Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ภาษีที่ดิน กับการสร้างวินัยการใช้เงินขององค์กรปกครองท้องถิ่น

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293068

ภาษีที่ดิน กับการสร้างวินัยการใช้เงินขององค์กรปกครองท้องถิ่น

ภาษีที่ดิน กับการสร้างวินัยการใช้เงินขององค์กรปกครองท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 18.37 น.

เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศจะเสนอร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างชื่นชมในความกล้าหาญทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ เพราะเราทราบดีว่ารัฐสภาไทยจะไม่กล้าตรากฎหมายเก็บภาษีที่ดินจากคนรวย

ภาษีที่ดินเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้ของตนสำหรับใช้พัฒนาท้องถิ่นตามความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ทำให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองและมีอิสระทางการเงินในระดับหนึ่ง ภาษีที่ดินช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินเพราะภาษีที่ดินสามารถลดการเก็งกำไรจากการถือครองที่ดินทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ทำประโยชน์ได้ ยิ่งกว่านั้นภาษีที่ดินยังเป็นเครื่องมือการคลังสำคัญที่จะบังคับให้นักการเมืองท้องถิ่น ต้องมีวินัยการใช้เงินและความรับผิด (Accountable) ต่อประชาชนผู้เสียภาษี

เพราะถ้าขืนถลุงเงิน เช่น เดินทางไปดูงานต่างประเทศ หรือดูงานในประเทศแฝงการเที่ยวโสเภณีเด็ก ก็จะไม่ได้รับเลือกตั้งอีก แต่น่าเสียดายว่ารัฐบาลกลับใจอ่อน ยอมผ่อนตามกระแสการวิ่งเต้นของคนชั้นกลางบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักธุรกิจ ข้าราชการ และคนในเครื่องแบบบางกลุ่มที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล มาตรา 43 ในร่างกฎหมายฯ จึงกำหนดให้ยกเว้นไม่จัดเก็บภาษีจากผู้ที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยส่วนที่มีมูลค่าไม่เกินห้าสิบล้านบาท

ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. กทม. เมืองพัทยา หรือ อปท.อื่นๆ  ยกเว้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีพันธกิจหรืออำนาจหน้าที่จัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นถึง 31 กิจกรรมสำคัญๆ เช่น การบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ บริการด้านสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ

การจัดการศึกษาและฝึกอาชีพ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว สาธารณสุข บำรุงศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและประชาธิปไตย ฯลฯ แต่ อปท. กลับไม่มีรายได้เพียงพอที่จะให้บริการแก่ประชาชน จึงต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐบาลกลางเป็นหลัก ในปี 2559 อปท. มีรายได้ของตนเอง เพียง 70,000 ล้านบาท หรือ 10.7 % ของรายได้ทั้งหมดของท้องถิ่น

 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบต่างๆ ของประเทศไทย

การยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะทำให้รายได้ส่วนนี้ของ อปท. ส่วนใหญ่ ลดฮวบลง โดยเฉพาะ อปท.เกือบทั้งหมดในชนบทจะไม่มีรายได้ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเลย ทำให้ไม่มีงบที่จะใช้ในการจัดบริการสาธารณะ สาเหตุเพราะนอกจากเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีที่ดินเกษตรถือครองเฉลี่ยเพียง 20 ไร่แล้ว ราคาประเมินยังค่อนข้างต่ำ

ตัวอย่างเช่น ในอำเภอเมืองนครปฐม ที่ดินเกษตรมีราคาประเมินพียงไร่ละ 8 แสน – 2 ล้านบาท ถ้าราคาประเมินเท่ากับ 1 ล้านบาทต่อไร่ ครัวเรือนเกษตรที่จะเสียภาษีที่ดิน ต้องมีที่ดินไม่ต่ำกว่า 50-62 ไร่ ซึ่งมีจำนวนน้อยมากในชนบท ยกเว้นคนที่มีธุรกิจบ่อดินที่จะมีที่ดินจำนวนนับ 100 ไร่ หรือโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น อปท. ที่จะมีรายได้เพียงพอหรือเพิ่มขึ้นต้องเป็นเขตเทศบาล กรุงเทพมหานคร หรือพัทยาเท่านั้น

“น่าเสียดายว่ามหาดไทยไม่มีสถิติจำนวนบุคคลที่มีที่ดินและบ้านมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท แต่การประมาณการจากสถิติของสำนักงานสถิติฯพบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศที่มีที่ดินมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาท มีเพียง 15,700 ครัวเรือน(จาก 21.3 ล้านครัวเรือน) และครัวเรือนที่บ้านมีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท มีเพียง 5,000 ครัวเรือน นั่นหมายความว่าครัวเรือนกว่า 99% ไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ฉะนั้นกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับนี้ก็แทบไม่มีประโยชน์”

เมื่อไม่มีรายได้จากภาษีที่ดิน อปท. ก็ต้องพึ่งเงินที่รัฐบาลแบ่งให้กับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากขึ้น ในปี 2558 งบประมาณ 2 ก้อนนี้รวมกันเท่ากับร้อยละ 50.6 ของรายได้ท้องถิ่น การพึ่งเงินจากรัฐบาลส่วนกลางมากขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อการพัฒนาท้องถิ่นหลายประการ ประการแรก อปท. ส่วนใหญ่คงต้องตัดทอนการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่น ยกเว้นว่ารัฐบาลกลางจะแบ่งเงินรายได้จำนวนมากขึ้นให้แก่ อปท.

แต่การพึ่งงบประมาณจากรัฐบาลกลางมากขึ้น นอกจากจะทำให้ อปท. ไม่อาจกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนแล้ว “โครงการพัฒนาต่างๆ ยังต้องขึ้นกับข้าราชการในส่วนกลางและนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งมิได้เข้าใจความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น” ยิ่งกว่านั้นการพึ่งงบอุดหนุนจากรัฐบาลกลางยังก่อให้เกิดปัญหาทุจริต “เงินทอน” จากนักการเมืองระดับชาติ พูดง่ายๆ คือ นักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องการเงินมาพัฒนาพื้นที่ของตนต้องยอมอยู่ในอุปถัมภ์ของพรรครัฐบาล ประชาธิปไตยไทยก็จะยังคงอยู่ในวังวนของการเมืองอุปถัมภ์ โดยหัวหน้าพรรคการเมืองไม่กี่คน

ประการที่สอง การยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้างมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะทำลายแรงจูงใจของ อปท. ในการหารายได้มาใช้พัฒนาท้องถิ่น แม้ว่า อปท. ยังจัดเก็บภาษีได้น้อย แต่สถิติรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง บ่งบอกว่า อปท. มีความพยายามจัดเก็บภาษีมากกว่าที่ อปท. ได้รับจากรัฐบาลกลาง ระหว่างปี 2545-2559 รายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% ขณะที่รายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้ท้องถิ่นและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 7.6%

ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (มาตรา 28) เปิดโอกาสให้ อปท. สามารถกำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างจากอัตราตามพระราชกฤษฎีกาได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 44 รัฐบาลสามารถตราพระกฤษฎีกา ลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือสังคมหรือ เหตุการณ์หรือกิจการ หรือสภาพแห่งท้องถิ่นได้

