วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง ดำรงพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข”
คำขวัญประจำจังหวัด สุโขทัย “เมืองหลวงแห่งแรก” ของประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ดินแดนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมากว่า 700 ปี นับตั้งแต่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระมหากษัตริย์พระองค์แรกขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ “ภาษาเขียน” หรือตัวอักษรที่คนไทยใช้อยู่จนทุกวันนี้ ก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งกรุงสุโขทัย ทรงประดิษฐ์ “ลายสือไทย” ขึ้นในปี 1826
อัตลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งของสุโขทัยจากอดีตถึงปัจจุบัน คือ “งานศิลปหัตถกรรม” ที่โดดเด่นมากคือ “สังคโลก” หรือเครื่องปั้นดินเผา สืบเนื่องจากรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เช่นกัน ที่ทรงให้ช่างฝีมือชาวจีนเข้ามาประกอบกิจการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในกรุงสุโขทัย จากนั้นได้มีการถ่ายทอดความรู้แก่ช่างไทย ทำให้เครื่องสังคโลกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมืองสุโขทัยนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ไม่เฉพาะสังคโลก แต่ จ.สุโขทัย ยังเป็นอีกจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองศิลปหัตถกรรม” ดังที่ทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” มีโอกาสลงพื้นที่ อำเภอศรีสัชนาลัย เพื่อเยี่ยมชมผลงานอันทรงคุณค่าและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของอดีตราชธานีของไทย ไล่ตั้งแต่ งานเครื่องทองสุโขทัย ที่ต้องไปเยี่ยมชมกัน ณ “บ้านทองสมสมัย” ซึ่งถือว่าเป็นร้านทองแห่งแรกในจังหวัดสุโขทัย ที่ทำการผลิตทองแบบโบราณ ซึ่งมาจากชาวจีนสองคนที่ได้ถ่ายทอดวิชาให้ และถ่ายทอดมาสู่ครอบครัว
สมสมัย เขาหิน หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า “ครูสมสมัย”ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี พ.ศ.2553 เล่าว่า ตนอยู่ในตระกูลช่างทอง มีความสนใจและมีใจรักในอาชีพทำทอง จึงรับช่วงกิจการจากบิดาในการทำเครื่องทองสุโขทัยอย่างเต็มตัว สร้างสรรค์พัฒนางาน “ทองสุโขทัย” จนได้รับการยอมรับว่าเป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สวยงามแปลกตา จนทำให้เครื่องทอง “สมสมัย” มีชื่อเสียงลือไกล
เช่นเดียวกับ ปราโมทย์ เขาหิน ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2556 กล่าวว่า ตนรับสืบทอดการทำทองมาจากครูสมสมัย ผู้เป็นมารดา เพราะตั้งใจที่จะรักษาเอกลักษณ์การทำทองแบบโบราณของสุโขทัยเอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันงานทองแบบสุโขทัยเริ่มลดน้อยลง ซึ่งทองร้านสมสมัยจะมีเอกลักษณ์ คือ “ใช้ทองที่มีความบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99” จึงทำให้งานทองมีสี “เหลืองจำปา” อีกทั้งงานแต่ละชุดนั้นจะเพียงชุดเดียวในโลก
“ด้วยมูลค่างานสูงกว่าร้านทองทั่วไป แต่สิ่งที่เทียบกันไม่ได้คือ ฝีมือของช่างทอง ซึ่งใช้เวลาในการฝึก 3-10 ปีถึงจะสามารถเป็นช่างทองได้ จึงเริ่มถ่ายทอดวิชาการทำทองให้กับเยาวชนที่สนใจ เพื่อให้ทองสุโขทัยอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป” ปราโมทย์ กล่าว
จากร้านเครื่องทอง เราเดินทางไปต่อที่ “เครื่องเงินสุโขทัย” ซึ่งมีชื่อเสียงเคียงคู่กัน โดยเฉพาะเครื่องเงินของ ขวัญ พลเหิม หรือ “ครูขวัญ” ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี พ.