Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ชูวิทย์ชี้‘แม้ว-ปู’อวสานการเมือง ยิ่งลักษณ์ไม่ผิดจำนำข้าว

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294603

ชูวิทย์ชี้‘แม้ว-ปู’อวสานการเมือง ยิ่งลักษณ์ไม่ผิดจำนำข้าว

ชูวิทย์ชี้‘แม้ว-ปู’อวสานการเมือง ยิ่งลักษณ์ไม่ผิดจำนำข้าว

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 20.06 น.

“ชูวิทย์” โพสต์ระบุ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” จบประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชี้ “ปู” ไม่ผิดจำนำข้าว

27 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชูวิทย์ I’m Back” เกี่ยวกับกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 5 ปี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว โดยระบุข้อความว่า

“ยิ่งลักษณ์คุก 5 ปี ไม่ผิดจำนำข้าว

ศาลเห็นว่าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกพบความเสียหายหลายประการ เช่น ข้าวเน่า ข้าวสูญหาย มีการสวมสิทธิ มีการทุจริต ผลประโยชน์ตกแค่บางกลุ่ม และมีการขาดทุนสะสมรวม 332,372.32 ล้านบาท

แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝ่ายปฏิบัติ จำเลยในฐานะประธาน กขช. ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายดังกล่าวในขณะดำเนินโครงการก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆเพื่อป้องกันความเสียหายแล้ว

ในส่วนนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ

…. แต่ผิดระบายข้าว

ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยกรมการค้าต่างประเทศ ขายข้าวในสต๊อกของรัฐให้บริษัทกว่างตงและบริษัทห่ายหนานรัฐวิสาหกิจของจีนนั้น เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแอบอ้างสัญญาแบบรัฐต่อรัฐเพื่อนำข้าวมาเวียนขายให้แก่ผู้ค้าข้าวภายในประเทศอันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจให้จำเลยทราบรายละเอียดและวิธีการขายที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของการขายแบบรัฐต่อรัฐ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวที่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตเกี่ยวกับการค้าข้าวในอดีต และบุคคลที่เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคที่จำเลยสังกัดได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจจีนที่มาซื้อข้าว

อีกทั้งก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐจริง

ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้นายบุญทรงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่คณะกรรมการล้วนแต่เป็นข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญทรง และทำการตรวจสอบไม่ตรงตามประเด็นที่อภิปราย แสดงให้เห็นว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบอย่างจริงจัง และจำเลยเพิ่งปรับนายบุญทรงออกจากตำแหน่งในวันที่ 30 มิถุนายน 2556

ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

ลงโทษจำคุก 5 ปี

สรุป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ได้หลบหนีคำพิพากษาตามพี่ชาย นายทักษิณ ชินวัตร

จบประวัติศาสตร์การเมืองไทยของพี่ชายและน้องสาวแต่เพียงเท่านี้”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จาก23สิงหาฯถึง27ก.ย. ย้อนเส้นทาง‘ปู’หนี ก่อนถึงวันอวสาน

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294599

จาก23สิงหาฯถึง27ก.ย. ย้อนเส้นทาง‘ปู’หนี ก่อนถึงวันอวสาน

จาก23สิงหาฯถึง27ก.ย. ย้อนเส้นทาง‘ปู’หนี ก่อนถึงวันอวสาน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 19.47 น.

“ปู” ไปไหน.?

“ยิ่งลักษณ์”…Where are you.?

กลายเป็น “คำถาม” ที่รอคอย “คำตอบ” ที่ชัดเจนมาเกือบ 1 เดือนเต็ม นับตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.60 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นวันที่ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เข้ารับฟังคำตัดสินคดี “ทุจริตจำนำข้าว” ท่ามกลางข่าวที่ยืนยันได้ว่าอดีตนายกฯหญิง “นารีขี่ม้าขาว” จรลีหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

จนกระทั่งถึงวันนี้(27 ก.ย.60) ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา “คดีจำนำข้าว” เลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 “ยิ่งลักษณ์” ก็ไม่ปรากฏกาย ก่อนที่ศาลฎีกาฯจะพิพากษาจำคุกเธอ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา และตามขั้นตอนได้มีการออก “หมายจับ” อดีตนายกฯหญิง เพื่อ “ล่าตัว” มาดำเนินคดี

การหลบหนีของอดีตนายกฯ “ปู” คล้ายกับเป็นการ “ตบหน้า” บรรดาคนในซีกรัฐบาล และเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคง “ฉาดใหญ่” เพราะต่างออกมาก้มหน้ายอมรับว่า “ปฏิบัติการปู…เผ่น” อยู่เหนือความคาดหมาย

นั่นเพราะ…ความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนถึง “วันชี้ชะตา” คดีจำนำข้าว 25 ส.ค.60 แทบไม่มี “สัญญาณเตือน” ว่าเธอจะกล้าหลบหนี

หาก “ย้อนรอย” ไปในห้วงเวลานั้น พบว่า วันที่ 23 ส.ค.2560 ก่อนถึงกำหนดวันรับฟังคำพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังทำบุญตักบาตรที่บ้านในตอนเช้า ก่อนที่จะเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ขอพร ที่วัดระฆังฯ และได้โพสต์ภาพแชร์ลงบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra

จากนั้น วันที่ 24 ส.ค.2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับมาเคลื่อนไหวบนหน้าเฟซบุ๊กอีกครั้ง โดยโพสต์ข้อความถึงกลุ่มผู้สนับสนุนว่าไม่อยากให้เดินทางมาให้กำลังใจเธอที่ศาล เพราะว่าอาจเกิดความวุ่นวายได้ พร้อมกับ “บางถ้อยคำ” ที่คล้ายจะแฝงการ “บอกใบ้” อะไรบางอย่างอยู่ในโพสต์นั้น นั่นคือ “ยิ่งลักษณ์” ได้ย้ำถึง 2 ครั้งว่าไม่ให้พี่น้องประชาชนมาที่ศาล อีกทั้งยังกล่าวว่า…

“ครั้งนี้เราจะไม่ได้พบปะ เห็นหน้า…

หรือสื่อความรู้สึกถึงกันได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”

แล้วเมื่อถึงวันที่ 25 ส.ค.60 หรือ “วันชี้ชะตา” มวลชนผู้สนับสนุนต่างเดินทางมารอให้กำลังใจเธอเป็นจำนวนมาก แต่กลับ “ไร้เงา” น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีแต่ทนายประจำตัวเดินทางมายื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าเธอไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลฎีกาฯได้ เพราะ “ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน” หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครพบเห็น “ยิ่งลักษณ์” อีกเลย

คล้อยหลังจากวันนั้น คนในซีกรัฐบาล และเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง ต่างพยายาม “แกะรอย” ตามล่า “เงา” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ท่ามกลางข่าวหลุดถึง “เส้นทางหนี” ของอดีต “นารีขี่ม้าขาว”ที่สะพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่โดยรวมพอจะสรุปได้ว่า “ยิ่งลักษณ์” เดินทางไป “อรัญประเทศ-สระแก้ว”

ก่อนจะผลุบหายไปทาง “ช่องทางธรรมชาติ” เข้าสู่เมืองปอยเปต บริเวณชายแดนด่านบ้านคลองลึก แล้วต่อไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยอ้างว่ามีบุคคลระดับ VIP ทั้งของไทย และกัมพูชา ให้การต้อนรับ เพื่อต่อเครื่องบินไปยังประเทศสิงคโปร์

จากนั้นมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับ เพื่อไปยังจุดหมาย คือ “ดูไบ” ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีพี่ชาย “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ รอรับอยู่

ข้างต้นเป็นเส้นทางที่หน่วยความมั่นคง มองว่า มีความเป็นไปได้และใกล้เคียงที่สุดที่ “ยิ่งลักษณ์” จะใช้หลบหนี แต่ “คำถาม” ต่อมาคือลำพัง “ยิ่งลักษณ์” ที่ถูกใครต่อใครมองว่า “อ่อนด้อยประสบการณ์” จะวางแผนการหลบหนี หลอกคนใน “รัฐบาลทหาร” ได้ “แยบยล” เพียงนี้ล่ะหรือ.?  

