Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

อิสรภาพแห่งคาตาโลเนีย อัตลักษณ์-ศักดิ์ศรี-ชีวิต

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295286

อิสรภาพแห่งคาตาโลเนีย อัตลักษณ์-ศักดิ์ศรี-ชีวิต

อิสรภาพแห่งคาตาโลเนีย อัตลักษณ์-ศักดิ์ศรี-ชีวิต

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.11 น.

เป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อ ประชาชนแห่งคาตาโลเนีย ถึง 90% รลงประชามติโหวต คำว่า “Yes” เพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน

สถานการณ์ตึงเครียด และมีความวุ่นวายอย่างหนักทางการเมือง เมื่อรัฐบาลกลางสเปน ส่งกองกำลังเข้าสลายการลงประชามติ และภาพที่ปรากฏออกไปทั่วโลก็คือ การใช้กระบองทุบตีประชาชน มีการยิงปืนด้วยกระสุนยาง และการใช้แก๊สน้ำตา เพื่อสลายฝูงชน

จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 800 คนเลยทีเดียว

เหตุการณ์บานปลายไปถึงฟุตบอลในศึกลา ลีกา สเปน คู่ระหว่าง “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลนา ซึ่งเป็นเมืองเอกของแคว้นตาตาโลเนีย เปิดบ้านพบลาส ปัลมาส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ต้องลงเตะกันโดยปิดสนามไม่มีผู้ชมบนอัฒจันทร์ หลังมีความพยายามขอยกเลิกเกมแต่ไม่เป็นผล

บาร์ซ่าพยายามเรียกร้องให้ลา ลีกา เลื่อนเกมแข่งขันนัดนี้ออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แต่บอร์บริหารของลีก กลับปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว พร้อมขู่ว่าถ้าไม่ลงเตะจะปรับแพ้นัดนี้ 0-3 และจะตัดแต้มอีกถึง 6 คะแนนด้วยกัน

ลงท้าย “เจ้าบุญทุ่ม” จึงตัดสินใจแข่งตามโปรแกรมเดิมต่อไป โดยปิดสนามไม่มีแฟนบอลเข้ามาชม

เรื่องของหมายเหตุแห่งชาติพันธุ์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และน่าสนใจมากๆ เป็นประเด็นทุกแห่งหนมาโดยตลอดไม่เว้นทุกที่ในโลก

ที่สเปนก็เช่นกัน

นั่นคือแคว้นคาตาลันที่หลายคนรู้จัก หรือ คาตาลุนญ่า หรือกาตาลุญญ่า ในฐานะที่โลกรับรู้ว่าเป็นชนชาว “คาตาโลเนีย” ที่ต้องการจะแยกออกจาก สเปน มาอย่างยาวนาน

เป็นที่ทราบว่า ทั้งคาตาลัน และ บาสก์ ต้องการ “จะแยก” จากสเปน มานานแล้ว เนื่องจากทั้งสองแคว้นนี้มีภาษา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันเป็นแบบฉบับเฉพาะของตนเองที่ชัดเจน ทำให้ต้องการมีอิสระในการปกครองตนเองมากขึ้น จากศูนย์กลางของรัฐชาติ ที่กรุงมาดริด

ประเด็นแห่งความร้าวฉาน ความแตกแยกเกิดขึ้นมานาน แต่หนักสุดๆ ก็น่าจะเป็นช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อโลกเริ่มไร้พรมแดน การสื่อสารเข้าถึง การระบายออก รับรู้กันง่ายแค่ปลายนิ้ว

เพราะมีนักบอล “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน บางคนลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 แอบนำธงประจำแคว้นคาตาโลเนีย ติดไว้ด้านบนของถุงเท้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลก

จากนั้นในปี 2012 ในวันชาติคาตาโลเนีย วันที่ 11 กันยายน ทั่วโลกจับตามอง การเดินขบวนเรียกร้องไปตามท้องถนนของชาวคาตาโลเนีย เกี่ยวกับการขอ…

“แยกประเทศ”

ชาเบียร์ ตริอาส นายกเทศมนตรีนครบาร์เซโลน่า ยืนยันทันทีว่า ถ้าได้รับเอกราชปกครองตัวเองและเป็นเอกเทศจากสเปน พร้อมกับใช้ฟุตบอลเป็น “หัวหอก”ในการทะลวง โดยยกว่า บาร์เซโลน่า จะไปร่วมเล่นใน ลีก เอิง ของ ฝรั่งเศส ก็ไม่เห็นแปลก

ให้หลังมาถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 ประชาชนในแคว้นคาตาโลเนียหรือชาวคาตาลัน ได้ออกมาทำการเลือกตั้งครั้งสาคัญของประวัติศาสตร์พวกเขา แม้เป็นเพียงการเลือกตั้งระดับแคว้นเพื่อเลือกผู้แทนจากพรรคการเมืองเข้าดำรงตำแหน่งในสภาของแคว้นก็ตาม

แต่ว่ากันว่า เขย่าเสาหลักอย่างสเปนได้เยอะเช่นกัน

กระทั่งธันวาคม 2013 รัฐบาลสเปน ได้ประกาศที่จะยับยั้งแผนการของพรรคการเมืองในคาตาโลเนียจัดการลงประชามติเพื่อหาฉันทานุมัติในการประกาศอิสรภาพแยกตัวจากสเปน โดยมี ประธานาธิบดีคาตาโลเนีย “อาร์ตูร์ มาส” เป็นผู้นำ ในเดือนพฤศจิกายน 2014

ปรากฏว่า ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนได้พร้อมใจกันลงประชามติเชิงสัญลักษณ์สนับสนุนกระบวนการแยกประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2014

ประธานาธิบดี อาร์ตู มาส แห่งแคว้นคาตาโลเนีย กล่าวถึงผลประชามติว่าเป็น “ความสำเร็จอย่างงดงาม” เมื่อผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่เห็นชอบให้แคว้นที่ร่ำรวยแห่งนี้แยกตัวเป็นอิสระ แม้จะไร้ผลทางกฎหมายเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญสเปนสั่งห้ามไว้ก่อนแล้วก็ตาม

“คาตาโลเนีย” นี่เป็นแคว้นใหญ่อันดับสองของสเปน เป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจร้อยละ 20 ของประเทศ มีฐานะที่ร่ำรวย และถูกเรียกเก็บภาษีสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงมีอำนาจปกครองตนเองในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

คาตาโลเนีย คือกลุ่มเชื้อชาติที่ได้ทําการออกมาเรียกร้องอย่างเป็นประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานถึงความต้องการในการปกครองตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์การพัฒนาความกินดีอยู่ดี และโอกาสที่เท่าเทียมกันสําหรับประชาชนทุกคน เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมและตัวตนของพวกเขาเอง

การปกครองตนเองของคาตาโลเนียได้สร้างขึ้นจากสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ของคนคาตาลันในสถาบันอันเก่าแก่ของพวกเขาและธรรมเนียมทางกฎหมาย รัฐสภาคาตาลันมีฐานรากตั้งแต่สมัยยุคกลาง

ที่นี่มีภาษาพูด มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ ในอดีตเคยเป็นเอกราช ไม่ได้ขึ้นกับสเปน ต่อมาถูกรุกราน และบวกเข้ากับสเปน แต่คนที่นี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ ซึ่งพวกเขาได้วางรากฐานการฟื้นฟูการปกครองของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1914

หลายๆ ประเด็น ส่งผลให้คนที่นี่แตกต่างจากแคว้นอื่นของสเปน อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะภาษาพูด กลายเป็นชนวนให้ชาวสเปนบางส่วนไม่พอใจชาวคาตาลัน เพราะไม่ยอมใช้ภาษาสเปน

เหตุนี่ยิ่งทำให้คนคาตาลัน รู้สึกแปลกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องเพราะไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประเทศแม่ของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ถูกมองมากที่สุดก็คือ “รัฐบาลกลาง” ได้จัดการเก็บภาษีจำนวนมาก แต่งบประมาณที่ถูกส่งกลับมาพัฒนาแคว้นมีน้อยนิด แถมยังเรียกภาษีเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลถึงการขาดความสมดุลอย่างชัดเจน

เพียงแต่โอกาสที่จะ “ไม่แยก” ก็ดูเยอะเหมือนกัน เพราะที่นี่มาจากการรวมประเทศเข้าด้วยกันแบบยุคใหม่ ศูนย์กลางจากแคว้นต่างๆ รวมกันอยู่ที่มาดริด

โลกรู้ว่านี่คือ “เอสปันญ่า” หาใช่ปกครองในเชิงแบบ นครรัฐ หรือนำรัฐต่างๆ มารวมกันอย่าง สหภาพโซเวียต และยูโกสลาเวีย ในอดีตรวมถึงสหรัฐ ในนาทีปัจจุบัน ดังนั้นองค์กรสำคัญๆต่างๆของโลกนั้นจะรับรอง จะค่อนข้างยาก ถึงยากมาก

ไม่ว่าที่สุดแล้วคาตาโลเนียจะแยกตัวออกในอนาคตหรือไม่ เหตุดังกล่าวจะส่งผลต่อเสถียรภาพของทางการเมืองและเศรษฐกิจสเปน อย่างไม่ต้องสงสัย

คอยติดตามตอนต่อไป….ก็แล้วกัน!!!

สยามพงษ์ ผลมาก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Oh My God! 16 ของใหญ่ยักษ์ที่สุดในโลก

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295240

Oh My God! 16 ของใหญ่ยักษ์ที่สุดในโลก

Oh My God! 16 ของใหญ่ยักษ์ที่สุดในโลก

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 09.49 น.

ในช่วงที่ผ่านมา โลกของเราเคยมีแต่สิ่งมีชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์อยู่เต็มไปหมด แต่ละสิ่งแต่ละอย่างล้วนใหญ่โตแบบที่มนุษย์เราคาดไม่ถึง ปัจจุบันนี้ ถึงเราจะได้ครองโลก แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์จนทำให้เราต้องทึ่งอยู่ดี

Like สาระ จะพาไปดูสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงถ้ำและแนวปะการัง ที่เห็นแล้วอาจทำให้พวกเรารู้สึกตัวหดเล็กเหลือนิดเดียว เมื่อเทียบกับขนาดความใหญ่โตของพวกมัน แต่บอกก่อนว่า สิ่งมีชีวิตบางชนิดนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว

1.ต้นสนเซควอญา – ต้นสนเซควอญาถือเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ พวกมันอาจมีความสูงได้ถึง 275 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 ฟุต เรียกว่าใหญ่ขนาด 10 คนโอบได้สบายๆ

2. ไดโนเสาร์กินพืชที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (Amphicoelia) – สัตว์ชนิดนี้อยู่บนโลกของเราเมื่อ 145-161 ล้านปีก่อน เป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มากโดยมีความ 58 เมตร มีกระดูกสันหลังยาวถึง 2.5 เมตรเลยทีเดียว

3. งูที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Titanoboa) – เป็นงูที่คล้ายสายพันธุ์ Boa แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก พวกมันเคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 58-61 ล้านปีก่อน โดยมีลำตัวยาวถึง 13 เมตร แต่สายพันธุ์ในปัจจุบันมีความยาวที่สุดประมาณ 7.5 เมตร หลายคนอาจจะรู้สึกดีที่มันสูญพันธุ์ไปแล้ว

4.ขนุน ผลไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก – ขนุน ผลไม้ที่หลายคนโปรดปราน เป็นผลไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวถึง 90 ซม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 ซม.

5.นกยักษ์ Argentavis – นกชนิดอยู่บนโลกเมื่อ 5-8 ล้านปีก่อน เป็นนกขนาดใหญที่สุดที่เคยมีมาบนโลกใบนี้ ขนาดปีกเมื่อกางออกเต็มที่จะกว้างถึง 7 เมตร ยังดีที่พวกมันกินพวกสัตว์ตระกูลฟันแทะเป็นอาหาร

6.ถ้ำสวรรค์ (Paradise Cave) – ถ้ำในอุทยานแห่งชาติ Phong Nha-Kẻ Bàng ประเทศเวียดนาม ได้รับการยกย่องว่าเป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดในโลกเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน โถงในถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวกว่า 5 กิโลเมตร สูง 200 เมตร และกว้างถึง 150 เมตรเลยทีเดียว

7. บัวผุด (Rafflesia) – เป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 100 ซม. บัวผุดยังมีชื่อเสียงในเรื่องของกลิ่น ไม่ใช่กลิ่นหอมชวนดอมดมนะ แต่เป็นกลิ่นที่เหม็นชวนคลื่นเหียนเหมือนเนื้อเน่าๆ มากกว่า

8.กวางยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก – กวางยักษ์ชนิดนี้อยู่บนโลกของเรา 2 ล้านปีก่อน แต่เมื่อป่าเริ่มขยายออกไปตามที่โล่งต่างๆ ทั่วโลก กวางยักษ์ก็ค่อยๆ สูญพันธุ์ เพราะเขาของมันมีขนาดใหญ่กว่า 5 เมตร ที่ทำให้มันเคลื่อนไหวและหากินได้ลำบาก