อำนาจดังกล่าวย่อมทำให้ อปท. มีแรงจูงใจที่จะกำหนดอัตราภาษีที่เงินและสิ่งก่อสร้างที่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจสังคม และความจำเป็นของการใช้เงินในการพัฒนาท้องถิ่น บาง อปท. อาจกำหนดอัตราภาษีให้ต่ำหน่อย บาง อปท. ที่มีความจำเป็นก็อาจกำหนดอัตราภาษีสูงขึ้น

แต่ถ้าหากมีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท จำนวนผู้อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีจะมีจำนวนไม่กี่คน ดังนั้นอำนาจตามมาตรดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายการคลังและการพัฒนาท้องถิ่นของ อปท. ยกเว้นว่า อปท. จะมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มและกล้าขึ้นภาษีที่เก็บจากคนรวยไม่กี่คนใน อปท. ที่มีฐานภาษีเกิน 50 ล้านบาท

ผลเสียหายสำคัญ ประการสุดท้าย คือ การยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะทำลายบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น และการส่งเสริมประชาธิปไตยตามกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ. 2542 (มาตรา 16)

“หากประชาชนทุกคนที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไรก็ตาม มีส่วนเสียภาษีให้แก่ อปท. สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ประชาชนในท้องถิ่นจะมีแรงจูงใจคอยเฝ้าติดตามว่าผู้บริหารท้องถิ่นเอาเงินภาษีของตนไปใช้ประโยชน์สำหรับคนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ หรือใช้ประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก ผลที่ตามมา คือ ผู้บริหารท้องถิ่นที่นำเงินภาษีไปใช้ส่วนตัว หรือใช้ในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็จะไม่ได้รับเลือกตั้ง บรรดานักการเมืองท้องถิ่นจะต้องเริ่มคิดโครงการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ส่วนร่วมต่อท้องถิ่น”

เมื่อประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนติดตามการใช้จ่ายของนักการเมือง อย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาผลประโยชน์จากภาษีที่ตนเสีย ในการเลือกตั้งระดับชาติ ประชาชนก็จะเรียนรู้ว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง นโยบายใดเป็นนโยบายที่ดี คุ้มกับเงินภาษีของตน นโยบายใดเป็นประชานิยมที่จะก่อความเสียหายต่อส่วนรวม “ภาษีที่ดินจึงเป็นภาษีที่ฝึกให้คนไทยคอยสอดส่องการใช้เงินของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด” เป็นภาษีที่ป้องกันมิให้นักการเมืองใช้นโยบายประชานิยมแบบขาดความรับผิดชอบทางการคลังมาหาเสียง


“จำนำข้าว” นโยบายประชานิยมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน กระทั่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อ 25 ส.ค. 2560 ให้จำคุก 2 อดีตรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายดังกล่าว

คำถามสุดท้าย คือ “ใครควรเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง?” ผมขอเสนอให้สมาชิกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้แนวคิดเรื่อง “ทุกคนที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต้องเสียภาษี เสียน้อย หรือเสียมาก ก็ต้องเสียภาษี” เพราะคนที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องใช้บริการสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ ถนนหนทาง บริการเก็บขยะ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินภาษี “ท่านที่วิ่งเต้นขอยกเว้นไม่ให้รัฐบาลเก็บภาษีสำหรับที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ท่านไม่ละอายใจหรืออย่างไร” ท่านต้องการบริการสาธารณูปโภค/สาธารณูปการ แต่ท่านไม่ยอมเสียภาษีทางตรงที่จะนำมาจัดหาบริการเหล่านี้

ผมขอยกตัวอย่าง ประชาชนใน อบต. โพรงมะเดื่อที่มีที่ดินเกษตร 20 ไร่ เสียภาษีปีละ 110 บาท แต่เขาก็มีส่วนเสียภาษีให้ อบต. “ข้อเสนอของผม คือ ทุกคนที่มีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียภาษีบ้าง” เช่น ถ้ามูลค่าที่ดินรวมกับบ้านที่อยู่อาศัยมีมูลค่า 1-20 ล้านบาท ขอให้เสียภาษีปีละ 50 บาทต่อมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 ล้านบาท ถ้ามูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของท่านมีมูลค่า 20 ล้านบาท ท่านก็เสียภาษีปีละ 1,000 บาท เท่านั้น

ส่วนผู้มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกันมูลค่า 20.01-50 ล้านบาท ขอให้เสียภาษี 100 บาทต่อมูลค่าที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง 1 ล้านบาท ดังนั้นถ้าที่ดินและบ้านของท่านมีมูลค่า 50 ล้านบาท ท่านก็เสียภาษีเพียง 100 บาท x 50 = 5,000 บาทต่อปี ถ้าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ก็ให้เสียภาษีในอัตราที่กำหนดในร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณา แต่ผมมีข้อสังเกตว่าในปีแรกที่มีการประกาศใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผมไม่อยากให้รัฐบาลเก็บภาษีจนเกิดรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก เพราะรายได้จากภาษีนี้ย่อมเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

สาธารณูปโภคต่างๆ ที่รัฐจัดไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ล้วนอยู่ได้ด้วยเงินจากภาษีอากรทั้งสิ้น

ทางที่ดี คือ ในปีแรกที่เริ่มบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลควรมีเป้าหมายว่ารายได้รวมจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องไม่เพิ่มขึ้นจาก รายได้รวมในปี 2560 เกินกว่า 3%-3.5% ที่เป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วจึงค่อยๆปรับฐานภาษีขึ้นไปในเวลา 5 ปีแรก แต่อัตราการปรับฐานภาษีนี้ต้องเป็นอัตราที่กำหนดตายตัวในพระราชบัญญัติ มิใช่ปล่อยให้รัฐบาลในอนาคตเป็นผู้กำหนด

ผมหวังว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และสมาชิก สนช. ทุกท่านจะมีความกล้าหาญ เรียกร้องให้ทุกคนที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร่วมกัน เสียภาษีตามหน้าที่ของพลเมือง “เสียน้อย เสียมาก ไม่ว่ากัน แต่ขอให้ร่วมกันเสีย” ครับ!!!

 โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ต้องไปชมสักครั้ง! วัดดังอ่างทองสร้างโบสถ์ด้วยกระเบื้อง วาดลวดลายเล่าตำนานพุทธศาสนา

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293002

ต้องไปชมสักครั้ง! วัดดังอ่างทองสร้างโบสถ์ด้วยกระเบื้อง วาดลวดลายเล่าตำนานพุทธศาสนา

ต้องไปชมสักครั้ง! วัดดังอ่างทองสร้างโบสถ์ด้วยกระเบื้อง วาดลวดลายเล่าตำนานพุทธศาสนา

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 15.27 น.