ศ.2555จุดเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างทำงานร้านทองมาก่อน ได้ใช้เวลาฝึกฝนอยู่ 2 ปี สังเกตเห็นว่ากระบวนการทำเครื่องเงินและเครื่องทองนั้นมีขั้นตอนที่เหมือนกัน เพียงแค่ใช้วัสดุต่างกันจึงตัดสินใจมาทำเครื่องเงินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ณัฐวุฒิ พลเหิม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2558 กล่าวว่า ตนรับสืบทอดงานเครื่องเงินมาจาก ครูขวัญ ผู้เป็นมารดาแม้ตนจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ได้เห็นคุณค่าที่มีอยู่ในหลากหลายพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย จึงมุ่งมั่นที่จะรับสืบทอดภูมิปัญญางานหัตถกรรมเครื่องเงินสุโขทัย จุดเด่นของเครื่องเงินที่ผลิตโดยครอบครัวพลเหิม คือ “ใช้เงินบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99” ซึ่งชิ้นงานออกมาสวยงามเหมือนทองคำขาว และพัฒนาผลงานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น การนำรูปลักษณะของงานสาน หรือการทำพื้นผิวให้มีลักษณะแปลกใหม่ เพื่อเพิ่มมิติชิ้นงานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
“ผลงานทุกชิ้นทำออกมาด้วยความรัก ความตั้งใจ และความมุ่งมั่น ผสมผสานด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพราะการทำเครื่องเงินในแต่ละชิ้น ต้องใช้เทคนิคเชิงทักษะ และความอดทนค่อนข้างสูง ซึ่งในการฝึกช่างเครื่องเงินจะต้องใช้เวลาฝึก 20-30 ปี ถึงจะสามารถทำงานด้วยตนเองได้” ณัฐวุฒิ ระบุ
ยังมีงานศิลปหัตถกรรมอีกชนิดที่มีชื่อเสียงไม่แพ้เครื่องเงินเครื่องทองข้างต้น คือ “ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยว” เนื่องจากผ้าตีนจกบ้านเสี้ยว หรือผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย เป็นรูปแบบของผ้าทอของ “ชาวไทยเชื้อสายลาวพวน” ที่มาจากตอนใต้ของเมืองหลวงพระบาง (ปัจจุบันอยู่ใน สปป.ลาว)มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จนกลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมการทอผ้าที่สำคัญของ จ.สุโขทัย
สุนทรี วิชิตนาค ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2554 กล่าวว่า ตนเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้มาช่วยมารดาทอผ้า จึงเกิดความคิดที่จะรวมกลุ่มแม่บ้านจัดตั้งศูนย์สาธิตการทอผ้าพื้นเมืองบ้านหาดเสี้ยวขึ้นมา จึงทำให้ ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จุดเด่นสำคัญคือการใช้ “ขนเม่น” จกด้วยมือ ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องจักร สร้างลวดลายได้หลากหลายในพื้นเดียวกัน แม้จะมีความยุ่งยากในการจก แต่ละผืนใช้เวลานาน
“ผ้าตีนจกบ้านหาดเสี้ยวจึงถือเป็นหัตถกรรมผ้าทอที่แสดงอัตลักษณ์ที่บ่งบอกชาติพันธุ์ และวิถีชีวิตของคนเชื้อสายลาวพวนที่ตำบลหาดเสี้ยวได้อย่างชัดเจน ในการสืบสานและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อส่งต่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รักษา และสืบทอดความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนต่อไป” ครูสุนทรี กล่าวอย่างภูมิใจ
ทางด้าน อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ สืบสาน และรวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน ได้รวบรวมสุดยอดงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า โดยฝีมือครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่คุณค่าของผลงานหัตถศิลป์สู่ผู้คนสนใจในงานศิลปหัตถกรรม ทั้งเยาวชนและสาธารณชนได้รู้จักอย่างกว้างขวาง
ตลอดจนเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมของครูช่างเอาไว้เป็นแหล่งความรู้ เพื่อถ่ายทอดแก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป!!!

“ศิลาจารึก” หลักฐานบอกเล่าประวัติศาสตร์สุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัยในรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ปี 1822-1841) เป็นยุคที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงส่งเสริมการค้าเสรีของพลเมือง ดังที่มีข้อความบนศิลาจารึกว่า “..เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า..” อีกทั้งยังปรากฏชื่อ “ตลาดปสาน” ตลาดกลางแจ้งที่ชาวสุโขทัยออกเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “บาซาร์” (Bazaar) อันเป็นคำเรียกตลาดของอาณาจักรเปอร์เซีย (ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน) อีกด้วย สะท้อนภาพพ่อค้าหลายชนชาติที่มาทำการค้ากับอาณาจักรสุโขทัย