เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย-ขวา เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ‘นฤบดินทรจินดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311629

x

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย-ขวา เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ‘นฤบดินทรจินดา’

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุทธิศักดิ์ เชี่ยวพาณิช รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและเริ่มเก็บน้ำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ซึ่งระบบชลประทานฝั่งขวาเป็นคลองคอนกรีตสายใหญ่ความยาว 14 กม. พร้อมคลองซอย 9 สาย ความยาวรวม 19 กม. สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 16,500 ไร่ ในเขต อ.นาดี ส่วนระบบชลประทานฝั่งซ้ายจะมีลักษณะเดียวกัน คือ คลองดาดคอนกรีตสายใหญ่ยาว 46 กม. พร้อมคลองซอย 37 สาย ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 94,800 ไร่ ในเขต อ.นาดี และอ.กบินทร์บุรี ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างระบบส่งน้ำดำเนินการไปแล้วร้อยละ 30 คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 2563 สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 111,300 ไร่ แต่คาดว่าในปี 2562 จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ แต่ช่วงฤดูฝนปี 2560 อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาสามารถเก็บกักน้ำได้ 230 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 78 ของความจุช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชุมชนตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี และทำให้มีน้ำต้นทุนสำหรับช่วยรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม ในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ในฤดูแล้งของปี พ.ศ.2561 ที่จะมาถึงได้อีกด้วย

“อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนกักเก็บน้ำ ได้ 295 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 319 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน (Zone Type Dam) ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967 เมตร มีทำนบปิดช่องเขาขาด 2 แห่ง ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ งบในการลงทุนโครงการประมาณ 9,078.00 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จนอกจากจะสามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การเกษตร และการผลักดันน้ำเค็มแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้น้ำและที่ดิน ลดอัตราการเสียหน้าดินเนื่องจากการพัดพาชะล้างของน้ำฝนที่ไหลบ่า รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก” นายสุทธิศักดิ์กล่าว

เกษตรฯรวมสินค้าคุณภาพสหกรณ์ จัดลงกระเช้าเปิดขายเทศกาลปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311626

x

เกษตรฯรวมสินค้าคุณภาพสหกรณ์ จัดลงกระเช้าเปิดขายเทศกาลปีใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในชื่อ “โครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” เพื่อส่งเสริมการตลาด สินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค โดยสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตรผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่างๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่างๆ มาจัดเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยปีที่ผ่านมามียอดขายถึง 2 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองโดยกรมได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ และเปิดจำหน่ายทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น.

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก โดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ http://www.coop-mart.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่างๆ มาโพสต์ขายผ่านเว็บไซต์นี้ได้

ยกระดับทำงานรับรอง‘GAP’ ดึงระบบOnlineลดความล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311415

x

ยกระดับทำงานรับรอง‘GAP’ ดึงระบบOnlineลดความล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกันพัฒนาการรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาระบบ GAP Online เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน เกษตรกรที่ต้องการขอรับการรับรอง GAP สามารถเข้ามายื่นคำขอ ณ สำนักงานเกษตรทั่วประเทศ แล้วกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำการเพิ่มข้อมูลเกษตรกรเป้าหมายลงในระบบ แล้วดำเนินการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เพื่อเตรียมการเข้ารับการประเมินแปลงเบื้องต้น เมื่อกรมวิชาการเกษตรได้รับข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบ จะสำรวจพื้นที่ตรวจแปลง และเมื่อมีการประเมินผลตามเงื่อนไขแล้วเสร็จ ก็จะแจ้งผลการประเมินในระบบ และกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถนำผลดังกล่าวไปแจ้งต่อเกษตรกรว่าได้รับการรับรอง GAP หรือไม่ หากไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากดำเนินการไม่ถูกหลักในข้อปฏิบัติใด จะได้ทำการแก้ไขในปีต่อไป ทั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลในระบบได้ทันที ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน และความล่าช้าของเอกสาร นอกจากการพัฒนาระบบ GAP online แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้พัฒนา ระบบ Organic Online เพื่อรองรับการทำงานในอนาคตต่อไป

“การทำให้เกษตรกรได้รับมาตรฐาน GAP จะเป็นแนวทางการทำการเกษตรที่จะส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และผู้บริโภค และการทำระบบ GAP Online มาเป็นเครื่องมือ จะทำให้การทำงานเกิดความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