ที่วัดมหานาม ต.ไชยภูมิ อ.ไชโย จ.อ่างทอง ได้มีการสร้างโบสถ์โดยได้มีการใช้กระเบื้องพร้อมลงลวดลายเบญจรงค์และเขียนภาพสัตว์ในป่าหินมพานต์ โดยมีการเขียนชื่อเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้านล่างของภาพเป็นพื้นกระเบื้องสีขาว มีการวาดลวดลายเป็นรูปสัตว์ในตำนานทางพุทธศาสนา ที่นำมาประดับไว้ที่บริเวณผนังโบสถ์ เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ที่พบเห็น เป็นภาพวาดที่มีอยู่ในกระเบื้องที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์โดเด่น แล้วยังมีชื่อสัตว์ในตำนานที่เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่คู่กันด้วย เป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่ให้ทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ชมอย่างมีความสุขและเข้าใจในวัฒนธรรมเรื่องเล่าในตำนานพุทธศาสนา

ด้าน พระครูวิสุทธิชัยคุณ (หลวงพ่อสะอาด) สุธีโว เจ้าอาวาสวัดมหานาม กล่าวว่า เหตุผลที่ทำโบสถ์ในลักษณะนี้ การใช้กระเบื้องซึ่งเป็นกระเบื้องพิเศษ ไม่มีขายในประเทศไทย คุณสมบัติเป็นกระเบื้องที่มีความทนทาน มีอายุการใช้งานหลายปี ดีกว่าการทาสี รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายและสะดวกในการดูแลรักษา ในส่วนของการลงลวดลายเบญจรงค์และสัตว์ในป่าหิมพานต์ในปัจจุบัน ยังไม่พบเห็นว่ามีที่ใดสร้างในรูปแบบนี้ นับว่าสร้างความแปลกตากับผู้พบเห็นและเป็นการสร้าง สิ่งดึงดูดใจให้กับเยาวชน และประชาชนทั่วไป

ส่วนที่มีการเขียนชื่อ บ่งบอกชื่อของสัตว์ต่างๆใต้ภาพ ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและยุคสมัยที่ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แห่ให้กำลังใจ! ลูกชายวีรบุรุษปลอบคุณตา “อย่าร้องคับคุณตา พ่อผมทำเพื่อชาติ ผมยังไม่ร้องเลยคับ”

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292948

แห่ให้กำลังใจ! ลูกชายวีรบุรุษปลอบคุณตา

แห่ให้กำลังใจ! ลูกชายวีรบุรุษปลอบคุณตา “อย่าร้องคับคุณตา พ่อผมทำเพื่อชาติ ผมยังไม่ร้องเลยคับ”

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 13.38 น.

จากกรณีคนร้ายวางระเบิดพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุด EOD เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ คนร้ายได้จุดระเบิด ใส่รถของเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บกว่า 21 คน และมีเจ้าหน้าที่ 2 ราย ได้เสียชีวิต คือ ด.ต.อนิรุทธ จันทะวงษ์  กับ  ส.ต. ธเนศ พุทโธ เจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุดปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 47 (ฉก.ทพ.47)

โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ย.60 เครื่องบินซี 130 ได้นำร่าง ส.ต.ธเนตร พุทโท จนท.ทหารพราน 47 เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่บ้านปะแดรู ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา เพื่อนำร่างกลับไปทำพิธียังภูมิลำเนา โดยมีกองเกียรติยศรอรับอย่างสมเกียรติ ทั้งมีครอบครัวคือ นายพีรภัทร พุทโธ หรือ พ่อเคน อายุ 54 ปี บิดา เเละ นางศรีอัมพร บุญเพชร มารดา ของ ส.ต.ธเนตร พุทโธ

ขณะเดียวกัน บนเพจเฟซบุ๊ก N a R a Peace ( น ร า สันติ )  ได้เรื่องราวสุดเศร้า ขณะที่บิดาคือนายพีรภัทร พุทโธ กำลังรอรับร่างบุตรชายด้วยอาการโศกเศร้า แต่ก็มีภาพของลูกชายตัวน้อยของ ส.ต. ธเนศ พุทโธ อยู่เคียงข้างพร้อมกับคำพูดปลอบใจคุณตาอย่างกล้าหาญว่า “อย่าร้องคับคุณตา พ่อผมทำเพื่อชาติ ผมยังไม่ร้องเลยคับ” ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชัดเจน!เผยผลตรวจน้ำมันเครื่องฉาว พบอยู่กลุ่มเดียวน้ำมันพืช

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292941

ชัดเจน!เผยผลตรวจน้ำมันเครื่องฉาว พบอยู่กลุ่มเดียวน้ำมันพืช

ชัดเจน!เผยผลตรวจน้ำมันเครื่องฉาว พบอยู่กลุ่มเดียวน้ำมันพืช

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 13.23 น.

19 ก.ย. 60 จากกรณีที่นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง หรือ “เมฆ มังกรบิน” เจ้าของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งถูกลูกค้าโวยว่า สินค้าทำให้เครื่องยนต์รถพัง จนกลายเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้

ล่าสุด  “อาจารย์อ๊อด” รศ. ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไลฟ์สดผลการตรวจวิเคราะห์น้ำมันเครื่อง 3 ยี่ห้อ ซึ่งมีของ เมฆ มังกรบิน ที่ทางแหม่มโพธิ์ดำนำมาให้ทดลอง และอีก 2 ยี่ห้อ ซื้อจากห้างสรรพสินค้า

โดยระบุว่า น้ำมันเครื่องที่ตรวจสอบทั้ง 3 ยี่ห้อ เป็นน้ำมันพาราฟิน อยู่กลุ่มเดียวกับน้ำมันพืช มีจุดเดือดไม่สูง เป็นสารที่ใช้เคลือบโลหะและลดแรงเสียดทานของโลหะ นำมาใช้ลดแรงเสียดทานลูกสูบ หรือหยดใบเลื่อยเหล็ก

ซึ่งยังพบใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกและกาวด้วย แต่ไม่เคยมีรายงานนำน้ำมันพาราฟินใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันเครื่อง ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าบางส่วนบอกว่าใช้แล้วดี แต่อาจมีบางส่วนบอกใช้แล้วเครื่องพัง

โดยจากการตรวจสอบพบว่า น้ำมันพาราฟินทนความร้อนได้แค่ 200-500 องศาเซลเซียล ถ้ามากกว่านั้นจะระเหย ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลจากอาจารย์ที่มีความรู้ด้านเครื่องยนต์ทราบว่า ห้องเครื่องรถยนต์จะมีความร้อนสูงถึง 500-1,000 องศาฯ

ฉะนั้นน้ำมันตัวนี้หากใช้แรกๆจะลื่น แต่พอใช้จนเครื่องเริ่มร้อนและถึงจุดเดือดของพาราฟิน จะทำให้เกิดเขม่าและเครื่องน็อก เพราะเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอันตรายมากหากขับรถมาเร็วๆ แถมพอใช้ไปเครื่องจะมีกรดเกลือมากด้วย อาจส่งผลให้เครื่องพังด้วย โดยจะมีผลในระยะยาว

หลังจากนี้อยากวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนายกรัฐมนตรีมาตรวจสอบสินค้าประเภทนี้ด้วยว่าปล่อยให้ขายได้อย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘เมฆ มังกรบิน’มีสะดุ้ง! ‘อาจารย์อ๊อด’คนดังตรวจน้ำมันเครื่องฉาว (ชมคลิป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วัฒนาโพสต์จวกคสช.2มาตรฐานปราบโกง

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292909

วัฒนาโพสต์จวกคสช.2มาตรฐานปราบโกง

วัฒนาโพสต์จวกคสช.2มาตรฐานปราบโกง

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.55 น.

