกองุ่นหลายสายพันธุ์ เป็นแหล่งปลูกองุ่นชั้นดีของประเทศอีกแหล่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ว่าที่นี่จะมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ตัวเมืองกลับเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็คือ Barossa Valley เป็นเขตผลิตไวน์ที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงระดับโลก ชื่อมาจากภาษาสเปน Barossa Ranges ที่แปลว่า “เนินเขาแห่งกุหลาบ” (Hill of Roses) คนที่มาส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนชอบดื่มไวน์ ก็คงจะเพลิดเพลินเลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะไม่ใช่นักดื่ม ก็สามารถเพลิดเพลินกันทัศนียภาพได้เช่นกัน นอกจากนั้นหากใครที่อยากมาพักผ่อนหย่อนใจ ได้บรรยากาศดีๆ อากาศสบายๆ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ต้องมาที่ Chateau Tanunda ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่เก่าแก่ที่สุด และสวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมือง

ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความร่ำรวยของโลก มีความโชคดีที่มีทรัพยากรแร่ธาตุมากจึงมีความมั่งคั่งอันเกิดจากการค้าขายทรัพยากรธรรมชาติ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ผู้คนมีความสุข หากเปรียบเธอเป็นดั่งหญิงสาว นอกจากเป็นสาวสวยผู้เลอโฉมแล้วยังรุ่มรวยด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครอยากมาพบเจอและสัมผัสอยู่เสมอ เป็นสวรรค์สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบ แม้ว่าบางครั้งดูเหมือนจะอาภัพ ที่น้ำท่าไม่ค่อยจะทั่วถึง บางช่วงบางฤดูก็แห้งแล้งมาก แต่อย่างไรก็ตามภูมิประเทศสวยงามแบบชนบทอันงดงามที่เป็นทัศนียภาพแปลกตายิ่งกว่าเมืองใดในโลก กลับเป็นความสวยงามแบบที่ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ นี่แหละที่เรียกว่า ธรรมชาติมักจัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ลงตัวที่สุดให้แล้วเสมอ

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออสเตรเลีย : ความ(ไม่)ลับของเมืองแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/523527

ออสเตรเลีย : ความ(ไม่)ลับของเมืองแห่งความสุข

 ทุกๆ ปีที่สหประชาชาติทำการจัดอันดับความสุขของผู้คนทั่วโลก ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอันดับว่าเป็นเมืองที่มีความสุขและน่าอยู่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง ออสเตรเลีย จึงมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาเยี่ยมดินแดนนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต  อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่ปัจจัยของความสุขแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันไปไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทีมงานโลก 360 องศา จึงได้โอกาสพาทุกท่านไปค้นหาความ (ไม่) ลับของเมืองแห่งความสุข ที่รัฐ South Australia ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย รัฐที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่แห้งแล้งมากที่สุดของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีมุมที่ชุ่มชื่น ที่เป็นธรรมชาติ ที่สวยงามอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ในบรรดา 6 รัฐ กับอีก 2 ดินแดนของออสเตรเลียนั้น South Australia เป็นรัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก คือมีประมาณ 1.7 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ และใน 1.7 ล้านคนนั้น กว่า 1.3 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุง Adelaide ซึ่งคิดเป็น 75% ของประชากรทั้งรัฐที่มารวมกันอยู่ที่นี่ จึงทำให้ Adelaide เป็นเมืองหลวงที่มีการกระจุกตัวของผู้คนมากที่สุด

ความที่ตัวเมือง Adelaide นั้น เป็นตัวเมืองที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด จึงสามารถเดินเที่ยวชมเมืองด้วยเท้าได้ แต่ถ้าหากอยากสะดวกสบายและออกไปเที่ยวได้ไกลขึ้น ก็สามารถใช้บริการรถ Tram ได้ รถ Tram ก็คือรถรางนั่นเอง ลักษณะคล้ายๆ กับ รถไฟ แต่จะสั้นและเล็กกว่า ซึ่งเมืองใหญ่ๆ ในออสเตรเลียจะมีรถ Tram อยู่แทบทุกเมืองเพราะประหยัด มีประสิทธิภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย การให้บริการรถ Tram นั้นมีอยู่หลายสาย แต่สายที่วิ่งจากใจกลางเมืองไปทางฝั่งใต้ของเมืองนั้น เรียกว่า Free city tram คือ ขึ้นฟรี ไม่ต้องเสียเงิน แม้ว่าจะประหยัดค่ารถไปได้ แต่หลายคนก็อดไม่ได้ ที่ต้องมาเสียทรัพย์ที่ Rundle mall เพราะที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าและสินค้าน่าซื้อมากมายแล้วยังเป็นแหล่งนัดพบของคนเมืองอีกด้วย ดังนั้น เมื่อมาที่นี่นอกจากจะเห็นสินค้าราคาแพง ที่สะท้อนถึงสถานะทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทางสังคมแล้ว ยังจะได้เห็นวิถีชีวิตแบบสบายๆ ของคนที่นี่พร้อมๆ กันไปด้วย

แต่นี่ก็เป็นแค่บางส่วนของภาพวิถีชีวิตคนที่นี่เท่านั้น ถ้าอยากเห็นสีสันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งการท่องเที่ยวออสเตรเลียใต้แนะนำไว้ต้องมาที่ “Central Market” เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์รวมอาหารการกินที่มีคุณภาพของ South Australia แล้ว ที่นี่ยังมีกลิ่นอายความคลาสสิกของตลาดในร่มอายุกว่า 145 ปี แฝงอยู่อีกด้วย จึงทำให้ใครๆ ก็อยากมากัน และเมื่อได้มาแล้วแน่นอนว่า หลายคนก็คงอยากชิมโน่น ชิมนี่เต็มไปหมด หากใครมีโอกาสมาเยือนให้ลองใช้บริการ Food tour ดูก็ได้ เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารร้านเด็ดแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวอีกหลายๆ ด้านของ Adelaide ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนั้นประเทศออสเตรเลีย ยังขึ้นชื่อว่ามีกาแฟรสชาติอร่อย เหมาะสำหรับคอกาแฟโดยเฉพาะ ที่ Central Market แห่งนี้มีร้านกาแฟดีๆ อยู่หลายร้าน หลังเดินชม เดินชิม อาหารอร่อยๆ จนทั่วแล้ว เลือกร้านกาแฟสักหนึ่งร้าน สั่งกาแฟถ้วยโปรดแล้วก็นั่งจิบไปอย่างช้าๆ ดูความเคลื่อนไหวของสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง เพียงแค่ได้ดูวิถีชีวิตของเมืองที่ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุขเท่านี้ ก็พลอยทำให้มีความสุขตามไปด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ คาดว่าในแต่ละปีมีผู้มาเยือนตลาดแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งก็จะเป็นนักท่องเที่ยวนั่นเอง