หน่วยข่าวด้านความมั่นคง ซึ่งเชื่อว่า “ยิ่งลักษณ์” ต้องได้รับความช่วยเหลือ “อุ้ม” หนีออกนอกประเทศจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยมี “นายทักษิณ” เป็นผู้บงการ จึงตาม “แกะรอย”หาความเชื่อมโยงต่างๆ พร้อมๆกับที่ในเวลาเดียวกันมีข่าวสะพัดว่า “คสช.เกี๊ยเซียะ เปิดทางปูหนี”ซึ่งคนในรัฐบาล ต่างออกมาปฏิเสธพัลวัน แต่ดูเหมือนผู้คนในสังคมจะไม่คลายความ “เคลือบแคลง”

นั่นทำให้ รัฐบาลและ คสช. รวมถึงหน่วยความมั่นคง ทั้งตำรวจและทหาร ต่างเร่งดำเนินการ “คลี่ปม” หลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างขมักเขม้น โดยมี “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ทำหน้าที่ดังหัวหน้าทีมงาน “เชอร์ล็อคโฮล์มส์” ตามแกะรอยล่าตัว

หลังจากนั้นบุคคลใกล้ชิดที่อยู่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในช่วงวันสุดท้ายที่เธออยู่บนแผ่นดินไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไปพบกับเธอที่โรงแรมแห่งหนึ่ง รวมถึง “สารวัตรหนุ่ย” พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นายตำรวจติดตามใกล้ชิด ต่างถูกเรียกตัวเข้าให้ข้อมูลกับ “บิ๊กปู” แต่ดูเหมือนจะได้อะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

เรื่องคล้ายจะ “มืดแปดด้าน” และเงียบหาย…

แต่ด้วย “หัวเชื้อ” ที่มีอยู่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้รถยนต์ 1-3 คัน สลับสับเปลี่ยนในการหลบหนี เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงมีการเผยแพร่ภาพ “รถเก๋ง” ที่สงสัยว่าถูกใช้เป็นพาหนะ เป็นดั่ง “ม้าขาว” ควบพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีเงื้อมมือกฎหมาย ถูกกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ ทำให้ทีมแกะรอยเริ่มมองเห็น “เค้าลาง” ของทีมงานพา “ปู” หนี และเดินหน้าสืบสวนอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งไม่กี่วันมานี้ “แผนลับ…พาปูหนี” ก็ถูกเปิดเผย!!!

เมื่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ เรียกสอบ “พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์” รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5(รอง ผบก.น.5) , พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.กก.สส.ภ.จว.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.นครปฐม ปฏิบัติราชการ กก.สส.ภ.จว.นครปฐม เนื่องจากสงสัยว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า “แคมรี” สีเทา ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ที่ต้องสงสัยว่านำพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี หลังด่านทหารใน จ.สระแก้ว พบรถยนต์คันดังกล่าวขับผ่านกล้องวงจรปิด

ผลจากการ “เค้นสอบ” ตำรวจทั้ง 3 นาย ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ย. ต่อเนื่องถึงวันที่ 22 ก.ย.60 พบว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค.60 น.ส.ยิ่งลักษณ์ “อำพราง” ตัวเองด้วยการสวมหมวกสีดำ ใช้หน้ากากอนามัย “แมส” ปิดบังใบหน้า พร้อมเลขานุการส่วนตัว นั่งรถยนต์เมอเซเดส เบนซ์ ออกจากบ้านพัก หลังนัดพบกับนายตำรวจยศ “พ.ต.อ.” ที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส “ตราโล่” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มารอพบที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านวัชรพล

ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ก่อนรถทั้ง 2 คันมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านชัยพฤกษ์ บริเวณใกล้เคียงกัน ก่อนที่รถทั้ง 2 คันจะหายเข้าไปภายในบ้านพักของ “พ.ต.อ.” คนดังกล่าว

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ , พ.ต.อ. และเลขานุการ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า “แคมรี” ที่ตรวจยึดได้ที่ จ.นครปฐม ออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้ามีนบุรี ก่อนใช้ถนนสุวินทวงศ์ มุ่งหน้า จ.ฉะเชิงเทรา ใช้เส้นทางผ่าน อ.พนมสารคาม-เขาหินซ้อน มุ่งหน้าสู่ “สระแก้ว”

ก่อนถึง “อ.อรัญประเทศ” ในเวลา 22.00 น. ซึ่งช่องทาง “ด่านปกติ” ปิดแล้ว ก่อนที่รถคันดังกล่าวจะไปจอดในที่มืดใกล้ “สถานีรถไฟอรัญประเทศ” โดยมีรถกระบะสีทึบ 4 ประตู เปิดไฟฉุกเฉินรอ ก่อนจะมีชายร่างสูงใหญ่ลงจากรถมาพูดคุยกับคนภายในรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แคมรี ก่อนนำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเลขานุการ ขึ้นรถกระบะ ออกจากจุดนัดพบไป

“เส้นทางหลบหนี” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากปากคำของ 3 ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ถูก “ตัดตอน” ไว้เพียงแค่ตรงนี้…

อย่างไรก็ดี หน่วยความมั่นคง ได้ “ล็อกพิกัด” ไปที่พื้นที่ “อรัญประเทศ” ตามที่ “ขบวนการนำพา” เปิดปากสารภาพ พบว่า ตลอดเส้นทาง “ถนนศรีเพ็ญ” ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดนพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จะพบ “ช่องทางธรรมชาติ” ข้ามสู่กัมพูชา หลายจุดในหลายพื้นที่ เช่น บ้านท่าข้าม บ้านโนนสาวเอ้ บ้านแสนสุข บ้านหนองเอี่ยน บ้านหนองปรือ…

ทว่า…เส้นทางต่อไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ ที่มีความ “ใกล้เคียง” และเป็นไปได้มากที่สุด น่าจะเป็นที่ “บ้านโคกสะแบง” เนื่องจากพื้นที่บ้านโคกสะแบง สามารถข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นเขตชายแดนอยู่ตรงข้าม “ปอยเปต” อ.อูร์ชเรา จ.บันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา มีเพียง “คลองห้วยพรหมโหด” เป็นคลองกั้นแนวชายแดนเท่านั้น

ที่สำคัญมี “สะพานไม้ชั่วคราว” ที่ใช้ข้ามคลองห้วยพรหมโหด ข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้ไม่ยาก ซึ่งเส้นทางนี้บรรดา “ผีพนัน” มักใช้เดินทาง “หลบ” ข้ามไปมาจากฝั่งไทยเข้าไปยัง “บ่อนกาสิโน” ในช่วงที่ด่านปิด

นี่คือ…เส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งแม้จะมีการ “ล็อกพิกัด” กันไปแล้วว่ามีปลายทางอยู่ที่ “ดูไบ” แต่ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาลออกมา “ยืนยัน” อย่างชัดเจน

กระทั่งวันที่ 26 ก.ย.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะออกมาระบุว่า “ผมมีข้อมูล แต่ยังพูดอะไรไม่ได้ ขอให้พ้นวันที่ 27 ก.ย.ไปก่อน ผมถึงจะบอกว่าอยู่ไหน แต่ตอนนี้พอรู้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พำนักอยู่ประเทศไหน แต่ต้องขอให้เขายืนยันอีกสักหน่อย”

ท่ามกลางข่าวลือสะพัดว่า “ยิ่งลักษณ์” ได้เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ที่ “กรุงลอนดอน” ประเทศอังกฤษ ได้ระยะหนึ่งแล้ว หลังจากหนีออกจากประเทศไทยมาตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.60 โดยแหล่ง“กบดาน” ของ “ยิ่งลักษณ์” คือ อพาร์ตเมนต์หรูแห่งหนึ่งใน “ย่านไนท์สบริดจ์” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับ“แฮร์รอดส์” ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แต่ก็ไม่มีใครยืนยันในเรื่องนี้

สุดท้าย “บิ๊กตู่” ก็คล้ายจะแค่เล่นมุก เพราะเมื่อวันที่ 27 ก.ย.60 หลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาออกมา “ผู้นำรัฐบาล” ก็บอกเพียงว่า “ยิ่งลักษณ์” อยู่ต่างประเทศ

นั่นทำให้ “คำตอบ” ของ “คำถาม” ที่ว่า “ปู…อยู่ไหน”.?