แตกใบอ่อน : ของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311418

807934531

แตกใบอ่อน : ของขวัญปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คอลัมน์ “แตกใบอ่อน” ประจำสัปดาห์นี้ ทิ้งท้ายปีเก่า เตรียมต้อนรับปีใหม่ 2561 ขอถือโอกาสกราบอวยพรท่านผู้อ่านทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข ความโชคดี คิดหวังสิ่งใดที่ดีๆ ก็ขอให้สมกับความมุ่งมาดปรารถนากันตลอดทั้งปีนะครับ

ไหนๆ ก็อยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว จึงอยากใช้โอกาสนี้คุยแต่เรื่องดีๆ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่การเริ่มต้นปีใหม่ เพราะนอกเหนือจากคำอวยพรที่เราจะมีให้แก่กันแล้ว ก็ยังมีเรื่องดีๆ ที่รัฐบาลได้เตรียมเอาไว้เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

โดยแทบจะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทุกปีจะต้องมีของขวัญจากหน่วยงานต่างๆ มามอบให้คนไทยอยู่เสมอ โดยในปีนี้ถ้าดูตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เห็นมีมากถึงกิจกรรมมากถึง 85 โครงการ ที่หน่วยงานต่างๆ นำมาเป็น “ของขวัญปีใหม่” มอบให้กับคนไทยทุกคน โดยที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับปีหนี้ ก็คงหนีไม่พ้นของขวัญที่ถูกเตรียมมามอบให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีดังนี้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คืนดอกเบี้ย 30% ของดอกเบี้ยที่ชำระให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คืนเงิน 1 พันบาท สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน, ธอส.จัดสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย บุคลากรภาครัฐและผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษต่ำสุดที่ 2.5% ต่อปี, สำนักงานธนานุเคราะห์ขยายเวลาลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย, โครงการตลาดประชารัฐ พัฒนาตลาดใหม่และขยายพื้นที่ตลาดเดิมให้แก่เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีสถานที่ค้าขาย, เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีในราคาพิเศษ, ให้บริการขนส่งข้าวเพื่อช่วยชาวนา และขนส่งสินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูปในอัตราพิเศษ

ขณะที่ในฝั่งของ กระทรวงเกษตรฯ เองก็มี “ของขวัญ” ที่เตรียมเอาไว้สำหรับมอบให้กับประชาชนและเกษตรกรโดยเฉพาะ ซึ่งมีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ประกอบด้วย

1.กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยส่งมอบโครงการต่างๆ ให้กับเกษตรกร เช่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหม่ (ข้าว ประมง) โครงการโคบาลสร้างอาชีพ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ/โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560-2561 โครงการปรับปรุงคุณภาพดิน โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แจกปัจจัยการผลิต (ศูนย์หม่อนไหมฯ 21 ศูนย์)

2.กิจกรรม “เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีในราคาพิเศษ” โดยนำสินค้าราคาถูกมาเปิดจำหน่ายให้ประชาชน รวม 23 แห่ง เช่น สินค้าปศุสัตว์ราคาถูก (ปศ.) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา (กยท.) เทศกาลส่งความสุขด้วยผลไม้ไทย (อตก.) ตลาดสีเขียว (ผักอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้า OTOP) (อสค.) ตลาดเกษตรกร ตลาดนัดชาวดอย เทศกาลชิมชาและกาแฟ และวัฒนธรรมชนเผ่าดอยแม่สลอง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ (สวพส.) การจัดกระเช้า/ชุดของขวัญ จากสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสินค้าประมง NON – IUU (กสส. มกอช.
อตก. อสป.) เป็นต้น

3.กิจกรรม “ปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยเปิดสถานที่ของหน่วยงานในสังกัดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงเทศกาลปีใหม่ 29 ธันวาคม 2560 – 2 มกราคม 2561 ดังนี้

– เปิดสถานที่หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดให้บริการประชาชนในช่วงปีใหม่ 342 จุด

– เปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และให้ความรู้ด้านการเกษตร รวม 97 แห่ง เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ้องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร, สถานีเรดาร์ฝนหลวง, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จ.ฉะเชิงเทรา, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส, ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี, อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ

– เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชมฟรี ไม่คิดค่าบริการ 11 แห่ง เช่น สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร, ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค และพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

นี่แหละครับ เรื่องดีๆในช่วงต้นปีที่รัฐบาลมอบให้กับเราเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยประเดิมปีใหม่ 2561

ปีใหม่นี้ จึงขอให้มีความสุขกันทุกท่านครับ

มะลิลา

ขยายผลแปลงใหญ่‘สุโขทัย’ พัฒนาโคเนื้อ-โคขุนลดนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311414

x

ขยายผลแปลงใหญ่‘สุโขทัย’ พัฒนาโคเนื้อ-โคขุนลดนำเข้า

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรที่ฟาร์มโคขุน ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นฟาร์มที่ดำเนินการตามแผนงานของกรมปศุสัตว์ ที่ขับเคลื่อนตามทิศทางการพัฒนาภาคเหนือ โดยจังหวัดสุโขทัยมีปริมาณการผลิตโคเนื้อมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประมาณ 35,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ขึ้นทะเบียนกรมปศุสัตว์ ประมาณ 5,724 ครัวเรือน จำนวนโคเนื้อรวม 63,422 ตัว สามารถแยกการเลี้ยงเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การเลี้ยงโคผลิตลูก หรือโคต้นน้ำ และการเลี้ยงโคขุน-โคมัน หรือโคกลางน้ำ ซึ่งโครงการส่งเสริมในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านโคเนื้อ ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยง เพิ่มปริมาณการผลิตโคเนื้อในจังหวัด รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโค เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีสายพันธุ์และคุณภาพซากดี รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันด้านราคากับโคเนื้อจากต่างประเทศได้

ทั้งนี้ โอกาสการพัฒนาพบว่ายังมีความต้องการโคเนื้อ-โคขุน อีกมาก หากสามารถสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงแม่โครุ่นเพศผู้สายพันธุ์ดี ป้อนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพซากดีเทียบเท่าเนื้อโคที่นำเข้าจากต่างประเทศ ลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคมีความมั่นคงในอาชีพ อีกทั้งการสร้างศูนย์ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงโค เพื่อผลิตอาหารหยาบคุณภาพดีมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงโคตลอดปี จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สามารถแข่งขันกับโคจากต่างประเทศเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการพัฒนาส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน ปรับระบบการเลี้ยง ผลิตโคที่มีสายพันธุ์ดี คุณภาพซากดี เพื่อเพิ่มมูลค่า มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งสร้างระบบการตลาด มีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า

หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311420

หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อ-ขายหมอนยางพารา เพื่อจำหน่ายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง หมอนยางพารา “สิรี” ในฐานะผู้แทนจำหน่ายในไทย และบริษัท Sichuan Kennan Trading Co,.LTD. ผู้จัดจำหน่ายในสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากความตั้งใจของเกษตรกรชาวสวนยาง และเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความตั้งใจที่จะดูแลเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์จากยางพาราโดยเฉพาะน้ำยางสด จึงได้ตกลงร่วมกันผลิตหมอนยางพารา ส่งให้กับแบรนด์ “สิรี” ซึ่งจะรับผิดชอบในการรวบรวม รับซื้อหมอนยางพาราจากกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจเครือข่าย ไปจำหน่ายยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “สิรี” ในการผลิตหมอนยางพาราแท้ 100% ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงมากในประเทศจีน และมีการซื้อขายกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยขณะนี้มียอดสั่งซื้อเบื้องต้น 2 หมื่นใบต่อเดือน หรือ 2.4 แสนใบต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับกำลังการผลิตเบื้องต้นของกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน หากอนาคตมียอดสั่งซื้อมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดเพิ่ม

“ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ต่อไปนี้สหกรณ์การเกษตรเล็กๆ จะสามารถรวบรวมน้ำยางดิบน้ำยางสดจากเกษตรกรแล้วผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นหมอนยางที่มีคุณภาพได้ ส่วนก้าวต่อไปนั้น การยางแห่งประเทศไทย จะต้องทำการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่น ส่วนภาครัฐต้องส่งเสริมดูแลให้สหกรณ์รายย่อยได้รวมตัวกันผลิตสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไปในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายไปยังความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ซึ่งต้องสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกเห็นว่า หากซื้อหมอนยางพาราจากประเทศไทยจะต้องได้หมอนยางพาราแท้ 100% ขณะเดียวกันทางการยางแห่งประเทศไทยจะต้องสนับสนุนให้สหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น” นายสุพัฒน์ กล่าว