9.เห็ดใหญ่ที่สุดในโลก เชื้อราสายพันธุ์  Humongous Fungus – Armillaria ostoyae เป็นอีกชื่อเรียกของเชื้อราสายพันธุ์ Humongous Fungus เป็นเชื้อราที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน สามารถขึ้นปกคลุมพื้นที่ได้กว่า 8.4 ตารางกิโลเมตร พบได้ในในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมัลเฮอร์ (Malheur) ในรัฐโอเรกอนของสหรัฐ

10. Merostomes สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก – สัตว์มีข้อปล้องที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดนี้ เคยอาศัยอยู่บนโลกของเราเมื่อ 248-510 ล้านปีก่อน โดยตัวเต็มวัยมีขนาดใหญ่ถึง 2.5 เมตร ลองคิดว่ามันอยู่ในยุคปัจจุบันคงจะทำให้เรารู้สยองพิลึก

11. The Great Barrier Reef แนวประการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก – แนวประการังนี้อยู่ในทะเลคอรัล ประเทศออสเตรเลีย เป็นแนวปะการังที่แผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตาตลอดชายฝั่งถึงกว่า 2,30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 344,400 ตารางกิโลเมตร

12.หมียักษ์หน้าสั้น (Giant short-faced bear) –  หมียักษ์หน้าสั้น เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงยุคน้ำแข็ง มันมีขากรรไกรที่แข็งแรงมาก เมื่อยืนด้วยขาหลัง มันมีความสูงถึง 4.5 เมตร โชคร้าย ที่มันสูญพันธุ์ไปเมื่อ 14,000 ปีก่อน

13.คิงคองยักษ์ (Gigantopithecus) – คิงคองยักษ์ เป็นสัตว์ตระกูลลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาศัยในโลกเมื่อ 1 ล้านปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มาก โดยสูงถึง 4 เมตร หนัก 550 กก. และกินไผ่เป็นอาหาร

14. Quetzalcoatl สัตว์ปีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก – Quetzalcoatl เป็นสัตว์ปีกสายพันธุ์เทอโรซอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่เคยมีโลกใบนี้มา อาศัยอยู่ในโลกเมื่อ 66-68 ล้านปีก่อน ปีกของมันเมื่อแผ่ออกเหยียดสุดสามารถยาวได้ถึง 12-15 เมตร มันกินพวกไดโนเสาร์ตัวเล็กเป็นอาหาร

15.วาฬสีน้ำเงิน – วาฬสีน้ำเงิน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน โดยมีความยาวกว่า 33 เมตร และหนัก 150 ตัน ปัจจุบัน เหลือวาฬสีน้ำเงินไม่ถึง 10,000 ตัวบนโลกใบนี้

16.จระเข้มน้ำเค็มยักษ์ (Sarcosuchus) – จระเข้มน้ำเค็มยักษ์ เคยอยู่ในโลกของเราเมื่อหลายล้านปีก่อน เป็นบรรพบุรุษของจระเข้ในปัจจุบัน พวกมันมีความยาวได้ 12 เมตร ล่าไดโนเสาร์ตัวเล็กเป็นอาหาร แรงกัดของมันมีความรุนแรงถึง 33,000-44,000 ปอนด์ ทำให้มันสามารถกัดเหยื่อขาดครึ่งได้ในครั้งเดียว

ที่มา : https://brightside.me/wonder-curiosities/the-15-largest-things-on-earth-371610/

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กู๊ดไอเดียสาธิตใช้’โดรน’พ่นยาหว่านปุ๋ยนาข้าวทางอากาศ

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295238

กู๊ดไอเดียสาธิตใช้'โดรน'พ่นยาหว่านปุ๋ยนาข้าวทางอากาศ

กู๊ดไอเดียสาธิตใช้’โดรน’พ่นยาหว่านปุ๋ยนาข้าวทางอากาศ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 09.36 น.

2 ต.ค.60 ที่บริเวณแปลงนาข้าวกลางทุ่งนาหมู่ 2 ตำบลตลาดใหม่ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ชาวนากว่า 100 คน ต่างมาดูการสาธิตวิธีการพ่นยาหว่านปุ๋ยในแปลงนาข้าวทางอากาศ โดยการใช้โดรนเป็นเครื่องมือในการพ่นยาในนาข้าวจำนวน 10 ไร่

นายชโลม ยอดทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 เจ้าของแปลงนา เปิดเผยว่า โดยปกติแล้วการฉีดยาหว่านปุ๋ยในแปลงนาข้าว จะใช้คนงานทำมีค่าจ้าวอยู่ราคาไร่ละ 50 บาท แต่ครั้งนี้มีบริษัทดังนำเครื่องมือไฮเทคคือ ‘โดรน’ มาทำการสาธิตในการพ่นยาและหว่านปุ๋ยในแปลงนาอยู่ในราคาไร่ละ 120 บาท แต่หากว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าใช้แรงงานคนก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่ราคาค่อนข้างสูง และคาดว่าในอนาคตคงมีการนำโดรนเป็นเครื่องมือของชาวนาที่ใช้ในการเกษตรอย่างแน่นอน

ด้านนายพันธ์เลิศ ศรีอุไร เจ้าหน้าที่บริษัท สเตเวีย เทคนิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในครั้งนี้ทางบริษัทมีการสาธิตฉีดปุ๋ยและยาฆ่าแมลง โดยการใช้โดรนเพื่อการเกษตร ให้เกษตรกรชาวนาได้เป็นทางเลือกในการใช้เครื่องมือแบบใหม่ มีความรวดเร็วและไวกว่าการพ่นยาแบบใช้แรงงานคน โดยที่นา 10 ไร่ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็แล้วเสร็จ ไม่มีการเหยียบย่ำทำให้ตนข้าวเสียหายและลดอันตรายในการฟุ้งกระจายของสารเคมีที่มีผลต่อคนพ่นยา โดยโดรนที่ใช้การรับจ้างทำการเกษตรทางบริษัทคิดค่าบริการอยู่ในราคา 120 บาทต่อไร่  ซึ่งชาวนาจะใช้ยาและปุ๋ยของตนเองก็ได้แล้วแต่ความสะดวก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ พาเกษตรกรไทย ก้าวสู่ยุคเกษตรกร 4.0 เพื่อสู่ตลาดโลกต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พะเยา’ สืบสานประเพณีตานสลากภัตรยิ่งใหญ่

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295232

'พะเยา' สืบสานประเพณีตานสลากภัตรยิ่งใหญ่

‘พะเยา’ สืบสานประเพณีตานสลากภัตรยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 08.44 น.