เดินถัดมาจาก Central Market แค่นิดเดียว เราสามารถมองเห็นซุ้มประตูสีแดงของ “Adelaide Chinatown” ได้ชัดเจน China town ของที่นี่อาจจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับ China town ที่เกิดขึ้นในเมืองอื่นๆ ของโลก แต่ก็มีร้านอาหารหลากหลายให้เลือกมากพอที่จะทำให้ใครหลายคนหายคิดถึงเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งอาหารไทยเรา ความที่ขนาดพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ใครบางคนจึงแอบเแซวว่า นี่น่าจะเรียกว่า Adelaide China Street มากกว่า China town แต่ถึงแม้จะเล็กอย่างไร เมื่อไหร่ที่ใครต้องการข้าวของเครื่องใช้และบรรยากาศของความเป็นเอเชียก็ต้องมาที่นี่เท่านั้นเพราะมีให้ทุกสิ่งให้เลือกสรร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายในตัวเมือง Adelaide นั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนอาศัยกันอย่างกระจุกตัว แต่บรรยากาศก็ดูไม่แออัด เพราะว่าเป็นเมืองที่ถูกวางผังมาเป็นอย่างดีโดยแม่ทัพ Light ซึ่งในสมัยนั้น มีตำแหน่งเป็น Surveyor-General of South Australia หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “แม่ทัพที่ดูแลการสำรวจ” สาเหตุที่แม่ทัพ Light เลือกตั้งเมืองใหม่ขึ้นที่นี่นั้นเพราะอยู่ใกล้กับทิวเขา Adelaide hills ทำให้มีโอกาสได้รับน้ำฝนจากธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งน้ำกิน น้ำใช้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด สำหรับการอาศัยอยู่ในประเทศนี้

การจัดวางกลุ่มอาคารที่อยู่ใจกลางเมือง Adelaide นั้น ถือเป็นการวางผังเมืองที่ดีเยี่ยม โดยจัดให้เป็นบล็อกที่สามารถเชื่อมถึงกันด้วยโครงข่ายถนน และวงแหวนที่มีสวนสาธารณะ ทำให้ไม่มีปัญหาการจราจร แถมยังมีพื้นที่ให้คนออกมาพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมนอกบ้าน ตามรูปแบบวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลี่ยนได้ที่ Victoria Square ซึ่งเป็นสวนสาธารณะรูปคล้ายวงรี ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย Victoria Square จึงกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยม และเป็นแหล่งจัดกิจกรรมกลางแจ้งของคนเมือง แต่ถ้าใครต้องการพื้นที่สีเขียวที่กว้างกว่านี้ ก็สามารถเดินทางออกไปทิศไหนของเมืองก็ได้ เพราะใจกลางเมือง Adelaide นั้น ถูกล้อมรอบไปด้วยวงแหวนสีเขียวที่เรียกว่า Adelaide Park Lands คือพื้นที่ส่วนที่เป็นสวนสีเขียว เหมาะสำหรับมาพักผ่อนหย่อนใจ มาออกกำลังกาย วันหยุดก็มาปิกนิก มาทำบาร์บีคิวกินกันในสวน ท่ามกลางบรรยากาศที่สบายๆ ไร้มลภาวะ การเดินทางที่สะดวกสบาย เช้า เย็นของทุกวัน สวนสาธารณะแทบทุกที่จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาใช้บริการ ซึ่งมีทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างนักท่องเที่ยวทั่วไป

จากใจกลางเมือง หากเดินทางเรื่อยขึ้นมาทางเหนือของ Adelaide จะพบกับสนามกีฬารูปทรงทันสมัยคือสนามกีฬา Adelaide Oval เป็นสนามกีฬารูปไข่ สามารถจุได้เกินกว่าห้าหมื่นคน ชาวออสเตรเลี่ยนชอบกีฬามากถึงขั้นที่เรียกว่า คลั่งไคล้เลยก็ว่าได้ เรียกว่าถ้าไม่ได้เป็นผู้เล่น ก็ต้องได้เป็นคนดูจนบางทีก็มีการแซวกันเล่นๆ ว่า กีฬาน่าจะเป็นอีกหนึ่งศาสนาของชาวออสเตรเลี่ยนเลย ที่ผ่านมาออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาทัวร์นาเมนต์หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส กอล์ฟ การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน และการแข่งม้า แต่กีฬายอดนิยมที่สุด ต้องยกให้ Australian Rules Football หรือเรียกสั้นๆ ว่า Footy สาเหตุที่เรียกว่า Australian rules นั้นคงเป็นเพราะว่า รูปแบบ การเล่นและกติกา ถูกคิดค้นและกำหนดโดยออสเตรเลีย ซึ่งจะแตกต่างฟุตบอลในรูปแบบสากลที่เราเรียกว่า Soccer อยู่มาก เช่น ใช้ผู้เล่นทีมละ 18 คน เล่นในสนามรูปวงรี ลูกบอลที่เล่นเป็นทรงคล้ายลูกรักบี้ สามารถใช้ได้ทั้งมือ ทั้งเท้าในการส่งบอล ซึ่งสนามแห่งนี้ก็เป็นสถานที่หลักในการจัดแข่งขัน AFL หรือ Australian Football League นอกจากนั้น ก็ยังใช้เป็นที่แข่งขัน Cricket อีกด้วย และก็อาจจะเป็นเพราะใช้แข่ง Footy และ Cricket เป็นหลัก จึงทำให้สนาม Adelaide Oval มีรูปทรงเป็นวงรี คนส่วนใหญ่ที่มา Adelaide จึงต้องแวะที่นี่ ถ้าไม่ใช่เพื่อมาดูกีฬา ก็จะมาดูสถาปัตยกรรม เพราะสนามกีฬาแห่งนี้ได้ชื่อว่า มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนผสมของอาคารสมัยใหม่บวกกับกลิ่นอายของสนามกีฬาสมัยเก่าอยู่ร่วมกัน

แม้ว่า Adelaide จะขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่แห้งแล้งมากที่สุดของประเทศ ไม่ได้เป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดใน โลก เพราะไม่ได้มีภาพความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้มีแสงสีมากมาย ไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจเหมือนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมเมืองอื่นๆ ของโลก แต่การที่ผู้คนใน Adelaide ได้มีวิถีชีวิตดีๆ ได้กินอาหารดีๆ ได้อยู่ในพื้นที่ดีๆ ได้ทำกิจกรรมดีๆ ท่ามกลางผู้คนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน ใช้ชีวิตสอดคล้องคล้ายคลึงกัน นั่นอาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้ชีวิตหนึ่งมีความสุขและแผ่กระจายความสุขนั้นให้ผู้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ วิถีชีวิตเช่นนี้นั่นเอง อาจเป็นความ(ไม่)ลับของผู้คนในเมืองแห่งความสุขที่ส่งผลทำให้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกก็เป็นได้

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ที่รายการ โลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลา 20.55 น. ททบ.5