“วัฒนา เมืองสุข” โพสต์จวกคสช.2 มาตรฐานปราบโกง ชี้หากเกี่ยวโยง “กองทัพ” กลับนั่งประชุมกับหัวหน้า คสช.อย่างสบาย อัดยึดอำนาจมีแต่สร้างปัญหา

19 ก.ย.60 นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Watana Muangsook วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยระบุข้อความดังนี้

“กลับมาแล้วครับ”

“ผมหายไปหลายวันเนื่องจากต้องเสียเวลาทำคำให้การแก้คดี กรณีผมโพสต์ให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์แต่ถูก คสช. กล่าวหาว่าก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร ผมเลยได้รับรางวัลที่ไม่เคยอยากได้คือศิลปินเสรีภาพที่เจอข้อหามากที่สุดในยุค คสช. ความยากคือการหาเหตุผลมาแก้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีเหตุผล”

“วันนี้ครบรอบ 11 ปีของการยึดอำนาจโดย คมช. ผลพวงของการยึดอำนาจครั้งนั้นยังไม่ทันจางหายก็เกิดการยึดอำนาจโดย คสช. อีกครั้ง ความดีเพียงอย่างเดียวของ คสช. คือทำให้คนไทยได้รับรู้ว่าการยึดอำนาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่กลับสร้างปัญหาอย่างไม่รู้จบ ที่สำคัญคือการทำลายหลักนิติธรรมอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย การปราบโกงที่เป็นข้ออ้างของการยึดอำนาจเป็นเพียงวาทกรรมและเลือกปฏิบัติ หากเป็นคนอื่นที่ถูกกล่าวหาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจะถูกหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจพิเศษสั่งพักงาน เช่น อดีตผู้ว่า กทม. และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบจะทั่วประเทศ เป็นต้น

แต่หากเป็นการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคนในกองทัพ เช่น การจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT 200 หรือการทุจริตการรับงานขุดลอกคูคลองของ อผศ. หรือการจัดซื้อเรือเหาะ หรือล่าสุดการอนุมัติให้เอกชนใช้พื้นที่ป่าไม้ คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกลับนั่งประชุมร่วมกับหัวหน้า คสช. อย่างสุขสบายทุกสัปดาห์โดยคนที่นั่งหัวโต๊ะมองไม่เห็น ทั้งหมดคือธรรมชาติของเผด็จการทุกยุคที่ความจริงจะปรากฏออกมาเมื่อหมดอำนาจ นั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อำนาจยังไม่ถูกคืนให้กับประชาชน”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทุนไทยทะยานไกลต่างแดน ขยายธุรกิจอย่าลืมใส่ใจชีวิตคน

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292908

ทุนไทยทะยานไกลต่างแดน  ขยายธุรกิจอย่าลืมใส่ใจชีวิตคน

ทุนไทยทะยานไกลต่างแดน ขยายธุรกิจอย่าลืมใส่ใจชีวิตคน

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.47 น.

“วันก่อนเรากลัวลูกปืน วันนี้เรากลัวรถไถ”

คำโปรยหัวจากโปสเตอร์คัดค้านโครงการทำเหมืองถ่านหิน ในพื้นที่ “บ้านบานชอง” เขตทวาย ประเทศเมียนมา (พม่า) ซึ่งเป็น “การร่วมทุนกันระหว่างเอกชนเมียนมา-ไทย” จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างมาก ขนาดที่ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ต้องเดินทางไกล “ข้ามฝั่ง” เข้ามาร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย

ชอง เอลีนา ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บ้านบานชอง เปิดเผยในงานประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กทม.ที่ตั้งของ กสม. ประเทศไทย ว่า

บ้านบานชองนั้นเคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนแล้วกว่าร้อยปี เพียงแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แผ่นดินเมียนมาเกิด “สงครามกลางเมือง” มีการสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งในส่วนของบ้านบานชอง อยู่ในเขตอิทธิพลของ กองกำลังกะเหรี่ยง KNU ทำให้ชาวบ้านทั่วไปต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีนี้ที่สงครามสงบลง รัฐบาลพม่าสามารถเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มต่างๆ ได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงคิดจะกลับมาตั้งรกรากยังถิ่นฐานเดิม ทว่ากลับต้องพบ “ฝันร้ายครั้งใหม่” คือการเข้ามาลงทุนของเอกชน

เพราะตั้งแต่เมื่อมีการทำเหมืองถ่านหินในปี 2557 สิ่งที่เห็นคือ “ถ่านหินเกิดลุกไหม้” อย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยปัญหา “หมอกควัน” เป็นมลพิษปกคลุมชุมชนโดยรอบ กระทบต่อ “สุขภาพ” ของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งก่อนจะเดินทางข้ามมาร้องเรียนกับ กสม. ประเทศไทย ก็ได้ร้องเรียนมาหมดแล้วทั้งต่อบริษัททำเหมือง รัฐบาลพม่า กองกำลังกะเหรี่ยง KNU หรือแม้แต่สื่อมวลชนฝั่งเมียนมา แต่ทุกอย่าง“เงียบหาย” ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการแก้ไข

“หลังจากผ่านสงครามมายาวนาน เป็นเวลาที่เราอยากจะสร้างวิถีชีวิตของเราขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นเราจึงไม่อยากให้บริษัทเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของเราอีกครั้ง” ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่บ้านบานชอง กล่าว

ไม่ต่างจากกรณี “เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” อภิมหาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทางการเมียนมาเป็นเจ้าภาพ และมีนักลงทุน “ไทย -ญี่ปุ่น” ให้ความสนใจมาก ตั้งแต่ปี 2551 ที่เริ่มประกาศโครงการ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ดังที่ ทัน ซิน ตัวแทนจากสมาคมพัฒนาทวาย ที่เข้ามาบอกเล่าเรื่องราวกับ กสม. ไทย เช่นกัน ว่า นับตั้งแต่ปี 2553 ที่เริ่มมีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างเมืองทวายกับชายแดนไทย พบปัญหามากมาย

อาทิ มีการก่อสร้างโดยยังไม่ได้ทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เพิ่งมาทำหลังจากเริ่มก่อสร้างไปบ้างแล้ว อีกทั้งยังไม่มีการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ ขณะที่การจ่ายค่าชดเชยก็ไม่ทั่วถึง มีทั้งชาวบ้านที่ได้รับและไม่ได้รับการเยียวยา ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชน กระทั่งในเวลาต่อมาโครงการได้หยุดชะงักลง จึงเรียกร้องว่าหากในอนาคตจะมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอีกครั้ง ขอให้ทางการไทยและเมียนมาดำเนินการแก้ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

ที่จริงแล้วใช่ว่ารัฐบาลไทยจะไม่ใส่ใจเรื่องดังกล่าว เห็นได้ที่เคยมี มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของไทยในต่างประเทศ 2 เรื่อง คือโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย เมียนมา และโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ในพื้นที่ จ.น่าน ของไทย เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเหมืองและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจาก สปป.ลาว โดยสาระสำคัญคือให้มีกลไกการกำกับดูแลผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในต่างแดน ให้เคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระและกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า หากเป็น “บริษัทมหาชน” จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะมีระเบียบของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ต้องจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี เรียกว่า “แบบ 56 – 1” ซึ่งมีหัวข้อ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” อยู่ด้วย โดยต้องชี้แจงว่ามีนโยบายดูแลผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ อย่างไรบ้าง

“บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกกล่าวหา กรณีที่มีชาวบ้านร้องเรียน กสม. จริงๆ มีหน้าที่ที่ต้องเปิดเผยตามกฎการเปิดเผยของ ก.ล.ต. ฉะนั้นในอนาคต กสม. อาจจะช่วยตรงนี้ได้ ถ้าเกิดรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วสืบสวนพบว่าน่าจะมีการละเมิดสิทธิจริง ในชั้นของการส่งเรื่องให้กับคณะรัฐมนตรีก็อาจจะแทงเรื่องไปยัง ก.ล.ต. ด้วย จะได้เรียกให้บริษัทเข้ามาชี้แจงเพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้น” สฤณี ระบุ

ขณะที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม. ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนของภาคธุรกิจประเทศหนึ่งในอีกประเทศหนึ่ง ว่า 1.มีช่องว่างทางกฎหมาย เช่น เมื่อไม่ใช่โครงการที่ดำเนินการในประเทศไทย จึงไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบ (EIA หรือ EHIA) ขณะที่เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ค่อยได้พิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ “ดูจากเกณฑ์ขั้นต่ำ” เท่านั้น นอกจากนี้โครงการที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน ยังไม่มีหลักการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดข้ามพรมแดนอีกด้วย

2.แต่ละประเทศมีมาตรฐานไม่เท่ากัน กลายเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในประเทศที่กฎหมายกฎระเบียบต่างๆ อ่อนแอ เช่น เมียนมา ในอดีตไม่มีกฎหมายให้ทำรายงาน EIA เพิ่งจะมากำหนดให้ทำเมื่อไม่นานนี้ หรือประเทศไทยเองที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดให้ทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) 3.กระบวนการตัดสินใจดำเนินโครงการ มีเพียงภาครัฐและกลุ่มทุนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

4.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ได้ทำอย่างจริงจัง เป็นแต่เพียงพิธีกรรมทำให้ครบถ้วนไปเท่านั้น เช่น ความคิดเห็นของประชาชนไม่ถูกบรรจุเข้าไปในรายงาน 5.สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทของไทยที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง มีเพียงการควบคุมบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเท่านั้น ส่วนกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ก็บังคับใช้ได้แต่เฉพาะกับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
คำถามคือแล้วบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะมีหน่วยงานใดกำกับดูแล?

“เราไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดโครงการ แต่เมื่อเกิดแล้วจะต้องมีผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจชุมชน กระทบต่อสังคม โดยเฉพาะกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ให้น้อยที่สุดหรือว่าไม่กระทบเลย” ดร.สมนึก ฝากทิ้งท้าย

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากสังคมเกษตรเป็นอุตสาหกรรม ภาครัฐของไทยพยายามดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา มุมหนึ่งได้ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาเจริญก้าวหน้าอย่างมากอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่อีกมุมหนึ่งในยุคนั้นที่มาตรการควบคุมยังอ่อนแอ สังคมไทยก็เคย “เจ็บปวด” กับหลายๆ โครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนโดยรอบ บ้างได้รับการเยียวยา แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังรอการแก้ไข ฉะนั้นวันนี้ที่ทุนไทย “ปีกกล้าขาแข็ง” สามารถโบยบินไปลงทุนในต่างแดน ก็ขออย่าได้ไปทำแบบเดียวกัน

เพราะเมื่อเกิดปัญหา..ไม่ใช่เฉพาะองค์กรของท่านที่จะถูก “ตำหนิ-ประณาม” แต่ยังสะเทือนมาถึงชื่อเสียงของประเทศไทย และคนไทยทั้งหมด!!!

“เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” (Dawei) กำเนิดขึ้นในปี 2551 เป็นความร่วมมือระหว่างเมียนมา ไทย และญี่ปุ่น ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก เริ่มก่อสร้างในปี 2553 แต่ถูกคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่เนื่องจากได้รับผลกระทบมาก ชาวบ้านจาก 19 หมู่บ้าน รวม 32,279 คน ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กระทั่งในปี 2555 โครงการดังกล่าวประสบปัญหาไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย ทำให้ต้องหยุดชะงักมาจนถึงปัจจุบัน

“เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” (Dawei) กำเนิดขึ้นในปี 2551 เป็นความร่วมมือระหว่างเมียนมา ไทย และญี่ปุ่น ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก เริ่มก่อสร้างในปี 2553 แต่ถูกคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่เนื่องจากได้รับผลกระทบมาก ชาวบ้านจาก 19 หมู่บ้าน รวม 32,279 คน ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กระทั่งในปี 2555 โครงการดังกล่าวประสบปัญหาไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย ทำให้ต้องหยุดชะงักมาจนถึงปัจจุบัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ประธาน กกต.ผวา“พบสื่อทีไรมีเรื่องทุกที”

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292866

ประธาน กกต.ผวา“พบสื่อทีไรมีเรื่องทุกที”

ประธาน กกต.ผวา“พบสื่อทีไรมีเรื่องทุกที”

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.

nn…มีโอกาสได้เจอะเจอทักทายกับ “หัวหน้าต๋อง-อินทราวุธ สมมาตร” หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม หลังไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบแล้ว เลยอดถามถึงช่วงนี้ที่สังเกตเห็นว่ามีชาวบ้านจำนวนมาก ทั้งมาเป็นกลุ่ม มาเดี่ยวเข้าร้องเรียนร้องทุกข์ พร้อมขอรับความช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม ผ่านศูนย์บริการร่วม เรียกว่าแทบทุกวันจากแต่ก่อน…งานนี้หัวหน้าต๋องเลยสะท้อนความห่วงใยให้ฟังว่า การที่มีคนจำนวนมากมาร้องเรียน อาจทำให้คนเดือดร้อนหนักที่สุด และยากจนที่สุด ที่ควรได้รับการช่วยเหลืออันดับต้นๆ อาจหล่นไปอยู่รั้งท้าย เจ้าตัวเลยเกิดไอเดียว่า น่าจะมีการวางกรอบคัดกรองเบื้องต้น สำหรับให้เจ้าหน้าที่เป็นคู่มือพิจารณาจะช่วยเหลือใครตามความลำบากมากน้อยก่อนหลังได้ถูก พร้อมยกตัวอย่างคุณสมบัติผู้เดือดร้อน เช่น ยากจน มีพฤติกรรมเป็นพลเมืองดี ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม หรือไม่เคยทำผิดพ.ร.บ.จราจร อย่างนี้เป็นต้น…