ที่วัดเชียงทอง ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จังหวัดพะเยา จัดประเพณีสืบสาน ตานก๋วยสลาก หรือสลากภัตร เพื่อสืบทอดประเพณีที่งดงามของชาวล้านนา ที่ในช่วงนี้มักจะมีการจัดขึ้นทุกวัดก่อนออกพรรษา โดยชาวบ้านเชื่อว่าจะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับและเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ในรอบปีของชาวเหนือ

เครื่องครัวตานเป็นจำนวนมาก ทั้งก๋วยสลาก ต้นฉัตร  ที่ถูกประดับตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนยอดเงิน จำนวนมาก ถูกนำมาเพื่อเป็นการถวายให้กับพระภิกษุ และทางวัด ตลอดจนการแสดงศิลปะล้านนา การรำการฟ้อน  ถูกนำมาแสดงในงานสืบสาน ตานก๋วยสลาก หรือสลากภัตร ประเพณีตานก๋วยสลากหรือสลากภัตร ที่ชาวบ้านต่างนำเครื่องไทยทาน บรรจุข้าวของเครื่องใช้ ผลไม้ อาหารคาวหวาน ยอดเงิน ถูกนำมาไว้ภายในบริเวณวัดเชียงทอง  อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ในงานบุญสลากภัตร หรือชาวล้านนาเรียก ประเพณีตานก๋วยสลาก ที่ทางชาวล้านนามักจะจัดขึ้นเป็นประเพณีสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ในช่วงก่อนวันออกพรรษา โดยชาวบ้านในแต่ละคณะศรัทธาของแต่ละวัดจะเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก ซึ่งถือเป็นงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ประจำปีของชาวเหนือ

โดยชาวบ้านจะร่วมกันแต่งดาครัวตาน เพื่อนำมาร่วมงานสลากภัตร ซึ่งจะเป็นการทำบุญที่ไม่เฉพาะเจาะจงจะทำบุญกับพระสงฆ์องค์ไหน รูปได โดยการทำบุญสลากภัตร ชาวบ้านจะนำเครื่องครัวตาน ของตนเองที่ได้เตรียมไว้ นำมาไว้ที่วัดจากนั้นจะมีการเขียนสลากของตนเอง และมอบให้กับทางคณะกรรมการวัดเพื่อเป็นการกวนสลาก หรือคนให้คละเคล้ากัน จากนั้น หลังจากที่พระสงฆ์ได้ทำพิธีเจริญพุทธมนต์ ให้ศีลให้พรเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะนำสลากดังกล่าวมอบถวายกับพระสงฆ์สามเณรที่มาร่วมงาน ตามสัดส่วนคละเคล้ากันไป และพระสงฆ์จะนำสลากดังกล่าวไปแลกกกับเครื่องครัวตานหรือสลากภัตรที่ได้รับ โดยในปีนี้ทางวัดเชียงทองได้ขัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีชาวบ้านจำนวนมากเข้าร่วมงาน

สำหรับการทำบุญสลากภัตร หรือที่ทางเหนือเรียกตานก๋วยสลาก เป็นประเพณีที่มีระบุไว้ในพระไตรปิฎก โดยเล่าว่ามีเด็กเลี้ยงวัว เดินทางไปเลี้ยงวัวกันหลายคน จากนั้นได้พบกับพระภิกษุที่เดินธุดงค์อยู่ในป่า จึงอยากจะทำบุญ แต่ทุกคนก็อยากทำบุญกับพระที่มีพรรษาที่มากๆ จนไม่สามารถตกลงกันได้จึงใช้วิธีเขียนชื่อตนเองและจับสลากว่าตนเองจะได้ทำบุญกับพระสงฆ์องค์ใด จนเป็นที่มาของสลากภัตร ซึ่งถือว่าประเพณีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีงาม นอกจากจะเป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์สามเณรแล้ว ในการที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเล่าเรียนศึกษาและพัฒนาพุทธศาสนา ยังทำให้ชาวบ้านได้เกิดความสมัคสมานสามัคคีกันได้มีกิจกรรมทำบุญร่วมกัน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นการที่เน้นความสนุกสนานร่าเริงเป็นส่วนใหญ่แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาตามยุคตามสมัย และควรที่จะอนุรักษ์สิ่งที่ดีงามไว้

ประเพณีตานก๋วยสลาก หรือสลากภัตร จึงนับว่าเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ทุกวัดจะได้จัดขึ้นเป็นประจำปี ซึ่งมีประชาชน พุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โครงสร้างประชากรไทย อดีตขอลด..วันนี้ให้เพิ่มคงยาก

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295282

โครงสร้างประชากรไทย อดีตขอลด..วันนี้ให้เพิ่มคงยาก

โครงสร้างประชากรไทย อดีตขอลด..วันนี้ให้เพิ่มคงยาก

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างได้ผล ดังข้อมูลจากบทความ “การศึกษาการตั้งเป้าหมายภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศไทย” ซึ่งเขียนโดย ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าประวัติศาสตร์นโยบายด้านประชากรของไทยว่า ในยุคของจอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2481-2487 ได้ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมาก อาทิ เริ่มจัดงานวันแม่ ในปี 2485 และจัดประกวดแม่ลูกดก ในปี 2486

ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ระหว่างปี 2484-2488 โดยสงครามยุติในวันที่ 15 ส.ค. 2488 เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้) พบว่าจำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กล่าวคือ จาก 21 ล้านคน ในปี 2490 เพิ่มเป็น 26 ล้านคน ในปี 2503 เฉลี่ยแล้ว “หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน จะให้กำเนิดบุตรราว 6.3 คน” สวนทางกับอัตราการตายที่ลดลง ทำให้นายกฯ ขณะนั้นคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กังวลว่าอาจกระทบต่อการพัฒนาประเทศ

แต่นโยบายส่งเสริมการคุมกำเนิดของไทยนั้นเริ่มต้นในปี 2513 ในยุคของนายกฯ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 17 มี.ค. 2513 ส่งเสริมการ “วางแผนครอบครัว” อัตราการเกิดของประชากรไทยจึงลดลงตามลำดับ ดังเอกสารประกอบการบรรยาย “เกิดอย่างไร ประเทศไทยจึงมั่นคง” ที่ ดร.ปราโมทย์ นำเสนอในงานประชุมการประชุมวิชาการประชากรและสังคม ของสถาบันฯ ประจำปี 2557 ระบุว่า สัดส่วนการคลอดบุตรของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ลดลงจาก 6.3 คน ในปี 2517 เหลือ 2 คน ในปี 2539 และ 1.6 คน ในปี 2555