 

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ครอบครัวนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/523495

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ครอบครัวนักเดินทาง

โดย ฤดูกาล

นางแบบและคุณแม่ลูกสอง ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวยกครัวกับน้องเลล่า ลูกสาวคนสวยวัย 7 ขวบ และน้องเอเดน ลูกชายสุดแซบวัย 5 ขวบ ที่มีทั้งเรื่องสนุก เฮฮา และน่าเอ็นดู

สมกับเป็นครอบครัวสุดน่ารักและอบอุ่นที่หลายคนชื่นชม

ซินดี้ เล่าว่า ครอบครัวของเธอมักเดินทางท่องเที่ยวปีละประมาณ 5-6 ครั้ง ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จ.เชียงใหม่ เขาใหญ่ ภูเก็ต สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกที่ที่ไปจะต้องมีสถานที่โปรดปรานของเด็กๆ อย่างสวนสนุก สวนน้ำ และทะเล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ปกติแล้วครอบครัวของเราเลี้ยงลูกแบบไทยผสมฝรั่งคือ สอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเอง เราพยายามเปิดโลกกว้างให้ลูก เพื่อที่จะให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้” เธอกล่าวในงานเอ็กซ์พีเดีย แฟมิลี่ ทราเวล เซอร์เวย์ (Expedia Family Travel Survey) ที่จัดขึ้นโดยเอ็กซ์พีเดีย เว็บไซต์บริการด้านการท่องเที่ยวครบวงจร ร่วมมือกับนอร์ธสตาร์ บริษัทด้านการวิจัยและกลยุทธ์ทางการตลาด ทำการสำรวจและศึกษาข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยวแบบครอบครัว

ด้วยการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มนักท่องเที่ยวกว่า 1.7 หมื่นคน ใน 28 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับความสุขและความเสี่ยงในการเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว โดยผลสำรวจของประเทศไทยได้จากการสุ่มตัวอย่างกลุ่มพ่อแม่จำนวน 300 คน วัยรุ่น 200 คน และกลุ่มที่ไม่ใช่พ่อแม่ 100 คน

ผลการสำรวจพบว่า เกือบทุกคนในหลายประเทศไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้ง โดยชาวเอเชีย ชาวยุโรปตอนใต้ และชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัว และพวกเขาจะเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวของเขาให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ซินดี้ ยังกล่าวต่อว่า การเดินทางกับเด็กเล็ก พ่อแม่ควรวางแผนล่วงหน้าว่าสถานที่ที่ไปเหมาะกับเด็กหรือเปล่า มีกิจกรรมอะไรให้เด็กทำบ้าง เพราะการวางแผนที่ดีจะช่วยลดความเครียด ความกังวล และปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อย่างตอนที่ลูกยังเล็กก็จะเตรียมของใช้ที่จำเป็นทั้งขวดนม รถเข็น เสื้อผ้า แต่ตอนนี้ลูกๆ โตแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นของเล่น หรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้พวกเขาไม่รู้สึกเบื่อระหว่างเดินทาง

ผลการสำรวจระบุด้วยว่า วันหยุดพักผ่อนของครอบครัวถือเป็นแรงผลักดันที่จะนำพาญาติพี่น้องได้มาอยู่รวมกัน และทำให้ครอบครัวสนิทกันยิ่งขึ้น โดยพ่อแม่ชาวไทยร้อยละ 82 จะมีความทรงจำที่พวกเขาโปรดปรานมากที่สุดคือ ช่วงเวลาในวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว

“ตอนเด็กๆ ซินดี้จำได้ว่าชอบไปเที่ยวกับคุณแม่ เราจะเที่ยวในเมืองไทย ขับรถกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เหนือลงใต้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก และเป็นความทรงจำที่ดีที่ทำให้ซินดี้และบารอน (สามี) อยากจะสร้างประสบการณ์แบบนี้ให้กับลูกๆ ด้วย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ประมาณครึ่งหนึ่งในเกือบทุกประเทศยอมรับว่า พวกเขายอมละทิ้งกฎและสิ่งน่าเบื่อจนเกินไปเมื่อไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดกับพวกลูกๆ โดยพ่อแม่ชาวไทยร้อยละ 57 ยอมให้ลูกๆ ของเขาฉีกกฎและสิ่งที่น่าเบื่อทิ้งไปขณะท่องเที่ยวในวันหยุดของครอบครัว

 

The journey to become green SUPERPOWER

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 14:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/522309

The journey to become green SUPERPOWER

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า จีนในศตวรรษที่ 21 เป็นประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและแสดงความจำนงว่าจะช่วยลดโลกร้อน แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็กำลังบอกโลกเป็นนัยๆ ว่า ลดโลกร้อนไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิมๆ ก็ได้ จีนจึงเป็นประเทศที่มีการลงทุนพัฒนาพลังงานทดแทนมากที่สุดในโลก เพราะจีนตระหนักแล้วว่า ถ้าขาดซึ่งพลังงานที่มั่นคง การพัฒนาในทุกๆ ด้านก็ไม่อาจเดินหน้าไปได้ แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนก็ยังเป็นสัดส่วนน้อยนิด ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีประชากรร่วม 1,400 ล้านคน แม้แหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้ายังคงมาจากเชื้อเพลิงถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ก็ยังเป็นตัวเลือกของแหล่งพลังงานที่สำคัญ เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เดินเครื่องอยู่ 37 โรง อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 20 โรง และยังมีแผนสร้างเพิ่มอีก 40 โรงในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ จีนมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า 5 ปี ฉบับที่ 13 และแผนพัฒนาพลังงานเพื่อรองรับปี ค.ศ. 2030 ซึ่งแนวคิดของ 2 แผนนี้ คือ ปฏิบัติตามแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาพลังงานเพื่อการผลิตและบริโภคพลังงานที่ประธานสีจิ้นผิง เสนอ เรียกย่อๆ ว่า “4 ปฏิวัติ 1 ความร่วมมือ” ซึ่ง 4 ปฏิวัติที่ว่าก็คือ 1) ปฏิวัติการใช้พลังงาน ไม่ให้เกินความจำเป็น 2) ปฏิวัติการผลิตและส่ง เพื่อให้ทั่วถึง และมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น 3) ปฏิวัติเทคโนโลยีด้านพลังงาน และยกระดับอุตสาหกรรมพลังงาน

4) ปฏิวัติโครงสร้าง เพื่อเปิดช่องให้ปฏิบัติได้เร็วขึ้น ส่วนคำว่า “1 ความร่วมมือ” หมายถึง การเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ ช่วงที่ผ่านมาจีนจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานไปอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่คิดค้นและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีของตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจีนจะมีเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ มีเทคโนโลยีการเปลี่ยนถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเหลว และมีการคิดค้นเชื้อเพลิงอวกาศยานของตัวเอง