“ยิ่งลักษณ์”…Where are you.?

ยังคงคลุมเครือ!?!?!

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลูกผู้ชายตัวจริง! พุทธะชมบิ๊กตู่ กล้าคืนเก้าอี้พงศ์พร

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294571

ลูกผู้ชายตัวจริง! พุทธะชมบิ๊กตู่ กล้าคืนเก้าอี้พงศ์พร

ลูกผู้ชายตัวจริง! พุทธะชมบิ๊กตู่ กล้าคืนเก้าอี้พงศ์พร

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 18.25 น.

หลวงปูพุทธะอิสระ ออกโรงชม “บิ๊กตู่” ลูกผู้ชายตัวจริง หลังกล้ากลับมติ ครม.คืนเก้าอี้ ผอ.พศ.ให้ “พงศ์พร”

27 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย และแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยระบุข้อความ ว่า

“ต้องอย่างนี้ซิ ถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชายตัวจริง

อ่านถ้อยแถลงของอดีตพระมหาอภิชาต ที่ออกมาสารภาพถึงความผิดพลาดที่ได้กระทำการยุยงให้เกิดความแตกแยกกันในหมู่คนไทยพุทธกับมุสลิมว่าตนได้คิดผิด หลงผิด หลงอยู่ในโมหะจริต มีมิจฉาทิฏฐิ กระทำการไปโดยอารมณ์ที่ขาดความไตร่ตรอง ไม่ยั้งคิดให้ถี่ถ้วน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของตนได้ บัดนี้ตนสำนึกผิดแล้ว ขอขมาอภัยแก่ทุกฝ่ายและพี่น้องมุสลิมมา ณ ที่นี้ด้วย และต่อไปจะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองอีก

ฉันได้อ่านถ้อยแถลงการณ์ของอดีตพระมหาอภิชาตที่ลาเพศสมณะไปแล้ว ทำให้เห็นถึงความกล้าหาญองอาจที่อยู่ภายในจิตใจของทิดอภิชาต

ขอให้ทิดจงรักษาความแกล้วกล้าองอาจเช่นนี้ตลอดไป แล้วอย่าปล่อยตัวปล่อยใจให้ใครต่อใครนำเรื่องของทิดมาเป็นประเด็นในการสร้างความวุ่นวายกับบ้านเมือง อย่างที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามทำกันอยู่

ลูกผู้ชายตัวจริงอีกท่านหนึ่งที่ควรจักปรบมือในความแน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด ของท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ที่กล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้อง เห็นความถูกต้องชอบธรรมมากกว่าเห็นแก่หน้าพวกพ้อง จึงกล้าที่จะกลับมติคณะรัฐมนตรี ในการย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธต่อไป

จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม และตรงต่อพระบรมราโชวาทของพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงตรัสว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

พวกเราปวงชนชาวไทยหวังใจว่า การกลับมาดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธของคุณพงศ์พร ในครั้งนี้ คงจะทำให้สังฆมณฑลและสำนักงานพระพุทธศาสนา สะอาด ฉลาด สว่าง ขึ้น ดังที่ท่านนายกเคยได้พูดเอาไว้ว่าจะให้คุณพงศ์พรช่วยงานปฏิรูปวงการพระพุทธศาสนา พวกเรารอดูอยู่นะท่าน”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เจิมศักดิ์’แนะอัยการควรอุทธรณ์เพิ่มโทษ’ปู’หรือไม่?

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294568

'เจิมศักดิ์'แนะอัยการควรอุทธรณ์เพิ่มโทษ'ปู'หรือไม่?

‘เจิมศักดิ์’แนะอัยการควรอุทธรณ์เพิ่มโทษ’ปู’หรือไม่?

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 18.12 น.

27 ก.ย.60 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์ พิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยระบุข้อความ ว่า

อัยการควรพิจารณาอุทธรณ์เพิ่มการลงโทษยิ่งลักษณ์หรือไม่?

1. ศาลปราณีไม่เอาผิดกรณีปล่อยปละละเลย การซื้อข้าว การสวมสิทธิ์ข้าวจากต่างชาติ การกักเก็บข้าวที่ทำให้เกิดการสูญเสีย การขนส่ง การปรับเปลี่ยนข้าวคุณภาพดีกับข้าวคุณภาพต่ำ เป็นการกระทำซ้ำซากที่รู้แล้วยังดำเนินการต่อถึง 5 ฤดูการผลิต ทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท

2. การที่ศาลเอาผิดกรณีระบายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ เป็นการเอาผิดรวมเป็นกรรมเดียว ความจริงมีการดำเนินการหลายครั้งหลายสัญญา ทั้งจากบริษัทกว่างตง และบริษัทห่ายหนาน จำเลยควรระงับยับยั้ง แต่ยังปล่อยให้ดำเนินการต่อหลายครั้ง หลายสัญญา ควรจะเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่?

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วัดเมืองคอนสุดแปลก!ขึ้นป้ายให้ญาติโยมนำหมามาถวายพระ

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294471

วัดเมืองคอนสุดแปลก!ขึ้นป้ายให้ญาติโยมนำหมามาถวายพระ

วัดเมืองคอนสุดแปลก!ขึ้นป้ายให้ญาติโยมนำหมามาถวายพระ

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 13.29 น.

26 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า กรณีที่เกิดปัญหามีผู้คนจำนวนมากนำสุนัขและแมวที่ไม่ต้องการเลี้ยงไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน สถานที่ราชการ และวัดต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะตามวัดต่างๆมีคนนำสุนัขมาปล่อยทิ้งเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้พระ สามเณร ต้องรับภาระเลี้ยงดูสุนัขและแมว จนวัดแต่ละแห่งต้องออกมาวิงวอนขอร้องให้ประชาชนหยุดนำสุนขและแมวไปทิ้งวัด ตามที่ตกเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

อย่างไรก็ตามที่วัดเขาพระทอง ต.เขาพระทอง จ.นครศรีธรรมราช มีความแปลกแตกต่างจากวัดทั่วไป โดยมีการขึ้นป้ายไวนิลบริเวณหน้าวัด หรือจุดที่มีคนนำสุนัขมาปล่อยทิ้งไว้ โดยขึ้นป้ายไวนิล มีข้อความ “ ประกาศ !!! วัดเขาพระทอง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช รับเลี้ยงลูกสนุขที่ญาติโยมไม่ต้องการ โดยมีข้อตกลงว่า 1 ต้องเป็นลูกสุนัข ที่หย่านมแม่แล้วเท่านั้น 2 ต้องนำมาถวายให้พระที่วัดเท่านั้น ตอดต่อสอบถาม พระมหาอารยนันต์ โทร 099 – 0847997 “ หลังจากป้ายประกาศ ข้อความดังกล่าว ถูกติดหน้าวัด สร้างความฮือฮากับผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก

พระมหาอารยนันต์  อานันโท เจ้าอาวาสวัดเขาพระทอง ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช  เปิดเผยว่า ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาสุนัขจรจัด ถูกมองว่าเป็นปัญหาสังคมที่สร้างผลกระทบหลายด้าน ทั้งเห่าหอนสร้างมลภาวะทางเสียง วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน คุ้ยขยะสกปรกเรี่ยราด ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่สำคัญถูกมองว่าเป็นพาหนะโรคระบาด โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า ที่สำคัญญาติโยมที่เคยเลี้ยงสุนัขอย่างรักใคร่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ญาติโยมไม่ต้องการจะเลี้ยงสุนัขต่อไป จึงแอบนำสุนัขมาปล่อยทิ้งในวัด สร้างปัญหา สร้างภาระให้กับพระและสามเณร ที่มีกิจสงฆ์ที่ต้องปฏิบัติ อย่างไรก็ตามถึงแม้สุนัขเป็นสัตว์เดรัจฉาน เมื่อถูกนำมาเลี้ยงที่บ้าน ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีประโยชน์ไว้เฝ้าบ้าน แต่ปัจจุบันหลายคนนิยมเลี้ยงสุนัขเพื่อความสวยงาม สุนัขบางตัวซื้อมาในราคาแพง แต่เมื่อมันแก่ชราหรือเป็นโรคต่างๆ หมดความสวยงามเจ้าของก็จะนำมาทิ้งตามวัด หรือสถานที่สาธารณะ สร้างปัญหาตามมามากมาย

พระมหาอารยนันต์  เผยอีกว่า วัดเขาพระทอง ก็อยากที่จะมีส่วนช่วยเหลือแก้ไขในเรื่องนี้ ประกอบกับปกติที่วัดก็มักจะมีคนที่นำสุนัขมาปล่อยเป็นจำนวนมากด้วย จึงได้จัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงลูกสุนัขขึ้นชื่อ “ฟาร์มสวามิภักดิ์” ส่วนป้ายประกาศที่ปิดหน้าวัด เป็นการประกาศให้คนที่นำสุนัขมาปล่อยทิ้งหน้าวัดเขาพระทอง ทราบทั่วกัน ว่าไม่ต้องแอบมาปล่อยทิ้ง ให้นำมาถวายพระในวัด เพราะการปล่อยสุนัขทิ้งหน้าวัด ทำให้สุนัขถูกรถชนตาย โดยเฉพาะลูกสุนัขที่ไม่ประสีประสา เมื่อถูกปล่อยทิ้งหน้าวัด ลูกสุนัขก็วิ่งพ่านเต็มถนนหน้าวัด ทำให้ถูกรถชนหรือเหยียบตายไปหลายตัวแล้ว เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าววัดจึงเปิดรับเลี้ยงสุนัขที่ญาติโยมไม่ต้องการเลี้ยง เปิดฟาร์มเลี้ยงสุนัขชื่อ “สุนัขขาสวามิภักดิ์ สัตว์เลี้ยงผู้ซื้อสัตย์และจงรักภักดี เดินตามรอยเท้าพ่อ เลี้ยงสัตว์ที่พ่อรัก” โดยดัดแปลงคอกเลี้ยงไก่เดิมให้เป็นคอกเลี้ยงลุกลูกสุนัขที่ญาติโยมไม่ต้องการเลี้ยงนำมาปล่อยให้วัดเลี้ยง แต่อยากฝากผู้ที่จะนำสุนัขมาถวายที่วัด ขอให้เป็นสุนัขที่หย่าขาดจากนมแม่แล้ว และต้องนำมาถวายให้กับพระโดยตรง

พระประสิทธิ์ กิตติโสภโณ พระลูกวัดเขาพระทอง กล่าว่า ปัจจุบันมีสุนัขประมาณ 50 ตัว เป็นลูกสุนัข 10 ตัว อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นข้าวก้นบาตรพระ และอาหารเม็ดสำเร็จรูป อย่างไรก็ตามลูกสุนัขที่เลี้ยง ทางวัดได้ฝึกให้กินกล้วยผสมนม เนื่องจากวัดมีพื้นที่ปลูกกล้วยมาก ที่สำคัญเป็นการฝึกให้ลุกสุนัข ไม่มีนิสัยกว้าร้าว หรือดุ เพราะปลูกฝังให้กินผลไม้ หรืออาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่ยังเล็ก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากทางวัดเขาพระทอง มีการขึ้นป้ายหน้าวัด เพื่อประกาศรับเลี้ยงลูกสุนัขที่ญาติโยมไม่ต้องการเลี้ยง ให้นำมาถวายพระ ถวายวัด แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ขึ้นป้ายประกาศก็ยังไม่มีญาติโยมคนใด นำลูกสุนัขมาถวายกับพระ และไม่มีคนแอบนำลูกสุนัขมาทิ้งหน้าวัดอีก อาจเป็นเพราะเกิดความละอายใจตัวเองเมื่อเห็นป้ายประกาศดังกล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สหวิชาชีพ-เรียนจากชุมชน ทางออกวิกฤติสาธารณสุขไทย

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294357

สหวิชาชีพ-เรียนจากชุมชน ทางออกวิกฤติสาธารณสุขไทย

สหวิชาชีพ-เรียนจากชุมชน ทางออกวิกฤติสาธารณสุขไทย

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหวิชาชีพ (Interprofessional Education : IPE) เป็นแนวทางการศึกษาที่มุ่งหวังให้“แก้ปัญหาอย่างครบวงจร” โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “การแพทย์และสาธารณสุข” เนื่องจากปัญหาสุขภาพของคน 1 คน อาจมีสาเหตุที่มาที่ไปจากหลากหลายปัจจัย ดังนั้นขั้นตอนตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษาฟื้นฟู จึงไม่อาจให้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง“แบกภาระ” รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้อง “บูรณาการ” ทำงานร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ “แนวหน้าวาไรตี้” เคยนำเสนอกรณี “ปลักแรดโมเดล” หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ดึงทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) มาร่วมออกแบบวิธีการดูแล “ผู้ป่วยจิตเวช” ว่าใครจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับการดูแลอาการดีขึ้น สามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมได้ตามปกติ

ในครั้งนั้น ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) กล่าวว่า ศสช. ต้องการผลักดันการเรียนการสอนแบบสหวิชาชีพ เพื่อให้บุคลากรสุขภาพทำงานเป็นทีมและดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม “จากเดิมที่ผ่านๆ มาการเรียนแบบแยกจะทำให้แต่ละคนทำเพียงหน้าที่ของตัวเองแล้วส่งต่อๆ กัน ซึ่งทำให้การรักษามีหลายขั้นตอนใช้เวลามาก” แต่การทำงานเป็นทีมจะให้ช่วยให้รักษารวดเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสนใจแนวคิดการเรียนการสอนแบบสหวิชาชีพ อาทิ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่นำนักศึกษาแพทย์ พยาบาล เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ มาเรียนร่วมกัน เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างวิชาชีพเมื่อต้องปฏิบัติงานจริง หรือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ไม่เฉพาะนักศึกษาในคณะทางสาธารณสุขเท่านั้น ยังชวนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาร่วมเป็นสหวิชาชีพด้วย เพราะต้องเข้าไปดูที่อยู่อาศัยของผู้ป่วย อาทิจุดเสี่ยงพลัดตกหกล้ม กรณีผู้สูงอายุ เป็นต้น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)อีกสถาบันการศึกษาที่นำแนวคิดสหวิชาชีพมาใช้จัดการเรียนการสอน โดย ผศ.ทพญ.ยุพิน ส่งไพศาล คณบดีสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวว่างานของทันตแพทย์คือ “อุด ถอน ใส่” ซึ่งคล้ายกับงานช่างพอสมควร แต่ทันตแพทย์ยังมีปัญหาด้าน “การสื่อสาร” กับคนไข้ ทั้งที่คนไข้ก็คงอยากรู้ว่าอาการเจ็บป่วยของตนจะต้องรักษาอย่างไร อีกทั้งโรคในช่องปากเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากอธิบายให้เข้าใจแต่ต้น ให้รู้จักวิธีดูแลตนเอง เช่น คนเป็นโรคเบาหวานจะมีความสัมพันธ์กับเหงือกอักเสบ เป็นต้น