…นอกจากนี้ หัวหน้าต๋องยังเล่าถึงสถานการณ์น่าห่วงในการเข้าร้องเรียนอีกประเด็น ที่ทำให้ “หนักใจ” เพราะล่าสุดมีทนายพากลุ่มชาวบ้านที่เป็นหนี้นอกระบบมาร้องเรียน ซึ่งศูนย์ฯยินดีช่วยเหลือคนเดือดร้อน แต่ได้ข้อมูลแว่วๆเข้าหูว่า งานนี้ทนายเรียกค่าใช้จ่ายจากชาวบ้าน แถมยังแนะชาวบ้านให้มาทำเรื่องขอเงินค่าทนายจากกองทุนยุติธรรม ของกระทรวงยุติธรรม เมื่อได้แล้วก็ให้เอาเงินที่ได้ไปให้ตัวเอง สืบเสาะถามเลยทราบข้อมูลจากชาวบ้านว่า ทนายคนนี้เรียกค่าทนายต่อหัวตั้งแต่ 5,000 ถึงหลักหมื่น “…แล้วเขาพาชาวบ้านมามากกว่า 50 คน คิดดูแล้วกัน ทนายคนนี้จะได้รับเงินจากชาวบ้านที่เดือดร้อนหนักอยู่แล้วรวมทั้งหมดเป็นเงินเท่าไหร่!!!….นี่ขนาดยังไม่รู้คดียุติชาวบ้านชนะคดีหรือแพ้นะ…แต่ชาวบ้านรายที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก็ยังหลงเชื่อถือ…” …ยังไม่หมดเท่านั้น หัวหน้าต๋องว่า “…ทนายรายนี้ให้ข้อมูลสร้างความหวัง ทำคนหลงเชื่อว่า ถ้าชนะคดีชักดาบไม่ต้องจ่ายหนี้ที่กู้เขามา ซึ่งมันไม่ใช่ เป็นหนี้ก็ต้องใช้ แนะแบบนี้ใช่ได้ที่ไหน…สงสารชาวบ้านตาดำๆ เจอทนายหากิน หวังขุดทองจากกองทุน ยธ.มึชาวบ้านที่บริสุทธิ์เป็นเหยื่อ”…แบบนี้ สงสัยคงไม่ใช่แค่วางกรอบพิจารณาจัดอันดับความช่วยเหลือก่อนหลังแล้ว น่าจะรวมถึงหาช่องทางขจัดเหลือบรีดเลือดกับปู ซ้ำเติมคนเดือดร้อนให้ทุกข์หนักขึ้นไปด้วย งั้นลุยเลยมั้ยขอรับเฮีย…nn

nn…สัปดาห์ก่อนกระจอกข่าวได้ไปร่วมกิจกรรมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในงาน “กกต.พบสื่อมวลชน ประจำปี 2560” ที่โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา…บรรยากาศในช่วงเช้าก็เป็นไปตามปกติ แต่พอถึงช่วงบ่ายของวันที่ 13 กันยายน สื่อมวลชนและกระจอกข่าวทราบว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. (พ.ร.ป.กกต.) ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว เพราะฉะนั้น กกต.ชุดปัจจุบัน ซึ่งนำโดย ประธาน กกต. “ศุภชัย สมเจริญ” ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในบทเฉพาะกาลได้เขียนไว้ว่า ให้กกต.ชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการสรรหา กกต.ใหม่ครบ 7 คน…หลังทราบข่าวกระจอกข่าวกระซิบมาว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และกกต.ต่างมีสีหน้าเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อทั่นประธาน กกต. เดินผ่านมาทางสื่อมวลชนที่ยืนรอปลูกดอกดาวเรืองโดยรอบพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย (ทุ่งมะขามหย่อง)จำนวน 1,000 ต้น เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง ร.9” ก็พูดขึ้นว่า “จัดงานกกต.พบสื่อทีไร ต้องมีเรื่องทุกที ครั้งที่แล้วก็ประกาศเซตซีโร่ กกต. มาครั้งนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ประกาศใช้ ถ้าจัดครั้งหน้าไม่รู้ว่าจะโดนอะไร” ประธานศุภชัยพูดจบ พี่ๆสื่อก็พูดแกมหยอกว่า “คงเป็น ม.44 มั้งค่ะ”…เจ้าตัวได้ยินอย่างนั้น ก็หัวเราะและพูดย้ำอีกครั้งว่า “พบสื่อทีไรมีเรื่องทุกที”…ทำเอาเพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชนที่ยืนสนทนาอยู่ หัวเราะกันครืน… กับข้อสังเกตของทั่นประธาน…ว่าแต่กระจอกข่าวเองก็คิดๆอยู่เหมือนกันนะว่า จะมีกิจกรรม กกต.พบสื่ออีกครั้งก่อนที่กกต.ชุดนี้จะหมดหน้าที่หรือเปล่าน้า…nn

nn…เก็บตกบรรยากาศงานเลี้ยงตอนเย็นในกิจกรรม “กกต.พบสื่อ” หลังจากที่เจ้าหน้าที่ และผู้บริหารระดับสูงทราบว่า พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ประกาศใช้แล้ว มีการพูดคุยกันตามปกติ พอถึงช่วงเวลาบนเวทีสังสรรค์ที่เปิดให้กกต.ผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงสื่อมวลชนขึ้นร้องเพลง… พิธีกรชายก็เชิญผู้บริหารระดับสูง และพนักงาน กกต.ขึ้นเวทีตามสเต็ป นำโดย “พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา” รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กกต. ก็ร้องเพลงให้กับกกต.ที่เคยทำงานร่วมกันมา โดยเจ้าตัวเลือกที่จะร้องเพลง “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”…ที่โดนใจกันหลายคน รวมถึงกระจอกข่าวสาวสวยด้วย หลังจบเพลง “รักษาการพ่อบ้านกกต.” ก็ได้กล่าวความในใจทิ้งท้ายด้วยว่า “ยิ่งทำงานเราก็ยิ่งรู้จักกัน และเหมือนกับเพลงที่เราร่วมกันร้องยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ แต่เรายิ่งรู้จักกันยิ่งรักกัน และไม่มีวันลืมมมมม”เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราว ประมาณว่าทั่นรองฯรูปหล่อแล้วยังพูดจาหล่ออีกด้วย…ยังไงก็แล้วแต่ แว่วๆมาว่าตอนนี้รักษาการพ่อบ้าน กกต.ได้ย้ายมาเป็นรองเลขาธิการ กกต. ด้านบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างนี้อีกไม่นานคงมีผลงานชิ้นโบแดงแน่นอนเจ้าคร้า…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เสียงเล็กๆจากเด็กถูกเท เยาวชน3.17ล้านคนอยู่สภาพภาวะเปราะบาง

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292898

เสียงเล็กๆจากเด็กถูกเท เยาวชน3.17ล้านคนอยู่สภาพภาวะเปราะบาง

เสียงเล็กๆจากเด็กถูกเท เยาวชน3.17ล้านคนอยู่สภาพภาวะเปราะบาง

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 21.42 น.

รมว.พม.ชี้ประเทศมั่นคงต้องมีครอบครัวที่มั่นคง ยันไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง สสส.-พม.-ยูเอ็นเอฟพีเอ-จุฬาฯ เปิดเวทีรับฟัง “เสียงเล็กๆ จากเด็กถูกเท” พบเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง 3.17 ล้านคน ชง 5 ข้อเสนอ พาเด็กเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง แนะพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบความคุ้มครองทางสังคม

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่โรงแรมปริ้นพาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA)  และศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ‘เสียงเล็ก ๆ จากเด็กถูกเท’ พาเด็กและเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีเครือข่ายเด็ก เยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง เข้าร่วมกว่า 150 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า รัฐบาลวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไว้ 6 ด้านคือการสร้างความมั่นคงประเทศ การพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการบริหาร ซึ่งต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างไรก็ตามจากข้อมูลศูนย์รับแจ้งเหตุของกระทรวงพม. 1300 พบว่าในจำนวนคนแจ้งเหตุ 30,000 คน มีเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบาง 20,000 คน ซึ่งครอบครัวมีส่วนสำคัญ ถ้าพ่อแม่ไม่มีเวลา ไม่เคยกอดลูก ผลก็จะมาสู่สังคม ประเทศจะมั่นคงไม่ได้ถ้าไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่นคง เป็นเรื่องเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ควรตายเพราะขาดรักจากครอบครัว การทำลายความรักในครอบครัวเป็นแผลที่ยิ่งใหญ่มาก จึงเป็นเสียงที่ผู้ใหญ่ต้องฟังเพื่อให้เด็กมีที่ยืน