พอบอกว่าจีนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจนมลภาวะแทบจะเป็นศูนย์ ก็อาจมีคำถามขึ้นมาอีกว่า กว่าถ่านหินจะส่งมาถึงโรงไฟฟ้า ก็ต้องสร้างผลกระทบอีกอยู่ดี ไหนจะประเด็นของการทำเหมือง และอันตรายด้านอื่นๆ ทีมงานโลก 360 องศา จึงเดินทางไปสืบค้นข้อมูลที่มณฑลมองโกเลีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินหลักๆ ของจีน ในเหมืองเสินตง ซึ่งเป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุดใน 65 เหมือง ของ เสินหวา กรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในจีน เหมืองนี้มีกำลังการผลิตประมาณ 200 ล้านตัน/ปี แต่นั่นเป็นแค่ 1 ใน 3 ที่เสินหวากรุ๊ปที่ผลิตได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มาก แต่ทั้งหมดที่เสินหวากรุ๊ปผลิตได้ ยังไม่ถึง 20% ของความต้องการใช้งานต่อปีเลย เพราะว่าประเทศจีนต้องการใช้ประมาณ 6,500 ล้านตัน/ปี ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าประเทศไทยเราที่แม่เมาะ เราใช้ถ่านหินประมาณ 16 ล้านตัน/ปี ดังนั้นจึงเป็นตัวเลขความต้องการที่มหาศาลเลยทีเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เหมืองเสินตง เป็นเหมืองใต้ดินที่เจาะช่องขุดเป็นอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 300 เมตร ยาวทั้งหมดประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วใช้เครื่องจักรขุดและลำเลียงถ่านหินขึ้นมาใช้งาน โดยไม่ต้องเปิดหน้าดินด้านบน การทำงานใต้ดินแบบนี้ มีเรื่องที่ต้องระวังอย่างแรกคือ ออกซิเจนต้องเพียงพอ ซึ่งก็จะมีเครื่องคอยตรวจวัดระดับอยู่เสมอ อย่างที่สองก็คือ การขุดลงใต้ดินลึกแบบนี้จะเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งสามารถติดไฟได้ก็จะต้องคอยระมัดระวัง คอยควบคุมไว้ไม่ให้ค่าเกินมาตรฐาน หลังจากที่ขุดได้แล้ว ถ่านหินก็จะถูกส่งลำเลียงไปตามสายพาน เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อไปคัดแยกแล้วก็ย่อยให้เป็นก้อนเล็กๆ เพื่อลำเลียงต่อไปยังโรงไฟฟ้า หรือที่ต้องการใช้งาน ในขั้นตอนการลำเลียงก็จะมีสายพานส่งลงไปใส่ในกะบะใหญ่ๆ เหมือนคอนเทนเนอร์ เมื่อจัดเรียงเสร็จเรียบร้อยก็จะมีน้ำยาเหมือนโฟมพ่นเคลือบทับลงไป เพื่อควบคุมไม่ให้ถ่านหินฟุ้งกระจายในระหว่างลำเลียง การขนถ่ายถ่านหินจึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่จีนให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าขั้นตอนอื่น

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า จีนเขาไม่ได้ทำโรงไฟฟ้าถ่านหินดีเอาไว้ใกล้ๆ ปักกิ่งเพื่อโชว์เท่านั้น แต่เวลาที่เขาลงมือพัฒนา เขาทำกันจริงทั้งประเทศ ทีมงานโลก 360 องศา จึงพาไปที่มณฑลซานตง ชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกของจีน ซึ่งถือว่าเป็นมณฑลที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ที่สุดเลย ที่นี่เป็นทั้งแหล่งผลิตเกลือ แหล่งอาหารทะเล และยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศอีกด้วย มาซานตงทั้งทีจึงต้องไม่พลาดที่จะมากินของดี 2 อย่าง อย่างแรกคือ ต้องมากินผักที่นี่ เพราะว่าที่นี่เต็มไปด้วยผักสดๆ เขาเปรียบเทียบเป็นเหมือนตะกร้าผักของประเทศจีนเลยด้วยซ้ำไป อย่างที่สองคือ ต้องมากินอาหารทะเล เพราะอาหารทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ แล้วก็สดใหม่มากเลย ณ ตรงนี้ เราเห็นภาพของอะไรหลายๆ อย่างที่มาอยู่รวมกันได้ มีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ มีกังหันลม มีชุมชน มีพื้นที่เกษตร มีอาหารทะเล แต่ที่ไม่เห็นมีก็คือความขัดแย้งเพราะทุกอย่างอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร

“เก่าไป แล้วก็ใหม่มา” วันเวลาเปลี่ยนไป อะไรก็เปลี่ยนไป เป็นสัจธรรมที่หลายๆ เรื่องจะต้องเกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับพลังงานไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีน เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “เก่าไป ใหญ่มา” โรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุลง ปิดตัวลงไปแล้ว จะถูกสร้างทดแทนใหม่ด้วยโรงไฟฟ้าที่ใหญ่กว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า แล้วก็มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เหมือนโรงไฟฟ้า โซ่กวง แห่งนี้ ที่เป็นโรงไฟฟ้าใหม่ ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ การออกแบบและก่อสร้างเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เริ่มเดินเครื่องในปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีประสิทธิภาพสูง และเกิดมลภาวะต่ำมาก มีระบบประมวลผลที่ชาญฉลาด ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาควบคุมและสั่งงานโดยระบบออโตเมติกส์ นอกจากจะปล่อยมลภาวะต่ำมากแล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังมีการจัดการกับระบบนิเวศรอบโรงไฟฟ้า เพื่อให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นับวันโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง ปล่อยมลภาวะต่ำแบบนี้ ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นกำลังสำคัญสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

Mr. WANG Vice president of China Shenhua Energy Company Limited ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “ไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินยังคงเป็นพลังงานหลักของจีน แต่ขณะเดียวกันพวกเราก็กำลังพัฒนาอย่างแข็งขันเพื่อนำพลังงานทดแทนมาใช้ผลักดันความก้าวหน้าของพลังงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี “การปล่อยมลภาวะใกล้เคียงศูนย์” และกำลังวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นไปอีกขั้นเพื่อทำให้มลภาวะที่ปล่อยออกมาน้อยลงไปจากที่ปัจจุบันทำได้ เป็นการประกันความต้องการพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแนวทางและแผนจัดการเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฟฟ้าสะอาดจากพลังงานถ่านหินของเสินหวา กรุ๊ป คือ ประกัน อุปสงค์-อุปทาน โดยใช้เทคโนโลยีทำให้ได้พลังงานสะอาด ราคาเหมาะสมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้นั่นเอง”

เรื่องของพลังงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เราทุกคนต้องช่วยกันคิด เราไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปฏิเสธการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้แล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก เศรษฐกิจเราก็ต้องการให้เดินหน้า ในขณะที่สังคมเราก็ต้องการให้พัฒนาขึ้น

ราต้องการใช้พลังงาน เราต้องการใช้ไฟฟ้า แต่ถ้าเรามัวนั่งหวาดกลัวกับมลพิษที่จะเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี จะดีกว่าไหมถ้าเราหาเทคโนโลยีใหม่ ปรับวิธีการคิดใหม่ เหมือนที่คนจีนคิด คือ หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อไปจัดการกับความกังวลเดิมๆ ของผู้คน ทุกวันนี้จีนจึงมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพสูง แล้วก็สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ หากเราเปิดใจลองเรียนรู้จากเขาดู เชื่อว่านี่จะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขต่างๆ ในบ้านเราได้แน่นอน

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดได้ในรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ.5 วันเสาร์เวลา 20.55 น.