เช่นเดียวกับ รุ่งวรนิษฐา โลหณุต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวเช่นกันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาลงชนบท เพราะว่าเป็นทันตแพทย์ แต่พอได้มาเรียนกับแพทย์ ทำให้ได้เห็นการดูแลผู้ป่วยของแพทย์ที่ “ไม่ใช่แค่ดูแลร่างกายเท่านั้น แต่ต้องดูแลจิตใจด้วย” ซึ่งสามารถผสมผสานกับความรู้ที่มี ตนนั้นเป็นหมอ
ช่องปาก แต่การได้เรียนรู้ร่วมกันทำให้มีความรู้ในด้านเกี่ยวกับทางการแพทย์ด้วย รู้ถึงความเป็นจริงได้ว่าโรคที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากช่องปาก แต่มาจากร่างกายส่วนอื่นๆ

นอกจากสหวิชาชีพแล้ว มทส. ยังนำแนวคิด “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” มาใช้จัดการเรียนการสอนด้วย ซึ่ง ศ.นพ.สุกิจ พันธุ์พิมานมาศ คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. กล่าวว่า จากปัญหาอัตราบัณฑิตแพทย์กลับไปทำงานยังถิ่นบ้านเกิดลดจำนวนลง และทำงานในพื้นที่ทุรกันดารไม่ได้นานจนกลายเป็นปัญหาขาดแคลนแพทย์ระดับประเทศที่แม้อาศัยระยะเวลาเป็น 10 ปี ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. ริเริ่มนำกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง มาประยุกต์ใช้ในการเตรียมบุคลากร

คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. อธิบายว่า กระบวนการนี้เริ่มใช้กับนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 6 เน้นให้ว่าที่บัณฑิตแพทย์เกิดการพัฒนาตนเองผ่านวิชาจิตปัญญาศึกษา วิชาชนบทศึกษา และฝึกงานกับเครือข่ายระบบสุขภาพ “นครชัยบุรินทร์” (นครราชสีมา-ชัยภูมิ-บุรีรัมย์-สุรินทร์) ที่ให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านวิชาการ ตามเป้าหมายของคณะที่ต้องการผลิตแพทย์และทันตแพทย์ผู้สามารถทำงานอย่างมีความสุขในทุกพื้นที่แม้ในถิ่นทุรกันดาร

“เป็นระยะเวลา 6 ปี ที่ทางสำนักแพทย์ มทส. ได้ทดลองปรับเปลี่ยนการด้วยวิธีผสมกับหลักสูตรสหวิชาชีพ เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พบว่า เจตคติของบัณฑิตแพทย์และทันตแพทย์เปลี่ยนไป เกินกว่าร้อยละ 90 จบการศึกษาแล้ว
กลับไปทำงานยังท้องถิ่น พร้อมใช้ทุนรัฐบาลจนครบเวลาโดยไม่หลีกเลี่ยง” นพ.สุกิจ กล่าว

เรื่องเล่าจากผู้เรียน อรรคพล บุญโนนแต้ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. ระบุว่า การได้ลงไปศึกษาในพื้นที่จริงๆ กับคนในชุมชนจริงๆ ทำให้เห็นว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือการลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นว่า “ระบบสาธารณสุขไม่มีความเท่าเทียมกัน” ทำให้ผู้เรียนตระหนักได้ว่าควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

“การเรียนในห้องเรียนใช้พลังในการเรียนมากบางทีอาจจะหมดกำลังใจในการเรียน แต่พอเราออกชุมชนเหมือนเป็นการเติมไฟให้กับจิตวิญญาณของความอยากเป็นหมอของเรา ทำให้เรามีพลังอีกครั้งเพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่เขายังห่างไกล ซึ่งพวกเขารอการรักษาของหมอมากๆ” นศ.แพทย์ ผู้นี้ ระบุ

ขณะที่ นพ.สรรัตน์ เลอมานุวรรัตน์ อาจารย์แพทย์ประจำศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้ความเห็นว่า ปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันค่อนข้างซับซ้อน และการแก้ไขโดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มักเน้นการปรับด้านโครงสร้างที่ต้องการกำลังคนด้านสุขภาพจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแม้ระบบสาธารณสุขต้องการกำลังคน แต่เรื่องคุณภาพก็ต้องมาพร้อมกัน

ซึ่งหลักคิดแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง “เรียนรู้ความเป็นคนด้วยใจ” เน้นการเรียนรู้จริงจากพื้นที่จริง มาปรับประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ที่จะเปลี่ยนจิตใจและความคิดภายในของตัวนักศึกษา เชื่อว่าหากโรงเรียนแพทย์และสถาบันที่ผลิตบุคลากรด้านสุขภาพในไทย ร่วมกับปฏิรูปการเรียนการสอนเป็นในลักษณะดังกล่าว จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของประเทศได้

“นักเรียนแพทย์บางคนถึงกับขอเรียนซ้ำชั้น เพราะคิดว่ายังไม่มีความรู้มากพอที่จะไปรักษาชาวบ้าน นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกินความหมาย” นพ.สรรัตน์ กล่าว

ด้าน ผศ.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวย้ำว่า ความพยายามผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนแบบเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายต้องการสร้าง บุคลากรด้านสุขภาพที่มี “หัวใจความเป็นมนุษย์” และเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่จะเข้าไปเปลี่ยนสังคมโดยเฉพาะในด้านสุขภาพได้ เพราะ“วิธีคิด” (Mindset) ก่อเกิดเป็นพฤติกรรม และสำหรับผู้บริหารหมายถึงการสร้าง “วิสัยทัศน์”(Vision) ขององค์กร

“การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ภายในไม่ได้มุ่งหวังเรื่องความเก่งแบบเดิมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบความคิดที่ติดตัวคนผู้นั้นไปตลอด ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเป็นแพทย์เป็นบุคลากรด้านสุขภาพที่เน้นคิดมากกว่าทำตามตำราที่เรียนมา และสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้ในทุกสภาพพื้นที่”รองเลขาฯ สช. กล่าวในท้ายที่สุด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นายกฯครวญเพลงสายโลหิต ต้อนรับทัพซีเกมส์-พาราเกมส์ (ชมคลิป)

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294419

นายกฯครวญเพลงสายโลหิต ต้อนรับทัพซีเกมส์-พาราเกมส์ (ชมคลิป)

นายกฯครวญเพลงสายโลหิต ต้อนรับทัพซีเกมส์-พาราเกมส์ (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 20.47 น.

26 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประวิตร ได้ร่วมงานเลี้ยงเดินเดินทักทายนักกีฬา ร่วมถ่ายเซลฟี่ด้วย ซึ่งระหว่างนั้นทันทีที่ ชมพูฟรุ๊ตตี้ ได้ร้องเพลง “สายโลหิต” ทำให้นายกฯ ถึงหันหลังกลับมาพร้อมกับจูงมือ พล.อ.ประวิตรมาหน้าเวทีและได้ร่วมร้องเพลงสายโลหิตและได้ร้องเพลงคนดีไม่มีวันตาย ซึ่งมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตรรมช.กลาโหม ร่วมร้องด้วยโดยก่อนร้องเพลงนายกฯคนดีไม่วันตายกล่าวว่า “ให้ช่วยกันร้องเพลงคนดีไม่มีวันตายถ้าไม่อยากตายให้ร้องเพลงนี้ผมเป็นคนดี”ทั้งนี้ก่อนร้องจบนายกฯ ได้เดินจับมือ พล.อ.ประวิตรเหมือนให้กำลังใจ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พลิกคดีปล้นสะท้านเมือง กระชาก’สุพจน์’จากสูงสุดสู่ก้นเหวคดี’ยึดทรัพย์’

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294332

พลิกคดีปล้นสะท้านเมือง กระชาก'สุพจน์'จากสูงสุดสู่ก้นเหวคดี'ยึดทรัพย์'

พลิกคดีปล้นสะท้านเมือง กระชาก’สุพจน์’จากสูงสุดสู่ก้นเหวคดี’ยึดทรัพย์’

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 16.49 น.