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สถานการณ์เด็กเยาวชนภาวะเปราะบางในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน ประกอบด้วย กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10%ของจำนวนประชากรเด็กไทย  โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ลูกแรงงานต่างด้าว 250,000 คน เมื่อประเทศได้จัดระบบแรงงานต่างด้าวด้วยการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องคิดถึงสิทธิสวัสดิการทางการศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ไว้รองรับ กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ ราว 200,000 คน ที่เผชิญกับปัญหารอยต่อทางการศึกษา แม่วัยรุ่น ที่มีอยู่ 104,289 คน โดยพบว่าเด็กแรกเกิดของไทย 15% มาจากแม่วัยรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่เหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 33,121 คน ที่ 68% มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษา

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า การทำงานของสสส.ในเด็กและเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบางจึงเน้นทำงานเชิงวิชาการเพื่อสังเคราะห์นโยบายและแนวทางการจัดการที่เอื้อให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน และมองหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนทำงานในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหาเด็กเยาวชน รวมถึงครอบครัวที่เผชิญภาวะเปราะบางทางสังคม ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายร่วมสนับสนุน

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยนเด็กเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 35 เครือข่าย พบว่า 1. ต้องมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางในระดับพื้นที่ เพื่อนำสู่การวางทิศทางแก้ปัญหา โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากที่สุด  2. การพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  เพื่อเป็น“ตัวช่วยภาครัฐ” โดยดึงความร่วมมือจากภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ ดึงทุนจากภาคเอกชน โดยแชร์ข้อมูล แชร์บุคลากร เพื่อเป็นตัวช่วยการทำงานของศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก  รวมถึงพัฒนาศักยภาพคนทำงานด้านเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  3. การปลดล็อกเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น รอยต่อทางการศึกษาระหว่างช่วงชั้น ที่ต้องมีบัตรประชาชน

4. การปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่ให้มุ่งเป้าสู่การพัฒนามากกว่าการสงเคราะห์ รวมถึงการฝึกอาชีพขั้นสูงที่มีงานรองรับมากกว่าฝึกอาชีพที่ไม่สามารถอยู่ได้จริง และ 5. เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง เช่น สนับสนุนกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการยอมรับให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมของเยาวชนภาวะเปราะบางในสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับระดับตำบล

สำหรับเสียงสะท้อนจากเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง นายเนม (นามสมุมติ) อายุ 24 ปี อดีตเยาวชนที่เคยก้าวพลาดจนต้องคดียาเสพติด กล่าวถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาว่า ตอนม.2 ชอบเที่ยวมากกว่าเรียนจึงถูกไล่ออก-อยากให้พูดถึงแรงผลักให้น้องไม่ชอบเรียนมากกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตีตราเด็ก เช่น ตอนม.2ไปเรียนแล้วรู้สึกกดดันมากจึงชอบหนีเที่ยวจนถูกไล่ออก ไปสมัครเรียนที่ไหนก็ไม่มีโรงเรียนไหนรับ จึงตัดสินใจไม่เรียน หลังจากนั้นก็เที่ยว กินเหล้า ตีกัน ขับรถแว้น จนมาถึงการลองใช้ยาเสพติด(ยาบ้า)เพราะคิดว่าแค่ทดลองไม่เป็นไร แต่มันกลับทำให้ยิ่งหลงเข้าไปจนเริ่มไปใช้ยาตัวอื่นๆ เช่น เฮโรอีน สุดท้ายก็ติดจนไม่สามารถขาดยาได้ ตอนนั้นอายุเพียง 15 ปี เมื่อติดยาแล้วก็ต้องหาเงินไปซื้อจึงเริ่มเป็นเด็กเดินยาแถวบ้าน แล้วก็ผันตัวมาเป็นผู้ขายรายย่อย ขายส่ง จนวันหนึ่งมีคนมาจ้างให้ไปส่งยาบ้า 50,000 เม็ด ได้ค่าตอบแทน 200,000 กว่าบาท ตอนนั้นมีความสุขมากเพราะได้เงินมาง่ายและเร็ว จึงรับงานนี้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดโดนจับกุมข้อหามียาบ้า 50,000 เม็ด โดยศาลเยาวชนตัดสินส่งไปอยู่ศูนย์ฝึก

“ปัจจุบันผมพ้นโทษแล้วและเลิกยุ่งกับยาเสพติดทุกชนิด เพราะได้รับโอกาส ได้ฝึกอาชีพโดยให้ค้นหาตัวเองถึงอาชีพที่สนใจ การซ่อมและซื้อขายมอเตอร์ไซด์เก่า รวมถึงเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานแบบพอเพียง ทำให้ผมมีความฝันอยากอยากจะมีบ้านสวนเล็กๆ และเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซต์ เพื่อสักวันหนึ่งผมจะมีโอกาสรับเยาวชนที่เคยก้าวพลาดมาดูแล เหมือนที่ตนเองได้รับโอกาสนั้นมา เพราะเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ต้องการเพียงคนให้อภัย ให้โอกาสได้เริ่มต้นใหม่” อดีตเยาวชนที่เคยก้าวพลาดจากคดียาเสพติด กล่าว

นางสาวคำแลง เยาวชนไร้สัญชาติ อายุ 20 ปี นักเรียนชั้น ม.6 สายวิทย์-คณิต จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ตนอยู่ในสถานะไร้สัญชาติแม้ว่าจะเกิดที่ประเทศไทย แต่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิด ที่ผ่านมาพยายามยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทยแต่ติดปัญหาที่ต้องมีพ่อแม่มายืนยันการเกิด ซึ่งพ่อที่แยกทางจากแม่ก็แจ้งว่ามีลูกเพียงคนเดียวคือลูกที่เกิดกับครอบครัวใหม่ ทุกครั้งเวลาไปร่วมกิจกรรมภายนอกตนมักใส่เสื้อกันหนาวปิดไว้ เพราะมีแต่ชื่อไม่มีนามสกุลทำให้รู้สึกอายเมื่อมีคนมาถามว่าทำไมมีแค่ชื่อ และการไม่มีสัญชาติทำให้ถูกจำกัดสิทธิในการเรียนต่อ เพราะคณะที่อยากศึกษาต่อคือ คณะแพทย์และสายสุขภาพ ซึ่งมีการระบุคุณสมบัติว่าไม่รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติ และไม่มีสิทธิกู้ยืมกองทุนช่วยเหลือทางการศึกษา (กยศ.)

“หนูมีเกรดเฉลี่ย 3.8 ฝันอยากเป็นหมอหรือพยาบาล แต่สิทธิการสมัครสอบก็ไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่หลายคนพยายามช่วยให้หนูได้รับสัญชาติโดยเร็ว แต่ปัญหาของหนูมันซับซ้อน ซึ่งหนูมีเส้นตายการสมัครอยู่ภายใน 30 ก.ย.นี้”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เอาผิดโจ๋กร่างถุยน้ำลาย-ท้าตร.ต่อย หลังถูกเรียกไม่ใส่หมวกกันน็อค (ชมคลิป)

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292826

เอาผิดโจ๋กร่างถุยน้ำลาย-ท้าตร.ต่อย หลังถูกเรียกไม่ใส่หมวกกันน็อค (ชมคลิป)

เอาผิดโจ๋กร่างถุยน้ำลาย-ท้าตร.ต่อย หลังถูกเรียกไม่ใส่หมวกกันน็อค (ชมคลิป)

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.37 น.