การลดลงอย่างมากของอัตราการเกิด ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาคือ “สังคมสูงวัย” สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังรายงาน “ข้อมูลสถิติจำนวนผู้สูงอายุประเทศไทย ปี 2559” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กรมกิจการผู้สูงอายุ (www.dop.go.th) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2559 ประเทศไทยมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป จำนวน 9,934,309 คน คิดเป็นร้อยละ 15.07 ของประชากรไทยทั้งประเทศ 65,931,550 คน

ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการ “จูงใจให้มีลูก” อาทิ โครงการ “สาวแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ” ที่มีเจ้าภาพคือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อันเป็นข่าวฮือฮาไปเมื่อต้นปี 2560 กับการ “แจกวิตามิน” ที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก ไอโอดีน และโฟลิก สำหรับ “บำรุงทารกในครรภ์” หรือกรณี “ขยายวันลาคลอด” จากเดิม 90 วัน (3 เดือน) เป็น 180 วัน (6 เดือน) ที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อ 15 ก.ย. 2560 ว่าอยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนมี.ค. 2561

คำถามคือ “จะเป็นไปได้หรือ?” ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ชาวไทยจะได้สิทธิ์นั้นเฉกเช่นพ่อ-แม่ในประเทศเจริญแล้ว ดังความเห็นของ นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กล่าวกับสื่อมวลชนในงานแถลงข่าว “คุมกำเนิดไทยในยุค 4.0” เนื่องในวันคุมกำเนิดโลก (World Contraception Day) ณ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซ.วิภาวดี 44 ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ แสดงความกังวลว่า จะมีผลกระทบตามมาหรือไม่?

อาทิ หากให้สวัสดิการลาคลอดกับผู้หญิงมากๆ อาจก่อให้เกิดการ “ปิดกั้นโอกาสการทำงาน” ผู้หญิงอาจจะหางานทำยากขึ้นเพราะผู้ประกอบการจะมองว่า “เป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ” อีกทั้งแม้คำแนะนำของ องค์การสหประชาชาติ (UN) จะกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนมีบุตรไว้ เช่น “ที่อยู่อาศัย” มีที่อยู่เป็นของตนเองไม่ห่างจากที่ทำงานมากนัก หรือ “วันลาคลอด” ทั้งของตัวหญิงตั้งครรภ์และของคู่สมรสก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าวิธีไหนปัจจัยใดดีที่สุด ในการส่งเสริมให้คนในประเทศนั้นๆ มีลูกเพิ่มขึ้น การผลักดันนโยบายต่างๆ จึงต้องทำอย่างรอบคอบ

“การผลักดันนโยบายเรื่องหนึ่ง ก็ต้องดูว่ามีผลกระทบต่อนโยบายเรื่องอื่นๆ ด้วยไหม? โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่ปัญหาเกิดน้อย แต่ยังมีปัญหากลุ่มวัยรุ่น หรือการลงทุนในกลุ่มเด็กที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ หรือลงทุนด้านการศึกษา หรือลงทุนเรื่องของผู้สูงอายุ ถ้าเงินงบประมาณลงไปกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป มันก็จะเกิดการขาดโอกาสของอีกกลุ่มหนึ่งด้วย” นพ.กิตติพงศ์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง นพ.กิตติพงศ์ ก็ยังกล่าวด้วยว่า “แม่วัยใส” หรือการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยจากจำนวนทารกแรกเกิดทั้งหมดราว 7 แสนคนต่อปี พบว่า “1 แสนคนมาจากหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือเฉลี่ย 250 คนต่อวัน” และยังพบปัญหา “คลอดซ้ำ” เฉลี่ยร้อยละ 12 ถึงขนาดที่ต้องมีกฎหมายมาดูแลเป็นการเฉพาะ นั่นคือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 สาระสำคัญคือ วัยรุ่นมีสิทธิ์เข้าถึงความรู้และสวัสดิการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งรวมถึงการคุมกำเนิดด้วย

“เด็กแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากกับอายุของแม่ แม่อายุยิ่งน้อยก็ยิ่งพบเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ สูงกว่าแม่ที่อายุมากกว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังลดปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย หรือปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น เด็กถูกทอดทิ้ง การเติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ การขาดโอกาสทางการศึกษา” นพ.กิตติพงศ์ ระบุ

ขณะที่สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 14 เม.ย. 2513 หรือ 1 เดือนหลังมีมติ ครม. สมัยจอมพลถนอม ว่าด้วยการวางแผนครอบครัว และร่วมทำงานด้านดังกล่าวมาตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันมีอัตราการเกิดน้อยลง แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังมีประชากรกลุ่มเสี่ยง ที่ทางสมาคมยังต้องเดินหน้าทำงานต่อไป ประกอบด้วย

1.กลุ่มแม่วัยใส หรือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร พบว่าในประเทศไทยมีอยู่ที่ราวร้อยละ 12 ยังสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดว่าไม่ควรมีสัดส่วนหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์เกินกว่าร้อยละ 10 ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายออกมาเป็นการเฉพาะ คือ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 โดยสมาคมก็จะเข้าไปร่วมให้ความรู้ เพราะมีเครือข่ายเยาวชน นักเรียนนักศึกษาที่ทำงานร่วมกับสมาคม

2.กลุ่มชนชายขอบ เช่น ประชากรที่อยู่ตามแนวชายแดน หรือประชากรที่อาศัยบนพื้นที่สูง กลุ่มนี้ยังมีอัตราการเกิดที่สูงอยู่ แต่การเกิดนั้นอาจจะมีปัญหาด้านคุณภาพ 3.แรงงานข้ามชาติ ซึ่งยอดอย่างเป็นทางการอยู่ที่ประมาณ 8 แสน – 1 ล้านคน แต่เชื่อว่าน่าจะมีมากกว่านั้นคืออยู่ที่ราว 3 – 5 ล้านคน กลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยก็ยังไม่ค่อยได้คุมกำเนิด สมาคมยังคงต้องทำงานด้านรณรงค์ต่อไป และ 4.ประชากร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกลุ่มนี้ที่ผ่านมาทางสมาคมลงไปทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการดูแลสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

“ในยุค 4.0 ประเทศจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้เลยถ้าประชากรไม่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 12) จึงกำหนดให้ทุกการเกิดเป็นการเกิดที่มีคุณภาพ เพื่อหวังว่าเราจะมีประชากรที่มีคุณภาพ มีทักษะ เพื่อสามารถไปแข่งขันในเวทีสากลได้” นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