        กลายเป็นคดีสะท้านประเทศไทยอีกหนึ่งคดี สำหรับกรณีของ “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มีคำพิพากษาให้จำคุก 10 เดือนฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

                แต่นี่ก็ต้องบอกว่าเป็นเพียง “วิบากกรรม” ด่านแรกเท่านั้นสำหรับอดีตปลัดคมนาคมคนนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 เชื่อว่าหลายคนยังคงจำได้ดีสำหรับคดี “ปล้นสะท้านเมือง”เมื่อกลุ่มคนร้ายสวมชุดไอ้โม่งบุกเข้าปล้นบ้าน “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงปลัดกระทรวงคมนาคม

โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ในขณะที่ “สุพจน์” กำลังร่วมงานฉลองมงคลสมรสของบุตรสาวที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ก็มีกลุ่มคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 77 ซึ่งอยู่ภายในซอยลาดพร้าว 64 เขตวังทองหลาง กทม. ซึ่งขณะนั้นมีแม่บ้านและสาวใช้เหลืออยู่ภายในบ้านเพียง 4 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 1 คนที่วิ่งหลบไปซ่อนตัวในห้องน้ำได้ ส่วนคนอื่นๆ ถูกจับมามัดรวมไว้ภายในบ้าน ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะบังคับให้สาวใช้ 2 คน พาไปห้องนอนของ “สุพจน์” ก่อนช่วยกันรื้อค้นและขนถุงภายในห้องจำนวนมากออกมาขึ้นรถปิ๊กอัพ ก่อนจะพากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่คนร้ายกำลังก่อเหตุ สาวใช้ที่หลบไปอยู่ในห้องน้ำ ได้พยายามโทร.แจ้งตำรวจ 191 แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงตัดสินใจโทร.ไปแจ้งเหตุให้เจ้านายทราบ ก่อนที่ “สุพจน์” จะร้องขอให้นายตำรวจที่รู้จักกันให้ช่วยตรวจสอบ ก่อนจะมีการประสานข้อมูลกับตำรวจท้องที่ คือ สน.วังทองหลาง และตำรวจ 191 ให้ตรวจสอบ

                นี่เองที่อาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญของคดี เพราะว่ากันว่าหากไม่มีการแจ้งตำรวจ หรือหาก “สุพจน์” มาพบเห็นเหตุการณ์ที่บ้านเสียก่อน ก็อาจทำให้ตัดสินใจไม่แจ้งความตามมาก็ได้

โดยคล้อยหลังการแจ้งความไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึง แต่ก็พบเพียงถุงและกระเป๋าจำนวนมากที่มีรอยเปิดและรอยมีดกรีดที่คนร้ายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ส่วนสิ่งของภายในกระเป๋าสูญหายไปจนหมด โดยไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร

ในคราวนั้น “สุพจน์” ให้การว่าเงินที่หายไปเป็นเงินสินสอดและเงินใช้จ่ายงานแต่งงานของบุตรสาวประมาณ 5 ล้านบาท รวมทั้งเงินใส่ซองช่วยงานที่ได้มาในช่วงเช้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้แกะออกมานับ จึงไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเท่าใด

ส่วนสาวใช้ได้ให้การเพิ่มเติมว่า ขณะถูกคนร้ายจับมัด คนร้ายบอกพวกเธอว่าไม่ให้ต่อสู้หรือขัดขืน เพราะไม่ได้คิดจะมาทำร้ายใคร

“ที่มา เพราะเจ้านายให้มาเอาของที่เจ้านายเธอเอาไปเท่านั้น”

นี่คือคำให้การที่เป็น “ปริศนา” ที่ทำให้ชวนสงสัยอย่างยิ่งว่า “ของ” ภายในถุงนั้น คืออะไร!

ขณะที่จากการสอบสวนเบื้องต้น ก็ชี้ให้เห็นว่า คนร้ายน่าจะมีการวางแผนมาอย่างดี และเมื่อมาถึงก็พุ่งตรงไปยังห้องนอนของ นายสุพจน์ เท่านั้น โดยไม่สนใจรื้อค้นทรัพย์สินจุดอื่นๆ ในบ้านแม้แต่นิดเดียว

 

ปริศนาคลี่คลาย-ที่แท้ปล้น200ล้าน

อย่างไรก็ดี ชุดสืบสวนนำโดย พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ในขณะนั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้รับเบาะแสสำคัญจากกลุ่ม “ขาใหญ่” ในสนามม้านางเลิ้งว่า เคยได้ยินคนใกล้ชิดที่เดินตามอดีตนายทหารผู้กว้างขวางรายหนึ่งพูดถึงการวางแผนปล้นเงินคืน “เจ้านาย” รวมทั้งช่วง 2-3 เดือนก่อนเกิดเหตุ มีคนพยายามติดต่อหารถยนต์และอุปกรณ์อีกหลายชนิดเพื่อทำ “งานใหญ่” เจ้าหน้าที่จึงตามแกะรอยย้อนกลับไป กระทั่งวันที่ 15 พฤศจิกายน หรือเพียง 3 วันให้หลังจากการปล้น ก็สามารถจับกุม นายสิงห์ทอง ในชมชื่นหรือ “ไก่” ได้ที่ย่านคลองเตยเป็นรายแรก

หลังเอาตัวมาเค้นได้ไม่นาน นายไก่ ก็ยอมคายทุกอย่างออกมาชนิดหมดเปลือก พร้อมกับนำเงินสด 5 แสนบาท และสร้อยคอทองคำมามอบให้เจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่า ได้รับส่วนแบ่งมา 3 ล้านบาท แต่ใช้ไปจนเหลือเพียงเท่านี้ เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าตามจับ นายเสาร์แก้ว นามวงค์ ชาว จ.เชียงราย ได้อีกราย พร้อมเงิน 2 ล้านบาทเศษ โดย นายเสาร์แก้ว และนายไก่ ให้การซัดทอดไปถึงอีกหลายคน พร้อมกับซัดทอดไปถึง นายวีระศักดิ์ เชื่อลี หรือ “โก้” อายุ 36 ปี ว่า เป็นหัวหน้าแก๊งและเป็นเจ้าของรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน กฉ 1166 กาญจนบุรี ที่ใช้ก่อเหตุ

กลุ่มผู้ต้องหายังให้การตรงกันว่า นายโก้ เป็นผู้วางแผนและเตรียมการทุกอย่างทั้งหมด โดยลงทุนไปเช่าคอนโดมิเนียมตรงข้ามบ้านของ นายสุพจน์ นานหลายเดือนเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และต่างเชื่อว่าน่าจะมีคนสั่งการที่อยู่เหนือ นายโก้ อีกทอดหนึ่ง

จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เปิดฉากไล่ล่าจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ตัดสินใจเข้ามามอบตัวเอง เบ็ดเสร็จได้ผู้ต้องหามา 10 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีคนที่น่าสนใจที่สุด นั่นคือ นายชยธัช จันนะชัย หรือ เอก อายุ 34 ปี ลูกชาย นางชุติมา จันทร์ผ่อง อดีตเลขานุการของ นายสุพจน์ นั่นเอง!

กลุ่มผู้ต้องหาได้ให้การพาดพิงไปถึง นายชยธัช ว่าเป็นที่มาของแผนการปล้นครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หลังถูกออกหมายจับ นายชยธัช ได้เดินทางเข้ามอบตัว พร้อมให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปล้น แต่ยอมรับว่า เป็นคนนำข่าวเรื่องเงินในบ้าน นายสุพจน์ ไปบอกกับ นายบุญสืบ โจมกัน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ และ นายบุญสืบ ก็นำเรื่องไปบอก นายโก้ จนนำไปสู่การวางแผนปล้นในที่สุด

เปิดเบื้องหลังแผนปล้นสะท้านเมือง

นายชยธัช อ้างวว่า นายบุญสืบ เพื่อนในกลุ่มขี่รถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์ ที่รู้จักกันมากว่า 10 ปี ส่วนที่สามารถรู้เรื่องเงินของ นายสุพจน์ นั้น เนื่องมาจากมารดา คือ นางชุติมา เป็นเพื่อนสนิทของภรรยา นายสุพจน์ มาก่อน และต่อมาก็ถูกดึงตัวมาเป็นเลขานุการของ นายสุพจน์ จึงทำให้ทราบข้อมูลทางลึกต่างๆ