ลุยเช็คบิลทุจริตสหกรณ์รถไฟ เส้นตายคืน2.2พันล้านก่อนสิ้นธค.-ใครผิดฟันไม่เลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311417

x

ลุยเช็คบิลทุจริตสหกรณ์รถไฟ เส้นตายคืน2.2พันล้านก่อนสิ้นธค.-ใครผิดฟันไม่เลี้ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 เปิดเผยว่า จากกรณีตรวจสอบพบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด มีการจ่ายเงินกู้พิเศษที่ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ให้สมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นเงิน 2,285 ล้านบาท ซึ่งตามระเบียบของสหกรณ์นั้นกำหนดให้จ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิกรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย โดยสมาชิกทั้ง 6 รายได้นำเงินกู้ไปซื้อที่ดินที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยทำโครงการจัดสรรและต่อมาได้นำที่ดินดังกล่าวไปค้ำประกันเงินกู้กับสหกรณ์สโมสรรถไฟ จำกัด

ดังนั้น ผู้ตรวจการสหกรณ์ และนายทะเบียนสหกรณ์ จึงได้ใช้อำนาจสั่งการให้สหกรณ์ฯดำเนินการ 4 แนวทาง คือ 1.ระงับการจ่ายเงินกู้ที่ผิดระเบียบฯ 2.หาตัวผู้รับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย ซึ่งในกรณีนี้ผู้ที่รับผิดชอบ คือ ผู้ที่ทำการจ่ายเงินกู้ผิดระเบียบ โดยมีคณะกรรมการ 5 ชุดต้องรับผิดชอบ 3.ให้เรียกเงินกู้คืนจากสมาชิกทั้ง 6 รายพร้อมยกเลิกสัญญาเงินกู้ทันที และหากไม่ได้รับคืนให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกเงินกู้คืนภายใน 30 วัน และ 4.แจ้งคณะกรรมการทั้ง 5 ชุด มาชดใช้ความเสียหายกับสหกรณ์ และหากไม่ชดใช้จะถูกร้องทุกข์และดำเนินคดี โดยระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ดำเนินการเรียกให้สมาชิกผู้กู้นำเงินมาชำระหนี้ และแจ้งให้ผู้ที่ทำให้สหกรณ์เสียหายมาชดใช้ จะครบกำหนดในสิ้นเดือนธันวาคม 2560 เมื่อครบกำหนดแล้วสหกรณ์ยังไม่ได้รับการชดใช้ คณะกรรมการจะต้องดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีภายใน 30 วัน และหากคณะกรรมการฯไม่ดำเนินการ นายทะเบียนสามารถใช้อำนาจสั่งปลดคณะกรรมการ พร้อมดำเนินการร้องทุกข์และฟ้องร้องคดีแทนสหกรณ์ได้

นายณรงค์พล กล่าวอีกว่า ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ และหน่วยงานที่ดูแล แนะนำส่งเสริม ได้ให้คำแนะนำให้สหกรณ์ เร่งทำแผนการดำเนินกิจการทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการทำความเข้าใจกับสมาชิกและเจ้าหนี้ โดยสหกรณ์ต้องแสดงความจริงใจและต้ังใจจริงในการแก้ไขปัญหา อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ต่อไป ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ได้อย่างทันท่วงที

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311419

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปี 2559 ปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัว คือ นโยบายที่กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนโดยเน้นการบูรณาการงานใน 13 นโยบายหลัก ประกอบกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำเอื้ออำนวยต่อการผลิต ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีเพียงพอ โดยเฉพาะการผลิตข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น

ส่วนปัจจัยลบ พบว่า ช่วงธันวาคม 2559 – มกราคม 2560 หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ อาทิ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และพัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตยางพาราและกุ้งขาวแวนนาไมในไตรมาสแรกของปี 2560 มีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ ปลายเดือนกรกฎาคม – ต้นเดือนสิงหาคม และช่วงเดือนกันยายน 2560 หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวนาปีประสบภัยพิบัติจากอิทธิพลพายุเซินกาและทกซูรี ผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย อีกทั้งปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2560 หลายพื้นที่ในภาคใต้ประสบน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน และประมงบางส่วนได้รับความเสียหาย

หากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช ปี 2560 ขยายตัวร้อยละ 6.8 เมื่อเทียบกับปี 2559 พืชสำคัญที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.0 เนื่องจากการขยายปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคของตลาดในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่ดี รวมทั้งสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้สัตว์เติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานต่อโรค ประกอบกับมีการปรับวิธีการเลี้ยงโดยนำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ ทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 4.7 โดยการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และการเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น ในส่วนอ้อยโรงงานมีการใช้บริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และรังนก มีผลผลิตเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 โดย สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 3.5 – 4.5 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.3 – 2.3 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.0 – 3.0 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.0 – 3.0 และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยขยายผลให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด สภาพอากาศและปริมาณน้ำยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร และเศรษฐกิจโลกในปี 2561 มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย

ชงไอเดียยิง‘ดาวเทียม’เกษตร เพิ่มความแม่นยำข้อมูล-พัฒนาดิน-น้ำ-ป้องกันภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311166

x

ชงไอเดียยิง‘ดาวเทียม’เกษตร เพิ่มความแม่นยำข้อมูล-พัฒนาดิน-น้ำ-ป้องกันภัยพิบัติ

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 และแนวโน้มปี 2561 ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ว่า การพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืนภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสร้างต้นแบบและพระราชทานบทเรียนในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวคิด คำสอน และแนวปฏิบัติที่พระองค์ได้ทรงศึกษาอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีพื้นฐานบนความเป็นจริง มีเหตุมีผล และปฏิบัติได้จริง หรือเรียกว่า “ศาสตร์พระราชา”

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ของการทรงงานของพระองค์ เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า หลักการทรงงานของพระองค์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงพระราชทานแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เช่น การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแกล้งดิน แก้ปัญหาดินเสีย การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ หรือ “ฝนหลวง” โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการพัฒนาจนสามารถใช้ต้นทุนการทำฝนหลวงเพียง 12 บาท ต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของข้อมูลด้านเกษตรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จึงได้เสนอแนวทางว่า กระทรวงเกษตรฯควรมีดาวเทียมที่ทันสมัยและมีความแม่นยำของข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรทั้งเรื่องดิน น้ำ ข้อมูลการชะล้างหน้าดิน ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นต้น โดยจะมีการหารือร่วมกันระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอื่นๆ ต่อไป

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1.เพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2560 และคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 รวมทั้งสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนและ 2.เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนเกษตรกร เกี่ยวกับ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้มีความยั่งยืนและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311178

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า!  ของขวัญปีใหม่ 2561

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพาราช่วงปลายปีนี้ ปกติราคาจะอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกับทุกปี ปีนี้ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาไม่ถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาต้นทุนของการปลูกยาง จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศโดยเฉพาะชาวสวนยางภาคใต้เดือดร้อน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยเห็นชอบมาตรการแก้ปัญหาราคายางตั้งแต่ระดับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวม 7 โครงการ มีเป้าหมายให้ราคายางพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม โดย 5 โครงการแรกเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เสนอ คือ

1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยางพาราวงเงิน 10,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเบี้ยประกัน 0.36% ต่อปี หรือ 36 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปี รวม 108 ล้านบาท เดิม ครม. ให้ใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา แต่ กนย. เห็นว่าตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเสนอ ครม. ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณค่าเบี้ยประกันแทน และสนับสนุนค่าบริหารโครงการ 0.14% ด้วย

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 20,000 ล้านบาทเป้าหมายดูดซับยางออกจากระบบ 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปี ประมาณ 3.2 ล้านตัน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561-ธันวาคม 2562 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 และมีระยะเวลาการชำระเงินคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาต่อปี