นั่นคือประวัติศาสตร์นโยบายโครงสร้างประชากรของไทย ส่วน ณ วันนี้ ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้น “แต่ก่อนมีลูก 1 คน จนไป 7 ปี เดี๋ยวนี้มีลูก 1 คน จนไป 20 ปี” ยังไม่นับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ “รักอิสระ” ให้ความสำคัญต่อการศึกษา การทำงาน การใช้จ่ายส่วนตัวมากขึ้น ดังนั้นอาจจะต้อง “ทำใจ” ไว้ก่อนหรือไม่? หากประชากรจะไม่กลับไปเพิ่มขึ้นอีก โดยสิ่งที่พอทำได้ อาจเหลือแต่การทำให้ประชากรที่ยังเกิดอยู่

“มีคุณภาพ” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรับช่วงดูแลประเทศชาติต่อไป!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“กฤษฎา” โล่งอกพ้นเส้นยาแดงผ่าแปด

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295172

“กฤษฎา” โล่งอกพ้นเส้นยาแดงผ่าแปด

“กฤษฎา” โล่งอกพ้นเส้นยาแดงผ่าแปด

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

nn…และแล้ว 1 ตุลาคมที่ผ่านมาของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นวันรับตำแหน่งข้าราชการใหม่ โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหารระดับสูง ระดับบิ๊กของแต่ละกระทรวง ต่างโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ เติบโตไปตามครรลอง ขณะเดียวกันก็ถึงเวลาของข้าราชการ“วัยเกษียณ” อย่างเต็มรูปแบบของบางคนที่ต้องถอดทิ้งหัวโขน เพื่อส่งต่อให้รุ่นต่อไปเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เป็นวัฏจักร…ไม่เว้นแม้แต่“กระทรวงมหาดไทย”ก็เช่นกัน…เก็บตกก่อนถึงวันทำงานวันสุดท้ายในอาชีพ “ข้าราชการ” เพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชนประจำกระทรวงคลองหลอด ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมวงนั่งพูดคุยกับ “ปลัดปุ๊ย” กฤษฎา บุญราช ที่ได้เป็น“อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย”เต็มตัวแล้วตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา…งานนี้ ปลัดปุ๊ย ออกตัวขอบใจสื่อมวลชนเป็นอันดับแรก พร้อมกล่าวเปิดใจในทำนอง “โล่งอก” กับในช่วง… 2 ปีที่ดำรงตำแหน่ง “ปลัด มท.”มา สื่อไม่ถึงขนาดลากไส้มาเป็นประเด็นข่าว หรือจวกโจมตีคอมโบแบบรุนแรงมากเท่าไหร่…แหมมมม…เรียกได้ว่า เส้นยาแดงผ่าแปด ไปนิดเดียวเอ๊งง…อย่างที่ทราบกันดี แม้จะเกษียณในตำแหน่ง “ปลัด มท.คนที่ 39” แต่ก็ยังมีงานสำคัญรออยู่ กับหัวโขนใหม่ ในฐานะ “ประธานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในกรรมการปฏิรูปประเทศ”…ยังไงน้องๆสื่อประจำมหาดไทย ก็ต้องขอให้กำลังใจ
ปลัดปุ๊ยทำงานกันต่อไป พลางจับตาตรวจสอบไปด้วยว่า เส้นยาแดงจะมีผ่าเลยแปด มาเข้าทางปืนจอมตรวจสอบ อย่าง “สื่อมวลชน” หรือไม่ จับตาให้แข็ง อย่ากะพริบกันต่อไป!!!…nn

nn…หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 5 ปี ไม่รอลงอาญาคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ใครต่อใครต่างออกมาให้ความเห็นหลากหลายมุมทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักกฎหมาย แต่สำหรับกูรูข้าวหรือมิสเตอร์ปราบทุจริตจำนำข้าวอย่าง อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” กลับจัดกระเป๋าบินข้ามประเทศไปสิงคโปร์ โดยแจ้งแฟนคลับและพี่น้องสื่อมวลชนผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ถ้าติดต่อไม่ได้ก็ต้องขออภัย เพราะตั้งใจจะงดให้ความเห็นประเด็นคำตัดสินคดีจำนำข้าวไว้ก่อน ด้วยเข้าใจความรู้สึกของผู้คนที่มีทั้งฝ่ายดีใจและเสียใจ ซึ่งไม่ว่าจะกลุ่มไหน กูรูข้าวบอกแบบแมนๆว่า ยังไงก็คนไทยด้วยกัน…เลยขอถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมหลานรัก “น้องข้าว” ที่เมืองลอดช่องให้หายคิดถึง…หลังหายไปหลายวัน วันก่อนแว่บไปดูเฟซบุ๊คของเจ้าตัวก็อดอมยิ้มไม่ได้ กับภาพคุณตาวรงค์นั่งเลี้ยงน้องข้าว หลานสุดเลิฟที่กำลังจ้ำม่ำ ยิ้มแป้นทั้งคู่ กูรูข้าวบอกว่า “ผมมาเยี่ยมหลานสาว ตอนนี้น้องข้าวอายุเกือบ 10 เดือนแล้ว ตั้งไข่ได้แล้ว ไม่ค่อยงอแง และน่าจะเริ่มขยับเดินเตาะแตะได้บ้าง…”ก็ถือเป็นการพักผ่อนชาร์จแบตไปในตัว ก่อนกลับมาลุยงานต่อ แต่ดูภาพแล้วไม่บอกก็รู้โดยพลันว่า คุณตาหลงคุณหลานข้าวขนาดไหน…ส่วนคอการเมืองแฟนคลับอดใจรอไว้ เดี๋ยวกูรูข้าวจะมาเล่าแจ้งแถลงไขแบบละเอียดยิบ 4 ตุลาคมนะขอรับ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วิจารณ์ยับ! จนท.VSแม่ค้า ด่ากราดกลางท่าเรือแหลมบาลีฮาย

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295123

วิจารณ์ยับ! จนท.VSแม่ค้า ด่ากราดกลางท่าเรือแหลมบาลีฮาย

วิจารณ์ยับ! จนท.VSแม่ค้า ด่ากราดกลางท่าเรือแหลมบาลีฮาย

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 13.33 น.