 

อินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 สูงที่สุดในเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/520154

อินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 สูงที่สุดในเวียดนาม

โดย นิทรา ราตรี

แลนด์มาร์คแห่งความทันสมัยของเมืองฮานอยอย่างอาคารเกียงนาม แลนด์มาร์ค 72 ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบด้วย โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 ที่พักสไตล์ลักซ์ชัวรี่โมเดิร์นบนที่ตั้งที่สูงที่สุดในเวียดนาม

โรงแรมตั้งอยู่บนชั้น 62-71 ของอาคารให้บริการห้องพัก 359 ห้อง ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยห้องสวีท 34 ห้อง ที่กว้างขวางและพิเศษกว่าด้วยวิวพาโนรามาชมทิวทัศน์เมืองฮานอยผ่านกระจกบานใหญ่จากพื้นถึงเพดานของชั้น 62 ไปจนถึงชั้น 70

สมาชิกคลับอินเตอร์คอนติเนนตัล สามารถเข้าใช้บริการคลับอินเตอร์คอนติเนนตัลเลานจ์บนชั้น 71 ทั้งเข้ารับประทานอาหารเช้าแบบเป็นส่วนตัว บริการเครื่องดื่มและของว่างตลอดวัน บริการชุดน้ำชายามบ่าย และบริการคานาเป้พร้อมเครื่องดื่มยามเย็นบนความสูง 300 เมตร ซึ่งเลานจ์แห่งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้ ยังมีห้องอาหารและบาร์บนชั้น 62 ซึ่งสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรีสปูนส์ ที่มาพร้อมครัวสามสไตล์ สเตลล่า สเต๊กเฮาส์ร่วมสมัยที่ได้นำประเพณีการรับประทานสเต๊กรูปแบบต่างๆ มาทวิสต์ใหม่ให้ดูโมเดิร์นขึ้น เสิร์ฟเฉพาะเนื้อวัวที่ดีที่สุด โดยจะมีบริการผู้ดูแลเนื้อแบบอินเฮาส์คอยให้คำแนะนำอย่างละเอียด

เช่นเดียวกับไวน์ที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ รวมถึงสถานที่แฮงเอาต์ยามค่ำคืนที่ไฮฟ์เลานจ์และคิวบาร์

โรงแรมยังช่วยส่งเสริมธุรกิจไมซ์ด้วยพื้นที่จัดงานประชุมขนาด 2,861 ตร.ม. แบ่งเป็นห้องฟังก์ชั่น 8 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 70-920 ตร.ม. โดยห้องบอลรูมถูกออกแบบให้เป็นห้องโถงไม่มีเสาขนาด 1,020 ตร.ม. นับเป็นห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย จุคนได้กว่า 1,000 คน เหมาะสมกับงานประชุมระดับนานาชาติ นิทรรศการ และงานสังคม

จอห์น คิม ผู้จัดการทั่วไป กล่าวทิ้งท้ายว่า โรงแรมตั้งอยู่บนตึกแลนด์มาร์ค 72 จึงเปิดโอกาสให้นำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสำหรับนักเดินทางที่เข้ามาติดต่อธุรกิจและท่องเที่ยว รวมถึงมั่นใจว่าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ฮานอย แลนด์มาร์ค 72 จะกลายเป็นโรงแรมระดับไอคอนสำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาที่พักในสไตล์ลักซ์ชัวรี่โมเดิร์นอย่างแน่นอน

 

มองจีนยุคใหม่ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/520102

มองจีนยุคใหม่ ยักษ์ใหญ่ที่กำลังเติบโต

เวลาที่เรานึกถึงประเทศจีน ต้องบอกว่าการรับรู้หรือ Perception ของเราจะแบ่งจีนออกเป็นยุค เป็นสมัย ถ้านึกถึงความเป็นจีนในสมัยก่อน เราก็จะนึกถึงความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ พอยุคต่อมาโดยเฉพาะช่วงที่เป็น เติ้งเสี่ยวผิง ก็จะนึกถึงว่าจีนเป็นแหล่งก็อบปี้ของสินค้าราคาถูก เป็นแหล่งผลิตสินค้าชื่อดังของโลกที่ผลิตได้ในราคาที่ไม่แพง แต่พอยุคปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงประเทศจีนปั๊บ หลายคนร้องว้าวทันที ที่ร้องว้าวก็เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายทางการเมืองเอย หรือว่าเรื่องของเศรษฐกิจเอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเทคโนโลยีจากประเทศจีนนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาทั่วทั้งโลกนั่นเอง

“นวัตกรรมไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญ ดังนั้น ชาวจีนต้องพยายามด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะตามหลังหลังคนอื่นตลอด” จากความเชื่อดังกล่าวของผู้นำจีน จึงทำให้ยุทธศาสตร์ของจีนในยุคปัจจุบัน ก็คือ การนำนวัตกรรมมาเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เป็นความรุ่งโรจน์ของจีนยุคใหม่ ที่สร้างความเฉิดฉายให้กับโลกฝั่งตะวันออก และทำให้กระแสการพัฒนาและเติบโตของโลกย้ายจากประเทศฝั่งตะวันตกมายังประเทศฝั่งตะวันออก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงเพราะจีนมีประชากรมาก คงไม่ใช่เพียงเพราะจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ บวกกับคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ และได้รับการส่งเสริมต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนจึงได้โน้มน้าวและดึงดูดคนจีนเก่งๆ ที่ไปทำงานและพักอาศัยในต่างประเทศเป็นจำนวนกว่าสองล้านหกแสนคนให้กลับมาทำงานในจีน เพื่อช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตนเอง

ดังนั้น ยุคนี้สมัยนี้ถ้าพูดถึงสินค้า Made in China แล้วใครยังร้องยี้ เพราะคิดว่ามีแต่สินค้าราคาถูก สินค้าคุณภาพต่ำ หรือว่าสินค้าเลียนแบบ ต้องบอกว่าคุณยังรู้จักประเทศจีนน้อยไป คุณยังรู้จัก Made in China ในศตวรรษที่ 21 น้อยเกินไป เพราะว่าสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ แบรนด์ดังๆ สินค้าคุณภาพจากทั่วโลก ต่างผลิตในประเทศจีนทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ มือถือดังๆ อย่าง iPhone ก็ผลิตในประเทศจีน นอกจากนั้นแล้ว เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ที่จีนผลิตคิดค้น แล้วมีข่าวออกไปหลายๆ อย่าง ก็ทำให้คน ทั่วโลกต้องร้องว้าวอีกเช่นกัน และนับวันเสียงร้องว้าว ก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ โดยช่วงที่ผ่านมามีข่าวสิ่งประดิษฐ์และโครงการก่อสร้างของจีนที่น่าทึ่งอยู่หลายโครงการ เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โครงการรถบัสคร่อมถนน เป็นต้น

ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร และการส่งเสริมให้คิดสร้างสรรค์นวัตกรรมของตนเอง ทำให้จีนมีเกือบทุกอย่างที่ชาติตะวันตกมี และใช้งานได้ไม่แพ้สิ่งที่คิดค้นโดยชาติตะวันตก ยกตัวอย่างง่ายๆ อเมริกามีกูเกิล จีนก็มี ไป่ตู้ อเมริกามีเฟซบุ๊ก จีนก็มีวีแชต อเมริกามีอีเบย์ อเมซอน จีนก็มีอาลีบาบา มีเถาเป่า ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องตลาดสินค้าออนไลน์ด้วยแล้ว ทั้งอาลีบาบาและเถาเป่านี่แหละ ที่เปลี่ยนแปลงตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกือบทั้งประเทศ ซึ่งก็มีทั้งช่วยสร้างพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ และทำให้ร้านค้าแบบเดิมๆ ที่มีหน้าร้านต้องทยอยปิดกิจการกันเป็นแถบๆ แต่โดยรวมแล้วก็ส่งผลดีมากกว่า เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และพัฒนาศักยภาพของผู้คนแล้ว ยังช่วยทำให้ธุรกิจบริการขนส่งสินค้าเติบโตตามไปด้วย เพราะในแต่ละวันจะมีพัสดุกว่า 100 ล้านชิ้น ถูกส่งไป-มา ยิ่งมีสินค้าที่ส่งไป-มามากขึ้นทุกวัน ก็ยิ่งต้องพัฒนาระบบขนส่งให้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น ต้องพัฒนาระบบโกดังจัดเก็บสินค้าให้เป็นอัจฉริยะมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ระบบสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากตลาดค้าขายสินค้าออนไลน์จะเติบโตแล้ว จีนยังเป็นสังคมไร้เงินสดที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย เพราะระบบการเงิน-การธนาคารออนไลน์ที่ผูกเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้คนใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สถิติการปล้นในเมืองจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ ลดน้อยลงไปมาก เพราะอะไร? ก็เพราะโจรปล้นแล้วไม่ได้อะไร คนจีนเขาไม่พกเงินสดกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไปเก็บไว้ในบัญชีออนไลน์ที่ต่อเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอย่าง วีแชท อาลีบาบา ดังนั้น คนจีนไปไหน แค่ถือมือถืออันเดียวใช้ได้ทุกอย่างเลย ใช้แทนเงินสด จ่ายค่าโทรศัพท์ จ่ายค่ารถไฟ จ่ายค่ารถเมล์ หรือแม้แต่จะโอนเงินให้เพื่อน แถมบริษัทที่ทำแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ก็ให้ดอกเบี้ยดีกว่าการไปฝากธนาคารอีกด้วย จนมีคำพูดเล่นๆ กันว่ากระเป๋าสตางค์เนี่ยแหละ จะกลายเป็นของที่ถูกไปวางเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพราะเขาไม่ต้องการใช้กันแล้ว ว่ากันว่า 2 ใน 3 ของคนจีนที่ใช้มือถือ ทุกวันนี้ จะใช้บริการชำระเงินผ่าน มือถือ มีการประมาณการว่ามีเงินมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านล้านหยวนทีเดียว ที่ถูกนำไปเก็บไว้ในบัญชีออนไลน์และการซื้อขายสินค้าออนไลน์ จำนวนเงินดังกล่าว มีมากกว่าเงินฝากที่มีอยู่ใน 4 ธนาคารใหญ่ๆ รวมกันด้วยซ้ำไป

ส่วนอีกนวัตกรรมหนึ่งที่ใครได้ไปเมืองหลักๆ ของจีน จะต้องได้เห็น นั่นก็คือ ปรากฏการณ์ที่คนปั่นจักรยานกันทั่วเมือง ตอนนี้โมเดลที่เรียกว่า Bike Sharing กำลังเป็นที่นิยมในเมืองจีน ถ้าหากไปตามเมืองใหญ่ๆ ก็จะเห็นจักรยานแบบนี้จอดเต็มไปหมดเลย หลักการก็คือว่าทุกๆ คนสามารถใช้จักรยานที่เขาเอามาจอดไว้ได้โดยผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือของคนจีน ถ้าคุณจะเดินทางไปที่ไหน ก็ใช้แอพพลิเคชั่นปลดล็อก พอใช้เสร็จก็ใช้แอพพลิเคชั่นล็อกจักรยานไว้คืน แล้วคนอื่นที่มีแอพพลิเคชั่นเหมือนกันก็มาใช้ต่อได้ วิธีการนี้ช่วยลดมลภาวะ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นเรื่องของสะท้อนวิธีคิดของคนจีนในการแก้ไขปัญหาระบบรถจักรยานเช่าสาธารณะ หรือ Bike Sharing แบบเดิมที่เคยมีมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะมีข้อจำกัดเรื่องจุดจอดรถที่ผู้ใช้งานจะต้องไปเช่าและคืนรถในจุดจอดที่มีแท่นล็อกซึ่งมีไม่ทั่วถึง และมักจะอยู่ไกลจากสถานีรถไฟ หรือสถานีรถประจำทาง ส่วนวิธีชำระค่าบริการ ก็ต้องใช้บัตรหรือหยอดเหรียญ อีกทั้งอัตราค่าบริการก็ไม่ได้ถูกจนจูงใจให้คนหันมาใช้งานกันมากขึ้น

แต่ระบบ Bike Sharing แบบใหม่นี้ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องใช้บัตรหรือหยอดเหรียญ เพียงแค่มีแอพพลิเคชั่นจ่ายเงินในมือถือก็ใช้ได้แล้ว แถมราคาก็ยังถูกเสียจนทำให้คนตัดสินใจเช่าได้ โดยไม่ต้องคิดมากเลย และที่สำคัญที่สุด คือ จอดคืนตรงไหนก็ได้ที่ไม่กีดขวางทางจราจร ยิ่งได้รับความนิยมมาก ก็ยิ่งมีบริษัทเข้ามาให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีจักรยานไว้บริการอย่างเพียงพอ และทั่วถึงทุกจุดเลยตอนนี้ เฉพาะในปักกิ่งมีจักรยานแบนนี้กว่า 2.4 ล้านคัน แล้วก็มีอยู่หลายบริษัทที่เริ่มแข่งขันกันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริการ การเข้าถึง แล้วก็ดีไซน์ของจักรยาน เพราะว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากนั่นเอง