3.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้ยางของหน่วยงานรัฐปี 2561 และรัฐบาลมีนโยบายพร้อมสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้น จะใช้งบประมาณรับซื้อยางใหม่จากเกษตรกร 12,000 ล้านบาท เพื่อนำมาให้กับหน่วยงานรัฐในโครงการต่างๆ โดยใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนี้จะช่วยดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น โดย กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ
ผ่าน ตลาดยาง กยท. ตลาดเครือข่าย และตลาดกลางยางพารา กยท. ในช่วงเดือนธันวาคม 2560-30 เมษายน 2561 จำนวน 200,000 ตัน
เพื่อนำไปใช้งานหน่วยงานภาครัฐ เช่น การทำถนนลาดยางมะตอยผสมยางพาราชนิดผสมร้อน ทำชั้นพื้นทางของถนน ทำยางปูพื้น ทำสนามฟุตซอลทำสนามเด็กเล่น ยางปูสระน้ำ เป็นต้น

4.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีเป้าหมายจะลดพื้นที่การปลูกยางถาวร 2 แสนไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางชั่วคราวอีก 2 แสนไร่ รวม 4 แสนไร่ โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา และลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยางจำนวน 1 แสนกว่าไร่ ใช้งบกลางมาดำเนินการ 303 ล้านบาท

“โครงการนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการใช้ ด้วยมาตรการลดพื้นที่ปลูกควบคุมปริมาณผลผลิต เป็นการเร่งรัดการโค่นยางมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนการโค่นยางเพื่อปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น ทั้งไม้ผล ไม้แปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 นี้ จะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี เน้นการปลูกแทนแบบผสมผสานอีกจำนวน 2 แสนไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ซึ่งจะลดปริมาณผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 90,000 ตัน”ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ส่วนการลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง 1 แสนกว่าไร่ ซึ่งประกอบด้วย สวนยางของ กยท. กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) นั้น เป็นมาตรการระยะสั้นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6,780 ตันในระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2561 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรัฐบาลไทยร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย งดการส่งออกยางปริมาณ 350,000 ตัน 3 เดือน เพื่อให้เกิดสมดุลในตลาดโลก

5.โครงการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกรายใหญ่ 5 บริษัท มีเงินตั้งต้น 1,200 ล้านบาท มอบหมายให้ กยท.หารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนไปตั้งกองทุนต่อไป

ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นการทบทวนมติ ครม.เดิมคือ โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ให้กับผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางชั้นปลายน้ำ ส่วนนี้ ครม. เคยอนุมัติวงเงินสินเชื่อไว้แล้ว 15,000 ล้านบาท และกำหนดให้สมัครเข้าร่วมโครงการถึงเดือนกันยายน 2559 แต่ขณะนี้ยังเหลือวงเงินอยู่ 6,112 ล้านบาท จึงให้ขยายเวลารับสมัครไปถึงเดือนมิถุนายน 2561 จากปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 29 ราย แต่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเข้าร่วมโครงการฯเพียง 16 ราย วงเงินรวมมากกว่า 8,887 ล้านบาท ทำให้ปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้น 35,550 ตัน/ปี ขณะนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับโครงการสุดท้ายคือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ซึ่งกำหนดวงเงินสินเชื่อไว้ 5,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร 0.49% ต่อปี เนื่องจากตามพ.ร.บ.สหกรณ์กำหนดให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยเหลือได้เฉพาะสถาบันเกษตรกรที่เป็นสหกรณ์เท่านั้น ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนไม่สามารถรับเงินอุดหนุนดอกเบี้ยจากกองทุนนี้ได้ ครม. จึงมีมติให้รัฐสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยให้กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนในอัตรา 0.49% แทนกองทุนพัฒนาสหกรณ์ โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2558-2567) รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืน ล่าสุด กนย. ยังเห็นชอบให้มีการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมและและประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้วจากทุกภาคส่วนเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ให้มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการผลิตยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพาราให้มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง ไม้ยางพารา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พัฒนาระบบตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายยาง และผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ

นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ยางพารา ยังกำหนดให้มีปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งระบบ ให้มีความเป็นเอกภาพ และปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราจะเป็นแนวทางและกรอบการแก้ปัญหายางพาราในระดับโครงสร้างโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้และการส่งออกด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ และมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าในรูปของผลิตภัณฑ์ยางอีกด้วย

ราคาเป้าหมาย 65 บาทต่อกิโลกรัมจะสำเร็จหรือไม่ ปี 2561 รู้กัน!!