บนโลกออนไลน์ โดยเพจเฟซบุ๊ก “มึงรู้ยัง-พัทยา” ได้โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของเมืองพัทยากำลังทะเลาะกับแม่ค้าประชาชน พร้อมระบุข้อความว่า “ #เรื่องมันมีอยู่ว่า…เทศกิจหน่วยพิเศษพัทยาด่าผู้หญิง ทำตัวเป็นมาเฟีย ด่าไม่ต้องมาขายของที่ แหลมตลอดชีวิต พวกเราคนขายของไม่รู้จะไปกราบเท้าแม่มันหรือเปล่า เพราะเราไปยืนบนที่นาผืนน้อยของแม่มัน #พัทยา” เรื่องราวดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำอันไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รายนี้

จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3 นาที พบว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณอาคารจอดรถอัตโนมัติ ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยภาพในคลิปจะเห็นได้ว่า มีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งแต่งเครื่องแบบเต็มยศ คล้ายเจ้าหน้าที่เทศกิจของเมืองพัทยา กำลังทะเลาะมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับบรรดาแม่ค้าพ่อค้า โดยมี ชายสวมเสื้อสีขาว คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของเมืองพัทยาเช่นกัน เป็นผู้ห้ามปรามคอยสงบสติให้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็ยังมีปากเสียงกันต่อเนื่อง ก่อนเหตุการณ์จะจบลงด้วยการบอกต่างฝ่ายให้ไปแจ้งความ

ทั้งนี้ อยากวอนให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และผู้บริหารเมืองพัทยา รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการ เนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบ มีพฤติกรรมด่าทอและทะเลาะมีปากเสียงกับประชาชน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชูวิทย์เหน็บแบบนี้ก็มีด้วย…ตำรวจค้นตำรวจ

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295107

ชูวิทย์เหน็บแบบนี้ก็มีด้วย...ตำรวจค้นตำรวจ

ชูวิทย์เหน็บแบบนี้ก็มีด้วย…ตำรวจค้นตำรวจ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 10.17 น.

ชูวิทย์โพสต์ “ตำรวจค้นตำรวจ” วิจารณ์กรณีผกก.หนุ่ย ขอตรวจค้นเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านยิ่งลักษณ์ เหน็บแบบนี้ก็มีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและนักธุรกิจชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ค “ชูวิทย์ I’m Back” เมื่อวันที่ 29 ก.ย.60 ที่ผ่านมา โดยระบุถึงการเข้าตรวจค้นบ้านพัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.60 ที่ผ่านมา มีข้อความดังนี้

“ตำรวจค้นตำรวจ

เมื่อวานตำรวจชุดของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล เข้าค้นบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยธรรมเนียมนักการเมืองไทยมากบารมีต้องมีนายตำรวจติดตาม อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มี “ผู้กำกับหนุ่ย” พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นายตำรวจสันติบาล ไปไหนไปด้วยเป็นเงาตามตัว

นายตำรวจท่านนี้ทำตัวเป็น “พ่อบ้าน” ขอค้นตำรวจที่มี “หมายค้น” บ้านคุณยิ่งลักษณ์ โดยอ้างว่ากลัวจะนำของต้องห้ามเข้ามาในบ้าน

แบบนี้ก็มีด้วยหรือครับ? นี่ถ้าเป็นคนธรรมดาตำรวจมีหมายค้น แล้วเราขอค้นตัวตำรวจเสียก่อนกลัวไม่บริสุทธิ์ใจ หรือตอนที่เราเจอด่านตรวจค้นรถ ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราจะขอค้นตำรวจก่อนที่จะมาค้นรถเราได้หรือ?

พลิกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 บอกไว้ว่า

“การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อนเท่าที่สามารถจะทำได้ ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่ หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน”

ตำรวจไทยใจดีถึงขนาดยอมให้เขาค้นตัว คนทั่วไปเขาอิจฉา ใครจะทำได้? ใจดีกันถึงขนาด ดูน่ารักน่าชัง หยิกแกมหยอก ให้ตำรวจที่กินเงินภาษีอากรราษฎรไปค้นตัวตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ฟังดูแล้วน่าเวียนหัว

สงสารตำรวจไทย ว่าทำกันไปได้ยังไง?”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ยิ้มกันวันอาทิตย์

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295021

ยิ้มกันวันอาทิตย์

ยิ้มกันวันอาทิตย์

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บึ้มสนั่น : เปลวเพลงจากระเบิดปะทุออกจากคลังแสงเก็บอาวุธและวัตถุระเบิดที่ฐานทัพในเมืองคาลินเนียฟก้า แคว้นวินนิตเซียนประเทศยูเครน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และต้องอพยพชาวบ้านกว่า 30,000 คน ออกนอกพื้นที่ ขณะที่ยูเครนอ้างกลุ่มกบฏที่นิยมรัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมครั้งนี้

ตัวท็อป : อดีตนางแบบซูเปอร์โมเดลแถวหน้า (จากซ้ายไปขวา) คาร์ลา บรูนี, คลอเดีย ชิฟเฟอร์, นาโอมิ แคมป์เบลล์, ซินดีครอว์ฟอร์ด และเฮเลนา คริสเตียนเซน ยืนโชว์โฉมแสดงผลงานคอลเลคชั่นระดับตำนานการออกแบบของ จิอานนีเวอร์ซาเช่ ดีไซเนอร์ชาวอิตาลีผู้ล่วงลับ ระหว่างการแสดงผลงานคอลเลคชั่นล่าสุดประจำปี 2017/2018 ของค่ายเวอร์ซาเช่ในงานแสดงแฟชั่น มิลาน แฟชั่น วีค ที่นครมิลาน ประเทศอิตาลี

เดินไต่เชือก : ผู้คนและนักท่องเที่ยวเป่าฟองสบู่ลอยไปตามสายลมขณะชมและเชียร์ให้กำลังใจนักแสดงเดินไต่เชือกที่กำลังโชว์ความสามารถในการเดินไต่เชือกที่ขึงจากที่สูงผ่านย่านจัตุรัสเมืองเก่า ใจกลางกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

SEP for SDGs หัวใจขับเคลื่อน Thailand 4.0

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295063

SEP for SDGs  หัวใจขับเคลื่อน Thailand 4.0

SEP for SDGs หัวใจขับเคลื่อน Thailand 4.0

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

(*SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศขององค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ.2030 หรือ พ.ศ.2573 โดยมีประเทศสมาชิก 194 ประเทศ รวมทั้งไทย ร่วมลงนามเพื่อรับรอง)

“เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals : SDGs) และ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy Philosophy : SEP) ในนาม “SEP for SDGs” กับ “Thailand 4.0” มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