โมเดลธุรกิจแบบนี้ ใช่ว่าแค่มีเงินซื้อจักรยานหลายๆ คันมาจอดเรียงกันไว้ก็ทำได้ การจะทำแบบนี้ได้ต้องคิดเป็นระบบ จะหาที่จอดอย่างไร จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้มีจักรยานกระจายอยู่ทุกที่ และจะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกมากที่สุด ใครๆ ที่ได้มาเห็นโมเดลนี้ ต่างก็อยากเอากลับไปใช้ในประเทศของตัวเองทั้งนั้น นวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วน่าจะเกิดขึ้นในประเทศตะวันตกที่ถูกมองว่ามีความก้าวหน้า แต่ถ้ายังไม่มีช่องทางจอดจักรยานที่เหมาะสมและเพียงพอ ก็อาจจะยากหน่อย หรือถ้ากำหนดราคาค่าบริการที่แพงกว่าค่าโดยสารจากยานพาหนะแบบเดิม ก็คงไม่จูงใจสักเท่าไร แต่ว่าเรื่องแบบนี้คนจีนคิดได้ แล้วก็ทำได้ดีด้วย เพราะสามารถคิดได้ทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่าทำแบบนี้คุ้มกว่าและในเชิงของสิ่งแวดล้อมการทำแบบนี้ก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าอีกด้วย

นี่แหละตัวอย่างที่สะท้อนความคิดล้ำๆ แบบคนจีนในยุคนี้ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นแค่บางส่วนที่ช่วยยืนยันว่าจีนพัฒนาไปเร็วมาก และจีนเป็นชาติที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นจีนยุคใหม่ที่เหมือนยักษ์ใหญ่กำลังเจริญเติบโตออกไปทั่วโลก การจับตาเพื่อทำความเข้าใจกับจีนในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในประเทศนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เป็นตัวบ่งบอกและสะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเราเช่นกัน ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากจีน เรียนรู้จากจีน จึงไม่เสียหลายแน่นอน

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ ได้ ในรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ. 5 วันเสาร์

 

เปิดมุมมองการเลือกที่พักอาศัย ตอบทุกโจทย์ของบ่าวสาวป้ายแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275186

เปิดมุมมองการเลือกที่พักอาศัย ตอบทุกโจทย์ของบ่าวสาวป้ายแดง

เปิดมุมมองการเลือกที่พักอาศัย ตอบทุกโจทย์ของบ่าวสาวป้ายแดง

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทุกวันนี้ที่พักอาศัยในกรุงเทพฯโดยเฉพาะโครงการคอนโดนิเนียมมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายชนิดตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันไปได้แทบจะครบครันทุกรูปแบบ แต่ในมุมมองของคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ อย่าง “โจ้-นิธิเลิศสุมิตรกุล” ทายาทรุ่นหลานของเจ้าของธุรกิจ “เดอะ พรีเมียร์ กรุ๊ป” ที่ตอนนี้มาช่วยคุณพ่อสานต่อกิจการของบริษัทศรีไทยมาร์เก็ตติ้ง และ “พิม-ริตา จิรา” นักธุรกิจสาวผู้นำเข้าชุดว่ายน้ำเก๋ไก๋มีดีไซน์และเจ้าของเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ SaTaDa ซึ่งทั้งคู่มีความต้องการคอนโดมิเนียมที่พิเศษและสะท้อนความเป็นตัวตนลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

ดังนั้น ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม Sales Gallery ของโครงการ Khun by yooinspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บายสตาร์ค) โครงการ Branded Condominium แห่งแรกของแสนสิริ ใจกลางซอยทองหล่อ 12 โจ้และพิม เผยถึงมุมมองการเลือกที่อยู่อาศัยว่า ด้วยรสนิยมที่เริ่มต้นมาจากครอบครัวและความชอบส่วนตัวของทั้งคุณโจ้และคุณพิมน่าจะสอดคล้องกับความชอบที่มีต่อโครงการ Khun by yoo inspired by Starck โครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ที่ดึงเอาความแปลกใหม่และโดดเด่นของดีไซเนอร์อัจฉริยะชื่อก้องโลกอย่าง Philippe Starck มาใส่ไว้จนมีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนโครงการไหนในกรุงเทพฯภายใต้แนวคิด Industrial Heritageและยังให้สัมผัสของความเป็นโครงการระดับอินเตอร์ จากการร่วมมือกับ yoo studio สตูดิโอออกแบบชื่อดังระดับโลก แค่เข้ามาเยี่ยมชม Sales Gallery ที่เหมือนนิทรรศการศิลปะในรูปแบบ Material Exhibition ของ Khun by yoo inspired by Starckไม่ได้เป็นการโชว์แค่ห้องตัวอย่างแบบปกติ ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าแตกแต่ง ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน เห็นแล้วเกิดจินตนาการต่อได้ว่าสามารถแต่งสรรพื้นที่ของเราไปในทิศทางใด โครงการที่ออกมาแล้วจะได้สไตล์ออกมาแบบไหน ซึ่งเข้ากับคนรุ่นใหม่ที่รักงานดีไซน์และมีเอกลักษณ์ของตนเองอย่างคู่รักคู่นี้

อีกเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือเรื่องโลเกชั่น “ตลอดเวลาที่คบกันมา 9 ปีก็ตัวติดกันตลอด พอแต่งงานและเลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วก็อยากได้ที่พักอาศัยที่สะดวกสบายกับทั้งสองคนซึ่งย่านทองหล่อดูจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวเพราะว่าพิมกับโจ้เข้ามาทองหล่อทุกสัปดาห์ เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน เป็นย่านที่แอ๊กทีฟตลอดเวลา มีทั้งร้านอาหารร้านโปรดครบตั้งแต่ Suki Masa ร้านเนื้อย่างบน EightThonglor ข้าวมันไก่บุญตงเกียรติ ไปจนถึง After You จะไปสังสรรค์เพื่อนๆ ก็ชอบมาแถวนี้กันชนิดที่ไม่ต้องนัดแต่แค่แวะไปก็เจอ สุดสัปดาห์จะนัดรวมญาติทานอาหารบ้านญาติหลายคนก็อยู่ละแวกนี้ เพราะฉะนั้นทองหล่อถือว่าตอบโจทย์ที่สุดจริงๆ เราสามารถเดินไปสถานที่ดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องฝ่ารถติดค่ะ”