ทั้งนี้การทำงานในช่วงแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ต่อมาถูกคนใกล้ชิดของ นายสุพจน์ เขม่น เนื่องจากเวลาจะติดต่อเรื่องต่างๆกับ นายสุพจน์ จะต้องเข้าหา นางชุติมา เพียงคนเดียวก่อน ทำให้คนใกล้ชิดคนดังกล่าวไม่พอใจ มีการกดดันกันเกิดขึ้น และเรื่องได้บานปลายออกไปจนกระทั่ง นางชุติมา ต้องยอมเออร์ลี่รีไทร์ ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด

                นี่เป็นสาเหตุสำคัญ นายชยธัช อ้างว่ารู้สึกเจ็บแค้นแทนแม่ จึงนำเรื่องของ นายสุพจน์ มาเล่าให้ นายบุญสืบ ฟัง

ขณะที่จากการประมวลคำให้การของผู้ต้องหารายอื่นๆ ทราบว่า ภายหลัง นายบุญสืบ ทราบเรื่องเรื่องเงินที่ถูกซุกซ่อนภายในบ้านของ นายสุพจน์ ก็ได้นำเรื่องไปคุยกับ นายโก้ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท และเป็นคนใกล้ชิดของคนมีสี โดย นายโก้ สนใจเรื่องของ นายสุพจน์ มาก เพราะเชื่อว่าเงินในบ้านน่าจะเป็นเงินที่มีปัญหา ไม่เช่นนั้นคงนำไปฝากธนาคาร

นี่จึงนำมาซึ่งการวางแผนการปล้น เพราะมั่นใจว่า นายสุพจน์ จะไม่แจ้งความแน่นอน!

จากนั้น นายโก้ จึงได้ชักชวน นายไก่ ให้มาร่วมทีมปล้น แต่กว่าจะได้ลงมือก็ต้องใช้เวลาเป็นปี เนื่องจากทีมงานที่มาร่วมหลายคนขอตัวตัว เพราะเกิดความลังเลเนื่องจากเห็นว่าเป็นบ้านข้าราชการระดับสูง และไม่เชื่อว่าจะมีเงินซุกซ่อนอยู่ในบ้านของ นายสุพจน์ เป็นจำนวนมากจริง

อย่างไรก็ตาม นายโก้ และ นายไก่ ก็ยังคงเดินหน้าแผนการของตัวเอง โดยฟอร์มทีมปล้นชุดใหม่ขึ้นมา และร่วมกันลงมือจนขนเงินมาได้สำเร็จดังกล่าว

ยันขนออกมา200ล้านยังเหลือเป็นพันล้าน

จากการสอบสวน ผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพว่า มีเงินซุกซ่อนอยู่ในห้องของ นายสุพจน์ จริง โดยน่าจะมีเป็นพันล้านบาท แต่กลุ่มผู้ต้องหาสามารถขนออกมาได้เพียงประมาณ 200 ล้านบาท

โดยหลังจากลงมือปล้น ทั้งหมดได้มารวมตัวกันที่บ้านของ นายไก่ โดยทั้งหมดยืนยันว่า นายโก้ ได้นำเงินก้อนแรกประมาณ 20 ล้านบาทให้ นายไก่ นำมาแบ่งให้ทีมปล้นคนอื่นๆ เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี ส่วนที่เหลือ นายโก้ บอกว่า จะนำมาแบ่งให้ภายหลัง

ขณะที่ นายบุญสืบ ยอมรับว่า นายโก้ นำเงินประมาณ 35 ล้านบาทมามอบให้ จึงนำมาแบ่งเป็นหลายส่วนแล้วกระจายไปฝากให้พรรคพวกเก็บเอาไว้ โดยหวังจะกลับมาเอาคืนเมื่อเรื่องซา

แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง คือ เหตุการณ์ปล้นครั้งนี้กลับผิดแผน

เพราะไม่คิดว่าจะมีการแจ้งเหตุให้ตำรวจรับทราบ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีคนที่รู้เรื่องแผนการปล้นครั้งนี้เยอะมาก เพราะ นายโก้ กับ นายไก่ ติดต่อทีมงานไว้หลายชุด จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนจับกุมตัวและคลี่คลายคดีได้อย่างไม่ยากเย็น

ไอ้โก้-เงิน150ล้านยังล่องหนไม่มีใครได้ข่าว

โดยสำหรับในส่วนของคดีปล้นที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและส่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย โดยศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท นายสิงห์ทอง หรือ เสธ.ไก่ ใจชมชื่น จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธและยานพาหนะ ขณะที่ นายเสาร์แก้ว นามวงค์ และนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน จำเลยที่ 2–3 จำคุก 9 ปี และปรับ 45 บาท

นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน จำเลยที่ 4 และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันรับของโจร ส่วน นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี จำเลยที่ 5 และ น.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 9 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน, นายชยธัช หรือเอก จันนะชัย จำเลยที่ 8 จำคุก 8 ปี ฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ ส่วน นายประพันธ์ เรียงเครือ จำเลยที่ 7 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับฝากเงินจำนวน 9 ล้านบาท ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เป็นคดีหมายเลขแดง อ.1119/2556

อย่างไรก็ตาม สำหรับตัว นายวีระศักดิ์ หรือ โก้ หัวหน้าแก๊งปล้นและเป็นกุญแจดอกสำคัญในคดี  ปรากฏว่า ภายหลังจากแบ่งเงินให้กับทีมปล้นแล้ว ก็นำเงินที่เหลือซึ่งคาดว่ายังมีอีกกว่า 150 ล้านบาทหนีหายเข้ากลีบเมฆไปทันที โดยมีรายงานว่า นายโก้ ได้หอบเงินหนีข้ามไปอยู่ในเขต สปป.ลาว โดยมีการจ่ายเงินให้ผู้มีอำนาจในพื้นที่รายหนึ่งจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อให้ความคุ้มครอง

แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีใครยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่

                “นายโก้” ยังมีชีวิตอยู่เสวยสุขกับเงินที่เหลืออีกจำนวนมหาศาล หรือถูกฆ่าตัดตอน หรือจะมีชีวิตเป็นอย่างไร

                หลังเกิดเหตุครั้งนั้น ก็แทบไม่เคยมีใครได้ข่าวหรือสามารถยืนยันเรื่องราวของนายโก้ได้อีกเลย!

ชีวิต“สุพจน์”ดิ่งเหวถูกปลด-ยึดทรัพย์

ขณะที่ชะตาชีวิตของ สุพจน์ ภายหลังจากเหตุการณ์ปล้นดังกล่าว ซึ่งทำให้สังคมเกิดความงุนงงสงสัยถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ “ซุกเงิน” ไว้ในบ้านของตัวเองนับพันล้านว่าเป็นจริงหรือไม่ และเงินก้อนนั้นมาจากไหน ก็ปรากฏว่า คล้อยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ปิดคดีได้ในวันที่ 16 พฤศจิกายน หรือเพียง 4 วันหลังการปล้น สุพจน์ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ปลัดกระทรวงคมนาคม ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

จากนั้นก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมการตรวจสอบของ ป.ป.ช. กระทั่งมีการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิด สุพจน์ ว่าร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยในกรณีหลังสุดศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ คือ สั่งจำคุก สุพจน์ เป็นเวลา 10 เดือนโดยไม่รอลงอาญา

แม้นาทีนี้ สุพจน์ จะรอดพ้นคุกตะรางมาได้ โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านบาท ในระหว่างยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามสิทธิในรัฐธรรมนูญใหม่

แต่หนทางข้างหน้าของ “สุพจน์” จากนี้ไปอีกไม่นาน คงบอกได้เพียงคำเดียวว่าสิ่งที่รออยู่จะเหลือแต่ “ของจริง” ล้วนๆ ทั้งในคดีชี้แจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รวมถึงการจัดการกับกรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีที่อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ยึดทรัพย์ของ สุพจน์ รวม 19 รายการ ซึ่งคดีได้งวดมาจนถึงชั้นศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 46,141,038.83 บาท ขณะที่ต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินเพิ่มเป็นมูลค่าถึง 64,998,587.52 บาท

                ตั้งแต่นี้ไป จึงเป็นการนับถอยหลังเพื่อชี้ชะตาของ “สุพจน์” ว่าจะอยู่หรือจะไป

                จะพ้นจากก้นเหวคดียึดทรัพย์-ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ …อีกไม่นานคงได้รู้กัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฟนคลับดีใจเก้อ’ปู’โผล่ช่องแอร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ฉะพวกว่างจัดลงทุนตัดต่อภาพ

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294241

แฟนคลับดีใจเก้อ'ปู'โผล่ช่องแอร์ 'อุ๊งอิ๊ง'ฉะพวกว่างจัดลงทุนตัดต่อภาพ

แฟนคลับดีใจเก้อ’ปู’โผล่ช่องแอร์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ฉะพวกว่างจัดลงทุนตัดต่อภาพ

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 10.35 น.