18 ก.ย. 60 โลกออนไลน์เกิดกระแสการแชร์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ผู้เฟซบุ๊กใช้รายหนึ่ง ได้โพสต์คลิปลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก@เพื่อนตํารวจ แฟนคลับ ระบุ “อยากลาออกจริงๆ ตำรวจยุคนี้ บรรพบุรุษไม่เกี่ยว มันก็รุมด่า ยืนอำนวยการจราจรอยู่ช่วงเช้า พระราม4 ขาเข้า ทางลงด่วนมาจากบางนา พบรถ จยย.เป็นชายวัยรุ่น ขับขี่มาไม่สวมหมวกนิรภัย และ สูบบุหรี่พ่นควันตลอดก็ไม่ว่าอะไร” แต่เมื่อขี่ผ่านกลับไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงเกิดความสงสัย และแจ้งให้ตำรวจตรวจสอบ  ทางวัยรุ่นกลับทิ้งรถและไปตามคุณแม่มา แล้วสองแม่ลูกก็รุมด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคาย โดยหนุ่มวัยรุ่นยังได้ถ่มน้ำลายใส่หน้าเจ้าหน้าที่ ทั้งยังท้าให้ถอดเครื่องแบบออกแล้วเข้ามาต่อยตัวต่อตัว พร้อมปัดโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ที่กำลังถ่ายคลิปตกลงพื้น จนคลิปดังกล่าวกลายเป็นที่วิจารณ์การกระทำของสองแม่ลูกไปทั่วสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วนั้น

ล่าสุด ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ชี้แจงว่า ทาง พ.ต.อ.อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ชี้แจงผ่านศูนย์ฯ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน 2560 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรของ สน.ทุ่งมหาเมฆได้ตั้งด่านตรวจเพื่อกวดขันวินัยจราจรในพื้นที่ตามปกติ บริเวณปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ ถนนพระรามที่ 4

บุคคลในคลิปวิดีโอได้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อคทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย อีกทั้งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เรียกให้หยุดรถ และดำเนินแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ขณะปฏิบัติหน้าที่ บุคคลในคลิปได้ต่อว่า ด่าทอ และถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ

ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดเบื้องต้น (อย่างไม่เป็นทางการ) ทาง พ.ต.อ.อัครวุฒิ ได้ดำเนินการให้ร้อยเวรจราจรที่อยู่ในเหตุการณ์ ลงบันทึกประจำวัน และเข้าร้องทุกข์เพื่อกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ขณะนี้ได้อยู่ระหว่างเรียกตัวบุคคลที่อยู่ในคลิปดังกล่าวมาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไป ซึ่งรายละเอียดทาง ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. จะได้แจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฉครูถ่ายคลิปพระลูกวัดทารุณแมว ถูกพระผู้ใหญ่กดดันทุกวิถีทาง

Posted on June 26, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/292773

แฉครูถ่ายคลิปพระลูกวัดทารุณแมว ถูกพระผู้ใหญ่กดดันทุกวิถีทาง

แฉครูถ่ายคลิปพระลูกวัดทารุณแมว ถูกพระผู้ใหญ่กดดันทุกวิถีทาง

วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.38 น.

18 ก.ย. 60 จากกรณีเกิดเหตุสะเทือนใจ โดยเป็นคลิปที่ถูกโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “แหม่ม โพธิ์ดำ” เผยให้เห็นภาพพระสงฆ์รูปหนึ่งในวัดตากวน ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง กำลังทำร้ายแมวเพศเมียสีน้ำตาลดำ ระบุว่า พระกำลังใช้รองเท้าตบตีแมว จากนั้นที่เห็นชัดๆ คือบีบคอและจู่ๆ ก็เขวี้ยงแมวลงพื้นอย่างแรง

โดยผู้โพสต์คลิปคือครูในโรงเรียนวัดตากวน ที่อยู่ติดกับวัด พอเห็นเหตุการณ์ก็รีบบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะเข้าไปช่วยเหลือแมวเคราะห์ร้าย พบว่าแมวมีเลือดออกบริเวณปากและจมูกร้องด้วยความเจ็บปวด เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา

ต่อมา ทราบว่าเป็นพระลูกวัดอายุ 23 ปี ยอมรับว่าเกิดเหตุจริง โดยแมวที่เลี้ยงไว้ได้ฉี่ใส่ที่ชาร์จแบตสำรอง พอเห็นก็เกิดความโมโห แต่ไม่ได้กระทำรุนแรงที่เห็นเหมือนใช้รองเท้าตี แค่เพียงใช้ใบไม้ตีเพื่อสั่งสอน ส่วนภาพที่เหมือนจับแมวเขวี้ยงนั้น เพราะถูกแมวข่วนที่แขน จึงรีบโยนแมวให้พ้นตัว

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ”  ได้ออกมาเปิดเผย โดยอ้างว่า  ครูที่ถ่ายคลิปวิดีโอพระลูกวัดดัง ต.มาบตาพุด จ.ระยอง ที่ทำร้ายลูกแมวดังกล่าว หลังโมโหที่ฉี่ใส่แบตสำรอง   นั้น ขณะนี้ถูกพระผู้ใหญ่กดดัน ข่มขู่หลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป

“ครูราชานนท์ คือครูที่ถ่ายภาพคลิป แมวถูกพระทำร้ายค่ะ แต่ครูไม่ได้ส่งให้ควีน มีคนอื่นส่งมาให้อีกที และตอนนี้ครูน่าสงสารมาก ถูกพระผู้ใหญ่ กดดันทุกวิถีทาง เพราะเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ครูไม่ต้องกลัวนะคะ ถ้ามีใครใช้อำนาจมืดมาบีบให้ครูออกจากงาน ขู่ พรบ.คอมบ้าบอ หรือไล่ที่ เพื่อปกป้องสงฆ์ที่ผิดทั้งมุสาและทำร้ายสัตว์ ก็ขอใช้วิธีแบบฆราวาสโต้ตอบ แบบถึงพริกถึงขิง คนดีต้องได้รับการปกป้อง”

ทั้งนี้หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจคุณครูหนุ่มรายนี้เป็นจำนวนมาก

ขณะที่ความคืบหน้าทางคดีเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มาบตาพุด แจ้งข้อหาพระลูกวัดรูปดังกล่าว ฐานทารุณกรรมสัตว์ตามพ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเรื่องจำเป็นต้องสึกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์พิจารณาว่าผิดวินัยสงฆ์หรือไม่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,916,653 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Soft Power ของจริง! งดงามสะกดสายตา ส่องรายละเอียดชุดพิธีวิวาห์ 'ณเดชน์-ญาญ่า'
พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ
SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’
World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย
หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน
โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย
นายกฯ ถึงนราธิวาส มทภ. 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.
ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน
แนวหน้าวาทะเด็ด
รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

Recent Posts

  • พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี
  • ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า
  • “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6
  • รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี
  • รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d