บางท่านเห็นว่า SDGs เป็นการนำแนวคิดจากข้างบนลงมาสู่ระดับล่าง From Grand To Ground ซึ่งเห็นว่าหลักการ SDGs นำมาจากหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่รัชกาลที่ 9 ได้ผ่านการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงและพิสูจน์มาแล้ว จากนั้นจึงนำมาเป็นแนวคิดใหม่ของการพัฒนาโลก From Grand To Ground ดังนั้น SEP และ SDGs จึงสอดรับไปด้วยกัน และประเทศไทยของเราจะก้าวเดินไปทางไหนในอนาคต

ทาง สกว. จะดำเนินโครงการสำรวจสถานะของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทประเทศไทย ซึ่ง “SEP for SDGs” และ “Thailand 4.0” นั้นเป็นเรื่องที่สอดรับกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่ “ความยั่งยืน” การเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนนั้น จะต้องเริ่มจากการสร้างสมดุลในการพัฒนา หรือ “Thriving in Balance” ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักคิดของคนให้ถูกต้อง และปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาให้ถูกทาง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ Thailand 4.0

สำหรับการปรับโครงสร้างสู่ 3 ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value-Based Ecosystem) ได้แก่ 1.ระบบเศรษฐกิจไหลเวียน (Circular Economy) ระบบเศรษฐกิจที่ทำให้มนุษย์มีความสมดุลอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ตอบโจทย์ “ความยั่งยืน” การเติบโตโดยใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การมุ่งเน้นธุรกิจ การผลิตและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การปรับแนวคิดจากเดิมที่เคยคำนึงแต่ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนเป็นหลัก (Cost Advantage) มาเป็นการคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ (Loss Advantage) การส่งเสริมองค์กรที่ “คิดดี ทำดี” การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองน่าอยู่ การมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทน ตัวอย่างงานวิจัยของ ม.เทคโนโลยีสุรนารี ได้ทำโครงการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน, เทคโนโลยีบำบัดขยะมูลฝอยโดยวิธีกลและชีวภาพ

2.ระบบเศรษฐกิจกระจายตัว (Distributive Economy) จะลดความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดสมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ จะได้ตอบโจทย์ “ความมั่นคง” โดยกระจายความมั่งคั่งและโอกาส ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข เช่น สร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอให้กับคนยากจน 40% แรก การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ยกระดับผลิตภาพของภาคการเกษตร การปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาและปรับทักษะแรงงานให้สอดรับกับโลกยุค 4.0

การส่งเสริม SMEs ให้เข้มแข็งและแข่งขันได้บนเวทีโลก การสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด และจังหวัด การพัฒนา Innovation Hub ให้กระจายในระดับภูมิภาค การสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ เป็นต้น ยกตัวอย่าง ภาคประชารัฐและมหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ได้ทำวิจัยโครงการเสริมสร้างศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว

3.ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) เป็นกลไกขับเคลื่อนสู่ “ความมั่งคั่ง” ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นเงินทุนและทุนทางกายภาพ มาเป็นการเน้นปัญญามนุษย์และเทคโนโลยี เพราะมันจะตอบโจทย์ความสมดุลระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ นำความมั่งคั่งมาให้ เช่น การยกระดับทักษะด้านดิจิตอล ไอซีที และมีเดีย

การยกระดับความสามารถด้านวิจัยและพัฒนา การสร้างคลัสเตอร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การพัฒนาทักษะและงานใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ การบริหารจัดการสมัยใหม่ เป็นต้น

ทั้ง 3 ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า นี้ช่วยสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง “มนุษย์กับธรรมชาติ” “มนุษย์กับมนุษย์” และ “มนุษย์กับเทคโนโลยี” สอดรับกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายอย่างสอดคล้องลงตัว “ในบริบทของเอกชนนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืน ยากที่จะเกิดขึ้น จากการทำกิจกรรม CSR เพียงอย่างเดียว” แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนถาวรก็ต่อเมื่อภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยน “กระบวนทัศน์” ในการดำเนินธุรกิจจาก “Greed for Growth, Growth for Greed” มาเป็น “Doing Good, Doing Well”

Doing Good เพื่อตอบโจทย์ Stakeholders ส่วน Doing Well เพื่อตอบโจทย์ Shareholders ของบริษัท “Doing Good” สะท้อนความเป็น “คน” ขององค์กร ในขณะที่ “Doing Well” สะท้อนความเป็น “ตน” ขององค์กร Doing Good และ Doing Well จึงเสมือน “หยิน-หยาง” ที่ต้องสร้างให้เกิดความสมดุล เมื่อสมดุลจึงจะเกิดการเติบโต แต่เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน การขับเคลื่อน SEP for SDGs บนภาคีเครือข่ายความร่วมมือประชารัฐ และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ 79,593 แห่ง จะเป็นแพลตฟอร์มที่ยั่งยืน

“SEP for SDGs จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง” และต้องเป็นการลงมือปฏิบัติในระดับพื้นที่ ภูมิสังคม ศักยภาพ เงื่อนไขและความท้าทายที่แตกต่างกัน ตามโมเดล “Action-Oriented Area-Based Economy” ส่วนโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน จะยังคงเป็นกลไกทางตลาด (Market-Based Economy) แต่ต้องเสริมสร้างให้เป็น “Merit-Oriented Market-Based Economy” ที่แต่ละองค์กรดำเนินธุรกิจคิดดี ทำดีจะได้รับประโยชน์ โดยยึด “Doing Good, Doing Well” เป็นสำคัญนั่นเอง

“SEP for SDGs” จะบรรลุผล หากร่วมมือกันและลงไปสู่พื้นที่อย่างจริงจัง ถึงเวลาที่เราคนไทยทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำเรื่องนี้ให้กลายเป็นจริง เชื่อว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง!!!

(หมายเหตุ : ถอดความจากปาฐกถาของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ หัวข้อ “SEP for SDGs : หัวใจขับเคลื่อน Thailand 4.0” ในงานเวทีสาธารณะ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย : สถานะ ก้าวต่อไป” ณ รร.โนโวเทล สยามสแควร์ วันที่ 25 ก.ย. 2560)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,915,971 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย
ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ
Soft Power ของจริง! งดงามสะกดสายตา ส่องรายละเอียดชุดพิธีวิวาห์ 'ณเดชน์-ญาญ่า'
อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย
SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’
เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์
World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย
รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ
พริกยกสวน 'ธัญญ่า-หนิง'แท็กทีมปล่อยเซ็ตภาพ Wet Look ส่งท้ายสงกรานต์สวยฉ่ำ
AIDSID ขอเชิญร่วมทำบุญช่วยชีวิต เพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส

Recent Posts

  • พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี
  • ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า
  • “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6
  • รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี
  • รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d