26 ก.ย. 60 จากกรณีโลกออนไลน์ มีการเผยแพร่ภาพเงาสะท้อนแว่นตากันแดดของ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และปรากฏเงาลักษณะคล้ายกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Ing Shinawatra ระบุว่า ว่างเบอร์ไหน..ถามใจเธอดูวววว รูปนี้ เพื่อนที่นั่งข้างหน้าถ่ายให้นะแจ๊ะ ไม่เอาๆ ไม่ตัดต่อ ไม่เอาไม่มโน เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำงานๆๆๆ เอามาให้ดูกันเลยค่า รูปจริงแว่นสะท้อนแต่ช่องแอร์

ต่อมาได้โพสต์ภาพอีก 1 ภาพ พร้อมระบุว่า “รูปตัดต่อมีคนในแว่นซึ่งไม่จริง!!!! อ่านหน่อยครับบบบบบบ  นี่รูปจริง บอกอีกสักครั้ง เพื่อนถ่าย! #เพลีย”

หลังจากภาพพร้อมข้อความได้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างกันแห่ ให้กำลังใจอดีตนายกฯ ซึ่งบางคน ยอมรับว่า สุขใจเมื่อได้เห็น แม้ว่าจะเป็นภาพตัดต่อก็ตาม พร้อมฝากคิดถึงและอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยเป็นจำนวนมาก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชุมชนนาหมื่นศรีผุดร้านค้ากลางผืนนา นทท.ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/294226

ชุมชนนาหมื่นศรีผุดร้านค้ากลางผืนนา นทท.ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

ชุมชนนาหมื่นศรีผุดร้านค้ากลางผืนนา นทท.ได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 09.26 น.

26 ก.ย.60 ที่บริเวณนาข้าว หมู่ 5 ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่แห่กันไปนั่งรับประทานอาหารเช้าที่มีทั้งชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น โดยที่ชาวบ้านปลูกสร้างอาคารเรียงไปตามถนนบริเวณคันนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความเพลิดเพลินกับการกินไปพร้อมๆกับชมวิวทิวทัศน์เรือกสวนไร่นา พร้อมๆกับชมวิถีชีวิตการทำนาของชาวบ้าน นอกจากจะรับประทานอาหารยังได้มีการบันทึกภาพ และเซลฟี่กันอีกด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงเช้า และ เย็น บรรยากาศดี สามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการที่ชาวบ้านได้มีผลิกผืนนาบางส่วน เปิดเป็นร้านจำหน่ายกาแฟ และร้านอาหาร อีกทั้งยังมีการดำเนินการก่อสร้างอาคารมาตรฐานเพื่อจำหน่ายสินค้า และมีการห้องสุขาบริเวณริมคันนา เป็นการส่งเสริมสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว แต่มีความเห็นต่างเกิดขึ้น ด้วยวิตกว่าการจัดให้มีการดำเนินการเช่นนี้ จะทำลายความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนนาหมื่นศรีเปลี่ยนไป และส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีอยู่เดิมได้ในอนาคต

นายวิโรจน์ เยาว์ดำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นาหมื่นศรี กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่ตำบลนาหมื่นศรี กำลังมีการบูมด้านการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่จัดงานเทศกาลลูกลม ซึ่งมีภูมิทัศน์ที่เป็นเรือกสวนไร่นา อุดมสมบูรณ์ ต่อมากลุ่มชาวบ้านมีแนวคิดด้วยการค้าการขาย ด้วยการเปิดร้านกาแฟ ร้านอาหาร บริเวณริมทางด้วยการก่อสร้างตัวร้านที่ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนอีกด้วย ขณะนี้กลุ่มนายทุนได้เข้ามากว้านซื้อที่นาเพื่อทำธรุกิจส่วนตัวขึ้นจึงมีความเป็นห่วงว่าต่อไปความเป็นวิถีชุมชนชาวนาหมื่นศรีจะเปลี่ยนไป จึงต้องหาแนวทางในการจัดการพื้นที่ให้สอดรับกับการพัฒนา ด้วยการอนุรักษ์พื้นที่นาดังกล่าวไว้

“การวางแผนจัดการ อบต.จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างท้องที่ท้องถิ่นเพื่อชี้แจงให้ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ได้รับทราบถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สมควรที่จะอนุรักษ์ความเป็นอัตลักษณ์ของชาวนาหมื่นศรีไว้ให้ลูกหลานอย่างยั้งยืน  สำหรับห้องสุขาที่สร้างขึ้นริมถนนคันนา นั้นทางคณะกรรมการรับผิดชอบกลุ่มชาวบ้านได้ขออนุญาติใช้พื้นที่จากสำนักงานชลประทานตรัง เมื่อสร้างแล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าไม่เหมาะสม บดบังทัศนียภาพภูมิทัศน์ จึงมีการปรับแต่งให้ดูผสมกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด จึงมีการนำฝาไม้ไผ่มากั้นจากนั้นจะมีการนำต้นไม้มาปลูก เพื่อให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น” นายวิโรจน์ กล่าว

นายสกุล ดำรงเกรียติกุล นายอำเภอนาโยง กล่าวว่า การดูแลการท่องเที่ยวนาโยง ที่ผ่านมาภาคราชการมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้ำเขาหาย ที่ได้รับประมาณระยะแรก 8 ล้าน ระยะต่อมาเพิ่มอีก 45 ล้านก่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด และในเครือข่ายข้างเคียงเมื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงอยากให้เกี่ยวโยงไปถึงอาชีพของชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่นาบริเวณจัดงานประเพณีแข่งขันลูกลม ได้มีชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันเปิดขายเครื่องดื่ม กาแฟ และร้านอาหาร เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ความเป็นธรรมชาติของเรือกสวนไร่นา แล้วยังได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวนาในตำบลนาหมื่นศรีอีกด้วย จนกระทั้งมีนักท่องเที่ยวเกินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ซึงทางอำเภอเองก็ได้คำแนะนำว่า ให้ขายธรรมชาติ วีถีชีวิตการทำนา ไม่อยากให้มีการก่อสร้างอาคารที่มีการรุกพื้นที่นาก่อสร้างกันในขณะนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งหาแนวจัดระเบียบ หาดปล่อยให้มีถมที่นา ก่อสร้างอาคาร เชื่อว่าในอนาคตความเป็นอัตลักษณ์ของชาวบ้านตำบลนาหมื่นศรีจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,916,243 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Soft Power ของจริง! งดงามสะกดสายตา ส่องรายละเอียดชุดพิธีวิวาห์ 'ณเดชน์-ญาญ่า'
SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’
World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย
พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ
โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย
นายกฯ ถึงนราธิวาส มทภ. 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.
แนวหน้าวาทะเด็ด
ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว
หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน
กฤษฎิ์-ภพ / 4MIX / Shine Boys / พีจัง กฤษณะ จัดเต็มความมันส์ ส่งท้ายสงกรานต์สุดอลังการแห่งปี

Recent Posts

  • พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี
  • ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า
  • “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6
  • รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี
  • รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d