เรื่องเทรนด์ Smart Home ก็เป็นอีกจุดที่สามีภรรยาสุดชิคคู่นี้คำนึงถึง “อีกจุดหนึ่งที่ผมให้ความสนใจมากคือแนวคิดการนำเทคโนโลยีอย่าง Smart Home และระบบจอดรถอัตโนมัติ ฯลฯ เข้ามาผนวกกับงานดีไซน์ เพราะนี่เป็นแนวคิดเดียวกับที่ผมเอาไปต่อยอดธุรกิจศรีไทยซูเปอร์แวร์ ธุรกิจเครื่องครัวของคุณพ่อ โดยใช้โมเดลการตลาดผ่านออนไลน์มากขึ้น ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตทำให้สะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาขึ้นอย่างเช่นระบบสั่งการเปิดไฟ ปิดไฟ ที่เราไม่แน่ใจว่าออกจากบ้านไปแล้วแบบรีบๆ แล้วลืมปิดไฟหรือเปล่า ตรงนี้ก็ช่วยให้คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตได้ลงตัวมากขึ้นครับ”

คนรุ่นใหม่หลายๆ คนมองว่าการซื้อคอนโดมิเนียมหรือที่อยู่อาศัยนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุน แต่สำหรับสามีภรรยาป้ายแดงกลับมองลึกยิ่งไปกว่านั้น “เราสองคนมองว่าการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นการลงทุนด้านจิตใจ คือถ้าซื้อโครงการที่ใช่ เราเห็นเราอยู่ก็จะมีความสุข และมากไปกว่าความสุขในการได้อยู่ ก็คือความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ นั่นเอง”

เคล็ดลับการใส่ยีนส์ขาสั้นให้ดูดีจากกูรูแฟชั่นชื่อดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275184

เคล็ดลับการใส่ยีนส์ขาสั้นให้ดูดีจากกูรูแฟชั่นชื่อดัง

เคล็ดลับการใส่ยีนส์ขาสั้นให้ดูดีจากกูรูแฟชั่นชื่อดัง

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ว่าจะยุคไหนยีนส์ก็ยังคงเป็นแฟชั่นไอเท็มที่คลาสสิกอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ “TBY” (ทีบีวาย) แบรนด์กางเกงยีนส์คุณภาพเยี่ยมสัญชาติไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์การดีไซน์ที่ทันสมัย ผสมผสานกลิ่นอายสตรีทแฟชั่นให้เหล่าคนรักยีนส์ได้สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์สร้างลุคเก๋ได้ทุกวัน โดยล่าสุด แหวว-ฐิติมาอนันตนานุกุล ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ฝีมือเฉียบประจำแบรนด์ ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ออกแบบไอเท็มกางเกงกระโปรงผ่านดีไซน์สุดเก๋ เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าให้สนุกกับการแต่งตัวได้อวดเรียวขาสวยในซีซั่นนี้

แหวว-ฐิติมา อนันตนานุกุล กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบกางเกงกระโปรงนี้“อีกหนึ่งไอเท็มคลาสสิกของยีนส์ ก็คือยีนส์สั้นที่เป็นกางเกงกระโปรง ซึ่งแนวคิดหลักของการทำกางเกงกระโปรงนี้ ก็เพราะเราเห็นว่าผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ชอบใส่กระโปรงสั้น แต่ก็ยังมีหลายคนที่กลัวว่าจะเคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังนั้นกางเกงกระโปรงจึงเป็นไอเท็มที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มดีไซน์ที่ทันสมัย สามารถดึงเสน่ห์ของผู้สวมใส่ออกมาได้ดังนั้น ไอเท็มชิ้นนี้ เราก็เลยเน้นการตัดเย็บและเลือกใช้โทนสียีนส์ฟอกที่ดูเท่ๆ สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายสไตล์ที่สามารถนำเสนอบุคลิกของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี”

โดยไอเท็มกางเกงกระโปรงของ“ทีบีวาย”(TBY) นั้น ยังคงซิกเนเจอร์อยู่ที่การเลือกใช้ผ้ายีนส์ผสมเส้นใยสังเคราะห์ Lycra ที่มีคุณสมบัติในการเก็บกระชับสัดส่วน ยืดหยุ่นแนบกระชับพอดีกับรูปร่าง และสวมใส่สบายไม่อึดอัดแม้ในอากาศร้อน ถ่ายทอดลงบน 2 ไอเท็มชิ้นเด่น ได้แก่ กางเกงกระโปรงทรงเอ ที่ชิ้นของกางเกงถูกตัดปลายขาให้ขาดลุ่ย ก่อนนำผ้ายีนส์อีกชิ้นมาตัดเย็บเข้าไปทางด้านหน้าในความยาวที่สั้นกว่ากางเกงเล็กน้อย กลายเป็นกางเกงกระโปรงตัวเก๋ที่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อได้หลากหลายสไตล์ และอีกหนึ่งชิ้นเด่นของซีซั่นนี้คือ กระโปรงยีนส์สั้นสีน้ำเงินเข้มที่ซับในด้วยกางเกงขาสั้น เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ชื่นชอบการใส่กระโปรงแต่กลัวโป๊ โดยมีจุดเด่นอยู่ตรงบริเวณชายกระโปรงที่ถูกออกแบบมาให้ไม่เท่ากันและตัดปลายให้ขาดลุ่ย เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าสาวเซอร์ให้สนุกกับการแต่งตัวได้อย่างไม่รู้จบ

นอกจากนี้กูรูด้านแฟชั่นสายสตรีทสุธยา ลี ยังแนะนำเคล็ดลับการใส่ยีนส์สั้นให้ดูดีพร้อมอวดเรียวขาสวย “การใส่ยีนส์สั้นให้ดูดีนั้นสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลายสไตล์มาก เริ่มจากถ้าอยากได้ลุคเซอร์ สบายๆ หน่อย ก็หยิบยีนส์ดีไซน์เก๋สักตัว มาใส่คู่กับเสื้อยืดยุ่ยๆเพิ่มแอคเซสซอรี่ด้วยเข็มขัดหนัง ใส่กับรองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบ หรือถ้าอยากเพิ่มความน่าค้นหาก็อาจจะเปลี่ยนท่อนบนเป็นเสื้อกล้ามพลิ้วๆ หรือเสื้อลูกไม้ฉลุ ใส่กับรองเท้าสไตล์ Lace up Sandals ก็อัพลุคให้ดูดีขึ้นได้ในอีกแบบ ส่วนอีกหนึ่งไอเท็มที่สามารถหยิบมาใส่กับยีนส์สั้นได้ในทุกยุคก็คือเสื้อเชิ้ต เพราะนอกจากจะเพิ่มความโก้แล้วยังเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ ได้ เมื่อใส่คู่กับรองเท้าส้นสูง’

พบกับไอเท็มรับซัมเมอร์จาก “ทีบีวาย”(TBY) พร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่ เดอะแพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ตึก 1 ชั้นใต้ดิน ห้อง B72, โทร.082-9817211, Face book: TBY JEANS และ Instagram: tbyjeans_brand